Buddhadasa.org

โอวาทท่านพุทธทาส ตอนที่ ๒ — ๒. ทำไมจึงต้องสนใจปฏิบัติธรรม

โอวาทท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — โอวาทท่านพุทธทาส (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.167 ปัญหามีว่า " ทำไม จึงต้องสนใจศึกษา ปฏิบัติธรรม " ข้อนี้ย่อมจะ ต้องถามต่อไปว่า จะศึกษาทำไม ? ศึกษาอย่างไร ? จะปฏิบัติธรรมทำไม ? และ ปฏิบัติธรรมอย่างไร ? ข้อที่หนึ่ง ที่ว่า ศึกษา ธรรมะ ทำไม: สนใจ ทำไม; ปฏิบัติธรรมะ ทำไม: นี้ ข้อนี้ต้องหมายความว่าเพราะยังมีปัญหาที่เราสางเองไม่ได้ เหลืออยู่อีกส่วนหนึ่ง คือส่วน ที่เกี่ยวกับจิตใจ. ถ้าปัญหานั้นเป็นส่วนทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางเนื้อหนัง ทางบ้านเรือน เราย่อมจะสางได้เอง ด้วยความรู้อย่างทางโลก ๆ; เพราะฉะนั้นจึงไม่พูดถึง; พระพุทธเจ้า ไม่ตรัสถึงเรื่องนี้. ที่นี้ปัญหาทางร่างกาย ทางโลก ทางเนื้อหนัง มันสิ้นสุดไปแล้ว เช่น เงินก็มีใช้ ชื่อเสียงก็มีแล้ว; อำนาจวาสนาก็มีแล้ว, แม้กระนั้นก็ยังมีทุกข์เหลืออยู่อีก ประเภทหนึ่ง คือเรื่องทางจิตทางใจ หรือทางวิญญาณ ที่เงินทอง หรือชื่อเสียง อำนาจ วาสนา ช่วยไม่ได้; เพราะเหตุนี้แหละเราจึงต้องการธรรมะ ต้องการพระธรรม ต้องการ ศาสนา มาช่วยแก้ปัญหาในข้อนี้; นี้ส่วนหนึ่ง. ทีนี้ยังลดลงมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสำคัญมากเหมือนกัน คือในการที่คนเราจะ สางปัญหาทางโลก เช่นในการประกอบอาชีพ หรือเป็นอยู่อย่างชาวโลก เพื่อมุ่งหมาย

น.168 ๑๓ หาเงิน หรือเพื่ออำนาจวาสนานี้ก็เหมือนกัน; ถ้าไม่มีธรรมะเข้าช่วยประกอบด้วยแล้ว มันจะเร่าร้อน; ในการหาเงินก็จะเร่าร้อน - ในการประกอบอาชีพก็จะเร่าร้อน การหา เกียรติชื่อเสียง หาอำนาจวาสนา หาบริษัทบริวารก็จะเร่าร้อน. ถ้าไม่มีธรรมะก็จะ เร่าร้อนหมด. ที่นี้เราจะอยู่ในโลก ประกอบอาชีพ หาเงิน หาชื่อเสียง หาอำนาจได้อย่าง บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยไม่ต้องร้อน มันก็ทำได้; ทำได้โดยที่เอาธรรมะเข้ามาเจือปนด้วย; มัน จะต้องมีธรรมะชนิดที่เหมาะสมเข้ามาใช้ ในการที่ชาวโลก ชาวเมือง ประกอบหน้าที่อย่าง โลก ๆ เพื่อสำเร็จประโยชน์ ได้เต็มตามต้องการ. เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องเข้าใจไว้เสียด้วย ว่า เรื่องการสนใจธรรมะไม่ใช่เป็นเรื่องที่บอกให้สละโลก ทั้งโลก วิ่งหนีเข้าป่าไป แล้ว ประพฤติธรรม, มันจึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยธรรมะไว้ต่อสู้ในโลก เพื่ออยู่ในโลกให้ได้ ด้วยชัยชนะเสมอไป; ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าความจำเป็นที่จะต้องมีธรรมะนั้น มันลดลงมาถึง กับว่า ที่ชาวโลกประกอบอาชีพในโลกก็ต้องมีธรรมะ; เพื่อมิให้ชีวิตนั้นต้องร้อนเป็นไฟ เพื่อสำเร็จประโยชน์ ในการแสวงหาความสุข ความเจริญในทางฝ่ายโลก; และเหลือจาก นั้นจึงแสวงหาธรรมะที่สูงขึ้นไป จนถึงกับเหนือโลก. นี่แหละขอให้เข้าใจอย่างนี้ไว้ที่ก่อน อย่าแยกกันว่า เรื่องโลกละก็อยู่ที่บ้าน เรื่องธรรมะก็เปิดเข้าป่า หรืออยู่วัด หรือต้องบวช ทำนองนี้, ไม่ใช่, ธรรมะจะต้องอยู่กับโลก เป็นเพื่อนโลก เพื่อประคับประคองโลก อย่า ให้ร้อนเป็นไฟ, เพราะฉะนั้นสัตว์โลกไม่ว่าจะประเภทใด ชั้นใด ระดับไหนสมควรจะต้อง มีธรรมะทั้งนั้น. ธรรมะที่ให้ชาวโลก อยู่ในโลก โดยไม่ต้องร้อน นั้นอย่างไร ?หรือธรรมะ ที่อยู่เหนือโลก จะประพฤติอย่างไร ? นั้น มันมีเหมือนกัน หลักเดียวกัน เป็นแต่

น.169 ๑๔ คนละระดับ หรือคนละวิธี ที่ว่าเหมือนกัน หลักเดียวกันนี้ก็คือ ไม่ให้มีจิตใจยึดมั่น ถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวตน มีหลักที่เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้ง ปวง ทุกสิ่ง ใน โลก ไม่ ควรเข้าไป ยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็น เรา หรือ ของ เรา" เป็น พุทธภาษิตที่ตรัสไว้เองว่า คำสอนทั้งหมดที่สอนนั้น รวมสั้น ๆ อยู่ได้ในประโยคนี้ เป็นบาลี ว่า "สพเพ ธมฺมา นาล์ อภินิเวสาย " นี่อยากจะให้จำไว้มั่นคงถึงกับเขียนไว้ที่ฝา หรือ ที่กระจกเงาก็ตาม เพื่อเป็นเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองเรา จะช่วยให้เราระลึกได้ถึง ความจริงในข้อนี้ทุกกรณีย์; คือก่อนที่จะทำอะไรลงไป ก็ต้องนึกถึงข้อนี้ หรือเมื่อทำ อะไรอยู่ ประกอบกิจอะไรอยู่ ก็ต้องระลึกถึงข้อนี้, แล้วเมื่อประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ ต้องไม่เหลิงจนลืมข้อนี้ ต้องนึกถึงข้อนี้อยู่, และเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ เกิดเป็นความ ล้มเหลวขึ้นมา ก็ระลึกถึงข้อนี้อยู่ เพื่อจะไม่ต้องโศกเศร้า, หรือเมื่อเกิดโศกเศร้าไปเสีย แล้ว ก็ต้องระลึกถึงข้อนี้ เพื่อกำจัดความโศกเศร้าออกไป; หรือถึงแม้จะประสบความ วิบัติอย่างใหญ่หลวง ก็ต้องนึกถึงข้อนี้ เพื่อกำจัดความโศกเศร้าออกไป; จึงจำเป็นที่จะ ต้องรู้สึกอยู่ทั้งวันทั้งคืน และในที่ทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งในครัว "ในส้วม กำลังอยู่ที่ ไหนก็ตาม; หลักธรรมข้อนี้จะต้องใช้ทุกหนทุกแห่ง ถ้ามิฉะนั้น จะต้องมีความทุกข์ ที่นั่น ที่นี่ ทุกแห่งไป. ฉะนั้นจงจำไว้ดีๆ หลักที่ว่า "สิ่ง ทั้งปวง ไม่ ควร ยืด มั่น ถือ มั่น" จะต้องใช้แม้จะเป็นเรื่องที่อยู่ในโลก หรือเหนือโลกก็ตาม; เพราะว่าแม้แต่เด็ก ๆ เล็กๆ ก็ต้องจัดให้เป็นไปในหลักที่ว่า "ไม่ ยึด มั่น ถือ มั่น" เหมือนกัน; แต่จะให้มากนักไม่ได้ ก็ลดลงมาเพียง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เช่น ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ตัวจัด, หรือเห็นไม่แก่ตัว ข้างเดียว; นี้ก็เป็นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าเด็ก ๆ เขามีทุกข์น้อย เขาก็จะมีจิตใจ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง; ถ้ายึดมั่นถือมั่นจัดแล้ว มันก็เห็นแก่ตัว ก็อิจฉาริษยา มันโกงทารุณ โหดร้าย; เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง มันริษยาได้แม้แต่น้องแท้ๆ เพิ่งคลอดออก มาแท้ ๆ มันก็อิจฉาได้; เพราะมันมีความยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป โตขึ้นมาควรต้องมี ความเห็นแก่ตัวน้อยลง ๆ ตามลำดับ ก็คือ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น.

น.170 ๑๕ คนเราหัวเราะ ก็เพราะ ยึดมั่นถือมั่น, ร้องไห้ ก็เพราะ ยึดมั่นถือมั่น, ไป คิดดูให้ดีเถอะ; เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ก็ต้องเริ่มรู้จักเรื่องนี้ว่า หัวเราะก็ไม่ไหว ร้องไห้ก็ ไม่ไหว ให้เป็นกลาง ๆ จะค่อยเป็นสุขดี. และให้รู้ว่า ความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันเกินไป จะทำให้จิตวุ่น; แม้จะเรียนหนังสือ สู้เรียนด้วยจิตว่างเป็นกลาง ๆ ไม่ได้ หมายความว่า จิตที่ว่างเป็นกลาง ๆ นั้น สติปัญญายังสมบูรณ์อยู่; ถ้าเอาความยึดมั่นถือมั่นเข้ามาแทรก แซงเต็มที่แล้ว จิตเป็นจิตวุ่น แล้วมันจะมืด แม้จะบุกบั่น มุมานะเรียน ถ้าเรียนด้วย จิตวุ่นชนิดนี้แล้ว ไม่เป็นผลดี. มันไม่มีผลดีเท่ากับจิตว่าง คือ มีสติ ปัญญา บริสุทธิ์ ปรกติ สงบ; แม้เด็กจะเรียนหนังสือให้สอบไล่ได้ดี เมื่อเรียนก็ตาม เมื่อสอบไล่ก็ตาม ต้องรู้จักทำจิตให้มีความยึดมั่นถือมั่นแต่น้อย คือไม่ให้เครียดเกินไป, เราต้องเข้าใจในข้อนี้ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า ความมุ่งมั่นคือ Ambition นี้ มัน มีได้สองทาง คือมีได้ทั้งในทางที่จิตวุ่น และจิตว่าง. ถ้าเป็น Ambition ของจิตวุ่นแล้ว ระวังเถิด; จะมีความมืดเจืออยู่ จะมีความระหกระเหิน กระวนกระวาย วุ่นวายใจเกิดขึ้น จะเป็น Ambition ของจิตวุ่น. Ambition อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์ในการเรียน การสอบไล่ หรือการประกอบการงาน มันเป็น Ambition ที่เดือดพล่านและมืดมน เพราะความยึดมั่น ถือมั่น. Ambition ที่มีอยู่ด้วยจิตว่างก็หมายความว่า ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัว ตน หรือของตน; ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นที่เพ่นพ่านอย่างนั้นแล้ว มันก็แจ่มใสด้วย สติปัญญา เป็นสติสัมปชัญญะ แล้วก็เป็นปัญญาอยู่ในตัวเอง; ดังนั้นจิตจึงพอดี มีความ เฉียบแหลม มีความว่องไวอย่างที่เราต้องการ; จะ Active อย่างยิ่งอยู่ที่พอเหมาะพอดี ไม่มืดมน ดังนั้นจึงว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา เอามาใช้ ได้แม้แต่เด็ก ๆ ที่กำลังเรียน กำลังสอบไล่. ทีนี้ คนหนุ่มคนสาวก็มี Ambition ทำนองเดียวกัน แต่เพื่อประโยชน์ต่างกัน บ้างกับเด็ก ๆ; ดังนั้นถ้าเขาต้องการจะเป็นคนสดชื่นแจ่มใสสมกับคำว่า เป็นหนุ่มเป็นสาว

น.171 ๑๖ ละก็ ต้องระวังเรื่องความยึดมั่นถือมั่น; ให้มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่น แล้วจะมีความ สดใส แจ่มใส สมกับคำว่า เป็นหนุ่มเป็นสาว คือสดชื่นเบิกบาน. ถ้าผิดจากนี้แล้วมันจะ ไม่สดชื่นเบิกบาน มันจะเร่าร้อนเผาลน ยิ่งกว่าอะไรหมด แล้วจะเหี่ยวแห้งอยู่ในภายใน แล้วจะยึดมันขนาดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือจะไปทางไหน; จะเป็นเรื่องพลุ่งพล่าน บ้า บอ ถึงขนาดที่ว่า ฆ่าตัวตายก็ได้ ทำอย่างอื่น ๆ ที่เรียกว่าไม่จำเป็นจะต้องทำก็ได้ ดังนั้น จึงใช้ความยึดมั่นถือมั่นนี้มา Adjust ให้พอดีพอเหมาะที่จะใช้กับคนหนุ่มคนสาว. ทีนี้ก็มาถึง คนมีเหย้ามีเรือน เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ซึ่งหมายถึงประกอบ การงานที่หนักอย่างยิ่ง นี้สำคัญนัก; เพราะความหมายของชีวิตขึ้นถึงขีดสุดเต็มที่ ที่นี่; ฉะนั้นเขาจะต้องจัดทำให้เหมาะที่สุด ให้สำเร็จประโยชน์ อย่าให้เสียที อย่าให้พลาด, อย่าให้ล่วงเวลา, จะต้องรู้จักประกอบการงานต่าง ๆ ตามหน้าที่ของตน ด้วยจิตที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ให้เหมาะสมที่สุด. ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด แล้วเถียงกันคอเป็น เอ็นว่า "ถ้าจิตว่าง หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันจะทำการงานได้อย่างไร?” เถียงกันว่า มันจะไม่ทำการงาน มันจะนอนแข็งเป็นท่อนไม้เสียบ้าง; หรือว่ามันจะอยู่เฉย ๆ เสียบ้าง; นั่นเพราะคนเหล่านั้นไม่เข้าใจคำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยถูกต้อง; เข้าใจผิด, เข้าใจเอาเอง, แล้วเข้าใจผิด หรือเป็นความยึดมั่นถือมั่นตามแบบของพวกที่ผิด. ถ้าตามแบบของ พระพุทธเจ้าแล้ว จิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น เป็นจิตที่เหมาะสมที่สุดที่จะ ประกอบการงานที่ยากที่สุด ที่หนักที่สุด และให้ได้มากที่สุด ; เพราะว่า จิตที่ไม่ยึด มั่นถือมั่น ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันเป็นจิตที่มีสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา สมบูรณ์อยู่ ดังที่กล่าวแล้ว; ดังนั้นเราต้องเข้าใจ คำว่า " จิตว่าง" หรือ "ไม่ว่าง" นี้ ให้ดี ๆ. จะยกตัวอย่างง่าย ๆ มาดูกัน เหมือนอย่างว่า จะคิดเลข หรือคิดคำนวณ วิทยาศาสตร์ หรือค้นคว้าอะไรสักอย่างหนึ่ง; ตามหลักของเรานี้ต้องพูดว่า ต้องทำการ

น.172 ๑๗ คิดค้นด้วยจิตว่าง; คือขณะนั้น ต้องว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ว่างจากความ รู้สึกนึกคิดว่า มีตัวเราอย่างนั้น อย่างนี้, มีตัวเราที่จะเอานั่น มีตัวเราที่จะเอานี่. ความ รู้สึกที่ว่าเป็นตัวเรา หรือเห็นแก่เรา หวังแก่เรา เราจะเอาให้ได้ ไม่ได้จะขายหน้า ถ้า ได้แล้วจะรวยใหญ่ อันนี้ต้องระงับไปให้หมดสิ้น ; ความหมาย ที่เกี่ยวกับตัวเราหรือของ เราต้องระงับไปให้หมด; หรืออีกอย่างหนึ่งก็ให้ลืมตัวเราเสียดีกว่า; เหลือแต่สติปัญญา ล้วน ๆ สติสัมปชัญญะล้วน ๆ แล้วก็มุ่งเพ่งที่จะคิดจะค้นในเรื่องนั้น เรียกว่า “จิตว่าง" คือว่างจากตัวเรา เหลืออยู่แต่สติปัญญาบริสุทธิ์เรียกว่าจิตว่างแล้ว ก็คิดได้ดี, ถ้าคิดไป พลาง ห่วงหน้าห่วงหลังไปพลาง ห่วงความสำเร็จไม่สำเร็จไปพลาง อย่างที่เรียกว่า จิต ไม่ว่าง มันคิดไม่ได้. ถ้าเรื่องยาก ๆ ขนาดเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; หรือว่าเรื่องทางโลก ที่จะคิดปรมาณู เรื่องอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ ต้องคิดด้วยจิตว่างทั้งนั้น. อย่างเราเชื่อได้ว่า ไอสไตน์ จะคิดเรื่องทฤษฎีที่ยากที่สุดของเขานั้น ในขณะนั้นยังต้องพูดได้ว่า เขายังลืมนึก ถึงตัวเขาหมด เหลือแต่มันสมองล้วน ๆ ทำงานไปตามหน้าที่: จดจ่ออยู่ตรงจุดที่จะต้อง ค้นเท่านั้น ลืมตัวเองว่ามีชีวิตอยู่ ลืมตัวเองว่ากินข้าวแล้วหรือยัง; อย่าต้องกล่าวถึงตัว เองว่าเป็นชาติยิว หรือเป็นข้าศึกต่อเยอรมัน อย่างนี้ไม่ได้. ถ้าความคิดอย่างนั้นมีอยู่ จิตไม่แหลมพอที่จะคิดของที่ลึกซึ้งอย่างนี้ได้; ฉะนั้นนักเรียนเรียนเลข หรือทำเลขเวลา จะสอบไล่ก็เหมือนกัน ต้องทำด้วยจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวเรา อย่างนี้ เหลืออยู่ก็ แต่เรื่องนั้น คือเรื่องที่ทำ. ยกตัวอย่างอีก เช่น เรื่องยิงปืน ความคิดที่จะยิงปืนนั้นต้องระงับเรื่องอื่น อย่าให้ถูกกลุ้มรุมด้วยความยึดมั่นถือมั่น; เช่นมีความรู้สึกว่า เราจะยิงให้ถูก ถูกแล้วก็มี ชื่อเสียงใหญ่ นี่ก็เรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเรา. ที่นี้แม้คนที่อยู่รอบ ๆ จะมองดูเรา เป็นตาเดียว เราก็กลัวจะเฟเลีย แล้วก็ประหม่า; นั่นแหละเรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น

น.173 ๑๘ ในตัวเราปรากฏอยู่; หรือคิดว่าถ้ายิงผิดก็ขายหน้า ถ้ายิงถูกก็มีชื่อเสียงกันใหญ่ นี่ก็เรียก ว่า จิตยึดมั่นถือมั่น และวุ่นอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น, ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะใจสั่นระรัว หรือมีใจสั่นตัวสั่นก็ได้ มันอาจจะยิ่งผิดได้. ทีนี้ถ้าตัวเรา หรืออะไรของเรา ชื่อเสียง ของเราก็ออกไปหมด; คือลืมให้หมด เหลือแต่สติปัญญา สัมปชัญญะที่บริสุทธิ์ ในการจะ ยิงปืนอย่างไร ก็ยิงไปด้วยไม่มีความรู้สึกว่าไม่มีตัวผู้ยิง นี่เป็นสมาธิที่แท้จริง ที่ถูกต้อง; มันก็ยิงถูกทุกที ราวกับมีอำนาจกายสิทธิ์ หรือมีปาฏิหาริย์. นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ว่าจิต ว่างจากตัวเรา กับจิตไม่ว่างจากตัวเรา; หรือวุ่นอยู่ มันต่างกันอย่างไร; ถ้าจะหัดยิงปืน แม่น ต้องฝึกหัดจิตว่างให้ได้ ฉะนั้นเขาจึงฝึกกันจริง ๆ สอนกันเป็นปี ๆ ; อย่างการหัด ยิงศรของซามูไรในประเทศญี่ปุ่น เขาเอาหลักพุทธศาสนาในนิกายเซ็นไปสอนในการยิงศร ไม่น้อยกว่าเจ็ดแปดปี; แล้วพวกนี้ก็ยิงศรแม่นเหมือนปาฏิหาริย์ ตามแบบของนิกายเซ็น เพราะยิงด้วยจิตว่าง; เพราะฉะนั้นให้รู้เสียว่า ไม่ต้องเรื่องธรรมะอย่างเดียว เรื่องโลก เรื่องชาวบ้าน ถ้าให้จิตว่าง ก็ใช้ได้อย่างน่าประหลาด หรือน่าอัศจรรย์ที่สุด. นี่ก็เพื่อจะบอกให้ทราบว่า จิตว่างนั้นทำอะไรได้ดีกว่าจิตวุ่น; จิตว่างคือว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น แม้จะทำงานในครัวปรุงอาหาร หรืออะไรก็ตาม. ที่นี่จะเล่าถึง เรื่องจัดดอกไม้ในประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นเรื่องเอาพุทธศาสนาอย่างนิกายเซ็นมาใช้; เขาจะ หัดจัดดอกไม้ด้วยจิตว่าง เป็นทั้งธรรมะ เป็นทั้งศิลป เป็นทั้งศาสนา ปรัชญา รวมกันอยู่ หมด. ในเรื่องจัดดอกไม้มีหลักอยู่ว่า ถ้าผู้จัดมีจิตวุ่น มีความยึดถือตัวกูของกู อยู่ในใจ แล้วจัดดอกไม้ในแจกัน หรืออะไรก็ตาม มันจะมีรูปร่างลักษณะไปอย่างหนึ่ง; มือที่หยิบ ดอกไม้มาเสียบลงไปนี้ จิตวุ่นอยู่แต่ว่าไม่สวยเขาจะหัวเราะเยาะ หรือว่าสวยก็จะชนะคน อื่นหมด; ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วยเรื่องตัวตนของตน การจัดนั้นมันจะส่อรูปร่าง ลักษณะสันฐาน ไปอย่างหนึ่ง ซึ่งส่อความไม่ว่างอยู่ที่นั่น, แล้วถ้ารู้จักขจัดความรู้สึกยึดมั่น ตัวเรา ของ เราออกไปเสีย ให้จิตว่าง ให้มีสติปัญญา ความฉลาด มันจะสมบูรณ์เต็มที่ มันจะจัดดอก ไม้ได้รูปลักษณะสันฐานอีกอย่างหนึ่ง; ซึ่งครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เขาดูแวบเดียว เขา

น.174 ๑๙ จะดูออกหมด ว่าแจกันนี้มันจัดด้วยคนที่จิตกำลังว่าง หรือแจกันนี้มันจัดด้วยคนที่จิต กำลังวุ่น. นี่เราก็อธิบาย อย่างว่า จิตว่างทำอะไรก็ได้; จิตวุ่นทำอะไรก็ได้เหมือนกัน แต่ ผลมันต่างกันมาก. อย่าได้เข้าใจว่า จิตว่างนั้นทำอะไรไม่ได้ มันแข็งเป็นท่อนไม้ไม่ทำ อะไรเลย หรือคิดอะไรไม่ได้ ไม่ใช่เช่นนั้น. หรือแม้แต่เรื่องกินน้ำชาในญี่ปุ่น ก็ล้วนแต่เรื่องฝึกฝนให้จิตว่าง; หัดทำสมาธิ เหมือน ยุบหนอพองหนอ แบบวัดมหาธาตุนั้น ตั้งแต่หยิบถ่านมาใส่เตาไฟ แล้วติดไฟ เอาน้ำใส่กามาตั้งบนเตา เดือดแล้ว เอามาชง ล้วนฝึกเรื่องจิตว่างตลอดเวลา ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา; เป็นการฝึกศาสนา ฝึกธรรมะ ฝึกศิลป ปรัชญา ไปในตัวด้วยจิตว่าง; เขา จึงเป็นคนที่มีจิตว่างได้ง่าย จะเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แจ่มใสอยู่เป็นปรกติ คิด อะไรจำอะไรได้ดี. ทีนี้ว่าขั้นหยาบ ๆ ตัวอย่างเช่น คนแจวเรือจ้าง ถ้าจิตเป็นจิตว่าง การ แจวเรือจ้างนั้นก็สนุกสนานไปแล้ว แจวกลางแดด ทวนน้ำทวนลม ก็สนุกไปหมด ร้อง เพลงไปพลางก็ได้; เพราะตอนนั้นจิตของแกว่างจากความยึดถือ ว่าตัวตน ไม่รู้สึกว่ามี ตัวตนที่เหนื่อยยาก ลำบาก อับโชค อับวาสนา ไม่นึกหมด; จิตว่างก็มีสติปัญญาว่า จะ แจวไปอย่างไร ก็เลยสนุก จิตว่างงานก็สนุก, ทีนี้ถ้าเผอิญ สักครู่เดียวเกิดจิตกลับเป็นจิต วุ่น กลับยึดถือตัวตนขึ้นมา นึกถึงตัวกู นึกถึงของกู นึกถึงฐานะที่ตนเป็นคนแจวเรือ จ้าง ต้องอับโชค อับวาสนา นึกถึงของ นึกถึงที่ลูกเมียอยู่ข้างหลัง กำลังเป็นทุกข์ จะ ลำบากยุ่งยาก; มันหมดแรงที่จะแจว ไม่รู้สึกสนุก เป็นทุกข์เหมือนกับตกนรก แจวไป พลาง ด่าไปพลาง ด่าผี ด่าเทวดา โชคชะตาของตนเองไปพลาง คน ๆ เดียวกันนั่น แหละ สลับกันได้ถึงอย่างนี้ ในเมื่อจิตวุ่นกับจิตว่าง. อันนี้ก็เหมือนกัน เพื่อจะชี้แง่คิดว่า จิตว่างนั้น มันทำอะไรได้ และสนุก สดชื่น แจ่มใส รื่นเริงไปหมด; ถ้าจิตวุ่นแล้ว มันก็ทำอะไรอย่างตกนรกทั้งเป็น นี้ควร

น.175 ๒๐ จะถือเป็นบทคติไว้อันหนึ่งว่า "ถ้า จิต ว่าง แล้ว ก็ งานสนุก, ถ้า จิต วุ่น แล้ว ก็ งาน เป็น ทุกข์ เหมือน กับ ตก นรก ทั้งเป็น" ให้รู้จักเอาหลักเกณฑ์อันนี้ไปใช้. ถ้า จิตว่าง โกยของเหม็น ๆ ในท้องร่อง คู อย่างนี้ก็ยังสนุก; ถ้าจิตวุ่นทำ งานในห้องปรับอากาศเย็นสบาย หอมหวาน งานก็เบาบนโต๊ะ มันก็ไม่สนุก. งานอะไร ก็ไม่สนุกทั้งนั้น จิตที่ยึดมั่นในตัวกูของกู กับจิตที่ไม่ยึดมั่น ในตัวกูของกู มันต่างตรงกัน ข้ามอย่างนี้; จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเอามาใช้กับคนที่ต้องทำการงาน ไม่ว่างานชนิดไหนหมด. ทีนี้คนเรามีความเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง ที่ว่า เรื่องจิตว่าง จิตวุ่น; บางคน ว่าจิตว่างก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องพูดอะไร; นี้ยังไม่ถูก. จิตว่างร้อง เพลงก็ได้ เช่นเด็กร้องเพลงตามประสาของเขา ไม่มีความหมายอะไรอย่างนี้ เขาสบาย ใจเขาก็ร้องเพลง; แต่จิตวุ่นก็ร้องเพลงได้เหมือนกัน เช่นมีความกำหนัดครอบงำก็ร้อง เพลงมีความหมายที่กำลังคุอยู่ในใจของเขา; ก็ร้องเพลงได้เหมือนกัน; แต่มันก็เป็นทุกข์ ด้วยความเร่าร้อน ความเผาลน; ร้องเพลงเป็นความเผาลนก็ได้ ร้องเพลงเป็นความ สดชื่นเบิกบานก็ได้; มันอยู่ตรงที่ว่า จิตว่าง หรือจิตวุ่น นั่นเอง; ว่าง หรือ วุ่น มัน ก็อยู่ตรงที่ ยึดถือ หรือ ไม่ยึดถือ ดังนั้นอุตส่าห์ศึกษาความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไว้ให้ดี; ให้เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า ถ้าจิตว่างก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น; แล้วจะสมบูรณ์ อยู่ด้วย สติ ปัญญา สัมปชัญญะ แสงสว่าง กำลังใจ ความสงบเย็น เป็นสมาธิ. ถ้าจิตวุ่นละก็ไม่ มีสิ่งเหล่านี้เลย จะมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น มีหน้าที่ตึงเครียดอยู่เสมอ; แล้วก็เลยมีแต่ กิเลสตัณหาทั้งนั้น ในจิตที่วุ่น แล้วเอาไปใช้เถิด จิตว่าง หรือ จิตวุ่น มันจะได้ผล ต่างกัน.

น.176 ๒๑ ทีนี้ วิธีของพระพุทธเจ้าท่านมีวิธีแนะให้มีจิตว่างอยู่เสมอไปตลอดเวลา ใน การประกอบการงานของพ่อบ้านแม่เรือน ที่มีภาระมากขึ้น ๆ แล้วมันก็ได้ผลอย่างยิ่ง ว่างานนั้นไม่มีทางจะพลาด เพราะทำไปด้วยความเฉลียวฉลาด สุขุม รอบคอบ สดใส รื่นเริง เยือกเย็น สมาธิเต็มที่; เราได้ผลสมบูรณ์ใหญ่หลวงอยู่แล้ว มันยังได้ผลอีก อย่างที่สูงสุดด้วยเหมือนกัน; ที่ว่าการทำงานในลักษณะเช่นนั้นมันเป็นการประพฤติธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม; เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างสูงสุดในตัวมันเอง เป็นวิปัสสนาอย่างยิ่ง อย่างดีในตัวมันเอง. ดังนั้นจึงเปรียบเหมือนว่า ยิงปืนทีเดียวได้นกไม่น้อยกว่าสองตัว ตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น; คือประโยชน์ของการงานก็สำเร็จ แล้วเป็นการปฏิบัติธรรมสูงสุดอยู่ ในตัวด้วย เป็นการวิปัสสนาแท้จริง เป็นสมณธรรมสูงสุดอยู่ในตัวแท้จริง ที่ควบคุม ความยึดมั่นถือมั่นนี้ไว้ให้ได้ อย่าให้มันเกิดขึ้นมาได้. พ่อบ้านแม่เรือนที่ฉลาดได้ถึงอย่างนี้ จะปฏิบัติธรรมได้สูงสุดยิ่งกว่าคนส่วนมาก ที่วิ่งไปป่า ไปวัด ไปทำวิปัสสนาโก้ ๆ หรู ๆ อะไรกันเสียอีก ซึ่งไม่ได้อะไรเลย อาจจะยึดมั่นถือมั่นไปจากบ้าน ยึดมั่นถือมั่นตื่นข่าว; แล้วก็ไปทำวิปัสสนาด้วยความยึดมั่นถือมั่น แข่งขัน ชิงดี อวดดี อะไรกันเช่นนี้; มันเป็นความยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นวิปัสสนาที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าได้ เป็น วิปัสสนาตามแบบของพวกยึดมั่นถือมั่นไปหมด; ผลสุดท้ายก็วิกลจริต บ้าบอ หรือไม่ได้ อะไรเลย ก็มาอวดโอ้ต่าง ๆ นานาบ้าง นั่นจึงสู้การทำวิปัสสนาที่แท้ ที่ว่าเป็นการ ทำลายความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. สมมุติว่า ไปอยู่ป่า ไปปฏิบัติในที่สงัด เราก็ต้องปฏิบัติ อย่างนี้ คือปฏิบัติเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง จึงจะเป็นวิปัสสนาที่ ถูกต้องแล้วได้ผลอย่างสูง เป็นโลกุตตระ เป็นมรรคผล นิพพาน. ทีนี้ มาดูทางบ้าน ที่บ้าน ที่พ่อบ้านแม่เรือนบางคน ปฏิบัติการงานอยู่ด้วย ลักษณะที่จิตว่างอย่างนี้ มันก็มีส่วนเป็นมรรคผล อยู่บางขั้นบางระดับ; หรือเราอาจจะ

น.177 ๒๒ เรียกว่า เป็นนิพพานล่วงหน้า เป็นนิพพานชิมลอง อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน มันเลย ได้ผลอย่างใหญ่หลวง; อย่างที่เขาพูดว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามีนั้น มีได้ใน บุคคลที่เป็นฆราวาส หรือพระอนาคามี ก็มีได้ที่เป็นฆราวาส; นี้หมายความว่า ใน บรรดามรรคผล สี่ขั้นนั้น มีตั้งสามขั้น ซึ่งมีได้ในพ่อบ้านแม่เรือน ซึ่งเป็นฆราวาส หรือเป็นหนุ่มสาว หรือเป็นเด็ก; แต่ไม่ใช่เด็กอ่อนในเบาะ หมายถึงเด็กที่มีอายุขนาด มีสติปัญญา. เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้สอน เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น แก่ชาวบ้าน. บางคนเข้าใจว่า เรื่องสุญญตา นั้นสูง เกินไปสำหรับชาวบ้าน แต่ที่แท้เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านสอนแก่ทุกคน แม้ ที่เป็นชาวบ้าน เพราะเหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น ๆ ว่า พวกชาวบ้านก็ต้องใช้ หลักเกณฑ์อันนี้, บรรพชิตก็ต้องใช้หลักเกณฑ์อันนี้, อย่างน้อยชาวบ้านที่เป็นเด็กอ่อน เด็กโต เป็นหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน คนแก่เฒ่า ก็ต้องใช้หลักเกณฑ์อันนี้; ที่รู้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. นี่พระองค์สอนข้อเดียว คำเดียว เท่านั้น ไปใช้ ได้หมด ไม่ว่าในการที่ชาวบ้านจะบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ทุกชนิด; ถ้าเป็นบุญ กุศลที่ถูกต้องแท้จริงละก็ ต้องมีเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วย. เมื่อตะกี้นี้เล่าไปทีหนึ่งแล้ว แต่บางคนไม่ได้ยิน จะต้องบอกอีกว่า จะถือ ไตรสรณาคมน์ก็ดี จะให้ทานก็ดี จะรักษาศีลก็ดี จะทำสมาธิปัญญาก็ดี วิปัสสนาก็ดี รวม เป็นห้าอย่างนี้ ถ้าถูกตามเรื่องของพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องทำด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น; ทำไปด้วยลักษณะไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ได้ผลมาเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น; จะเปรียบ เหมือนอย่างว่า คนถือสรณาคมน์ยึดมั่น แล้วก็ยึดมั่นเรื่องว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ยึดมั่น บุคคล เป็นตัวเป็นตนไปหมด; อย่างนี้มันไม่ถูกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถูก เปลือกทั้งนั้น ไปหลงในรูปโฉมโนมพรรณของพระสิทธัตถะที่ออกบวช แล้วเดินไปมา

น.178 ๒๓ อยู่ก็มี; ไปยึดมั่นถูกเปลือก. องค์ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงก็คือ คุณธรรมที่อยู่ใน ใจอีกทีหนึ่ง ถ้าเข้าถึงสิ่งนั้นแล้ว เอาสิ่งนั้นเข้ามาใส่ในใจเราได้ ทำให้มีขึ้นใน ใจเราเองได้ จึงจะชื่อว่าถึงพระพุทธเจ้าจริง ๆ คือจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีความ สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดจริง ๆ ที่มีในหัวใจของพระพุทธเจ้าอย่างไรนั้น แล้วเอา มาทำให้เกิดในหัวใจเรา แล้วเราจะถึงพระพุทธเจ้าด้วยแบบนั้น, พระธรรมก็เหมือนกัน ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่ใบลาน ไม่ใช่เสียงสวด เสียงท่องบ่น ไม่ใช่ประโยคที่ เขียนในพระไตรปิฎก หรือเสียงพูดออกมา ; มันต้องเป็นการรู้ และการปฏิบัติ จนจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น สะอาด สว่าง สงบ . ภาวะที่ไม่ยึดมั่น สะอาด สว่าง สงบ นั่นคือองค์พระธรรมแท้ เป็นองค์เดียวกันกับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน; เราต้องทำให้สิ่ง นี้เกิดขึ้นในใจ จึงจะชื่อว่าถึงพระธรรม; หรือถึงพระสงฆ์ก็เหมือนกันอีก พระพุทธเจ้า มิได้เอาที่ตัวบุคคล ไม่เอาที่ร่างกาย แต่เอาสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจ. สภาวะแห่งความไม่ ยึดมั่นถือมั่น สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด นั่นแหละเป็นองค์พระสงฆ์แล้วทำให้มีในใจเรา แล้วเราก็ถึงพระสงฆ์, ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นเปลือกนอก หรืออะไรที่เป็นภายนอก เรา จะต้องทำจิตใจไม่ให้ยึดมั่นอะไรเลยหมดเสียก่อน จึงจะถึงพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ขึ้นมา. นั่นแหละสรณาคมน์ที่แท้ ต้องเป็นความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเข้าถึงความไม่ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเรียกว่า ถึงสรณาคมน์ ถึงไตรสรณาคมน์. ทีนี้มาถึง เรื่องให้ทาน เป็นส่วนมากที่ให้ทานด้วยความยึดมั่นถือมั่น อย่าง นี้ไม่เรียกว่าให้ทานตามแบบของพระพุทธเจ้า มันเป็นทานตามแบบอื่น ทานตามแบบ ของพระพุทธเจ้าต้องทำไปด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น; ทานที่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเรียกว่ายึดมั่น ถือมั่นตัวเรา เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเราต้องได้กำไรมาก. เราลงทุน ทำบุญบาทหนึ่ง จะเป็นตักบาตรหรืออะไรก็ตาม แล้วชาติหน้าเราจะได้วิมานหลังหนึ่ง นี่เป็นความยึดมั่น

น.179 ๒๔ ถือมั่นเท่าไร, ยึดมั่นตัวเราเท่าไร, ยึดมั่นของเราเท่าไร, แล้วก็ทำทานไป; ถ้าทำทาน ด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ มันพอกพูนความยึดมั่นถือมั่นอย่างยิ่ง จึงไม่ใช่ทานแท้ ไม่ใช่ทานถูก ไม่ใช่ทานของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทานไปด้วยสละออก ไปจริง ๆ สละออกเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น เช่นว่า ให้ทานไปบาทหนึ่งก็เพื่อทำลาย ความยึดมั่นถือมั่นในเงินหนึ่งบาทนั้น ให้ไปสิบบาทก็ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ที่มีใน เงินสิบบาทนั้น หรือให้ไปร้อยบาท พันบาท หมื่น แสน ก็ตาม แล้วแต่จะให้ ก็เพื่อ ทำลายความยึดมั่นเหล่านั้นเสีย; ถ้าเรายังละได้ไม่หมด ก็ละเท่าที่จะละได้ อย่างนี้จะเป็น ทานแท้ อย่าคิดว่า เราจะเอากลับมาเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า. ดังนั้น ทานที่ ถูกต้องก็เป็นเรื่องต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น . เรื่องศีล การรักษาศีลนั้น คนยึดมั่นถือมั่นก็รักษาศีลเพราะเห่อตาม ๆ กัน ไป ว่าแก่แล้วต้องรักษาศีล ถ้าไม่รักษาศีลคนเขาจะชี้หน้าว่าได้ ว่าไม่เป็นพุทธบริษัท ดัง นั้นจึงรักษาศีล รักษาศีลที่ยึดมั่นถือมั่น อวดเคร่ง ก็ดูถูกทะเลาะวิวาทกันได้ เพราะ อวดเก่งกันว่า ฉันเคร่งกว่า แกไม่เคร่งเหมือนฉัน แล้วทะเลาะวิวาทกัน; อย่างนี้เรียก ว่ายึดมั่นถือมั่นเป็นศีลที่สกปรกไปด้วยกิเลสตัณหา มานะ ทิฏฐิ หรือความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ศีลตามแบบของพระพุทธเจ้า. ถ้าเป็นศีลตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ยึด- มั่นถือมั่น ก็หมายความว่า เรามุ่งหมายให้ข้อปฏิบัติที่เป็นศีลนั้น ขูดเกลาความ ยึดมั่นถือมั่น คือความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่สนุกสนานสะดวกสบาย เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินไป ตามกิเลสที่ยึดมั่นถือมั่นนั้น จะถูกขูดเกลาไปหมด เราก็จะรักษา ศีลได้ดีหมดทุกข้อ โดยไม่เห็นแก่ตัวไม่ยึดมั่นถือมั่น, ไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่ล่วงเกินของรักผู้อื่น ไม่พูดเท็จ ไม่หาความเพลิดเพลินด้วยน้ำเมาอย่างนี้ เป็นต้น. ศีลทุกข้อจะเป็นเครื่องขูดเกลาความยึดมั่นถือมั่น และเป็นความไม่ยึดมั่น ถือมั่นอยู่ในตัวมันเอง เป็นศีลที่มีประโยชน์ที่สุด และเป็นศีลจริง.

น.180 ๒๕ เรื่องสมาธิ ถ้าทำถูกวิธีแล้ว จิตใจจะสะอาด สว่าง สงบเย็น ตลอดเวลาที่ เป็นสมาธิ; แล้วความยึดมั่นถือมั่นหายไปเลยในตอนที่เป็นสมาธิ. จิตเป็นสมาธิ หมาย ความว่า ตั้งมั่นอย่างหนึ่ง บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เหมาะสมแก่การงานทางจิต อย่าง หนึ่ง สามอาการนี้รวมกัน เป็นลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ; ไม่มีความรู้สึกที่เกี่ยวกับ ตัวกู ของกู คือวุ่นวายอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแต่ประการใด นั่นเป็นสมาธิที่ถูกต้อง สมาธิที่สกปรกด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั้น หมายความว่า ไปทำสมาธิด้วยความจะ เอาดีกว่าคนอื่น ; บางทีคิดว่า จะทำสมาธิแล้ว จะเอาไปใช้เป็นฤทธิ์เป็นปาฏิหาริย์ หรือหาประโยชน์จากผู้อื่น เหนือผู้อื่น. ฤทธิ์เดชนั้นแสวงหาประโยชน์ เพื่อเอาของคน อื่นมาเป็นของตัว; เจตนาทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ทำให้สมาธินั้นเศร้าหมองหมด แม้ สำเร็จออกมา ก็เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ; แล้วสมาธิที่ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ แทบร้อยเปอร์เซนต์จะต้องวิกลจริต ผู้ทำจะต้องวิกลจริต จะรอดไปได้นั้นน้อย ที่สุดที่จะลุล่วงไปได้ถึงฤทธิ์ปาฏิหาริย์. สมาธิที่เป็นจิตวุ่น กับสมาธิที่เป็นจิตว่าง มันต่าง กันอย่างนี้. เรื่องปัญญา ก็เหมือนกันอีก แต่ปัญญานี้ยังค่อยยังชั่ว ถ้ามันเป็นปัญญา จริงแล้วมันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวมันเอง ; แต่ถ้าเป็นปัญญาผิดรู้ผิด ความรู้ที่เป็น ไปผิด ก็เรียกว่า มิจฉาญาณะ หรือมิจฉาทิฏฐิ หรือปัญญาผิด ฉลาดเป็นไปในทางยึดมั่น ถือมั่น ฉลาดอย่างนี้เรียกว่า เฉโก; เฉโก คำไทยนี้ว่า หยาบ เลว; ถ้าเฉโกที่เป็นภาษา บาลี แปลว่าฉลาด; แต่ฉลาดไปในทางกิเลสตัณหา ยึดมั่นถือมั่น; ไม่ใช่ฉลาดไปในทาง ดับทุกข์ แต่เป็นไปเพื่อทุกข์ เบียดเบียนกันมากกว่า. ถ้าปัญญาแท้ ๆ มันต้องเป็นไปใน ทางไม่ยึดมั่นถือมั่น สะอาด สว่าง สงบ รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วไม่ ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย แม้แต่นิพพานก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น มีปัญญาก็เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วมันก็มีหมด

น.181 ๒๖ ทั้งห้าอย่าง คือ ไตรสรณคมน์: ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ทำปัญญา หรือวิปัสสนา; ห้าอย่างนี้ ถ้าทำที่บ้านเป็นเรื่องชาวบ้านทำ มันก็ทำบ้านนั้นให้เป็นวัด หรือเป็นที่สงบ สงัดไปในตัว; ทำพระอริยบุคคลให้มีที่บ้าน บ้านนั้นก็เป็นบ้านที่ดียิ่งกว่าวัดบางวัด ที่ สกปรก; ถ้าทำที่วัด ก็ทำวัดให้เป็นวัด; แต่ถ้าที่วัดไม่มีการทำถูกต้องอย่างนี้ วัดนั้นก็ไม่ ใช่วัด แม้จะเรียกว่าวัด; ถึงเราจะทำตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ มันก็ทำที่นั่นให้มีพระ- อริยบุคคล ให้มีพระอรหันต์ ให้เป็นวัดไปหมด. ฉะนั้น เรื่องจิตว่างเราไม่นิยมแบ่งว่า เป็นบ้าน หรือเป็นวัด เป็นชาวบ้านหรือเป็นนักบวช เป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ; ที่เราไม่นิยมแบ่งก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่า ว่าง หรือ ไม่ยึดมั่นถือ- มั่นนั้น มันไม่อาจจะแบ่ง มันเป็นอันเดียวกัน เป็นอย่างเดียวกัน เหมือนกันหมด. ขอให้ลืมเสียว่า เป็นหญิงหรือเป็นชาย อยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่วัด มีอาชีพอย่าง ไร ลืมตัวเราทำนองนั้นเสียให้หมด แล้วก็ทำการงานไปอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น จะ ได้ว่างจากตัวเรา นี่แหละเป็นทางที่จะทำให้เราไม่มีความทุกข์เลย ; ประกอบการ งานตามต้องการก็สำเร็จบริบูรณ์ เพราะเป็นการปฏิบัติธรรมสูงสุด พร้อมกันไปในตัว อย่างที่ว่ามาแล้ว มันก็เลยได้ผลอย่างยิ่ง สูงสุดอย่างที่เราจะแสวงหากันได้; เป็นการได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ และเป็นไปเพื่อความสงบเยือกเย็นในตัวเองหมด; การงาน ก็เป็นสุข ผลงานก็เป็นสุข บริโภคผลงานก็เป็นสุข จิตใจก็วิวัฒน์ไปในทางนิพ- พาน ; นี่แหละเรียกว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; นี่แหละคำตอบของคำถามว่า ทำไมจึงต้องสนใจธรรมะ หรือ ศาสนา . ทีนี้เรามาถึง ปัญหาข้อที่สอง ที่ว่าอย่างไร ? ข้อหนึ่งว่าทำไม ข้อสองว่า อย่างไร. หมายความว่า สนใจอย่างไร ? ปฏิบัติอย่างไร ? ที่ว่าปฏิบัติไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น

น.182 ๒๗ นี้อย่างไร; นี้จะกล่าวเป็นหลักกว้าง ๆ ไว้ทีก่อนว่า มีปัญญา มีสติ มีสัมปชัญญะ สามคำจำไว้. มีปัญญา คือมีความรู้ตามที่เป็นจริง ว่าไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น . นี้ อาศัยการศึกษา การสดับตรับฟัง; นำมาคิดจนเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติ ทดลองสอบสวน จน เห็นแจ้ง เพื่อเข้าใจจนแจ่มแจ้งว่าเป็นอย่างนั้นจริง. เช่นเราพิจารณาดูความยึดมั่นถือมั่น อะไรบ้างที่ไม่เป็นทุกข์ ; เราพิจารณาดูเถิด ไปยึดเข้าซิ ที่ไหนบ้าง แล้วจะไม่ เป็นทุกข์; ลองหาดู ปรากฏว่าไม่มี รับรองว่าไม่มี; ไปยึดเข้าที่ไหนก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น. เหมือนเราหิ้ว หรือทูน หรือแบกก็ตาม เราจะหิ้วของเลวไม่มีค่า เช่นอุจจาระ ปัสสาวะ หิ้วโคลนเลน ก็หนัก; ทีนี้หิ้วของมีค่า เช่นแก้ว แหวน เงิน ทอง เพชร พลอย ของ มีค่าอย่างยิ่ง หิ้วมันก็หนัก. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า หิ้วที่ยึดถือแล้วก็เป็นอันว่า หนัก ทั้งนั้น; ไม่ว่ายึดถือในทางดี หรือทางชั่ว. ถ้ายึดถือในทางชั่ว ทั้งหนักและทั้งเจ็บปวด; ยึดถือในทางดี มันก็หนักอย่างยิ่ง บางทีไม่มีความเจ็บปวดปรากฏ เพราะมันพอใจจะหิ้ว จะถือ แล้วมันก็หนักและเป็นทุกข์; เหมือนว่าเผอิญเดินไปพบเพชรพลอยเข้า อย่างนี้ มันก็คงโกยแล้วโกยเล่า จนหนักก็จะเอาอีก ใส่ลงไปอีกจนล้มกลิ้งลงไป ก็ไม่รู้สึกหนัก ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์จนควรจะโกยจะเททิ้งเพราะมันพอใจ. ทีนี้ลองนึกดูว่า ถ้าเรายึดมั่นในความเป็นคน มันก็หนักอย่างคน ทุกข์อย่าง คน; ถ้าเราเป็นคนดีก็เป็นทุกข์ตามแบบคนดี เป็นคนชั่วก็เป็นทุกข์ตามแบบของคนชั่ว; ถ้าไม่ยึดมั่นเป็นคนดีคนชั่ว สู้ว่างเสียเลยจะดีกว่า. ถ้าเราเป็นพ่อก็มีความทุกข์อย่างพ่อ, ถ้าเป็นลูกก็ทุกข์อย่างลูก, ถ้าเป็นสามีก็ทุกข์อย่างสามี, เป็นภรรยาก็มีความทุกข์อย่างภรรยา, เป็นแม่ทุกข์อย่างแม่, เป็นบ่าวทุกข์อย่างบ่าว, เป็นนายก็ทุกข์อย่างนาย. เป็นเศรษฐีก็ทุกข์

น.183 ๒๘ อย่างเศรษฐี, เป็นขอทานก็ทุกข์อย่างขอทาน; ดังนั้นว่าง อย่าเป็นอะไรเสียดีกว่า. เป็น ผู้แพ้ก็ทุกข์อย่างผู้แพ้ เป็นผู้ชนะก็นอนทุกข์อย่างผู้ชนะด้วยความวิตกกังวลอะไรบางอย่าง ที่กลัวจะกลับแพ้; เอาเปรียบเขาก็ทุกข์อย่างเอาเปรียบเขา ถูกเขาเอาเปรียบก็เป็นทุกข์ อย่างเป็นผู้ถูกเขาเอาเปรียบ มันเป็นอยู่อย่างนี้. คนมีบุญก็ทุกข์อย่างคนมีบุญ คนมีบาป ก็ทุกข์อย่างคนมีบาป; ฉะนั้นอย่ายึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็นคนมีบุญ หรือมีบาป มุ่งไปใน ทางว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องการจะเป็นอะไร. จะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย ที่ว่าคนมีสุขก็จะต้องทุกข์ไปตามแบบคนมีสุข คน มีทุกข์ก็ต้องทุกข์ไปตามแบบคนมีทุกข์; เหมือนอย่างว่าคนหิ้วของสกปรกก็ต้องทุกข์หนัก อย่างคนหิ้วของสกปรก คนหิ้วแก้วแหวนเงินทองเพชรพลอย ก็ทุกข์ไปอย่างคนหิ้วแก้ว แหวน เงินทอง เพชรพลอย; นี่เพราะว่า ขณะที่มีสุขนั้น มันเป็นเพียงสุขเวทนา แล้ว สุขเวทนานี้ทำจิตให้ระส่ำระสาย ปั่นป่วน ยึดถือ หึงหวง วิตกกังวล กลัวจะพลัดหายไป จะสิ้นสุดไป ไม่ใช่จิตว่าง ขณะที่มีสุขเวทนาอยู่นั้น. สุขเวทนานี้ควรจะเข้าใจไว้ว่า อาจจะแบ่งแยกเป็นสองอย่าง; คือ สุขเวทนา ที่อาศัยบ้านเรือน เรียก เคหสุขเวทนา : ได้แก่เวทนาที่มาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสในทางที่น่ารัก น่ายินดี น่าพอใจ เหล่านี้เป็นสุขเวทนาที่อาศัยเรือน. สุขเวทนา อย่างนี้ เมื่อดื่มอยู่เสวยอยู่เป็นอย่างไรบ้าง คิดดู จิตสงบ จิตว่างหรือเปล่า ? นี้เพราะ มันระวังอยู่ด้วยความยึดถือ ด้วยความหวงแหน ด้วยความตะกละตะกลามทั้งนั้น ก็เรียก ว่า วุ่นวาย ไม่สงบ อย่างนั้น จึงมีความทนทรมานชนิดที่ซ่อนเร้นไปตามแบบสุข เวทนาชนิดนี้.

น.184 ๒๙ สุขเวทนาอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อาสัยเนกขัมมะ ได้แก่สุขเวทนาที่ได้มา จากสมาธิ จากฌาน จากสมาบัติ สูงสุดอย่างยิ่ง ไม่เหมือนสุขเวทนาที่มาจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และแม้แต่เวทนาที่มาจาก ฌาน สมาธิ สมาบัตินั้น มันก็ยังเป็นเพียง สุขเวทนา แล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. แม้ว่าสงบเย็น เยือกเย็น กว่าเวทนาที่เป็น โลก ๆ นั้นมันก็ยังทำให้สดชื่นวุ่นวายอยู่อย่างละเอียด ระส่ำระสายอยู่อย่างละเอียด; ไม่ ใช่ความสงบความว่าง; พระพุทธเจ้าจึงทรงสอน ให้ปล่อยหมดทุกชนิดของสุขเวทนา ไม่ว่าสุขเวทนาโลก หรือสุขเวทนาธรรม ที่ว่า สุขเวทนานั้นคือความทนทุกข์ชนิดหนึ่ง ท่านจึงพูดว่า ผู้มีสุขก็จะต้องมีทุกข์ไปตามแบบของผู้มีสุข ผู้มีทุกข์ก็มีทุกข์ไปตามแบบ ของผู้มีทุกข์, เพราะฉะนั้นอย่าเป็นเลยดีกว่า. อย่ายึดถือว่าเป็นอะไรเลยดีกว่า เป็นจิตว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอะไร คือไม่เป็นอะไรเลย: อย่าไปยึดมั่นในความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นผู้หญิง ผู้ชาย เป็นคนสวย เป็นคนรวย เป็นคนดี เป็น คนชั่ว เป็นคนมีบุญ เป็นคนมีบาป คนมีทุกข์ คนมีสุข; อย่าไปยึดมั่นถือมั่นที่จะเป็น อะไร ให้ว่างจากความยึดมั่นว่าเป็นอะไรทั้งหมดเมื่อนั้นแหละไม่มีทุกข์ . ทีนี้ เรื่องจะเอา ที่ยึดมั่นในทางที่จะเอา เช่นเอาเงิน เอาของ เอาเรือก เอาสวน เอาไร่ เอานา เอาวัตถุสิ่งของ มันทุกข์อย่างเดียวกัน ถ้าไปยึดมั่นเข้าว่าของ เราก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น. ฉะนั้นอย่าไปคิดว่า เราเอา หรือเรามีอะไร อย่ายึดว่า เราเอา หรือเรามีอะไรแต่อย่างใด. แล้วการมีเงิน มีของ มีทองไว้ก็ต้องมีอย่างอย่าไปถือว่ามี หมายความว่ามันมีอยู่อย่างตามธรรมชาติ, เราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าของเรา ทีนี้มันก็อยู่ สงบอย่างราบคาบอยู่แต่เรื่องของมัน คือมันอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา มันเป็นทาสเรา, เงินทอง เข้าของ ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมันเป็นทาสเรา แต่พอเราไปยึดมั่นด้วยอุปาทานว่า เรา

น.185 ๓๐ ว่าของเรา มันไพล่มาอยู่บนหัวเรา คือเราเป็นทาสมัน เราทุกข์ทรมานตกนรก ทั้งเป็นด้วยเรื่องนั้น. นี่แหละจึงเรียกว่าถ้าเรามีเงินด้วยจิตที่วุ่น ไม่ว่าง มันก็เป็นทุกข์; ถ้าเรามีเงินด้วยจิตว่างก็ไม่ทุกข์. เขาจึงต้องพูดว่าธรรมชาติแท้จริงคือ ทำความไม่ยึดมั่น ถือมั่น, คือทำจิตว่างนี้ต้องมีอยู่ ใ ห้เห็นชัดตามความเป็นจริงว่า ถ้าเราจะยึดมั่นไป เอาอะไรหรือเป็นอะไรไม่ช้าก็ต้องเป็นทุกข์ ถ้ารู้อย่างนี้ก็เรียกว่ามีปัญญา. มีปัญญาถึง ที่สุดคือ เป็นยอดของปัญญา ที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้; ถ้าไปเอาแล้วเป็น ทุกข์แน่; ถ้าว่างไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่เป็นทุกข์; แล้วสิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งจะมีอยู่เพื่อเป็นบ่าวเป็น ทาส รับใช้เรา. หรือจะพูดว่าเรามีอยู่เป็นอยู่ก็ได้ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น จะบริโภคอยู่ก็ ไม่ยึดมั่นถือมั่น จะเก็บรักษา จะเป็นความ จะต่อต้านกันที่โรงที่ศาล ก็ด้วยจิตที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่น; ดังนั้นจึงจะไม่ทุกข์ และจะเป็นความสำเร็จในการเก็บรักษาคุ้มครอง เราไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่ไปไหนเสีย เพราะว่ากฎหมายก็มี ขนบธรรมเนียมก็มี ประเพณี ก็มี มันก็ช่วยจัดช่วยทำให้เรา; ว่า นี่มันเป็นสิทธิ์ของคนนี้ ๆ ตามกฎหมายก็เป็นไปได้; เราไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ไปเปล่า ๆ นี่แหละศิลปแห่งการมีทรัพย์สมบัติ ตาม แบบของพระพุทธเจ้า ที่จะทำให้ไม่เป็นทุกข์เลย. ทีนี้มาถึง เรื่องสติ สตินั้นไม่ใช่อะไรอื่น สตินั้นก็คือปัญญานั่นเอง ; แต่ ว่าเป็นปัญญาที่ทำหน้าที่กระทันหัน ; คือปัญญาที่ต้องมาทันทีว่า เมื่อพบกับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ปัญญานั้นจะช่วยอย่างทันท่วงที เรียกว่า สติ. ถ้ามาช้า สายเกินต้องการไปก็ช่วยไม่ได้ คือไม่มีสติ, ฉะนั้นปัญญานั่นเองที่มาทันควัน ทันท่วงทีที่เกิดเรื่องขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางคิดนึกในใจเอง ก็ตาม นี้เรียกว่าสติ. แล้วยังต้องฝึกฝนให้ปัญญาที่เรามีอยู่อย่างกว้างขวางนั้นทำหน้าที่

น.186 ๓๑ ชนิดกระทันหันได้ทันท่วงที; จับได้ว่า พอมีการไหวกระเทือนขึ้นที่อายตนะ แล้วก็มาทัน ท่วงที. เปรียบเหมือนแมลงมุมมันขึงใยไปหลาย ๆ ทาง หลาย ๆ มุม แล้วมันก็นอนอยู่ ตรงกลางที่สะดือของรัง; พอมีแมลงบินมากระทบที่สายใย ทางทิศไหนก็ตาม มันรู้สึก ทันที; แล้วมันจะวิ่งไปกัดแมลงตัวนั้นได้เลย. แล้วทำไมเราจะไม่มีปัญญาที่มารวดเร็วทัน ท่วงที ที่มีสิ่งมากระทบอายตนะบ้าง ? ควรจะต้องฝึกหัดเช่นนั้นบ้าง; ทำไปให้ทันควัน ที่รูปมากระทบตา เสียงมากระทบหู กลิ่นมากระทบจมูก รสมากระทบเข้าที่ลิ้น ความ สัมผัสมาสัมผัสเข้าที่ผิวกายผิวหนังส่วนใดก็ตาม; หรือความคิดนึกเกิดขึ้นมาในใจก็ได้. การกระทบ เราเรียกว่าผัสสะ; ถ้ามีผัสสะแล้วก็ให้มีสติ นี่เรียกว่ามีสติ ให้นึกได้ว่า อ้าว! ตาเห็นรูปก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น; พอเกิดเป็นผัสสะขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น; หรือ หลังจากผัสสะแล้วมันจะเลยเป็นเวทนา เกิดพอใจ ไม่พอใจ ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะ มันเป็นมายาหลอกลวงอีก; ถ้านึกได้ทันท่วงทีอย่างนี้เรียกว่ามีสติ. ดังนั้นเราจึงสามารถ หยุดมันเสียได้เพียงผัสสะ; ให้เวทนา เป็นสักว่าเวทนา เท่านั้น ไม่ให้ปรุงแต่งต่อไปเป็น ตัณหา อุปาทาน. ที่ว่า ผัสสะให้เป็นเพียงผัสสะ นั้นหมายว่า พอเสียงกระทบหู ก็ให้เป็น แค่ว่า เสียงกระทบหูเท่านั้น; ให้เป็นเสียงเสียก่อน แล้วดับไป ดีกว่า อย่าให้มีความหมาย ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะเป็นเวทนาขึ้นมา. ให้สตินึกได้เสียก่อน แล้วจึงฟังว่า เสียง อะไร; นี่เป็นสติมาแล้ว ปัญญามาแล้ว มีสัมปชัญญะควบคุมความเป็นอย่างนั้นไว้ต่อไป อีก เรียกว่า สัมปชัญญะ. มีสัมปชัญญะก็คือ ปัญญานั้นเอง ให้รู้อยู่ตามเดิมว่า ไม่มีอะไรที่ควร ยึดมั่นถือมั่น ; พอความรู้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มาอยู่เป็นหลักแล้ว จึงค่อยพังว่า มันเสียง

น.187 ๓๒ อะไร ว่าอย่างไรก็ได้; หรือฟังว่า เสียงนี้มีความหมายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา; เช่น เสียงด่า พอเราไม่สนใจในเสียงด่า ก็เลิก หายไป เป็นเพียงเสียงด่าก็เลิกหายไป. อย่าไป เก็บเข้า หรือเข้าไปเก็บเข้าก็เลยกลายเป็นเวทนา ปรุงเป็นเวทนา; พอรู้ว่าเสียงด่า แล้วก็เลิกไป ไม่ต้องสนใจก็ได้ ไม่เสียหายอะไร อย่างนี้เป็นว่าผัสสะ; พอว่าผัสสะแล้ว ดับไป. ทีนี้ถ้าฟังออก ว่าเป็นเสียงสรรเสริญ ต้องฟังด้วย สติ สัมปชัญญะ ไม่ฟัง ด้วยกิเลส ตัณหา ก็ไม่มีเรื่องจะต้องเกี่ยวข้องด้วย มันก็ดับไป; เสียงนั้นก็ดับไป เป็น เพียงแค่ว่าผัสสะ ไม่ใช่เวทนา; อย่างนี้วิเศษที่สุด ที่จะคุมจะกันตัวกู ของกู ไม่ให้เกิดขึ้น ต้องอย่าให้ ตัวกู ของกู ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นอุปาทานเกิดขึ้น. ทีนี้สมมติว่า เราไม่สามารถถึงเพียงนั้น ผัสสะกระทบเป็นเสียงด่า แล้วก็ ไม่ชอบใจเสียแล้ว; เกิดไม่ชอบใจเป็นความทุกข์แล้ว นี้จะเลยผัสสะมาเป็นเวทนา ก็ให้ หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา . รู้สึกไม่ชอบใจนิดหนึ่งก็เป็นเพียงเวทนา แล้วให้หยุดอยู่เพียง เท่านั้น; ให้ผัสสะดับไปด้วยอำนาจของสัมปชัญญะ หรือปัญญา เรื่องมันก็หยุด เหมือนกัน. อย่าให้เวทนานั้นไปปรุงเป็นตัณหา คือความอยาก อยากจะไปด่าตอบ หรือ อยากจะไปตีตอบ อย่าให้อยากอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะเป็นตัณหา; เป็นตัณหาแล้วก็เรียก ว่าความอยากทั้งนั้น เป็นวิภวตัณหาเป็นส่วนมาก คือเราอยากไม่ถูกด่า ถ้าถูกด่าก็อยาก จะประทุษร้าย; ความอยากนั้นเป็นตัณหา หลังจากนั้นก็เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ เป็นทุกข์. หรือว่าเวทนานั้นเป็นสุข คือเป็นเรื่องสรรเสริญ ชวนใจ สบายใจ อย่างยิ่ง นี้เป็นเวทนา; เวทนานี้ไปปรุงตัณหา-อยาก ก็เป็นตัณหา อยากอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม แบบของคนชอบใจ. เห็นได้ว่าเป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ เป็นความทุกข์ไปตาม

น.188 ๓๓ แบบของคนที่หลงใหลในเสียงสรรเสริญ แล้วก็ต้องหยุดเวทนา ความพอใจในเสียงสรร- สรรนั้นเสียให้ได้; อย่าไปคิดปรุงอะไรเป็นเรื่องเป็นราวต่อ อย่าไปอยากอย่างนั้น จะทำ อย่างนี้ ทำให้เวทนาหยุดลงเสียเพียงแค่เวทนา ด้วยสติสัมปชัญญะนั้น; เรียกว่าเป็น การป้องกันเสียได้ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเรา หรือของเรา วิธีมี อยู่อย่างนี้. ทีนี้ ทว่าป้องกันไม่ได้ เวทนาปรุงเป็นตัณหาเสียแล้ว ใคร ๆ ก็ช่วย ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ที่จะไม่ให้คน ๆ นั้นต้องเป็นทุกข์ ; มันจะต้องเป็น ทุกข์แน่ ๆ เพราะว่าในตัวความอยากนั่นเองเป็นความทุกข์อยู่แล้ว แล้วไปทำกรรมอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เข้าอีก มันก็ต้องรับผลของกรรมเป็น วิบาก เข้ามาหล่อเลี้ยง; หล่อเลี้ยงเป็นกิเลส เป็นวัฏฏะ ขึ้นมาทันที; กิเลส กรรม- วิบาก, กิเลส-กรรม - วิบาก, กิเลส-กรรม-วิบาก; เป็นวัฏฏะ เป็นวงกลม แล้วก็ ต้องเป็นทุกข์. วัฏฏะนี้ต้องเป็นทุกข์เสมอ คือต้องเวียนไปในเรื่องกิเลส-กรรม-วิบาก นี้; จึงเรียกว่ามีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น เป็นเรา เป็นของเรา เป็นอหังการ มมังการขึ้น มา แล้วอย่างนี้เรียกว่า ภพ แล้ว. ภวะ เรียกว่า ภพ คือพร้อมที่จะเกิด เกิดเป็นสิ่งที่ถูกอยาก เป็นตัวคนที่ ถูกอยาก; แล้วเกิดมี ตัวผู้อยาก; แล้วการอยากนั้นก็ไปอยากกระทำตามที่อยาก ครบ พร้อมทั้งสามประการ; ถ้าครบอย่างนี้แล้วเป็น ภพ, พอเป็น ภพ ก็กลายเป็นชาติ, "ตัว กู" โผล่ขึ้นมาแล้ว. ตัวกูที่สมบูรณ์โผล่ขึ้นมาแล้ว คือ ตัวเรา เป็นเรา แล้วนั่นของเรา มีทั้งเรา ทั้งของเรา; นี่เรียกว่าความเกิดเป็น ชาติ, ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่ พอมีความสมบูรณ์

น.189 ๓๔ ของตัวกูโผล่ขึ้นมา ก็เป็นชาติ-ความเกิดแล้ว. ที่ว่าอย่าให้มีชาติ...ความเกิดขึ้นมา หมายถึงอย่างนี้; คืออย่าให้ความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้นมา; หรือ อย่าให้ ชาติเกิดมีขึ้นมา; หรือที่เรียกว่า ทำให้ ชาติ สิ้นไป; พูดว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มีอีก ที่เป็นการบรรลุพระอรหันต์ หมายถึง ชาติ อย่างนี้ คือ ต่อไปนี้จะไม่เกิดมีความรู้สึกว่า ตัวกู หรือ ของกู เกิดอีกต่อไป. หลังจากการที่บรรลุพระอรหันต์ หมดกิเลสแล้ว ชาติ ที่เป็นครั้งสุดท้ายจะเป็นอย่างนี้; จะไม่มีชาติที่เป็น ตัวกู ของกู เกิดขึ้นมาอีกหลังจาก นั้น จนกว่าร่างกายจะแตกดับไป; ชาติ จะไม่มีอีกนับตั้งแต่ขณะที่หมดกิเลส หมดตัณหา อุปาทาน. เดี๋ยวนี้ พวก เราวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้ว่าเกิดอีกกี่ชาติ กี่สิบชาติ หรือกี่ร้อยชาติ ; กระทบทางตา ก็เป็นตัวกู กระทบทางหู ก็เป็นตัวกู ฯ ล ฯ วนเวียนอยู่ไม่รู้กี่สิบชาติ, ขอให้เข้าใจ ชาติ ในลักษณะเช่นนี้ นี่เพราะถือความยึดมั่นถือมั่น ; สำเร็จผลเป็นความยึด มั่นถือมั่น เป็นตัวกู ของกู คือความยึดมั่นในตัวเราของเรา. ความยึดมั่นเป็น อหังการ มมังการ เป็นที่เกิดของความทุกข์ที่ลึกซึ้ง ที่แยบคาย ที่ละเอียด ที่มองเห็นยาก แล้วซ่อนอยู่ใต้สันดาน อยู่ในสันดาน คือลึกกว่าจิตใจเสียอีก. อันสันดานนั้นคือ พื้นฐานชั้นล่างของจิตใจ มันซ่อนอยู่ที่นั่นเห็นยาก ; จะเห็นต่อเมื่อมันพลุ่งขึ้นมาเป็น ตัวกู ของกู ขึ้นมาอย่างรุนแรงแล้ว; ดังนั้นเราป้องกันไว้ ไม่ให้มันพลุ่งขึ้นมาได้ มัน พลุ่งออกมาไม่ได้ก็เหมือนมันไม่ได้กินอาหาร. ทีนี้เราไม่ทำให้มันพลุ่ง ออกมาได้ ตลอดวันตลอดคืน ก็เท่ากับมันไม่ได้กิน อาหารตลอดวันตลอดคืน มันจะค่อย ๆ ผอมลง ๆ วันหนึ่งมันจะต้องตาย; เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นอยู่โดยชอบ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส. เราไม่ได้ว่ากันเอาเอง "สเจ อิเม สุภทฺท ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ, อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส" นี่ตรัสเมื่อจวนจะปรินิพพานเต็มที่แล้ว; อีกไม่กี่นาทีก็จะนิพพานแล้ว ว่า "ถ้า

น.190 ๓๕ ภิกษุเหล่านี้จะพึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ท่านว่า ง่าย ๆ ด้วยว่า เ ป็นอยู่โดยชอบ. ถ้าเป็นอยู่โดยชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์; แล้ว ทีนี้คำว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" ของท่านนี้ มันหมายถึงเป็นอยู่ชนิดที่ว่านี้, คือหมายถึงเป็น อยู่ด้วยการ "บ อ ย ค อ ต" การมาแห่งอาหารของกิเลส ถือทางที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกู. มันบีดอาหารเสียทุกทาง ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วเชื้อกิเลสที่เป็นอุปาทาน อยู่ในภายสันดานนั้น มันไม่ได้กินอาหาร วันหนึ่ง ก็ไม่ได้กิน คืนหนึ่งก็ไม่ได้กิน เดือนหนึ่งก็ไม่ได้กิน แล้วมันก็ผอมตาย. การเป็นอยู่ ให้ชอบเท่านั้นแหละ มันเป็นการตัดอาหารอยู่ในตัวมันเอง มันต้องเป็นพระอรหันต์วัน หนึ่งแน่ ๆ; จึงตรัสว่า "ให้เป็นอยู่โดยชอบเท่านั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์." ที่เรียกว่า อย่างไร ? วิธีอย่างไร ? ก็คือโดยวิธีอย่างนี้ ; เมื่อตากระทบ รูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นก็ตาม ให้มันอยู่เพียงแค่ ผัสสะ เป็นวิเศษที่สุด. ถ้า หยุดไม่ได้ก็ให้เลยถึงเวทนา ต่อนั้นหยุดให้ได้เป็นครั้งสุดท้าย. อย่าให้เป็น ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ให้ถือเป็นบทเรียนประจำวัน ว่า ตำน้ำพริกกระเด็นเข้าตา อย่างนี้ แม่ครัวจะทำอย่างไร; มันจะเกิดผัสสะอย่างไร; เวทนาอย่างไร; ตัณหา อุปาทาน อย่างไร; เป็น ภพ อย่างไร; ชาติ อย่างไร; แล้วจะหยุดแค่ผัสสะได้อย่างไร; จะหยุด แค่เวทนาอย่างไร; ลองไปหัดดู หรือว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องกระทบทางตา ทางหู ทาง จมูก ฯลฯ ประจำวันก็เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นขอให้ไปฝึกแต่เพียงว่า มันต้องใช้ในที่ทุกหนทุกแห่ง ที่พูดตะกี้ นี้ว่า ในครัวก็ตาม ในห้องส้วมก็ตาม ลานบ้านใต้ถุน บนเรือน ที่ออฟฟิศ ที่ทุ่งนา ที่ทะเล ฯ ล ฯ แล้วแต่ว่ากำลังอยู่ที่ไหน; ถ้าต้องประสบ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

น.191 ๓๖ และความรู้สึกคิดนึกได้ทั่วไป; แล้วก็มีวิธีการที่ประหลาดตามแบบของพระพุทธเจ้า คือ หยุดผัสสะเสีย; ถ้าเลยไปก็หยุดเวทนาเสีย โดยอาศัยปัญญา สติ และสัมปชัญญะ อย่างที่ ว่านี้. สามอย่างนี้จะเรียกว่า สติปัฏฐาน เสียเลยก็ได้; รวมเรียกเข้าด้วยกันว่า สติปัฏฐาน เลยก็ได้ หรือสติปัฏฐานภาวนา อย่างนี้ก็ได้; ถ้าจะเรียกให้สั้นที่สุดว่า วิปัสสนา ก็ได้ . ให้เห็นแจ้งว่าไม่มีอะไร ที่น่ายึดมั่นถือมั่นว่า เรา เพราะเห็นแจ้งอยู่ว่า "เรา ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร" "ไม่มี เราอยู่ในตัวเรา " . นี้ไปคิดดู มีแต่สติปัญญา ซึ่งก็ไม่ใช่ ตัวมัน หรือตัวเรา; หรือมีแต่ ธรรมชาติ ธรรมดาล้วน ๆ เป็นไปตามเรื่อง ตามราวของมัน. ทีนี้จิตมีสติปัญญา มันจะรู้จักจัด รู้จักกระทำในตัวมันเอง โดยที่จะไม่ เป็นทุกข์ขึ้นมาได้เลย ทั้งที่มันไม่ใช่ อัตตา ตัวตน ขึ้นมา; ที่เป็นการรู้ หรือชี้ให้รู้ว่า ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ตัวตน หรือ อัตตา หรืออาตมา หรือตัวกู หรือของกู ขึ้นมา เป็นเพียง รูปธรรม นามธรรม เป็นไป เปลี่ยนไป ไหลไป ตามสภาพธรรมดา. ถ้าในนั้นมีสติ มีสัมปชัญญะ; มีสติมันก็เปลี่ยนไปในทางที่ไม่เป็นทุกข์; ถ้าในนั้นมีกิเลสตัณหาเป็นวุ่น ไม่ว่างเสียแล้ว มันเปลี่ยนไปไหลไปในทางที่เป็นทุกข์; เพราะฉะนั้นอย่าว่า เรา เลย ว่า จิต นั่นแหละ; จิตที่อยู่ในเบญจขันธ์กลุ่มนี้แหละ ให้มันฉลาดไปในทางที่จะจัด จะคิด จะนึก จะปรุงอะไร ให้ประกอบอยู่ด้วยความว่าง ให้ว่างจากความยึดถือว่า "ตัวตน " ให้จิตมีสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาให้จิตนี้ไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วจิตนี้ก็จะไม่ทุกข์เลย; แล้ว ความดับทุกข์ก็มีได้ โดยไม่ต้องมีตัวผู้ดับทุกข์. การเดินทางคือการปฏิบัติก็ได้ทำไป เสร็จหมดแล้ว โดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ; นี่เป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วไม่ต้องมีตัวเรา หรือของเรา อะไรขึ้นมา นี่คือคำตอบที่ว่า ทำอย่างไร ? ปฏิบัติอย่างไรเกี่ยวกับธรรมะ ? จึงเป็นสองข้อว่า- ข้อหนึ่งปฏิบัติธรรมทำไม ? ข้อสองว่า ปฏิบัติธรรมอย่างไร ? มีเท่านี้รวมเข้าแล้วก็เป็นว่า "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น".

น.192 ๓๗ ประโยคว่า " ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็น บาลีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ไปเขียนไว้ให้เห็นสกิดตาสกิดใจอยู่เสมอ จะเป็น ประโยชน์มาก; จะช่วยให้ได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าองค์จริง ยิ่งกว่าเห็นพระพุทธรูป หรือ เห็นอะไรเสียอีกถ้าเรารู้จักทำ; ถ้าไม่รู้จักทำแล้ว ก็ได้เพียง มีพระพุทธรูปสวย ๆ แล้ว มาเพ่งดูหน้าท่าน จิตใจเกิดความสงบระงับได้บ้าง เท่านี้ยังน้อยไป; ถ้ามีประโยคว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ลึกไปถึงไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ถึงพระพุทธ เจ้าองค์จริงเลย; โดยจิตนี้เองเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง โดยลักษณะเป็นความไม่ยึดมั่น ถือมั่น เป็นความสะอาด สว่าง สงบ เสียเอง. ดังนั้น ขอให้สนใจเป็นพิเศษ ถ้าใครจะแขวนตะกรุดก็ขอให้จารึกประโยคนี้ ถ้าจะแขวนพระก็ให้จารึกหลังพระด้วยประโยคนี้ ดีกว่าเลขยันต์อย่างอื่น; เพราะนี่เป็น หัวใจ หรือยอดสุดของธรรมะ ถ้าจะเขียนเล่นข้างฝาบ้านก็จะเป็นประโยชน์; ที่รกรุงรัง จะได้เอาไปทิ้งเสียบ้าง ให้เหลืออยู่แต่ที่ดีที่สุด ที่เด่นที่สุดของเรา ก็คือ สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมันจะแวดล้อมจิตใจเรา ให้เต็มไปในร่องรอย หรือ ในแนวของธรรมะ; แล้วจะอ่านก็ดีจะพูดก็ดี จะคิดนึก ปรึกษาสนทนากัน ก็ดี ขอให้ นึกแต่เรื่องนี้. อย่าเพ้อเจ้อเรื่องอื่นให้มากไป ตัดทอนเรื่องอื่นให้มากที่สุด แล้วมาเพิ่ม ให้แก่เรื่องนี้ให้มากที่สุด แล้วไม่เท่าไรคือไม่นานนัก เขาจะเข้าถึง รู้ ธรรม ของพระ พุทธเจ้าที่แท้จริง คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือ ความปล่อยวาง อย่างที่ว่ามานี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต