น.1359 ภาค ๕ มีเรื่อง: - แปดสิบปียังไม่พ้นเพื่อน - - ทรงทำหน้าที่พระพุทธเจ้า บริบูรณ์แล้ว - - เรื่องเบ็ดเตล็ดก่อนหน้าปรินิพพาน - - การปรินิพพาน - - แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการปรินิพพาน -- เราเห็นพระองค์ได้ชั่วเวลาที่ ยังปรากฏพระกาย - - การปรินิพพานของพระองค์คือความทุกข์ร้อนของ มหาชน - - สังเวชนียสถานสี่. ๓๓๘
น.1360 ภาค ๕ การปรินิพพาน แปดสิบปียังไม่ฟื้นเพื่อน ๑ สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ว่า ชั่ว เวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ใน ปฐมวัย, ก็ยังคงประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น, เมื่อใด บุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด, เมื่อนั้น เขาย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้น จากปัญญาอัน เฉียบแหลมว่องไว. สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น, เรานี่แล ในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี, ฯลฯ. สารีบุตร ! ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้แปรปรวน บทพยัญชนะ แห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้แปรปรวน ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒, แก่ท่านพระสารีบุตร, ที่กลางป่า นอกนครเวสาลี. ๓๓๕
น.1361 ก็มิได้แปรปรวน ฯลฯ, สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลายจักนำเราไปด้วยเตียงน้อย (สำหรับหามคนทุพพลภาพ), ความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น แห่งปัญญาอัน เฉียบแหลม ว่องไว ของตถาคต ก็มิได้มี. สารีบุตร ! ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า “สัตว์มีความไม่หลง เป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว ผู้นั้น พึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น. ทรงทำหน้าที่พระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว ๑ จุนทะ ! ในบัดนี้เราแล เป็นศาสดา บังเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันต- สัมมาสัมพุทธะ, อนึ่ง ธรรม เราได้กล่าวไว้ดีแล้ว ได้ประกาศไว้ดีแล้ว เป็น เครื่องนำสัตว์ออกจากห้วงทุกข์ เป็นไปพร้อมเพื่อความสงบรำงับ ชื่อว่าประกาศ ไว้แล้ว โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, อนึ่ง สาวกทั้งหลาย เราก็ได้สอนให้รู้แล้ว ในสัทธรรม, พรหมจรรย์อันบริบูรณ์สิ้นเชิง สำหรับสัตว์เหล่านั้น เราได้ กระทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นของหงาย (เข้าใจได้ทันที) ทำให้เป็นบทสงเคราะห์ ทำให้เป็นสิ่งประกอบด้วยความน่าอัศจรรย์ พอเพียงเพื่อให้ประกาศได้ด้วยดี โดยเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (สืบไป) แล้ว. จุนทะ ! ในบัดนี้ เราเป็นศาสดา ที่แก่เฒ่า รู้ราตรีนาน บวชนาน มีวัยยืดยาวผ่านไปแล้ว โดยลำดับ. จุนทะ ! ในบัดนี้ ภิกษุผู้เถระ ผู้เป็นสาวกของเรา ก็มีอยู่ ล้วนเป็นผู้ ฉลาด เป็นผู้จูงได้ เป็นผู้แกล้วกล้า ลุธรรมเป็นเครื่องเกษมจากโยคะแล้ว ; สามารถจะบอกสอนสัทธรรม สามารถข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกที่บังเกิดแล้ว ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา.ที. ๑๑/๑๓๗/๑๑๕, ตรัสแก่ท่านจุนทสามเณร.
น.1362 ให้สงบราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ ได้. จุนทะ 1 ในบัดนี้ ภิกษุผู้ปูนกลาง, ผู้ใหม่ ผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่. จุนทะ 1 ในบัดนี้ภิกษุณีผู้เถระ, ผู้ปูนกลาง, ผู้ใหม่, ผู้เป็นสาวิกาของเรา ก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ อุบาสก ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มขาว ประพฤติ พรหมจรรย์ ผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่, ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มขาว ยังบริโภค กามผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ อุบาสิกา ผู้เป็นคฤหัสถ์ นุ่งห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์, และบริโภคกาม ผู้เป็นสาวิกาของเรา ก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ พรหมจรรย์ (คือศาสนา) ของเรา มั่งคั่ง เจริญ แพร่หลาย เป็นที่รู้จักของมหาชน เป็นปึกแผ่น พอเพื่อเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายประกาศได้ด้วยดี (สืบไป) ได้แล้ว. เรื่องเบ็ดเตล็ดก่อนหน้าปรินิพพาน ๑ การตรัสภิกษุอปริหานิยธรรม ๒ อานนท์ ! เธอจงไป สั่งให้ภิกษุทุกรูปบรรดาอาศัยนครราชคฤห์ มาประชุมกัน ณ ที่อุบัฏฐานศาลา. (ท่านพระอานนท์ประชุมสงฆ์เสร็จแล้ว กราบทูลให้ ทรงทราบ ได้ตรัส ภิกษุอปริหานิยธรรม ๖ หมวด. ดังยกมาเป็นตัวอย่างเพียง ๑ หมวด คือ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงอปริหานิยธรรมอีกหมวดหนึ่งแก่เธอ, จงเงี่ยฟัง จงทำในใจให้ดี. (๑.) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจะไม่เป็นผู้ยินดีในนวกรรม” ไม่ยินดีแล้วในนวกรรม ไม่ประกอบความเป็นผู้ยินดีในนวกรรม อยู่เพียงไร, ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๘๕/๖๗, แก่ภิกษุ ท. โดยมาก, ในที่ หลายแห่ง. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๙๒/๗๑, แก่ภิกษุ ท. ที่อุปัฏฐานศาลา นครราชคฤห์ ๓. นวกรรมคือการก่อสร้างสถานที่และวัตถุต่าง ๆ.
น.1363 ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย, อยู่เพียงนั้น. (๒) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้ยินดีในการพูดคุย ไม่ยินดีแล้ว ในการพูดคุย ไม่ประกอบความยินดีในการพูดคุยอยู่เพียงไร, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้อยู่ ไม่มีความเสื่อมอยู่เพียงนั้น. (๓.) ภิกษุ ท. 1 ภิกษุจักไม่เป็น ผู้ยินดีในการนอนหลับ ฯลฯ, (๔.) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้ยินดี ในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ ฯลฯ, (๕.) ภิกษุ ท. : ภิกษุจักไม่เป็นผู้ มีความปรารถนาเลวทราม (ลามก) ฯลฯ, (๖.) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่ เป็นผู้คบเพื่อนชั่ว ฯลฯ, (๗.) ภิกษุ ท. 1 ภิกษุจักไม่เป็นผู้หยุดเลิก เสียในระหว่าง เนื่องจากได้บรรลุคุณวิเศษสักเล็กน้อยแล้ว อยู่เพียงไร, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้ ไม่มีความเสื่อม, อยู่เพียงนั้น, เสด็จส่วนอัมพลัฏฐิกา ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักเข้าไปสู่สวนอัมพลัฏฐิก. (ณ ที่นี้ได้ตรัสเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยนัยเป็นต้นว่า) ศีลเป็นอย่างนี้ ๆ สมาธิเป็นอย่างนี้ ๆ ปัญญา เป็นอย่างนี้ ๆ. สมาธิ ที่ศีลอบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก, ปัญญา ที่สมาธิอบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก, จิต ที่ปัญญา อบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เสด็จเมืองนาลันทา ๒ อานนท์ ! มาเถิด, พวกเราจักไปเมืองนาลันทา. (พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๙๖/๗๖. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที่. ๑๐/๙๖/๗๗.
น.1364 เสด็จถึงเมืองนาลันทา ประทับที่ปาวาทิกัมพวัน. ณ ที่นั้นได้ทรงสนทนากับพระสารีบุตร). สารีบุตร ! เธอกล่าวคมคายนัก, ที่เธอเปล่งสีหนาทยืนยันลงไปว่า ‘ข้าพระองค์ เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่จะเป็นผู้รู้ยิ่งกว่า พระผู้มีพระภาคเป็นไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่" ดังนี้นั้น สารีบุตร ! เธอล่วงรู้ความรู้สึกภายในใจ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ที่ล่วงไปแล้ว, - ที่จักมาในอนาคต, -และคือเราในบัดนี้ ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น ๆ มีศีล, สมาธิ, ปัญญาอย่างนี้ ๆ มีวิหารธรรม มีวิมุติ อย่างนี้ ๆ หรือ ? "หามิได้, พระองค์ !" สารีบุตร ! ทำไมเธอจึงกล่าวคมคายเปล่งสีหนาทยืนยันลงไปดังนั้นเล่า? ‘พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ไม่มีญาณกำหนดรู้พระทัยของพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็จริง แต่การเป็นไปตามทำนองแห่ง ธรรมนั้น ข้าพระองค์ ทราบแล้ว เสด็จบ้านป่าฏลิคาม ๑ อานนท์ ! มาเถิด, พวกเราจะไปสู่บ้านปาฏลิคาม. (ณ ที่นั้น ได้ทรงรับ วิหารทานของชาวบ้านบ้านนั้น และตรัสเรื่องศีล) คหบดี ! โทษของศีลวิบัติ ของบุคคล ผู้ทุศีล ๕ ประการ คือย่อมเข้าถึงทางแห่งความเสื่อมโภคทรัพย์อันใหญ่ เนื่องจากความประมาท นี้เป็นข้อที่ ๑, ย่อมระบือไปด้วยกิตติศัพท์อันชั่ว นี้เป็นข้อที่ ๒, ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ไม่กล้าหาญ เมื่อเข้าไปสู่บริษัท จะเป็น บริษัท แห่งกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี หรือสมณะก็ตาม นี้เป็นข้อที่ ๓. ย่อมหลงใหล ทำกาละ (ตาย) นี้เป็นข้อที่ ๔, และ เบื้องหน้าแต่การตาย ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๙๙/๗๘.
น.1365 พราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี่เป็นข้อที่ ๕ ดังนี้. (แล้วตรัสอานิสงส์ของความถึงพร้อมด้วยศีลโดยนัยตรงกันข้าม). เสด็จบ้านโกฏิคาม ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านโกฏิคาม. (เสด็จสู่บ้านนี้ โดยข้ามแม่น้ำ คงคาด้วยปาฏิหาริย์ คือไม่ใช้เรือแพ ทรงหายจากฝั่งนี้ แล้วปรากฏที่ฝั่งโน้น. ที่บ้านนี้ได้ทรง แสดงอริยสัจและศีล สมาธิ-ปัญญา). ภิกษุ ท. ! เพราะการไม่รู้แจ้งแทงตลอด อริยสัจสี่ประการ จึงทำให้เราและพวกท่าน ท่องเที่ยวไปในสงสารสิ้น กาลนาน, ฯลฯ เสด็จหมู่บ้านนาทิก ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปหมู่บ้านนาทิก ( ณ ที่นี้ประทับที่บ้านพักอัน ก่อด้วยอิฐ ได้ตรัสตอบคำถามถึงเรื่องคติในภพหน้าของชนเป็นอันมากผู้ทำกาละแล้ว ในหมู่บ้าน นั้น, ของพระอานนท์.) อานนท์ ! ภิกษุสาฬหะ (มรณภาพแล้วในบ้านนาทิกนี้) หาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. เธอทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้แล้วแลอยู่แล้ว (บรรลุพระ- อรหันต์แล้ว). อานนท์ ! ภิกษุณีนันทาเป็นผู้อุปปาติกะ เพราะความสิ้นไปแห่ง สัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ๕ อย่าง จักปรินิพพานในภพ (สุทธาวาส) นั้น ไม่กลับมา จากโลกนั้นอีก (คือเป็นอนาคามี) อานนท์ ! อุบาสกสุทัตตะ เป็นสกทาคามี เพราะหมดสัญโญชน์ สามอย่าง และมีราคะโทสะโมหะบางเบา, จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วถึง ที่สุดแห่งทุกข์. ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที่. ๑๐/๑๐๖/๘๖. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที่ ๑๐/๑๐๘/๘๙.
น.1366 อานนท์ ! อุบาสิกาสุชาดา เป็นโสดาบัน เพราะหมดสัญโญชน์ สามอย่าง, มีความไม่ตกต่ำ (ลงอบาย) เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง (ต่อนิพพาน) เป็นผู้มีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า. อานนท์ ! อุบาสกกกุธะ อุบาสกการพิมภะ อุบาสกนิกฏะ อุบาสก กฎิสสหะ อุบาสกตุฏฐะ อุบาสกสันตุฏฐะ อุบาสกราฏะ อุบาสกสุภฏะ และอุบาสก อีก ๕๐ คน ทุกคนล้วนแต่เป็นอุปปาติกะ เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์ใน เบื้องต่ำห้าอย่างจักปรินิพพานในภพ (สุทธาวาส) นั้น ไม่เวียนกลับจากโลก นั้นเป็นธรรมดา, (คือเป็นอนาคามี). อานนท์ ! อุบาสกอีก ๙๖ คน ในบ้านนาทิกะที่ทำกาละแล้ว เธอเป็น สกทาคามี เพราะหมดสัญญชน์สามอย่าง และมีราคะโทสะโมหะบางเบา, จัก มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วถึงที่สุดแห่งความทุกข์ อานนท์ ! อุบาสกอีก ๑๕๐ คน ในบ้านนาทิก, ที่ทำกาละแล้ว, เธอเป็นพระโสดาบัน เพราะหมดสัญโญชน์สามอย่าง, มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสเครื่องวัดของ ตนเอง ว่าเป็นผู้บรรลุโสดาบันหรือไม่, วัดด้วยการมีความเชื่อ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ - พระธรรม - พระสงฆ์ - และมีศีลบริสุทธิ์อย่างยิ่ง.) เสด็จเมืองเวสาลี ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่เมืองเวสาลี. (ณ ที่นี้ ประทับที่สวน ป่า- อัมพปาลีวัน, ตรัสสติปัฏฐานทั้งสี่แก่ภิกษุ ท. นางอัมพปาลี เข้าเฝ้าทูลให้รับนิมนต์ฉันเสีย ก่อนพวกเจ้าลิจฉวี แล้วเยาะเย้ยเจ้าลิจฉวี ด้วยการขับรถกระทบ, นางอัมพปาลีได้ถวายสวนนั้น เป็นของสงฆ์ ทรงประทับพอควร, และได้ตรัส ศีลสมาธิปัญญา โดยนัยเดียวกับที่สวน อัมพลัฏฐิกา.) ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๑๒/๙๑.
น.1367 เวฬุวคาม ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านเวฬุวคาม. (ณ ที่บ้านนั้น ตรัสให้ ภิกษุสงฆ์จำพรรษา), ภิกษุ ท .! เอาเถิด, พวกเธอจงจำพรรษาในเขตเมืองเวสาลี โดยรอบ ๆ ตามพวกมิตรสหายและชาวเกลอเถิด, ส่วนเราจักจำพรรษา ณ บ้าน เวฬุวคามนี้แล. (ภิกษุ ท. จำพรรษาตามพอใจแล้ว, ในพรรษา พระองค์ประชวรหนัก จวนสิ้นพระชนมายุ แต่ทรงมีสติสัมปชัญญะไม่กระวนกระวาย, ทรงดำริว่า ต้องแจ้งให้อุปฐาก และภิกษุสงฆ์ทราบล่วงหน้าเสียก่อนแล้วปรินิพพานจึงจะควร ครั้นหายประชวรแล้วได้ตรัส กะพระอานนท์ผู้ทูลสรรเสริญถึงความอดกลั้นต่อทุกขเวทนาของพระองค์เอง, และท่านหวังว่า คงยังไม่ทรงนิพพาน ก่อนแต่จะตรัสเรื่องสำคัญอีก). อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์จักยังหวังอะไรในเราอีกเล่า, ธรรม เราได้แสดง แล้วไม่ขาดระยะ ไม่มีอีกนอกจากที่แสดงแล้ว ไม่มีกำมือในธรรม (คือธรรมที่ ยังกำไว้ไม่เปิดเผยให้ดู) แก่ตถาคตเลย. อานนท์ ! บัดนี้เราแก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยนาน โดยลำดับ วัยของเราเป็นมาได้ ๘๐ ปีแล้ว. อานนท์ ! กายของตถาคตคร่ำคร่าแล้ว เปรียบเหมือนเกวียนคร่ำคร่า ที่เขาซ่อมแซมปะทะปะทังไว้ด้วยไม้ไผ่. อานนท์ ! สมัยใด ตถาคตเข้าสู่เจโตสมาธิ ที่ไม่มีนิมิต เพราะไม่ทำ นิมิตไว้ในใจ ดับเวทนาบางพวกเสีย สมัยนั้น กายของตถาคต ย่อมผาสุก ยิ่งนัก (ต่อจากนี้ตรัสให้มีธรรม หรือตัวเองเป็นที่พึ่ง, คือสติปัฏฐานสี่.) เสด็จทิวาวิหาร ที่ปาวาลเจดีย์ ๒ อานนท์ ! เธอจงถือผ้าปูนั่งไป เราจักไปสู่ปาวาลเจดีย์ เพื่อนั่งพัก ตลอดเวลากลางวัน. (ณ ที่นี้ ได้ตรัสอานุภาพของอิทธิบาทสี่ประการ ว่าอาจทำบุคคล ผู้เจริญได้เต็มที่ ให้มีชีวิตอยู่กัปป์หนึ่งก็ได้ แต่พระอานนท์มิได้ทูลขอให้ทรงอยู่ เพราะรู้ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๑๖/๙๓. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๑๙/๙๔.
น.1368 ไม่ทัน, ทรงขับพระอานนท์ไปแล้ว มารได้พื้นคำสัญญาเรื่องจะปรินิพพานในเมื่อพระศาสนา เป็นปึกแผ่นดีแล้ว พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยในการปรินิพพาน เรียกว่าปลงอายุสังขาร, แผ่นดินไหวและตรัสเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหว, คือลมกำเริบ, ผู้มีฤทธิ์บันดาล, โพธิสัตว์จุติ, ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร, ปลงอายุสังขาร, ปรินิพพาน.) อานนท์ ! เมื่อตะกี้นี้ มารผู้ใจบาป ได้เข้ามาหาเรา ที่ปาวาลเจดีย์นี้, ยืนอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่งแล้วกล่าวแก่เราว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเสีย เถิด, บัดนี้ถึงเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพราะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ตรัสไว้แต่ก่อนว่า ๑ ‘มาร, เราจักยังไม่ปรินิพพาน จนกว่า พวกภิกษุ สาวก ภิกษุณีสาวิกา อุบาสกสาวก อุบาสิกาสาวิกา จักมีพร้อมบริบูรณ์, จน กว่าพรหมจรรย์ (คือศาสนา) จักมั่งคั่ง เจริญ แพร่หลาย เป็นที่รู้จักของ มหาชนเป็นปึกแผ่นพอเพื่อมนุษย์และเทวดา ท. ประกาศได้ด้วยดี (สืบไป)’ ดังนี้, พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาค มั่งคั่ง ฯลฯ แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานเถิด, ขอพระสุคตจงปรินิพพานเถิด." ดังนี้ เราตอบว่า "มารผู้ใจบาป ! เธอไม่ต้องขวนขวายดอก, ไม่นานเลย ตถาคต จักปรินิพพาน, อีกสามเดือนจากนี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน." ดังนี้. ทรงปลงอายุสังขาร ๒ อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาล- เจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งกว่ากัปป์ : ทรงปฏิเสธ), อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่ เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. (พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจนครบสามครั้ง ได้รับพระ- ๑. ตรัสไว้เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ เปิดดูภาค ๓ ตอนตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที่ ๑๐/๑๓๔/๑๐๒.
น.1369 ดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจารนัยสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว.) อานนท์ ! ในที่นั้นๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้ว จักรับคำในครั้งที่สาม, อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ จึงเป็นความผิด พลาดของเธอแต่ผู้เดียว. อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์จะต้องพลัดพราก จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้ตามปรารถนา ในสังขารนี้ แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัย ปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่า สิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. อานนท์ ! สิ่งใดที่ตถาคต พ้นแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว สิ่งนั้นคืออายุสังขารที่ตถาคตปลงแล้ว, ตถาคตกล่าววาจาตายตัวแล้วว่า จักมีการปรินิพพานในไม่ช้า, ตถาคตจักปรินิพพานต่อครบสามเดือน จากนี้, การที่จะคืนคำนั้น แม้เพราะเหตุจะต้องเสียชีวิต ก็ไม่เป็นสิ่งจะเป็นไปได้เลย. เสด็จป้ามหาวัน ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ป่ามหาวัน, เราจักไปยังกุฎาคารศาลา อานนท์ ! เธอจงให้ภิกษุทุกรูป บรรดาอาศัยเมืองเวสาลี มาประชุมพร้อมกัน ที่อุบัฏฐานศาลาเถิด. (ครั้นภิกษุประชุมพร้อมกันแล้ว ได้ตรัสอภิญญาเทลิตธรรมดังนี้:), ภิกษุ ท. 1 ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง, ธรรม เหล่านั้น พวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก โดย อาการที่พรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน, ข้อนั้น ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๓๙/๑๐๖.
น.1370 จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อ อนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ ท. ภิกษุ ท. 1 ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง ฯลฯ, คือ สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด. ภิกษุ ท. ! บัดนี้เราจักเตือนท่านทั้งหลาย : สังขารทั้งหลาย มีความ เสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วย ความไม่ประมาทเถิด, การปรินิพพานของตถาคต จักมีในกาลไม่นานเลย, ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลล่วงไปแห่งสามเดือนจากนี้. สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่, ทั้งที่เป็นคนพาล และบัณฑิต, ทั้งที่มั่งมี และยากจน ล้วนแต่มีความตาย เป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า. เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อบั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และ ยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุดฉันใด, ชีวิต แห่งสัตว์ ท. ก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น. ฯ วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว, เราจักละพวกเธอไป. สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล เป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษา ซึ่งจิตของตนเถิด. ในธรรมวินัยนี้, ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
น.1371 ภัณฑ์คาม ๑ อานนท์ ! การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้ง สุดท้าย, มาเถิด, อานนท์ ! เราจักไปสู่บ้านภัณฑคาม. (ณ ที่นี้ได้ตรัสธรรมเทศนา หลายอย่าง มีใจความเป็นต้นว่า เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอด ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติ จึงต้อง ท่องเที่ยวไปในสงสาร ทั้งพระองค์เองและผู้อื่น.) ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า, เหล่านี้ เป็นสิ่งที่พระโคตมะผู้มีเกียรติยศ ได้รู้ได้ถึงแล้ว. ครั้นรู้แล้ว ย่อมบอกแก่ภิกษุ ท. พระศาสดา ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว ก็ปรินิพพาน อย่างลืมตา. ( ต่อจากนี้ ได้ตรัสศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่ตรัสที่สวนอัมพลัฏฐิกา อีกเป็นอันมาก). เสด็จบ้านหัตถิคาม โดยลำดับ ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านหัตถิคาม, บ้านอัมพคาม, บ้าน ชัมพุคามและโภคนคร. ที่โภคนครประทับที่อานันทเจดีย์, ได้ตรัสหลักมหาปเทสสำหรับ เทียบเคียงในการวินิจฉัยว่า ถ้ามีคำกล่าวอย่างนี้ ๆ และอ้างว่าเป็นพุทธวจนะ, จะจริงหรือไม่.) ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าพังมาแล้ว ได้รับมาแล้ว เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา, ดังนี้, พวกเธออย่าเพ่อรับรอง, อย่าเพ่อคัดค้าน. เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดีแล้ว นำไปสอบสวนในสูตร นำไปเทียบเคียงใน วินัย, ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า นั่นไม่ใช่คำของพระ ผู้มีพระภาคแน่นอน ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด, พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย ; ถ้า ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๔๒/๑๐๙. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒.
น.1372 ลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้า แน่แล้ว ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว, พวกเธอพึงรับเอาไว้. นี่เป็นมหาปเทส ข้อที่หนึ่ง, (ข้อต่อไปความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่คำอ้าง, ข้อที่สองอ้างว่า รับฟังมาจาก สงฆ์ พร้อมทั้งเถระหัวหน้า เป็นพหูสูตอยู่ในอาวาสโน้น ๆ. ข้อที่สามรับฟังมาจากพวกเถระ พหูสูตในอารามโน้น ๆ, ข้อที่สี่รับฟังมาจากพวกเถระพหูสูต ผู้มาพักอาศัย อยู่ในอาวาสโน้น ๆ- แล้วทรงแสดง ศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่สวนอัมพลัฏฐิกา อีกเป็นอันมาก. ) เสด็จเมืองป่าวา ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่เมืองปาวา. (ที่นี้ ประทับที่สวนมะม่วง ของนายจุนท์ กัม มารบุตร. ทรงแสดงธรรมแก่นายจุนท์ และเสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านใน วันรุ่งขึ้น.) จุนทะ 1 สุกรมัททวะ ๒ ที่จัดไว้ จงนำมาเลี้ยงเรา, ขาทนียะ โภชนียะ อย่างอื่น ที่ตกแต่งไว้ จงนำไปเลี้ยงภิกษุสงฆ์. จุนทะ ! สุกรมัททวะที่เหลือนี้ ท่านจงฝั่งเสียในบ่อ เราไม่มองเห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ที่ บริโภคแล้ว จักให้ย่อยได้, นอกจากตถาคต (ต่อจากนี้ก็ประชวร ด้วยโรคบักขันที- กาพาธอย่างกล้า จวนสิ้นพระชนมายุ.) เสด็จเมืองกุสินารา ๓ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปเมืองกุสินารา, (แล้วเสด็จทั้งที่ยังประชวร, ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๔๗/๑๑๗. ๒. คำบาลีว่า สุกรมัททวะนี้ เคยแปลตาม ๆ กันมาว่า เนื้อสุกรอ่อน, บัดนี้การ ค้นคว้าของนักศึกษาทั่วไป ได้ก้าวหน้าไปจนถึงกับไม่ถือว่า แปลอย่างนั้นเป็นคำแปลที่ถูกต้อง น่าจะเป็นพืชมีพิษชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่า, ในที่นี้จึงไม่อาจแปลว่าเนื้อสุกร เหมือนที่แล้วมา คงทิ้งทับศัพท์ไว้เป็นภาษาบาลีเดิม คือ สุกรมัททวะ ไม่ต้องแปล. ๓. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๔๙/๑๑๙.
น.1373 ในกลางทาง ทรงแวะนั่ง ณ ร่มไม้แห่งหนึ่ง.), อานนท์ ! เธอจงปูผ้าสังฆาฏิที่พับเป็น สี่ชั้นให้เราเถิด เราลำบากนัก, จักนั่งพัก, อานนท์ ! เธอจงนำน้ำดื่มมาให้เรา, เรากระหายนัก. (พระอานนท์ทูลผัดว่า เกวียนห้าร้อยเพิ่งจะผ่านไป น้ำขุ่นหมด, ขอให้ ทรงทนไปหาน้ำที่แม่น้ำกกธนที่ข้างหน้า จนตรัสซ้ำถึง ๒ ครั้ง พระอานนท์จึงไปตักน้ำ แต่ น้ำมิได้ขุ่นเลย, กลับมาแล้วทูลความอัศจรรย์ข้อนี้. ต่อจากนี้ ทรงพบและสนทนาเรื่องสมาธิ อย่างยิ่งกับปุกกุสะ มัลลบุตร ดังที่กล่าวแล้วในภาค ๔ ตอน " ทรงมีฌานที่แน่วแน่ชั้นพิเศษ." ในที่สุดเขาถวายผ้าเนื้อดีสองผืน), ปุกกุสะ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงคลุมให้เราผืนหนึ่ง, อีกผืนหนึ่ง ให้อานนท์เถิด. (แต่เมื่อปกกุสะทำดังนั้นหลีกไปแล้ว พระอานนท์น้อมเข้า ไปสู่พระกายพระผู้มีพระภาคทั้งสองผืน เห็นพระฉวีผ่องใสยิ่งนัก ก็ทูลถาม.) อานนท์ ! เป็นอย่างนั้น, กายของตถาคต ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาล สองครั้ง คือ ในราตรีที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, และราตรี ที่ตถาคต ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. อานนท์ ! การปรินิพพานของตถาคต จักมีในระหว่างต้นสาละคู่ ในสวนสาละอันเป็นที่แวะพักกลางทาง ของพวก มัลลกษัตริย์. ใกล้เมืองกุสินารา ในตอนปัจฉิมยามแห่งคืนนี้. มาเถิด, อานนท์ ! เราจักไปยังแม่น้ำกกธนที่ด้วยกัน. (ทรงสรงใน แม่น้ำแล้ว เสด็จเข้าสวนอัมพวัน ประทับนอนสีหไสยา เพื่อพักผ่อนบนสังฆาฏิพับเป็นสี่ชั้น ปูถวายโดยพระจุนทกะ, และตรัสปรารภถึงนายจุนท์). อานนท์ ! คงมีใครทำความเดือดร้อนให้แก่ จุนทะ กัมมารบุตร โดยกล่าวว่า "จุนทะ ! การที่ท่านถวายบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหาได้โดย ยากนั้น ไม่เป็นลาภเสียแล้ว" ดังนี้. อานนท์ ! เธอพึงกำจัดความเดือดร้อน นั้นเสีย โดยกล่าวว่า "จุนทะ ! การถวายบิณฑบาตครั้งสุดท้ายของท่านเป็น ความดีแล้ว เป็นลาภของท่านแล้ว, เราได้ฟังมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ว่า บิณฑบาตทั้งสอง มีผลเสมอกัน มีผลยิ่งยอดกว่าบิณฑบาตอื่นๆ คือ บิณฑบาต ที่พระตถาคตเจ้าเสวยแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่าง ๑ และที่เสวย แล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอย่าง ๑. กุศลกรรม
น.1374 ที่นายจุนทะสร้างสมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ อายุ วรรณะ สุขะ ยศ สวรรค์ และความเป็นใหญ่." อานนท์ ! เธอพึงกำจัดความเดือดร้อนของนายจุนทะ กัมมารบุตร ด้วยการกล่าวอย่างนี้ แล. (แล้วทรงเปล่งพระอุทานนี้.) บุญ ย่อม เจริญ งอก งาม แก่ ทายก ผู้ให้อยู่ ๆ. เวร ย่อมไม่สืบต่อ แก่บุคคลผู้ระงับเวรเสียได้, คนฉลาดเท่านั้น, ละบาปเสียได้แล้ว ก็นิพพาน เพราะความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ และโมหะ. การปรินิพพาน หรือ การประทับสีหเสียยา ครั้งสุดท้าย อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญญวดี, ไปยัง สวนป่าสาละเป็นที่แวะพักของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา. (ครั้นถึงที่นั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ตั้งเตียงปรินิพพาน). อานนท์ ! เธอจงจัดตั้งที่นอน ระหว่างต้นสาละคู่ มีศีรษะทางทิศ เหนือ เราลำบากกายนัก, จักนอน. (ประทับสีหเสยยาแล้ว มีอัศจรรย์ ดอกสาละ ผลิผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ, ดอกมัณฑารพ จุรณ์ไม้จันทน์, ดนตรีล้วนแต่ของทิพย์ ได้ตกลงและบรรเลงขึ้น เพื่อบูชาพระตถาคตเจ้า). อานนท์ ! การบูชาเหล่านี้ หาชื่อว่า ตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วไม่, อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่, ผู้นั้นชื่อว่า ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
น.1375 ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด. อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า ‘เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติ ชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่." ดังนี้. (ต่อจากนี้ ทรงขับท่านพระอุปวาณะ ที่เข้ามาอยู่ งานพัด, พระอานนท์ทูลถามถึงเหตุที่ขับ, ตรัสตอบดังต่อไปนี้). อานนท์ ! พวกเทวดาในโลกธาตุทั้งสิบโดยมาก มาประชุมกันแล้ว เพื่อเห็นตถาคต. อานนท์ ! สวนป่าสาละที่แวะพักของมัลลกษัตริย์แห่งเมือง กุสินารา ๑๒ โยชน์โดยชอบ มิได้มีที่ว่างแม้เท่าปลายขนทราย ที่เทวดามีศักดิ์ มิได้ตั้งอยู่. เทวดา ท. ย่อมยกโทษว่า ‘เราทั้งหลายมาแต่ไกลเพื่อเห็น พระตถาคต, ต่อนานนักพระตถาคตจึงจะเกิดขึ้นในโลก สักคราวหนึ่ง และ การปรินิพพานของพระตถาคต ก็จักมีในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้ ก็พระภิกษุ ผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้ มายืนเสียตรงพระพักตร์ บังอยู่, เรา ท. ไม่ได้เห็นพระตถาคต ในกาลสุดท้าย’ ดังนี้. (ต่อจากนี้ พระอานนท์ทูลถามถึงความรู้สึกภายในใจของพวกเทวดา ได้ตรัสดังต่อไปนี้), อานนท์ ! มีพวกเทวดา ผู้มีความสำคัญในอากาศ ว่าเป็นแผ่นดิน, และพวกที่มีความสำคัญในแผ่นดิน ว่าแผ่นดิน พากันสยายผม ร้องไห้ คร่ำครวญ กอดแขนร้องไห้คร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา ดุจว่ามีเท้าถูกตัด ขาดออก, รำพันอยู่ว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักปรินิพพาน เสียเร็วนัก, พระสุคต จักปรินิพพานเสียเร็วนัก, พระผู้เป็นดวงจักษุในโลก จักดับหายไปเสียเร็วนัก, ดังนี้. ส่วนเทวดาเหล่าใด ปราศจากราคะแล้ว, เทวดา ท. เหล่านั้น มีสติ สัมปชัญญะ อดกลั้นด้วยรู้สึกว่า ‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง, ข้อที่จะให้ได้ตามใจ หวังในเรื่องนี้นั้น สัตว์จักได้มาแต่ที่ไหนเล่า," ดังนี้. (ต่อจากนี้ พระอานนท์ทูลถึง เมื่อไม่มีพระองค์แล้วสาวกก็ไม่ได้พบปะกันเหมือนดั่งบัดนี้, ทรงแสดงสถานที่สี่แห่ง คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร, และนิพพาน ว่าเป็นที่ควรเห็นและพบปะกันของพุทธบริษัท ดังที่ ปรากฏอยู่ในเรื่องสุดท้ายของภาคนี้. ต่อจากนั้น ตรัสเรื่อง การปฏิบัติในสตรี คือ การไม่พบปะ ด้วย, ถ้าต้องพบปะ ก็ไม่พูด, ถ้าต้องพูดพึงมีสติ, ต่อจากนั้น พระอานนท์ได้ทูลถามถึงการจัด พระศพ.)
น.1376 พวกเธออย่าขวนขวาย เพื่อจัดการบูชาสรีระของตถาคตเลย, จงสืบต่อ จงพยายาม ในประโยชน์ของตน (คือการตั้งหน้าปฏิบัติ) เถิด, จงอย่า ประมาท จงมีความเพียร กำหนดอยู่ในประโยชน์ของตนเถิด. อานนท์ ! กษัตริย์, พราหมณ์, หรือคหบดี ผู้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในตถาคตก็มีอยู่, เขา เหล่านั้น จักจัดการบูชาสรีระของตถาคต. "ข้าแต่พระองค์ ! เขาเหล่านั้น พึงจัดการอย่างไร ?" อานนท์ ! เขาพึงจัดเหมือนที่จัดในสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ : เขา พันสรีระของพระเจ้าจักพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับสำลี, แล้วพันด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี โดยอุบายนี้ ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กเต็มด้วยน้ำมัน บีดด้วยรางเหล็กอีกรางหนึ่ง กระทำจิตกาธารด้วยของหอมทุกอย่างแล้ว จึง ถวายพระเพลิง, กระทำสถูป (ที่ระลึก) สำหรับพระมหาจักรพรรดิ ไว้ ณ หนทาง สี่แยก. อานนท์ ! ชนเหล่านั้น พึงปฏิบัติในสรีระของตถาคต เช่นเดียวกับที่ ชนทั้งหลายปฏิบัติในสรีระของพระมหาจักรพรรดิ นั้นแล, ชนเหล่าใดวางพวง มาลัย หรือของหอม หรือจุรณ์หอม ณ ที่นั้นก็ดี หรืออภิวาท, หรือทำความ เลื่อมใสอยู่ในจิตก็ดี ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่เขา สิ้นกาลนาน. (ต่อจากนั้นตรัสบุคคลควรแก่การก่อสถูป ๔ จำพวกคือ พระตถาคต, พระปัจเจก พุทธะ, พระสาวก, พระเจ้าจักรพรรดิ, พระอานนท์เลี่ยงไปยืนเหนี่ยวสลักเพธร้องไห้อยู่, ตรัสให้ไปเรียกตัวมา ตรัสสรรเสริญ ว่าเป็นยอดของอุปัฏฐากผู้หนึ่ง ในบรรดายอดอุปัฏฐากของ พระพุทธเจ้าทั้งปวง. และสรรเสริญการรอบรู้ในหน้าที่นี้ และการกล่าววาจาเป็นที่ชอบใจแก่ผู้ เข้าไปคบหา, ต่อจากนั้น พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จไปปรินิพพานเมืองอื่น เพราะเมืองนี้เป็น เมืองกิ่ง เมืองดอน,). อานนท์ ! เธออย่ากล่าวว่า เมืองน้อย เมืองดอน กิ่งเมือง ดังนี้เลย. ครั้งก่อนโน้น ราชาพระนามว่ามหาสุทัศน์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิธรรมราชา มีอาณาเขตกระทั่งมหาสมุทรทั้งสี่ ชนะสงคราม มีชนบทมั่งคั่ง ประกอบด้วย รัตนะ ๗ ชนิด. อานนท์ ! เมืองกุสินารานี้แล เป็นราชธานีของพระเจ้า มหาสุทัศน์ (ในครั้งนั้น) ชื่อว่ากุสาวดี ยาวทางบุรพทิศ และปัจฉิมทิศ ๑๒ โยชน์ กว้างทางอุตตรทิศ และทักษิณทิศ ๗ โยชน์ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่มนุษย์ ฯลฯ,
น.1377 อานนท์ ! เธอจงเข้าไปในเมืองกุสินารา จงบอกแก่มัลลกษัตริย์ ท. แห่งเมืองกุสินาราว่า ดูกรกษัตริย์ผู้ว่าเสฏฐโคตร ท. ! ในยามสุดท้ายแห่ง ราตรีวันนี้ การปรินิพพานของพระตถาคตเจ้าจักมี. เชิญท่าน ท. รีบไป, ขออย่าต้องเดือดร้อนในภายหลังว่า การปรินิพพานของพระตถาคตเจ้า ได้มี แล้วในคามเขตของพวกเรา แต่พวกเรามิได้เห็นพระตถาคตเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย. (พระอานนท์ผู้เดียว เข้าไปแจ้งแก่มัลลกษัตริย์ ๆ คร่ำครวญโดยนัยเดียวกับพวกเทวดาที่กล่าว มาแล้ว พากันออกมาเฝ้าพระองค์. พระอานนท์จัดให้เฝ้าโดยขานชื่อถวายทีละพวก เสร็จก่อน ปฐมยาม, ต่อจากนี้สุภัททปริพพาชก มีโอกาสเข้าเฝ้า ทูลถามความผิดหรือถูกของลัทธิอื่น ๆ. ตรัสห้ามเสียแล้วตรัสถึงเรื่องสมณะที่แท้จริง มีเฉพาะในศาสนาที่มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์แปด, ไม่มีในศาสนาที่ไม่มีอริยมรรคมีองค์แปด). สุภัททะ ! เราเมื่อมีวัย ๒๙ ปี บวชแล้วแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็น กุศล ๆ, นับแต่บวชแล้วได้ ๕๑ ปี ความเป็นไปแห่งธรรมประเทศเครื่องตรัสรู้ มิได้มีภายนอกจากธรรมวินัยนี้, แม้สมณะ (สมณะที่ ๑ คือ โสดาบัน) ก็มิได้มี. ภายนอกจากธรรมวินัยนี้ แม้สมณะที่ ๒, ที่ ๓, ที่ ๔, ก็มิได้มี. วาทะเครื่อง สอนของผู้อื่น ว่างจากสมณะของพวกอื่น, สุภัททะ ! ก็ภิกษุ ท. เหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบเถิด โลกก็จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย (ต่อจากนี้ สุภัททะทูลสรรเสริญเทศนา ขอบรรพชาอุปสมบท ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ติดถิยปริวาส ก่อนอุปสมบท, ต่อมาไม่นานได้บรรลุอรหัตตผล. (เธอเป็นสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทัน เห็นพระพุทธองค์), ต่อจากนี้ได้ตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ อีก ๔-๕ เรื่อง), อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ‘ธรรมวินัยของพวกเรา มีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้. อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น, อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอ ท. ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของ พวกเธอ ท. โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว.
น.1378 เวลานี้ พวกภิกษุทั่วไป เรียกกันด้วยคำว่า อาวุโส" แก่กันและกัน (ทั้งแก่ทั้งอ่อน) ; โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว ไม่ควรเรียกร้อง กันดังนั้น : ผู้แก่กว่าจงเรียกผู้อ่อน โดยชื่อ หรือโดยชื่อสกุล หรือโดยคำว่า อาวุโส, ผู้อ่อนกว่า จงร้องเรียกผู้แก่กว่า ว่า ภันเต หรือ อายัสมา. อานนท์ ! โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์จงเลิกถอนสิกขาบท เล็กน้อยได้, ถ้าต้องการ. อานนท์ ! โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์จงลงพรหมทัณฑ์แก่ ภิกษุฉันนะ, คือ ภิกษุฉันนะจงกล่าวอะไรได้ตามพอใจ, ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า กล่าวตักเตือนสั่งสอนเธอ. (ต่อจากนี้ตรัสประทานโอกาสครั้งสุดท้ายให้ผู้นั้นกล่าวออกมาได้ ถ้าใครยังสงสัยรังเกียจอันใดบ้าง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์.) ภิกษุ ท. 1 ก็ถ้ามีภิกษุแม้รูปหนึ่ง มีความเคลือบแคลง เห็นแย้งใน พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, ในมรรค ในข้อปฏิบัติก็ดี จงถามเสีย อย่าเป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง ว่า "เราอยู่เฉพาะหน้าพระศาสดาแล้ว ไม่กล้า ถามในที่เฉพาะหน้า' ดังนี้. (ไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม ตลอดเวลาที่ทรงเตือนซ้ำจนครบ สามครั้ง, ในที่สุดตรัสว่า ถ้าไม่กล้าถามเอง ให้วานเพื่อนถามแทน, ก็ไม่มีใครทูลถาม. พระอานนท์ทูลสรรเสริญความที่ภิกษุสงฆ์แม้แต่รูปหนึ่ง ก็ไม่มีใครเคลือบแคลงในพระศาสดา หรือธรรมวินัยของตน, ตรัสว่า). อานนท์ ! เธอกล่าวด้วยความเลื่อมใสและหยั่งถึง. ที่จริงในเรื่องนี้ ความรู้สึกของตถาคตก็มีแล้วว่า ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค ในข้อปฏิบัติ ของภิกษุแม้รูปเดียว ในภิกษุ- สงฆ์นี้ไม่มีเลย, อานนท์ ! เพราะว่าในบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านี้ รูปใด ที่ต่ำที่สุดกว่าเขาทั้งปวง รูปนั้น ก็ยังเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงต่อนิพพาน มีการตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า, (ในที่สุด ได้ทรงเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า). ๑. อาวุโส เป็นคำพูดเสมอกัน ไม่แสดงความเคารพ และเป็นที่ว่าคนสูงกว่าผู้ฟังด้วย:
น.1379 ภิกษุ ท. ! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอ ท. ว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอ ท. จงยัง ประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ดังนี้. นี่เป็นวาจาครั้งสุดท้ายของตถาคต. (ต่อจากนี้ ทรงนึ่งเงียบ : เข้าปฐมฌาน,๑ ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, อากาสานัญจายตนฌาน, วิญญาณัญจายตนฌาน, อากิญจัญญายตนฌาน, เนวสัญญานาสัญญา- ยตนฌาน, สัญญาเวทิตนิโรธ, แล้วย้อนลงกลับมาตามลำดับ จนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนขึ้นอีก โดยลำดับ ๆ จนถึงจตุตถฌาน เสด็จปรินิพพาน ในเมื่อออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว.) (เรื่องหลังจากการปรินิพพานแล้วต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ตรัสไว้ก่อนการปรินิพพาน ในที่ต่าง ๆ กัน, ได้นำมาเรียงลำดับไว้ตอนนี้ ก็เพื่อให้เป็นท้องเรื่องประวัติที่เข้ารูปกัน, ผู้อ่าน ไม่พึงฉงน ว่าพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วทำไมยังมาตรัสเล่าได้อีก.) แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการปรินิพพาน ๑ อานนท์ ! ในกาลใด ตถาคต ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ, ในกาลนั้น ปฐวี ย่อมไหว ย่อมสั่น ย่อมสะเทือน. อานนท์ ! นี่เป็น เหตุที่แปด เป็นปัจจัยที่แปด แห่งการปรากฏของแผ่นดินไหวใหญ่." เราเห็นพระองค์ได้ชั่วเวลาที่ยังปรากฏพระกาย ๒ ภิกษุทั้งหลาย ! กายของตถาคตนี้ มีตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปหาภพ ๑. พึงทราบว่า ออกจากฌานนั้น ๆ เสียก่อน แล้วจึงเลื่อนขึ้นฌานต่อไปได้โดยลำดับ. ๒. จาลวรรค อัฏฐ.อํ. ๒๓/๓๒๔/๑๖๗. แก่พระอานนท์. ๓. แผ่นดินไหว เพราะเหตุ แปดอย่างคือ ลมกำเริบ, ผู้มีฤทธิ์บันดาล, โพธิสัตว์ ลงสู่ครรภ์, ประสูติ, ตรัสรู้, พระตถาคตแสดงธรรมจักร, ปลงอายุสังขาร, และนิพพาน. ๔. บาลี พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๙/๙๐. แก่ภิกษุ ท. ที่อุทยานอัมพลัฏฐิกา ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา.
น.1380 ถูกตถาคตถอนขึ้น เสียได้แล้ว, ดำรงอยู่. กายนี้ยังดำรงอยู่เพียงใด เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ยังคงได้เห็นตถาคตนั้น อยู่เพียงนั้น. เพราะการทำลาย แห่งกาย, หลังจากการควบคุมกันอยู่ได้ของชีวิต เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคตนั้นเลย. ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อขั้วพวงมะม่วงขาดแล้ว มะม่วงทั้งหลายเหล่าใด ที่เนื่องขั้วเดียวกัน มะม่วงเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นของตกตามไปด้วยกัน นี้ฉันใด, ภิกษุทั้งหลาย ! กายของตถาคตก็ฉันนั้น กายของตถาคตมีตัณหา เครื่องนำไปหาภพ ถูกตถาคตถอนขึ้นเสียได้แล้ว, ดำรงอยู่. กายนี้ดำรงอยู่ เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ยังคงเห็นตถาคตอยู่ชั่วเวลาเท่านั้น. เพราะการทำลายแห่งกาย, หลังจากการควบคุมกันอยู่ได้ของชีวิต เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคตเลย. (อธิบายว่าเมื่อเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะแล้ว กายสิ้นเชื้อที่จะนำไปหาภพใหม่ คือการ เกิดอีก คงตั้งอยู่ชั่วเวลาที่ยังไม่แตกดับ. ครั้นแตกดับแล้ว ถึงความเป็นของว่าง ไม่มีอะไร เหลือ. ส่วนผสมของกายต่อไป รวมขั้วอยู่ที่ตัณหาที่เป็นเครื่องนำไปหาภพ, เพราะฉะนั้น จึงตรัสไว้ดังนั้น.) การปรินิพพานของพระองค์คือความทุกข์ร้อน ของมหาชน ๑ ภิกษุ ท. 1 การทำกาละกิริยาของบุคคลเอก ย่อมเป็นความทุกข์ร้อน ของมหาชนเป็นอันมาก. การทำกาละกิริยาของบุคคลเอกคนใดเล่า ? คือการ ทำกาละกิริยาของพระตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. ภิกษุ ท. ! การทำกาละกิริยาของบุคคลเอกนี้แล ย่อมเป็นความทุกข์ ร้อนของมหาชนเป็นอันมาก. ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
น.1381 สังเวชนียสถานภายหลังพุทธปรินิพพาน ๑ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แต่ก่อนนี้ ภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาในทิศต่าง ๆ แล้ว ย่อมมา เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้มีโอกาสเห็นภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่า นั้น ได้มีโอกาสเข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าล่วงลับไป แล้วพวกข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมหมดโอกาสที่จะได้เห็น หรือได้เข้าพบภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจ เหล่านั้นอีกต่อไป." - พระอานนท์ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันปรินิพพาน. "ดูก่อนอานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตร ผู้มีศรัทธา มีอยู่ ๔ ตำบล. ๔ ตำบลอะไรเล่า ? ดูก่อนอานนท์ ! สถานที่ ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคตประสูติ แล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มี ศรัทธา ว่าพระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคต ได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็น และควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคตปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ ที่นี้ ๑. อานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและ ควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มี ๔ ตำบลเหล่านี้และ อานนท์ ! ภิกษุทั้งหลาย หรือภิกษุณีทั้งหลาย หรืออุบาสกทั้งหลาย หรืออุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีศรัทธา จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำบลเหล่านี้ โดยหมายใจว่า พระตถาคตได้ประสูติแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ประกาศอนุตตร- ธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิ- เสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้บ้าง ดังนี้. ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๑๖๓/๑๓๑, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ระหว่าง ต้นสาละคู่ในที่ปรินิพพาน.
น.1382 ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดียสถานจักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละ แล้ว ชนเหล่านั้นจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลาย แห่งกาย" ดังนี้. จบภาค ๕
Buddhadasa