Buddhadasa.org

โอวาทท่านพุทธทาส ตอนที่ ๓ — ๓. เรื่องไม่ต้องทำอะไร

โอวาทท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — โอวาทท่านพุทธทาส (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.193 โอวาทครั้งนี้ เริ่มเรื่องด้วย มีผู้เสนอขอให้แนะนำเพื่อเกิดความเพียรขยัน ทำข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์. พูดเรื่องความว่างนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เรื่องขยันนั้นเป็นเรื่องหาเรื่อง; เรื่องดับทุกข์ เรื่องไม่มีทุกข์นี้ มันเป็นเรื่องไม่ทำอะไร แต่ว่าฟังกันไม่ถูก. เรื่องนี้ต้อง พูดกันให้เข้าใจว่า ไม่ต้องทำอะไร เขาเคยได้ยินแต่ว่า ให้รีบปฏิบัติอย่างพากเพียร อย่างขยันขันแข็ง ได้ยินแต่อย่างนั้น; ดังนั้นฟังดูใหม่อย่างไหนจะดีกว่ากัน ที่ว่า ไม่ต้อง ทำอะไร กับต้องทำมาก ๆ อย่างไหนจะดีกว่ากัน; นี่เป็นเรื่องที่เป็นหลักพื้นฐาน ที่เรา เข้าใจไม่ตรงกัน; ดังนั้นจึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องว่า ต้องทำอะไร กับไม่ต้องทำอะไรเลย ต่างกันอยู่อย่างนี้. สำหรับวันนี้ อยากจะพูดเรื่อง ไม่ต้องทำอะไร; ซึ่งเป็นวิธีที่มีหลักสำหรับ บอกกันอย่างนี้ มันต้องทราบก่อนว่า เดี๋ยวนี้เราเข้าใจไขว้กันอยู่เป็นสองอย่างเป็นสอง พวก คือพวกที่มากที่สุดทั้ง ๙๙% ในประเทศไทยนี้ เขาเข้าใจว่า กิเลสเกิดอยู่เรื่อย;

น.194 ๓๙ หมายความว่า ความทุกข์เกิดอยู่เรื่อย; หรือจิตนี้วุ่นเป็นไฟอยู่เรื่อย; นี่พวกกิเลสเกิด อยู่เป็นพื้นฐาน ในเมืองไทยสอนกันอยู่จนเข้าใจอย่างนี้. อีกพวกหนึ่งก็ตรงกันข้าม ว่า กิเลสไม่ได้เกิดอยู่เป็นพื้นฐาน; ความว่างจาก กิเลสนั่นแหละมีอยู่เป็นพื้นฐาน; ส่วนเวลาที่กิเลสเกิดนั้น นิดเดียว วันหนึ่งคืนหนึ่ง มีสักครั้ง สองครั้ง หรือไม่กี่ครั้ง เมื่อรวมแล้วมันน้อยกว่าเวลาที่กิเลสว่างอยู่ ที่กิเลสไม่ เกิด เวลาที่กิเลสไม่เกิดมีมากกว่า. เมื่อพูดอย่างนี้ ควรจะคิดดูให้เข้าใจจริง ๆ เสียชั้นหนึ่งก่อน ว่าคำพูดอัน ไหนถูก; ว่า คนเรานี้ จิตว่างจากกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน กิเลสเพิ่งมาเป็นคราว ๆ นี้ อย่างหนึ่ง; กับที่พูดว่าคนเรานี้มีกิเลสวุ่นอยู่ทั้งหลับทั้งตื่น ไม่มีเวลาหยุด ทั้งกลางวัน กลางคืน; แล้วต้องไปทำ ต้องบีบ ต้องกด เฉพาะครั้งเฉพาะคราว มันจึงว่างไป หรือ หยุดไปบ้าง นี่ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง, อย่างไหนถูก อย่าเอาที่เล่าเรียน หรือที่ได้ยินได้ฟัง มาเป็นเกณฑ์ เอาที่รู้สึกแก่จิตใจ ในจิตใจเป็นเกณฑ์; เหมือนอย่างถามว่า เดี๋ยวนี้ จิตว่างจากกิเลสไหม ? ถ้าว่าจิตมีกิเลส ก็ลองว่ามา ว่ามันมีกิเลสอะไร; หรือถ้าไม่มีกิเลส ก็ให้เข้าใจว่า มันว่างจากกิเลส. กิเลสมี ต่อเมื่อมีความปรุง; เวลาที่ไม่มีความปรุงนั้น กิเลสไม่มี; ฉะนั้น เราอย่าไปปรุง, พยายามมีสติ ที่จะอยู่นิ่ง ๆ; ไม่ปรุง. กิเลสเกิดต่อเมื่อ อารมณ์ กระ- ทบตา กระทบหู หรือกระทบลิ้น กระทบผิวหนัง หรือกระทบจิต เกิดคิดขึ้นมาในจิต มันจึงจะเรียกว่า มีการกระทบ; พอเกิดมีการกระทบ มันก็มีทางที่จะแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งคือมีสติสัมปชัญญะ; ทางหนึ่งไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้ามีสติสัมปชัญญะ ใน ความรู้สึกตัวแล้ว มันก็ห้ามกันความปรุงได้; ในเมื่อรูปกระทบตา เสียงกระทบหู ก็ตาม มีสติสัมปชัญญะไว้ มันก็ห้ามกันความปรุงไว้ได้. แม้จะรู้สึกถูกใจ ไม่ถูกใจบ้าง ก็ไม่เป็น

น.195 ๔๐ ไร แต่ว่าหลังจากนั้น อย่าให้ปรุงเป็นตัณหา_ คือความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง; ชอบก็ เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง ไม่ชอบก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง ภาษาบาลีเขาหมายความอย่างนั้น, เพราะว่าถ้าชอบก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น; ถ้าไม่ชอบก็อยากตี อยากฆ่า อยากทำ- ลาย อยากหนีไปให้พ้น มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง. ขึ้นชื่อว่า อยาก อย่างนี้; อยากด้วยความ โง่แล้ว ก็เป็นตัณหาหมด; ดังนั้นก็มีการปรุงเป็นตัณหา. ถ้าไม่เผลอสติก็ไม่มีการปรุง เป็นตัณหา ก็คือว่างอยู่ตามเดิม; ไม่ปรุงเป็นตัณหา ก็ไม่เป็นอุปาทาน ไม่เป็นตัวกูของ กู ไม่มีตัวกู ของกู ก็คือไม่มีชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่ทุกข์ ทีนี้ถ้าเผลอสติ มีปรุงเป็นตัณหา อยากอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นแหละคือตัวกู เป็นตัวปฏิสนธิละ; ปฏิสนธิ คือ ตัวกู ที่มีตัณหา พอมีตัณหาก็มีอุปาทาน; เหมือนกับ ครรภ์แก่แล้ว พอหลังจากอุปาทานก็เป็นภพ, เป็นชาติ; คลอดตัวกูออกมาเต็มที่ เต้น เร่า ๆ ส่งเสียงลั่นอยู่ หรืออะไร หรือกลุ้มเป็นไฟอยู่ อย่างนี้เรียกว่า ตัวกู ของกู เกิด, นี่คือวุ่น. วุ่นหมายถึงตอนนี้ กิเลสเกิดหมายถึงตอนนี้; ถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้ เรียกว่ายัง ว่างอยู่ กิเลสยังไม่ได้เกิด ดังนั้นเราต้องระวังตรงนี้เท่านั้น ระวังอย่าให้ปรุงเป็นอย่างนี้ จะได้ว่างอยู่เรื่อยไป. ที่ว่า ให้ว่าง นี้ก็ หมายความว่า ให้มีสติสัมปชัญญะให้ดี ๆ; ระวังไว้ให้ ดี ๆ อย่าให้เผลอไปทำอะไรเข้า. "ทำ" คำนี้ หมายความว่า ทำด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน คือมีตัวกู ของกู เป็นผู้ทำ; เรียกว่าวุ่นแล้ว; ดังนั้นพอมีอะไร กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น ฯลฯ อะไรก็ตาม ที่จะทำให้มีเรื่อง ต้องคงสภาพเดิมไว้ให้ได้; คืออย่าให้ มีเรื่อง, คืออย่าให้ปรุง, นี้มีสติสัมปชัญญะควบคุมเท่านั้นเอง. ไม่ต้องทำอะไรใหม่ รักษา ของเก่าไว้; ของเก่าคือว่าง อยู่เป็นพื้นฐานแล้ว รักษาไว้ให้ได้. นี่วิธีนี้เห็นว่าเหมาะ ที่สุดลัดสั้นที่สุด แล้วฉลาดที่สุด ประหยัดเวลาที่สุด อะไรที่สุด; ต้องมีหลักอยู่ว่า "ว่าง"

น.196 ๔๑ อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน. ระวังอย่าให้วุ่นขึ้นมา. ถ้าใครเคยเข้าใจอย่างนี้อยู่แล้ว ก็นับว่า ถูก- ต้องแล้ว ในทางที่จะทำได้ง่าย ๆ มีประโยชน์; แต่ถ้าใครเข้าใจว่า เราวุ่นอยู่ตลอดเวลา มีกิเลสอยู่ตลอดเวลาแล้ว; ก็ลองไปคิดดูใหม่ว่า จริงไหม ? ทีนี้ต้องรู้จักสังเกต ที่ว่า "ว่าง" กับ " วุ่น" ความคิดที่ไปตามอวิชชา ตัณหา เรียกว่าวุ่น. ถ้ามีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว มันก็วุ่น; มี ตัวกู ของกู เมื่อตาได้เห็นรูปก็ตาม เมื่อหูได้ยินเสียงก็ตาม จมูกได้กลิ่นก็ตาม ทั้งหก อายตนะนี้ ถ้ามีการกระทบแล้วมีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เผลอสติ, อวิชชาเกิดขึ้น ทำ หน้าที่ให้อยาก คือตัณหา ให้ยึดมั่นถือมั่น คือ อุปาทาน แล้วเกิดภพ เกิดชาติ แล้วเกิด ทุกข์ นี้เรียกว่า วุ่น. ถ้ามีสัมปชัญญะเสมอ อวิชชาไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมา ตัณหาก็ไม่ อาจจะเกิด ; แม้ว่าตาจะเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่นก็ตาม ฯลฯ ทั้งหกนั้น แม้ เป็นอย่างนั้น อวิชชาไม่ได้โอกาส ตัณหาก็ไม่เกิด เมื่อตัณหาไม่เกิด อุปาทานก็ไม่เกิด ตัวกู ของกู ก็ไม่มี, นี่เรียกว่า ว่างอยู่เรื่อย แต่ก็คิดนึกอะไร ทำอะไรได้อย่างดีเสียอีก; ดังนั้นความคิดหรือความต้องการก็ตาม การทำงานก็ตาม ที่ทำไปโดยไม่มีอุปาทาน ตัวกู ของกู แล้วเรียกว่า ทำไปด้วยจิตว่าง ที่จิตวุ่น ทำไปด้วยอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ยึดมั่นอย่างนั้น ยึดมั่นอย่างนี้ นี่เรียกว่าทำด้วยจิตวุ่น นี้เป็นทุกข์, ถ้าทำด้วยจิตว่าง ก็ไม่เป็นทุกข์, เพราะฉะนั้น ส.ค.ส. ปีนี้เขียนกันลงไปว่า;

น.197 ๔๒ ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี่เอาไปคิดดูกันให้ดี นี่หมายถึงอย่างนี้; แล้ว ก็ ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น; กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน; ตาย เสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที. แต่หัวที คือแต่ทีแรก, ตายเสร็จสิ้นแต่ทีแรก แรกเกิด, แรกรู้เรื่อง คือตายเสียก่อนตาย. ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ; หมายความว่า เมื่อจิตมันว่าง ว่างเหมือนที่นั่ง อยู่นี่ พอรู้สึกอะไร, ทำอะไร, ลุกไปทำอะไร, ให้ว่างอยู่อย่างนี้. หรือเมื่อเกิดอะไรขึ้น เกิดมีเรื่องกระทบอย่างนั้นอย่างนี้ คนนั้นคนนี้ ก็ให้ ตอบสนองไปด้วยจิตที่ยังว่าง อยู่ อย่างนี้ อย่าทำให้จิตโกรธขึ้นมา ; แล้วจึงไปติดต่อกับเขา. หรืออย่าไปรักเขา แล้วไป ติดต่อกับเขา, ให้ทำไปด้วยจิตว่างไปตามเดิม ให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที ที่มีอะไรเข้า มากระทบ. อย่าเพ่อพูด, อย่าเพ่อทำ, อย่าเพ่อคิดอะไรไปเลยในขณะที่จิตวุ่น ต้อง สำรวมจิตให้มีสติสัมปชัญญะเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วจะสู้เด็ก ๆ ในนิทานเรื่องนับสิบเสีย ก่อนไม่ได้; นิทานสอนเด็กว่าให้นับสิบเสียก่อน จึงพูด เมื่อรู้สึกขุ่นขึ้นมา, ในหนังสือ แบบเรียนสมัยก่อนในนิทานสุภาษิต, เด็กสองคนพี่น้อง เด็กที่เป็นน้องได้รับคำสั่งสอน อย่างนั้น ดังนั้น เด็กคนที่เป็นพี่ เขาทำอะไรไม่ถูกใจ เด็กคนน้องเขานั่งนิ่งอึ้งอยู่ตั้งพัก มัวนับหนึ่งถึงสิบเสียก่อน จึงพูด. ทีนี้ถ้าจิตเขาวุ่น เขานับหนึ่งไม่ทันถึงสิบ มันวุ่นขึ้น มาอีก ต้องนับใหม่ ที่นี้นับหนึ่งไม่ทันถึงสิบ จิตมันวุ่น หรือโกรธขึ้นมาอีก; เอ้า ! ต้อง นับใหม่. สู้กันอย่างนี้จนจิตปรกติ นับหนึ่งถึงสิบ มันก็หายโกรธแล้ว ก็เลยพูดไปได้โดย ไม่มีความโกรธ, อย่างนี้เรียกว่า พูดด้วยจิตว่าง. ถ้าพูดด้วยจิตที่โลภ ด้วยโกรธ ด้วย หลง เรียกว่าพูดไป หรือทำไปด้วยจิตวุ่น.

น.198 ๔๓ ทีนี้ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง หมายความว่า ไม่มีตัณหาอุปาทานเจืออยู่ใน ขณะนั้น; ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่มีตัวกูของกูเจืออยู่ในขณะนั้น. ขอให้สังเกตให้ดี ๆ เถิดว่า ที่เรานั่งอยู่อย่างนี้ ให้พบความที่จิตว่าง; ให้ว่างอย่างนี้อยู่เรื่อย ลุกไปทำอะไร ที่ไหน มีอะไรเกิดขึ้น ให้ทำด้วยจิตว่างอย่างนี้อยู่เรื่อย ปรกติอยู่เรื่อย นี่เรียกว่า ทำ ด้วยจิตว่าง. เขาฟังกันไม่ถูก เขาเขียนเยาะเย้ย ถากถาง ด่าว่ากันก็มี เพราะเขาทำไม่ ถูกเรื่องของการทำงานด้วยจิตว่าง; เพราะเขาไปมีหลักผิดกัน ผิดตรงกันข้าม; เพราะ เขาไปมีหลักว่า คนทุกคนมีจิตวุ่นเป็นพื้นฐาน มีจิตที่เต็มไปด้วยกิเลสเป็นพื้นฐาน; ดัง นั้นเขาจึงไม่สามารถทำงานด้วยจิตว่าง แล้วยากที่จะทำให้มันว่างได้ มันวุ่นด้วยกิเลสเป็น พื้นฐาน; ไม่มีช่องว่างเว้น. ส่วนเรามีหลักกลับกัน จิตเรามันว่างอยู่เป็นพื้นฐาน จิต กลับวุ่นขึ้นมาเป็นคราว ๆ เราถือตามพระพุทธภาษิตว่า "ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ" - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ใสเป็นประภัสสร; "อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฐํ" - แต่ ว่าเศร้าหมอง เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมาเป็นคราว ๆ ดังนั้นจึงเรียกกิเลสว่า อาคันตุกะ เพราะเป็นเหมือนแขกที่มาบ้านเราเพียงเล็กน้อย เป็นครั้งคราว; ไม่ได้มาอยู่ ที่นี่ ไม่ได้มากินมานอนที่นี่; เป็นแขก; เพราะฉะนั้น จึงว่า "อุปกิเลสหิ อุปกิลิฏฐํ" แปลว่า เศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสที่จรมา; จึงให้ถือว่า จิตนี้ใสเป็นประภัสสร คือ ว่างจากตัณหาอุปาทานอยู่. จนกว่าเมื่อไรมีเรื่องเข้ามา ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ เหล่านี้ มีเผลอสติ อวิชชาเกิดขึ้น ทำงาน ปรุงให้เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ; ชาตินี้แหละ เป็นตัวกู ของกู แล้วเป็นทุกข์. นี่เรียกว่า เรามีพื้นฐานเป็นคนละอย่าง เสียแล้ว เรามีพื้นฐานที่ว่างอยู่เรื่อย แล้วระวังให้ดี; ให้ทำงานด้วยจิตว่าง เหมือนที่เรา อยู่ว่าง ๆ อย่างนี้ จะพูดจะทำอะไรก็ทำด้วยจิตว่าง.

น.199 ๔๔ ที่ว่า คนจะทำงาน ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง มันว่างอย่างไร ก็ให้ว่างอยู่ อย่างนั้น ก็แจวเรือไปเรื่อย ๆ. ถีบสามล้อก็เหมือนกัน เรียกว่า งานมันเหน็ดเหนื่อย งานของคนจน ก็ต้องทำด้วยจิตว่าง; อย่าเผลอ. ทีนี้ เขากะฟัดกะเฟียด จิตใจเคร่ง เครียด คิดมากไปอย่างนี้อย่างนั้น จนกระทั่งริษยาคนที่มีทรัพย์ มีกำลัง; อย่างนี้ก็เรียก ว่า ทำไปด้วย จิตวุ่น; เป็นทนทรมาน. ถ้าทำด้วยจิตว่าง ก็อย่าไปคิดอย่างนั้น ให้ว่าง อยู่ตามเดิม มีสติสัมปชัญญะอยู่ตามเดิม; แล้วก็ทำไป งานมันสนุก. ดังนั้น เราจึงเห็น คนแจวเรือจ้างบางคนก็ร้องเพลงไปพลางก็มี; ต้องการอย่างนั้น; นี่เรียกว่า ทำงาน ด้วยจิตว่าง. ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น คือได้ทรัพย์มา ได้เกียรติยศชื่อเสียงมา อย่าเอาเป็นของกู; อย่าไปโง่หลง เข้าใจผิด ปรุงขึ้นในใจว่า เป็นของเรา ให้ความว่าง เสียตามเดิม. หมายความว่า ยกให้จิตที่ว่าง ที่ไม่มีตัวกู; ให้จิตใจที่ว่างด้วยความคิดว่า เป็นตัวเรา. แล้วร่างกายนี้มันก็รวมกันอยู่ หมายความว่า ยกให้ร่างกายและจิตใจที่ว่าง จากตัวกู มิได้ยึดถือว่าเป็นของเรา; นี่ยกผลงานให้ความว่างหมด. กี่อย่าง กี่อย่าง ได้ อะไรมา ก็เก็บให้เป็นของความว่าง เช่น เราจะเก็บเงินไว้ในเซฟนี้ ก็ให้คิดว่า เป็น สมบัติของความว่าง. ทีนี้ ถ้าเราเอาตัวเราว่างได้ จิตว่างได้ มันก็เป็นของความว่าง; ถ้าทำไม่ได้ก็คิดไปในทำนองว่า เราไม่ได้ยึดถือก็แล้วกัน. เราไม่อาจจะเอาอะไรเป็น ของเราได้ ก็เป็นของความว่าง ฝากความว่างไว้; ถ้าในขณะนั้นเรามีจิตว่างแล้ว มันจะ เป็นของใครเล่า; คิดดูเถิด จะเอาเงินไปเก็บที่ไหน จะเอาทองไปเก็บที่ไหน จะมีวัว ควายไร่นาที่ไหน มันก็เป็นทรัพย์สมบัติของความว่าง; นี่ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่าง สิ้น ไม่มีอะไรเหลือเป็นของเรา.

น.200 ๔๕ ทีนี้ถ้าจะต้องกินต้องใช้ ก็ถือว่ากินของความว่าง คือ จิตที่ไม่มีตัวตน ที่ว่าง เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ; แล้วมีอะไรกินก็กินของความว่าง อย่างนี้เรียกว่า กินอาหาร ของความว่าง. ถ้าฟังไม่ถูก เป็นเส้นผมบังภูเขา ฟังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด; ถ้าฟังถูก มันก็ง่ายนิดเดียว กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน ไม่เคยบวชพระคงจะฟังยาก สักหน่อย ดังนั้นจะเล่าให้ฟัง ว่ากินอาหารของความว่างอย่างพระกินนั้น คนไม่เคย บวช ฟังไม่ถูก จะเล่าให้ฟัง :- พระหรือเณรที่ปฏิบัติตามกฎ ตามระเบียบ; เขาให้พิจารณาบท ตามกฎของ บทพิจารณา ว่า "ยถาปจฺจยํ ปรตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ" นี่เป็นหลักสำคัญ แล้วแถมต่อไปว่า “ ยทิทํ จีวรํ ตทุปฺปภุญฺชโก จ ปุคคโล- " นี่พูดเป็นบาลีฟังยาก ถ้า พูดเป็นไทยก็ว่า "สิ่งนี้ หรือ สิ่งนั้น หรือ สิ่งนั่น เป็นเพียงแต่สักว่า ธาตุ ตามธรรมชาติ เท่านั้น; กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงอยู่เนืองนิจ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ ของเรา. แล้วก็ " สุญฺโญ " –ว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา หรือของเรา; นิสฺส ตฺโต ไม่มีส่วนจะถือว่า เป็นสัตว์ บุคคล ของเรา; นิชฺชีโว ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ ชีวะของเรา. แล้วสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร สิ่งที่ว่านั้น คือ อาหารที่กิน ปิณฺฑปาโต ตทุปฺปภุญฺชโก จ ปุคุคโล และบุคคลที่กินนั้นด้วย; พูดอีกทีว่า อาหารที่กินนั้นด้วย บุคคลที่กินอาหารนั้นด้วย; ทั้งสองอย่างนั้น นั่นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; กำลัง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงอยู่เนืองนิจ; ว่างเปล่าจากตัวตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา พูดทำนองนั้น. นี่เรียกว่าต้องพิจารณาอย่างนี้อยู่เรื่อย, ดังนั้น พระเมื่อเดินออกไปบิณฑบาต ยังห่างเวลาฉันมาก; เมื่อถือบาตรออกไปบิณฑบาต ตอนเช้า ก็ต้องพิจารณาอย่างนี้อยู่ทุกก้าวย่าง; ดังนั้นจึงทอดตาในระยะ ไกลพอสมควร เพื่อไม่ให้เดินผิดทาง หรือใครชนเท่านั้นเอง; แล้วก็พิจารณาอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาที่

น.201 ๔๖ บิณฑบาตจนกลับมา. นี่มันป้องกันเสียแต่เนิ่นแล้ว ยังไม่ทันจะกิน เพียงแต่ไปหา อาหารมาเท่านั้น; ต้องพิจารณาว่าบิณฑบาตนี้ก็ดี ผู้บิณฑบาตนี้ก็ดี ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ บุคคล ว่างจากตัวตน. ทีนี้เมื่อกลับมาถึงที่อยู่ จะฉันบิณฑบาตก็ต้องพิจารณา อย่าง เดียวกันอีก เมื่อฉันก็ยังพิจารณาอย่างเดียวกัน; นี่เรียกว่า พระฉันข้าวนั้นฉัน อย่างนี้ ฉันด้วยตัวเองก็ว่าง อาหารที่ฉันนั้นก็ว่าง ว่างจากสาระที่ควรยึดถือว่า ตัวตน นี่พระฉันข้าว อย่างนี้. ทีนี้ ที่บอกว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกินนั้น หมายถึง กิน อย่างนี้; เพราะเราไม่ยึดถืออาหารที่กินนั้นว่าของเรา แต่กินด้วยความว่าง. กินเหมือน อย่างพระกิน คือกินด้วยจิตที่ว่างจากตัวตน; กินอาหารของความว่างอย่างพระกินนั้น มีความหมายอย่างนี้; แม้ฆราวาสก็ทำได้ ไม่ใช่ใครจะบังคับเราได้ และเมื่อทำอย่างนี้ มันสบาย ไม่มีทางจะเกิดทุกข์ เกิดเรื่อง เพราะการกิน. ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องของพระแล้ว ฆราวาสปฏิบัติก็ได้; อย่างนี้ก็เป็นเรื่องทางจิตใจ จะทำอย่างไรก็ได้; ดังนั้น เอาเรื่อง ไม่ทุกข์ไว้ก็แล้วกัน เมื่อทำการงาน ก็ทำด้วยจิตว่าง; เมื่อได้ผลงานมา ก็ยกให้เป็นของ ความว่าง; เมื่อกิน เมื่อใช้ ก็กินของความว่าง ใช้ของความว่าง; นี่เรียกว่า ว่าง อยู่ ตลอดเวลา เป็นคนมีจิตว่าง ว่างจากตัวกู ของกู อยู่ตลอดเวลา. บรรทัดสุดท้ายที่ว่า " ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที " นั้น หมายความว่า เมื่อทำอย่างนี้นั้น มันตายเสร็จสิ้นมาแล้วแต่ทีแรก; เหมือนว่า เราทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง ในขณะนั้นมันไม่มีตัวอยู่แล้ว; ฉะนั้น จึงว่า ไม่มีตัวมาแล้วแต่ทีแรก; นี้ใช้คำให้รุนแรง ใช้คำว่า “ตาย" ตายเสร็จสิ้นคือ ไม่มีตัวเราเลย เสร็จสิ้นมาแล้วตั้งแต่ทีแรก จึงพูดว่า ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที;

น.202 ๔๗ ทำงานอยู่ก็เหมือนกับตายแล้ว เมื่อได้ผลงานก็เหมือนกับตายแล้ว เมื่อกินอาหารอยู่ ก็เหมือนกับตายแล้ว; หมายความว่า มันไม่มีตัวกู ของกู ที่เป็นผู้กิน ผู้ทำ ผู้ใช้ นี่ความหมายของคำสี่บรรทัดนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของ ความว่าง ที่รุนแรง ที่พูดไว้อย่าง รุนแรง และเด็ดขาดที่สุด ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ไม่มีความทุกข์เลย. ทีนี้มันอยู่ตรงที่เข้าใจกันไม่ถูกเท่านั้นเอง; ไปเข้าใจว่า ว่างไม่ได้ แม้แต่ นิดเดียว; เพราะเขาไปเข้าใจผิดเสียแต่ที่แรกว่า มีวุ่นอยู่เรื่อย ประกอบด้วยกิเลสอยู่ เรื่อย; นั่นเป็นความหลงอันใหม่ เป็นอวิชชาขึ้นมา ทำให้ปฏิบัติอะไรอย่างนี้ไม่ได้; ทีนี้กลายเป็นคนจิตวุ่นอยู่ตลอดเวลา. แล้วเลยพูดส่งเดชไปเลยว่า เขาสมัครเป็นผู้มี จิตวุ่น ยอมทนเป็นผู้มีจิตวุ่น, ทนทุกข์, สร้างความวุ่นให้รุนแรงขึ้น เพื่อจะหาเงิน ให้มาก ทำอะไรอยู่ในโลกนี้ให้สนุกสนาน อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้าย ถ้าไปเทียบ กับหลักพระพุทธศาสนา; เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ามีขึ้น เพื่อช่วยคนในโลกนี้ อย่าให้เป็นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ทนทุกข์ เอาเข้าไป เอาเข้าไป เพื่อให้ได้อะไรมา; แต่ ธรรมะนี้มุ่งหมายจะช่วยขจัดความทุกข์ให้แก่ทุกคน ที่ต้องอยู่ ต้องทำงาน ต้องกิน ต้องใช้ แปลว่าให้คนที่อยู่ในโลกนี้ไม่เป็นทุกข์ก็ได้. ถ้าปราศจากธรรมะ อยู่ในโลกนี้ก็จะต้องเป็นทุกข์; ถ้ามีธรรมะอยู่ในโลกนี้ ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. ดังนั้นธรรมะนี้มีเพื่อช่วยคนที่เป็นฆราวาส ที่มีทุกข์มาก; ให้เป็นอยู่ ได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ โดยอาศัยวิธีควบคุมความรู้สึกที่ว่า ตัวกู ของกู ที่เรียกว่า อุปาทาน อย่าให้เกิดขึ้น; โดยอย่าให้เกิดตัณหา; เมื่อไม่เกิดตัณหาก็ไม่เกิดอุปาทาน จะไม่เกิดตัณหา ก็ต้องให้จิตว่างอยู่ตามเดิม; มีสติสัมปชัญญะระวังตามเดิม เหมือน เดี๋ยวนี้ว่างอยู่อย่างไร ลุกไปทำงาน ลุกไปทำอะไร ก็ให้ว่างอยู่อย่างนั้น ให้ทำไปด้วย จิตว่าง ไม่มีความทุกข์ทุกประการ.

น.203 ๔๘ ในขณะที่ทำ ในขณะที่ได้ผล ในขณะที่จะบริโภคผล เรียกว่าทำไปด้วย จิตว่าง ทุกระยะ เป็นว่า อยู่ในจิตว่าง ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งหลับทั้งตื่น การงาน ก็ทำได้ดีเท่าที่ควรทำ นี่ไม่มีความทุกข์เลย; นี่เป็นอุบาย เป็นเคล็ดที่จะไม่เป็นทุกข์ โดยที่ไม่มีตัวเรา ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวเราเกิดขึ้น; นั่นแหละ เมื่อกี้จึงพูดว่านั่นแหละ คือ ไม่ต้องทำอะไร นี่ฟังตรงนี้อีกหน่อยว่า นั่นแหละคือไม่ทำอะไร. ทำไมจึงพูดว่า ไม่ทำอะไร ก็เพราะมันไม่มีตัวผู้ทำ มันจะทำอะไรล่ะ; ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ที่เป็นความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือผู้ทำ. ร่างกายที่ว่าง จิตที่ว่าง มันทำ จึงเหมือนกับไม่ได้ทำ; ถ้าเคยได้อ่านมาก เคยได้ยินได้ฟังมาก ก็จะระลึกถึง พระพุทธภาษิต หรือสุภาษิตของพระเถระเถรีต่าง ๆ ที่มีว่า "ทำโดยไม่ต้องมีตัวผู้ทำ" หรือว่า " เดินทางโดยไม่ต้องมีผู้เดินทาง หรือ ปฏิบัติโดยไม่ต้องมีตัวผู้ปฏิบัติ. " ลองฟังดูให้ดีเถิด ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้อง มีตัวผู้ปฏิบัติ นั่นแหละคือวิธีที่ ลัดที่สุด; ถ้ามีตัวผู้ปฏิบัติจะให้ดี จะเอาดี จะเอาเด่น เอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้ จะ เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ จะมีผู้ปฏิบัติ. ถ้ามีผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว มันไม่มีหวัง มันยัง มีแต่วุ่นวาย; ถ้าปฏิบัติโดยไม่มีผู้ปฏิบัติคือว่างนั้นแหละ ถึงแล้วทันทีเดี่ยวนั้น เพราะ มันว่างอยู่ก่อนแล้ว นี้จึงเรียกว่าไม่ต้องทำอะไร. มีการกระทำ แต่ไม่มีผู้กระทำ การกระทำก็ได้ทำไปแล้วเสร็จ แต่ผู้กระทำ หามีไม่; หรือการเดินหมายถึงการปฏิบัติ เดินนั้นมีการเดิน มีการถึง แต่ไม่มีผู้เดิน ไม่มีผู้ถึง; นี่ลองจำคำเหล่านี้ไว้บ้าง. ที่จริงก็เคยได้ยินแล้วเป็นส่วนมาก แต่เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ฟั่นเฝือ เดี๋ยวก็ได้ยินเรื่องนั้น เดี๋ยวก็ได้ยินเรื่องโน้น เอามากลบเกลื่อน เลือน

น.204 ๔๙ กันไปหมด จนไม่จำอะไรได้ จนไม่เข้าใจอะไรได้; อันไหนที่เป็นหลักสำคัญแล้ว ควร จะจำไว้ให้ได้ และเอามาเป็นหลักพิจารณาอยู่เสมอ ให้เห็นแจ้งอยู่เสมอในข้อนั้น จะง่าย จะลัด จะสั้น จะเร็ว; เพราะฉะนั้น จึงพูดอย่างสำนวนที่น่ากลัว หรือเข้าใจไม่ได้ ที่ว่า "ไม่มีอะไร มีแต่ว่าง; ไม่มีอะไร มีแต่ว่าง." อยากจะบอกกับคนบางคนว่า หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ฮวงโป อ่านกันไม่เข้าใจ เพราะเหตุนี้ เพราะเหตุที่ไม่เข้าใจคำว่า “ว่าง" หรือ "ว่าง" อยู่เป็นพื้นฐาน: หรือ "ทุกสิ่งว่างอยู่เป็นธรรมชาติ" ดังนี้. เพราะฉะนั้น เราลองนึกถึงพวกที่เขาฉลาด ไม่ต้องนึกว่า นิกายเซ็นหรือไม่ใช่นิกายเซ็น, ไม่ต้องนึก; เพราะมันมีอยู่ตลอดเวลา ที่ว่า ไม่มีการทำอะไร ไม่มีผู้ทำอะไร เมื่อไม่มีผู้ทำ ก็ต้องเท่ากับไม่มีการกระทำ พูด อย่างนี้ลึก หรือเด็ดขาด. ที่พูดแบ่งไว้ครึ่งหนึ่งว่า ไม่มีตัวผู้ทำ แต่มีการกระทำนั้น ยังแบ่งครึ่งอยู่นี่เป็น เถรวาทอย่างเรา ๆ ในเมืองไทย; พูดตามพุทธภาษิตว่า มีแต่การกระทำ ไม่มีตัวผู้กระทำ. ถ้าพูดอย่างเซ็น พูดอย่างฉลาด อย่างมหายาน ไม่มีทั้งหมดเลย; พูดตัดหมดเลย ไม่มี ทั้งการกระทำ ไม่มีทั้งผู้ทำ คือ ว่าง. ถูกทั้งสองอย่าง แล้วแต่เราจะเพ่งเล็งความหมาย; ถ้าเพ่งอย่างรุนแรงอย่างเด็ดขาดก็หมายความว่า มันว่าง ผู้ทำก็ไม่มี; การกระทำนั้นก็ไม่ เรียกว่าการกระทำ เพราะไม่มีตัวผู้กระทำ; มันมีแต่การเคลื่อนไหว หรือกิริยาเฉยๆ ไม่ เป็นกรรม ไม่เป็นการกระทำ; อย่างกิ่งไม้หักลงมา เราจะเรียกว่า เป็นการกระทำ อย่างนี้ไม่ได้ เพราะต้นไม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำ มันเป็นเพียงกิริยาบริสุทธิ์ เฉย ๆ เท่านั้น. ทีนี้ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะก็ทำได้อย่างนั้น; ให้มือนี้ทำอะไรได้ ให้สักแต่ว่า ทำ เป็นกิริยา ไม่มีตัวกูของกู เป็นเจ้าของการกระทำ. ที่ถูกต้องพูดว่า ไม่ต้องทำอะไร;

น.205 ๕๐ ไม่มีตัวเรา; แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร. ส่วนที่ทำไปนี้เป็นเรื่องของกายบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ สติปัญญาบริสุทธิ์ ธรรมชาติบริสุทธิ์ ทำกันไป; ในนั้นไม่มีความคิดว่า ตัวเรา ว่า ของ เรา ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ดังนั้นมันจึงไม่ทุกข์. และเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระพุทธเจ้า ตรัสว่า อุปาทานเป็นตัวทุกข์นั้น ทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทานว่า ตัวกู ของกู ; ถ้าไม่มี อุปาทานว่า ตัวกู ของกูแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นทุกข์; แม้ความเกิดก็ไม่เป็นทุกข์ ความ แก่ก็ไม่เป็นทุกข์ ความตายก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีอุปาทาน ว่า ตัวกูของกู. ทีนี้เราฟัง ของท่านไม่ค่อยเข้าใจ พอได้ยินว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ แล้วเข้าใจผิด ว่ามันเป็นทุกข์ไปหมด; ในที่นั้นพระพุทธเจ้าท่านหมายถึง ความเกิดที่ถูก ยึดถือว่า เป็นความเกิดของเรา; ความแก่ที่ถูกยึดถือว่าเป็นความแก่ของเรา; ความตาย ที่ถูกยึดถือว่า ความตายของเรา; นั่นเป็นทุกข์. เพราะถ้าไม่ยึดถือ มันไม่เป็นเกิด แก่ ตาย ที่ไหน เป็นกิริยาล้วน ๆ ไปอีกเหมือนกัน; ต่อเมื่อมีความยึดถือ จึงมีความหมายเป็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรทำนองนี้. พระพุทธเจ้าท่านพูดถูกว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บ เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์; แต่ความหมายของท่านมีอยู่ว่า ในนั้นมันมีความยึดถือ. ข้อนี้เรารู้ได้ตรงพระพุทธภาษิตที่ว่า ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา-เบญจขันธ์ที่ประกอบ อยู่ด้วยอุปาทานเป็นทุกข์. นี้หมายว่า เบญจขันธ์ที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทานนั้นไม่เป็น ทุกข์; กายใจ ล้วน ๆ บริสุทธิ์ - หรือว่าง อย่างนี้ไม่เป็นทุกข์; พอกายใจนี้มีอุปาทาน ยึดถือว่า ตัวกู ของกู นี้เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที; ให้เข้าใจอย่างนี้ไว้ให้ถูก แล้วมันเป็น ความถูกความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้คนไม่เข้าใจ. ขึ้นชื่อว่า เบญจขันธ์แล้วเป็น ทุกข์ไปหมด นี้มันคือ โง่ หลงผิด เข้าใจผิดในพระพุทธวจนะ; แล้วก็เลยเข้าใจต่อไปว่า

น.206 ๕๑ ถ้ามีการกระทำ เคลื่อนไหวแล้วก็เป็นกิเลสไปหมด; มีความอยากแล้วก็เป็นกิเลสไปหมด; เป็นความเข้าใจผิดของพุทธบริษัทในประเทศไทย ที่ว่าเจริญด้วยพุทธศาสนายังมีความเข้าใจ ผิดถึงขนาดนี้. เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า ความประสงค์หรือความต้องการนั้น ถ้าไม่ เนื่องด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แล้วไม่ใช่กิเลส และไม่เป็นทุกข์; นี่ฟังดูให้ ดี ๆ ใหม่อีกทีก็ได้ ว่า ความประสงค์ ความต้องการของเรานี้ ต้องการจะทำอะไร ก็ตามใจ ถ้าไม่เนื่องด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน แล้ว นี้ไม่เป็นกิเลส. ความอยาก ความต้องการ ความประสงค์นี้ไม่เป็นกิเลส; ไม่เรียกว่า ตัณหา ไม่เรียกว่า อุปาทาน และไม่เป็นทุกข์. ถ้าความต้องการนั้นมันเนื่องด้วยอวิชชา ความต้องการนั้นเป็นกิเลส; เป็น ตัณหา อุปาทาน นี้เป็นทุกข์. ดังนั้นเราลองต้องการด้วยสติปัญญา ด้วยวิชชา ด้วย จิตว่างดูบ้าง; อย่าต้องการด้วยจิตที่กลุ้มไปด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน; ให้ต้อง การด้วยจิตที่ว่างจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน คือสติปัญญาที่ฝึกไว้ดีแล้ว; อย่างนี้ไม่ เป็น ตัณหา อุปาทาน และไม่เป็นทุกข์. เหมือนพระอรหันต์ท่านทำอะไรได้มากกว่าเรา ทำได้ดีกว่าเรา มีการกระทำแล้วท่านก็ต้องการไปนั่นมานี่ เที่ยวสอนคนนั้น สอนคนนี้ ประสงค์อย่างนั้น ประสงค์อย่างนี้อยู่เหมือนกัน. พระอรหันต์ก็มีการกระทำ มีความต้องการ มีการเดินไปเดินมา ทำนั่นทำนี่ แต่ท่านเหล่านั้นทำด้วยจิตว่างที่ไม่มีตัณหา อุปาทาน ไม่มีอวิชชา; ทีนี้เราพยายามทำ ตามท่านเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเด็ดขาดเหมือนท่าน. แต่ได้เปรียบอยู่แล้ว ตรงที่ว่า ธรรมชาติแท้ ๆ มีอยู่ ธรรมชาติอำนวยให้ คือความว่างอยู่แล้ว; เหมือนเดี๋ยวนี้เราว่าง

น.207 ๕๒ จากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันยังไม่ปรุงไม่เกิดขึ้นมา. เรารักษาสภาพนี้ไว้เรื่อยแล้ว ก็ทำงาน หรือต้องการอะไรก็ได้; เช่นสมมุติว่า จะออกเงินสร้างโบสถ์ก็มีอยู่ว่า ออกเงิน สร้างโบสถ์ด้วยความคิดที่เป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน; หรือว่าออกเงินสร้างโบสถ์ด้วย ความคิดที่เป็นสติปัญญา ปราศจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน. ถ้าว่า บริจาคเงินด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันก็เร่าร้อน กรุ่นอยู่นั่นแหละ มันต้องการจะได้ผลอย่าง นั้น อย่างนี้ ให้รวย ให้เป็นเครื่องรับประกัน เป็นของเราชาติหน้ามากมายอย่างนี้ มัน วุ่นวาย กลัดกลุ้มไปหมด; อย่างนี้เรียกว่า บริจาคเงินสร้างโบสถ์ด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน. ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้อง เรารู้ว่าโบสถ์นี้สร้างทำไม; โดยเฉพาะก็คือสร้าง ขึ้นเพื่อให้แสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อให้พ้นจากความโง่; เราช่วยกันสร้างขึ้น มีขึ้น สำหรับเป็นที่สั่งสอน แล้วเราก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า แสงสว่าง. บริจาคอย่างนี้ ไม่ใช่บริจาคด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน; แต่บริจาคด้วยสติปัญญายังว่างอยู่ คือว่าง จากที่จะเอา เป็นตัวกู เป็นของกู นี่ยังว่างอยู่. อย่างนี้ก็เรียกว่า มันต่างกันอย่างตรง กันข้ามแล้ว ทั้ง ๆ ที่ควักเงินออกทำบุญ; บริจาคไปตามที่เขาชักชวนนั้น แต่มันต่างกัน แล้ว; อันหนึ่งทำด้วยจิตวุ่น; อีกอันหนึ่งทำด้วยจิตว่าง; ดังนั้นจึงอยากจะให้รู้จักระมัด ระวัง ให้ทำอะไรไปด้วยความว่างไปตามเดิม. เรานั่งอยู่ดี ๆ นี้มันว่าง นี้มันว่างอยู่ สังเกตดูให้ดีเถอะ; พอลุกขึ้นจะไป ทำบุญ อ้าว ! กลับวุ่นเสียแล้ว เพราะเราทำผิด. ทีนี้ลุกขึ้นไปทำบุญนั่นแหละ ให้มัน ยังคงว่างอยู่ตามเดิม มันก็จะไม่มีโทษอะไรเลย มีแต่ความไม่ทุกข์; มีแต่สิ่งที่เป็นผลที่ พึงปรารถนาทั้งนั้น. นี่แหละทำอะไรให้ทำด้วย จิตว่าง เพราะมันทำได้โดยง่าย เพราะ มันว่าง อยู่แล้ว เราอย่าไปเผลอนิดเดียวให้มันวุ่นขึ้น.

น.208 ๕๓ ทีนี้ มันมีเรื่องมาก เดี๋ยวเรื่องมาทางตา เตี๋ยงเรื่องมาทางหู เรื่องมาทาง จมูก ฯลฯ ทั้งหกอายตนะนี้; มันจึงต้องมีสติมากที่สุด ให้ทันกัน ; ดังนั้นประโยชน์มัน จึงสำเร็จอยู่ตรงที่ เฝ้าระวังด้วยสติ อย่าให้วุ่นขึ้นมา มันก็ไม่ว่างอยู่ได้; แล้วให้ถือว่า ความสงบเงียบนี้เป็นพื้นฐานของน้ำ. น้ำเมื่อไม่มีอะไรมารบกวนนั้น น้ำมันอยู่นิ่ง ๆ สงบเงียบสม่ำเสมอ ต่อเมื่อมีอะไรมารบกวน น้ำจึงจะเป็นคลื่นขึ้นมา หรือเดือดขึ้น มา; ดังนั้นจึงถือว่าธรรมชาติแท้ของมันว่างอยู่ เงียบอยู่ สงบอยู่ ประภัสสรอยู่. ต่อ เมื่อมีอะไรมากวน คือมีอุปกิเลสเกิดขึ้น เพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เพราะผู้นั้น เผลอสติ มันก็เป็นคลื่นขึ้นมา หรือเดือดพล่านขึ้นมา; ดังนั้นมันจึงสูญเสียสภาพเดิม. ทีนี้ เราระวังให้อยู่ในสภาพเดิม เกือบไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เฝ้าให้ดี ๆ เท่านั้น ; ไม่ต้องทำพิธีรีตองกันใหญ่โตมากมากอะไร เพียงแต่ไม่ทำอะไร ไม่ต้องทำอะไร นั้น ถูกกว่า. คนที่ฉลาดก็สอนไว้อย่างเยาะเย้ย สอนไว้อย่างล้อเลียน เหมือนคำพูดของ เว่ยหล่างว่า "อยู่นิ่ง ๆ ซิ, อย่าอุตริซิ, อย่าทำอะไรให้เป็นเรื่องอุตริ; เพราะธรรมดา มันว่างดีอยู่แล้ว จะไปทำให้มันวุ่นทำไม." ถ้าเราระวังความว่างให้มันมีอยู่เรื่อยจนกว่า มันจะเด็ดขาดลงไป คือมีสติปัญญาไม่ขาดตอน มันก็วุ่นขึ้นมาไม่ได้; แล้วมันก็เลิกกัน เท่านั้น นี่แหละที่เขาพูดว่า ไม่ต้องทำอะไร. ถ้าขยันก็ขยันอยู่นิ่ง ๆ อย่าไปขยันปรุง แต่งเข้า ; ขยันอยู่นิ่ง ๆ ขยันรักษาสภาพนึ่ง ขยันรักษาสภาพว่าง. นี้คำนี้ พูดสมมุติ ว่า ไม่ทำอะไร; ถ้าไปทำด้วยความอยาก กิเลส ตัณหา ยึดมั่นถือมั่น มันก็จะวุ่นกัน ใหญ่; เดี๋ยวนี้เราไม่รู้หลักพื้นฐานอย่างนี้ แล้วไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรด้วย จึงไปหลงผิด ไปต้องการความวุ่น ไปเข้าใจผิด ไปต้องการความวุ่นเสียทีเดียว แล้วมันจะว่างอย่างไรได้.

น.209 ๕๔ ถ้าเข้าใจถูก ต้องการความว่าง นี้มันก็ถูกอย่างดี อย่างหนึ่งแล้ว; ที่นี้ยังมี อยู่ว่า โดยธรรมชาติมันก็ว่างอยู่เองแล้ว; นี่มันได้เปรียบมากมาย เพียงรักษาสภาพเดิม เท่านั้น มันก็ไม่เหน็ดเหนื่อยอะไรมากมาย ไม่ต้องวุ่นวายอะไร; นี่เห็นว่า เป็นหลัก ปฏิบัติ เห็นว่า ที่ดีที่สุด สั้นที่สุด ลัดที่สุด ฉลาดที่สุด เป็นอย่างนี้. ว่างอยู่เป็นธรรมชาติ เป็นพื้นฐานแล้ว ระวังรักษาให้คงอยู่ในสภาพนั้น เรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะตายตัวเด็ดขาด โดยที่สติหรือความระวังของเรามันเก่งขึ้น ชำนาญ ขึ้น จนมันไม่ขาดตอนเลย และว่างอยู่ด้วยกันหมด; สภาพว่างอย่างนั้นไม่มิกิเลส ไม่มี ความทุกข์. เพราะฉะนั้นจึงพูดอย่างโวหารรุนแรงว่า ว่างนั่นแหละคือพุทธะ, ว่างนั่น แหละคือธรรมะ, ว่างนั่นแหละคือสังฆะ. หรือจะสมมุติกันว่า มีจิตแท้ ว่างนั่นแหละ คือจิตแท้; ส่วนจิตที่คิดได้อย่างนั้นอย่างนี้ กี่สิบดวงนั้นไม่ใช่จิต...แท้; ว่างนั่นแหละ คือจิตแท้; ดังนั้นต้องเติมคำว่าจิตแท้เข้ามาด้วย. ถ้าจิตแท้ก็ให้เอาที่ความว่าง; ถ้าจิตที่ ปรุงแต่ง มันเป็นเพียงคลื่นของจิตเท่านั้น ไม่ใช่จิต. นี้จะเห็นได้ว่า เราเกือบจะไม่ต้อง ทำอะไรวุ่นวายมากมายเหมือนที่เราตั้งใจกัน แต่ระวังรักษาสภาพว่าง; ถ้าเราจะศึกษา เล่าเรียนอย่างขยันขันแข็ง ก็จงศึกษาเรื่องนี้อย่างขยันขันแข็ง; ให้เข้าใจเรื่องว่าง เรื่อง รักษาสภาพว่างไว้ตามเดิม. ให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสว่า กิเลสเกิดอยู่เป็นพื้นฐาน ; พระ พุทธเจ้าตรัสว่า กิเลสมาเป็นครั้งคราว; ธรรมดาจิตว่างเป็นประภัสสร เหมือนที่ บอกทีแรก ถ้าจะเอาหลักที่แน่นอนกว่านี้ ก็ให้เอาหลักเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท คือ พระองค์ตรัสว่า :-

น.210 ๕๕ - มีผัสสะ คือการกระทบ ทางตา ทางหู ฯลฯ นี้จึงมีเวทนา; ต่อเมื่อมี ผัสสะจึงจะมีเวทนา ไม่ใช่มีเวทนาเกิดอยู่เป็นพื้นฐาน ต้องเกิดเมื่อมีผัสสะ วันหนึ่งไม่ใช่ ว่า เรามีผัสสะตลอด ๒๔ ชั่วโมง มันมีเวลาว่าง. ต่อเมื่อมันมีผัสสะต่างหากมันจึงมี เวทนา. - ต่อเมื่อมีเวทนาต่างหาก จึงจะมีตัณหา ฯลฯ ถ้าอวิชชาเป็นเจ้าเรือน เพราะท่านเอาอวิชชาไว้เป็นต้นเงื่อน:- - อวิชชา เป็นเหตุให้เกิด สังขาร - สังขาร " - " วิญญาณ - วิญญาณ " - " นามรูป - นามรูป " - " อายตนะ - อายตนะ " - " ผัสสะ - ผัสสะ " - " เวทนา - เวทนา " - " ตัณหา - ตัณหา " - " อุปาทาน - อุปาทาน " - " ภพ - ภพ " - " ชาติ - ชาติ " - " ชรา, พยาธิ, มรณะ คือทุกข์ทั้งหลาย นี่หมายความว่า ถ้าไม่มีเวทนาแล้วไม่มีตัณหา; ฉะนั้นในขณะที่ไม่มีเวทนา ตัณหาไม่มี ทุกข์ไม่มี คือ ว่าง . ถ้าลำพังตัณหาล้วน ๆ ขยายเป็นอุปาทานตอนหนึ่ง เป็นภพอีกตอนหนึ่ง จึงจะเป็นตัวทุกข์ เป็นชาติ ชรา มรณะ. ที่นี้ตัดตอนเสียแค่

น.211 ๕๖ ผัสสะอยู่เรื่อย อย่าให้เป็นเวทนา; หรือเวทนาเกิดก็ให้มีสติ; อย่าให้เป็นตัณหา ให้ กลายเป็นวิชชาเสีย อย่าให้เป็นอวิชชา เป็นอันว่าไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์ ในที่นี้หมายความว่า กิริยาที่เราเรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความไม่ได้ ความได้ ความเสีย เหล่านี้มันไร้ความหมาย; นั่นแหละ คือไม่เป็นทุกข์. ถ้าเราโง่ไป; พวกความเกิด ความแก่ ความตาย อันเดียวกันนั่นแหละ มันเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา เป็นปัญหาขึ้นมา ให้เราขลาด ให้เรากลัว ให้เราเป็นทุกข์ ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้อง คือ จิตว่าง, ความเกิด ความแก่ ความตาย ความได้ ความเสีย เหล่านี้เป็นของน่าหัวเราะไปหมด ไม่เป็นความทุกข์; ถ้าอวิชชาเป็นต้น เงื่อนแล้วมีความทุกข์; ถ้าวิชชาเป็นต้นเงื่อนแล้วไม่มีความทุกข์; หัวเราะได้ทุกกรณี ไม่ว่าเรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องอิฏฐารมณ์ เรื่องอนิฏฐารมณ์. นี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดทีเดียวว่า กิเลสนี้ ตัณหาอุปาทานนี้ ไม่ได้เกิดอยู่เป็นพื้นฐาน; มันจะเกิดได้ต่อเมื่อ เกิดมีเวทนา; เวทนาก็เหมือนกันไม่ได้ เกิดตลอดกาล มันเกิดต่อเมื่อมีผัสสะ. ผัสสะนี้จะมีต่อเมื่ออายตนะทำงานตามกฎของ อวิชชา, ถ้าอายตนะไม่ได้ทำงานตามกฎของอวิชชา; อายตนะนั้นไม่เป็นอายตนะ ไร้ ความหมาย เป็นหมัน; อายตนะที่ทำไปตามอำนาจของอวิชชานี้ มันมีต่อเมื่อนามรูปนี้ อยู่ใต้อำนาจของอวิชชา. นามรูปคือ กายกับใจของเรานี้ บางขณะอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา บาง ขณะไม่อยู่ใต้อำนาจของอะไรเลย ; เช่นเดี๋ยวนี้ ทุกคนมีนามรูป คือ กายกับใจ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชา มันว่างอยู่ ต่อเมื่อไร เผลอไป อวิชชาเข้ามาครอบ

น.212 ๕๗ ครอง จึงจะเป็นนามรูปที่จะให้เกิดอายตนะชนิดที่เหมาะ ที่จะให้เกิดผัสสะ มีเวทนาชนิดที่ เป็นทุกข์; เห็นได้ว่า มันมีความว่างอยู่ ไม่มีอวิชชาครอบงำ; แล้วร่างกายกับจิตใจหรือ นามรูปนี้มิได้ให้เกิดอายตนะหรือผัสสะชนิดที่เป็นทุกข์; แม้จะมีอายตนะ มีผัสสะมา ก็เป็นไปในรูปที่ว่าง; ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปรังเกียจ.. ถ้าเขยิบไปอีกหน่อยว่า นามรูปมาจากสังขาร คืออำนาจการปรุงแต่ง; สิ่ง เหล่านี้จะให้เป็นของที่มีความทุกข์ หรือไม่มีความทุกข์ คือจะให้ว่างหรือไม่ว่าง, นี้มัน สังขารแล้ว; ต้องปรุงให้ไม่ว่าง. หรือที่เรียกว่า วิญญาณ นี้ก็เหมือนกัน. อย่าได้เข้าใจว่า วิญญาณนี้ มีอยู่ตลอด เวลาทุกวินาที; เวทนาเพิ่งเกิดต่อเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ ถึงแม้จะเรียกว่า วิญญาณ ประจำชาติ ประจำภพ ก็ตามเถิด มันจะทำหน้าที่วิญญาณได้ต่อเมื่อมีการกระทบทาง อายตนะ. ดังนั้นจึงเห็นว่า วิชชา หรือ อวิชชาเท่านั้น, ถ้ามีอวิชชาก็เป็นไปในทาง ไม่ว่าง วุ่น ก็เป็นทุกข์; ถ้าเป็นวิชชา ก็เป็นไปในทางว่าง ไม่วุ่น ไม่เป็นทุกข์. นี่ ว่าง ถือว่า เป็น วิชชา อยู่ในตัว เพราะมันไม่เป็นทุกข์; วุ่นคือโง่ คือ อวิชชา เป็นทุกข์. ว่าง - คือฉลาดอยู่ตามธรรมชาติ ไม่เป็นทุกข์; ฉะนั้น เราคงสภาพตาม ธรรมชาตินี้ไว้เรื่อย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น คือเป็นธรรมชาติแห่งความว่าง แห่งความ สงบ แห่งความสะอาด แห่งความบริสุทธิ์; สุดแต่จะเรียก; เอาธรรมชาติเดิมที่ไม่มีการ

น.213 ๕๘ ปรุงนี้ไว้เรื่อย ไม่มีสังขารปรุงก็ว่าง; สังขารปรุง ก็ปรุง เพราะมีอวิชชาเข้ามา; ฉะนั้น เอาสิ่งที่ตรงกันข้ามเข้ามาไว้แทน คือสติสัมปชัญญะ; เหมือนว่า เรามีความฉลาด มี ปัญญาเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ นี่เรียกว่า มีปัญญา ปัญญาที่เรารอบรู้ เรียนรู้อะไรนี้ ถ้ามาเร็ว มาทันเหตุการณ์ มาช่วย; นี้เราเรียกว่า สติ - ที่เราเรียกว่า ความระลึกได้นั้นคือปัญญา ที่เคยรู้ดี. ระลึกได้ มา ทันเวลา ทันท่วงที ที่เกิดเรื่องกระทบ เรื่องทางตา ฯลฯ ทางอื่น ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่า สติ, ที่แท้ก็คือความรู้ที่เรียกว่าปัญญานั้นเอง. ถ้ามันมีอยู่เป็นพื้นฐาน ศึกษาเล่าเรียน เพิ่มเติม คิดนึก พิจารณาอยู่ดังนี้ เรียกว่าปัญญา; เฉพาะในกรณีที่มันต้องวิ่งมาให้ทัน เหตุการณ์ ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ฯลฯ อย่างนี้เราเรียกว่า มีสติ. พอทำ หน้าที่สติอย่างนี้เสร็จแล้ว มันก็เป็นปัญญาไปตามเดิม; อย่างนี้แหละสำคัญ จะว่างหรือ ไม่ว่าง ก็ตอนนี้; ฉะนั้น เรามีสติคุมเชิงอยู่เสมอ ไม่เผลอสติ ทีนี้ก็ว่างอยู่เสมอ; เพราะสติเป็นความว่าง เป็นของว่าง. ธรรมะ คือ ความว่าง ถึงไม่ใช่ธรรมะ ที่จริงมันก็ว่าง มันกระดิกวุ่นขึ้นมา เพราะทำหน้าที่อย่างอวิชชา; เหมือนกับน้ำเป็นคลื่นขึ้นมา เพราะมีลมมากระทบ ก็น้ำ นั่นแหละ แต่มันอยู่ในรูปที่เป็นคลื่น. จิตนี้ก็เหมือนกัน มันก็อันเดียวกัน; แต่มันวุ่น เราไม่เอาข้างวุ่นที่มันเป็นทุกข์ เราสมัครเอาข้างว่าง. ถ้าจะว่างจริงๆ เราอย่ายึดถือว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา; ที่ว่างไม่ยึดถือเป็น เราของเรา. ที่วุ่นก็ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา; เรียกว่า ไม่ยึดถือทั้งว่าง ไม่ ยึดถือทั้งวุ่น; ไม่ยึดมั่นในความว่าง ไม่ยึดมั่นในความวุ่น; มันจึงจะว่างอยู่ตามธรรมชาติ

น.214 ๕๙ โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของความว่าง. นี่แหละหลักธรรมะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา มีอยู่ เท่านี้ พูดเดี๋ยวเดียวก็จบ แต่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจนั้น เอาไปคิด; บทว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา", "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" มันอยู่ที่นี่ อยู่ที่ใจความอย่างนี้ แหละ, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่ว่าง ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาพูดเรื่องอื่น คิดเรื่องอื่น จำเรื่องอื่น ให้มันวนเวียนตีกันยุ่ง พยายามคิดนึก ศึกษา จำแต่เรื่องว่างนี้ ถ้าไปได้ยิน ได้ฟังอะไรมา ก็เอามาเข้ากับ เรื่องว่างนี้ให้จงได้. ในพระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าเข้าใจถูกแล้วจะกลายเป็น เรื่องว่าง, แล้ววิ่งมาหาเรื่องว่างหมด; ถ้าเข้าใจผิดแล้วจะแยกกันไปทางโน้นทางนี้ ยึด ถือเป็นนรก สวรรค์ เทวดา พรหมโลก เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องดีกว่าใครอะไรทำนองนี้ มันเป็นเรื่องผิด; ถ้าเข้าใจให้ถูกมันจะวิ่งมาสู่เรื่องว่างหมด จึงไม่มีความยึดถือว่า เรา ว่าของเรา นี้เรียกว่าว่าง. จิตชนิดไหนก็ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา; ความ รู้สึกของจิตชนิดไหนก็ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา; รูปนามชนิดไหน ทั้งหมดก็ไม่ควร ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา; ฉะนั้นเรื่องว่างนี้ คือธรรมะแท้; หรือคือเรื่อง อภิธรรมแท้ อภิธรรมยิ่ง อภิธรรมอย่างสูงสุด. ถ้าเรื่องที่ต้องไปเอานั่นเอานี่ เป็นนั้นเป็นนี้ วิเศษ วิโส แจกแจงออกไปอย่างไร ยังไม่ใช่อภิธรรม: ยังเป็นเรื่องวุ่นไปในวัฏฏสงสาร. อภิธรรม แปลว่า ธรรมสูงสุด ธรรมะอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า ความ ว่าง; เพราะว่าความว่างนั่นแหละ คือ :- "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือ นิพพาน; ว่างที่สุดนั่นแหละ คือนิพพาน; เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เรากำลังมีนิพพานอย่าง ชั่วคราว นิพพานอย่างชิมลองอยู่. เมื่อจิตเราว่าง ขณะใดจิตเราว่าง เรามีนิพพานอย่าง

น.215 ๖๐ ชั่วคราว อย่างชิมลอง; เพราะฉะนั้นเรารักษา "'ว่าง" นี้ไว้ให้ดี แล้วทำไปจนกว่าจะว่าง โดยเด็ดขาด นั้นเรียกว่า นิพพาน อย่างสมบูรณ์. ที่ว่า “ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน - นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ"; ให้ถือ ว่าตามปรกติ เรามี "ว่าง" เป็นพื้นฐาน มีนิพพานเป็นเครื่องชิมลองอยู่เป็นพื้นฐาน อุตส่าห์รักษาเอาไว้ให้ได้ ให้แน่วแน่มากขึ้น ๆ แล้วมัน ก็จะเด็ดขาดลงไปในวันหนึ่งไม่ เปลี่ยนแปลง, มีแต่เรื่องระวังความว่างอย่าให้หายไปเสีย; อย่าให้ความวุ่นเข้ามา แทน เขาเรียกว่า ไม่ต้องทำอะไร นอกจากอยู่นิ่ง ๆ อย่าให้ปรุงขึ้นมาเป็น ตัวกู ของกู- นี่แหละใจความสำคัญมีเท่านี้ อย่าให้มากกว่านี้ ถ้าไม่เข้าใจส่วนไหนก็ซักไซ้ กันได้ แต่ว่าต้องพูดเฉพาะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องอื่น, [ต่อนี้เป็นคำตอบแก่ผู้ถามแต่ละข้อ] ๑. มีผู้ถามว่า เวลาทำความสงบ จิตว่างแล้ว เกิดปิติจะทำอย่างไร? (ตอบ) เรื่องปิตินี้ก็ยังเป็นได้สองอย่าง ถ้าปิติเกิดได้โดยธรรมชาติ ตาม ธรรมชาติ นี้มันก็เป็นของธรรมชาติ เราอย่าไปยึดถือปิตินั้นเข้าก็แล้วกัน มันเป็นสิ่งที่ เกิดเอง; เหมือนว่าเรากินข้าวเข้าไปก็ต้องรู้สึกอิ่ม ไม่ได้กินข้าวก็ต้องรู้สึกหิว แต่เราก็ ไม่ต้องไปยึดถือความอิ่ม ความหิว ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ก็ไม่มีเรื่อง. เกิดปิติก็เกิด ไปอย่างน่าหัวเราะก็แล้วกัน แต่ถ้าไป หลงยึดถือว่า วิเศษวิโสนัก มันก็ต้องวุ่น เดี๋ยวมัน ก็หายไป เดี๋ยวมันก็เสียดาย เดี๋ยวมันก็กลัวไปตามเดิมอีก เป็นห่วงไปตามเดิม; อะไร

น.216 ๖๑ เกิดขึ้น อย่ายึดถือเป็นเรา เป็นของเรา แม้แต่ปิติ แม้แต่ความสุข ให้ถือว่าเป็นสังขาร ไปหมด ปิติก็สังขาร ความสุขก็สังขาร คือ ของปรุงทั้งนั้น ของปรุง คือของที่เกิดขึ้น ชั่วคราวแล้วเปลี่ยนแปลงไป. ๒. ถามเรื่องทำบุญ (ตอบ) การทำบุญ สิ่งที่เรียกว่าทำบุญนี้ พั่งดูให้ดี ไม่ใช่ทำบุญเพื่อให้ตัวกู ของกู มันมากขึ้น; ทำบุญนั้นเพื่อให้ตัวกู ของกู น้อยลง หมดไป ให้น้อยลง ๆ ให้ยึด ถือน้อยลง จึงจะเป็นบุญที่ถูกต้อง, ถ้าทำบุญที่เพิ่มยึดมั่นแล้วไม่ถูกต้อง เพราะว่า บุญ นี้ เขาแปลว่า ของล้าง เครื่องล้าง ล้างสิ่งที่ควรจะล้าง ก็คือกิเลสนั่นแหละ; กิเลส เป็นของสกปรกก็ควรจะล้าง. ถ้าบุญนั้นถูกต้อง มันจะเป็นเครื่องล้างกิเลส ถ้าบุญนั้นผิด จะเป็นเครื่องสะสมกิเลสแล้วเพิ่มกิเลส; อาจจะละกิเลสชนิดนี้ แล้วไปเพิ่มกิเลสชนิดอื่น หรือยิ่งเหนียวแน่นยิ่งขึ้นอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นบุญนั้น ควรจะถือเป็นเพียงเครื่องมือ สำหรับล้าง เหมือนกับสะบู่ หรืออะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือว่าอะไรนัก; สะอาดขึ้นมา แล้วจะพอใจก็ได้ แต่อย่าไปยึดถือ ไปยึดถือขึ้นมาก็กลายเป็นไม่สะอาดไปเท่านั้น. ยึดถือ ก็กลายเป็นไม่สะอาดไปอีกแล้ว มันล้างกันไม่หวาด ไหว; ฉะนั้นจึงว่า เฉย หรือ ว่าง นั่นแหละคือไม่ทุกข์ คือนิพพาน, กลับมีสติปัญญา ทำอะไรถูกต้องไปหมดเลย. เมื่อจิต ว่างเป็นอิสระ เมื่อจิตวุ่นไม่เป็นอิสระ ทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ ไปอย่างนั้นแหละ รวมเรียก ว่าผิดมากกว่า; จะเรียนหนังสือก็เรียนด้วยจิตว่าง จะทำการงานก็ทำด้ยวจิตว่าง ได้รับ ผลมาก็รับด้วยความว่าง. จะใช้สอยกินอยู่ บริโภคผล ก็บริโภคด้วยจิตว่าง; ฟังไม่ถูกก็ จะเห็นเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ถ้าฟังถูกก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด.

น.217 ๖๒ ๓. ถามเรื่อง ฟังข้อความเรื่องจิตว่างทางวิทยุบ้างแต่ยังไม่เข้าใจ (ตอบ) คิดว่า อีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้าจึงจะเข้าใจเรื่องความว่าง พูดเผื่อ ๆ ไปอย่างนั้นที่พูดออก วปถ. ๑ ก็พูดเผื่อ ๆ ไปอย่างนั้น อีกห้าปีสิบปีข้างหน้าคนจะเข้าใจ ไม่ได้หวังว่าคนจะเข้าใจเดี๋ยวนี้; แต่ถ้าใครเข้าใจได้เดี๋ยวนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเอาไปแย้งไป ค้าน เอาไปเถียงกันมาก ๆ ก็ดี จะได้เข้าใจเร็วขึ้น; ดังนั้นที่เขาเขียนคัดค้าน หรือพูด คัดค้านเรื่องความว่างนี้; ดี, กลับเป็นผลดี ทำให้คนเข้าใจเรื่องความว่างนี้เร็วเข้าหน่อย. ถ้าเฉยกันหมดแล้วอีก ๑๐๐ ปีก็ไม่เข้าใจ ไม่ต้องสงสัย อีก ๑๐๐ ปีก็ไม่เข้าใจ; ธรรม ขั้นลึกนี้ปรากฏเป็นของยาก เพราะภาษามีไม่พอ ไม่ทราบจะพูดอย่างไร ก็ต้องพูดไป พลาง พูดไปที พูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจ อย่าลืมว่า ขอส่ง ส.ค.ส. ปีใหม่ด้วยคำที่ว่า: - จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที. ความว่างนี้ เหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าพลาดนิดเดียว มันก็ไม่อาจจะเข้า- ใจได้; ถ้าถูกวิธีก็เข้าใจได้ ธรรมะที่ว่ายาก ลึก จนพระพุทธเจ้าคิดว่าไม่แสดงธรรมแล้ว ก็อยู่ที่เรื่องนี้. ๔. ถามว่า เรื่องความว่างนี้ จะต้องเกี่ยวกับคนมีปัญญามาก จึงจะเข้าใจ ใช่หรือไม่?

น.218 ๖๓ (ตอบ) เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมีปัญญามาก หรือปัญญาน้อย บางทีปัญญามากยิ่ง เส้นผมบังภูเขาลึก; ยิ่งปัญญามาก ปัญญาหนักนั้นแหละ เส้นผมบังภูเขาจะยิ่งมาก. แต่ ถ้าเขาเปิดได้ มันกว้างกว่าคนอื่น คนที่ปัญญาน้อยฟังธรรม บางทีบรรลุได้เร็วกว่าก็มี; คนมีปัญญาน้อย เขาไม่คิดมาก บางทีบรรลุก่อนคนมีปัญญามากก็มี, แต่ว่า เมื่อบรรลุ แล้ว คนมีปัญญามากแตกฉานกว่า กว้างกว่า ทำประโยชน์ได้มากกว่า. ๕. มีผู้เสนอว่า มองดูจิตใจทีไร มันพบแต่เรื่องวุ่นเสียทั้งนั้น ไม่พบจิตว่างเลย (ตอบ) นี่แหละเพราะเรายังมองไม่เป็น คือเรารู้สึกและไปมอง ต่อเมื่อมัน วุ่นเสียทุกที; ถ้าไม่มีเรื่องวุ่น เราไม่เคยมองเลย. ไปคิดดูใหม่เถอะ เราไปมองแต่เมื่อ มันวุ่น มันเป็นทุกข์; ส่วนเวลาที่ว่าง เราไม่มอง ที่จริงมันมีมากกว่า ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง. ๖. ถามว่า ที่ว่างเองนั้นจะเป็นอย่างโมหะหรือไม่? (ตอบ) ที่ว่า ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ว่างด้วย โมหะเป็นว่างตามธรรมชาติ โมหะ นั้นมีเมื่อปรุง; ต้องปรุง แล้วโลภะ โทสะ โมหะนี้ปรุงมาจากอวิชชา เมื่อมีการกระทบ อารมณ์ แต่ว่าง อย่างสบาย อย่างแจ่มใส อย่างสดใส อย่างโปร่งโล่ง อย่างนี้ไม่เจือด้วย โมหะ คือว่างอยู่ตามธรรมชาติ; ข้อนี้ไปช่วยกันคิดดูใหม่ ว่ากิเลส ไม่ได้เกิดอยู่ทุกลม หายใจเข้าออก ว่างจากกิเลสอยู่เป็นส่วนมาก. ๗. ถาม สงสัยว่า ถ้าเวลาที่ไม่มีสติก็เต็มไปด้วยกิเลส (ตอบ) นั่นแน่นอนละ ถ้าไม่มีสติก็เต็มไปด้วยกิเลส แต่เราจะนึกถึงตาม ธรรมชาติ กิเลสหรือไม่กิเลสนี้ เรียกว่า เป็นความว่าง ตามธรรมชาติ; เปรียบเทียบ เหมือน "น้ำ" มันว่างอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่โมหะหรืออะไร, ที่ "ว่าง" นี้ คือไม่เป็น อะไร ไม่เกิดตัวกู ของกู ก็แล้วกัน เอาตรงนั้นเป็นหลัก; ถ้าส่วนอุปาทานยึดถือ แล้วก็

น.219 ๖๔ เรียกว่า ไม่ไหวทั้งนั้น. คำว่า "สติ" ก็เป็นกลาง ๆ อยู่ได้ ถ้ามันระลึกไปในทางยึดมั่น ถือมั่น สติชนิดนี้ก็เป็น มิจฉาสติ ไปแล้วมันต้องเป็นสัมมาสติ คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ระลึก อยู่. มิจฉาสติ หรือ สัมมาสติ, มิจฉาทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ ควรรู้จัก ๘. ถาม ที่พูดว่ามีสติดูโลกเป็นของว่าง ก็ต้องเกี่ยวกับสติเหมือนกัน ? (ตอบ) อันนั้น สติ มองดูโลกเป็นของว่างอยู่เสมอ นั้นเป็นสติ ทีนี้มัน คล้ายกับบอกอยู่ในตัวว่า โลกนั้นมันว่างอยู่แล้ว; เราไปมองดูเป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นเสีย หมด. โลกแท้ ๆ มันว่างอยู่แล้ว ให้เห็นโลกตามที่เป็นจริงว่า ว่าง; ว่าโลกนี้ก็ว่างอยู่เอง แล้ว ให้เรามองให้ถูกเท่านั้น มันวุ่นไม่ว่างก็ต่อเมื่อเกิดกิเลส เมื่อไม่มีกิเลสก็คือ ว่าง; ดังนั้นกิเลสเกิดต่อเมื่อมีการกระทบ มีการปรุง แล้วอย่าได้ไปเข้าใจว่า มีการปรุงอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก มันปรุงต่อเมื่อเผลอสติ. มันปรุงต่อเมื่อมีการกระทบแล้วเผลอสติ ไม่ มีการกระทบก็ไม่มีการปรุง; แม้แต่ทางภายในจิต มันก็ ไม่ได้กระทบอยู่ทุกลมหายใจเข้า ออก เช่นเดียวกับข้างนอกนี้ ตาไม่ได้กระทบรูป หูไม่ได้กระทบเสียง อยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก มันกระทบเป็นคราว ๆ ถ้า ไม่เผลอสติก็มีผลเท่ากับไม่ได้กระทบ พอเผลอ สติก็เป็นกระทบ. ๙. ทางใจนี้อย่างไรเรียกว่ากระทบ ? (ตอบ) ทางจิตเองมันก็มีความคิดนึก มันต้องเกิดจากหลังกระทบ มันจึงมี ธรรมารมณ์มากระทบจิต แล้วเกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงค่อยมีคิด เป็นเรื่อง เป็นราว ดังนั้น ความคิดนี้มันจึงมา หลังตัณหา; พอเรามีความต้องการ แล้วเราก็คิด ถ้าไม่ต้องการก็ไม่คิด เช่นความคิดว่า อยากจะได้ชื่อเสียงนี่มันเป็นเหตุให้คิด นี่ก็หมาย ความว่า อารมณ์หรือลักษณะ คุณสมบัติของอารมณ์ คือชื่อเสียงมากระทบจิต; จิตมัน

น.220 ๖๕ ชอบ มันอยาก มันจึงคิดไปตามอำนาจของตัณหา. ทีนี้มีปรุงเรื่อย ถ้าปรุงเรื่อยอย่าง นั้นทุกลมหายใจเข้าออกต้องเป็นบ้า ไม่เท่าไรก็ต้องเป็นบ้า แล้วก็เลิกกันหรือตายไป เลย. ดังนั้น ต้องมีเวลาพักผ่อนมาก เราจึงไม่เป็นบ้า หรือว่า ไม่ก็เป็นโรคเส้นประสาท ถ้าไม่หยุด ถ้าหนักเข้าก็เป็นบ้า หนักเข้าก็ต้องตาย; ความว่างช่วยเราไว้ ช่วยชีวิตไว้ ให้มีชีวิตเป็นปรกติ อันนี้อย่าไปถือว่า มันเป็นโมหะ นั่นมันเป็นความว่าง ความว่างนี้ ช่วยชีวิตมนุษย์ไว้โดยไม่รู้สึกตัว ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่เป็นบ้า ไม่ตาย มีคุณ สมบัติเป็นนิพพาน นิพพานน้อยๆ นิพพานชั่วคราวนี้ช่วยชีวิตคนไว้. —————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต