Buddhadasa.org

โอวาทท่านพุทธทาส ตอนที่ ๕ — ๕. ไม่มีศาสนา

โอวาทท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — โอวาทท่านพุทธทาส (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.250 การพูดที่นี่ ทุกคราว ไม่ใช่เทศน์ ไม่ใช่ปาฐกถา ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น เป็น เรื่องคุยกันเป็นภายใน; ฉะนั้นขอให้ถือว่า อย่างนั้น, คือ พูด แล้ว ฟัง อย่างที่เรียกว่า ไม่มีพิธีรีตอง ฉะนั้นอาจจะแปลกไปบ้างก็ได้. แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องการจะพูดแต่ เรื่องที่เป็นเนื้อหาสาระ หรือใจความ ในชั้นที่เรียกกันว่าลึก ถ้าไม่ฟังให้ดี ก็อาจจะเข้าใจ ผิด; หรืออีกอย่างหนึ่ง มันก็ควรจะติดต่อกันมาจากครั้งที่แล้ว ๆ มาด้วย. เป็นการ ลำบากสำหรับอาตมาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะต้องพูดหลายครั้ง ให้ติดต่อกับครั้งที่แล้ว มา ให้เนื่องกันด้วย. ที่แล้วมา ก็พูดเรื่อง "ความว่าง" ส่วนคราวนี้ก็ตั้งใจว่าจะพูดเรื่อง ไม่มี ศาสนา ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าตกใจ หรือทว่า ประหลาด หรือไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นด้วย; ก็เอาไปคิดดูก่อนก็แล้วกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อทันที หรืออะไร ทำนองนั้น. เดี๋ยวนี้ได้พบ รู้สึกว่า มีอะไรอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยจะเข้าใจกัน คือ เรื่อง ภาษาพูด นั่นเอง; ภาษาพูดอย่างคนธรรมดาพูด เรียกว่า ภาษาคน, นี้ก็อย่างหนึ่ง; ภาษาพูดที่ผู้รู้ธรรมะเขาพูดกัน โดยเฉพาะผู้รู้ธรรมะ อย่างสูงสุดเขาพูดกันนั้น มันอีก

น.251 ๙๖ ภาษาหนึ่ง, บางทีพูดเพียงไม่กี่คำ ไม่กี่พยางค์ ฟังแล้วรู้สึกว่ากลับกันอยู่ อย่างตรงกัน ข้ามกับคนที่คนธรรมดาพูด; ฉะนั้นขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า มันมีอยู่สองภาษาเสมอไป. ภาษาคน คนโง่ ไม่รู้ธรรมะ หรือปุถุชนเต็มที่ นี้อย่างหนึ่ง: ภาษาผู้รู้ธรรมะ จริง ๆ นั้นอีกภาษาหนึ่ง; ฉะนั้นเขาจะพูดกันภาษาไหนก็ต้องระวัง. สำหรับปุถุชนคนยัง ไม่รู้ธรรมะนั้น พูดเป็นแต่ภาษาคน คือพูดอย่างภาษาคนธรรมดา แต่ผู้ถึงธรรมะแท้ จริงแล้ว พูดได้ทั้งนั้น พูดเป็นภาษาคนก็พูดเป็น พูดภาษาธรรมะก็พูดเป็น; แล้วท่าน ก็สะดวก หรือถนัดแต่จะพูดภาษาธรรมะ. ยิ่งพูดกันในหมู่ผู้รู้ หรือผู้ที่ถึงธรรมะแล้ว ก็ยิ่งพูดกันแต่ภาษาธรรม; เลยไม่รู้เรื่อง คนธรรมดาฟังไม่รู้เรื่อง; รู้กันแต่ผู้รู้ด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นอีก ภาษาธรรมะที่ไม่ต้องออกเสียง เช่นยกนิ้วขึ้นนิ้วเดียวหรือยักคิ้วทีเดียว เป็นต้น ก็ยังรู้ความหมายสูงสุดในทางธรรมะก็ได้; ฉะนั้นขอให้สนใจสักหน่อย ในคำว่า ภาษาคน หรือภาษาธรรม. สำหรับวันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า คนโง่คนปุถุชนธรรมดา ก็จะต้องรู้สึกว่า มีศาสนานั้น มีศาสนานี้ แล้วไม่เหมือนกัน ถึงกับเป็นปรปักษ์กันก็มี; เช่น มีคริสเตียน มีอิสลาม มีพุทธ ไม่เหมือนกัน คัดค้านกัน เป็นปรปักษ์กันก็มี คำพูดอย่างนี้เรียกว่า คนพูด พูดตามความรู้สึกของคน; มันก็มีศาสนาที่เป็นข้าศึกแก่กันและกัน. ถ้าผู้ที่ รู้ธรรมะเข้าถึงเนื้อธรรมะของศาสนาแล้ว จะรู้สึกว่าเหมือนกัน; แม้จะพูดว่า มีพุทธ มีคริสต์ มีอิสลาม, อะไร; ก็จะพูดว่า ข้างในมันเหมือนกัน; ถ้ารู้ธรรมะยิ่งขึ้นไปอีกจน ถึงขั้นสูงสุด ก็จะรู้สึกว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเลย; ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสต์ ไม่มีอิสลาม; มันจะมีเหมือนกันหรือขัดกันอย่างไรได้ มันก็มีไม่ได้ ฉะนั้นคำพูดที่เรียกว่า ไม่มีศาสนา เลยนั่นแหละคือเป็นภาษาธรรมะชั้นสูงสุด จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็สุดแท้: มันอยู่ที่ ผู้นั้น ๆต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่ความจริง หรือไม่ได้อยู่ที่ศาสนา.

น.252 ๙๗ ทีนี้จะยกตัวอย่างให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยกตัวอย่างทางภาษาคน ภาษาวัตถุ; ยกตัวอย่างเช่น น้ำ คนที่ไม่รู้อะไร ก็จะเห็นว่า น้ำนี้มีหลายชนิดหลายอย่างต่าง ๆ กัน อย่างตรงกันข้ามทีเดียว เช่น น้ำฝน หรือเอาตั้งแต่น้ำกลั่นในหลอดฉีดยาที่ใช้ฉีดยา, แล้วก็น้ำฝน น้ำบ่อ น้ำบาดาล น้ำในลำคลอง น้ำในหนอง น้ำในคู น้ำในคูสกปรก ข้างถนน น้ำครำ น้ำในส้วม น้ำอุจจาระ น้ำปัสสาวะ, ล้วนแต่เป็นน้ำ น้ำ น้ำ; คน ธรรมดาสามัญที่สุดก็จะรู้สึกว่า แหม ! มันต่างกันมาก ก็เพราะเอาส่วนข้างนอกเป็นเกณฑ์ ถ้าคนที่มีความรู้ ก็อาจจะรู้ได้ว่า ในน้ำอะไรก็ตาม มันมีน้ำบริสุทธิ์หรือน้ำกลั่น, ถ้า เราเอาน้ำฝนมากลั่นก็ได้น้ำกลั่น, เอาน้ำในแม่น้ำมากลั่นก็ได้น้ำกลั่น, เอาน้ำในคู ในส้วม ในน้ำครำ มากลั่น ก็ยังคงได้น้ำกลั่นนั่นเอง; คนที่เขามีความรู้สึกอย่างนี้ ก็มอง เห็นว่า มันเหมือนกันในส่วนที่เป็นน้ำ: ส่วนที่ไปทำให้สกปรกนั้นมันไม่ใช่น้ำ ส่วนนั้น มันไม่ใช่น้ำ ที่มันไปปนเข้ากับน้ำ จนทำให้น้ำเปลี่ยนไป; ส่วนนั้นไม่ใช่น้ำ เขาก็มอง ข้ามส่วนนั้น ก็จะเห็นน้ำ; เห็นน้ำที่เหมือนกัน เหมือนกันได้ในส่วนเนื้อใน ในส่วนใจ- ความ ว่าน้ำกลั่น น้ำฝน น้ำบ่อ น้ำคลอง น้ำในส้วม น้ำอะไรก็ตาม มันเหมือนกัน โดยเนื้อหาสาระภายใน; ถ้ามองดูอยู่อย่างนี้ก็จะเห็นว่า ทุกศาสนาก็เหมือนกัน ต่างกัน เพราะไปเอาข้างนอกเป็นเกณฑ์ ถ้าฉลาดยิ่งขึ้นอีก เอาน้ำที่บริสุทธิ์นั้นมาดูอีกทีหนึ่ง เราก็จะเห็นเป็นไม่มี น้ำ คือเป็นไฮโดรเจ็นสองหน่วย อ๊อกซิเจนหนึ่งหน่วย; นี่ไม่ใช่น้ำเสียแล้ว สิ่งที่เรียก ว่าน้ำก็สูญไปแล้ว ว่างไปแล้ว. แล้วมันเหมือนกันยิ่งขึ้นไปอีก ไฮโดรเจ็นสองหน่วย อ๊อกซิเจนหนึ่งหน่วยนี้ มันเหมือนกันหมดไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ในฟ้าหรือในดิน ใน อะไรก็ตามสูญสภาพเป็นน้ำไป คือไม่เรียกว่าน้ำอีกต่อไป; นี่คือผู้ที่มองเห็นความจริงถึง ขนาดนี้ ก็รู้สึกว่า ไม่มีน้ำ. เช่นเดียวกับผู้ที่เข้าถึงความจริงสูงสุด จะรู้สึกว่าไม่มีศาสนา

น.253 ๙๘ เลย; มีแต่ธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าอะไรก็ได้; เรียกว่า ธรรมะก็ได้. เรียกว่า ความจริงก็ได้; แล้วธรรมะหรือความจริงนั้น ไม่อาจจะเรียกเป็นพุทธ เป็นคริสต์ หรือเป็นอิสลาม มันเหมือนกันหมด. ที่ไปแบ่งแยกเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลามนั้น เป็นเพราะไม่เข้าถึงความ จริง; เข้าถึงเพียงภายนอก เช่น น้ำคลอง น้ำโคลน น้ำอะไรในทำนองนี้, พระพุทธเจ้า ท่านต้องการทรงแสดงให้พวกเราเข้าใจให้เห็นถึงว่า ไม่มีคน มีแต่ธรรม; ฉะนั้นจึงไม่ ถือว่า มีศาสนานั้น มีศาสนานี้. การที่เรามาพูดกันว่า มีศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามนี้ พูดกันเอาเอง ทีหลังทั้งนั้นด้วยกันทุกศาสนา; เพราะศาสนานั้น ๆ แต่ ละศาสนาไม่เคยเรียกชื่อศาสนาของตัวว่าอย่างนี้ อย่างนั้น เหมือนที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ เลย; คงสอนไปเรื่อย ๆ ควรทำอย่างไร ก็บอกไปอย่างนั้น. ฉะนั้นขอให้เข้าใจให้ดีว่า ถ้ามันถึงขั้นสุดท้ายรู้ถึงที่สุดแล้ว มัน ไม่มีแม้แต่คน มีแต่ธรรมชาติหรือมีแต่ธรรม; เพราะ ฉะนั้นจึงไม่เป็นอะไรได้ ธรรมนี้มันเป็นอะไรไม่ได้ เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากธรรม; เป็น ไทยก็ไม่ได้ เป็นจีน เป็นแขก เป็นฝรั่ง เป็นอะไรก็ไม่ได้; เป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นอะไรก็ไม่ได้; ฉะนั้น ขอให้เข้าถึงธรรม ถึงธรรมอันนี้ จะถึงหัวใจ ของทั้งหมด ของทุกศาสนา ของอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง. เรา, แม้จะเรียกตนเองว่า เป็นพุทธ ถือพุทธนี้ก็ไม่เข้าถึงความจริงของพุทธ; รู้จักนิดเดียว รู้จักพุทธศาสนาของตัวเองเพียงนิดเดียว ทั้ง ๆ ที่ว่าเป็นพุทธ เป็นพระ เป็นเณร เป็นอะไรก็ตาม; รู้จักแต่เปลือก ชนิดที่ทำให้เห็นว่า มันต่างกับศาสนานั้น ต่างกว่าศาสนานี้; เพราะตัวไม่เข้าถึงใจความแท้ของตัว จึงดูถูกศาสนาอื่น ยกย่อง ศาสนาของตัว. หรือคิดแต่ว่า เราเป็นพวกเราเท่านั้น พวกอื่นไม่ใช่พวก; ผู้อื่นผิด ถูกแต่เราเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น; นี้เรียกว่า ยังเป็นปุถุชนมาก ๆ; ยังโง่ เหมือนกับเด็ก

น.254 ๙๙ เล็ก ๆ รู้จักแต่ที่พุงที่ท้อง. เหมือนใช้ให้เด็กๆ ไปอาบน้ำ แล้วให้ถูสะบู่ ถูขี้ไคล เด็ก เล็กจะถูแต่ที่พุงที่ท้องเท่านั้น ไม่รู้จักถูให้ทั่วตัว; ตามง่ามมือ ง่ามเท้า อะไรอย่างนี้ ก็ไม่รู้จัก จะขัดสีถูกันใหญ่แต่ที่ท้องที่พุงเท่านั้น. พุทธบริษัทโดยมาก ก็รู้จักอะไรเพียงนิดเดียวทำนองนี้ เช่นรู้จักแต่จะเอา จะได้อย่างเดียว; ทั้งทำบุญให้ทานหรือปฏิบัติศาสนา ก็มีเรื่องแต่จะเอา เอาตะพึด; แล้ว ยังจะเอาให้มากขึ้น ทั้งทำบุญให้ทาน บ้างก็หวังผลมากกว่าตั้งสิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า เสมอไป; อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่รู้จักอะไรเสียมากกว่า, ไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากรู้จักแต่จะได้ รู้จักแต่จะเอา. อันนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นศาสนาได้ ศาสนาเอา; ได้ไม่เป็น เอาไม่เป็น แล้วจึงเป็นทุกข์; ถ้าเป็นพุทธศาสนาก็รู้จักได้อย่างไม่ได้ เอาอย่างไม่เอา คือ ไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความทุกข์เลย. ฉะนั้น เราจึงต้องพูดกันถึงส่วนนี้อยู่บ่อย ๆ ให้รู้จัก หัวใจของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ความยึดมั่นถือมั่น ”; ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่ง แม้ใน ตัวศาสนา; จนกระทั่งเห็นว่า ไม่มีพุทธศาสนา; คือถ้าพูดให้ตรงแล้วก็ต้องพูดว่า ไม่มี ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์; แต่ถ้าพูดอย่างนี้ ก็ไม่เข้าใจ เขาจะตกใจ แล้ว กลัวไปเสียอีก. ถ้าผู้ ที่เข้าใจ เขาจะมองเห็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแต่เพียง สิ่งเดียวกันอีก; ที่เรียกว่า ธรรมหรือธรรมชาติแท้ทำนองนั้น ความรู้สึกที่จะยึดเป็น บุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีเลย มีแต่ไม่ใช่บุคคล คือเป็นธรรม เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ หรืออันอะไรก็สุดแท้แล้วแต่จะเรียก. นี่เราไม่กล้านึก ไม่กล้าแม้แต่เพียงจะนึกว่า ไม่มี ศาสนา ไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ถ้าขืนบังคับให้นึก สอนให้นึก ก็เป็นไป ในทางผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตรงกันข้ามไปเสียอีก ฉะนั้นมันก็ลำบากอยู่เหมือนกัน.

น.255 ๑๐๐ ฉะนั้น จึงมีศาสนาระบบใหม่ ๆ จัดขึ้นทีหลังเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วจัดรูปใหม่ ๆ เป็นชั้น ๆ ให้ต่ำลงมา; แม้ที่สุดแต่ว่า ใครอยากจะทำบุญ เพื่อได้ผลมาก ๆ หลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า ก็ได้เหมือนกัน เพื่อว่าจะเป็นเครื่องยึดหน่วงไว้ในเบื้องต้นก่อน; อย่าให้เหไปในทางผิด เอาถูกเข้าไว้ เอาดีเข้าไว้มาก ๆ ก่อน. ทีนี้ขอให้ทำไป ๆ จนไม่เท่าไร จะเห็นว่าไม่จำเป็นจะยึดถือ; หรือยึดถือเข้าก็จะเป็นทุกข์ แล้วจึงค่อย ๆ วางเฉย; นี่ธรรมะเลื่อนสูงขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นธรรมะเบื้องต้นก็เรื่องได้บุญได้สิ่งที่ชอบใจมาก ๆ เข้าไว้ก่อน. ธรรมะชั้นถัดไป สูงขึ้นไป ก็สมัครจะอยู่อย่างง่าย ๆ อย่างบริสุทธิ์ อย่างไม่ลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ ก็มีตัวฉัน ที่มีความสุขอย่างนี้. ธรรมะที่สูงขึ้นไปอีก ก็คือไม่มีตัวฉันเสียเลย; เลิกกัน. จิตใจจะไม่มีความรู้สึกว่า มีตัวฉัน; แล้วมันก็มีความทุกข์อะไรไม่ได้เพราะนั่นมันเป็นสุขอย่างยิ่ง; เป็นยอดของความสุขถ้าเรียกอย่างภาษาคน. แต่ถ้าเรียกอย่างภาษาธรรม ก็คือไม่เป็นอะไรเลย, ไม่มีอะไรเลย ไม่ได้อะไรเลย เรียกว่า "ว่าง"; ทุกอย่างมีอยู่ แต่ว่าว่างจากความรู้สึก ว่าตัวเรา หรือของเรา ดังนี้ เรียกว่า ว่าง. เห็นอะไรเป็นของว่าง ก็คือเห็นอะไรไม่เป็นตัวเรา หรือไม่เป็นของเรา; คำว่า "ว่าง" ภาษาคนโง่คือไม่มีอะไรเลย. แต่คำว่า "ว่าง" ภาษาของพระพุทธเจ้านั้นมีทุกสิ่ง; แต่ไม่ได้ยึดถือ ว่าเรา หรือว่าของเรา, ที่มันไม่ยึดถือว่าเรา ว่าของเรา นั่นคือว่างจากตัวเรา ว่างจากของเรา; เมื่อพูดว่า ว่าง อย่างนี้ เรียกว่า ว่าง ทางภาษาธรรม, ที่ว่างอย่างไม่มีอะไรเลยจริง ๆ นั้น มันว่างอย่างภาษาบุถุชน ภาษาวัตถุ ภาษา ชาวบ้าน ที่รู้กันแต่ในชาวบ้าน; นี่ก็เป็นตัวอย่าง ภาษาคน ภาษาธรรม อีกคู่หนึ่ง.

น.256 ๑๐๑ เราจะต้องรู้ความจริงข้อนี้ไว้ว่าพูด นี้พูดอย่างภาษาคน หรือภาษาธรรม เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ฆ่าพ่อฆ่าแม่เสียซิแล้วก็จะนิพพาน; ฆ่าพ่อฆ่าแม่เป็นคนอกตัญญูเสียก่อนซิ แล้วจึงจะนิพพาน, ท่านไม่ได้หมายความถึงว่า ไปฆ่าพ่อฆ่าแม่เสียจริง ๆ แต่หมายความว่า อวิชชานั้นมันเป็นเหมือนกับพ่อ ตัณหาเป็นเหมือนกับแม่ เราอย่าไปรู้บุญคุณของสิ่งเหล่านี้ ฆ่ามันเสียแล้วก็จะนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น; พูดอย่างนี้เป็นภาษาธรรม คนธรรมดาพึ่งไม่เข้าใจ ต้องไปศึกษา ไปสอบถาม ไปคิด ไปนึก ไปมองให้เห็น. แต่พระอริยเจ้าหรือผู้ที่ถึงธรรมแล้ว เข้าใจ พูดกันคำเดียวก็รู้เรื่อง ไม่ต้องอธิบายหรือเตือนกันเพียงคำพูดคำเดียว ก็รู้ได้โดยไม่ต้องอธิบาย เพราะรู้ภาษาธรรมดี. คำว่า "เกิด" คำว่า "ตาย" นี้ก็เหมือนกัน คำว่า "เกิด" ในภาษาคนหมายถึงคลอดจากท้องแม่; แต่คำว่าเกิดในภาษาธรรมนั้น หมายถึง เราเกิดความคิดยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา; ในใจเกิดความคิดยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวฉันของฉัน อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เช่นว่า เราคิดอย่างโจร ก็เกิดเป็นโจรเข้าแล้วในเวลานั้น: ประเดี๋ยวความคิดนั้นก็หายไป คิดอย่างมนุษย์อีก ก็เกิดเป็นมนุษย์อีก ประเดี๋ยวก็คิดอย่างคนโง่ ก็เกิดเป็นคนโง่ ถ้าคิดไปโง่มากขึ้นไปอีก ก็เป็นสัตว์เดียรัจฉานเข้าไปแล้ว. เมื่อใดความยึดมั่นถือมั่นรุนแรงมาก เผาลนมาก ร้อนเหมือนกับไฟไหม้ ก็เกิดเป็นสัตว์นรกไปแล้ว; เมื่อใดหิวกระหายอย่างไม่มีทางจะระงับได้ ก็เกิดเป็นเปรตไปแล้ว; เมื่อใดขี้ขลาดไม่มีเหตุผล ก็เกิดเป็นอสุรกายไปแล้ว. ฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ เกิดเป็นอะไรก็ได้หลายอย่าง คือความเกิดแห่งความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่เป็นการเกิดในทางภาษาธรรม. ฉะนั้นพูดว่า "เกิด" ก็ต้องระวังให้ดี.

น.257 ๑๐๒ “ ความเกิดเป็นทุกข์ ” นี้หมายความว่า เกิดอย่างนี้จึงจะเป็นทุกข์ คือ เกิดมีตัวฉันขึ้นมา ก็มีความทุกข์ทันที ; ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ด้วยความรู้สึก ที่ไม่เป็นตัวฉัน ก็เท่ากับไม่ได้เกิด แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ตลอดเวลา. ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้นว่า ตัวฉันก็เป็นทุกข์ทุกที ตัวฉันอย่างไหน ก็เป็นทุกข์อย่างนั้น ; ตัวฉันอย่างมนุษย์ ก็เป็นทุกข์อย่างมนุษย์ ตัวฉันอย่างเทวดา ก็เป็นทุกข์อย่างเทวดา, แม้แต่ว่า ความคิดหรือความยึดถือจะเปลี่ยนไป กระทั่งเป็น สัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. วันหนึ่งเกิดได้หลายอย่าง หรือหลายสิบอย่าง ; ความเกิดอย่างนี้เป็นทุกข์ ถ้าทำลายความเกิดอย่างเสียได้ ก็คือนิพพาน. ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลังจากตายแล้ว เข้าโลงไปแล้วนั้น ไม่ต้องพูดถึง ; ยังไม่ต้องพูดถึง ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึง ขอให้จัดการแต่เรื่องนี้ให้เสร็จเสียก่อน คือ อย่าให้เกิด แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน. ที่ไม่รู้สึกว่าเกิดนั้น มันไม่มีตัวคนเสียแล้ว มันว่างเสียแล้ว ; ฉะนั้นปัญหามันก็สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ เวลาที่เหลือต่อไปข้างหน้าในชีวิต ก็ไม่มีความหมาย เพราะมันสิ้นสุดเสียแล้วตั้งรู้จักทำให้มีความรู้สึกว่า ตัวฉัน คือ ไม่เกิดอีกต่อไป นี้เรียกว่า ไม่เกิด หรือจะเรียกว่าตายก็สุดแท้. คำว่า เกิด คำว่า ตาย นี้ มันตรงกันข้ามกันอยู่ ระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม ในคัมภีร์ของพวกอื่น ๆ ก็มีอย่างนี้เหมือนกัน ; พวกคริสเตียนก็ยิ่งมีอย่างนี้ ฉะนั้นพวกคริสเตียนก็ไม่เข้าใจคัมภีร์ของเขา เช่นเดียวกับพวกพุทธเราก็ไม่เข้าใจคัมภีร์ของเรา แล้วเอาไปพูดกัน ก็ทะเลาะกันตาย ; ทะเลาะกันอย่างสุดที่จะพูดได้ ทะเลาะกันถึงที่สุดเลย, ฉะนั้น เราก็ต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องภาษาคนภาษาธรรมบ้าง อย่างในคริสเตียนก็คล้าย ๆ กันนี้ อย่างพระเยซูสละชีวิต เพื่อถ่ายบาปของมนุษย์ไว้ พระเยซูก็พูดว่า " จงปฏิบัติตามเรา แล้วจะเข้าถึงชีวิต." คำว่า " ชีวิต " คำเดียวนี้ ไม่เหมือนกันเสียแล้ว.

น.258 ๑๐๓ " สละชีวิตเพื่อถ่ายมนุษย์ไว้ " มันคือ ชีวิตอย่างภาษาคน ยอมให้เขาฆ่าตาย เป็นชีวิตธรรมดาอย่างภาษาคน ; ส่วนที่พระเยซูตรัสว่า "จงปฏิบัติตามเรา แล้วจะเข้าถึงชีวิต" ใช้ว่าชีวิตเฉย ๆ Life เฉย ๆ คำเดียวกัน แต่คำว่า " ชีวิต " นี้ มันไม่ใช่ชีวิตที่ตายได้ มันเป็นชีวิตที่ไม่ตายอีกต่อไป. คำว่า " ชีวิต " แท้ ๆ ยังต่างกันอย่างนี้เสียแล้วหรืออีกอย่างหนึ่ง คำว่า “ ตาย " ถูกฆ่าตายนี้ ภาษาคนก็คือตายอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ; แล้ว " ตาย " ภาษาอย่างพระเจ้าพูดนั้น เช่น พระเจ้าพูดกับอาดัมกับอี๊ฟ ว่า อย่ากินผลไม้ต้นนี้ ขืนกินเมื่อไรต้อง ตาย เมื่อนั้น. ในที่สุดอาดัมกับอี๊ฟก็กินผลไม้นั้นเข้าไป แล้วก็ไม่เห็นตาย ชนิดที่เข้าโลง แต่ตายอีกชนิดหนึ่งตามภาษาธรรม ร้ายกาจยิ่งกว่าเข้าโลง ; คือเกิดบาปอันใหม่เป็นภูเขาเลากาขึ้นมาในจิตใจ ; เพราะไปรู้สึก ดี ชั่ว หญิง ชาย นุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า สามี ภรรยา เป็นคู่ ๆ ๆ เหล่านี้มากเข้า จนเกิดเป็นทุกข์หนัก ท่วมทับจิตใจเหลือที่จะกล่าวได้ ; แล้วก็เป็นมรดกตกทอดมาถึงลูกหลานทุกคน จนกระทั่งทุกวันนี้ จนเขาเรียกว่า บาปดั้งเดิม บาปตั้งต้น ( Original Sin = บาปดั้งเดิม) เกิดขึ้นแก่ผัวเมียคู่นั้นแล้วสืบต่อมาจนถึงลูกหลาน มาถึงมนุษย์สมัยนี้ นี่คือคำที่พระเจ้าเรียกว่า ตาย เมื่อไรการกินผลไม้นี้เข้าไป เมื่อนั่นแกจะต้องตาย. คำว่า “ ตาย " หมายความอย่างนี้ ในภาษาคริสเตียน ก็เหมือนกับภาษาพุทธเรา เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ที่แท้มันเรื่องเดียวกัน ; พูดถึงความจริงเรื่องเดียวกัน ; เรื่องที่ว่าไปยึดมั่นถือมั่นเรื่องเป็นคู่ ๆ นี้เข้าเมื่อไร ก็ต้องเป็นทุกข์เมื่อนั้น นั่นแหละคือความตาย. ตาย คือ หมดดี หมดสงบสุข หมดความประเสริฐ หมดอะไร ฯลฯ เรียกว่าตาย ; นี่ตายในภาษาธรรม ซึ่งเราตายดิบกันทุก ๆ วัน ทุก ๆ คนก็ว่าได้. ตายภาษาธรรมนี้ เพราะมีความหนักอกหนักใจ เร่าร้อนอยู่เสมอ เป็นห่วงวิตกกังวลอยู่เสมอ ; ยิ่งฉลาดมาก ยิ่งตายได้มาก ยิ่งตายได้ลึกซึ้งกว่า ตายได้อย่างที่เรียกว่า พิเศษ

น.259 ๑๐๔ กว่าคนโง่: ฉะนั้นจะต้องรู้สึกทำให้ไม่ตาย จึงจะตรงกับพระพุทธเจ้าสอน หรือว่าความ มุ่งหมายของพระพุทธศาสนาที่มุ่งหมายอย่างเดียวกัน อย่าเอาบาปอันนี้มาสุมทับอยู่ในตน ใน จิตใจของตน; อย่าให้บาปเรื่องนี้มาสุมทับอยู่ในตนตลอดเวลา. ฉะนั้น เราจะต้องรู้สึก หรือว่า รู้ธรรมะที่แท้จริงอยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรที่เป็น คู่ ๆ ไม่มีได้ ไม่มีเสีย, ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์, ไม่มีดี ไม่มีชั่ว, ไม่มีบุญ ไม่มีบาป, ไม่มี หญิง ไม่มีชาย, ไม่มีอะไรที่เป็นคู่ ๆ ทั้งหมด; นั่นแหละที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่น. อย่า ไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้เข้า จงพยายามที่จะให้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ยึดมั่นไม่ได้อยู่เสมอ แล้วก็ไป ทำด้วยจิตใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น; ทำการงานทุกอย่างด้วยใจไม่ยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า ทำ งานด้วยจิตว่าง. ทำการงานทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะต้องทำที่ออฟฟิศก็ดี ที่บ้านก็ดี แม้แต่งาน พักผ่อนหย่อนใจก็ดี ต้องทำด้วยจิตว่างอยู่เสมอ; ถ้าทำด้วยจิตวุ่น คือไปยึดมั่นถือมั่น เข้าแล้ว ต้องเป็นทุกข์ทันที ต้องเกิดใหม่เป็นอบาย เป็นนรก เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย ไปทันที. นี่เป็นปัญหาอย่างยิ่งของมนุษย์ หรือเป็นบาปดั้งเดิม หรือเป็นความตาย ชนิด ภาษาธรรม; ฉะนั้นเราจะต้องมี หรือเป็น หรืออยู่ หรือทำการงานโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น. ที่เคยเขียนเป็นคำกลอนไว้ว่า :- " จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" บางคน ฟังไม่ถูก เขาก็ด่าว่าบ้า ว่าบอ อยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงมันก็มีคำอธิบายอยู่อย่างนี้. เราต้องทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง; หมายความว่า ถ้าจิตวุ่น ไปยึดถือเข้าแล้ว มันมืดมัว มันเข้าใจผิด มันวิตกกังวล มันหม่นหมอง; ขืนทำอยู่อย่างนี้ไม่กี่ปี ต้องเป็นโรคเส้น- ประสาท หรือเป็นโรคอื่น ๆ สมทบเพิ่มเข้ามาอย่างร้ายกาจ จนต้องเป็นคนนอนป่วย

น.260 ๑๐๕ ทั้งที่มีสติปัญญาสามารถ มีความรู้มีความคิด ทำการงานใหญ่โต มีค่าแพง มีอะไรได้; แต่แล้วก็ต้องนอนป่วย เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง โรคอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางจิตใจ ทางวิตกกังวล; ก็ไปยึดมั่นถือมั่นในเรื่องชื่อเสียงบ้าง เรื่องเงินบ้าง เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่อง สุขเรื่องทุกข์ เรื่องนินทาเรื่องสรรเสริญ อะไรเหล่านี้เป็นต้น; ฉะนั้นอย่าไปยึดมั่นในเรื่อง เหล่านี้ แล้วใจก็จะว่าง ใจก็จะเฉลียวฉลาดที่สุด มีสติสัมปชัญญะที่สุด แล้วก็ทำงานทำการ ทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยจิตว่างอย่างนี้ สิ่งที่ต้องการจะได้ ก็ได้ แล้วไม่มีความทุกข์เลยด้วย; และบางทีจะรู้สึกสนุกในทางธรรมะด้วย แล้วที่ประเสริฐที่สุดก็คือ นั่นแหละคือการปฏิบัติ ธรรมไปในตัว โดยไม่ต้องแยกออกเป็นสองฝ่ายว่า ปฏิบัติธรรมที่วัด ทำงานที่บ้าน นั่น เป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องพูดอย่างภาษาคน. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ก็ต้องปฏิบัติธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ทำการงานก็อยู่ที่เนื้อ ที่ตัว มันต้องอยู่ที่เดียวกัน ต้องอยู่ที่สิ่งเดียวกัน; ในการปฏิบัติธรรมก็อยู่ที่การทำการงาน การทำการงานก็เป็นตัวการปฏิบัติธรรม. ฉะนั้นที่ใดปฏิบัติไม่ยึดมั่นถือมั่น ที่นั้นเป็นการ ปฏิบัติธรรม ฉะนั้นเมื่อกำลังประกอบอาชีพหาเงินหาอะไรอยู่ก็ดี ทำด้วยจิตว่าง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น หรือกำลังฝึกควบคุมไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมที่นั่น ที่โรงงาน ที่ออฟฟิศ หรือที่ไหนก็สุดแท้แต่ว่า คนนั้นจะหน้าที่การงานอยู่ที่ไหน อย่างนี้เรียกว่า "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง;" จะมีผลคือสนุกสนานในการทำงาน แล้วก็ได้ผลงานดี; เพราะ จิตกำลังฉลาด ปลอดโปร่งดี และก็ไม่เป็นทุกข์ด้วยเงินทอง หรือว่าของที่ต้องการก็คงได้ ไปตามปกติ; แต่แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมีประโยคต่อไปว่า "ยกผลงานให้ความว่างทุก อย่างสิ้น" ประโยคที่หนึ่งว่า "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง". ทีนี้พอได้ผลงานมาเป็นเงิน เป็นชื่อเสียง เป็นอะไรก็ตาม "ยกผลงานให้ ความว่าง ทุกอย่างสิ้น"; คือจิตของเราอย่าไปโง่หลงผิดยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นเป็นของเรา,

น.261 ๑๐๖ นั่นเป็นความดีความเด่นของเรา หรือเป็นอะไรของเรา อย่างนี้เรียกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในผลงานที่ได้มา. คนเรามัวยึดมั่นถือมั่นในความสำเร็จ หรือการประสบความสำเร็จ มันก็เพิ่มความรู้สึกที่เป็นกิเลส เผลอนิดเดียวก็ต้องล้มเจ็บ เพราะความยึดมั่นวิตกกังวล; โดยที่แท้ก็เป็นความเจ็บทางจิตใจ ทางวิญญาณอยู่ตลอดเวลา; แต่แล้วไม่เท่าไรก็จะเป็น ความเจ็บทางร่างกาย ทางเนื้อหนังเกิดขึ้นมาอีก คนจึงเป็นโรคเส้นประสาทบ้างเป็นบ้าบ้าง เป็นอย่างอื่นกันบ้างมากมาย; แม้ว่าจะเป็นคนมีเกียรติ มีความรู้ มีเงินมาก มีอะไรมาก ทั่วโลกทุกวันนี้ เพราะว่าทำผิดต่อศาสนาของตน ๆ ทุกศาสนา. เราอย่าเข้าใจว่า เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มีแต่ในพุทธศาสนา ที่แท้ก็มีในทุก ศาสนา แต่เขาพูดไว้ในภาษาธรรม มันลึกซึ้ง มองไม่เห็น ไม่เข้าใจ. เราไม่ด่าเขา; เรารู้สึกว่า เขายังไม่เข้าใจแม้ศาสนาของเขาเอง เช่นที่พระเยซูตรัสว่า "มีภรรยา ก็มีให้ เหมือนกับไม่มีภรรยา; ถ้ามีภรรยา ก็มีให้เหมือนกับไม่มีภรรยา ถ้ามีความทุกข์โศก ก็ให้ เหมือนกับไม่มีความทุกข์โศก มีความวิบัติฉิบหายเสื่อมเสีย ก็เหมือนกับไม่มีความวิบัติ ฉิบหายเสื่อมเสีย; หรือถ้าไปซื้อของที่ตลาด แล้วก็อย่าเอาอะไรมา" เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็น คำกล่าวในไบเบิ้ลภาคปลาย ไปเปิดดูก็ได้. คำอธิบายเหมือนกับพวกเรา ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น; มีภรรยา ก็ไม่ยึดมั่นว่ามีภรรยา, ความทุกข์โศกเกิดขึ้น ก็เหมือนกับไม่ได้เกิดขึ้น คือไม่ ไปทุกข์โศกกับมัน. แต่ที่แท้เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว เขาเป็นทุกข์ จนเป็นบ้าตาย จนฆ่าตัวตาย กัน แต่เราเหมือนว่ากับไม่ได้มีอย่างมันเกิดขึ้น; ไม่ได้มีความทุกข์อันนั้นเกิดขึ้น ก็ยังสบายดี ซื้อของ ไม่เอาอะไรมา ไม่ได้ยึดถือในสิ่งที่ได้มา ซื้อมา เอามา ก็เหมือนกับไม่ได้อะไรมา ไปซื้อของที่ตลาด แล้วไม่รับเอาอะไรมา. นี่ลองคุยกับพวกนั้นดู ไม่รู้เรื่อง พวกคริสเตียน ชั้นที่เป็นอาจารย์แท้ ๆ ก็ยังอธิบายไม่ถูกว่าทำอย่างไร ในการปฏิบัติข้อนี้ พูดไปขุ่น ๆ อย่างไม่ได้ความ อธิบายไปข้างๆ คู ๆ ไม่ได้ความ; ที่แท้ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่ว่าทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น.

น.262 ๑๐๗ แล้วประโยคถัดไป ก็ว่า "กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน;" นี้ หมายความว่า คนบางคนอาจจะถามขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเอาอะไรกิน อะไร ๆ ก็ว่าง หมด ให้หมด เอาอะไรกิน; มันก็กินอาหารของความว่าง อย่างพระกิน; คือว่าเราทำงาน ด้วยจิตว่าง ได้ผลมาก็ยกให้ความว่าง ความว่างนั้นมันสต๊อกไว้ คือเรากินก็กินจากสต๊อก ของความว่าง. เมื่อเราทำงานได้เงินมาล้านบาทอยู่ในเซฟ ในธนาคารอะไรก็ตาม; เรา ก็ยกให้ความว่างแล้ว ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว. เมื่อใช้จ่าย ก็ใช้จ่ายด้วยจิต อย่างเดียวกันอีก ใช้จ่ายเงินนั้น เอามาซื้ออาหารกิน หรืออะไรกินก็สุดแท้, นี่เรียกว่า กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน. คำว่า “พระ" ในที่นี้หมายถึงผู้รู้; ผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่น ท่านกินอย่างไร เราก็กินอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ฉันอาหาร พระอรหันต์ท่านก็ฉันอาหาร ไม่ใช่ว่าเป็น พระพุทธเจ้าแล้วจะไม่ฉันอาหาร แต่ท่านฉันของใคร; ฉันของความไม่ยึดถือ, ความไม่มี ความรู้สึกว่ายึดถือ แล้วก็ยังมีฉันและฉันไม่หวาดไหวเหมือนกัน เรียกว่ากินอาหารของ ความว่าง อย่างพระกิน. เราก็เหมือนกัน มีผลงานยกให้ความว่างเสีย; ไม่ไปไหนเสีย ในทางโลกทางวัตถุนั้น มันก็มีอยู่ที่นั่น; เก็บรักษาอยู่ที่นั่น กฎหมายก็ต้องยอมรับว่าเป็น ของคนนั้น มีใครแย่งชิงก็จัดการต่อสู้ป้องกันไปอย่างจิตว่างเหมือนกัน; ไม่ต้องโกรธ ไม่ ต้องเป็นทุกข์ แล้วไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น; อย่างนี้จึงจะต่อสู้ป้องกันได้ดีกว่าเสียอีก จะไม่ เกิดเรื่องเกิดราว จะไม่ทำอะไรให้ยุ่งยากขึ้นมาอีก และจะป้องกันได้ดี พูดต่อเลยไปอีกหน่อยว่า แม้แต่จะทะเลาะกัน แม้จะเป็นความกัน ก็จง สำรวมสติให้มีจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น; คือเป็นจิตว่างเสียก่อน แล้วจึงไปทะเลาะกัน จึง เป็นความกัน; แล้วจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ จะเป็นฝ่ายที่ฉลาดที่สุด จะต่อสู้ได้ดีที่สุด จะ

น.263 ๑๐๘ ประสบชัยชนะอีกชนิดหนึ่งอย่างดีที่สุดด้วย. แม้แต่จะด่ากัน พูดภาษาธรรมดาก็ให้ค่าด้วย จิตว่าง ฟังดูแล้วก็น่าขัน และไม่น่าจะเป็นไปได้; แต่ที่จริงนั้นมันเป็นไปได้. คำว่า "ว่าง” หมายความอย่างนี้; มันจึงได้ความว่า เมื่อทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง; เมื่อได้ผลของงานมา แล้ว ก็ยกให้ความว่าง; และตลอดเวลาที่กินอาหารจากสต๊อกของความว่าง. อันสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือว่า "ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ” ประโยคที่สี่ตายเสร็จสิ้นแล้ว ในตัวตั้งแต่แรกเริ่มมาทีเดียว; พูดนี้หมายความว่าย้อนหลัง ก็ได้. ถ้าเรามาศึกษาด้วยสติปัญญาจนรู้ว่าโดยที่แท้นี้ คนไม่มี; มีแต่ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ธรรมชาติ แม้ที่แล้วมาแต่หลังที่เราเคยยึดถือว่ามี มันก็ไม่มี ตายมาตั้งแต่นั้นเลย. ตาย มาตั้งแต่แรกเกิดเลย ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู; เราเคยโง่ มีตัวกู มีของกู มาตลอดเวลา เดี๋ยวนี้มารู้ความจริงว่า แม้ที่ย้อนหลังไปแล้ว มันก็ไม่ใช่; ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู ตาย ตั้งแต่ต้นมาจนเดี๋ยวนี้. สิ้นสุดกันแม้ต่อไปข้างหน้าด้วย คืออย่ามีตัวกู อย่ามีของกู ใน ความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา; ไม่ใช่ว่าต้องฆ่าตัวเองให้ตายเสียก่อน ไม่ใช่ ไม่จำเป็น นั่นมัน เปลือกส่วนร่างกาย. ตัวกูแท้ ๆ มันเป็นส่วนจิตใจ ส่วนความคิดความนึก; ฉะนั้นอย่ามีความ รู้สึกคิดนึกยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู แล้วมันก็หมดกันเท่านั้น; ร่างกายก็ ไม่มีความหมายอะไร มันก็เป็นเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ไปเอง; เป็นเบญจขันธ์ที่ไม่มีกิเลส ไม่มีอุปาทานไปเอง. ส่วนข้างในที่เป็นความรู้สึก คือกิเลสนั้นอย่างหนึ่ง พยายามอย่า ให้มี พยายามเรื่อยไปจนไม่มีโอกาสจะมี อย่างนี้ตายด้วยการบังคับไว้อย่างนี้ก็ได้; หรือ ตายโดยหมดกิเลสจริง ๆ ก็ได้. ขออย่าให้มีความรู้สึกว่าตัวกู ก็เรียกว่าตาย; ตายอย่าง ภาษาธรรม แล้วก็ไม่มีอะไรที่เป็นตัวกู หรือเป็นของกู แล้วความทุกข์จะเกิดที่ไหนได้

น.264 ๑๐๙ ความทุกข์มันจะต้องเกิดที่ตัวกู ของกูเสมอ. ที่เป็นความสุขนั้น พอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า มันก็เป็นความทุกข์; คนโง่จะต้องยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างทุกสิ่ง ฉะนั้นความสุขก็พลอย กลายเป็นความทุกข์ไปด้วย, ความดีก็พลอยกลายเป็นความทุกข์ไปด้วย, เสียงสรรเสริญ เสียงอะไรต่าง ๆ ก็พลอยเป็นความทุกข์ไปด้วย; เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง เป็น ทุกข์เท่ากันหมด ระหว่างดี-ชั่ว, บุญ-บาป, สุข-ทุกข์, ได้-เสีย, อะไรก็ตาม ทั้งคู่ จะต้องพลอยเป็นทุกข์ไปหมดเมื่อยึดมั่นถือมั่น. เมื่อมีความรู้ความฉลาดพอที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์ไปหมด ทั้งคู่อีกเหมือนกัน ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, บุญ-บาป, อะไรก็ตามจะไม่เป็นทุกข์ไปหมด; จะเป็นของธรรมชาติ ธรรมดา จะเป็นของว่างไปตามธรรมดาหมด มันเลยไม่มีความทุกข์ ไปหมด; นี่ผลของการที่ว่า ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา โดยจิตใจ; ถ้าจะมีก็มีแต่ภายนอก ในจิตใจอย่าได้มี เหมือนกับพระเยซูว่า มีภรรยา ก็เหมือนอย่างกับไม่มีภรรยา, มีทุกข์ มีโศกก็เหมือนกับไม่มีทุกข์มีโศก, แล้วมีอะไรอีกหลายคำ, จนกระทั่งว่า ไปซื้อของ ก็ อย่ารับเอาอะไรมา. นี่คือว่า ข้างนอกเราทำได้เหมือนเขา กินอยู่อะไรได้เหมือนเขา ทำการทำงาน ได้เหมือนเขา พูดก็พูดเหมือนเขา พูดภาษาเขา; นี่บ้านของฉัน นี่เป็นของฉันก็พูดได้ แต่ในใจไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย; ฉะนั้นหัดทำกันเสียอย่างนี้ เรียกว่า ปากอย่างใจอย่าง. ปากอย่างหนึ่ง แต่ว่าใจอีกอย่างหนึ่ง; ที่จริงประโยคนี้เป็นคำด่ามากกว่า เป็นคำพูด เสื่อมเสียของคนโกหกหลอกลวง ใช้ไม่ได้มากกว่า; แต่ว่าในตอนสุดท้ายกลับมาใช้ได้ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมะ; คือภายนอกแสดงอย่างหนึ่ง แต่ภายในกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตรงกันข้าม เช่นภายนอกแสดงว่ามีเงิน มีบุตรภรรยา สามี, มีเกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรก็ตาม, ที่มันแสดงออกไปภายนอก ก็มี; ส่วนภายในไม่ได้มี ในจิตใจไม่ได้มี.

น.265 ๑๑๐ นี่เรียกว่า ปากอย่าง ใจอย่าง หรือว่าภายนอกอย่างหนึ่ง ภายในอย่างหนึ่ง กลับเป็น คำพูดที่ประเสริฐยังมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเคยสอนให้ละเสีย เพราะว่าเป็นความ คดโกงไม่ซื่อตรง. ต้องซื่อตรงทั้งปาก ทั้งใจ อะไรนั้น มันภาษาคน ไม่ใช่ภาษาธรรม เป็นภาษาชาวโลก; พอมาถึงภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ทำได้อย่างที่เรียกว่า ปาก อย่าง ใจอย่าง; ข้างนอกอย่างหนึ่ง ข้างในอย่างหนึ่ง. ข้างนอกก็เหมือนกับมีอะไร ๆ ที่เขามี ๆ กันนี้ แต่ในใจไม่มีอะไรเลย; เป็นคนไม่มีอะไรเลย เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว อยู่เสมอ; ลองจำที่ว่า ปากอย่างใจอย่าง แต่อย่างเป็นภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษาคน ไปนึกดูบ้าง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความไม่โอ้อวด พระพุทธเจ้าก็สอนมาก; พระเยซูยิ่ง สอนมาก คือมีข้อความตั้งหลายหน้ากระดาษในธรรมเทศนาบนภูเขา, ตอนที่เทศน์บน ภูเขา : - แม้จะทำความดี ทำอะไร ต้องทำอย่าให้ใครรู้; เพราะถ้าเป็นเรื่องที่ใครรู้หมาย ความว่า ต้องการจะอวด คือยึดมั่นถือมั่น. เช่นจะถือศีลอุโบสถนี้ ไม่ให้ทาแป้งแต่งตัว ทาน้ำหอม; ให้ไม่มีใครรู้ว่า ฉันถือศีลอุโบสถ; แต่แล้วก็ถืออุโบสถอย่างเคร่งครัด นี่พระเยซูสอนมากมายในข้อนี้ว่า จะบำเพ็ญตบะ พิธี เพื่อพระเจ้า เพื่อความจริง อย่า ให้ใครรู้ เช่นจะให้ทาน ก็แอบไปให้ อย่าให้รู้ว่าใครให้ ไม่ต้องให้คนขอทานรู้ว่าเรา ให้ ไม่ให้คนทั้งหลายรู้ว่าเราให้; ทุกอย่างสอนทำนองไม่ให้ใครรู้; โดยเนื้อแท้ก็ต้อง การสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือว่าการทำอย่างนั้นมันช่วยทำลายกิเลส. เราคงจะเข้าใจกันได้ว่า ให้ทานอย่าให้ใครรู้ นี้คงจะทำลายกิเลสของผู้ให้ มากกว่าจะไปให้ชนิดที่มีคนรู้; เราก็ชอบพูดกันว่า "ปิดทองหลังพระ" ได้ความหมาย ทั้งสองอย่าง ความหมายอย่างหนึ่งของคนโง่ คือห้ามไม่ให้ทำ ปิดทองหลังพระไม่ได้

น.266 ๑๑๑ เกียรติ ไม่ได้อะไร อย่าไปทำ. แต่คำพูดกับคนฉลาด ปิดทองหลังพระนี้กลับดี คือไม่ เอาหน้า ไม่เอาตา ไม่เอาชื่อเสียง; ปิดทองหลังพระได้บุญมากกว่าปีดทองที่หน้าพระ อย่างนี้เป็นต้น. คำสอนเหล่านี้มันเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน จะเป็นพุทธเป็นคริสต์ ก็เหมือนกัน คือทำลายความยึดถืออยู่เรื่อย ๆ ไป; อย่าให้ใครรู้. ในที่สุดก็เรียกว่า เหมือนกับไม่มี ไม่มีตัวเรา, ไม่มีดี ไม่มีชั่ว, ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์, กระทั่งไม่มีแม้แต่ศาสนาไหน ๆ. นี่เป็นชั้นสูงสุดอยู่ที่นี่. ทีนี้ก็มานึกถึงความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ว่า เรื่องธรรมะสูงสุด หรือเรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มันประหลาด มันเป็นของดี เป็นของวิเศษ เป็นหัวใจของศาสนาทุก ศาสนา เป็นตัวธรรมะแท้ คือถ้าจะมีพระเจ้ากัน ก็มีที่ตรงนี้; แล้วสิ่งนี้มันประหลาด ตรงที่ว่า ถ้าใครอยากได้หรือต้องการ ไม่ต้องลงทุนเสียเงินเสียทอง ไม่ต้องเสียสตางค์. พูดอย่างภาษาคนมันก็ต้องลงทุน พูดอย่างภาษาคน อยากจะได้บุญได้กุศล ได้อะไร ก็ต้องลงทุนเอาเงินเอาทอง เอาเรี่ยวเอาแรงไปเป็นการลงทุน; แต่พูดอย่างภาษาธรรมะ แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพานเป็นของให้เปล่า ๆ ไม่เอาสตางค์; ซึ่งหมายความว่า เราสามารถจะปฏิบัตินิพพานได้ โดยไม่ต้องลงทุนเป็นสตางค์. พระเยซูก็พูดอย่างนั้น สองสามแห่งในไบเบิ้ลว่า "จงมาดื่มน้ำแห่งชีวิต โดยไม่คิดมูลค่า" พูดอยู่หลายแห่งไม่น้อย กว่าสามแห่ง; "จงมาเข้าถึงชีวิตนิรันดร” คือเข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพระเจ้า แล้วไม่ ตายอีกต่อไป. ดื่มน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียสตางค์ เพราะว่าไม่เสียมูลค่าอะไรเลย ข้อนี้ตรงกัน เหมือนกันกับพุทธศาสนา; พระพุทธเจ้าตรัสว่า มรรคผลนิพพานเป็นของ ให้เปล่า ไม่ต้องลงทุนเป็นเงินเป็นทอง; เช่นเราปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ ก็สละออกไป ๆ ๆ ๆ ไม่รับอะไรเข้ามา ไม่ต้องเอาอะไรมาจ่ายลงทุน มันก็ถึงสิ่งที่

น.267 ๑๑๒ เรียกว่ามรรคผลนิพพาน; ได้รู้รสของพระนิพพาน โดยไม่ต้องเสียสตางค์. เราเสียสตางค์ กันมากเพื่อซื้อนิพพาน ดูมันขวางกันอยู่; ส่วนเรื่องที่จะลงทุนเป็นเงินเป็นทอง เพื่อได้ สวรรค์วิมานนั้น มันคนละเรื่องกัน มันปรับกันไม่ลง. ถ้าเราจะลงทุนเป็นเงินเป็นทองบ้าง ก็ต้องเพื่อผู้อื่นเท่านั้น; นิพพานนั้นมันเพื่อเราก่อน และไม่ต้องเสียสตางค์เลย; แต่แล้ว ทำไมเราจึงเสียสตางค์บริจาคเงินกัน ก็เพื่อเป็นการกระทำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เพื่อน มนุษย์ด้วยกันเข้าถึงสิ่งที่ไม่ต้องเสียสตางค์บ้าง ฉะนั้นเราลงทุนสร้างวัดสร้างวา สร้างการสั่งสอน วิธีการเผยแผ่ขึ้นก็เพื่อให้ เพื่อนมนุษย์ของเราเดินถูกทาง เดินไปหาสิ่งที่จะได้มาโดยไม่ต้องเสียสตางค์ คือนิพพานนี้ เป็นต้น; ฉะนั้นถ้าใครจะทำบุญด้วยเงินด้วยทอง ขอให้คิดอย่างนี้. ถ้าไม่คิดอย่างนี้ ดูจะขาดทุนมากกว่าได้กำไร; จะขาดทุน ไม่คุ้มค่า และจะไม่ได้กำไรด้วย และไม่คุ้มค่า ด้วย จะต้องขาดทุน. มันไปทำกลับกันเสียกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีให้เปล่า; พระ เยซูก็ตรัสว่าให้เปล่า แล้วพระเยซูยังมีแถมตรัสว่าสิ่งที่ได้มาเปล่า ๆ นั้น ต้องให้เพื่อนกัน เปล่า ๆ นะ; ดูเหมือนพระพุทธเจ้ายังไม่เคยตรัสประโยคนี้ด้วยซ้ำไป แต่รู้ได้โดยนัย, ว่าท่านก็ต้องตรัสอย่างนี้เหมือนกัน. เมื่อเราก็ได้มาเปล่า ๆ แล้วเราก็จงพยายามให้แก่เพื่อน เปล่า ๆ อย่าเกี่ยงงอนตั้งข้ออย่างนั้นอย่างนี้; เรียกร้องเอาบุญคุณอย่างนี้ อย่างนี้; จะ ต้องเป็นลูกศิษย์เป็นอาจารย์ตอบแทนกันอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ถูก. เมื่อได้มาเปล่า ก็ต้อง ให้เปล่า ฉะนั้นสิ่งที่สูงสุดหรือธรรมะของศาสนานั้นเป็นของให้เปล่า; และผู้ใดได้มาโดย วิธีเปล่า ๆ แล้วก็ต้องให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเปล่า ๆ อย่าเรียกร้องเกี่ยงงอนเอาอะไร เป็นต้น. ถ้าเสียสละเงินทองไปก็เป็นการลงทุนไปอีกนิดหนึ่งไม่เกี่ยวกับเรา เดี๋ยวจะไปเป็น เครื่องมือให้เพื่อนมนุษย์ที่ยังไม่รู้หนทาง ได้รู้หนทาง แล้วเดินเข้ามาถึงซึ่งสิ่งแจกฟรีให้ เปล่า ๆ; ตอนสุดท้ายเขาก็ต้องได้รับสิ่งที่เรียกว่า ได้เปล่าเหมือนกัน ไม่ขัดขวางกันที่ ตรงไหน.

น.268 ๑๑๓ ทีนี้มามองดูให้ดี จะเห็นว่า ยอดสุด ของประเสริฐสุด ที่จะได้เปล่านี้ เรียก ว่านิพพาน หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม; พระเยซูเรียกว่าชีวิต คือถือว่าที่กำลังเป็นอยู่นี้ คือความตาย ทุกคนกำลังตาย ก็ไม่ถึงพระเจ้า ไม่ถึงสิ่งสูงสุด; ที่นี้มาทำตามคำสอน ของพระเยซูแล้ว จะเกิดใหม่ทันที จะต้องเกิดใหม่; ตายแล้วต้องเกิดใหม่ เกิดแล้วต้อง เกิดเป็น Eternal life คือชีวิต เป็นชีวิตแท้ ไม่รู้จักตายอีกต่อไป; พระพุทธเจ้าก็เหมือน กัน ทำนองก็อย่างเดียวกัน. เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ว่า เหมือนตายอยู่ คือมีความทุกข์อยู่ เรา ต้องทำให้รู้; ตรัสรู้ ลืมตาขึ้นมาในโลกใหม่ เกิดใหม่ ทีนี้ก็ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป ให้ เข้าใจอย่างนี้เป็นหลักพื้นฐาน. ที่มาแล้วแต่หนหลัง คือตายอยู่นั้น คือตัวกู ของกู; มีตัวกู ของกูอยู่ตลอด เวลา; นั้นคือตาย แล้วก็ตายอยู่, ตายอยู่. ทีนี้เกิดใหม่เป็นชีวิตนิรันดร เป็นชีวิตนิพพาน เป็นชีวิตอมตะ อมฤตธรรม อมฤตอะไรก็ตาม, ทีนี้หมดตัวกู ของกูแล้ว. คำว่า "เกิดใหม่" กลายเป็นไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เป็นชีวิตที่แท้ ที่ไม่ตาย อีกต่อไป; เบญจขันธ์ร่างกายเป็นของบริสุทธิ์ เรียกว่า เบญจขันธ์อันบริสุทธิ์ หรือ วิสุทธิขันธ์ คือขันธ์ที่บริสุทธิ์; มีร่างกายจิตใจที่ไม่ประกอบไปด้วยกิเลสและอุปาทาน. ก่อนนี้เบญจขันธ์นี้ประกอบไปด้วยกิเลส อุปาทาน มีตัวกูของกูอยู่เรื่อยนั้น คือตาย; พอ หมดกิเลสตัณหา อุปาทานก็เกิดใหม่ในโลกของพระอริยเจ้า; นี่พูดภาษาคนว่า เกิดใหม่ ในโลกของพระอริยเจ้า นี่พูดภาษาคน. ถ้าพูดภาษาธรรมก็พูดว่า ดับมันเสีย ตัวกู ของกู นี้กับมันเสีย ไม่มีอะไรเป็นความว่างอย่างยิ่ง คือนิพพาน นี่พูดภาษาธรรม. ถ้าพูดภาษาคนอย่างพระเยซูพูด ก็ว่าเกิดใหม่ในโลกของพระอริยเจ้า แล้วก็ อยู่ตลอดกาลในแผ่นดินของพระเจ้า เป็นภาษาคนไป; ถ้าแปลก็เหมือนกัน จะเห็น

น.269 ๑๑๔ ได้ว่า อันหนึ่งพูดเป็นความเกิดใหม่ อันหนึ่งพูดเป็นการดับสนิท. คำพูดมันต่างกัน อย่างนี้ ภาษาคนพูดว่าเกิดใหม่, ภาษาธรรมพูดว่าดับสนิท; ฉะนั้นเราจงมีชีวิตอยู่อย่าง ดับสนิท คือไม่ร้อน; ถ้าร้อน คือตาย ร้อนอย่างเป็นนรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายก็ตามนั้น คือตายอยู่; ไม่ดับ คือตายอยู่ หมายความว่า พลุ่งเป็นไฟอยู่พลุ่ง ๆ ๆ เป็นไฟอยู่อย่างยิ่งอยู่เสมอ ต้องดับเย็นลง ๆ พูดให้เป็นเครื่องสังเกต หรือ ช่วยให้มีความ ง่ายเข้า ก็คือว่า ให้จำไว้ว่า คำว่า นิพพานนั้นมันแปลว่า เย็นลงๆ ๆ; ในประเทศ อินเดียครั้งพระพุทธเจ้าเขาก็พูดคำนี้กันอยู่ตามบ้านตามเรือน ตามถนนหนทาง ในเมื่อสิ่งใด ที่มันร้อนแล้ว มันเย็นลง ๆ ก็เรียกว่า นิพพานแล้ว ๆ นิพพานลงกินได้แล้ว; เหมือน กับแกงมันร้อน กินไม่ได้ พอแกงมันนิพพานลง ๆ ๆ เรียกว่า กินได้เย็นแล้ว. คำว่า นิพพาน มีความหมายตามธรรมดา ภาษาธรรมดาว่าเย็นลง ๆ ของสิ่งที่ร้อน เช่นถ่านไฟ แดง ๆ เย็นลงก็เรียกว่า นิพพาน. อย่างนี้เป็นต้น สำหรับสัตว์เดรัจฉาน สูงขึ้นมาสำหรับ สัตว์เดรัจฉาน ก็คือสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีความร้อน; ความร้อนของสัตว์เดรัจฉาน คือพยศ ร้ายกาจที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ ที่เรียกว่าความร้อน; ถ้าสัตว์เดรัจฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจน หมดพยศร้ายแรง ก็เรียกว่ามันนิพพานคือมันเย็นลงแล้ว. ทีนี้ก็มาถึงคน คนร้อนเป็นไฟพลุ่ง ๆ ๆ เหมือนกับอยู่ในนรก นี่ก็เรียกว่า มันร้อนอยู่ ยังไม่นิพพาน; ทีนี้หาวิธีทำด้วยธรรมะให้มันเย็นลง ๆ อยู่เสมอ มันก็ นิพพาน ๆ ๆ จนกว่าเมื่อไรจะถึงที่สุด ก็คือนิพพานชั้นสูงสุด. เดี๋ยวนี้มันก็นิพพานอยู่บ้าง แล้ว เราจึงมานั่งกันอยู่ได้อย่างนี้ ถ้ามันร้อนวูบ ๆ เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็มานั่งอยู่อย่างนี้ ไม่ได้; ฉะนั้นต้องเข้าใจความที่ว่านิพพานนี้ มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับคนอยู่ตลอดเวลาทุกลม

น.270 ๑๑๕ หายใจเข้าออก ถ้าไม่มีเสียบ้างเลย ก็เป็นบ้า ต้องตายในที่สุด, เพราะสิ่งที่ว่านิพพานนั้น ที่แท้มันก็มาเกี่ยวข้องกับเราอยู่บ้างแล้วตามสมควรและแทบตลอดเวลา จะสูญหายไปบ้างก็ เป็นส่วนน้อย คือขณะที่มีราคะเกิดขึ้น โทสะเกิดขึ้น โมหะเกิดขึ้นเท่านั้น; ถ้าขณะใดสิ่ง เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ก็อยู่อย่างนิพพานน้อยๆ นิพพานตัวอย่าง นิพพานชิมลอง อยู่เรื่อยๆ; เราก็ไม่เป็นบ้า เราก็ไม่ตาย อยู่ได้ด้วยอานิสงส์ ด้วยประโยชน์ของนิพพาน. ฉะนั้นเราจง ขอบใจขอบคุณนิพพาน แล้วจงสนองคุณของนิพพานด้วยการทำให้มีมากขึ้น; ให้มันเย็น ลง ๆ ยิ่งขึ้น คือทำลายตัวกู ของกู นั้นเสีย อย่าให้ยกหู ชูหางขึ้นมา; ให้มีแต่น้อย ให้ อยู่ในระเบียบแบบแผน และให้น้อยลง ๆ จนกระทั่งหมดไป ไม่มีเหลือ ก็จะเป็นการได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าเรามีการทะเลาะกันด้วยทิฏฐิมานะ มันก็คือขณะที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิพพาน ขณะนั้นมันเป็นคนบ้า, ฉะนั้นถ้า พูดขัดคอ ขัดขวาง ทะเลาะวิวาทกันเมื่อไร ในทาง โลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ก็คือคนบ้า, มันไม่ถึงความเป็นมนุษย์ มันเลวลงไปจน ถึงขนาดที่เรียกว่า ทะเลาะกัน. เหมือนที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ทีแรกแล้วว่า ถ้ายังโง่ที่สุด แล้วก็เห็นว่า ยังมีศาสนาหลายศาสนา และแตกต่างกัน แล้วก็เป็นปฏิปักษ์ข้าศึกต่อกัน; เพราะฉะนั้นต้องลบล้างกัน ทำลายกัน นี้คนโง่ที่สุด. เมื่อมีศาสนาหลายศาสนา และต่างกัน เป็นปรปักษ์ต่อกัน; คนเราก็เหมือนกัน ถ้าคิดว่าเราถูก เขาผิด เขาผิดเราถูกอะไรก็ตาม; ก็ทะเลาะวิวาทกัน ก็คือคนโง่ที่สุด. มันเป็นเรื่องเปลือกทั้งนั้น ที่ต้องทะเลาะกัน วิวาทกัน; ขอให้มันถือว่าเป็นเรื่องเปลือก ทั้งนั้น ยังไม่ใช่เนื้อแท้. ถ้าเป็นเรื่องเนื้อแท้ของคนฉลาดบ้างแล้ว ถ้าเป็นเรื่องศาสนา

น.271 ๑๑๖ ก็มีแต่เหมือนกัน; ข้างในเหมือนกัน แม้ข้างนอกจะต่างกัน. เหมือนกับเปรียบเทียบด้วยน้ำ คำว่า "น้ำ" นี้ต้องเหมือนกัน; โดยเนื้อหาสาระข้างใน ก็มีสิ่งที่เรียกว่าน้ำบริสุทธิ์อยู่ใน นั้น. ข้างนอกเป็นน้ำเหม็น น้ำเน่า น้ำสกปรกนั้นมันไม่ใช่น้ำ มันเป็นของอื่นที่เข้าไป ประสมกับน้ำ. ฉะนั้นเราอย่าไปเอาส่วนนั้น; ถ้าเราไปเอาส่วนนั้น ก็คือเรากินน้ำสกปรก เข้าไป ไปรับเอาของสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะ อะไรเข้าไปไม่ได้กินน้ำบริสุทธิ์ ฉะนั้นถ้า ใครเกิดทะเลาะวิวาทแก่กันและกันในระหว่างอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณรก็ดี คือคนที่กำลังกินของสกปรกอยู่ คือตัวกู ของกูนั่นเอง; มันไม่ควร จะมีเลย เลิกเสียดีกว่า ไม่ต้องนึกถึงเรื่อง ยกหูชูหางใส่กันและกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ มากเกินไป; มันมีหน้าที่อยู่ที่จะระงับสิ่งเหล่านี้ลงไปเสีย. ทีนี้มันน่าหวัวที่ว่า ยิ่งอายุมาก มักจะยิ่งมีอย่างนี้มาก นี่ขออภัย ขอพูดตรง ๆ อย่างนี้ เพราะอะไร ? เพราะว่า คนอายุมากนี้มันเคยชิน ๆ ๆ ๆ อีกอย่างหนึ่งมันจึง สะสมไว้มาก ; คนอายุมากนั้นมีลูก จึงยกหูชูหางที่จะชนะลูกก่อน; เพราะมันลูกของฉัน มันจะนั่นนี่อย่างไรได้; มีหลานมันก็ยิ่งยกหูชูหางอีกชั้นหนึ่ง เลยทำให้ คนแก่ ๆ นี่มีทาง มีตัวกู ของกูมากกว่าเด็ก ๆ . ถอยหลังลงไป เด็ก ๆ นั้นมีน้อยมาก เด็กแรกคลอด ดูหายาก และเด็กใน ท้อง ยิ่งจะไม่รู้สึกเป็นตัวกู ของกู กี่มากน้อยเลย; พอยิ่งอายุมากเข้าเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยายแล้ว มีตัวกู ของกู ในหลายรูป หลายแบบที่เหนียวหนืดไปเลย ละยาก ฉะนั้นคนแก่ ๆ ควรจะระวังให้ดี ควรพยายามย้อนกลับไปเป็นเหมือนเด็ก ๆ เสียอีกที นั่นจะเป็นการปฏิบัติธรรมะในเรื่องที่จะเป็นไปในทางว่าง ทางไม่ยึดมั่นถือมั่น; มิฉะนั้นแล้ว ยิ่งแก่ มันจะยิ่งไกล, ไกลพระพุทธเจ้า ยิ่งแก่ก็ยิ่งไกลนิพพาน.

น.272 ๑๑๗ ที่จริงแล้วยิ่งแก่ก็ยิ่งใกล้พระพุทธเจ้า หรือพูดภาษาอีกอย่างหนึ่งว่า ยิ่งแก่ก็ ต้องยิ่งหนุ่ม; ยิ่งอายุมาก ยิ่งต้องเป็นหนุ่มเป็นสาว; คือยิ่งอายุมาก ควรจะจะยิ่งสดชื่น แจ่มใส; ไม่ควรจะเหี่ยวแห้งโรยรา ยิ่งอายุมาก ควรจะยิ่งสดชื่นแจ่มใส ยิ่งอายุมาก ยิ่ง ใกล้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็ยิ่งรู้ธรรมะ นั่นแหละ ยิ่งรู้ความที่จะทำให้ไม่ เป็นไฟมากขึ้น คือเย็นลง ๆ ๆ ถ้าเย็นถึงที่สุดก็คือ สดชื่นแจ่มใสที่สุด; ฉะนั้น คนอายุ มากควรจะยิ่งเป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น ควรจะสดใส แจ่มใส ยิ่งขึ้น. การแจ่มใส ทางร่างกายทางเนื้อหนังของคนหนุ่มคนสาวนั้นคนละเรื่อง; ความเป็นหนุ่มเป็นสาวทางจิต ทางวิญญาณ ทางภาษาธรรมะนี้ หมายความว่า มีธรรมะมากขึ้น; ความร้อนหายไป ความ เย็นเข้ามามากขึ้น ๆ จึงมีความสดชื่นมากขึ้น ๆ; ฉะนั้นขอให้คนแก่ ๆ มีความสดชื่น หรือ ความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็แล้วแต่จะเรียกนี้มากขึ้น ๆ แล้วเรื่องทะเลาะวิวาทก็จะไม่มี. ทีนี้มากไปกว่านั้น ก็คือว่า ยกตนข่มท่าน นินทาว่าร้าย ฯลฯ นี้มีไม่ได้ ในหมู่พุทธบริษัท ถ้ามีก็หมดความเป็นพุทธบริษัท, เป็นแต่ปากว่าเอาเองนั้นใช้ไม่ได้ ไม่มีใครรับรอง. เป็นแต่ปากว่า เราว่าเอาเอง ฉันเป็น หรือทะเบียนเป็น หรือไปขึ้น บัญชีเอาที่วัดดังนี้ มันใช้ไม่ได้, ไม่ใช่ความจริง. ความจริงเราต้องเป็นพุทธบริษัทที่แท้ จริง คือมีตัวฉันหรือตัวกู น้อยลง ๆ ๆ เย็นลง ๆ ๆ ใกล้นิพพานมากขึ้น; ฉะนั้นไม่ ต้องพูดถึงเรื่องนินทาว่าร้าย ข่มขี่ผู้อื่น ยกตนข่มท่าน ต้องไม่มี ถ้ามีก็ไม่รู้ว่าจะไปจัด ให้เรียนชั้นไหน จะให้ไปเรียนชั้นมูล ชั้นเตรียม ก็ยังสูงเกินไป มันก็ต้องอยู่ต่ำ กว่านั้นไปอีก ; เลยไม่รู้ว่าจะให้เขาเรียนชั้นไหน. ในหมู่พุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกา ต้องไม่มีเรื่องนี้. เพียงแต่ชั้นมูล หรือชั้นเตรียม ไม่ขึ้นชั้นประถมหนึ่งสักที ก็ยังรู้เรื่องนี้ เสียแล้ว; รู้เรื่องเหล่านี้เป็นของร้อน นี่ไม่ใช่ธรรมะ นี้ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นต้นเสีย

น.273 ๑๑๘ แล้ว; ส่วนชั้นสูง ชั้นมัธยม ชั้นอุดม จนไปถึงไม่มีตัวฉัน; ไม่มีตัวฉัน ว่างจากตัวฉัน, ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวสู, ไม่มีเรา ไม่มีเขา, ซึ่งทำให้ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสเตียน ไม่มีอิสลาม; คือไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีใคร มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ "สุทฺธิธมฺมา ปวตฺตนฺติ" ธรรมชาติ ล้วน ๆ เท่านั้นที่เป็นอยู่ เป็นไปอยู่ก็มี สงบนิ่งอยู่ก็มี เป็นไปอยู่ก็มี แล้วแต่จะเป็น สังขตธรรมหรืออสังขตธรรม ชั้นอุดมมันรู้ถึงขนาดนั้น. ชั้นมูล ชั้นประถมก็ต้องรู้ถึงขนาด ที่ว่า เตรียมตัวที่จะเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้น อย่ามามัวขัดคอขัดขวาง ทะเลาะวิวาท นินทาสรรเสริญ อิจฉา ริษยา ยกตัวข่มท่าน ฯลฯ มันไม่ไหว มันไม่รู้จะเรียนชั้นไหน มันต่ำเกินไป ไม่อยู่ในเครือของพุทธบริษัท. นี่จากความมีอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ตั้งต้นเป็นความ ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เป็นความที่ค่อย ๆ น้อยลง ๆ ๆ ๆ; จนกระทั่งไปถึงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรหรือว่าง, ว่างจากตัวฉัน, ว่างจากของฉัน. ให้เข้าใจว่าโดยเนื้อแท้มันก็เป็น ว่างอยู่แล้ว ; ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี ดูให้ถึงเนื้อในเถอะ มนว่างเสียแล้ว; ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้ว; ที่ยึดมั่นถือมั่นนี้เพิ่งมา น้ำทีแรกก็เป็นน้ำสะอาดเหมือนกับน้ำกลั่นอยู่แล้ว; ตกมา จากฟ้า แต่พอมาในอากาศก็พบฝุ่นละออง ก็กลายเป็นน้ำฝนที่เจือด้วยฝุ่นละออง; พอลง มาในตุ่ม ในไห ก็มีของสกปรกในตุ่มในไหเจือลงไปอีก; เจือลงไปในบ่อ ในลำธาร ในคู ในคลอง มันก็ถูกเจือมากขึ้นอีก; กระทั่งไปอยู่ในคูน้ำเน่า ในส้วม ในอะไรต่าง ๆ มันก็เปลี่ยนไปอย่างนี้, ให้ถือว่าส่วนที่ไม่ใช่น้ำนั้น ไม่ใช่สาระอะไร. ให้เพ่งเล็งถึงร่างกายและจิตใจล้วน ๆ ที่ไม่มีกิเลสไว้เป็นอารมณ์; ร่างกาย จิตใจล้วน ๆ ที่ไม่มีกิเลสเป็นอารมณ์ของความรู้ของการศึกษา; ที่เป็นตัวถู ตัวฉัน รู้นั่น รู้นี่ ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้นั้น เป็นของสกปรก เข้ามาเจือในน้ำเป็นน้ำเน่า น้ำ

น.274 ๑๑๙ ขุ่นไป. จิตใจของเราไม่ได้สกปรก ร่างกายของเราไม่ได้สกปรก; แต่ว่ากิเลสที่เพิ่งเกิดขึ้น ทีหลัง เพราะความโง่ ความเผลอมากขึ้นนี้ มันจรเข้ามาใหม่; มันทำให้สกปรกไปเสีย. แล้วทำไมไปเอาส่วนที่สกปรกมาเป็นตัวกู ตัวฉัน มาเป็นตัวตนเล่า; มันของมาใหม่ ไม่ใช่ ของจริงของสกปรก. ถ้าเอาของสกปรกมาเป็นตัวตนก็น่าหวัว ; เป็นตัวตนที่สกปรก อยู่แล้ว แน่นอนด้วย; ฉะนั้นจิตที่ฉลาด จิตที่มีความรู้ จิตที่เป็นพุทธะนั้น จะไม่เอา อะไรเลย; จะไม่เอาของสกปรกมาเป็นตัวตน จะไม่เอากิเลสเป็นตัวตน. ถ้าจะมีตัวตน ก็ต้องความว่างจากกิเลสเป็นตัวตน ; ความว่างจากกิเลสนี้ มันไม่ยึดถือ แม้ปากจะพูด ว่าฉัน ว่าของฉัน ใจข้างในไม่ได้ยึดถือ ปากอย่าง ใจอย่างเสมอไป ขอให้ปฏิบัติใน ลักษณะเช่นนี้. ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นเรื่องพูดอย่างภายใน เทศน์ตามธรรมาสน์ ก็คงจะพูดอย่าง นี้ไม่ได้ คงจะเกิดเรื่องใหญ่; แต่นี่เป็นการพูดอย่างกันเองภายใน ในวงคนไม่กี่คน คนที่ ที่พอจะเข้าใจได้ จึงได้พูดอย่างนี้. ฉะนั้นจึงหวังว่าทุกคนจะได้ฟังให้ดี จะได้พยายามคิดดู ให้ดี; ถ้าเห็นจริงเห็นด้วย ก็พยายามทำตามให้ดี ๆ. ไม่เท่าไรก็จะเลื่อนชั้นขึ้นไป ในทางที่จะว่าง หรือจะพ้นทุกข์ได้ ; เช่นทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่างก็ได้, ยกผลงานให้ ความว่างเสียหมดเลยก็ได้, กินอาหารจากความว่างก็กินเป็น, แล้วก็ตายสิ้นสุดเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ทีแรกโน้นก็ทำได้, แล้วเรื่องก็จบ, จบสำหรับความเป็นพุทธบริษัท. พูดอย่างภาษา คน ก็ว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา; แต่ถ้าพูดอย่างภาษา ธรรมะ ก็คือสิ้นสุดลงไปโดยไม่มีอะไรที่จะเป็นปัญหาอีกต่อไป ชีวิตนี้เรียกว่าเป็นชีวิต นิรันดรได้ ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต