น.1383 ภาค ๖ เรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยทิฏฐานุคติอันสาวกในภายหลังพึงดำเนินตาม ๓๖๓
น.1384 ภาค ๖ มีเรื่อง: - ต้องท่องเที่ยวมาแล้วเพราะไม่รู้อริยสัจ -- ตลอดวัฏฏสงสารของ พระองค์ไม่เคยทรงบังเกิดในชั้นสุทธาวาส -- ในวัฏฏสงสารที่ล่วงมาแล้วเคยทรง- บูชายัญญ์และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก - - ทิฏฐานุคติแห่งความดีที่ทรงสั่งสมไว้แต่ภพก่อน ๆ - - เคยทรงบังเกิดเป็นมหาพรหมสักกะ ฯลฯ - - ครั้งมีพระชาติเป็นโชติปาลมาณพ - - ครั้งมี พระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ - - ครั้งมีพระชาติเป็นปุโรหิตสอนการบูชายัญญ์ - - ครั้งมี พระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวราช - - ครั้งมีพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์ - - ครั้งมี พระชาติเป็นรถการช่างทำรถ - - ครั้งมีพระชาติเป็นอกิตติดาบส - - ครั้งมีพระชาติเป็น พระจันทกุมาร -- ครั้งมีพระชาติเป็นสังขพราหมณ์ - - ครั้งมีพระชาติเป็นเวลามพราหมณ์ - - ครั้งมีพระชาติเป็นพระเวสสันดร - - ครั้งมีพระชาติเป็นมาตั้งคชฎิล - - ครั้งมีพระชาติ เป็นจูฬโพธิ - - ครั้งมีพระชาติเป็นเจ้าชายธุธัญชยะ - - ที่สุดแห่งการท่องเที่ยวของพระองค์ ๓๖๔
น.1385 ภาค ๖ เรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยทิฏฐานุคติอันสาวกในภายหลังพึงดำเนินตาม คำชี้แจงเฉพาะภาคนี้ เรื่องราวที่กล่าวถึงพระชาติในอดีตของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าประมวลมาไว้ในภาคนี้นั้น เลือกเก็บแต่เรื่องที่มีในคัมภีร์ชั้นบาลีพระไตรปิฎก, เว้นเรื่องจำพวกที่เราเรียกกันว่า “ชาดก" และอรรถกถาเสีย, จึงได้มาไม่กี่เรื่อง. สำหรับท้องเรื่องชาดก (อรรถกถาชาดก) ที่มีตอน ประชุมกลับชาติเป็นพระพุทธภาษิต ดังที่เราเคยอ่านกันทั่วไปนั้น ไม่มีในบาลี จึงมิได้นำเรื่อง ประเภทนี้มารวบรวมไว้ด้วย และมีมากมายจนเหลือที่จะรวบรวมมา. อนึ่ง เฉพาะคัมภีร์บาลีจริยาปิฎก ซึ่งมีอยู่ ๓๕ เรื่องนั้น ได้ประมวลมาไว้ในที่นี้เพียง ๘ เรื่อง เลือกเอาเฉพาะแปลกกัน และจัดไว้ตอนปลายของภาคอีกพวกหนึ่ง นอกจากเรื่อง มหาสุทัศนจริยาซึ่งใส่ไว้ตอนกลาง. ประการหนึ่ง, การที่นำเรื่องบุรพชาติของพระองค์มากล่าวไว้ในเรื่อง "พุทธประวัติจาก พระโอษฐ์" นี้ มีความมุ่งหมายให้ผู้อ่านกำหนดพิจารณาให้เห็นพระพุทธจริยา ที่เรียกว่าการ สร้างบารมี หรือสั่งสมความดีของพระองค์, เพื่อถือเอาเป็นทิฏฐานุคติเครื่องดำเนินตาม มิได้ มุ่งเล่านิยาย, เพราะหนังสือเล่มนี้มุ่งกล่าวหนักไปทางธรรม แทนการกล่าวหนักไปทางนิยาย หรือตำนานดั่งที่เคยปรารภมาแล้วข้างต้น เท่านั้น. ผู้รวบรวม ๓๖๕
น.1386 ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว, เพราะไม่รู้อริยสัจ ๑ ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจสี่อย่าง, เราและ พวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไปแล้วในวัฏฏสงสาร ตลอดกาลยืดยาวนานถึง เพียงนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง เหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจคือทุกข์, อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์, อริยสัจคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจสี่ประการ เหล่านี้แล, เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้ว ในสงสารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้. ตลอดวัฏฏสงสารของพระองค์ ไม่เคยทรงบังเกิด ในชั้นสุทธาวาส ๒ สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า "ความ บริสุทธิ์ มีได้เพราะการท่องเที่ยวในสงสารวัฏ." สารีบุตร ! ก็สงสารวัฏที่เรา ไม่เคยท่องเที่ยวมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย, เว้นเสียแต่ในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราท่องเที่ยวไปในหมู่เทพเหล่า สุทธาวาส, ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย, (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘, แก่ภิกษุ ท. ที่โกฏิคามแขวงวัชชี. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๖๒/๑๘๗, แก่พระสารีบุตร ที่วนสัณฑ์ ใกล้กรุงเวสาลี.
น.1387 สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า "ความ บริสุทธิ์มีได้เพราะการอุบัติ (บังเกิด)." สารีบุตร ! ก็การบังเกิดที่เราไม่เคย บังเกิดมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่ การบังเกิดในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราบังเกิดในหมู่เทพ ชั้นสุทธาวาส, ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย, (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า "ความ บริสุทธิ์มีได้เพราะภพเป็นที่อยู่อาศัย." สารีบุตร ! ก็ภพที่เราไม่เคยอยู่อาศัย มาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่การ อยู่อาศัยด้วยหมู่เทพชั้นสุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราบังเกิดในหมู่เทพชั้น สุทธาวาส, ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย, (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). ในวัฏฏสงสารที่ล่วงมาแล้ว เคยทรงบูชายัญญ์และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก ๑ สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า "ความ บริสุทธิ์มีได้เพราะการบูชายัญญ์." สารีบุตร ! ก็ยัญญ์ที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้ว แต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ผู้ได้ มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้าง นั้น, หาได้ไม่ง่ายเลย. สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า "ความ บริสุทธิ์มีได้ เพราะการบำเรอไฟ." สารีบุตร ! ก็ไฟที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้ว แต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้าง นั้น, หาได้ไม่ง่ายเลย. ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๐. แก่พระสารีบุตร ที่วนสัณฑ์ ใกล้กรุงเวสาลี.
น.1388 ทิฏฐานุคติแห่งความดี ที่ทรงสั่งสมไว้แต่ภพก่อน ๆ ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อนภพก่อน, ได้เป็น ผู้บากบั่นในกุศล ถือมั่นในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฏิบัติมารดาบิดา การปฏิบัติ สมณพราหมณ์ การอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ ในตระกูล และในอธิกุศลธรรม อย่างอื่น ๆ เพราะได้กระทำ ได้สั่งสม ได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้น ๆ ไว้ ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้นำสุขมาสู่มหาชน เป็นผู้บรรเทาภัยคือความสะดุ้งหวาดเสียว จัดการคุ้มครอง รักษาโดยธรรม ได้อวยทานพร้อมทั้งบริการ ฯ. ... ได้เป็นผู้เว้นจาก ปาณาติบาต วางเสียซึ่งศาสตรา และอาชญา มีความละอายเอ็นดู กรุณาเกื้อกูล แก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง ฯ. .... ได้เป็นผู้ให้ทานด้วยของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม อันมีรสประณีต ฯ. .... ได้สงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการ สงเคราะห์ทั้งสี่ คือ การให้สิ่งของ, วาจาที่ไพเราะ, การประพฤติประโยชน์ ท่าน, และความวางตนเสมอกัน ฯ. ... ได้เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก, เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาสู่ชนทั้งหลาย ตนเองก็เป็นผู้บูชาธรรม ฯ. เพราะได้กระทำ ได้สั่งสมพอกพูน มั่วสุมกุศล- กรรมนั้น ๆ ไว้ ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ๑. บาลี ลักขณสตร ปา.ที ๑๑/๑๕๙/๑๓๑, แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวันใกล้กรุงสาวัตถี.
น.1389 ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้สอนศิลปวิทยาการ ข้อปฏิบัติ, ด้วยความเคารพ ด้วยหวังว่าสัตว์เหล่านั้น พึงรู้ได้รวดเร็ว พึงปฏิบัติได้รวดเร็ว ไม่พึงโศกเศร้าสิ้นกาลนาน ฯ. ... ได้ เป็นผู้เข้าไปหาสมณพราหมณ์แล้ว สอบถามว่า "ท่านผู้เจริญ ! อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล, อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ, อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ, ทำอย่างใดไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ไปนาน ทำอย่างใดมีประโยชน์ เป็นสุข ไปนาน ฯ. ... ได้เป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้น, แม้ชนเป็น อันมาก ว่า กล่าวเอา ก็ไม่เอาใจใส่ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่คุมแค้น, ไม่แสดงความโกรธ ความร้ายกาจ ความเสียใจให้ปรากฏ. ทั้งเป็นผู้ให้ทาน ผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ ผ้าด้วย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและนุ่งห่ม อันมีเนื้อละเอียด, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้สมานญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผู้เหินห่างแยกกันไปนาน, ได้สมานไมตรี ระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับมารดา, บิดากับบุตร บุตรกับบิดา, พี่น้อง ชายกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย ; ครั้นทำความสามัคคีได้แล้ว ก็พลอยชื่นชมยินดีด้วย ฯ. ... ได้เป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชน : รู้ได้สม่ำ เสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา รู้จักบุรุษพิเศษ ว่าผู้นี้ ๆ ควรแก่สิ่งนี้ ๆ ; ได้เป็นผู้ทำประโยชน์อย่างพิเศษ ให้แก่ชนเหล่านั้น ฯ. ... ได้เป็นผู้ใคร่ต่อ ประโยชน์ ต่อความเกื้อกูล ความผาสุก ความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็น อันมาก ว่า ไฉนหนอ ชนเหล่านี้ พึงเจริญด้วยศรัทธา ศีล การศึกษา ความรู้ ความเผื่อแผ่ ธรรม ปัญญา ทรัพย์และข้าวเปลือก นาและสวน สัตว์สองเท้าสี่เท้า บุตรภรรยา ทาส กรรมกร และด้วยญาติมิตรพวกพ้อง, ฯลฯ.
น.1390 ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยมือก็ตาม ด้วยก้อนดินก็ตาม ท่อนไม้ก็ตาม ศาสตราก็ตาม ฯ. ... ได้เป็นผู้ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง, เป็นผู้แช่มชื่น มองดูตรง ๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก ฯ ได้เป็นหัวหน้าของชนเป็นอันมาก ในกุศลกิจทั้งหลาย ได้เป็นประธานของ หมู่ชนผู้ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ในการจำแนกทาน การ สมาทานศีล การอยู่อุโบสถ การประพฤติเกื้อกูลแก่มารดาบิดา สมณพราหมณ์, การนบนอบต่อผู้เจริญในตระกูล, ในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ. .... ได้ เป็นผู้ละเว้นจากมุสาวาท, พูดคำจริง หลังคำสัจเที่ยงแท้ ซื่อตรง ไม่หลอก ลวงโลก, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้ละวาจาส่อเสียด (คือพูดยุให้เขาแตกกัน), คือไม่พึ่งจากข้างนี้ แล้วไปบอก ข้างโน้นเพื่อทำลายข้างนี้ ไม่ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลาย ข้างโน้น, แต่เป็นผู้ที่สมานพวกที่แตกกันแล้ว ให้กลับคืนดีกัน และส่งเสริม พวกที่พร้อมเพรียงกัน ฯ. .... ได้เป็นผู้ละเว้นการกล่าวคำหยาบ, กล่าวแต่วาจา ที่ไม่มีโทษ เป็นสุขแก่หู เป็นที่ตั้งแห่งความรักซึมซาบถึงใจ เป็นคำพูดของ ชาวเมือง เป็นที่พอใจและชอบใจของชนเป็นอันมาก, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน, ได้เป็น ผู้ละเว้นการพูดเพ้อเจ้อ, เป็นผู้กล่าวควรแก่เวลา กล่าวคำจริง กล่าวเป็นธรรม กล่าวมีอรรถ กล่าวเป็นระเบียบ กล่าวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด ประกอบด้วย ประโยชน์ ฯ. .... ได้เป็นผู้ละมิจฉาชีพ, มีการเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการฉ้อโกง การหลอกลวงคดโกงด้วยเครื่องชั่ง เครื่องตวง เครื่องวัด, เว้นจากการตัด การฆ่า การผูกมัด การทำร้าย การปล้น การกรรโชก, ฯลฯ.
น.1391 เคยทรงบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ ฯลฯ ๑ ภิกษุ ท. ! แต่ชาติที่แล้วมาแต่อดีต ตถาคตได้เคยเจริญเมตตาภาวนา ตลอด ๗ ปี จึงไม่เคยมาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏกัปป์ และ วิวัฏฏกัปป์. ในระหว่างกาลอันเป็นสังวัฏฏกัปป์นั้น เราได้บังเกิดในอาภัสสร พรหม. ในระหว่างกาลอันเป็นวิวัฏฏกัปป์นั้น เราก็ได้อยู่พรหมวิมานอัน ว่างเปล่าแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในกัปป์นั้น เราได้เคยเป็นพรหม ได้เคยเป็นมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เป็นผู้มีอำนาจ สูงสุด. ภิกษุ ท. ! เราได้เคยเป็นสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดา นับได้ ๓๖ ครั้ง. เราได้เคยเป็นราชาจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่เป็นที่สุด เป็นผู้ชนะแล้วอย่างดี มีชนบทอัน บริบูรณ์ ประกอบด้วยแก้วเจ็ดประการ นับด้วยร้อย ๆ ครั้ง, ทำไมจะต้อง กล่าวถึงความเป็นราชาตามธรรมดาด้วย. ภิกษุ ท. 1 ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรมอะไรของ เราหนอ ที่ทำให้เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ ในครั้งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่าง นี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้, วิบากแห่ง กรรม ๓ อย่าง ในครั้งนั้น คือ ผลวิบากแห่งทาน การให้ ๑. แห่งทมะการ บีบบังคับใจ ๑. แห่งสัญญมะ การสำรวมระวัง ๑. ดังนี้. ๑. บาลี อิติวุ. ข. ๒๕/๒๔๑/๒๐๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.1392 ครั้งมีพระชาติเป็นโชติปาลมาณพ ๑ อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นโชติบาลมาณพ ในสมัยโน้น.' อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองได้เป็นโชติปาล- มาณพแล้วในสมัยนั้น ....... ๒ อานนท์ 1 ครั้งดึกดำบรรพ์ พื้นที่ตรงนี้เป็นนิคมชื่อเวภฬิคะ มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีคนมากเกลื่อนกล่น. อานนท์ ! พระผู้มีพระภาค นามว่า กัสสปะ ทรงอาศัยอยู่ ณ นิคมเวภฬิคะนี้, ได้ยินว่า อารามของพระองค์อยู่ตรงนี้เอง, ท่านประทับนั่งกล่าวสอนหมู่สาวก ตรงนี้. อานนท์ ! ในนิคมเวภฬิคะ มีช่างหม้อ ฆฏิการะ เป็นอุปฐากอันเลิศ ของพระผู้มีพระภาคกัสสปะนั้น. ฆฏิการะมีสหายรักชื่อโชติปาละ. อานนท์ ! ครั้งนั้น ฆฏิการะเรียกโชติปาลมาณพผู้สหายมาแล้วกล่าวว่า "เพื่อนโชติปาละ ! มา, เราไปด้วยกัน, เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี" "อย่าเลย, เพื่อนฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะ- หัวโล้น." “เพื่อนโชติปาละ ! ไปด้วยกันเถอะ, ฯลฯ การเห็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี." (โต้กันดังนี้ถึงสามครั้ง) "อย่าเลย, เพื่อนฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะ- หัวโล้น." ๑. บาลี ฆฏิการสูตร ม.ม. ๑๓/๓๗๔/๔๐๓, แก่พระอานนท์ ที่รุกขมูลแห่งหนึ่ง ระหว่างการเดินทาง ในชนบทแห่งโกศล. ๒. เนื้อความท่อนนี้ อยู่ท้ายสูตร นำมาจั่วหน้า, เพื่อให้เข้าใจง่ายว่าตรัสถึงเรื่อง ในชาติก่อน.
น.1393 "ถ้าเช่นนั้น เราเอาเครื่องขัดถูร่างกายไปอาบน้ำที่แม่น้ำกันเถอะ, เพื่อน ! " อานนท์ ! ครั้งนั้น ฆฏิการะและโชติปาลมาณพได้ถือเครื่องขัดสีตัวไป อาบน้ำที่แม่น้ำด้วยกันแล้ว, ฆฏิการะได้กล่าวกะโชติปาลมาณพอีกว่า "เพื่อน โชติปาละ ! นี่เอง วิหารแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะอยู่ไม่ไกลเลย, ไปเถอะเพื่อน ! เราจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน, การเห็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี." "อย่าเลยเพื่อน ฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะหัวโล้น นั้น." (โต้กันดังนี้อีกถึง ๓ ครั้ง). อานนท์ ! ฆฏิการะ ได้เหนี่ยวโชติปาลมาณพ ที่ชายพก แล้วกล่าวว่า “เพื่อนโชติปาละ ! ตรงนี้เอง วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ไกลเลย, ไปเถอะเพื่อน, เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน. การเห็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี." อานนท์ ! ครั้งนั้นโชติปาละ พยายามโดยวิธีที่ฆฏิการะต้องปล่อย ชายพกนั้นได้แล้ว กล่าวว่า "อย่าเลยเพื่อน ฆฏิการะ ! ประโยชน์อะไรด้วย การเห็นสมณะหัวโล้น " อานนท์ ! ลำดับนั้น ฆฏิการะเหนี่ยวโชติปาลมาณพผู้ อาบน้ำสระเกล้าเรียบร้อยแล้ว เข้าที่มวยผมแล้ว กล่าวดั่งนั้นอีก. อานนท์ ! โชติปาลมาณพ เกิดความคิดขึ้นภายในใจว่า "น่าอัศจรรย์ หนอท่าน, ไม่เคยมีเลยท่าน, คือข้อที่ฆฏิการะช่างหม้อมีชาติอันต่ำ มาอาจเอื้อม จับเรา ที่มวยผมของเรา, เรื่องนี้เห็นจักไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้วหนอ." ดังนี้, จึงกล่าวกะ ฆฏิการะช่างหม้อ :- "เพื่อนฆฏิการะ ! นี่จะเอาเป็นเอาตายกันเจียวหรือ ?" "เอาเป็นเอาตายกันทีเดียว, เพื่อนโชติปาละ ! เพราะการเห็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เป็นการดีจริง ๆ " "เพื่อนฆฏิการะ ! ถ้าเช่นนั้น ก็จงปล่อย เราจักไปด้วยกันละ."
น.1394 ลำดับนั้น ฆฏิการะและโชติปาลมาณพ ได้เข้าไปเฝ้าพระ ผู้มีพระภาคกัสสปะถึงที่ประทับแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควร. โชติปาลมาณพ ก็ได้ ทำความคุ้นเคยชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ นั่งอยู่แล้ว. ฆฏิการะ ได้ทูลพระผู้มีพระภาคกัสสปะว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! นี่คือโชติปาลมาณพสหาย รักของข้าพระพุทธเจ้า, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงแสดงธรรมแก่เขาเถิด." อานนท์ ! พระผู้มีพระภาคกัสสปะ ได้ทำให้ฆฏิการะและโชติปาละ เห็นจริง, ถือเอา, อาจหาญและร่าเริงเป็นอย่างดี ด้วยธรรมิกถาแล้ว. ทั้งสองคนเพลิดเพลินปราโมทย์ต่อภาษิตของพระองค์. บันเทิงจิต ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท ทำประทักษิณ แล้วจึงหลีกไป. อานนท์ ! ลำดับนั้น โชติปาลมาณพได้กล่าวถามกะฆฏิการะว่า "เพื่อนฆฏิการะ ! เพื่อนก็ฟังธรรมนี้อยู่ ทำไมจึงยังไม่บวชออกจากเรือน เป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ด้วยเรือน เล่า ? " "เพื่อนไม่เห็นหรือ ? เพื่อนโชติปาละ ! ฉันต้องเลี้ยงมารดาบิดา ผู้แก่และตาบอดอยู่." "เพื่อนฆฏิการะ ! ถ้าเช่นนั้น ฉันจักบวช ออกจากเรือนไม่เกี่ยวข้อง ด้วยเรือนละ." อานนท์ ! ครั้งนั้น เขาทั้งสองได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกัสสปะอิก. ฆฏิการะกราบทูลว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! โชติปาละสหายรักของข้าพระพุทธเจ้า นี่แล ประสงค์จะบวช, ขอพระองค์จงให้เขาบวชเถิด." อานนท์ ! โชติปาลมาณพ ได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักแห่ง พระผู้มีพระภาคกัสสปะแล้ว, ราวกึ่งเดือน พระผู้มีพระภาคกัสสปะ ก็เสด็จ จาริกไปเมืองพาราณสี. อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า "คนอื่นต่างหากที่
น.1395 เรานี่เอง, เป็นโชติปาลมาณพแล้ว ในสมัยโน้น " ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ ๑ ในกาลใด, เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินในนครชื่อกุสาวดี มีนามว่ามหา- สุทัศน์ผู้เป็นจักรพรรดิมีกำลังมาก. ในกาลนั้น เราจัดให้มีการบ่าวร้องในที่ทั่วไป วันละสามครั้ง. ‘ใครปรารถนาอะไร ใครประสงค์สิ่งใด ใครควรได้ทรัพย์ เช่นไร, ใครหิว ใครกระวนกระวาย, ใครต้องการมาลา ใครต้องการเครื่อง ลูบทา. ผ้าย้อมแล้วด้วยสีต่าง ๆ กัน ใครไร้ผ้าจงนุ่งห่ม. ใครจะเดินทางจงเอา ร่มไป, เอารองเท้างาม ๆ นิ่ม ๆ ไป.' เราให้บ่าวร้องเช่นนี้ ทั้งเช้าและเย็นทุก ๆ แห่ง. ทรัพย์ที่เตรียมไว้ สำหรับยาจก ไม่ใช่สิบแห่ง หรือร้อยแห่ง แต่ตั้งหลายร้อยแห่ง. จะเป็น กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ถ้ายาจกมาเมื่อใด เป็นได้สิ่งของตามที่เขาปรารถนา เต็มมือกลับไปเสมอ. เราให้ทานอันใหญ่หลวงเช่นนี้ จนตลอดชีวิต และ ใช่ว่าจะให้ทานด้วยทรัพย์ส่วนที่เราเกลียดไม่ชอบ ก็หาไม่ การสะสมทรัพย์จะมี ในเราก็หาไม่. ผู้ป่วยกระสับกระส่าย ใคร่จะพ้นไปจากโรค ให้ขวัญข้าวแก่หมอจน เป็นที่พอใจแล้ว ย่อมหายจากโรคได้ฉันใด เราก็ฉันนั้น เรามุ่งแต่จะทำให้เต็ม เปี่ยม, ให้ทานแก่ยาจก ก็เพื่อทำใจที่ยังพร่องอยู่ให้เต็ม, ไม่อาลัยทรัพย์ ไม่เกาะเกี่ยวในทรัพย์ ก็เพื่อการลุถึงโดยลำดับ ซึ่งปัญญาอันเป็นเครื่องรู้พร้อม ๑. บาลี มหาสุทัสสนจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๔/๔
น.1396 “อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นพระเจ้า มหาสุทัศน์ในสมัยโน้น.' อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองเป็น พระเจ้ามหาสุทัศน์แล้วในสมัยนั้น. นครจำนวนแปดหมื่นสี่พัน มีราชธานีกุสาวดี เป็นประมุข เหล่านั้นของเรา. " ปราสาทจำนวนแปดหมื่นสี่พัน มีปราสาท ชื่อธรรมปราสาทเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. เรือนยอดจำนวนแปด หมื่นสี่พันมีปราสาทยอดชื่อมหาวิยุหะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. บัลลังก์ จำนวนแปดหมื่นสี่พัน ทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำด้วยแก้วลาย ลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ฯลฯ เหล่านั้นเป็นของเรา. ช้างจำนวน แปดหมื่นสี่พันประดับด้วยเครื่องทอง ฯลฯ มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. ม้าจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ประดับด้วยเครื่องทอง ฯลฯ มีพญาม้าตระกูล วลาหกเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. รถจำนวนแปด หมื่นสี่พัน หุ้มบุด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง ฯลฯ มีเวชยันตรถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. มณีแปดหมื่นสี่พัน มีแก้วมณีรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้น เป็นของเรา. หญิงแปดหมื่นสี่พัน มีนางสุภัททาเทวีเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. คหบดีแปดหมื่นสี่พัน มีคหปติรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. กษัตริย์แปดหมื่นสี่พัน ผู้คอยแวดล้อมประดับเกียรติ มีปริณายกรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา โคนมแปดหมื่นสี่พัน กำลังมีนมไหลรูดรองได้ เหล่านั้นเป็นของเรา ผ้าแปดหมื่นสี่พันโกฏิ คือ ผ้าบ้านอันละเอียดอ่อน ผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน ฯลฯ เหล่านั้นเป็นของเรา. ถาดตกแต่งอาหารแปดหมื่นสี่พัน อันคนเชิญเครื่องเชิญทั้งเช้าและเย็น เหล่านั้นเป็นของเรา. อานนท์ ! นครที่เราอยู่ ปราสาทที่เราอยู่ ... ฯลฯ .... ถาดตกแต่งอาหารที่เราใช้ ล้วนเป็นของชั้นเอก (ไม่มีสองเปรียบ) ทั้งนั้น ๑. มหาสุทัสสนสูตร มหา. ที. ๑๐/๒๒๕/๑๘๕. แก่พระอานนท์ที่ป่าสาละ ใกล้ นครกุสินารา, อันเป็นที่พระอานนท์ทูลว่า เป็นเมืองกึ่งเมืองคอน ไม่ควรปรินิพพาน. ๒. คำว่าแปดหมื่นสี่พัน เป็นสำนวนภาษาบาลีที่ใช้กับของที่มากที่สุด ที่คนเรา ยกย่องกัน.
น.1397 จงดูเถิด, สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งหมดได้ ล่วงไปแล้ว ดับหายไปแล้ว แปรปรวนไปสิ้นแล้ว. อานนท์ ! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง เช่นนี้เอง เป็นของไม่ยั่งยืน เช่นนี้เอง เป็นของไม่มีเจ้าของ อย่างนี้เอง. อานนท์ ! เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว, พอเพื่อจะหน่ายในสังขาร ทั้งหลาย, พอเพื่อคลายกำหนัด, พอเพื่อหลุดพ้นไปจาก. อานนท์ ! เรารู้ที่ที่เป็นหลุมฝังเรา, เขาฝังสรีระของเราไว้ ณ ที่นี้, การทอดทิ้ง ร่างเหนือแผ่นดินครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๗ ของเราในชาติที่เป็นพระราชาชั้น จักรพรรดิ ครั้งมีพระชาติเป็นปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์ ๑ พราหมณ์ ! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ ของพระเจ้ามหาวิชิตราช. ๒ พราหมณ์ ! เรื่องมีแล้วในกาลก่อน. พระเจ้ามหาวิชิตราช เป็นราชา ผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก มีทองและเงินเหลือเพื่อ มีอุปกรณ์ของทรัพย์ เหลือเพื่อ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเหลือเพื่อ มียุ้งฉางเต็มล้น. วันหนึ่ง ประทับอยู่ ณ ที่สงัด เกิดพระดำริว่า ‘เราได้เสวยมนุษยสมบัติอันวิบูล ครอบ- ครองปฐพีมณฑลอันใหญ่ยิ่ง ถ้ากระไร เราควรบูชามหายัญญ์ อันจะเป็น ๑. บาลี กุฏทันตสูตร. สี.ที. ๙/๑๗๑/๒๐๕, แก่กุฏทันตพราหมณ์ ที่ราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกา บ้านขานุมัตร แขวงมคธ. ๒. เฉพาะเนื้อความตอนนี้ อยู่ที่หน้า ๘๕๑ บรรพ ๒๓๐.
น.1398 ประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เราสิ้นกาลนาน." รับสั่งให้หาพราหมณ์ ปุโรหิตมาบอกพระดำรินี้แล้ว ขอให้บอกสอนวิธีการบูชายัญญ์ พราหมณ์ ! • ปุโรหิตได้ทูลสนองพระดำรัสนั้นว่า ‘แว่นแคว้นของ พระองค์ยังมีเสี้ยนหนามหลักตอ การปล้นฆ่าในหมู่บ้านก็ยังปรากฏ การปล้นฆ่า ในจังหวัดก็ยังปรากฏ การปล้นฆ่าในนครก็ยังปรากฏ การแย่งชิงตามระยะ หนทางก็ยังปรากฏ. และถ้าพระองค์จะให้เลิกเก็บส่วย ในขณะที่แว่นแคว้น เป็นไปด้วยเสี้ยนหนามหลักตอเช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่าทำกิจไม่ควรทำ. อีกประการ หนึ่ง พระองค์อาจทรงพระดำริว่า เราจักถอนหลักตอ คือโจรผู้ร้ายเสียได้ด้วย การประหาร การจองจำ การริบ การประจาน หรือการเนรเทศดังนี้ ข้อนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการกำจัดได้ราบคาบด้วยดี เพราะผู้ที่ยังเหลือจากการถูกประหาร ก็ยังมี ชนพวกนี้จะเบียดเบียนชนบทของพระองค์ในภายหลัง. แต่ว่ามีอุบาย ที่จะถอนหลักตอเหล่านั้นให้ราบคาบด้วยดีได้ คือ ชนเหล่าใดบากบั่นเลี้ยงโค เพื่อกสิกรรม พระองค์จงประทานพืชพันธุ์ข้าวแก่ชนเหล่านั้น, ชนเหล่าใด บากบั่นในวาณิชยกรรม พระองค์จงประทานเงินเพิ่มให้ชนเหล่านั้น, ชนเหล่าใด เป็นข้าราชการ ขอพระองค์จงประทานเบี้ยเลี้ยงแก่ชนพวกนั้น มนุษย์เหล่านั้น ต่างจะขวนขวายในการงานของตน ไม่เบียดเบียนแว่นแคว้นของพระองค์ และพระคลังหลวงก็จะเพิ่มพูนมากมาย. แว่นแคว้นจะตั้งอยู่ด้วยความเกษม ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ. พวกมนุษย์จะร่าเริงบันเทิง นอนชูบุตรให้เต้น พ้อนอยู่บนอก แม้จักไม่ปิดประตูเรือน ในเวลาค่ำคืน ก็เป็นอยู่ได้. พราหมณ์ ! ครั้นชนบทนั้นสงบจากเสี้ยนหนามหลักตอแล้ว ปุโรหิต จึงกราบทูลวิธีแห่งมหายัญญ์ (อันประกอบด้วยบริการสิบหก คือได้รับความยินยอม เห็นพ้องจากกษัตริย์เมืองออกจากอมาตย์บริษัท จากพราหมณ์มหาศาล และจากคหบดี มหาศาล นี้จัดเป็นบริการสี่, พระเจ้ามหาวิชิตประกอบด้วยองค์คุณ ๘ มีพระชาติอันดี มีพระรูปสง่างามเป็นต้น นี้เป็นบริการอีกแปด, และปุโรหิตประกอบด้วยองคคุณ ๔ มีความ เป็นผู้มีชาติบริสุทธิ์ และจบเวทเป็นต้น นี่เป็นบริการอีกสี่ รวมเป็นสิบหก. และกราบทูล
น.1399 ประการสามแห่งยัญญ์ คือผู้บูชาต้องไม่เกิดวิปฏิสารด้วยความตระหนี่ ทั้งในขณะจะบูชา บูชาอยู่ และบูชาเสร็จแล้ว. แล้วกราบทูลเหตุไม่ควรวิปฏิสารเพราะปฏิกาหกผู้มารับท่าน ๑๐ จำพวก เช่นเป็นคนทำปาณาติบาท อทินนาทาน ฯลฯ เป็นต้น. เพื่อไม่ให้เกิดเสียพระทัย ว่า คนเลว ๆ มารับทาน ). ๑ .... ฯลฯ ... พราหมณ์ ! ในการบูชายัญญ์นั้น โค แพะ แกะ ไก่ สุกร ไม่ได้ ถูกฆ่า สัตว์อื่น ๆ ก็ไม่ต้องได้รับความวิบัติพลัดพราก ต้นไม้ก็ไม่ถูกตัดมาเพื่อ หลักัญญ์, เชื้อเพลิงก็ไม่ถูกเกี่ยวตัดมาเพื่อการเบียดเบียนสัตว์ใดให้ลำบาก พวกที่เป็นทาส เป็นคนใช้ และกรรมกร ก็ไม่ต้องถูกคุกคามด้วยอาชญา และ ความกลัว, ไม่ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้าพลาง ทำการงานพลาง. ใครปรารถนา จะทำก็ทำ, ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องทำ, ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ทำเฉพาะสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ไม่ต้องทำสิ่งนั้น. ยัญญ์นั้น สำเร็จไปแล้วด้วยเนยใส น้ำมัน เนยข้น นมส้ม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. พราหมณ์ ! เรารู้ชัดเจนอยู่ ซึ่งหมู่ชนเหล่านั้น ๆ ผู้บูชายัญญ์อย่างนี้ แล้ว ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมบังเกิด ณ สุคติโลกสวรรค์ พราหมณ์ ! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ ของพระเจ้ามหาวิชิตราช นั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวราช ๒ อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหากที่เป็นพระเจ้า มฆเทวราชในสมัยโน้น.' อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองได้เป็น พระเจ้ามฆเทวราชแล้วในสมัยนั้น ... ๑. ผู้ปรารถนาทราบรายละเอียด พลิกดูที่มาเดิม, ๙/๑๗๓/๒๐๗. ๒. บาลี มฆเทวสูตร ม.ม. ๑๓/๔๑๕/๔๕๓, แก่พระอานนท์ ที่มฆเทวัมพวัน ใกล้กรุงมิถิลา.
น.1400 เรื่องดึกดำบรรพ์ที่เมืองมิถิลานี้ มีพระราชานามว่า พระ เจ้ามฆเทวะ เป็นธรรมราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ประพฤติราชธรรม ในพราหมณ์ และคหบดี ทั้งในเมืองหลวงและชนบท, ย่อมเข้าอยู่อุโบสถในวันที่ ๑๔ หรือ ๑๕ และวันที่ ๘ แห่งปักษ์. พระเจ้ามฆเทวะนั้น เรียกช่างกัลบกมาแล้วสั่งว่า ‘เพื่อน ! ท่านเห็นผมหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะเราเมื่อใดก็จงบอกเราเมื่อนั้น." อานนท์ ! ล่วงมานับด้วยปีเป็นอันมาก ช่างกัลบกนั้นได้เห็นผมหงอก แล้วกราบทูลให้ทรงทราบ. พระเจ้ามฆเทวะรับสั่งให้ถอนหงอกด้วยแหนบ แล้ววางใส่ผ่าพระหัตถ์ให้ทอดพระเนตร. ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระ ราชทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกนั้น. รับสั่งให้หาพระราชบุตร องค์ใหญ่มาเผ้าแล้วตรัสว่า ‘แน่พ่อผู้กุมาร ! เทวทูตปรากฏแก่เราแล้ว : หงอกเกิดบนศีรษะแล้ว. กามอันเป็นวิสัยของมนุษย์ เราได้บริโภคเสร็จแล้ว เดี๋ยวนี้ถึงสมัยอันควรเพื่อการแสวงกามอันเป็นทิพย์สืบไป. มาเถอะพ่อผู้กุมาร ! เจ้าจงครองตำแหน่งพระราชานี้. ส่วนเราจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อม ฝาด ออกบวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไป. อนึ่ง ถ้าเจ้าเห็นหงอก เกิดขึ้นที่ศีรษะของเจ้าเมื่อใด, เมื่อนั้นจงประทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่าง กัลบกแล้ว ชี้แจงมอบหมายตำแหน่งพระราชาแก่ราชบุตรองค์ใหญ่ให้ดี, แล้ว จงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วย เรือนไปเถิด. เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรอันนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว, เจ้าอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเรา. กัลยาณวัตรอันนี้ ขาดตอนลงในยุคของ ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนสุดท้าย แห่งบุรุษทั้งหลาย ผู้ประพฤติตามกัลยาณวัตร ของเรา. แน่พ่อผู้กุมาร ! เราขอกล่าวถึงวัตรนั้น กะเจ้าในบัดนี้ อย่างนี้ว่า เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว ขอเจ้าจงอย่าเป็น บุรุษคนสุดท้าย ของเราเลย."
น.1401 ครั้นพระเจ้ามฆเทวะ ประทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก มอบ หมายรัชชสมบัติแก่พระราชบุตรองค์ใหญ่เป็นอย่างดีแล้ว ก็ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด บวชแล้วจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ในป่ามฆเทวัมพวัน นี้เอง. เธอผู้บวชแล้วนั้น แผ่ความรู้สึกด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ไปยัง ทิศที่หนึ่ง, และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ โดยอาการอย่างเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้ เป็นอันว่าเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอด หาที่เปรียบมิได้ ปราศจากเวรและพยาบาท แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวางโดยรอบ. เธอนั้น มีจิตประกอบด้วยกรุณา ... มุทิตา ... อุเบกขา ฯลฯ แผ่ทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ แล้วแลอยู่แล้ว. เธอบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ในบ่ามฆเทวัมพวันนี้เอง. ครั้นทำพรหมวิหารธรรมทั้งสี่ให้เจริญแล้ว ก็เข้า ถึงพรหมโลก ภายหลังจากการตาย เพราะการทำลายแห่งรูปกาย. อานนท์ ! เราแล ได้เป็นพระเจ้ามฆเทวะแล้วในสมัยนั้น. อนุชนที่ เกิดในภายหลัง ได้ประพฤติตามกัลยาณวัตร ที่เราตั้งไว้แล้ว แต่ว่ากัลยาณวัตร นั้นจะเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ก็หาไม่ ; เป็นไป เพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น. อานนท์ ! ก็แต่ว่า กัลยาณวัตรที่เราบัญญัติไว้แล้วในกาลนี้ แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และ นิพพาน ได้โดยท่าเดียว. กัลยาณวัตร นั้นคือ อริยมรรคมีองค์แปด
น.1402 ได้แก่ความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ ดำรงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ, ดังนี้. ครั้งมีพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์๑ ปัญจสิขะ ! เราคงยังระลึกได้อยู่, ในสมัยนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ ชื่อมหาโควินท์ เราได้แสดงทางปฏิบัติเพื่อการเข้าอยู่ร่วมกับพวกพรหมทั้งหลาย แก่สาวกทั้งหลายเหล่านั้น. แต่พรหมจรรย์นั้น หาได้เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพานไม่, แต่เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น. (การแสดงทางปฏิบัติแก่สาวกของมหาโควินทพราหมณ์นั้น ทราบได้จากคำของ ปัญจลิขคันธัพพบุตรตอนหนึ่ง ดังต่อไปนี้ :- "มหาโควินทพราหมณ์ มีจิตประกอบด้วยเมตตา แผ่จิตไปสู่ทิศที่หนึ่ง, และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็ดุจเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้เป็นอันว่า มหา โควินทพราหมณ์ มีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอดหาที่เปรียบมิได้ ปราศจาก เวรและพยาบาท แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง โดยรอบ. มหาโควินทพราหมณ์ มีจิตประกอบด้วยกรุณา .... มุทิตา .... อุเบกขา ฯลฯ แผ่ทั่วโลกทั้งปวง เพราะทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ, แล้วและ ชี้ทางเพื่อเข้าอยู่ร่วมกับชาวพรหมโลก แก่พวกสาวกทั้งหลายด้วย.") ปัญจสิขะ ! ก็แต่ว่า พรหมจรรย์ของเราในบัดนี้แล ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพานโดยท่าเดียว. พรหมจรรย์นั้นคือ อริยมรรคมี องค์แปด ได้แก่ ความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ ดำรงชีพ ชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ, ดังนี้. ๑. บาลี มลาโควินทสูตร มหา.ที. ๑๐/๒๘๕/๒๓๔, ตรัสแก่ปัญจสิขคันธัพพบุตร ที่เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์.
น.1403 รถการ ช่างทำรถ ๑ ภิกษุ ท. ! ในกาลดึกดำบรรพ์ ยังมีพระราชาทรงพระนามว่าปเจตนะ. ครั้งนั้น พระเจ้าปเจตนะ ตรัสเรียกช่างทำรถมารับสั่งว่า "นี่แน่ะสหายรถการ! นับแต่นี้ล่วงไปอีก ๖ เดือน สงครามจักมีแก่เรา. เจ้าอาจทำล้อรถใหม่คู่หนึ่ง ให้เราได้หรือไม่ ?" ช่างทำรถทูลรับต่อพระเจ้าปเจตนะว่า "ขอเดชะ ฯ ข้าพระองค์อาจ ทำได้ พระเจ้าข้า." ครั้งนั้นแล ช่างทำรถ ทำล้อได้ข้างเดียวสิ้นเวลา ๖ เดือน หย่อนอยู่ ๖ วัน. พระเจ้าปเจตนะ ตรัสเรียกช่างทำรถมารับสั่งถามว่า "แน่ะสหายรถ การ ! นับแต่นี้ล่วงไป ๖ วัน สงครามจักเกิดแล้วละ. ล้อรถคู่ใหม่สำเร็จแล้ว หรือ ?" ช่างทำรถทูลว่า "ขอเดชะ ฯ โดยเวลา ๖ เดือนหย่อนอยู่ ๖ วันนี้ ล้อสำเร็จได้ข้างเดียว พระเจ้าข้า." พระราชารับสั่งว่า "แน่ะสหายรถการ ! ก็เจ้าอาจจะทำล้อข้างที่ ๒ ให้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียง ๖ วันนี้ ได้หรือไม่ ?" ช่างทำรถทูลว่า "ขอเดชะ ฯ ข้าพระองค์ อาจทำได้ พระเจ้าข้า." ที่นั้นเอง ช่างทำรถ ได้ทำล้อข้างที่ ๒ สำเร็จได้โดยใช้เวลาเพียง ๖ วัน. เขา จึงนำล้อคู่ใหม่ไปเฝ้าพระเจ้าปเจตนะ ครั้นไปถึงแล้วกราบทูลว่า "ขอเดชะ ฯ นี่พระเจ้าข้า ล้อรถคู่ใหม่ของพระองค์สำเร็จแล้ว." พระราชารับสั่งว่า "สหายรถการ ! ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วัน กับล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วันนี้ ต่างกันอย่างไร, เราไม่เห็นความต่างกัน ของมันที่ตรงไหน ?" ๑. บาลี ติก.อํ. ๒๐/๑๔๐/๔๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, ใกล้เมืองพาราณสี.
น.1404 ช่างทำรถทูลว่า "ความต่างของล้อทั้งสอง มีอยู่ พระเจ้าข้า, ขอเชิญ พระองค์ทอดพระเนตรความต่างกันของล้อเถิด." ว่าแล้ว ช่างทำรถ ก็หมุน ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วัน ให้กลิ้งไป. มันกลิ้งไปพอสุดกำลังหมุนแล้วก็ ตะแคงล้มลงดิน. แล้วเขาก็หมุนล้อข้างที่ทำ ๖ เดือนหย่อน ๖ วันให้กลิ้งไป, มันกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วก็ตั้งตรงอยู่เองได้ราวกะติดอยู่กับเพลา. พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า "สหายรถการ ! เหตุอะไร ปัจจัยอะไร ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วันนี้จึงกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตะแคงล้มลงดิน. เหตุ อะไร ปัจจัยอะไร ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วันนั้นจึงกลิ้งไปสุดกำลัง หมุนแล้วตั้งตรงอยู่เองได้ราวกะติดอยู่กับเพลา ?" ช่างทำรถทูลชี้แจงว่า "ขอเดชะ ฯ ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วันนี้ กงของมัน ก็ประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือเนื้อผุและกะพี้. ถึงกำและคุมของ มันก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือเนื้อผูและกะพี้ เพราะความที่กง, กำ, คุมของมันประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือ เนื้อผุและกะพี้, มันกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตะแคงล้มลงดิน. ส่วนล้อข้างที่ ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วัน กงของมันก็ไม่มีเนื้อคด ไม่มีโทษ เป็นไม้ที่ หมดเนื้อผุและกะพี้, กำและคุมของมันก็เช่นกัน ไม่มีเนื้อคด ไม่มีโทษ เป็นไม้ ที่หมดเนื้อผุและกะพี้. เพราะความที่กง, กำ, คุมของมัน ไม่มีเนื้อคด ไม่มีโทษ เป็นไม้ที่หมดเนื้อผุและกะพี้, มันกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตั้งตรงอยู่เองได้ ราวกะติดอยู่กับเพลา." ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย อาจจะมีความคิดว่า ช่างทำรถคราวนั้น เป็นคนอื่นเป็นแน่. แต่เธอทั้งหลาย อย่าเข้าใจอย่างนั้น. เราเองเป็นช่าง ทำรถในกาลนั้น. ภิกษุ ท. ! ในครั้งนั้น เราเป็นผู้ฉลาดต่อความคดของไม้ โทษ (มีปมและตาเป็นต้น) ของไม้ และความมีเนื้อไม่บริสุทธิ์ของมัน.
น.1405 ภิกษุ ท. ! แต่กาลบัดนี้ เราเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ฉลาดต่อความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ต่อโทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ต่อกิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ. ภิกษุ ท. ! ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว, ภิกษุภิกษุณีเหล่านั้นก็หล่นไปจากธรรมวินัยนี้ เหมือนล้อรถข้างที่ทำแล้ว ๖ วัน ฉะนั้น. ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อันเธอละได้แล้ว ภิกษุ ภิกษุณี เหล่านั้นก็ตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ เหมือนล้อรถข้าง ที่ทำแล้ว ๖ เดือน หย่อน ๖ วัน ฉะนั้น. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า "เราทั้งหลาย จักละความคดทางกาย, โทษทางกาย, กิเลสเพียงดังน้ำฝาด ทางกาย ; จักละความคดทางวาจา, โทษทางวาจา, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทาง วาจา ; จักละความคดทางใจ, โทษทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางใจ." ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล. ครั้งมีพระชาติเป็นอกิตติดาบส๑ บารมีใด ๆ อันเราประพฤติสั่งสมแล้ว ในระยะกาลนับได้สื่อสงขัยแสน กัลป์ บารมีนั้นทั้งหมด เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณให้สุก, บารมีที่เราประพฤติ ๑. บาลี อกิตติจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๑/๑.
น.1406 แล้วในภพน้อยใหญ่ ในกัลป์ก่อน ๆ นั้น จักงดไว้ก่อน, จักกล่าวเฉพาะบารมี ที่เราประพฤติในกัลป์นี้ ท่านจงฟังคำของเรา. ในกาลใด, เราเป็นดาบส นามว่า อกิตติ อาศัยอยู่ในป่าหลวงสงัด เงียบ ว่างจากคนไปมา, ในกาลนั้น ด้วยอำนาจการบำเพ็ญตบกรรมของเรา ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ยิ่งในไตรทิพย์ ได้ร้อนใจทนอยู่ไม่ได้แล้ว.” เธอแปลงเพศ เป็นพราหมณ์ เข้ามาขออาหารกะเรา. เราเห็นพราหมณ์นั้น ยืนอยู่แทบประตูของเรา จึงให้ใบไม้ อันเรา นำมาจากป่า ไม่มีมัน และไม่เค็ม๒ไปทั้งหมด. ครั้นให้แล้ว ก็คว่ำภาชนะเก็บ และไม่ออกแสวงหาใหม่ เข้าสู่บรรณศาลาแล้ว. ในวันที่สอง และที่สาม พราหมณ์นั้นได้มาขอกะเราอีก. เรามิได้มีจิต หวั่นไหวไปจากเดิม ไม่ได้อ่อนอก อ่อนใจ ได้ให้ไปหมดทั้งภาชนะอย่างเดียว กับวันก่อน. ความทรุดโทรมแห่งผิวพรรณในสรีระของเรา จะมีเพราะเหตุอด อาหารนั้น ก็หาไม่, เราฆ่าเวลาเป็นวัน ๆ นั้นได้ด้วยความยินดี โดยสุขอันเกิด จากปีติ. หากว่าเราได้ปฏิคาหกอันประเสริฐ ตลอดเวลาตั้งเดือนหรือสองเดือน เราก็จะคงเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวไปจากเดิม ไม่อ่อนอก อ่อนใจ และให้ทาน อันสูงสุดได้สม่ำเสมอ. เมื่อเราให้ทานแก่พราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศ หรือลาภก็หามิได้, เราปรารถนาอยู่ซึ่งสัพพัญญฺตญาณ (อันจะเกิดได้เพราะการ ถูกบ่มโดยทานนั้น) จึงได้ประพฤติแล้วซึ่งกรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๑. นัยว่า ข่าวการบำเพ็ญตบะอย่างสูงสุดของใครก็ตาม ย่อมทราบถึงท้าวสักกะ ผู้มักระแวงอยู่เสมอว่า จะมีใครบำเพ็ญตบะเพื่อหวังแย่งบัลลังก์ของตน. ๒. คาบสนี้ ฉันใบหมากเม่าต้มเปล่า ๆ เป็นอาหาร เพื่อตัดความกังวลในเรื่องนี้.
น.1407 พระจันทกุมาร ๑ ครั้งอื่นอีก, เราเป็นโอรสของพระราชาเอกในนครบุบผวดี มีนามอัน เขาขนานให้ว่า จันทะ. ในกาลนั้น เรารอดพ้นไปได้จากการถูกฆ่าบูชายัญญ์ (ซึ่งปุโรหิตผู้อาฆาตทูลยุยงพระราชบิดาให้หลงเชื่อ), เกิดความสลดสังเวช ขึ้นภายในใจ ได้บำเพ็ญมหาทานแล้ว. เมื่อไม่ได้ทักขิเณยยบุคคลผู้มารับทาน เราก็ยังไม่ดื่ม ไม่เคี้ยว ๒ ไม่ บริโภคอาหารด้วยตนเอง บางคราว ๖ วันบ้าง ๕ วันบ้าง. พาณิชสะสมสินค้า ไว้นำไปขายในที่ที่จะมีกำไรมาก ย่อมมีกำไรมากฉันใด การงดเว้นสิ่งที่จะบริโภค เองเพื่อบำเพ็ญทานแก่ผู้อื่นก็ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ทุกคนพึงให้ทานแก่ผู้อื่น จักเป็นความดีเกิดขึ้น ๑๐๐ เท่า. เราเองมองเห็นอำนาจแห่งประโยชน์อย่างนี้นี่แล้ว จึงบำเพ็ญทานทุก ๆ ภพ. เราไม่ก้าวถอยกลับจากการให้ทาน ก็เพื่อการลุถึงโดยลำดับซึ่งปัญญาเป็น เครื่องรู้พร้อม. ครั้งมีพระชาติเป็นสังขพราหมณ์ ๓ ครั้งอื่นอีก, เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่า สังขะ ได้ไปที่ท่าเรือ เพื่อเดินทางข้ามสมุทร. ณ ที่นั้น เราได้เห็นท่านผู้ชนะกิเลสได้โดยตนเอง เป็นผู้ อันกิเลสจะทำให้กลับแพ้อีกมิได้, ท่านผู้นั้นเดินทางกันดาร ไปในท่ามกลาง พื้นทรายอันร้อนจัด. ๑. จันทกุมารจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๖/๗. ๒. เคี้ยว คือของกินเล่น หรืออาหารว่าง. ๓. บาลี สังขจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๒/๒.
น.1408 เห็นท่านสยมภู ๑ ผู้นั้น ในขณะที่ท่านเดินทางอยู่, เกิดความคิดขึ้น ภายในใจว่า ‘นาบุญนี้ อันเราผู้แสวงบุญมาถึงเข้าแล้วโดยลำดับ. ก็เมื่อชาวนา ได้เนื้อนา อย่างดีแล้ว ยังไม่หว่านพืชลงในนานั้น ก็แปลว่าเขามิได้เป็นผู้มี ความต้องการด้วยข้าวเปลือก นี่เป็นฉันใด เราก็จะเป็นฉันนั้น ถ้าว่าเราเป็นผู้ ต้องการบุญเห็นนาบุญอันสูงสุดแล้ว ก็หาลงมือประกอบกรรมนั้นไม่ ฯลฯ เราคิดดั่งนี้แล้ว ลงถอดรองเท้า กราบลงที่บาทของท่านผู้สยมภูนั้น แล้วถวายร่มและรองเท้าของเราแต่ท่าน. เพราะกรรมนั้น (ในชาตินี้) เราจึงได้ เสวยสุข เป็นสุขุมาลชาติยิ่งกว่าตั้งร้อยเท่า, และทั้งเป็นการทำทานบารมีของ เราให้เต็ม เราจึงให้ทานแด่ท่านผู้เช่นนั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นเวลามพราหมณ์ ๒ คหบดี ! ในกาลดึกดำบรรพ์ ได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ชื่อเวลามะ. เวลามพราหมณ์นั้น ได้บริจาคทานอันเป็นทานอย่างใหญ่หลวง เห็นปานนี้คือ : ได้ให้ถาดทองจำนวนแปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยเงิน. ได้ให้ ถาดเงินจำนวนแปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยทอง. ได้ให้ถาดสำริดจำนวน แปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยเงิน. ได้ให้ช้างจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ประดับแล้วด้วยเครื่องทอง ธง ก็ทำด้วยทอง ตาข่ายเครื่องปิด ก็ล้วนทำ ด้วยทอง. ได้ให้รถจำนวนแปดหมื่นสี่พัน หุ้มบุด้วยหนังราชสีห์ ด้วยหนัง พยัคฆ์ ด้วยหนังเสือเหลือง ด้วยผ้ากัมพลเหลือง ประดับแล้วไปด้วยเครื่องทอง ธง ก็ทำด้วยทอง ตาข่ายเครื่องปิด ก็ล้วนทำด้วยทอง. ได้ให้แม่โคนม ๑. พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. ๒. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๐๖/๒๒๔. ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี ที่อารามเชตวัน.
น.1409 จำนวนแปดหมื่นสี่พัน ล้วนกำลังมีนมไหลรูดรองได้. ได้ให้นางสาวน้อย จำนวนแปดหมื่นสี่พัน ซึ่งแต่ละนางมีตุ้มหูประดับมณี. ได้ให้บัลลังก์จำนวน แปดหมื่นสี่พัน ซึ่งลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังชะมด มีเพดานแดง มีหมอนข้างแดง. ได้ให้ ผ้าจำนวนแปดหมื่นสี่พัน คือผ้าทอด้วยเปลือกไม้อันละเอียดอ่อน ผ้าไหมอัน ละเอียดอ่อน ผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน. ฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าวถึงการให้ข้าว ให้น้ำ ให้ของเคี้ยวของบริโภค ให้เครื่องลูบไล้เครื่องทา และให้เครื่องนอน เวลามพราหมณ์นั้นบริจาคให้ไป ๆ เหมือนแม่น้ำไหลไม่ขาดสาย คหบดี ! ก็ความคิดอาจมีแก่ท่านว่า ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นเวลามพราหมณ์ ผู้ให้ทานอันใหญ่หลวงในครั้งนั้น. คหบดี ! ท่านไม่ควรคิดไปอย่างนั้น, เรานี่เองได้เป็นเวลามพราหมณ์ในสมัยนั้น เราเอง ได้บริจาคทานอัน ใหญ่หลวงนั้น. คหบดี ! ก็แต่ว่า การให้ทานในครั้งกระโน้น ใคร ๆ ที่จะสมควร รับทักษิณาทานมิได้มีเลย, ใคร ๆ ที่จะช่วยให้การให้ทักษิณาทานนั้นบริสุทธิ์ได้ ก็ไม่มีเลย. ครั้งมีพระชาติเป็นพระเวสสันดร ๑ กระษัตรีย์ใดได้เป็นมารดาของเรา มีนามว่า ผุสดี กระษัตรีย์นั้นเป็น มเหษีของท้าวสักกะ มาแล้วในอดีตชาติ. ท้าวสักกะผู้จอมเทพทราบอายุขัยของ ๑. บาลี เวสสันตรจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๙/๙, ในคัมภีย์จริยาปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ ชั้นบาลี มิได้เรียงเรื่องเวสสันดร ไว้เป็นเรื่องสุดท้ายแห่งเรื่องทั้งหลาย เหมือนในคัมภีร์ชาดก. ฉะนั้น ในที่นี้ข้าพเจ้า จึงไม่เรียงเรื่องเวสสันดรไว้เป็นเรื่องสุดท้ายเหมือนที่คนทั้งหลายเชื่อกัน.
น.1410 พระมเหษีองค์นั้นแล้ว ได้ตรัสกะเธอว่า "เจ้าผู้เลิศงาม เราให้พรแก่เจ้าสิบ ประการ ตามแต่เจ้าจะเลือกเอา." ๑ พระเทวีนั้น ได้รำพันถามท้าวสักกะว่า "หม่อมฉันมีความผิดอย่างไร หรือหนอ, หม่อมฉันเป็นที่เกลียดชังของพระองค์แล้วหรือ จึงถูกบังคับให้ ละโลกอันน่ารื่นรมย์นี้ไป ดุจพฤกษชาติที่ถูกลมพัดถอนขึ้นทั้งรากฉะนั้น." ท้าวสักกะผู้อันพระเทวีรำพันเช่นนั้นแล้ว ได้ตรัสแก่เธอว่า "ใช่ว่าเจ้า จะทำบาปอันใดลงไปก็หามิได้ ใช่ว่าเจ้าจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่ว่า อายุของเจ้ามีเพียงเท่านี้ บัดนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะจุติ. ฉะนั้น เจ้าจงรับเอาพร สิบประการ อันเราให้เถิด." พระเทวีนั้น จุติแล้ว บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ นามว่าผุสดี ได้สมรส กับพระราชาสัญชัย ในนครเชตฺตดร. ในการที่เราก้าวลงสู่พระครรภ์แห่งพระ มารดาอันเป็นที่รักนั้น มารดาของเราได้เป็นผู้ยินดีในทานตลอดเวลา เพราะ เดชของเรา. ท่านได้ให้ทานแก่ยาจกผู้ไร้ทรัพย์ อาดูร ครวญคร่ำ และแก่ สมณพราหมณ์ อย่างไม่ยั้งมือ. แม่เจ้าผุสดีดำรงครรภ์ครบสิบเดือน กำลังเที่ยวประพาสทั่วนคร ได้ประสูติเรา ณ ถนนแห่งชาวร้าน. เพราะกำเนิดที่ถนนแห่งชาวร้าน นามของเรา จึงไม่เกี่ยวเนื่องด้วยมารดาและบิดา, ได้ชื่อว่าเวสสันดร (แปลว่า "ระหว่าง ชาวร้าน.") เมื่อเรายังเป็นทารกอายุแปดปี นั่งอยู่ในปราสาท ก็รำพึงแต่จะให้ทาน ; “เราจะให้ทาน หัวใจ ดวงตา เนื้อ เลือด ร่างกาย ให้ปรากฏ ถ้าว่าจะมีผู้ มาขอกะเรา," เมื่อเรารำพึงแน่ใจ ไม่หวั่นไหวเช่นนั้น แผ่นดินได้ไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือน. ๑. คำพูดเช่นนี้ นัยว่าเป็นประเพณี พูดกับผู้ที่จะต้องจุติจากสวรรค์
น.1411 ในวันอุโบสถกึ่งเดือน และปลายเดือน เราขึ้นสู่ช้างชื่อปัจจยนาคไป ให้ทาน. พวกพราหมณ์ชาวแว่นแคว้นกาลิงค์ เข้ามาหาเรา และได้ขอช้างอัน ประเสริฐซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคลนั้น กะเรา เขากล่าวกะเราว่า "ที่ชนบท ของข้าพเจ้า ฝนไม่มีตก เกิดทุพภิกขภัยอดอาหารอย่างใหญ่หลวง ขอพระองค์ จงประทานช้างอันบวร เป็นจอมช้าง มีอวัยวะขาวหมด แก่ข้าพเจ้าเถิด." เราตกลงใจว่า เราให้, เราไม่หวั่นไหว. เราไม่หวงแหนปกปิด ทานวัตถุที่เรามี เพราะใจของเรายินดีในทาน. การปฏิเสธต่อยาจกที่มาถึงเข้า แล้วนั้น ไม่ควรแก่เรา, เราอย่าทำลายการสมาทานของเราเสียเลย เราจักให้ ช้างอันวิบูลย์ บัดนี้ละ. เราจับที่งวงช้างมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งหล่อน้ำในเต้าใส่มือพราหมณ์ ให้ช้างแก่พราหมณ์ไป เมื่อเราให้ทานช้างเผือกสูงสุดนี้ แผ่นดินได้หวั่นไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อเราให้ช้างตัวนั้น ชาวเมืองสีพีโกรธมาก มาประชุมกันให้เนรเทศ เราจากนคร ไปอยู่เขาวงก์. เมื่อชนพวกนั้นพากันกำเริบ เราก็ยังมีความ ไม่หวั่นไหว, ขอร้องกะเขาเพื่อได้ให้ทานครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ชาวสีพีถูก ขอร้องเข้าแล้วก็ยอมให้. เราให้บ่าวร้องเอิกเกริกว่าเราจะให้มหาทาน. มีเสียงเล่าลืออย่าง ใหญ่หลวงเพราะเรื่องนี้ว่า "ถูกขับเพราะให้ทาน ยังจะให้ทานอีก !" เราให้ ทาน ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาส โค และทรัพย์. ครั้นให้มหาทานแล้ว จึงออก จากนครไป. ครั้นออกไปพ้นเขตนครแล้ว ได้กลับเหลียวดูเป็นการลา แผ่นดิน ได้ไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีกในครั้งนั้น. เมื่อถึงทางสี่แพร่ง ได้ให้ทานรถเทียมด้วยม้าสี่ไป เราผู้ไร้เพื่อนบุรุษ กล่าวกับพระนางมัททรีว่า "เจ้าจงอุ้มกัณหาลูกหญิงน้อย ค่อยเบาหน่อย เราจักอุ้มชาลี พี่ชายซึ่งหนักกว่า." เป็นอันว่าพระนางมัททรีได้อุ้มกัณหาชินะ
น.1412 อันงามเหมือนดอกบุณฑริก และเราได้อุ้มชาลี ซึ่งงามเหมือนรูปทองหล่อ รวมเป็นสี่กษัตริย์สุขุมาลชาติ ได้เหยียบย่ำไปตามหนทางต่ำๆ สูงๆ ไปสู่เขาวงก์. พบใครในระหว่างทางก็ถามว่า เขาวงก์อยู่ทางไหน ชนเหล่านั้นสงสาร เรา และบอกว่า ยังไกลมาก. เด็ก ๆ ได้เห็นผลไม้ในป่า ก็ร้องไห้อยากได้ ผลไม้นั้น ๆ. เห็นเด็ก ๆ ร้องไห้ ต้นไม้ก็น้อมกึ่งมีลูกดกเข้ามาหาเด็กเอง. พระนางมัททรีเห็นความอัศจรรย์ชวนสยองขนเช่นนี้ ก็ออกอุทานสาธุการ "โอหนอ ของอัศจรรย์ ไม่เคยมีในโลก น่าขนพอง ต้นไม้น้อมกึ่งลงมาเอง ด้วยอำนาจแห่งพระเวสสันดร." พวกยักษ์ ช่วยย่นการเดินทาง เพื่อความอนุเคราะห์แก่เด็ก ๆ, ในวันที่ออกจากนครนั่นเอง ได้เดินทางถึงแว่นแคว้นของเจตราช, ญาติใน ที่นั้นร้องไห้คร่ำครวญกลิ้งเกลือกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก. ออกจากแว่นแคว้นของ ญาติเหล่านั้นแล้ว ก็มุ่งไปเขาวงก์. จอมเทพ สั่งให้วิสสุกัมม์ผู้มีฤทธิ์ สร้างบรรณศาลา " เป็นอาศรมอัน รมย์รื่น, วิสสุกัมม์ได้สร้างแล้วเป็นอย่างดี ตามดำรัสของท้าวสักกะ. พวกเรา สี่คนก็ลุถึงราวป่าอันเงียบเหงา ไม่มีวี่แววแห่งมนุษย์, ได้อาศัยอยู่แล้วใน บรรณศาลานั้น ในระหว่างภูเขา. บรรเทาความโศกของกันและกันได้แล้ว ณ ที่นั้น. เราดูแลเด็ก ๆ ที่อาศรม พระนางมัททรีไปเสาะหาผลไม้ในป่ามา เลี้ยงกัน. เมื่อเราอยู่ถึงในป่าสูง ก็ยังมีนักขอไปหาเรา, ได้ขอลูกของเรา คือ ชาลีและกัณหาชินะ ทั้งสองคน. ความบันเทิงใจเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็น ยาจกเข้าไปหา เราได้ยื่นบุตรทั้งสองคนให้กะพราหมณ์ผู้มาขอนั้นไป. เมื่อเรา สละบุตรให้แก่พราหมณ์นามว่าชูชกในกาลนั้น แผ่นดินได้ไหว เขาสิเนรุ สั่นสะเทือนอีก. ๑. บรรณศาลา คือศาลามุง กั้นด้วยใบไม้ ใบหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง.
น.1413 ต่อมา ท้าวสักกะได้ลงมาโดยเพศพราหมณ์ ขอพระนางมัททรีผู้มีศีลและ มีวัตรในสามี กะเราอีก. เราได้จับหัตถ์มอบหมายให้ และหลั่งน้ำลงในฝ่ามือ พราหมณ์ มีจิตเบิกบานผ่องใส ให้พระนางมัททรีไป. ขณะที่เราให้ ทวยเทพ ในนภากาศก็พลอยอนุโมทนา แผ่นดินได้ไหว เขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีก. เราสละ ชาลี กัณหา และพระนางมัททรีผู้มีวัตรในสามี, ไม่มีความลังเลใจ ก็เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ (รู้ความดับทุกข์ของสัตว์โลก). ลูกสองคนนั้น จะเป็นที่เกลียดชังของเราก็หาไม่ พระนางมัททรีจะเป็นที่เกลียดชังก็หาไม่. สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เราจึงให้ของรัก (เพื่อสิ่งที่เรารัก) .. ฯลฯ. ครั้งมีพระชาติเป็นมาตังคชฎิล ๑ ชาติอื่นอีก, เราเป็นชฎิล บำเพ็ญตบะกล้า นามว่ามาตังคะ มีศีล มีสมาธิมัน. เรากับพราหมณ์อีกผู้หนึ่ง ต่างอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาด้วยกัน อาศรมของเราอยู่เหนือน้ำ ของพราหมณ์อยู่ใต้น้ำ. พราหมณ์นั้นเดินเลาะฝั่งขึ้นมา เห็นอาศรมของเราทางเหนือน้ำ มีความ รังเกียจ ค่าว่าเรา แช่งเราให้ศีรษะแตก. ที่จริงถ้าเราโกรธพราหมณ์นั้นขึ้นมา หรือศีลของเราไม่ควบคุมเราไว้แล้ว เพียงแต่เรามองดูเท่านั้น ก็อาจทำพราหมณ์ ให้กลายเป็นดุจว่าขี้เถ้าไป. พราหมณ์นั้น โกรธ คิดประทุษร้าย ว่าเราด้วยคำสาปแช่งอย่างใด อาการนั้นกลับเป็นแก่พราหมณ์นั้นเอง เราพ้นไปได้ด้วยอำนาจคุณของเรา. ๑. บาลี มาตังคจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๗๕/๑๗.
น.1414 รักษาศีลของเรา เราไม่ได้รักษาชีวิตของเรา (หมายถึงเกียรติยศ), ในกาลนั้น เรารักษาศีล เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้เท่านั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นจูฬโพธิ ๑ ชาติอื่นอีก, เมื่อเราเป็นพราหมณ์ชื่อจูฬโพธิผู้มีศีล, มองเห็นภพโดย ความเป็นของน่ากลัว จึงได้ออกบวช. ภริยาเก่าของเราเป็นพราหมณีมีรูปดั่ง ทำด้วยทอง, แม้เธอนั้น ก็ไม่ประสงค์ต่อการเวียนว่ายในวัฏฏะ จึงออกบวช เสียด้วยกัน. เราสองคน เป็นผู้ไม่มีที่อาลัย ตัดขาดจากพงศ์พันธุ์ ไม่มีความ มุ่งหมายอะไรในตระกูล และหมู่ชน เที่ยวไปตามหมู่บ้านและจังหวัด ลุถึงเมือง พาราณสีแล้ว. ณ ที่นั้น เราบำเพ็ญปัญญา ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ อยู่ใน ราชอุทยานอันไม่มีผู้คนเกลื่อนกล่น และเงียบเสียง. พระราชาเสด็จมาประพาสสวน ทอดพระเนตรเห็นนางพราหมณี ก็เข้ามาถามเราว่า หญิงนั้นเป็นภริยาของท่าน หรือของใคร ? เราทูลตอบว่า ไม่ใช่ภริยาของเรา เป็นเพียงผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ถือคำสอนอย่างเดียวกัน. พระราชากำหนัดในนางพราหมณีนั้น รับสั่งให้จับและฉุดคร่านางไป โดยพลการ สู่ภายในนคร. เมื่อฉุดคร่านำนางไป ความโกรธได้เกิดขึ้นแก่เรา แต่พร้อมกับความโกรธที่เกิดขึ้นนั้น เราระลึกขึ้นได้ถึงศีลและวัตร. ในขณะนั้น เอง เราข่มความโกรธได้ และไม่ยอมให้เกิดขึ้นมาได้อีก เรารู้สึกตัวเราว่า แม้ใครจะทำร้ายนางพราหมณีด้วยหอกคมกล้า เราก็ ไม่ทำลายศีลของเรา, เพราะเหตุเห็นแก่โพธิญาณ (มากกว่าเห็นแก่นางพราหมณี). ๑. บาลี จุฬโพธิจริยา จริยา. ข. ๓๓/๕๗๑/๑๔.
น.1415 แต่ใช่ว่า นางพราหมณีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ และใช่ว่าเราจะไม่มีกำลัง วังชา ก็หาไม่. สัพพัญญูตญาณเป็นที่รักของเรา เราจึงตามประคองศีลไว้. ครั้งมีพระชาติเป็นเจ้าชายยุธัญชยะ ๑ เมื่อเรามีชาติเป็นราชบุตรชื่อ ยุธัญชยะยิ่งด้วยยศ ได้เกิดความรู้สึกสลด ต่อชีวิต ในขณะที่มองเห็นหยาดน้ำค้างในเวลาเช้า เหือดแห้งไปเพราะแสงแดด เป็นอุปมา. เรายึดเอาความรู้สึกนั้นเป็นอารมณ์อันแน่วแน่ ก็ยิ่งสลดสังเวช มากขึ้น, เข้าไปหาเจ้าแม่และเจ้าพ่อ ขออนุญาตออกบวช. เจ้าแม่และเจ้าพ่อ พร้อมด้วยชาวนครและชาวแคว้น เข้ามาอ้อนวอน เรา ขอให้คงอยู่ครอบครองแผ่นดินอันมั่งคั่งรุ่งเรือง. เราไม่เอาใจใส่ต่อเจ้าแม่ เจ้าพ่อ พระญาติวงศ์ พร้อมทั้งชาวนครและชาวแคว้น, สลัดทิ้งไปแล้ว. เราสลัดราชสมบัติ ญาติ ข้าแผ่นดิน ยศ และสิ่งทั้งปวงไปอย่างไม่ลังเล เยื่อใย เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้. ใช่ว่าเจ้าแม่เจ้าพ่อจะไม่เป็นที่รัก ของเรา ก็หาไม่ เราจะเกลียดยศก็หาไม่. สัพพัญญฺตญาณเป็นที่รักยิ่งของเรา ฉะนั้นเราจึงสลัดราชสมบัติเสีย. ที่สุดแห่งการท่องเที่ยวของพระองค์ ๒ เราเมื่อยังค้นไม่พบแสงสว่าง, มัวเสาะหานายช่างปลูกเรือน (คือตัณหาผู้ ๑. บาลี ยุธัญชยจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๗๙/๒๑. ๒. พระวาจาเย้ยตัณหาซึ่งทรงเปล่งขึ้นทันที ในขณะที่ทรงรู้สึกพระองค์ว่าได้สิ้นตัณหา แล้ว บาลี ธ.ขุ. ๒๕ /๓๕/๑๑.
น.1416 ก่อสร้างเรือนคืออัตตภาพ) อยู่, ได้ท่องเที่ยวไปในสงสารวัฏ กล่าวคือ ความเกิด แล้วเกิดอีกเป็นอเนกชาติ. ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปทุกชาติ แน่ะนายช่างผู้ปลูกสร้างเรือน ! เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจักสร้างเรือน ให้เราต่อไปอีก ไม่ได้, โครงเรือน (คือกิเลสที่เหลือเป็นเชื้อเกิดใหม่) ของเจ้า เราหักเสียยับเยิน หมดแล้ว. ยอดเรือน (คืออวิชชา) เราขยี้เสียแล้ว. จิตของ เราถึงความเป็นธรรมชาติ ที่อารมณ์จะยุแหย่ยั่วเย้าไม่ได้เสียแล้ว มันได้ลุถึง ความหมดอยากทุกอย่าง. จบภาค ๖ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ จบ
Buddhadasa