Buddhadasa.org

โอวาทท่านพุทธทาส ตอนที่ ๖ — ๖. เรื่องไม่มีชีวิต และไม่นุ่งผ้า

โอวาทท่านพุทธทาส — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — โอวาทท่านพุทธทาส (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.275 ท่านผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย; อาตมามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบกันในวันนี้ และได้มีโอกาสบำเพ็ญ ประโยชน์ให้แก่กันและกันในการที่จะกล่าวธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการแลกเปลี่ยน ความรู้กัน หรือจะพูดว่า ระหว่างเถระวาทกับมหายาน ก็ได้ จึงมีความยินดีเป็น อย่างยิ่ง สำหรับการกล่าวธรรมะในวันนี้นั้น อาตมาอยากจะเริ่มขึ้นด้วยการขอถามท่าน ทั้งหลายว่า ถ้าจะพูดว่า บรรดาคนทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ก็เดิน ก็วิ่ง ก็ทำงานกันอยู่ทั่ว ไปในแผ่นดินนี้ เกิดมาแล้วทุกคนก็ยังหาชีวิตไม่ คือเป็นคนยังไม่มีชีวิต; และยิ่งกว่านั้น ที่วิ่งพล่านอยู่ทั้งหมดนั้น ก็ยังไม่ได้นุ่งผ้า หรือสวมเสื้ออะไรเลย; ถ้ากล่าวขึ้นอย่างนี้แล้ว ท่านจะเชื่อหรือไม่ หรือท่านจะคิดว่า มันเป็นอย่างไร ? ถ้าหากว่า ผู้คนทุกคนเหล่านั้นไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้นุ่งผ้าอะไรเลย แล้วไม่ได้มี ชีวิตเลยอย่างนี้ มันจะน่าเห็นเป็นเรื่องใหญ่โตหรือไม่; จะน่าสนใจหรือไม่; แล้วเราจะทำ อย่างไรกันดี ? เราจะได้ลองวินิจฉัย พิจารณากันดูว่า คนเหล่านี้เกิดมาแล้ว ยังไม่มีชีวิต เลย แล้วก็ไม่นุ่งผ้าด้วย. เราจะวินิจฉัยกันในข้อแรกก่อนว่า ทำไมจึงพูดว่า เขายัง

น.276 ๑๒๑ ไม่ได้มีชีวิตเลย; เราจะพูดกันว่า ทำไมเขาจึงยังไม่ได้มีชีวิตเลย, เพราะเขาพูดได้ กินได้ นอนได้ ทำได้ คิดได้ ทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่เขาไม่มีชีวิตเลย; เพราะ การคิด การ พูด การทำอะไรเหล่านั้น เป็นเพียงความคิดปรุงแต่ง แล้วทำไปตามความยึดมั่น ถือมั่น แล้วมันก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรตอนไหนที่จะเป็นความจริง มันมีแต่เกิดดับ ๆ เกิดดับเปลี่ยนแปลงเรื่อย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ชีวิต. เพราะถ้ามัน เป็นชีวิต มันต้องไม่เปลี่ยนแปลง และไม่เป็นมายาเช่นนั้น; ฉะนั้น เราพูดได้ว่า การคิด การพูด การกระทำที่สับสน ปรุงแต่ง วุ่นวาย เหล่านั้น จึงยังไม่ได้มีชีวิตเลย ทั้งที่เกิด มาแล้ว. เพราะว่า จิตของเขายังไม่ใช่จิตแท้ ไม่ใช่จิตเดิมแท้; ความคิด ที่เป็นสังขาร นั้น ยังไม่ใช่จิตเดิมแท้ เป็นเพียงความคิดปรุงแต่ง เกิด-ดับ, เกิด- ดับ; แล้วทำ ไปตามนั้น ทำให้รับผลของการกระทำเป็น เกิด-ตาย เกิด-ตาย อยู่เรื่อย ดังนี้ ยังไม่ ใช่ชีวิตจริง. ถ้าสิ่งที่เป็นชีวิตจริง ต้องไม่เกิดไม่ตาย ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่อะไรหมด นั่นจึง จะเป็นชีวิตจริง; เพราะฉะนั้น ชีวิตที่แท้จริงจึงได้แก่ จิตเดิมแท้ ไม่ใช่อื่นไปจากจิตเดิม แท้. หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ได้แก่ "ความว่าง” ที่เป็นอันเดียวกับพุทธะ ธรรมะ; เป็นความว่างอย่างนี้ จึงจะเรียกว่า จิตแท้; ไม่ใช่จิตปลอม ไม่ใช่จิตมายา. ถ้าแม้ยังไม่ ถึงสิ่งนี้อยู่ เขาจึงมีแต่จิตปลอมอยู่เรื่อย; จึงเป็นชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นเพียงมายา. เพราะ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า เขาเหล่านั้นที่ยังไม่เห็นจิตเดิมแท้; ยังไม่ถึงจิตเดิมแท้ว่า ไม่มีชีวิต ทั้งที่เกิดมา เดินได้ ทำอะไรได้ วิ่งว่อนอยู่ ก็ยังเป็นคนไม่มีชีวิตเลย. ที่ว่า พวกที่เขาวิ่งว่อนอยู่เหล่านั้นไม่ได้นุ่งผ้ากันเลย; นี่หมายความว่า จิตใจ ของเขาเหล่านั้นยังไม่มีธรรมะเลย. คนที่ไม่ได้นุ่งผ้าเหล่านั้นเป็นคนที่ไม่ละอาย หมาย- ความว่า ไม่มีธรรมะเลย ก็ยังไม่ละอาย ไม่มีธรรม แต่ประการใดเลย ก็ยังไม่ละอาย;

น.277 ๑๒๒ เที่ยวพูด เที่ยวทำ เที่ยวแสดงตัวไปในที่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เรียกว่า เป็นคนไม่มีธรรมเลย ไม่มีความละอาย. เขาไม่นุ่งผ้าแล้วก็ไม่ละอาย ยังเที่ยวเดินออกไปตามถนนตามที่ทุกหน ทุกแห่ง; จิตใจของเขาไม่มีธรรมะส่องแสง จึงเป็นจิตใจที่มืดมัว เป็นจิตใจที่ไม่ประกอบ ด้วยธรรม จึงเป็นจิตมายา แล้วไม่มีเครื่องนุ่งห่ม ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า เขาเป็นคนไม่ นุ่งผ้า. ทีนี้เราจึงเห็นได้ทันทีว่า "ชีวิต" ที่เขาพูด ๆ กันนั้น ไม่ใช่ชีวิต หรืออย่าง ดีก็เป็นเพียงชีวิตปลอม ชีวิตที่แท้จริงจะต้องหมายถึงชีวิตที่เป็นความว่าง; หรือจิตเดิมแท้ หน้าตาดั้งเดิม ที่กำลังเป็นของสิ่งเดียวกัน นั่นแหละเป็นชีวิตแท้. หรือการนุ่งผ้าก็เหมือน กัน อย่างที่นุ่ง ๆ กันอยู่นี้ ยังไม่เป็นการนุ่งผ้า เป็นการนุ่งผ้าที่หลอกลวงหรือเป็นมายา; นุ่งผ้าแท้ ๆ ต้องหมายความว่า จิตใจต้องประกอบด้วยธรรมะคุ้มครอง ไม่ให้มีความ ทุกข์ ไม่มีกิเลสมารบกวน. ท่านจะรู้จักชีวิตปลอมกับชีวิตแท้ นุ่งผ้าจริงกับนุ่งผ้าแท้แล้ว; ต้องไปลองคิดดูซิว่า เรามีชีวิตแท้แล้วหรือยัง ไม่ได้นุ่งผ้า หรือนุ่งผ้าแท้ ๆ กันแล้ว หรือยัง เราจะต้องสำนึกว่า การไม่มีชีวิตนี้มันน่ากลัวเท่าไร; แล้วการไม่นุ่งผ้าเลยนี้มัน น่าอายเท่าไร; แล้วจะได้พยายามทำให้มีชีวิตจริง ๆ กันเสียที ให้นุ่งผ้าจริง ๆ กันเสียที การ จะมีชีวิตจริงจะต้องทำอย่างไร จะได้อธิบายต่อไป. ครั้งแรกที่สุด เราจะกล่าวกันอย่างย่อ ๆ ก่อน ที่ว่าถ้าจิตของเราที่เป็นมายา ที่เป็นความคิดปรุงแต่งหมดไปแล้วให้จิตเดิมแท้ หรือความว่าง หรือหน้าตาดั้งเดิมปรากฏ จึงจะว่ามีชีวิต; จิตที่มีความว่าง; จิตเดิมแท้ หรือหน้าตาดั้งเดิมนี้ เป็นธรรมะที่สูงสุด

น.278 ๑๒๓ กว่าธรรมะทั้งหลาย; ถ้าจิตเข้าถึงจิตแท้ สิ่งนี้ก็คือว่า เรามีการนุ่งผ้าพร้อมกันไปในตัวกับ การที่มีชีวิต. การที่จะทำให้หน้าตาดั้งเดิม หรือจิตเดิมแท้ หรือความว่าง ปรากฏออกมานั้น เราจะต้องทำไม่ให้ความคิดปรุงแต่งที่เป็นมายาปรากฏเกิดขึ้น; ความคิดปรุงแต่งที่เป็นมายา นั้น หมายถึงความคิด หรือความรู้สึกที่ว่า มีตัวเราหรือของเรา มีตัวกูหรือของกู; ถ้า ความคิดชนิดไหนที่ทำให้เป็นไปในทางที่ว่ามีตัวเรา ของเรา ตัวกู หรือของกูแล้ว ชื่อว่า ความคิดปรุงแต่งทั้งนั้น; ไม่ใช่สติปัญญาหรือจิตเดิมแท้ ไม่ใช่ตัวจิตเดิมแท้. ถ้าจิตเดิม แท้ต้องเป็นสติปัญญาที่ถูกต้อง หรือรู้ว่า ที่ไม่มีตัวเรา หรือของเรา. เป็นต่อไปว่า ความคิดที่เป็นความรู้สึกต่าง ๆ มันเป็นมายา; ที่รู้สึกว่าเราว่า ของเรานี้ มันเกิดเสียเรื่อย คือมันเกิดเสียทุกที ทุกครั้ง ที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูก ได้กลิ่น ลิ้นได้รู้รส หรือผิวกายได้รับสัมผัสกระทบผิวกาย; หรือว่า จิตนี้มันคอยคิดนึก เรื่องราวอะไรต่าง ๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้นกาย; เมื่อมีสัมผัสเข้าที่ไหนมันก็รู้สึก ด้วยคิดว่า ตัวเราอย่างนั้น ตัวเราอย่างนี้ ของเราอย่างนั้น ของเราอย่างนี้เสียเรื่อยไป เป็นจิตปรุงแต่งใหม่ ๆ เสียเรื่อยไป โอกาสของจิตเดิมแท้ หรือหน้าตาดั้งเดิม หรือความ ว่างจึงไม่ปรากฏ เราต้องดูให้ละเอียดออกไปว่า การที่เรามีชีวิตเป็นอยู่ประจำวันนี้ แม้โดย การที่เราอยู่ในบ้านเราแล้วออกไปนอกถนนที่หน้าร้านเรา หรืออยู่ในห้องน้ำ อยู่ในครัว เราอยู่ในที่ต่าง ๆ อย่างนี้; มีแต่เรื่องกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือคิด

น.279 ๑๒๔ ขึ้นมาทางใจเอง มีเสมอไปแล้ว ทุกคราวเราควบคุมไว้ไม่ได้; จนเราเกิดความรู้สึกที่ว่า นั้นของกู นี่ของกู กูได้สิ่งนั้นมา กูเสียสิ่งนี้ไป หรือเรากำลังดีใจ กำลังเสียใจ ล้วน เป็นเรื่องของกูไปทั้งนั้น แม้แต่นอนหลับ มันก็ยังฝันว่า "ตัวกู" " ของกู" ฝันเป็น เรื่องเป็นราวไปหมด นี่แม้แต่นอนหลับมันก็ยังมีจิตปรุงแต่ง; ที่มันไม่ใช่จิตเดิมแท้ ฉะนั้นตลอดเวลานี้ มันเป็นจิตมายา, ปรุงแต่ง, เป็นจิตหลอกลวงไปหมด; ไม่มีจิต เดิมแท้ หรือความว่าง หรือหน้าตาดั้งเดิมปรากฏออกมาเลย เราต้องดูข้อนี้ให้มากที่สุด เสียก่อน. แล้วทีนี้เราจะทำอย่างไร ที่จะไม่ให้เกิดความคิดปรุงแต่งเป็นตัวเราเป็นของเรา อย่างนี้, ผู้ใดมีจิตเป็นสติปัญญา ที่ว่างจากตัวเราอยู่เสมอ ก็จะมีความว่างปรากฏที่สติปัญญา นั้น. เราจะนึกถึงหัวข้อที่ฮวงโปกล่าวว่า " ความว่างประกอบด้วยสติปัญญาอย่างยิ่ง " แล้วความว่างนั่นแหละเป็นพุทธะ, แล้วความว่างนั่นแหละ คือตัวจิตแท้ จิตเดิมแท้; แล้วความว่างนั่นมันว่างจากอะไร ๆ แต่มันไม่ได้ว่างจากสติปัญญา มันกลับมีสติปัญญา. สติปัญญานั้นคืออะไร ? สติปัญญานั้น คือรู้ว่า ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา ไม่มีตัวกู ไม่มี ของกู. ถ้าสติปัญญามี แล้วรู้ว่า ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา อย่างนี้แล้ว; นั่นแหละคือ ความว่าง มันว่างจากตัวเรา ว่างจากของเรา. ถ้าจิตไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรา ของเราแล้ว เรียกว่า "จิตว่าง", แล้วในนั้นเป็นตัวสติปัญญาอย่างยิ่ง, เป็นตัวพุทธะอย่างยิ่ง เป็นตัว ธรรมะอย่างยิ่ง. เราจะต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะให้จิตของเรามีความรู้สึกว่า นี้ว่างจากตัวเรา ว่างจากของเรามีแต่ประกอบด้วยสติปัญญา รู้ว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา. อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องมองให้เห็นให้เข้าใจในความที่เว่ยหล่างกล่าวว่า "ต้นโพธิ ก็ไม่มี กระจกเงาก็ไม่มี"; ทีนี้หมายความว่า ต้นโพธิคือร่างกาย-ไม่มี; ร่างกายอย่างที่ มนุษย์เรามีนี้ เป็นร่างกายมี แต่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงกล่าวว่า ร่างกายไม่มี

น.280 ๑๒๕ คือต้นโพธิไม่มี กระจกเงาไม่มี. จิตก็เหมือนกัน มันคิดนึกได้ กระจกเงา เปรียบกับจิต; แต่ที่แท้เท่ากับ จิตนั้นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จึงว่า จิตนั้นไม่มี; ต้นโพธิก็ไม่มี กระจกเงาก็ไม่มี; จึงว่า ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จิตเป็นกระจกเงา ก็ไม่ใช่ตัว เรา ไม่ใช่ของเรา ให้รู้ว่าร่างกายและจิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อย่างนี้เสียก่อน แล้วจะมีสติปัญญา ที่เป็นอันเดียวกันกับความว่าง. ฟังให้ดี ๆ อย่าประมาท ฟังให้ดี ๆ ให้เข้าใจเหมือนอย่างที่ฮวงโปว่า "สติ ปัญญาสมบูรณ์เปรียบเข้ากับความว่างว่า สติปัญญาสมบูรณ์ละก็เป็นอันเดียวกับความว่าง." ให้มีสติปัญญาที่เห็นว่า ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา คือเป็นความว่าง จิตของเรายังว่างอยู่. ทีนี้จะทำอย่างไร สติปัญญา หรือตัวความว่าง หรือจิตว่างนี้จะปรากฏอยู่เป็นประจำ; ข้อนี้เราจะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถึงสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งเหล่านี้มันออกไปรับสัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ข้างนอก; ความรู้สึกเป็น ผัสสะ หรือสัมผัสตามทางกระทบ ทางตา ทางหู ฯลฯ แล้ว เกิดเวทนา ขึ้น คือรู้สึกว่า อย่างไร เช่นรู้สึกในทางน่ารัก น่าพอใจ หรือไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ นี่เป็น เวทนา; แล้วเวทนาทำให้เกิดตัณหาคือความอยาก ถ้าน่าพอใจมันก็อยากได้ อยาก มี อยากเอา ถ้าไม่พอใจก็อยากตีให้ตาย ไม่อยากมี ไม่อยากเอา จะเป็นทางตา ทางหู ฯ ล ฯ เป็นต้น เรียกว่า ตัณหา. ถ้ามีตัณหาอย่างนี้แล้ว มันก็ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเรา หรือของเรา; มันเป็นอุปาทาน, อุปาทาน เกิดแล้ว หมายความว่า มันพร้อมที่จะเป็น "คน" คือเกิด มีตัวผู้ยึดถือ ตัวผู้ถูกเป็นความยึดถือ; แล้วเรียกว่า เป็น ภพ หรือภาวะ. ถ้ามีภพแล้ว เป็น ชาติ เกิดเป็นตัวกู หรือของกู อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เกิดจากท้องแม่; มันเกิดขึ้น

น.281 ๑๒๖ ข้างในเป็นตัวกู ของกูแล้วนี่แหละเป็น “ ชาติ" มีชาติแล้วต้องมีทุกข์ เป็นทุกข์ไปตาม โสกปริเทวะ ฯลฯ มันอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นลำดับไป; ตั้งแต่-มีนามรูป,-มีอายตนะ,- มีผัสสะ, -มีเวทนา,- มีตัณหา, -มีอุปาทาน,-มีภพ,-มีชาติ,-มีทุกข์ ฯลฯ นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ซึ่งที่แท้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแก่เราทุกคน ทุกวัน ซึ่งทำให้จิตไม่ว่าง เป็น ความคิดปรุงแต่งอยู่เสมอ ทุกคนเป็นไปโดยจิตไม่ว่าง ขอให้ทุกคนศึกษาดูสิ่งเหล่านี้ เสียก่อน. ทีนี้ ถ้าจิตใจนี้เป็นจิตของคนธรรมดา; คนธรรมดาสามัญซึ่งไม่ใช่จิตเดิมแท้ ที่ประกอบด้วยอวิชชา ความโง่ ทางโลก ดังนั้นแล้ว จึงเห็นว่า นามรูปนี้ คือกายใจ นี้ เป็นของเรา, ความรู้ตั้งแต่อายตนะ, ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ก็เป็นของเรา เมื่อ ตา, หู, ฯลฯ กระทบกับ รูป, เสียง, กลิ่น, รส ฯ ล ฯ เป็นผัสสะขึ้นมา ก็เป็น ผัสสะของเรา; ผัสสะกระทบแล้วเกิดเป็นเวทนา เป็นสุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข ก็เป็น เวทนาของเรา; แล้วเวทนาก็ทำให้เกิดตัณหา อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ ก็เป็นเรา อยาก; เป็นความยึดมั่นว่า เราอยาก; เป็นตัวเราบ้าง ของเราบ้าง นี่เป็นอุปาทาน. ทีนี้ อุปาทานของเราเป็นภพขึ้นมา ก็เป็นภพของเรา, แล้วเกิดมีชาติขึ้นมา ก็เป็นชาติของเรา; เลยร้องไห้ ว่าเราเป็นทุกข์ ดังนี้เป็นตัวของเราอยู่เสมอ ไม่เคยมีความว่างจากความรู้สึก ว่าตัวเราหรือของเราเลย; เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ว่า มีความทุกข์ตลอดเวลา มันไม่ว่างจาก ตัวเรา หรือของเราเลย จึงเรียกว่า จิตไม่ว่าง. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ มีทั้งทางฝ่ายเถรวาท และทั้งฝ่ายมหายาน; ปฏิจจสมุปบาทนี้หมายความว่า อาศัยกันเกิดขึ้น, อาศัยกันเกิดขึ้น ๆ หมายถึงสิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วสิ่งนี้เกิดขึ้นก็เป็นเหตุให้สิ่งอื่นเกิดขึ้นต่อ ๆ กันไปเป็นทอด ๆ;

น.282 ๑๒๗ เหมือนอย่างว่า มีน้ำอยู่ในพื้นโลก น้ำที่ถูกความร้อนเผากลายเป็นไอลอยขึ้นไป เมื่อถูก ความเย็นเข้ากลายเป็นเมฆ แล้วกลายเป็นฝน; เมื่อถึงคราวก็ตกลงมาเป็นฝน ทำให้ถนน เปียก; ถนนเปียกแล้วก็ลื่น; ถนนลื่นทำให้คนหกล้ม; คนหกล้ม ก็ศีรษะแตก; แล้วเป็น เหตุให้ต้องหาหมอ หมอก็ต้องรักษา; อาศัยเหตุเกิดขึ้นอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ในกายเรานี้ มันมีนามรูป คือกายกับใจ มันมีความรู้สึกได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย และทางใจ สิ่งเหล่านี้มันออกไปรับสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ข้างนอก; เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิด จิตไม่ว่าง เป็นจิตวุ่น เป็นจิตปรุงแต่ง ขอให้รู้จักอย่างนี้เสียก่อน ทีนี้ เราจึงคิดกันดูว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้ความรู้สึกว่า ตัวเรา หรือของ เรานี้ออกไปเสียให้หมดจากนามรูป จากอายตนะ จากผัสสะ จากเวทนา จากตัณหา อุปาทาน ฯลฯ; ทีแรกเราลองคิดดูอย่างว่าทุกคน หากเราเป็นคนมีบุญมาก แล้วก็ได้ยิน ได้ฟังสิ่งที่ถูกแล้ว เข้าใจเหมือนที่เว่ยหล่างว่า ต้นโพธิไม่มี กระจกเงาไม่มี จนแต่งเป็น โศลกขึ้นว่า “ต้นโพธิไม่มี เงากระจกไม่มี"; ให้เห็นชัดว่า กายกับใจ คือ นามรูป มันไม่ใช่ของเรา เมื่อเห็นชัดอย่างนี้เสียคราวหนึ่งก่อน จึงจะเห็นชัดว่า นามรูปไม่มี อายตนะ ไม่มี ผัสสะไม่มี เวทนาไม่มี ตัณหาไม่มี ให้มันหมดไปเลย อย่างนี้มันก็มีบุญมาก วิเศษ มาก. ถ้าเราไม่ใช่เป็นคนมีบุญมากอย่างนั้น หรือไม่ได้พบได้ฟังสิ่งที่ดี หรือไม่ได้ ประสบกับวิธีที่ดีจากอาจารย์เช่นนั้น ก็เรียกว่า เราไม่มีบุญ เราจะทำอย่างไร; ที่เรา จะรู้ได้อย่างฉับพลันเช่นนั้น. เราก็ ต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยปฏิบัติ ไปด้วยการปฏิบัติ ซึ่งเป็นหลักทั่วไปฝ่ายเถรวาท คือเราจะต้องพยายามระมัดระวัง; เมื่อมีรูป เสียง กลิ่น รส ฯ ล ฯ มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ฯ ล ฯ เป็นผัสสะ

น.283 ๑๒๘ เป็นผัสสะขึ้นมา ที่นี้ละก็ต้องระวังว่า ให้มันเป็นเพียงผัสสะเฉย ๆ; อย่าให้เป็นผัสสะของ เรา ให้มันดับไป อย่าให้มันปรุงเป็นเวทนาขึ้นมา นี้วิธีหนึ่ง มันจะได้ไม่มีตัวกู ของกู เกิด. ถ้ามันเป็นผัสสะเฉย ๆ ไม่ได้ มันปรุงเป็นเวทนาเสียแล้ว คือเป็นชอบใจหรือ ไม่ชอบใจเสียแล้ว จะต้องพิจารณาให้เห็นว่า เวทนาไม่ใช่ของเรา; ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ ของเรา, อย่าให้ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมา. ถ้าปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาเสียแล้ว มันเป็นตัวกู ของกู ขึ้นมาแล้วช่วยไม่ได้ ก็เป็นทุกข์แน่. ช่วยไม่ได้ ก็ต้องจัดแจงตรงนี้; อย่าให้ผัสสะ เป็นเวทนา เช่นว่าเสียงมากระทบหู ก็ให้เป็นเสียงเฉย ๆ อย่าให้เป็นเสียงอะไร; เช่น เป็นเสียงด่า หรือเสียงสรรเสริญ ให้เสียงดับไปเสีย เพียงเท่านั้นอย่าให้มีความหมาย หรือ เมื่อว่าอาหารถูกลิ้น ก็ให้รู้เพียงว่าเป็นรสอาหาร กินได้ก็กิน อย่าให้เป็นว่า อร่อย หรือ ไม่อร่อย ให้เป็นเพียงผัสสะ หยุดอยู่เท่านั้น; ไม่ปรุงเป็นเวทนา ตัวกู ของกู ไม่มีขึ้นมา นี่คือตัดตอนแค่ผัสสะ เพียงมีการกระทบว่า ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส ฯลฯ เพียงเท่านี้ทีหนึ่งก่อน ขั้นนี้ก่อน. ถ้าหากว่า เราหยุดผัสสะนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องกระทบผัสสะเฉย ๆ ไม่ได้ อย่างนี้ก็เป็นเวทนา; ทีนี้ถ้าเป็นเวทนาแล้ว ก็จะรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ จะต้องแก้ นี่คือ ให้หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา; อย่าให้เลยไปเป็นตัณหา ว่าอยากจะทำอย่างนี้ จะทำ อย่างนั้น. ถ้าพอใจก็อยากจะมี อยากจะเป็น ถ้าไม่พอใจก็อยากจะตีเสียให้ตาย อยากจะ ฯ ล ฯ นี่เป็นตัณหาอย่างนี้ อย่าให้เกิดขึ้น; ถ้าเวทนานี้ดับไปเสีย อย่างที่เป็นเวทนา เฉย ๆ; เวทนาก็สักว่าเวทนา ดับไปเฉย ๆ อย่างนี้ โดยที่เราพิจารณาให้เห็นว่า เวทนา ทุกชนิด เป็นมายาทั้งนั้น คือว่า เวทนาที่มาจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

น.284 ๑๒๙ เช่นเวทนาที่ชาวบ้านมี ๆ กันอยู่นี้ก็เป็นมายา; เวทนาที่เป็นสุข ที่เกิดจาก สมาธิ จากฌาณ จากสมาบัติ ไม่เกี่ยวกับรูป เสียง กลิ่น รส อย่างชาวบ้าน เป็นเวทนา อย่างธรรมะเหล่านี้ก็เป็นมายา; เมื่อเวทนาทุก ๆ ชนิด ทุก ๆ อย่างเป็นมายาไม่ใช่ตัวตน เช่นนี้แล้ว ก็อย่ายึดถือว่าเป็นเวทนาของเรา หรือเวทนาเป็นตัวเราเข้า. ถ้ามีปัญญา พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วเวทนานั้นก็จะดับไปคือไม่เกิดเป็นตัณหา อยากเอา หรืออยากเป็น อยากได้ หรืออยากมี เรียกว่า จิตวุ่นด้วยเวทนาของเราก็ไม่เกิด; มันจะน้อมไปในทาง ที่จิตว่าง ไม่มีตัวเรา และมีสติปัญญาอย่างยิ่ง นี่เป็นตัวความว่าง นี้ก็เรียกว่า หยุด เวทนาไว้ได้ไม่เกิดตัวเราก็ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ เราจะมองเห็นได้แล้วว่า การที่จะทำให้เวทนา คือความพอใจ ไม่พอใจนี้หยุดเสีย อย่าได้ปรุงเป็นตัณหา อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ มันเป็น ของที่ทำยากมาก เราจะต้องไม่ประมาท ในตอนนี้; จะต้องปฏิบัติ โดยวิธีรู้จักใช้ ของสามอย่างคือ ปัญญากับสติ กับ สัมปชัญญะ ปัญญา คือความรู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร เช่นในที่นี้ก็รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของตน ให้รู้ว่า ทุกอย่างไม่ว่าอะไร หมดไม่ควรยึดถือว่าตัวตน ว่าของตน; นี้เป็นปัญญาอย่างยิ่ง ให้รู้อยู่เป็นพื้นฐาน นั่งพิจารณาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีเวลาอยู่ ให้มีปัญญาอย่างนี้เป็นพื้นฐานเสียก่อน. แล้วทีนี้มีสติ สติก็ไม่ใช่อะไรอื่น คือปัญญานั่นเอง ที่มันวิ่งมาทันที; ถ้าวิ่งมาช้าไม่ใช่สติ ถ้าวิ่งมาเร็วก็เป็นสติ ซึ่งก็คือปัญญานั่นเอง. ถ้าวิ่งมาทันทีที่ตาเห็น รูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัส พอกระทบอย่างนั้น วิ่งมา

น.285 ๑๓๐ ได้ทันท่วงที่ละก็ นั่นแหละสติ; ปัญญานั่นเอง ถ้าวิ่งมาทันที เรียกว่า สติ. สติมันจะ เตือนให้รู้ได้ทันทีว่า ทุกอย่างไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา; หรือว่า สตินี้จะทำหน้าที่ ให้เราระลึกได้ทันทีแล้ว มันก็ดับ หยุดอยู่เป็นสติ แล้วกลับเป็นสัมปชัญญะควบคุมอยู่ ตลอดเวลา, สัมปชัญญะ แปลว่า รู้จักตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ; ปัญญา แปลว่า ความ รอบรู้ไปหมด เป็นพื้นฐาน สติ คือระลึกได้เป็นปัญญาวิ่งมาทันที แล้วก็มากลายเป็น ยาม เป็นทหารยามนี่แหละ เฝ้ารักษาอยู่ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ อย่าให้เกิดเป็น ตัวกู ของกู ขึ้นมาได้ ตกลงต้องใช้สติ ใช้ ปัญญา ใช้ สัมปชัญญะ นี้ให้ครบถ้วน หรือว่าสาม อย่างนี้รวมกันแล้วเรียกว่า สติปัฏฐาน ก็ได้ สติปัฏฐานภาวนาก็ได้; ถ้าเราจะมีสติ- ปัฏฐานภาวนาคือปัญญาเป็นพื้นฐาน ต้องระวังอายตนะกระทบกัน ก็เป็นสติมาทันที แล้วมาเป็นสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา. นี้ก็ว่างจากตัวกู ของกู ตัวตน ของตนก็ว่าง เวทนา ก็ว่างไปทันที ตัณหาก็ไม่โผล่อีก; นี่แหละเป็นอุบาย เป็นวิธีย่อๆ ที่ สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เวทนาดับไป แล้วไม่ปรุงเป็นความคิดปรุงแต่งว่า ตัวเรา หรือ ของเรา แล้วก็เป็นจิตว่าง เป็นสติปัญญา ไม่มีความทุกข์เลย. บัดนี้ จะทราบได้แล้วว่า อำนาจของปัญญากับสติ กับสัมปชัญญะนี้ ป้องกันความคิดปรุงแต่ง ว่าตัวกู หรือของกู ไม่ให้เกิดขึ้น เป็นจิตที่ว่าง คือพบกับ ความว่างจากตัวกู หรือของกู; เมื่อจิตพบกับความว่างจากตัวกู หรือของกูนี้ มัน เลยเป็นจิตว่าง. ถ้าเป็นจิตว่างอย่างนี้แล้วก็ต้องย้อนไปรู้ว่า มันเป็นอันเดียวกันกับสติ

น.286 ๑๓๑ ปัญญา; เหมือนอย่างที่เคยว่า จิตว่างนี้ เป็นอันเดียวกับพุทธะ, จิตว่างนี้เป็นอันเดียว กับธรรมะ, จิตว่างนี้คือตัวจิตเดิมแท้ หน้าตาดั้งเดิมแท้ ไม่ใช่จิตหลอก ๆ หรือความ คิดปรุงแต่ง; ฉะนั้นเราจะต้องอยู่ด้วยจิตว่างตลอดเวลา แล้วจะคิด จะทำงานก็จะต้องคิด ด้วยจิตที่ว่าง; อย่าคิดว่าตัวกูจะทำ ตัวกูจะเอา. เมื่อทำงานอยู่ด้วยจิตว่าง อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู อย่ารู้สึกอย่างนั้น มันจะรู้สึกจิตว่าง; คือเมื่อทำงานสำเร็จ ก็ต้องจิตว่าง; อย่าไปยึดถือดีใจในเมื่อสำเร็จได้เงินมาเป็นตัวกู ของกู อย่ามีความปรุงแต่งเป็นอย่างนั้น. หรือว่าเราจะบริโภคใช้สอยผลงานที่เราทำได้ก็ต้องมีจิตว่าง; อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู อย่า มีรู้สึกอย่างนั้น ให้ว่างตลอดเวลา; เมื่อก่อนทำงาน เมื่อคิดจะทำงาน, เมื่อทำงานอยู่, เมื่อทำงานเสร็จแล้วได้ผลมา, ได้บริโภคผลงานก็ตาม หรือแม้ที่สุดแต่ จะว่ากล่าวกัน จริง ๆ สมมุติว่า เป็นความกันที่โรงศาล เป็นคดีบนศาล ก็ต้องทำด้วยจิตว่าง. อย่าให้ มีความรู้สึกล่วงเลยไปเป็นตัวกู เป็นของกู ก็ยังทำได้ คือมีสติปัญญา จัดทำโดยปราศ- จากตัวกูอยู่เรื่อย นั่นแหละจะฉลาด จะทำอะไรถูกหมด ไม่ผิดเลย เพราะว่าทำไปด้วย จิตว่าง; เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปเชื่อ ตามที่เขาพูดว่า จิตว่างแล้วไม่ทำอะไรหรือว่า จิตว่างแล้วทำอะไรไม่ได้; หรือว่าจิตว่างแล้ว แข็งเป็นก้อนหิน แข็งเป็นท่อนไม้นี้ เหล่านี้ไม่จริง, จิตว่าง คือตัวปัญญา ตัวจิตแท้ ตัวธรรมะ ตัวจิตเดิมแท้ ตัว หน้าตาดั้งเดิมแท้ มันฉลาดที่สุด; จะทำอะไรได้ทุกอย่าง แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เลย. ทีนี้จะยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า ตัวจิตว่างหรือจิตอยู่กับความว่างนี้ เป็นสิ่งดี ที่สุด และทำอะไรได้มาก; เหมือนอย่างว่า เราจะคิดบัญชี ดีดลูกคิด คิดบัญชีถ้าทำด้วย จิตว่างก็ได้ผลเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าทำด้วยจิตวุ่น คือคิดอยู่ว่า ตัวกู ของกู อย่างนี้ มัน จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง; เพราะว่า ถ้าจิตอยู่ด้วยความว่าง ไม่มีรู้สึกว่าอะไรเป็นเรา อะไร เป็นของเรา, งานของเรา บ้านของเรา เรือนของเรา เงินของเรา เป็นห่วงหรือวิตก

น.287 ๑๓๒ อย่างนี้ไม่มี จึงจะเรียกว่า จิตว่าง. ถ้ามีจิตวุ่น นึกถึงการงาน นึกถึงความฉิบหายแล้ว มันจะวุ่นไปหมด; แม้ว่าจะหยิบลูกคิดก็ไม่ถูก; จิตว่างจากตัวเรา จากของเรา ทำงาน ได้ดีที่สุดนี้อย่างหนึ่ง. หรืออย่างว่า จะแข่งขันยิงปืนก็จะต้องลืมหมด ลืมว่ามีตัวเรา ไม่มีตัวเรา ไม่มีผู้อื่นจะคอยดูเรา ไม่กลัวว่าเรายิงผิดแล้วเขาจะหัวเราะเยาะ; หรือไม่คิดว่า ถ้าเรา ยิงถูกแล้ว เราจะได้ชื่อเสียง ให้มีแต่จิตว่างหรือสติปัญญาล้วน ๆ แล้วก็ลั่นลูกปืนไป จะ ถูกทุกที่เหมือนกับปาฏิหารย์. ถ้าจิตวุ่นแล้วใจสั่น มือสั่น จะไม่มีทางยิงถูกเป้า, จิตที่ว่าง เป็นความว่างนี้ จะยิงปืนได้ถูก ยิงลูกศรได้ถูกทุกทีเหมือนปาฏิหารย์ จิตวุ่นจะยิงอย่าง นั้นไม่ได้. หรือเรื่องจัดดอกไม้ในพานเดียวกัน ถ้าคนที่หยิบดอกไม้มาใส่ มีจิตวุ่นอยู่ ด้วยตัวเรา ของเรา อย่างนั้นอย่างนี้แล้ว มันจะใส่ลงไปมีลักษณะอย่างหนึ่ง; จิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นตัวเราเป็นของเรา มันจะมีลักษณะเป็นอีกอย่างหนึ่ง. คนมีปัญญาในเรื่องนี้ มาดู จะรู้ว่าคนนี้ทำด้วยจิต จิตว่างหรือจิตวุ่น; ถ้าทำด้วยจิตว่าง จะได้ความงามถึงที่สุด มีความหมายของศิลป ของธรรม ของศาสนาได้ดังนี้. ถ้าจิตวุ่น จะเป็นกิเลสเป็นความทุกข์; นี่เป็นตัวอย่างว่า จิตว่างแล้วทำได้ดี เพราะคนเราทำงานด้วยจิตว่างแล้วสนุกไปหมด โกยของเหม็น ๆ ในท้องร่อง ท้องคู ก็สนุก งานสนุกไปหมดเลย. พอจิตวุ่นด้วยตัวเรา ของเราขึ้นมาแล้ว ไม่มีงานไหนจะ สนุก; นั่งในห้องเย็น ทำงานเบา ๆ มีอะไรสวย ๆ มันก็ยังไม่อยากทำ จะน่าเบื่อ อย่างยิ่ง; จึงพูดว่า ถ้าจิตว่างแล้ว งานการสนุกไปหมด; ถ้าจิตวุ่นแล้ว งานจะเป็น

น.288 ๑๓๓ ทุกข์ไปหมด. เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่งแจวเรือจ้าง หากินในแม่น้ำ เขาแจวเรือ กลางแดดด้วย แจวเรือทวนน้ำด้วย ทวนลมด้วย; แต่ว่า ถ้าจิตเขาว่าง เขาไม่รู้สึกว่า เราว่าของเราที่ไหนเลย อย่างนี้จะสนุก จะแจวสบาย แจวสนุกจะถึงกับร้องเพลงไป พลาง แจวไปพลางก็ยังสนุก. ทีนี้คน ๆ นี้ มันกลับจิตวุ่นขึ้นมาด้วยตัวกู ของกูขึ้นมา กูไม่มีบุญวาสนา ลูกเมียของกูทางบ้านกำลังเดือดร้อน เป็นจิตวุ่นเป็นตัวเราของเราขึ้นมา อย่างนี้ มันก็ร้องเพลงไม่ออก การแจวเรือก็ไม่สนุก; เพราะเป็นทุกข์เหมือนกับตกนรก ทั้งเป็น เห็นไหมว่า มันต่างกันอย่างนี้ ในบุคคลคนเดียวกัน พอมันเปลี่ยนเป็นจิตวุ่น ไม่ว่าง ก็เป็นทุกข์ทันที. ขอให้เข้าใจว่า จิตที่ว่างนี้ ทำอะไรได้วิเศษที่สุด เหมือนปาฏิหารย์ จิตวุ่น นี้จะเป็นทุกข์เหมือนตกนรกทั้งเป็น ๆ; ดังนั้นอย่าได้เชื่อใครว่า จิตว่างนั้นทำอะไรไม่ได้ จิตว่างนั้นทำจะทำอะไรได้ทุกอย่าง เพราะมันเป็นอันเดียวกันกับสติปัญญา อันเดียวกับ พุทธะ อันเดียวกับธรรมะ หรืออันเดียวกับจิตเดิมแท้ หรือหน้าตาดั้งเดิมของเรามีชีวิต จริงเต็มเปี่ยมอยู่ในนั้น จึงทำอะไรก็สำเร็จและเป็นสุขไปหมด; พอจิตวุ่นก็ตรงกันข้าม เว่ยหล่างพูดว่า "ไม่มีต้นโพธิ ไม่มีกระจกเงา; " หมายความว่า กายใจไม่มี; แต่มิได้ หมายความว่า จะไม่ทำอะไร ทั้งที่ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงานั้น ทำอะไรได้ทุกอย่าง และดีที่สุด วิเศษที่สุดเสียด้วย, นี่คนธรรมดาทำไม่ได้ ดังนั้นขอให้เข้าใจว่า จิตว่างนี้ มันเป็นชีวิตแท้; มันเป็นจิตใจที่ประกอบด้วยความว่างเป็นสิ่งดี เปรียบด้วยของสวรรค์ หรือของทิพย์อย่างดี มันจึงมีความสุข ไม่มีทุกข์เลย; แล้วมันเป็นชีวิตที่แท้จริง ถ้าใคร มีจิตว่างนี้ มีจิตเดิมแท้ คนนั้นเกิดมามีชีวิต ไม่เสียทีที่เกิดมามีชีวิต. วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับปฏิบัติเป็นประจำนั้น โดยย่อ ๆ มีอยู่ว่า; เราจะเคลื่อน ไหว จะยืน จะเดิน จะนอน จะนั่ง จะกิน จะถ่าย จะอาบ จะอะไรก็ตามใจ ทุก ๆ

น.289 ๑๓๔ อิริยาบถเคลื่อนไหวนี้ ให้มีปัญญา มีสติ มีสัมปชัญญะ สามอย่างนี้อยู่เรื่อย; ไม่ใช่ มีเราทำ ไม่ใช่มีเราเป็น ไม่ใช่มีเราเคลื่อนไหว; ยกตัวอย่างว่า เมื่อเรายกนิ้ว ต้อง ไม่ให้เป็น "เรายกหนอ" นั้นหมายความว่า ไม่มีใครยก ไม่มีตัวเรายก มีแต่การยก แต่อยามีตัวเรายก แต่อย่ามีตัวเราที่หวังจะยก ไม่มีตัวเราเป็นผู้ยกสิ่งของของเรา. ทีนี้กินเข้าไป รู้สึกว่ามีรสอย่างไร ก็ว่า "ลิ้มหนอ" หรือ "หวานหนอ" หรือ “เหม็นคาวหนอ" หนอนี้ อย่าว่าเรากำลังดื่ม กำลังอร่อย กำลังหวาน ฯลฯ หรือกลืน ก็ว่ากลืนหนอ ไม่ใช่เรากลืน. นี้หัดให้ละเอียดทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ ขณะ นี้เป็น การฝึกหัด ฝึกหัดเช่นนี้จนกวาจะเคยชิน จนเป็นนิสัย มันจะว่างหมดทุกอิริยาบถ; เมื่อเดินก็ว่า เดินหนอ นี้ก็ไม่มีเราเดิน. แล้วจะให้เลยไปอีกว่า ยกเท้าหนอ เราย่าง หนอ วางหนอ ที่หนอ ๆ อยู่ทุกทีนี้ ก็ต้องหมายความว่า ไม่มีตัวเรา มีแต่การยกขึ้น การเคลื่อนไป การวางลง ยกขึ้น เคลื่อนไป วางลง; หรือว่าเกิดเจ็บปวดที่ตรงไหน ขึ้นมา ก็ว่า เจ็บหนอ นี้คำว่าเจ็บหนอนั้น มีแต่ความเจ็บเท่านั้น ไม่มีตัวเราผู้เจ็บ; หรือว่าเมื่อได้รับเวทนา สบายใจ ก็เวทนาหนอ ว่าเวทนานี้ คนทุกคนชอบใจหนอ แตไม่มีเราที่จะไปชอบในเวทนานั้น. ที่ใช้คำว่า "หนอ" นี้ ก็ หมายความว่า มัน เท่านั้นแหละ ไม่มีตัวเรา เราหัดทำอย่างนี้ เมื่อเราจะกินข้าวก็เป็นเรื่องกินอย่างเดียว หยิบอย่างเดียว เอาเข้ามาอย่างเดียว ใส่ปาก เคี้ยว กลืน รู้สึกรสเท่านั้นเสร็จกัน; ไม่มีเราเลย ไม่มีเราทุกเวลา อย่ามีตัวเรา อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู กูหอม กูเหม็น ไม่มี. เมื่อฝึกจิตเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็เทากับจิตวางอยู่เสมอ จิตไม่มีความคิดปรุง แต่งเลย ให้จิตวางอยู่เสมอ เป็นพุทธะ เป็นธรรมะ เป็นหน้าตาดั้งเดิม เป็นจิตเดิมแท้ อยู่เสมอ; นี่คือวิธีฝึกจะให้จิตมันวางอยู่เสมอ; ไม่มีอะไรที่จะเป็นความคิดปรุงแต่ง; เมื่อ

น.290 ๑๓๕ หมดความคิดปรุงแต่งแล้ว ก็มีอยู่แต่ความว่างที่มีอยู่แล้ว. มีอยู่เองแล้ว เรื่องมีอยู่แต่ว่า เอาความคิดปรุงแต่งที่ว่า "เรา" ว่า "ของเรา" ออกไปเสียแล้วความว่างก็มีทันที; เหมือนกับหาสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ ก็เที่ยวหาไป ความโง่บังจิตเสียไม่ให้รู้, ต่อ เมื่อจิตได้พบสิ่งนั้นแล้ว มันไม่ต้องไปทำอะไรมาก เราระวังความคิดปรุงแต่งว่ากู ว่า ของกู อย่าให้เกิดขึ้น เท่านั้นเอง; ข้อปฏิบัติทั้งหมดสรุปรวมลงสั้น ๆ เพียงอย่างนี้ เท่านั้น. ในที่สุด เราก็สรุปความทั้งหมดได้ว่า การปฏิบัติทุก ๆ นิกาย ไม่ว่าเถรวาท หรือไม่ว่ามหายาน ไม่ว่าเถรวาทที่นิกายก็ตาม มหายานกี่นิกายก็ตาม ถ้าปฏิบัติ ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ก็ต้องวนมาหาภาวะที่เป็นความว่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรานี้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างมา เช่นว่า :- เราจะชักลูกประคำ นึกถึง " นโม อมิตาภะ" อย่างนี้ ถ้าทำถูก ตามเรื่องนี้ ตามมุ่งหมายอันนี้แล้ว ก็หมายความว่า เราไม่มีตัวเรา, การชักลูกประคำ จะช่วยให้ลืม ตัวเราได้ง่าย ถ้าไปนึกถึง อมิตาภะ; อมิตาภะแปลว่า แสงสว่าง ที่ประมาณไม่ได้ ที่ คำนวณไม่ได้; แสงสว่างที่ประมาณไม่ได้นั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นตัวความ ว่าง. เพราะว่า แสงสว่างที่ประมาณไม่ได้นั้น ไม่มีอื่น นอกจาก ความว่างเท่านั้น; ถ้า ไม่ใช่ความว่างแล้ว จะไม่มีแสงสว่างที่ประมาณไม่ได้. อมิตาภะเป็นอันเดียวกับความวาง หรือจิตเดิมแท้; หรือหน้าตาเดิมแท้ หรือพุทธะ หรือธรรมะ หรือจิตที่แท้จริง ฉะนั้น อมิตาภะจึงไม่ได้มีคน; อย่าคิดว่า เรา จะไปอยู่กับอมิตาภะ แล้วก็ไม่ตาย นั่นมันเป็น ชื่ออย่างสมมต; ถ้าแท้จริง ต้องว่าเราว่างแล้ว เราว่างแล้วก็เป็นอมิตาภะเอง เราจะถึง อมิตาภะเอง.

น.291 ๑๓๖ นี่เป็นตัวอย่างว่า คำสอนทั้งหมดทุกนิกายนี้ มันรวมกันอยู่ที่ความว่าง ฉะนั้น ถ้ามีความว่างแล้ว นั่นแหละ คือชีวิตจริง นั่นแหละนุ่งห่มแล้วอย่างสมบูรณ์จริง ไม่ใช่ เปลือยกาย. ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย จงมีชีวิตจริง นุ่งห่มจริง เป็นผู้ถึงจิตเดิมแท้ ธรรม แท้ตัวจริง ตัวจิตเดิมแท้ของตัวจริงด้วยกันทุกคน เป็นอันว่าจบความรู้ในวันนี้. ขอให้เหลือแต่ธรรมะอย่างเดียว ไม่มีมหายานเถรวาท ซึ่งต่างฝ่ายก็คิดค้น ของตนเองไป จนกว่าจะเข้าถึงความว่างในทีสุด ถ้าความรู้ยังไม่ถึงที่สุดก็ยังมีมหายาน มีเถรวาท เป็นการแตกต่างกันอยู่ ฉะนั้นขอให้ทุกคนพยายามเดินทางไปจนกว่า จะถึงที่สุด อันเป็นจุดเดียวกัน , เมื่อเป็นจุดเดียวกันก็ไม่มีคำพูดว่า เถรวาทหรือ มหายาน ในพระไตรปิฎก ไม่มีคำพูดว่า เถรวาทหรือมหายาน เป็นธรรมะทางเดียว คำพูดคำเดียว ทางสายเดียว คืออริยมรรคแล้ว ก็ถึงที่สุดเท่านั้น. เรือของธรรมแล่นผ่านทะเลใหญ่ เรือของคนอย่างไรยังไม่แน่ เห็นทีจะขี้ขลาดและอ่อนแอ จึงต้องแพ้แก่เนื้อหนังนั่งเฝ้าดู จะออกไปนอกโลกต้องฝ่าไฟ จะหมดทุกข์ต้องไปเหนือสิ่งคู่ จะพ้นตายต้องพรากจากตัวกู เผากิเลสต้องอยู่ใจกลางไฟ คนเขลาเขลาเหมาเหมาไปตามเขลา ไม่อยากเข้าใกล้ไฟเกรงกลัวไหม้ ไฟของธรรมมีไว้เพื่อดับไฟ ที่ไหม้ใจของสัตว์ในบัดดล ตบะธรรมกรรมฐานเปรียบปานไฟ เผากิเลสสิ้นไปเหลือมรรคผล อันไฟธรรมมีไว้ดับไฟคน ดับแล้วพ้นทะเลไฟผ่านไปเอย .

น.292 รายการหนังสือ ชุดของ "พุทธทาส ภิกขุ" ราคา ค่าส่ง ๑. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๒๕-บาท ๓-บาท ๒. ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ๒๕- " ๓- " ๓. ชุมนุมบทประพันธ์ ของสิริวยาส ๑๕- " ๒.๕๐ " ๔. ชุมนุมเทศนา ๑๐- " ๒- " ๕. ชุมนุมเรื่องสั้น (กำลังพิมพ์) ๖. สูตรของเว่ยหล่าง ๘- " ๒- " ๗. จิตเดิมว่าง ๒๕- " พร้อมค่าส่ง ๘. ชุมนุมเรื่องยาว ๑๕- " ๒- " ๙. ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี ๑๐- " ๒- " ๑ ๐. ชุมนุมอภิลักขิตกาลพจน์ ๑๕- " ๒- " ๑๑. ว่างตามหลักพุทธศาสนา ๒๕- " พร้อมค่าส่ง ๑๒. ดังได้สดับมา ๕- " ๒- " ๑.๓. ชุมนุมข้อคิดอิสระ ๑๘- " ๒.๕๐- "

น.293 ราคา ค่าส่ง ๑๔. บางเรื่องสวนโมกข์ ๑๒-บาท ๒-บาท ๑๕. อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ๑๕- ,, ๒- ,, ๑๖. อานาปานสติภาวนา เล่ม ๒ ๘- ,, ๒- ,, ๑๗. อานาปานสติภาวนา เล่ม ๓ ๑๒- ,, ๒- ,, ๑๘. บวช ๓ เดือน ๕- ,, ๒- ,, ๑๙. ตัวกู ของกู ๒๕- ,, ๒.๕๐ ,, ๒๐. หลักพุทธธรรม ๒๕- ,, ๒.๕๐ ,, ๒๑. ฮวงโป (กำลังพิมพ์) ๒๒. หลักธรรมที่แสดงความว่าง ๒๕- ,, พร้อมค่าส่ง ๒๓. คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน เล่ม ๑ ตอน ๑ - ๑๙ ๖- (พร้อมค่าส่ง) เล่ม ๒ กำลังพิมพ์ เล่ม ๓ ,, ๑๙-๓๒ ๑๐- ,, ๒๔. ธรรมะกับนักศึกษา ๕- ค่าส่ง ๒ ๒๕. แนวการปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์ ๕- ค่าส่ง ๒ (ธนาณัติสั่งจ่าย ป.ณ. วัดเลียบ) พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ เลขที่ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายภิญโญ เลียวรักษ์โอฬาร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๑๐

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต