Buddhadasa.org

โอวาทท่านพุทธทาส ตอนที่ ๔ — ๔. ทำอย่างไรจึงจะว่าง

โอวาทท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — โอวาทท่านพุทธทาส (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.221 ถ้าประสงค์จะฟังเรื่องความว่าง ก็เป็นอันว่า เราจะพูดกันเรื่องความว่าง ใน ฐานะที่เป็นใจความ คือเป็นใจความของเรื่องว่าง. เวลาน้อย เอาแต่ใจความ แต่ถ้า เข้าใจได้ ก็พอแล้ว หัวข้อที่จะต้องเข้าใจไปตามลำดับนี้ ก็มีอยู่ว่า เราจะต้องทราบว่า สิ่งที่เรียกว่า "โลก" นั้น ตามธรรมดามัน "ว่าง” เป็นของว่าง. ถ้าจิตรู้ว่า โลกเป็นของว่าง จิตก็พลอยว่างไปด้วย คือ เป็น จิตว่าง ไปด้วย ไม่ยึดถือ และไม่มีทุกข์. ถ้าจิตเข้าใจ ผิด, เข้าใจโลกผิด ไม่เห็นว่า โลกเป็นของว่าง จิตก็เลยเป็นจิตวุ่น ปรุงแต่งให้วุ่น ก็ เป็นทุกข์, เป็นจิตวุ่น นี่ ! หัวใจของเรื่องมีเพียงเท่านี้. ตามความจริงของธรรมชาติจริงแท้ ๆ นั้น โลกนี้เป็นของว่าง. ถ้าจิต เห็นว่าเป็นของว่าง จิตก็ว่างเท่านั้นเอง, คือ ไม่ยึดถืออะไรหมด ก็ไม่มีทุกข์; มีแต่สติ ปัญญาที่รู้ตามที่เป็นจริง. แต่ถ้าโลกนี้มันหลอกเอาจนจิตของปุถุชนเห็นเป็นของไม่ว่าง มีสิ่งที่น่ารักและน่าเกลียด, จิตนี้ก็เลยโง่ไป เผลอไป ถูกปรุงให้กลายเป็นจิตผิดปรกติ คือไม่ว่าง กลายเป็นคนจิตวุ่นขึ้นมา ก็เป็นทุกข์. นี่แหละหัวใจของเรื่องมีเพียงเท่านี้. เพราะฉะนั้นขอย้ำแล้วย้ำอีก ให้ช่วยจำไปว่า โลกนี้เป็นของว่าง. ทีนี้ จิตจะ วุ่นหรือจะว่าง มันแล้วแต่ไปมองโลกในลักษณะอย่างไร; มองโลกผิด จิตก็เป็น ของวุ่นขึ้นมา; มองโลกถูก จิตก็ว่างอยู่ตามเดิม ทำอะไรไปได้โดยไม่มีความทุกข์;

น.222 ๖๗ เท่านี้ก็พอแล้ว พูดห้านาทีก็หมด. แต่การปฏิบัตินั้นอาจจะปฏิบัติกันนานมากจนตายก็ได้ ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ฉลาดพอ คือจิตมันไม่ว่างได้ตามที่ควร มันวุ่นเสียเรื่อย. นี่เป็น ใจความโดยย่อในเบื้องต้น เป็นหัวข้อของเรื่องทั้งหมด. ทีนี้จะอธิบายโดยละเอียด ที่ว่าโลกว่างนั้นเป็นอย่างไร, ตามธรรมดาโลก เป็นของว่างนั้นเป็นอย่างไร. เรื่องนี้สำคัญมาก คือ มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า " ทำ อย่างไรจะอยู่นอกอำนาจของความตาย ?" แต่ภาษาบาลีมีสำนวนว่า “ทำอย่างไร มัจจุราชจึงจะมองไม่เห็นข้าพระองค์?” หมายความว่า “ทำอย่างไรมัจจุราชจึงจะไม่จับ ตัวข้าพระองค์ได้ ?" พูดเป็นไทย ๆ ก็ว่า “ ทำอย่างไรเราจึงจะอยู่นอกอำนาจของความ ตาย ? " พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า " สุญญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต; - ดู ก่อน ! โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด " เอวํ โลกํ อเวกฺขฺตํ มฺจุราชา น ปสฺสติ" เมื่อท่านมองเห็นโลก โดยความเป็นของว่าง อยู่ดังนี้ มัจจุราชจักมองไม่เห็นท่าน. นี่ ! มีใจความอย่างนี้ เมื่อผู้ใดมองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่; เมื่อนั้นมัจจุราชจะจับตัวผู้นั้นไม่ได้ คือไม่มีความทุกข์, ไม่มี ปัญหาเกี่ยวกับความตายนั่นเอง, ความตายเป็นของว่างไป; ไม่มีคนก็ไม่มีทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ ร่างกายจะแตกตายตามธรรมชาติ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นความตายหรือเป็นทุกข์ เรียกว่าไม่ ยึดถือในความตาย. ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ให้มองโลกให้เห็นว่า เป็นของว่าง. ข้อนี้ไม่ใช่ แกล้งมองให้เห็นว่า เป็นของว่าง คือมองให้เห็นตามที่มันเป็นจริงว่า มันเป็นของว่าง. เราโดยมากมองไม่เป็น มองไม่เห็น ก็แสร้งทำเอา แกล้งทำเอา ตลอดถึงมีคำพูด มี ระเบียบให้พูด ให้ท่อง หรือแม้แต่จะให้คิด ก็คิดไปตามระเบียบที่อาจารย์หรือใครบาง

น.223 ๖๘ คนเขาวางระเบียบไว้; มันก็เห็นไม่ได้ มันเป็นเรื่องแสร้งเห็นหรือแสร้งคิดอยู่เรื่อยไป เลยไม่ได้ประโยชน์; เพราะฉะนั้นต้องทำให้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องถูกต้อง, เห็นโลก โดยความเป็นของว่างให้ได้ แล้วก็จะหมดปัญหาเรื่องความทุกข์. เราจะมองโลกอย่างไร จึงจะเห็นว่าโลกนี้เป็นของว่าง ? ชั้นแรกบางที จะต้องพูดกันเสียก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าโลก นั่นคืออะไร ? ถ้ากล่าวได้ว่า โลก คือ ธรรมชาติทั้งหมดได้ ก็จะเป็นการดี. ธรรมชาติทั้งหมดนี้ เรียกว่าโลก คือ ไม่ยกเว้น อะไร และเป็นอันเดียวกันกับคำว่า ธรรม ในภาษาบาลี. ธรรม นี่แหละในภาษาบาลี หมายถึงธรรมชาติทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร. เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา อยากจะขอร้องให้ทบทวนความจำเกี่ยวกับคำนี้ ไว้เรื่อยไป. คำว่า " ธรรม" นี้ก็ตาม; คำว่า "ธรรมชาติ" ก็ตาม ถ้าเราจะเล็งถึง ธรรมชาติทั้งหมดแล้ว เราควรจะนึกถึงตัวธรรมชาติแท้ ๆ, และตัวกฎของธรรมชาติ ด้วย หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำตามกฎธรรมชาตินั้นด้วย, และผลที่เกิดมาจากการทำ หน้าที่นั้น ๆ ด้วย มันมีอยู่ถึงสี่ชั้น ซ้อนกันอยู่. ตัวธรรมชาติแท้ ๆ ดินฟ้าอากาศ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เป็นรูปและเป็นนาม; ที่เป็นรูปคือวัตถุ ที่เป็นตัวโลกเป็นของแข็ง, กระทั่งสิ่งที่รู้ได้ด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยผิวกาย นี่เรียกว่าวัตถุ; แม้แต่เสียงภาษาบาลีก็เรียกว่ารูป, กลิ่นก็เรียกว่า รูป คือเป็นพวกวัตถุ. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางผิวหนังนี้ จัดเป็นพวกรูปหมด. ที่เราเห็นง่าย ๆ ก็เอาอย่างนี้ แผ่นดิน ต้นไม้ แผ่นฟ้า ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ ฯลฯ เป็นวัตถุ เป็นรูป นี้พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นนาม คือเป็นจิตใจ หมายถึงความรู้สึกคิดนึก คือ ตัวจิตที่คิดนึก อย่างนี้เรียกว่านาม; เพราะฉะนั้นรูปกับ

น.224 ๖๔ นาม คือ โลก; โลกก็คือรูปกับนาม; ไม่มีอะไรมากกว่านี้. แล้วถ้ามันไม่สัมพันธ์กัน มันไม่มีอะไรด้วยซ้ำ, ถ้ามันสัมพันธ์กันระหว่างกายกับใจ, รูปกับนาม, มันจึงทำหน้าที่ รู้นั่นรู้นี้ได้; โลกจึงปรากฏขึ้น เพราะจิตเป็นผู้รู้สึก; ถ้าจะรู้สึกตามลำพังจิตก็ไม่ได้ ตัวมีร่างกายเป็นเหมือนออฟฟิศให้มันทำงาน เป็นที่ทำงาน มัมจึงรู้ คิด นึกได้. โลกมีขึ้นมา เพราะจิตรู้สึกได้นั่นเอง ถ้าจิตรู้สึกไม่ได้ โลกนี้เท่ากับไม่มี; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าโลก ก็คือรูปกับนาม ก็คือทุกสิ่งนั่นเอง ไม่ยกเว้นอะไร. วัตถุภายนอก มนุษย์ก็ดี ร่างกายของมนุษย์ก็ดี จิตใจของมนุษย์ก็ดี รวมอยู่ในคำๆ นี้, เรียกว่าโลกหรือ ธรรม ในฐานะที่เป็นธรรมชาติ, ธมม, ธรรมะ, ธรรม ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาตินี้ ชั้นหนึ่ง ที่เราจะต้องรู้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าโลก. ธรรมชาติ คือตัวธรรมชาตินั้น มีกฎของธรรมชาติ อันนี้ไม่เป็นตัว เป็นตน เป็นสัจจะอันหนึ่ง เรียกว่า กฎ เช่นความที่โลกนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; นี้ก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ. หรือว่า โลกนี้ สิ่งต่าง ๆ นี้แหละจะต้องเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย แก้ไขไม่ได้โดยบุคคลใด บังคับไม่ได้โดยบุคคลใด: นี้ก็เรียกว่า กฎ ของธรรมชาติ คือว่าการที่มันจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั่นแหละ เป็นความหมาย ที่สำคัญที่สุด. กฎอีกอย่างหนึ่ง ที่น่ากลัว ก็คือ มันไม่หยุด, ความที่ มันไม่หยุด มันปรุง แต่งกันเรื่อย เรามองไม่ใคร่เห็นว่า มันปรุงแต่งกันเรื่อย. ฉะนั้นจึงต้องขยันศึกษา มองให้เห็นว่า มันปรุงแต่งกันเรื่อยไม่มีหยุด เช่น เรากินอาหารเข้าไป อาหารนั้นก็ เป็นเหตุ; ปรุงแต่งเนื้อหนังร่างกาย นี้เป็นผล. แล้วเนื้อหนังร่างกายที่เป็นผลนี้ พอ เสร็จแล้วมันก็กลายเป็นเหตุที่จะปรุงแต่งการเป็นอยู่ การกระทำ ฯลฯ ต่อไปอีก; แล้ว

น.225 ๗๐ มันก็เกิดผลอะไรขึ้นมาอีก แล้วมันก็กลายเป็นเหตุอีก. นี่ ! มันไม่ยอมหยุดอย่างนี้ ความที่มันปรุงแต่งกันเรื่อยนี้ ก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ ยกตัวอย่างมาให้ฟังเพียงสามอย่างว่า กฎที่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้ก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ; กฎที่มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน และเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย นี้ก็เรียกว่ากฎของธรรมชาติ; แล้วมันไม่ยอมหยุด มันปรุงแต่งกันเรื่อย นี้ก็เรียกว่ากฎของธรรมชาติ นี้ก็รวมอยู่ในคำว่าโลก อันที่หนึ่ง ธรรมชาติ, อันที่สอง กฎของธรรมชาติ, ทีนี้มาถึงอันที่สาม คือ หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ลองพิจารณาดูว่า สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ตามธรรมชาตินี้ มันน่ากลัวเท่าไร, มันสำคัญอย่างไร; นับแต่เรา ต้องแสวงหาอาหารการกิน, ต้องบริหารร่างกาย, ต้องเยียวยาความเจ็บไข้ ไหนจะต้อง สืบพันธุ์ , ไหนจะต้องหนีอันตราย, ไหนจะต้องขวนขวายดับความทุกข์นานาประการ กระทั่งดับทุกข์หมด; นี้เป็นหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้; เราจึงมีหน้าที่ วุ่นวายเป็นประจำวันกันทุกคน ซึ่งมีอยู่ในโลก - ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก การปฏิบัติตามหน้าที่ต่าง ๆ หน้าที่บริหารร่างกาย, หน้าที่ทำมาหาเลี้ยงชีวิต, กระทั่ง หน้าที่อื่นๆ; อันที่สามนี้ก็รวมอยู่ในคำว่าโลก เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าโลก อันสุดท้าย เรียกว่า ผลที่ได้รับ ได้รับมาเป็นเงินเป็นทอง เป็นเข้าของ เป็นเกียรติยศชื่อเสียง ฯลฯ อะไรก็ตามทางฝ่ายโลก นี้; บางทีก็ถูกใจ บางทีก็ไม่ ถูกใจ กระทั่งถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ทางธรรมะสูงสุด เราก็ได้รับ มรรค ผล นิพพานมา. นี่เรียกว่าผลที่ได้รับตามธรรมชาติ มองดูกันอย่างเป็นหลักใหญ่ ๆ แล้วอยู่เป็นสี่ชั้น อย่างนี้.

น.226 ๗๑ ทบทวนอีกที ก็ว่า ตัวธรรมชาติเอง, ตัวกฎของธรรมชาตินั้น, ตัวหน้าที่ ที่มนุษย์ต้องทำตามธรรมชาตินั้น, และผลที่มนุษย์ได้รับจากการกระทำตามธรรมชาตินั้น, ทั้งหมดนี้ถ้าเรียกสั้น ๆ ก็รวมเรียกในคำว่า โลก เหมือนกัน. เราต้องมองดูโลกในลักษณะที่กว้างอย่างนี้ จึงจะเข้าใจได้ดี, ทีนี้ เราจะมอง มันในแง่ที่ว่า “ว่าง" โลกทั้งหมดนี้ ตัวธรรมชาติก็ดี กฎธรรมชาติก็ดี หน้าที่ก็ดี ผลที่เกิดขึ้นก็ดี ให้มองดูในลักษณะที่เป็น ของว่าง. มีพระบาลีพุทธภาษิตระบุไว้ชัดว่า ว่างนี้หมายความว่า เพราะว่างจาก ตัวตน และว่างจากความเป็นของตน. ว่างจากตัวตน คือว่างจากอัตตา; ว่างจาก ของตน คือว่างจากอัตตนียา. มีอยู่สองคำที่เป็นภาษาบาลี. อัตตา แปลว่า ตัวตน; อัตตนียา แปลว่า ของตน. โลกทั้งหมดนี้ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน เพราะไม่มี ส่วนไหนเลยที่จะเป็นตัวตนอันแท้จริงได้. นี่อย่าเพ่อพูดถึงความคิดของเรา อย่างพ่อพูด ถึงความรู้สึกของปุถุชน พูดถึงตัวธรรมชาติแท้ ๆ ก่อน. มัน ว่างจากตัวตน ก็คือว่า ไปดูเถอะที่ส่วนไหน ๆ มันเป็นตัวตนไม่ได้; เช่น เพราะมันไหลเรื่อยตามกฎที่ว่ามันปรุงแต่งกันเรื่อย มันไม่ยอมหยุด มันเหมือนกับ ของไหลเรื่อย เช่น ความคิดในใจของเรานี้ มันก็ไหลเรื่อยไป ดันมาเป็นการกระทำ ผลัก มาเป็นการกระทำ; มันก็มีการกระทำเรื่อย ไหลเรื่อย. ทีนี้ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ เช่น ก้อนหิน ก้อนดิน ฯลฯ นี้มันก็ไหลเรื่อย คือความเปลี่ยนแปลงจากความที่ทีแรกไม่เคยมีอยู่ มันก็มีขึ้นมา; แล้วมันก็เปลี่ยนแปลง ไป จนกระทั่งไม่มีอีก ไม่ปรากฏอีก อย่างนี้เรียกว่า มันไหลเรื่อย ในลักษณะอย่างนี้.

น.227 ๗๒ เพราะฉะนั้นรูปธรรมล้วนๆ นี้ก็ไหลเรื่อย นามธรรมล้วน ๆ นี้ก็ไหลเรื่อย เอามารวม กันเข้าทั้งรูปธรรมนามธรรม มันก็ยังไหลเรื่อยอยู่นั่นเอง; ไม่มีระยะไหนที่เป็นของ ตายตัวแน่นอนลงไปนานพอที่จะบัญญัติว่าเป็นตัวตนได้; มันมีแต่ไหลเรื่อย ฉะนั้นจึงว่า ว่างจากตัวตน. ทีนี้มันว่างจากตัวตนแล้ว มันก็ไม่มีเวลาหรือส่วนไหนที่จะให้ใครเข้าไป ยึดครองได้ว่าเป็นของตน; ดังนั้นมันจึงว่างจากของตนอีกทีหนึ่ง ว่างจากตัวตนด้วย ว่างจากของตนด้วย อย่างนี้ทั้งหมด. เพื่อเข้าใจให้ดี ให้ประจักษ์ชัด ไม่ใช่เพียงแต่จำได้ตามที่อาตมาพูด; ต้อง ไปมองดูด้วยตนเองจนเข้าใจชัดว่า; ธรรมชาติก็ดี ว่างจากตัวตน ของตน, กฎธรรม- ชาติก็ดีว่างจากตัวตน ของตน, หน้าที่หรือการกระทำของมนุษย์ตามกฎธรรมชาตินั้น ก็ดี ก็ว่างจากตัวตน ของตน; ผลที่เกิดขึ้นมาก็ว่างจากตัวตนของตน ทีนี้มามองดูร่างกาย ตัวเรา ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ด้วยกัน; "ทุกคนมีร่างกาย มีจิตใจ มีความรู้สึกคิดนึกได้ ก็เลยคิดว่าเป็นตัวตน เพราะฉันคิดนึกได้ ฉันทำอะไร ก็ได้ตามต้องการ." นี่ก็เพราะเขาไม่รู้ว่า นั่นแหละ คือ ความปรุงแต่ง, ปรุงแต่งกัน เรื่อยไม่ยอมหยุด, และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเรื่อย; มันจึงเกิดร่างกาย เกิดความ รู้สึกคิดนึก แล้วก็ไหลไปเรื่อยจนเป็นการกระทำ มีผลของการกระทำ มันไม่ใช่ตัวตน ที่แท้จริง ที่เด็ดขาดของใคร มีแต่การถูกปรุงแต่งไปเรื่อย; ร่างกายปรุงแต่งจิต แล้วจิต ก็ถูกปรุงแต่งจากรูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ฯลฯ นี่มันปรุงแต่งเรื่อย ผลักไสไปเรื่อย; แม้คนเป็น ๆ นี้ ก็ว่างจากตัวตน มีแต่การไหลเรื่อยของสิ่งที่เป็นธรรมชาติ, ตามกฎของธรรมชาติ, ตามเหตุตามปัจจัย ของสิ่งเหล่านี้.

น.228 ๗๓ เราจึงเห็นว่า คนนี้แหละว่างจากตัวตน; แล้วสิ่งที่คนคิดว่าเป็นของตน บ้าน เรือน เงินทอง ฯลฯ มันก็มีลักษณะอย่างเดียวกับตัวเจ้าของนั่นเอง คือไหลเรื่อยเหมือน กัน เพราะฉะนั้นจึงว่างจากของตน. รวมกันหมดทั้งโลกก็คือ โลกนี้ว่าง. พระพุทธเจ้า ท่านต้องการให้มองโลกในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า จงเห็นโลกโดยความเป็นของว่างทุก เมื่อเถิด แล้วมัจจุราชก็จะไม่เห็นท่าน ; ข้อที่ว่ามัจจุราชไม่เห็นท่านนี้ คืออยู่เหนือความ ตาย อยู่เหนืออะไร ๆ หมด ก็เป็นพระอรหันต์นั่นเอง. เราจับใจความให้ได้ส่วนแรกที่สุดเสียก่อนว่า โลกนี้เป็นของว่าง ว่างจาก อะไร ? ว่างจากตัวตน, ว่างจากของตน . แล้วก็เข้าใจคำว่า "โลก" ให้ดีๆ อย่าเข้า ใจแต่เพียงว่า โลกคือก้อนดินกลม ๆ โลกกลม ๆ นี้. ต้องเข้าใจเป็นสี่ชั้นอย่างที่ว่ามาแล้ว คือ ธรรมชาติเอง กฎธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ ผลที่สร้างสรรค์ขึ้นจากหน้าที่ นั้น ๆ นี้รวมกันคือโลก. เป็นอันยุติได้ชั้นหนึ่งแล้วว่า "โลกนี้โดยแท้จริงเป็นของว่าง;" เพราะ ว่างจากตัวตน และของตน. ทีนี้มนุษย์คนหนึ่ง ๆ ที่เป็นส่วนนิด ๆ ของโลกนั้น ในนั้น มันมีร่างกาย มีจิตใจ ที่ปรุงแต่งได้ต่าง ๆ นานา แล้วแต่ว่ามันอยู่ในสภาพอย่างไร. มัน ก็เป็นมาตามธรรมชาติที่จะทำให้โง่หรือให้ฉลาด; แต่ส่วนมากมันเป็นไปในทางโง่ก่อน; เพราะว่าพอมีอะไรเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางสัมผัสผิวหนัง สู่จิตใจ แล้ว มันก็มีความปรุงแต่งไปในทำนองที่ให้รู้สึกว่า นี้ถูกกันกับเรา, นี้ไม่ถูกกันกับเรา คือ นี้น่ารัก น่าพอใจ, นี้ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ. อย่างนี้แหละมันปรุงแต่งจิตให้เกิดรัก ข้างนี้ แล้วเกลียดข้างนั้น; อย่างนี้แล้วมันก็คือ โง่ หลง สร้างตัวตนขึ้นมาโดยไม่มีความ จริง โดยไม่มีของจริง. มันสร้างได้เป็นความรู้สึกขึ้นมาว่าเป็นตัวตน; นี่ ! ตัวตนนี้น่า

น.229 ๗๔ เกลียด ตัวตนนี้น่ารัก เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ เป็นวัตถุ เป็นบุคคล เป็นที่รัก และที่ไม่ รัก. นี่ก็เรียกว่าเกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว. รู้สึกที่ว่าตน ๆ นั้น เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งนั้น; แต่มันรู้สึกได้ มัน ก็ต้องว่าเป็นเรื่องจริง; เพราะมันรู้สึกอยู่จริง ๆ ว่า ฉัน หรือกู มีอย่างนั้น มีอย่างนี้ เป็น อย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และนั่น นี่ เป็นของฉัน; มันก็สร้างฉัน หรือของฉัน, สร้างตัว ตน หรือของตน ขึ้นมาได้เต็มที่สูงสุดในจิตที่โง่ที่หลงนั้น; ต้องกำหนดสังเกตว่า ในจิต ที่โง่ ที่หลงนั้น; เพราะจิตนั้นถูกปรุงไปในทางให้โง่ ให้หลง ตั้งแต่แรกคลอดแรกเกิด มาทีเดียว. ถ้าเป็นเด็กในครรภ์เสียเรื่อย จนไม่รู้ว่าสุข ทุกข์ ดี ชั่ว หนาว ร้อน ฯลฯ มันก็ไม่มีทางที่จะปรุงเป็นตัวตน หรือของตนได้; แต่เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว มันมี ความเจริญ มีความรู้สึกก้าวหน้า มันจึงถูกปรุงไปในทางให้รู้สึกว่า นี่น่ารัก นี่ไม่น่ารัก นี่เอร็ดอร่อย นี่ไม่เอร็ดอร่อย ฯลฯ. ถ้าถูกกันกับความรู้สึก ก็ชอบก็รัก ถ้าไม่ถูกกับ ความรู้สึก ก็ไม่ชอบ ไม่รัก, มันเกิดแยกกันขึ้นเป็นสองฝ่ายแล้ว จนกระทั่งเกิดมีความ รู้สึกที่พอจะแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นสิ่งดีสิ่งชั่ว ก็เลยนิยมในสิ่งดี ไม่นิยมในสิ่งชั่ว. นี่ตามความรู้สึกที่แท้จริงเป็นอย่างนี้ เขานิยมอะไรกันว่าดี ก็นิยมสิ่งนั้นไปว่าดี; แล้วก็ ถูกปรุงแต่ง แวดล้อมมาจากภายนอกให้เข้าใจว่า นี่ดี หรือให้เข้าใจไปว่า นี่ชั่ว. นี่มันก็ เป็นเรื่องสมมุติ หรือตามที่เข้าใจกันอยู่ในหมู่คนที่หลงด้วยกันทั้งนั้น; เพราะว่าโดยที่แท้ แล้วมันว่าง มันไม่ดี ไม่ชั่ว, คือมันว่าง. แต่พอหลงขึ้นมาแล้ว ก็แยกส่วนหนึ่งที่ถูกใจตัว นิยมกันว่าดี; ส่วนที่ไม่ถูกความต้องการของตัว นิยมกันว่าไม่ดี, นี่เราก็เกิดความเข้าใจ แยกเป็นสองทาง เป็น มีดี กับ มีไม่ดี. มีดี มีชั่ว, มีบุญ มีบาป, มีสุข มีทุกข์; และ ความรู้สึกยึดถือ ว่าตัวตน ว่าของตน มันก็แน่นหนาแน่นแฟ้นขึ้นมาทุกที; แล้วเราก็มี

น.230 ๗๕ ปัญหามากขึ้นทุกทีที่จะต้องแก้ แล้ว ปัญหานี่แหละ คือตัวความทุกข์. ปัญหาเรื่อง ทางดีก็มีทุกข์ไปในแง่ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ดี; ปัญหาเรื่องทางชั่วมันก็มีว่า ละมันไม่ได้ ก็เป็นทุกข์ ก็ทรมาน. แต่ถ้ามีความรู้สึกถูกต้องอยู่ตามเดิม คือว่าง หรือ ไม่ดี ไม่ชั่วแล้ว มันไม่มีปัญหาเลย. ตอนนี้ขอแทรกเวลาพิเศษหน่อยว่า เราอย่าไปดูถูกศาสนาคริสเตียน หรือ ศาสนายิวก็ตาม เขาพูดมาสามพันปีกว่าแล้วในคัมภีร์สร้างโลก (ตาม Genesis ใน ไบเบิ้ล [Bible] ) ว่า ที่แรกพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาแล้ว พระเจ้าได้สร้างคนขึ้นมาในโลก คือ อาดัม กับ อีฟ. มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ ไม่มีความทุกข์เลย พระเจ้าให้อยู่ในสวนที่สบาย ที่สุด แต่ได้สั่งไว้ว่า อย่าไปกินผลไม้ต้นนั้นเข้า. สองคนนี้ก็อยู่ในสวนนั้นด้วยความผาสุก อย่างยิ่ง. วันหนึ่งมีสิ่งที่เรียกว่าพระยามาร หรือซาตาน มาในรูปของงู มาล่อหลอกจน สองคนนี้กินผลไม้ต้นที่ห้ามนั้นเข้าไปได้. ทีนี้มันก็เกิดเรื่อง คือว่าอาดัมกับอีฟได้เข้าไป ซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้เสียแล้ว; เพราะเมื่อกินผลไม้นั้นเข้าไปแล้ว เกิดความรู้สึกว่า นุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า ขึ้นมาแล้ว. ก่อนแต่จะกินผลไม้นั้น มันไม่รู้สึกว่านุ่งผ้าหรือไม่นุ่งผ้า พอมันกินผลไม้นั้นเข้าไป มันเกิดรู้สึกเป็นความรู้ขึ้นมา; รู้จักแยกเป็นนุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า, รู้จักแยกเป็นดีหรือชั่ว, เป็นหญิงหรือเป็นชาย, มันจึงเกิดความละอาย เข้าไปซ่อนตัว อยู่ในพุ่มไม้. พระเจ้ามาพบสองคนนี้ตามเคย แต่วันนี้ทำไมหายไปไหน ไม่เห็น จึง ตะโกนเรียก. มันก็ขานอยู่ในพุ่มไม้นั้น ไม่ออกมา. พระเจ้าจึงถามว่า ทำไมไม่ออกมา. มันก็ว่า ละอาย เปลือย ไม่นุ่งผ้า. พระเจ้ารู้ได้ทันทีว่า สองคนนี้กินผลไม้นั้นเข้าไป แล้ว จึงถามว่า วันก่อนทำไมไม่รู้ วันนี้ทำไมจึงรู้: มันก็จนแต้มต้องสารภาพว่าได้กิน ผลไม้นั้นเข้าไปแล้ว, The tree of knowledge, - ผลไม้ที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. พระเจ้า เลยสาปให้สองคนนี้มีความทุกข์ตลอดกาล คือให้มนุษย์นี่แหละมีความทุกข์ตลอดกาล, ผัวเมีย คู่แรกสองคนนี้มีพืชพันธุ์ ออกมา ก็ล้วนแต่มีความทุกข์ตลอดกาล.

น.231 ๗๖ นี่แหละ คิดดูให้ดีจะเข้าใจได้ คือ ก่อนแต่จะรู้สึกว่า เป็นหญิง หรือเป็นชาย, นุ่งผ้า หรือไม่นุ่งผ้า, ดีหรือไม่ดี, ก่อนแต่จะรู้สึกอย่างนี้ ไม่มีปัญหาอะไร มนุษย์เรา สบาย คือว่างอยู่นั่นเอง. พอเกิดมารู้ว่า นี้ดี นี้ไม่ดี, นี้หญิง นี้ชาย, นี้นุ่งผ้า นี้ไม่นุ่งผ้า, มีปัญหาขึ้นมาทันที ล้วนแต่เป็นเรื่องของความทุกข์. พวกคริสเตียนเองอาจไม่เข้าใจ ความหมายอย่างนี้ก็ได้ ไปถือตามตัวหนังสือแล้ว จะมาบอกให้เราเชื่อ เราก็ไม่เชื่อ. ทีนี้เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท เรามองให้เห็นธรรมชาติ หรือธรรมะใน ลักษณะที่กว้างและลึก; เรามองกันในลักษณะอย่างนี้แล้ว เราจึงรู้สึกว่าเขาพูดถูก เรื่อง ราวนั้นถูกต้องอย่างยิ่ง เพียงแต่พูดไว้ในลักษณะที่เป็นบุคคลาธิษฐาน. มันต้องแปล ความหมาย ถ้าไม่แปลความหมาย มันก็เป็นเรื่องที่โง่เหลือเกิน เป็นนิยายที่เชื่อไม่ได้. แต่ถ้าแปลความหมายถูกต้อง เป็นธรรมาธิษฐานแล้ว มันก็เหมือนกับเรานี้. ก่อนแต่ที่ เราจะไปยึดถือว่า ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ หญิง ชาย ฯลฯ, มันก็ไม่มีความทุกข์ แต่ พอเกิดยึดถือขึ้นมาเท่านั้น ก็มีความทุกข์ทันที ทันควัน ทันทีเลย; เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ไปยึดถือเรื่องบุญ บาป ดี ชั่ว สุข ทุกข์ หญิง ชาย ฯลฯ ขึ้นมากี่ครั้งในวันหนึ่ง มันก็ เป็นทุกข์เท่านั้นครั้ง ไม่มีใครช่วยได้. นี่จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกที่แบ่งแยกเป็นเรื่องดีชั่ว รักหรือเกลียด นี้ คือความโง่. ถ้าเราคงเฉยอยู่ได้ทั้งสองประการในเรื่องที่มาหลอกให้ หลงรัก ก็เฉยอยู่ได้; ในเรื่องที่มาล่อให้เกลียด ก็เฉยอยู่ได้; นี้ก็คือว่างอยู่ตามเดิม ไม่มี อะไรแบ่งแยกเป็นคู่; นั่นแหละคือรู้ความจริงว่า มันว่างอยู่เสมอ มันก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่วุ่น. ทีนี้ มันก็ประหลาดเหมือนกันที่ว่า ยิ่งมีอะไรมาแตะต้อง มาแวดล้อม มา สัมผัสมากขึ้น ก็ยิ่งโง่มากขึ้น; ยิ่งแบ่งแยกยึดถือเป็นเรื่องดีมากๆ ชั่วมาก ๆ หรือว่าสุข มาก ๆ ทุกข์มาก ๆ อะไรมากขึ้นจนวนเวียนกันไปหมด; มันมีเรื่องมากมาย มันก็เลย

น.232 ๗๗ วุ่นใหญ่ แล้วก็เป็นทุกข์มาก. วันเดียวเท่านั้น ก็มีตั้งหลายร้อยเรื่องก็ได้-ความวุ่น เรียก ว่าจิตนี้ได้โง่เสียแล้ว ได้ไม่ว่างเหมือนเดิมเสียแล้ว. รูปเข้ามาทางตา - ก็กระทบกระทั่ง ให้เสียสมดุลย์ เสียความปกติของมัน มันก็ต้องเอียงไปทางหนึ่ง เป็นเรื่องรักหรือไม่รัก. เข้ามาทางหูก็เหมือนกัน กระทบทางหูเป็นเสียงไพเราะ หรือไม่ไพเราะ; จิตนี้มันก็โง่ คือเสียสมดุลย์ เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เหมือนกับเป็นคลื่น, เหมือนกับน้ำเรียบ ๆ ถูก ลมกระทบ ก็เกิดเป็นคลื่นขึ้นมา; มันก็เอียงไปทางรัก หรือทางเกลียด มีสองอย่างเท่า นั้น คู่มันมีสองอย่างเท่านั้น ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ อะไรก็ตามมีสองอย่างเท่านั้น อัน หนึ่งน่ารัก อันหนึ่งน่าเกลียด มันกะเพื่อมอยู่สองอย่างนี้. ที่นี้จิตมันก็วุ่น สูญเสีย ความว่าง; ในจิตที่วุ่นจนสูญเสียความว่างไปแล้วนี้ มันเต็มอยู่ด้วยอะไร มันจึงเรียกว่า ไม่ว่าง. มีคำกล่าวว่า “ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตา สุญฺญโต" ที่เรียกว่าว่างนั้น เพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ. แล้วประโยคตรงกันข้ามก็ว่า ที่ว่าไม่ว่างนั้น เพราะมีราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง; เพราะสิ่งคู่ ๆ คือ ดีชั่ว บาปบุญ ฯลฯ ที่เราไปหลงเข้านี้ ไปหลงแยกเข้า เลยยึดถือว่านี้น่ารัก นี้น่าเกลียด ในบางกรณีทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ราคะ คือความกำหนัดรัก. ความรู้สึกอัน นี้ทำให้เข้าไปคว้าเอามา คือ ดึงเข้ามาหาตัว ; นี่สิ่งที่เรียกว่า ราคะ คือ ความรู้สึกที่จะ ดึงเข้ามาหาตัว. ส่วนความรู้สึกที่เรียกว่า โทสะ หรือโกธะ นั้น คือ ความรู้สึกที่จะผลักออก, ผลักออกให้กระเด็นออกไป; นี่เรียกว่า โทสะหรือโกธะ. ถ้าเป็นโลภะ หรือราคะ ก็คือ

น.233 ๗๘ ความรู้สึกที่จะดึงเข้ามาหาตัว, เอามากอดรัดไว้กับตัว; นี่เรียกว่าโลภะ. ถ้าเป็นโทสะนั้นมัน ตรงกันข้าม มันจะผลักออกไป, คือเป็นความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับราคะ. ส่วนที่เรียกว่า โมหะ นั้น คือ มืดมัว หลงใหล ไม่รู้ว่าจะดึงเข้ามาหาตัวดี, หรือจะผลักออกไปดี; จึงได้มีลักษณะเหมือนกับว่า วนเวียนอยู่รอบ ๆ ด้วยความสงสัย, ด้วยความฉงนสนเท่ห์, ด้วยความเป็นห่วง, ด้วยความทึ่งสนใจ. อย่างนี้ไม่ใช่ดึงเข้ามาหาตัว หรือไม่ใช่ผลักออกไป เรียกว่า วน ๆ เวียน ๆ อยู่รอบ ๆ, นี่คือโมหะ. เพราะฉะนั้นเมื่อรูปเข้ามาทางตา เสียงเข้ามาทางหู กลิ่นเข้ามาทางจมูก รส เข้ามาทางลิ้น โผฏฐัพพะเข้ามาทางสัมผัสทางผิวกาย; ถ้าจิตของคนนั้นโง่ไป หลงไป มันก็เกิดอาการอย่างนี้; บางทีก็เป็นราคะ บางทีก็เป็นโทสะ บางทีก็เป็นโมหะ แล้วแต่ กรณี ถ้าเกิดราคะ โทสะ โมหะแล้ว มันก็เรียกว่า เต็มอยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะ คือ ไม่ว่าง; วุ่นอยู่ด้วยราคะบ้าง, วุ่นอยู่ด้วยโทสะบ้าง, วุ่นอยู่ด้วยโมหะบ้าง. ถ้าว่างก็ต้อง ถือตามบาลีที่ว่า ราคโทสโมเหหิ สุญฺญตา สุญญโต-เรียกว่าว่าง เพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ. เราจะเห็นได้ทันทีว่า: ที่ไม่ว่าง ที่เกิดราคะ เกิดโทสะ เกิดโมหะนี้ มัน เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ เป็นของคราว ๆ เป็นครั้งเป็นคราว ที่เห็นรูปบ้าง ที่ฟังเสียงบ้าง ที่ได้กลิ่นบ้าง ที่ได้รสบ้าง ฯลฯ เป็นคราว ๆ; ราคะ โทสะ โมหะเกิดขึ้นตามสมควรแก่ อารมณ์นั้น ๆ ตั้งอยู่ชั่วขณะตามเหตุตามปัจจัยของมัน อยู่นานบ้าง ไม่สู้จะนานบ้าง นิดเดียวบ้าง; นี่เรียกวุ่น ระยะนี้เรียกว่าวุ่น. แต่ในที่สุดมันก็กลับว่างไปจากราคะโทสะ โมหะอีก จนกว่าจะมีเรื่องอื่นมากระทบทางตา ทางหู หรือทางจมูก อะไรอีก มันก็วุ่น ไปอีก; เป็นอย่างนี้สลับกันไป นี่เรียกว่า เป็นจิตวุ่น.

น.234 ๗๙ ทั้ง ๆ ที่ตัวจิตแท้ ๆ มันก็เป็นของว่าง, อารมณ์ที่มากระทบจิต ก็เป็นของว่าง, คือโลกทั้งโลกเป็นของว่าง, เหมือนที่ได้พูดมายืดยาวแล้วแต่ตอนแรกว่า โลกทั้งโลกเป็น ของว่าง, รวมทั้งร่างกายและจิตใจนี้ด้วย. ที่นี้ความว่างนั้นถูกอะไรกระทบเข้า กระเพื่อม เป็นคลื่นขึ้นมา เป็นราคะบ้าง เป็นโทสะบ้าง เป็นโมหะบ้าง ขณะนั้นมันก็วุ่น; ความ ทุกข์มันก็อยู่ที่นั่นแหละ มันก็ชั่วผิว ๆ อยู่ที่นั่น ชั่วที่มันวุ่นกระเพื่อมขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ เพราะฉะนั้นความทุกข์นั้นมันก็พลอยเป็นของว่างไปด้วยเหมือนกัน; และมันก็เป็นของว่าง อยู่แล้วเหมือนกัน; แต่ว่าของว่างชนิดนี้ปฏิกิริยาของมันที่แสดง คืออาการที่เป็นทุกข์แล้ว เราทนไม่ไหว, เราทนไม่ได้, ปัญหามันจึงเกิดขึ้น. เมื่อมีความทุกข์ คือเกิดราคะ โทสะ หรือโมหะแล้ว; มันก็เป็นปัญหาที่มนุษย์ ทนไม่ได้ ก็ต้องแสวงหาวิธีแก้ไขเยียวยา. ถ้าไม่รู้มันก็ไม่แสวงหาวิธีแก้ไขเยียวยา; มันก็ อยู่อย่างนั้น, ยอมจมอยู่อย่างนั้น, คือเป็นมนุษย์ธรรมดา เป็นบุถุชนอย่างยิ่ง. บุถุชนที่ดีที่ จะเป็นไปในทางสูงทางดี ก็ไม่ยอมทน; ก็คิดค้นหาทางแก้, แก้กันนมนานยืดยาวจนกระทั่ง พบ ก็คือพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเรื่องราวอันนี้, พบข้อเท็จจริงอันนี้, คือ ข้อเท็จจริงว่า อ้อ! เป็นอย่างนี้, ที่ว่าทีแรกโลกทั้งโลกเป็นของว่าง; เมื่อมีอะไรมากระทบ ปรุงแต่งส่วนหนึ่งของโลก คือจิต แล้วมันเกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมขึ้นมาเป็นราคะ โทสะ โมหะ; แล้วมีผลเป็นปฏิกิริยา คือความเผาตัวมันเอง. เราจะต้องมีวิธีทำ คืออย่าให้โง่จนเกิดราคะ โทสะ โมหะขึ้นมาได้; เรารู้ข้อ เท็จจริงว่า โลกว่างอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งเป็นของว่าง. เราจะต้องมีสติในข้อนี้อยู่เรื่อย มีอะไรมากระทบทางตา ก็หัวเราะเยาะได้, กระทบทางหูก็หัวเราะเยาะได้ ฯลฯ หัวเราะ นี้ไม่ใช่หัวเราะจะเอา, ไม่ใช่หัวเราะยินดี, คนละหัวเราะ. นี่แหละธรรมะช่วยให้ปกติอยู่

น.235 ๘๐ ได้, ให้มั่นคงอยู่ได้, ให้ว่างตามเดิมอยู่ได้. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ก็คือได้ตรัสรู้ข้อนี้, ข้อที่ว่าเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้นมา, ยึดมั่นถือมั่นในรูปของราคะก็มี ยึด มันถือมั่นในรูปของโทสะก็มี, ยึดมั่นถือมั่นในรูปของโมหะก็มี. เพราะฉะนั้น การดับทุกข์ ก็คือการดับความยึดมั่นถือมั่น นั่นเอง. และวิธีที่ดีที่สุด ก็คือ อย่าให้มันเกิด ถ้ามันจะ เกิดก็ดับมันทันที ทำอย่าให้มันเกิดได้ จึงจะเป็นการถูกต้องที่สุด. เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า หลุดพ้นจากทุกข์ คือไม่ทุกข์ เพราะไม่ยึดมั่น อนุปาทานา วิมุจฺจนฺติ หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะไม่ยึดมั่น. ทีนี้มาถึงว่า จะหลุดพ้นได้อย่างไร ? หลุดพ้นได้ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง. จึง ตรัสว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อปจฺจคุํ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะ สมาทานสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ความรู้อันถูกต้อง ว่าโลกเป็นของว่าง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น; นี่คือสัมมาทิฏฐิยอดสุด. สัมมาทิฏฐินี้บางทีไม่เรียกชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ บางที เรียกชื่อว่าปัญญา; ฉะนั้นจึงมีประโยคบางประโยคที่ตรัสได้ว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ ย่อม บริสุทธิ์จากความทุกข์ได้ เพราะปัญญา . ขอให้ถือเป็นหลักว่า การที่จะเอาตัวรอดได้นั้น ต้องมีปัญญา คือความรู้ที่ ถูกต้อง ไม่ใช่ปัญญาคดโกง แต่เป็นปัญญาบริสุทธิ์. ถ้าจะเรียกให้ปลอดภัยควรเรียกว่า สัมมาทิฏฐิจะดีกว่า ถ้าเรียกว่าปัญญาแล้ว มันมีความหมายกำกวม; บางทีมันเป็นปัญญา เฉโก คือปัญญาฉลาดในทางที่จะคดโกง. แต่ถ้าเรียกว่า สัมมาทิฏฐิแล้วดิ้นไม่ได้ ย่อม เป็นไปในทางถูกต้องล้วน. เพราะฉะนั้นระวังคำว่าปัญญาให้ดี ๆ; ล่อลวงเก่ง หลอกลวง เก่ง ก็เรียกว่ามีปัญญาเหมือนกัน; ปัญญาอย่างนี้ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นปัญญาบริสุทธิ์แล้ว

น.236 ๘๑ ก็คือสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ ก็คือ การเห็นตามที่เป็นจริงว่า โลกนี้เป็นของว่าง; เพราะว่า มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันมีเหตุมีปัจจัย ไม่ใช่เป็นตัวมันเองที่เป็นอิสระ; มันเป็น สิ่งที่เหตุปัจจัยสร้างมา แล้วมันปรุงแต่งกันเรื่อย คือมันไหลเรื่อย. ถ้าความรู้อันเด็ดขาดตายตัวอยู่ในจิตในสันดานแล้ว ก็เป็นที่แน่นอน ว่ามันเหมือนกับมีกำแพงกั้นไม่ให้อะไรเข้ามากระทบได้ จิตคงว่างอยู่เสมอ ถึงอะไร มากระทบ มันก็กระเด็นกลับออกไป . รูปมาทางตา เสียงมาทางหู ฯลฯ พอสักว่ากระทบ มันก็กระเด็นกลับออกไป; อย่างนี้เรียกว่า เป็นเพียงผัสสะ ไม่เป็นเวทนา. ไม่เป็นเวทนา ก็ไม่ปรุงตัณหา, ไม่ปรุงอุปาทาน, คือไม่ปรุงจนเกิดความรู้สึกว่า ตัวตนหรือของตน. ถ้าแก่จัดเต็มที่ก็เรียกว่า ปรุงเป็นตัวกู ของกู ดิ้นเร่า ๆ ทีเดียว. ตามธรรมดาก็ปรุงเป็น ตัวตน ของตน. แต่ถ้าความรู้หรือปัญญาอันนี้ของเรามีอยู่อย่างสมบูรณ์ และสติที่จะให้ความ รู้นี้โชติช่วงอยู่เสมอก็สมบูรณ์ด้วย; คือสมบูรณ์ทั้งสติปัญญาอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับมีสิ่งที่เรียก ว่าธรรมะ หรือพระธรรม-ส่วนที่เป็นพระธรรม-ส่วนที่จะให้ว่างอยู่เรื่อยนั้น มาอยู่กับเนื้อ กับตัว, มีอยู่กับเนื้อกับตัว. ฉะนั้นพระอรหันต์จะเห็นรูป จะฟังเสียง จะดมกลิ่น จะลิ้มรส จะสัมผัสอะไร ก็ตาม เหมือนที่คนธรรมดาเขาสัมผัสสะนั่นแหละ; แต่ไม่มีผลเหมือนกัน คือไม่ได้ยึดถือ. มันกระเด็นกลับออกไปเพียงแค่ผัสสะ มันไม่ปรุงเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ; มันจึงต่างกับเราที่เป็นบุถุชน อะไรเข้ามามันก็รับเอาเข้ามา มันไม่กระเด็นกลับออกไป, เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เป็นเพียงผัสสะ มันจึงเป็นเวทนาขึ้นมา, เป็นตัณหาขึ้นมา, เป็นอุปาทาน ขึ้นมา, เป็นชาติภพขึ้นมา, และเป็นทุกข์. นี่คือ วุ่น และเป็นทุกข์

น.237 ๘๒ เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ ถ้าฟังถูก เข้าใจ ก็จะพบเห็นได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่จะช่วย ให้เราว่างอยู่เสมอได้ ก็คือสตินั่นเอง. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต. คำว่า "สโต" แปลว่า ผู้มีสติ "สทา" แปลว่า ทุกเมื่อ สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ" แปลว่าเธอจงเป็นผู้มีสติ มองเห็นโลก โดยความเป็นของว่างทุก เมื่อเถิด โมฆราช (คนที่ถามชื่อโมฆราช). คำว่า สติ คำเดียวนี้ อย่าไปดูถูก. มีพระสุภาษิตว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา แปลว่า สติเป็นสิ่งจำปรารถนาทุกกรณี. " สติ แปลว่าสติ, ปตฺถิยา แปลว่า อันบุคคลพึง ปรารถนา. สพฺพตฺถ แปลว่า ในทุกกรณี ในทุกเวลา ในทุกสถานที่. "สติ. สพฺพตฺถ ปตฺถิยา" จำไว้ให้แม่น ๆ ว่า สตินี้เป็นสิ่งจำประสงค์ทุกเมื่อ ทุกกรณี ทุกสถานที่. ถ้าสติที่ถูกต้องสมบูรณ์เพียงพอมีอยู่แล้ว มันกันไม่ให้สิ่งที่มากระทบนั้น ปรุงแต่งจิตใจได้ . มาทางตาก็กระเด็นออกไป, มาทางหูก็กระเด็นออกไป, มาทางจมูก ก็กระเด็นออกไป, ฯ ล ฯ หมายความว่า พอตาเรามองเห็นสิ่งใดที่เคยทำให้เรารัก; สติก็มาทันท่วงที ทำให้เราเฉยอยู่ได้ ไม่หลงรัก. สิ่งที่เคยมาทำให้เราเกลียด โกรธ ร้อน ฯ ล ฯ เราก็ไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่ร้อน ฯ ล ฯ แม้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯ ล ฯ ก็เหมือนกัน; แม้ที่สุดแต่โดยทางที่ใจมันจะคิดขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมีตา หู ฯ ล ฯ ทำงาน; บางเวลาใจเราคิดนึกไปเอง. คิดนึกไปในทางไหนทำให้ใจเกิดความรักขึ้นมา, คิดนึกไปทางไหน ทำให้ใจเกิดความเกลียดขึ้นมา. ต่อแต่นี้ คือเมื่อมีสติแล้ว มันก็ไม่ เป็นอย่างนั้น พอความคิดจะเดินมาตามแนวเดิม สติมันรู้ทันเสียก่อน มันหยุดเสีย มัน หัวเราะเยาะเสีย แล้วมันตะเพิดไปเสีย คล้าย ๆ กับมันว่า "อ้าว ! มาอีกแล้ว" เท่านี้พอ แต่ให้มันเกิดทันควันเท่านั้น "มาเพื่อให้รัก, มาเพื่อให้เกลียดอีกแล้ว" นี่เราก็ไม่เล่นด้วย เราคงว่างอยู่ตามเดิม.

น.238 ๘๓ นี่เรียกว่าสติ ต้องการในที่ทุกแห่ง, ต้องการในที่ทุกแห่งก็คือว่า ให้สตินี้ เอาปัญญามาให้ทันท่วงที. ถ้าจะเปรียบเทียบกันลืมก็ว่า ปัญญาเปรียบเหมือนอาวุธ เช่น ดาบ หรือปืน เป็นต้น ที่จะใช้ฆ่าศัตรู: นี่คือปัญญา. สติเปรียบเหมือนการไปหยิบเอา มาใช้ให้ทันท่วงที, ถ้าดาบหรือปืนนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนก็ไม่รู้, ไม่ อาจนำมาใช้ได้ทันท่วงที; อย่างนี้มันก็ไม่มีประโยชน์. เพราะฉะนั้นปัญญาที่ไม่มีสติเป็น เครื่องมือ จึงไม่มีประโยชน์, รู้ท่วมหัวก็ไม่มีประโยชน์, เอาตัวไม่รอด; เอาตัวรอดได้ ก็เฉพาะสติที่เอามาใช้ได้ทันท่วงทีเท่านั้น แต่ในบางกรณีเรารวมใช้เป็นอันเดียวกัน ไม่แยก กัน; สติก็เป็นสมาธิ ปัญญาก็เป็นปัญญา รวมเป็นอันเดียวกันใช้ไปเลย; โดยมากเรารู้สึก กันแต่เพียงอย่างนี้. เมื่อเราพูดว่าเรานึกได้ทันท่วงทีนั้น คือเรามีทั้งสติและทั้งปัญญา ไม่ใช่ มีแต่สติหรือไม่ใช่มีแต่ปัญญา; ความนึกได้นั้นเป็นสติ สิ่งที่เป็นตัวความนึกนั้นเป็นปัญญา ตัวความคิด ความรู้ ความจริง ฯลฯ ที่นึกขึ้นมาได้ ส่วนนี้แหละเป็นปัญญา. เพราะฉะนั้น สติและปัญญาเป็นของมีอยู่แล้ว กิริยาที่เพ่งนึกนั้นเป็นศีล, การบังคับตัวให้นึกนี้เป็นศีล, ความที่นึกได้นั้นเป็นสมาธิ, สิ่งที่เป็นความจริงในตัวความนึกนั้นเป็นปัญญา. ฉะนั้นการ ปฏิบัติเพียงเท่านี้จึงมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร; แต่กลับเป็นศีล สมาธิ ปัญญาที่แท้จริง ฉะนั้นจึงเอาตัวรอดได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบคำถามของคนธรรมดา ด้วยการพูดจากันอย่าง ธรรมดา; ท่านจึงตรัสว่า จงมีสติเห็นโลก โดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ. ทุกเมื่อนี้ มันต้องระวังให้ทุกเมื่อจริง ๆ จึงจะเป็นศีล. ความที่ปักใจจะควบคุมอะไรสักอย่างหนึ่ง นั่นแหละเรียกว่าศีล เช่นเราจะควบคุมไม่ให้ฆ่าสัตว์, ไม่ให้ลักทรัพย์, ไม่ให้ประพฤติ ผิดในกาม, ฯ ล ฯ ความควบคุมนี้เรียกว่าศีล. การที่เราจะควบคุมจิตของเราให้มีสติ และให้มีปัญญา จึงมีทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา เหมาะสมที่สุด กลมกลืนกันที่สุด และ

น.239 ๘๔ รุนแรงที่สุด ที่จะทำให้เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่เสมอ; อะไรเข้ามาก็ไม่ทำให้จิต สูญเสียความว่าง กลายเป็นคลื่นกระเพื่อมขึ้นมาเป็นราคะ เป็นโทสะ หรือเป็นโมหะ แล้วก็เผาจิตนั้นเองให้เร่าร้อน ซึ่งเป็นผลของความไม่ว่าง. นี่แหละคือเรื่องของความว่างและ ความวุ่น มีใจความอย่างนี้; ถ้าเข้าใจใจความอย่างนี้ได้นับว่าเป็นการดี. รายละเอียดปลีก ย่อยอย่างอื่นไปหาศึกษาเพิ่มเติมได้ สนทนากันก็ได้. ทบทวนกันลืมอีกทีก็ว่า โลกนี้เป็นของว่างอยู่ตามธรรมชาติ, โลกนี้ คือสารพัด สิ่งอะไรทั้งหมดที่มนุษย์รู้จัก, รวมทั้งตัวมนุษย์เอง เรียกว่าโลก; การงานและผลของการ งานก็รวมอยู่ในคำว่าโลก. โลกนี้เป็นของว่าง ว่างเพราะเหตุไร ? ทำไมจึงเรียกว่าว่าง ? ก็เพราะมันไม่มีอะไรในนั้นที่ควรจะถือว่าเป็นตัวตน หรือเป็นของตน; มันเป็นเรื่องไหล เรื่อย, ปรุงแต่งเรื่อย, เป็นเหตุปัจจัยเท่านั้น, เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างเดียว, ไหลเรื่อยอย่างนี้, ไม่มีตัวตนที่ไหนอย่างนี้, จึงเรียกว่าโลกนี้ว่าง. ตัวบทของมันว่า ว่าง จากตัวตน, ว่างจากของตน, ว่างจากสิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นตัวตน, ว่างจากสิ่งที่ควรจะถือว่า เป็นของตน, นี่คือว่าง. ทีนี้เมื่อจิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลก, บางส่วนของโลก, ถูกอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกมากระทบ, กระทบกันเองนั่นแหละ, ส่วน หนึ่งของโลกกับอีกส่วนหนึ่งของโลกกระทบกันเอง. ส่วนหนึ่งของโลก คือ จิตหรือร่าง- กายเรานี้ อีกส่วนหนึ่งของโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส ฯ ล ฯ มากระทบกันเข้า แล้ว มันก็เหมือนกับลมกระทบผิวน้ำที่เรียบเหมือนกระจกให้เกิดเป็นคลื่นเป็นลอนขึ้นมา ในลักษณะต่าง ๆ กัน บางทีก็เป็นไปในรูปที่เรียกว่าราคะ, บางทีก็เป็นไปในรูปที่เรียก ว่าโทสะ, บางทีก็เป็นไปในรูปที่เรียกว่าโมหะ, นี่เรียกว่า สูญเสียความว่าง, สูญเสียความ

น.240 ๘๕ ปกติ, สูญเสียภาวะเดิมเสียแล้ว; กลายเป็นภาวะใหม่เสียแล้วชั่วคราว ชั่วขณะ. ถ้าเป็น ราคะก็ร้อน อย่างเป็นราคะ, ถ้าเป็นโทสะ ก็ร้อนอย่างโทสะ, ถ้าเป็นโมหะ ก็ร้อนอย่าง โมหะ. พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นไฟทั้งนั้น จนกว่ามันจะสงบไปในตัวมันเอง; แต่ทีนี้ มันทนไม่ไหว กว่าจะสงบไปในตัวมันเอง เราก็แย่แล้ว เพราะมันมาใหม่เรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ให้ไปดูในทะเล ลมก็พัดมาเรื่อย คลื่นก็เกิดเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าในจิตเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อย ก็คือตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลาทนไม่ไหว ต้องหาวิธีทำให้จิตว่างอยู่ตามเดิม สู่สภาพเดิม คือให้จิตฉลาดขึ้นมาตามเดิมว่า; โลกนี้เป็นของว่าง ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน; ราคะ โทสะ โมหะ ที่กำลังเกิดอยู่ ก็ดับวูบไปทันที. ถ้ามีสติพอ มันไม่มีทางจะเกิดใหม่ เราก็สบาย ได้รับสิ่งที่เรียกว่า บริสุทธิ์สะอาดที่สุด สว่างไสว แจ่มแจ้งที่สุด สงบเยือก เย็นที่สุด ที่เรียกว่า สาม ส. อาตมาใช้คำสั้น ๆ ให้จำง่าย ๆ ว่า สาม ส. ส. หนึ่ง คือ สะอาด; ส. หนึ่งคือสว่าง; ส. หนึ่ง คือสงบ. ขณะใดมีสาม ส. ในจิตใจขณะนั้นสบายที่สุด เป็นยอดสุดของความสุข เป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ทีนี้ก็ให้ระวังเรื่อง สาม ก. ซึ่งเป็นข้าศึกแก่กัน มีอันตรายอย่างยิ่ง ก็คือ สาม ก. ก. คือ กิน นี่เรื่องกิน ต้องระวัง หลังจากเรื่องกินแล้วก็เรื่อง กาม หลังจากเรื่องกามแล้ว ก็เรื่อง เกียรติ ไปจำแนกดู. เรื่องกินนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่มนุษย์มีปัญหามาก ถ้าไปยึดถือแล้ว ก็เป็นทุกข์ อย่างยิ่ง; ถ้าไม่ยึดถือ ก็แก้ปัญหาไปได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ พอหมดเรื่องกิน แล้วก็เรื่อง กาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้ พอมันครอบงำจิตเสียแล้ว มันก็เป็นปัญหาที่ยากมาก; ถ้าปล่อยให้มันเข้ามาถึงจิตแล้ว

น.241 ๘๖ มันเป็นปัญหาที่ยากมาก. ถ้ามันกระเด็นออกไปเสียได้ตั้งแต่ทีแรกกระทบ เพราะเรามีความรู้ มีปัญญาพอ; มันก็ไม่เป็นอะไร, ไม่มีความหมายอะไร. ทีนี้ เรื่องเกียรติ คนเราบางทีหลงใหลในเรื่องเกียรติยิ่งกว่าเรื่องกิน เรื่องกาม ก็มี แล้วแต่กรณี แล้วแต่บุคคล. นี่มันก็เป็นปัญหาได้มากเหมือนกัน บางทีนอนไม่หลับ ตลอดคืน; เพราะกลัวจะเสียเกียรติอย่างโน้นอย่างนี้, หรือเพราะกลัวจะไม่ได้เกียรติอย่าง โน้นอย่างนี้. ฉะนั้นจึงให้ระวังเรื่องสาม ก. นี้ ซึ่งเป็นเหมือนนรกเผาไหม้อยู่ในตัวมันเอง. นี่ไม่ ใช่บอกว่า เราจะต้องเว้นเรื่องกิน กามและเกียรติ, แต่ว่าเราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องสิ่งเหล่า นี้ด้วยจิตที่ปกติ คือจิตที่ไม่ลุ่มหลงจนเกิดเป็น ราคะ โทสะ โมหะ. สิ่งเหล่านี้เลยกลาย เป็นเครื่องมือหรือเครื่องใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นบริวารไป ไม่มาเป็นนาย. จิตที่มีสติ สัมปชัญญะ เรียกว่า จิตว่าง คือว่างจากราคะ โทสะ โมหะ. ถ้าเราจะกินอาหาร เราก็ต้องกินด้วยจิตชนิดนี้, มันจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร ไม่ตะกละไม่ลำบากเรื่องถูกปากถูกลิ้น ฯลฯ เรียกว่า กินอาหารด้วยจิตว่าง. ถ้าปล่อยไป ตามเรื่องของกิเลส ก็เป็นการกินด้วยจิตวุ่น; มันก็มีปัญหาว่าอร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง โกรธ คนโน้นบ้าง โกรธคนนี้บ้าง ตะกละบ้าง ฯลฯ. เรื่องการเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ก็เหมือนกัน ต้องทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า บุคคลสามารถที่จะไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์; ฉะนั้นจึงมีเป็น ของธรรมดา แม้แต่พระอริยเจ้าที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี มีเหย้ามีเรือน มีสามี

น.242 ๘๗ มีภรรยา. แต่ว่าการเกี่ยวข้องกันในระหว่างเพศของพระอริยเจ้าเหล่านั้น ทำไปด้วยสติ สัมปชัญญะ ไม่ได้เกิดราคะ โทสะ โมหะ รุนแรงเหมือนของปุถุชน; ฉะนั้นมันจึงไม่มี ผลในลักษณะที่เป็นเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น, ไม่เผาผลาญจิตใจเหมือนกับที่ปุถุชนคนโง่ คนหลงได้รับ; เพราะฉะนั้นจึงต่างกันมาก. ถ้าจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า กามก็ต้อง เกี่ยวข้องด้วยสติสัมปชัญญะ ให้จิตว่างจากตัวตน ของตน อยู่ให้มากที่สุดที่จะมากได้; หรือ แม้ว่าจะยังไม่หมดกิเลส, แต่ในขณะนั้นก็พยายามอย่าให้มีกิเลส, อย่าให้กิเลสขึ้นมาทำหน้าที่ การงานก็แล้วกัน, ให้สติสัมปชัญญะอยู่แทน และควบคุมกิเลสไว้. ในเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราจะหลีกพ้นจากเกียรติไปได้. มันเป็นของธรรมดาเกลื่อนกลาดไปในโลก แต่เราจะต้องมีสติสัมปชัญญะในการที่จะไม่ยึด ถือเอามา; ถึงมันจะมาก็มาอย่างกระทบแล้วกระเด็นออกไป, หรือว่าออกไปอยู่ข้าง ๆ หรือ ว่าตามที่ชาวโลกเขาสมมุติ, แต่ไม่เข้ามาในจิตใจของเรา; สิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้นก็หมดปัญหา ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้. ฉะนั้นแม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ก็มีสติสัมปชัญญะ มันก็เลยไม่เกิดความทุกข์. ถ้าไม่ระวัง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ จะเป็นทาง มาของความทุกข์; หรือเป็นตัวความทุกข์เองไปในที่สุด; มันคือวุ่น ไม่ว่าง ตกนรก ทั้งเป็น; เพราะไม่เห็นว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นของว่าง; เพราะเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้มันก็รวมอยู่ในคำว่าโลก; และก็ได้บอกแล้วว่า โลกนี้เป็นของ ว่างโดยประการทั้งปวง. ทีนี้เมื่อไปหลงว่า ไม่ใช่ของว่าง ก็คือเป็นของยึดถือ. พอเรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติมากระทบจิต จิตก็กระเพื่อมเป็นราคะ โทสะ โมหะ; เพราะ

น.243 ๘๘ ไม่มองเห็นว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้นเป็นเรื่องว่าง; เพราะไม่มีปัญญาพอ, หรือว่าเพราะมีสติไม่พอ, ไม่ดึงเอาปัญญามาทันท่วงที, ไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องว่าง, เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จงดูโลกโดยความเป็นของว่าง. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ หกอย่างนี้เป็นโลก. นี่เป็นภาษาธรรมะ, ภาษาธรรมะเมื่อจะระบุ ไปยังสิ่งที่เรียกว่าโลกแล้ว ก็แจกเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ หก อย่างนี้ คือสิ่งที่เรารู้สึกได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย ทางจิตใจ; นั่น แหละคือโลก ทั้งหมดนั้นเป็นของว่าง. ทีนี้ถ้าถามว่า ปฏิบัติอย่างไร. ? เราจะต้องแบ่งออกเป็นตอน ๆ คือ ในขณะ ปกติ, ในเวลาที่ไม่มีอะไรมารบกวนอย่างนี้, หรือเวลาอื่นก็ตาม ที่ไม่มีอะไรรบกวน, เราต้องเหลือบตาดูมันบ้าง คือพิจารณาดูมันให้เห็นเป็นของว่าง นั่นเอง. อาตมา ไม่อยากใช้คำว่า วิปัสสนา เสียแล้วเดี๋ยวนี้ เพราะว่ามันมีความหมายเลอะเทอะเป็นอย่าง อื่นไปแล้ว จึงใช้คำว่า เหลือบตาดู มันบ้าง, การที่เหลือบตาดูมันบ้างนั่นแหละ คือ วิปัสสนา, ดูว่าโลกนี้เป็นของว่างอย่างไร ดูมันให้ละเอียด ดูมันให้ลึกซึ้ง ดูมันในที่สงบ สงัด จนเห็นชัดว่า โลกนี้เป็นของว่าง. นี้เรียกว่า เรามีวิปัสสนา มีปัญญา แล้วซักซ้อม ไว้เรื่อย ให้มันชำนิชำนาญไว้เรื่อยในทางนี้. ทีนี้ก็มีการ ทดสอบ ว่า ปัญญาอย่างที่ว่านี้ หรือวิปัสสนาอย่างที่ว่านี้ มันมา ทันท่วงที เมื่อเราเห็นรูป ฟังเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรส ฯลฯ หรือเปล่า. ในชั้นแรก ๆ เราจะเห็นว่า เราแพ้มันทุกที คือ มันมาช้าไปทุกที, มันรักเสียก่อน หรือมันโกรธเสีย ก่อนทุกที. ทีนี้เราก็เร่งมันให้เร็ว พยายามฝึกสติ โดยวิธีไหนก็ตาม ที่เรียกว่า เป็น ทางฝึกสติ หัดสติให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขี้เผลอ ไม่ให้ขี้ลืม ให้มากขึ้น และดีขึ้น.

น.244 ๘๙ ข้อสุดท้ายก็คือ ถ้าได้เผลอไปบ้างในบางครั้งบางคราวแล้ว ก็ต้องเอามา ละอาย ให้มาก เอามา กลัว ให้มาก เอามาคิดนึกว่า มันเป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างยิ่ง; นี่เรียกว่ามีหิริ. เอามาคิดนึกดูว่า ในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง นี่เรียกว่า มี โอตตัปปะ; หิริโอตตัปปะ นี้มากขึ้นเท่าไรแล้ว เราจะเผลอยากขึ้นเท่านั้น. ให้เปรียบ เทียบกันดูกับเรื่องทางวัตถุที่เราไม่เผลอ เช่น ทำไมเราไม่เดินตกร่อง; นี่เพราะเข็ดขยาด ที่หน้าแข้งถลอก เจ็บ, เราก็ไม่เดินตกร่อง. แต่ทำไมเราจึงตกร่องชนิดนี้ นี่ก็เพราะ เราไม่ระวังให้มากเหมือนอย่างนั้น มันจึงตกร่องบ่อย ๆ คือ เกิดราคะ โทสะ โมหะ บ่อย ๆ ; หรือว่าเพราะเราไม่กลัวให้มากพอ; หรือเหมือนอย่างว่า เราไม่ไปทำอะไรที่น่า ละอายกลางถนนหนทางอย่างเด็ดขาด; นั่นก็เพราะเราละอายมาก. ทีเรื่องอย่างนี้ทำไม ไม่ละอายให้มาก, เรื่องไปมีจิตหลงรัก หลงเกลียด หลงใหล มัวเมา; ทำไมเราจึงไม่ ละอายให้มากเหมือนอย่างนั้น. เหตุผลมันง่าย ๆ เพราะเราไม่กลัวให้มาก, ไม่ละอาย ให้มาก, และเพราะเราสนใจต่อเรื่องนี้น้อยเกินไป, เราไปสนใจเรื่องอื่นเสียหมด, เรื่องนี้จึงไม่ได้รับโอกาส, ไม่ได้รับความเป็นธรรมพอ. ฉะนั้นเราต้องให้เวลา ให้โอกาสแก่เรื่องนี้บ้าง คือแบ่งเวลา แบ่งโอกาสมา ทำวิปัสสนา คือ เหลือบตาดูโลกในลักษณะที่เป็นของว่างอยู่บ่อย ๆ ให้มากพอกัน; มัน ก็จะกลายเป็นของง่าย ไม่ยากเหมือนที่เคยนึกกัน. ที่แล้ว ๆ มาเรามองธรรมะเป็น ของยาก เราให้ความสนใจแก่มันนิดเดียว; แล้วเราจะเอาประโยชน์จากมันให้มาก ๆ มันไม่ยุติธรรม. ลองให้ความสนใจธรรมะให้มากเหมือนที่เราหาเงินหาทอง; ถ้าให้ความ สนใจมันมากเช่นนั้น การมีธรรมะก็จะเป็นของง่ายเหมือนเรื่องหาเงินหาทอง คือหาเงิน มากเหมือนกับหาเงินหาทอง. ฉะนั้นควรจะคิดบัญชีเสียให้ตกว่า อะไรมีค่ามากกว่า กันอย่างไร.

น.245 ๙๐ โดย ที่แท้นั้น พระพุทธเจ้าทรงหวังว่า การหาเงินหาทอง หรือมีชีวิตอยู่ใน โลกนี้นั้น อย่าได้มีความทุกข์เลย, ก็คือให้เอาธรรมะผนวกเข้าไปด้วย; ให้ธรรมะเป็น เครื่องควบคุมชีวิตจิตใจอยู่ตลอดเวลา; ในขณะที่หาเงินหาทองก็ดี; ในขณะที่บริโภคผล ของการหาก็ดี, ในขณะพักผ่อนก็ดี, ทำการงานก็ดี, ฯลฯ ให้มีสติสัมปชัญญะว่าโลกเป็น ของว่าง ควบคุมอยู่ตลอดเวลา; คือมีธรรมะควบคุมอยู่ตลอดเวลา, มันก็จะได้รับแต่ ส่วนที่ว่างของโลก คือ ไม่เป็นทุกข์. ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ก็จะได้รับแต่ส่วนที่ไม่ว่างมาก คือมันปรุงเป็นความไม่ว่าง แล้วก็เป็นทุกข์; เหมือนกับกินปลาโดยไม่ระวัง กินก้าง เข้าไป ก้างก็ต้องติดคอ แล้วเป็นทุกข์. ถ้าฉลาดและมีสติสัมปชัญญะพอ ก็กินแต่เนื้อ ปลา ไม่กินก้าง ก็ไม่เกิดความทุกข์. ฉะนั้นถ้าเรารู้จักข้อที่โลกนี้เป็นของว่าง, จิตนี้ เป็นของว่างอยู่แล้ว, ไม่ต้องทำอะไร มันว่างอยู่แล้ว; ระวังแต่ให้มันว่างอยู่ตามเดิม ด้วยสติสัมปชัญญะและความรู้ที่ถูกต้อง ทีนี้ประกอบการงานก็ยิ่งสนุกสนาน ไม่มีทุกข์, มีเงินเก็บไว้ก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะความห่วง ความวิตกกังวลจนนอนไม่หลับ หรืออะไร ทำนองนี้. ทุกอย่างจะไม่มีความทุกข์เลย ถ้าธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้อง. ธรรมะก็คือว่าง, สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ คือ ธรรมชาติสี่อย่างนั้นเป็นของว่างอยู่แล้ว. สิ่งที่เรียกว่าว่าง ก็คือ ธรรมะ, ธรรมะคือว่าง, ว่างคือธรรมะ, ถ้ามีธรรมะ ก็คือมีว่าง. ขอให้จำไว้ด้วยว่า คำพูดคำเดียว คำเดียวแท้ ๆ, พยางค์เดียวแท้ ๆ นี้, แสดงความจริง หรือสัจจธรรมทั้งหมด; คำ ๆ นี้ คือคำว่า ว่าง. นักปรัชญาชาวจีนคนหนึ่งเขาเขียนไว้เป็นหนังสือจีน แปลเป็นไทยว่า คำพูด คำเดียวเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับเปิดเผยสัจจธรรมทั้งหมด. A single word is sufficient to reveal the truth. คำ ๆ นี้ คือคำว่า ว่าง พยางค์เดียว.

น.246 ๙๑ ถ้าเอาไปคิด ก็จะเห็นจริงที่สุดว่า ว่าง นี้ คือสัจจธรรมทั้งหมด ไม่ว่าข้อไหน ในพุทธศาสนา รวมอยู่ในคำว่า ว่าง. ถ้าผู้ใดมองดูโลกโดยความเป็นของว่างแล้ว ตัว ตนย่อมไม่มี ของตนย่อมไม่มี จิตไม่ได้แบกอะไรไว้ เป็นจิตว่าง จึงสบาย. มีคำพูดอย่างหนึ่ง สำหรับบุคคลขั้นนี้ เมื่อจิตใจหรือบุคคลที่มีจิตใจสูงถึงขั้น นี้แล้ว "ฉันไม่ได้เป็นโลก แต่โลกมันมาเป็นฉัน" ฟังถูกหรือไม่ถูก เอาไปคิดเอาเอง เรา-ฉัน หรือเราไม่ได้เป็นโลก โลกต่างหากมันมาเป็นฉัน. โลกคำหลัง หมายถึง คนโง่ ชาวโลก ปุถุชน มาสมมุติให้เป็นฉันขึ้นมา สะเออะมาเป็นฉัน, ทั้ง ๆ ที่ฉัน ไม่ได้เป็นโลก; คือ ธรรมชาติเป็นของว่าง แต่ คนโง่ไปเอาธรรมชาติมาเป็นตัวฉัน ของฉัน. นี่แหละผลที่สุด ทำให้เราอยู่เหนือโลก, ฉันไม่ได้เป็นโลก คือ ฉันอยู่ เหนือโลก; แต่คนโง่เหล่านั้นมาเอาฉันให้ไปเป็นโลก, หรือโลกนั่นแหละมาเอาฉันให้ไป เป็นโลก. นี่คือ ความรู้สึกของพระอรหันต์ หรือผู้หลุดพ้นมองดูโลกโดยสายตาเห็น อย่างนี้; ฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่เหนือโลก. จงเข้าใจคำว่า "อยู่เหนือโลก" กันเสียบ้าง, ไม่ต้องขึ้นเรือบินไปไหน, ไม่ต้องหนีไปไหน, อยู่อย่างนี้แหละ แต่ว่าอยู่เหนือโลก คือ จิตใจอยู่เหนือโลก และ จงเข้าใจคำว่า "ว่าง" กันเสียบ้าง, คำว่า "ว่าง" นี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอะไรเลย; แต่ยอมรับว่ามีหมดทุกอย่าง, ในธรรมชาติสี่ประเภทนั้นมีหมดทุกอย่าง แต่โลกว่าง เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวตน ของตน. จิตว่างก็เพราะว่า ไม่ไปหลงโลกจนเกิดราคะ โทสะ โมหะ ขึ้นมานี้ เรียกว่า จิตว่าง, โลกว่างก็ไม่มีตัวตน -ของตน, จิตว่างไม่มีราคะ โทสะ โมหะ คำว่า ว่าง หมายความอย่างนี้. ถ้าพูดว่า ว่างแล้ว หมายว่า ไม่มีอะไรนั้น เป็นความว่างของเด็ก ๆ, เป็นความรู้สึกนึกคิดอย่างเด็ก ๆ. แต่การมอง

น.247 ๙๒ ให้เห็นว่าเป็นของว่าง ก็ยังดีกว่าเห็นว่ามีอะไรมาก ๆ; เพราะความว่าง ความไม่มี อะไรนี้ มันก็เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกัน; แต่คนไม่กล้าคิดไปในทำนองว่าว่าง เพราะเขาเคยชินมาตั้งแต่เล็ก ยึดถือแต่เรื่องจะมีนั้นมีนี่ รักนั่น รักนี่ เกลียดนั่น เกลียดนี่; พอพูดว่าว่าง ก็กลัว, สดุ้งกลัว มีจิตใจกลัว เหมือนกลัวตาย, กลัวคำว่า ว่าง เหมือนกับกลัวความตาย, ก็เข้าใจคำว่า ว่าง นี้ไม่ได้; แล้วก็เลยไม่สนใจคำนี้อีก ต่อไป, เลิกกัน. เขาจึงไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือ ไม่รู้เรื่อง ความว่าง ขึ้นไปตามลำดับ ๆ ๆ จนถึงว่างที่สุด คือนิพพาน; พุทธภาษิตว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ -ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือ นิพพาน ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกคน แต่ไม่เข้าใจ. ว่างเด็ดขาดก็เป็นพระอรหันต์ ว่างไม่เด็ดขาดก็อย่างที่พระอริยเจ้ารอง ๆ ลงมา แม้แต่เราปุถุชนธรรมดาชั้นดีหน่อยก็ยังมีว่างอยู่บ้าง. ถ้าว่างเด็ดขาด ก็ไม่มี ทุกข์เลย ก็เป็นนิพพาน; ถ้าว่างไม่เด็ดขาด ยังกลับไปกลับมาอีก ก็เป็นพระอริยเจ้า รอง ๆ ลงมา กระทั่งเป็นปุถุชนชั้นดี. นี่ก็ยังดีกว่าไม่ว่างเสียเลย; ฉะนั้นถ้าเห็นโทษ ของความวุ่นอยู่ ก็รักความว่างมากขึ้น คือ พอใจในความว่างมากขึ้น ก็คือ พอใจใน นิพพาน. ดังนั้นในมุมกลับ เราดูที่ความวุ่นก็ได้, ดูที่ความทุกข์ทรมานนี้ก็ได้, แล้ว จิตจะน้อมไปหาความว่างเอง, การทำวิปัสสนานั้น ดูที่ความทุกข์ก็ได้, หรือจะดูนิพพาน คือความว่างเป็นอารมณ์ก็ได้; สลับสับเปลี่ยนกันไปตามเรื่องตามความเหมาะสม. นี่เรียก ว่า เป็นผู้รู้พระนิพพาน คือสิ่งที่ ว่าง ถึงที่สุด เป็นชิมลองไปก่อน แล้วจึงค่อย ๆ แน่นแฟ้นมากขึ้น. เรานั่งหรือนอนอยู่ในที่ที่มีอะไรมากลุ้มรุมให้เราเกิดความยึดถือ เราก็รู้สึกไม่ สงบเย็น ไม่สะอาด ไม่สว่าง. พอเราไปในที่ที่ไม่มีอะไรยั่วความยึดถือ เช่นไปที่ชาย ทะเล ที่ภูเขา ไปในป่า ในดง ฯลฯ มันไม่มีอะไรยั่วให้เกิดความรู้สึกที่เป็นความวุ่น;

น.248 ๙๓ เราก็รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก. นี่มันก็เป็นตัวอย่าง หรือเป็นพยานที่เพียงพอแล้วว่า เรื่องว่าง นั้นถูกแน่; มันว่างได้ เพราะไม่มีอะไรมาเป็นเหตุให้เรายึดถือ คือ ไม่มีอะไร มาทำให้จิตกระเพื่อมเป็นราคะ โทสะ โมหะ เราจึงว่างอยู่ เราจึงสบาย. ฉะนั้นการ เสพคบกับที่สงัด เช่น ป่า ภูเขา หรือทะเล ฯลฯ ได้บ้างนี้ดี ช่วยให้ได้ชิมลอง ความว่าง: ถ้าเกิดติดใจก็จะขวนขวายต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความว่าง ขึ้น มาได้โดยไม่รู้สึกตัว. ฉะนั้นการไปเที่ยวป่า ทะเล ภูเขา บ่อย ๆ อย่างนี้ดี นอกจากพัก ผ่อนทางร่างกายแล้ว มันยังสอนเรื่องความว่างนี้ไปในตัว. แต่ถ้าคนนั้น หลับหูหลับตา มากเกินไป ก็ไม่อาจได้ยินคำสอนเหล่านี้, คล้าย ๆ กับว่า ธรรมชาตินั้นบรรเลงเพลง ที่ไพเราะอยู่เสมอ เต่าหรือแรดมันก็ไม่ได้ยิน ก้อนหิน ต้นไม้ ฯลฯ ก็แสดงธรรม อยู่เสมอ เต่าหรือแรดนี้ก็ไม่ได้ยิน; เว้นไว้แต่จะได้แก้ไขให้พ้นไปจากความเป็น เต่าเป็นแรด ก็จะได้ยินก้อนหิน ต้นไม้ ทะเล ภูเขา ฯลฯ แสดงธรรมอยู่เสมอ, บรรเลงเพลงที่ไพเราะ คือ เรื่องว่าง ไม่มีทุกข์เลยนี้อยู่เสมอ, แล้วก็จะกลายเป็นบุคคล อีกประเภทหนึ่ง คือ ทุกข์กับใครไม่เป็น. รวมความแล้วก็เรียกว่า ในตัวความว่างนั่นแหละเป็นพระพุทธเจ้า เป็น พระธรรม เป็นพระสงฆ์อยู่แล้ว. ฟังดูให้ดี ในตัวความว่างนั่นแหละเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์อยู่แล้ว; คือ เป็นผู้สอน เป็นสิ่งที่ถูกสอน และเป็น ตัวอย่างของผู้ที่ปฏิบัติสำเร็จแล้วให้ดู. ฉะนั้นเราไม่ต้องไปหาพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ที่ไหน หาพบได้ในความว่าง. ในตัวความว่างนั้นเป็นการบริจาคทานอย่างยิ่ง อยู่แล้ว เพราะไม่มีอะไรเหลือเป็นของของเรา หรือตัวเรา จึงเป็นการบริจาคทาน อย่างยิ่ง; และเป็นโลกุตตรศีล โลกุตตรสมาธิ โลกุตตรปัญญาอยู่แล้ว เพราะเป็นศีลจริง สมาธิจริง ปัญญาจริง เพราะอำนาจของความว่างอยู่แล้ว.

น.249 ๙๔ จึงพูดได้ว่า ในคำว่า "ว่าง" คำเดียวเท่านั้น ย่อมแสดงสัจจธรรมทั้งหมด. ผู้มีตา มีหู มีจิต มีใจ ก็เอาไปสนใจพิจารณาศึกษาดูมันให้ดี ๆ. ถ้าสมมุติว่าจะไป สวนโมกข์ อย่าคิดว่าจะไปดูโรงหนัง ให้คิดว่าจะไปฟังก้อนหินมันพูด ต้นไม้มันพูด ลำธารมันพูด. นี่แหละจะได้อะไร ๆ ที่ดีกว่ามีอยู่ในโรงหนัง คือ ความว่าง ที่เป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นทาน เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา, เป็น ทุกอย่าง; หรือจะไปที่ภูเขาไหนก็ตาม ไปที่ชายทะเลไหนก็ตาม พยายามไปเถอะจะได้ ดื่มรสของความว่าง ใกล้ชิดกับความว่าง สมรสกับความว่าง แล้วจะก้าวหน้าได้เร็ว ที่สุด ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ทันแก่ชีวิตนี้. ส่วนอาชีพการงานอื่น ๆ นั้นต้อง พิจารณาไปในแง่ว่า มันต้องไม่เป็นทุกข์: ถ้าเป็นทุกข์แล้วป่วยการทำ. ถ้าจะทำไม่ให้ เป็นทุกข์ ต้องเอาความว่างเข้ามาด้วย. เราต้องศึกษาความว่าง เพื่อทำให้ชีวิตและ การงานไม่เป็นทุกข์. ถ้าจะตั้งปัญหาว่า "มีเงินทำไม?" ตอบว่า เพื่อให้ชีวิตนี้สะดวกสบาย. "สะดวกสบายทำไม" ก็จะต้องตอบว่า เพื่อให้มีชีวิตอยู่ไม่ตาย เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วมันก็หนีความว่างไปไม่พ้น. เพราะฉะนั้นเราอย่าไปสนใจใน เรื่องการงานเสียจนหมดเวลา จนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องความว่าง แล้วปัญหาก็จะ หมดไป ไม่ต้องมาถามเหมือนอย่างที่ถามเมื่อเข้ามาทีแรกว่า "ทำอย่างไรจึงจะว่าง?"

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต