Buddhadasa.org

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๔ — เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญ่น้อยต่าง ๆ จนถึงจวนจะปรินิพพาน

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ — พระประวัติตรัสเล่า — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก เฉพาะพระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงพระองค์เอง แปลและร้อยกรองโดยพุทธทาสภิกขุ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1210 ภาค ๔ เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญ่น้อยต่าง ๆ ตั้งแต่โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ไปจนถึงจวนจะปรินิพพาน ๑๘๕

น.1211 ภาค ๔ มีเรื่อง : - ก. เกี่ยวกับการประกาศศาสนา ๒๓ เรื่อง ข. เกี่ยวกับคณะสาวกของพระองค์ ๑๕ เรื่อง ค. เกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนพระองค์เอง ๑๖ เรื่อง ๙ เรื่อง ง. เกี่ยวกับลัทธิอื่น ๑. เกี่ยวกับการที่มีผู้เข้าใจผิด ๑๔ เรื่อง ฉ. เกี่ยวกับเหตุการณ์พิเศษบางเรื่อง ๑๙ เรื่อง ๑๘๖

น.1212 ภาค ๔ เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญ่น้อยต่าง ๆ ตั้งแต่โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ไปจนถึงจวนจะเสด็จปรินิพพาน และ เรื่องบางเรื่องที่ควรผนวกเข้าไว้ในภาคนี้ (ก. เกี่ยวกับการประกาศพระศาสนา ๒๓ เรื่อง) การประกาศพระศาสนา® ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และ เป็นของมนุษย์, แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็น ของทิพย์และของมนุษย์. ภิกษุ ท. 1 พวกเธอ ท. จงเที่ยวจาริก ไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่ โลก ; เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ ท., อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป. ๑. บาลี มหาวรรค. วิ. ๔/๓๙/๓๒, แก่พระอรหันต์ ๖๐ รูป ชุดแรกที่เมืองพาราณสี. ๑๘๗

น.1213 ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามใน ท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุดลงรอบ, จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อม ทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง : สัตว์ทั้งหลายที่เป็นพวกมี ธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยก็มีอยู่, สัตว์พวกนี้ ย่อมเสื่อมจากคุณที่ควรได้ เพราะ ไม่ได้ฟังธรรม, สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีเป็นแน่. ภิกษุ ท. ! แม้เราเอง ก็จักไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อ แสดงธรรม. หลักที่ทรงใช้ในการตรัส ๑ (๖ อย่าง) ราชกุมาร ! (๑). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริงแท้ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าววาจานั้น. (๒). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว แม้วาจานั้น. (๓). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าว วาจานั้น. (๔). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริงแท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. (๕). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ก็เป็นที่รักที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๙๑/๙๔, แก่อภยราชกุมาร เวฬุวัน.

น.1214 (๖). ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อัน จริงแท้ และ ประกอบ ด้วย ประโยชน์ และ เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละ ที่เหมาะ เพื่อกล่าววาจานั้น. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะตถาคตมีความเอ็นดูใน สัตว์ทั้งหลาย. อาการที่ทรงแสดงธรรม ๑ ภิกษุ ท. ! เราย่อมแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง เราย่อมแสดงธรรมมีเหตุผลพร้อม มิใช่ไม่มีเหตุผลพร้อม เราย่อมแสดงธรรม มีความน่าอัศจรรย์ (น่าทึ่ง) มิใช่ไม่มีอัศจรรย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มีเหตุผลพร้อม มีความ น่าอัศจรรย์, มิใช่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ไม่มีเหตุผล ไม่มีความน่าอัศจรรย์ อยู่ดังนี้ โอวาท ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ควรทำตาม อนุสาสนี ก็เป็นสิ่งที่ ใครๆ ควรทำตาม. ภิกษุ ท. ! พอละ เพื่อความยินดี ความอิ่มเอิบใจ ความโสมนัสแก่ พวกเธอทั้งหลาย ว่า "พระผู้มีพระภาค เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว. พระสงฆ์ คือ ผู้ปฏิบัติดีแล้ว" ดังนี้ ทรงแสดงธรรมด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ๒ ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อ สีหะ ออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียด ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๖/๕๖๕, แก่ภิกษุ ท. ที่โคตมกเจดีย์ เวสาลี. ๒. บาลี ปญฺจ. อ. ๒๒/๑๓๗/๙๙, แก่ภิกษุ ท.

น.1215 ยืดกาย แล้วเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ บันลือสีหนาทสามครั้งแล้ว ก็เที่ยวไปเพื่อ หาอาหาร. ราชสีห์นั้น เมื่อตะครุบช้าง ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบควายป่า ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบวัว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบเสือดาว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. แม้ที่สุดแต่เมื่อตะครุบสัตว์เล็ก ๆ เช่นกระต่ายและแมว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะราชสีห์นั้นคิดว่า เหลี่ยมคูของราชสีห์อย่าได้เสื่อมเสียไปเสียเลย ดั่งนี้. ภิกษุ ท. 1 ก็ คำว่า ราชสีห์ ๆ นี้เป็นคำแทนชื่อตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ ชอบด้วยตนเอง ด้วยเหมือนกัน. การแสดงธรรมแก่บริษัทนั่นแหละ คือการบันลือสีหนาทของตถาคต. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความ ระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ก็แสดง ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่อุบาสก ทั้งหลายก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่ อุบาสิกาทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. แม้ที่สุด แต่เมื่อแสดงแก่บุญชนชั้นต่ำทั่วไป เช่นแก่คนขอทานหรือพวกพรานทั้งหลาย ก็ย่อมแสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวมเลย. เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 เพราะเหตุว่า ตถาคตเป็นผู้หนักในธรรม เป็นผู้เคารพ ต่อธรรม ดังนี้. อาการที่ทรงบัญญัติวินัย ๑ สารีบุตร ! เธอจงรอก่อน, ตถาคตเอง จักเป็นผู้รู้เวลาที่ควร บัญญัติวินัย. ๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๑๕/๘. แก่พระสารีบุตร ที่เมืองเวรัญชา,

น.1216 สารีบุตร ! ศาสดาย่อมไม่บัญญัติสิกขาบท แสดงขึ้นซึ่งปาฏิโมกข์แก่ สาวกทั้งหลาย ตลอดเวลาที่ยังไม่มีอาสวฐานิยะธรรม๑ เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ · สารีบุตร ! เมื่อใด อาสวฐานิยะธรรมบางเหล่า ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาฏิโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัด เสียซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ ตลอดเวลาที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน เมื่อนั้นอาสวฐานิยะธรรมบางเหล่าย่อม ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาฏิโมกข์ แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสียซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหล่านั้น สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ ตลอดเวลาที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มที่. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มที่ เมื่อนั้นอาสวฐานิยะธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาฏิโมกข์ แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสียซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ ตลอดเวลา ที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ เมื่อนั้นอาสวฐานิยะธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏ ขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาฏิโมกข์แก่สาวก ทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสียซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! ก็สงฆ์หมู่นี้ ยังประกอบด้วยคุณอันสูง ไม่มีความต่ำทราม ไม่มีจุดดำ ยังบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ตั้งมั่นอยู่ในสาระ. สารีบุตร เอย ! ๑. อาสวฐานิยะธรรม คือความเสื่อมเสีย, หรือการกระทำอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เสื่อมเสีย.

น.1217 ในบรรดาภิกษุห้าร้อยรูปเหล่านี้ รูปที่ล้าหลังเขาที่สุด ก็ยังเป็นโสดาบัน เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา, ดังนี้. หัวใจพระธรรมในคำ "บริภาส" ของพระองค์ ๑ สุทินน์ ! จริงหรือ ได้ยินว่าเธอเสพเมถุนธรรมด้วยภรรยาเก่า ? " ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! เป็นความจริงพระเจ้าข้า." "โมฆบุรุษ ! นั่นไม่สมควร ไม่เหมาะสม ไม่เข้ารูป ไม่ใช่เรื่อง ของสมณะ ไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่น่าทำเลย. โมฆบุรุษ ! อย่างไรกันเล่า ที่เธอบวชเข้ามาในธรรมวินัยอันเรากล่าว ดีแล้วเช่นนี้ ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต. โมฆบุรุษ ! เราแสดงธรรมแล้วโดยหลายแง่หลายมุม เพื่อความ หน่าย หาใช่เพื่อความกำหนัดไม่เลย. เราแสดงธรรมแล้ว โดยหลาย แง่หลายมุม เพื่อความคลาย, หาใช่เพื่อความรัดรึงไม่เลย. เราแสดง ธรรมแล้วโดยหลายแง่หลายมุม เพื่อความไม่ยึดถือ, หาใช่เพื่อความ ยึดถือไม่เลย, มิใช่หรือ ? โมฆบุรุษ 1 ในธรรมนี้เอง เมื่อเราแสดงธรรม เพื่อหน่าย เธอก็กลับคิดไปในทางกำหนัด, เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความคลาย เธอกลับคิดไปในทางที่รัดรึง, เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อไม่ยึดถือ เธอกลับคิด ไปในทางยึดถือ. โมฆบุรุษ 1 เราได้แสดงธรรมแล้ว โดยหลายแง่หลายมุม เพื่อความหน่ายแห่งราคะ เพื่อความสร่างจากเมาของความเมา เพื่อดับเสียซึ่งความระหาย เพื่อถอนเสียซึ่งความอาลัย เพื่อ ๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๓๕/๒๐, ตรัสแก่ภิกษุชื่อสุทินน์ ผู้ทำผิดเป็นคนแรกใน ปฐมปาราชิก สิกขาบท, ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.

น.1218 ตัดเสียซึ่งวงกลมคือวัฏฏะ เพื่อความหมดตัณหา เพื่อความจาง เพื่อความคบ เพื่อนิพพาน มิใช่หรือ ? โมฆบุรุษ ! อุบายเครื่องละกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้ บอกแล้วมิใช่หรือ ? การกำหนดรู้ถามสัญญา โดยวิธีหลายแง่ หลายมุม เราได้บอกแล้ว มิใช่หรือ ? อุบายเครื่องดับเสียซึ่งความระหายในกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้ว มิใช่หรือ ? อุบายเครื่องถอนเสีย ซึ่งกามวิตก โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ ? อุบาย เครื่องสงบรำงับความแผดเผาของกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอก แล้วมิใช่หรือ ? โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ที่จะใส่องคชาติของเธอเข้า ในปากของงูที่มีพิษร้าย ดีกว่าที่จะใส่เข้าในองคชาติแห่งมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ที่จะใส่องคชาติของเธอเข้าในปากของงูเห่าดำ ดีกว่า ที่จะใส่เข้าในองคชาติของมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ในการที่จะหย่อนองคชาติของเธอลงในหลุมถ่านเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง ดีกว่า ที่จะใส่เข้าในองคชาติแห่งมาตุคาม. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะการตายเสีย ด้วยเหตุนั้น ก็ไม่เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. โมฆบุรุษ ! ข้อที่เธอพึงเข้าถึง อบายทุคติวินิบาตนรกภายหลังแต่การตายนั้น ย่อมมาจากการที่เธอเสพอสัทธรรม อันเป็นการกระทำสำหรับคนชาวบ้าน เป็นการกระทำชั้นต่ำทราม หยาบคาย ลึกลับเพราะต้องปกปิด เป็นการกระทำของสัตว์ที่ยังต้องอยู่กันเป็นคู่ ๆ โมฆบุรุษ ! เธอเป็นผู้ริเริ่มการประกอบอกุศลมากหลาย. โมฆบุรุษ ! การทำเช่นนี้ ไม่ทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ไม่ทำผู้ที่เลื่อมใส แล้ว ให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป, มีแต่จะทำผู้ไม่เลื่อมใส ไม่ให้เลื่อมใส และทำผู้ที่เคย เลื่อมใสบางคน ให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเท่านั้น.

น.1219 พระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิภิกษุชื่อ สุทินน์ โดยประการต่างๆ แล้ว ได้ตรัสชี้โทษของ ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนเอาใจยาก ความมักใหญ่ ความไม่สันโดษ ความคลุกคลีกัน เป็นหมู่ ความเกียจคร้าน แล้วตรัสชี้คุณของความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความปรารถนาน้อย ความ สันโดษ ความขัดเกลาเป็นต้นแล้ว ได้ตรัสธรรมิกถาโดยสมควรแก่เหตุการณ์ แล้วตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลายว่า :- ) ภิกษุ ท. ! เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักบัญญัติสิกขาบท เพราะอาศัยอำนาจ แห่งประโยชน์ ๑๐ ประการคือ เพื่อความตั้งอยู่ดีของหมู่สงฆ์ เพื่อความ อยู่เป็นผาสุกของหมู่สงฆ์ เพื่อข่มคนคือด้าน เพื่อความอยู่ผาสุกของ ภิกษุที่รักศีล เพื่อปิดกั้นอาสวะในชาตินี้ เพื่อกำจัดอาสวะในชาติต่อไป เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อให้คนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว เลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่ออนุเคราะห์ วินัยอันเป็นระเบียบสำหรับหมู่ .... ดังนี้. ทรงเป็นยามเฝ้าตลิ่งให้ปวงสัตว์ ๑ ภิกษุ ท. 1 เปรียบเหมือนมีบุรุษผู้หนึ่ง ว่ายล่องกระแสน้ำลงไป เพราะเหตุจะได้สิ่งน่ารักน่าเพลินใจ. มีบุรุษบัณฑิตผู้หนึ่ง ยืนอยู่บนฝั่ง เห็นบุรุษผู้ว่ายน้ำนั้นแล้ว ร้องบอก ไปว่า "ท่านผู้จำเริญ ! ท่านย่อมว่ายล่องตามกระแสน้ำ เพราะเหตุจะได้สิ่ง น่ารักน่าเพลินใจโดยแท้. แต่ว่า ทางเบื้องล่างนั้น มีห้วงน้ำลึก มีคลื่น มีน้ำวน มียักษ์ มีรากษส ซึ่งเมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้ว จักต้องตาย หรือได้ รับทุกข์เจียนตาย". ภิกษุ ท. ! บุรุษผู้ว่ายล่องตามกระแสน้ำ นั้น ครั้นได้พังดังนั้นแล้ว ก็พยายามว่ายทวนกระแสน้ำกลับมา ด้วยกำลังมือและเท้าทั้งหมดของเขา. ๑. บาลี อิติวฺ ขุ. ๒๕/๓๑๖/๒๘๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1220 ภิกษุ ท. ! คำอุปมานี้ ตถาคตผูกขึ้น เพื่อให้รู้เนื้อความ. เนื้อความ ในเรื่องนั้น ดังนี้ : คำว่า ‘กระแสน้ำ’ เป็นชื่อแห่งตัณหา. คำว่า ‘สิ่งน่ารัก น่าเพลินใจ' เป็นชื่อแห่งอายตนะภายในหก. คำว่า ‘ห้วงน้ำลึก’ เป็น ชื่อแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำห้าอย่าง. คำว่า ‘คลื่น’ เป็นชื่อแห่งความโกรธ และความคับแค้น. คำว่า ‘น้ำวน’ เป็นชื่อแห่งกามคุณห้า. คำว่า 'ยักษ์' และ ‘รากษส’ เป็นชื่อแห่งเพศตรงข้าม. คำว่า ‘ว่ายทวนกระแสกลับมา' เป็นชื่อแห่งเนกขัมมะ. คำว่า ‘พยายามด้วยกำลังมือและเท้าทั้งหมด’ เป็นชื่อแห่งการปรารภความเพียร. คำว่า ‘บุรุษบัณฑิต ผู้ยืนอยู่บนฝั่ง' เป็นชื่อแห่งตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้และ ทรงสอนเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้งปวง ๑ กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีแล้วในกาล ยืดยาวส่วนอดีต พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ล้วนแต่ได้สอนให้ภิกษุสงฆ์ ปฏิบัติชอบแล้ว มีอย่างนี้เป็นอย่างยิ่ง คือเหมือนอย่างที่เราสอน ให้ภิกษุสงฆ์ ในบัดนี้ให้ปฏิบัติชอบอยู่. กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จักมีมาในกาล ยืดยาวส่วนอนาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ก็ล้วนแต่จักได้สอนให้ภิกษุสงฆ์ ปฏิบัติชอบ มีอย่างนี้เป็นอย่างยิ่ง คือเหมือนอย่างที่เราสอนให้ภิกษุสงฆ์ ในบัดนี้ปฏิบัติชอบอยู่. ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๒, แก่กันทรกปริพพาชก, ที่สระคัดครา นครจัมปา.

น.1221 กันทรกะ ! เหล่าภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะ จบพรหมจรรย์ หมดกิจควรทำ ปลงภาระลงได้ ผู้มีประโยชน์ของตัวเองอันตามบรรลุได้แล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ มีอยู่ในภิกษุ สงฆ์หมู่นี้ และเหล่าภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือพระโสดา สกิทาคา อนาคา) ผู้มีศีล ทุกเมื่อ มีวัตรทุกเมื่อ มีปัญญา มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน ก็มีอยู่ ในภิกษุสงฆ์ หมู่นี้. ทรงสามารถในการสอน ๑ นิโครธะ ! เรากล่าวอยู่อย่างนี้ว่า จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ่อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาตแห่งคนตรง, เราพร่ำสอน แสดง ธรรมอยู่ เธอปฏิบัติตามอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ (คืออรหัตผล) อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า - อันเป็นสิ่งที่กุลบุตร ท. ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบปรารถนาอยู่, ได้ในภพ อันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ได้, ในชั่วเวลา ๗ ปี. นิโครธะ ! ๗ ปียกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ ... ๒ ได้, ในชั่วเวลา ๖ ปี. นิโครธะ ! ๖ ปี, - ๕ ปี, - ๔ ปี, - ๓ ปี. - ๒ ปี, - ๑ ปี ยกไว้ก็ได้ ฯลฯ นิโครธะ ! ๗ เดือน, - ๖ เดือน, - ๕ เดือน, - ๔ เดือน, - ๓ เดือน, - ๒ เดือน, - ๑ เดือน, - กึ่งเดือน ยกไว้ก็ได้. นิโครธะ ! จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ่อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาตแห่งคนตรง, เราพร่ำสอนอยู่, แสดงธรรมอยู่, เธอปฏิบัติ ๑. บาลีอทุมพริกสูตร ปา.ที. ๑๑/๕๘/๓๑. แก่นิโครธปริพพาชก ที่ผึ้งแม่น้ำสุมาคธา ใกล้กรุงราชคฤห์ ๒. ตามสำนวนภาษาบาลีเต็ม ตรัสทีละอย่างซ้ำกัน ต่างกันแต่ลดจำนวนเวลาลงมาเท่านั้น.

น.1222 ตามอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้ลุแจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (คืออรหัตผล) อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า - อันเป็นสิ่งที่ปรารถนาของกุลบุตร ท. ผู้ออกจาก เรือน บวชไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบ, ได้ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วย ปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ได้ ชั่วเวลา ๗ วัน. ทรงสามารถยิ่ง ในการสอน ๑ ราชกุมาร ! องค์อันควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์ คืออะไร บ้างเล่า ? ๕ องค์คือ : ราชกุมาร ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, (๑.) เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อความตรัสรู้ของตถาคต ว่า แม้เพราะ เหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก อย่าง ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนก ธรรมออกสอนสัตว์ ดังนี้. (๒.) เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหาร ที่ย่อยได้สม่ำเสมอ ปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การบำเพ็ญ เพียร. (๓.) เป็นผู้ไม่โอ่อวด ไม่มีมารยา เป็นผู้เปิดเผยตนเองตามที่เป็นจริง ในพระศาสดา, ในท่านผู้รู้, หรือในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ก็ตาม. (๔.) เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อการละสิ่งอันเป็นอกุศล เพื่อถึง พร้อมด้วยสิ่งอันเป็นกุศล มีกำลัง มีความบากบั่น หนักแน่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในสิ่งทั้งหลายอันเป็นกุศล. ๑. บาลีโพธิราชกุมาร สูตร ม.ม. ๑๓/๔๗๒/๕๑๘. แก่โพธิราชกุมาร ที่ป่าเภสกฬาวัน แคว้นภัคคะ.

น.1223 ) เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาซึ่งสามารถกำหนดความเกิด ขึ้นและความดับหายไป เป็นปัญญาอันประเสริฐ เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นเครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยชอบ. ราชกุมาร ! เหล่านี้แล เป็นองค์ อันควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์ ราชกุมาร ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ องค์เหล่านี้, เมื่อได้ตถาคต เป็นผู้นำ ก็พึ่งทำให้ลุแจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นสิ่งไม่มีอะไรอื่นยิ่ง ไปกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบ, ได้ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ของตนเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ได้ ชั่วเวลา ๗ ปี ราชกุมาร ! ๗ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๖ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๕ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๔ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๓ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๒ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๑ ปีจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๗ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๖ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ... ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๕ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๔ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๓ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๒ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๑ เดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! กึ่งเดือนจงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ ..

น.1224 ราชกุมาร ! ๗ วัน ๗ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๖ วัน ๖ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๕ วัน ๕ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๔ วัน ๔ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๓ วัน ๓ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๒ วัน ๒ คืน จงยกไว้ก็ได้ .. ฯลฯ .. ราชกุมาร ! ๑ วัน ๑ คืน จงยกไว้, ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ควรแก่ การประกอบความเพียร ๕ องค์เหล่านี้แล้ว ได้ตถาคตเป็นผู้นำ, อันเรา กล่าวสอนแล้วในตอนเย็น รุ่งเช้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษ, อันเรากล่าวสอนแล้วในตอนเช้า เย็นลง ก็จักได้บรรลุ คุณวิเศษ. " อโห ! พุทโธ, อโห! ธัมโม, อโห ! ความที่พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้อย่างดีแล้ว, ในเพราะเหตุที่กุลบุตร ซึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคกล่าวสอนในตอนเย็น เช้าขึ้นก็จักบรรลุคุณวิเศษ, พระผู้มีพระภาคกล่าวสอนในตอนเช้า เย็นลงก็จักบรรลุคุณ วิเศษ " โพธิราชกุมาร ทูลสนองด้วยความอัศจรรย์ใจตนเอง. สิ่งที่ตรัสรู้แต่ไม่ทรงนำมาสอน มีมากกว่าที่ทรงนำมาสอนมากนัก ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปา ที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า :- ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่ป่าไม้สีสปาใกล้เมือง โกสัมพี. ไม้สีสปานี้แปลกันมาว่าไม้ประดู่ลาย, ปทานุกรมสันสกฤตแปลว่าไม้อโศก, และบางฉบับให้คำแปลไว้ว่า Dalbergia Sissoo.

น.1225 ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้น หน่อยหนึ่งนี้มาก หรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นด้วยผ่ามือนั้นเป็นของน้อย ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ไม่กล่าวสอน นั้น มีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน. ภิกษุ ท. ! เหตุไรเล่า เราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้น ๆ ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า ธรรมะ ส่วนนั้น ๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไป เพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็น ไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน, ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน. ภิกษุ ท. ! ธรรมะไรเล่า เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน ? ภิกษุ ท. ! ธรรมะที่เรากล่าวสอน คือข้อที่ว่า ความทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, เหตุเป็นที่เกิด ของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ, ความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ ข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุไรเล่า ธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน ? ภิกษุ ท. ! เพราะว่า ธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่ง พรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลาย กำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไป เพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน. เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนำมากล่าวสอน.

น.1226 คำของพระองค์ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด ๑ ภิกษุ ท. ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอด เวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใด ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็น ประการอื่นเลย. ภิกษุ ท .! (อนึ่ง) ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น. ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์ กับความดับสนิทของทุกข์ ๒ ภิกษุ ท. ! ทั้งที่เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ สมณะและ พราหมณ์บางพวก ยังกล่าวตู่เราด้วยคำเท็จเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีจริงเป็นจริง ว่า "พระสมณโคดมซึ่งเป็นคนจูงคนให้เดินผิดทางไปสู่ความฉิบหาย, ย่อม บัญญัติลัทธิความสูญเปล่า ความวินาศ ความไม่มี ของสัตว์คน ตัวตนเราเขา ขึ้นสั่งสอน" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! สมณะและพราหมณ์บางพวกเหล่านั้น กล่าวตู่เราด้วย คำเท็จ เปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีจริงเป็นจริง โดยประการที่เรามิได้กล่าว หรือจะ กล่าวอย่างนั้นก็หามิได้ ๑. บาลี อิติว, ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ๒. บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖ แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.

น.1227 ให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณ์ยธรรมทั้งหลาย ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดวัน ยังค่ำไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี. ครั้นยามกลางแห่งราตรี สำเร็จการนอน อย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น ครั้นถึงยามท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดจากอาวรณ์ยธรรม ด้วยการเดิน การนั่ง อีกต่อไป" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรม เป็นเครื่องตื่น (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า "มาเถิดภิกษุ 1 ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การ เหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิบาตรจีวร การฉันการดื่มการเคี้ยว การล้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การไปการหยุด การนั่งการนอน การหลับ การตื่น การพูดการนึ่ง" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า "มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), ในกาลเป็น ปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชญา คอยชำระจิตจากอภิชฌา ; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาท ; ละถีนะมิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนะมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชำระจิตจากถีนะมิทธะ ; ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่านมีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธิจจะ

น.1228 กุกกุจจะ ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา" ดังนี้. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต ทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล ธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่ วิเวกแล้วและอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็น เครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและ สุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่. เพราะความจางแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติ- สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้า กล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข. และเพราะละสุข และ ทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้ บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุขมีแต่ความที่มีสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่าใดที่ยังเป็นเสขะ (คือยังต้องทำต่อไป) ยังไม่ บรรลุอรหัตตมรรค ยังปรารถนานิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่ง ไปกว่าอยู่, คำสอน ที่กล่าวมานี้แหละ เป็นคำสอนสำหรับภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น. ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันได้บรรลุ ถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบแล้ว, ธรรมทั้งหลาย (ในคำสอน) เหล่านี้ เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม และเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ด้วย.

น.1229 ทรงฝึกสาวกเป็นลำดับ ๆ ๑ อัคคิเวสนะ ! เมื่อใด"ช้างที่ถูกฝึกรู้จักทำตามคำของคนฝึก ในการลุกขึ้น และการทรุดลงแล้ว ต่อจากนั้นผู้ฝึกก็ฝึกให้รู้จักอาการที่เรียกว่า อาเนญชะ (คือไม่หวั่นไหว), เขาผูกโล่ไว้ที่งวง มีผู้ถือหอกซัด นั่งบนคอคนหนึ่ง และ หลายคนล้อมรอบ ๆ คนฝึกถือหอกซัดขนาดยาวยืนหน้าช้างนั้นแหละสอนให้ ทำอาการที่เรียกว่า อาเนญชะ, ช้างนั้นมิได้ทำเท้าหน้าให้ไหว มิได้ทำเท้าหลัง, กายตอนหน้า, กายตอนหลัง, ศีรษะ, ใบหู, งา, หาง, งวง ให้ไหวเลย เป็นช้างควรทรงสำหรับพระราชา, ย่อมทนการประหารด้วยหอก, ดาบ, ลูกศร, การประหารของข้าศึก, ทนต่อเสียงบันลือลั่นของกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ และเปิงมางทั้งหลาย, มีความบิดเบือน ดุร้าย เมามัน อันสิ้นแล้ว ควรแก่ พระราชา เป็นของใช้สอยของพระราชา เรียกได้ว่าเป็นองค์อวัยวะของ พระราชาดังนี้ นี่ฉันใด. อัคคิเวสนะ ! อันนี้ก็ฉันนั้น : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน แล้ว จำแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้นทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใด ๑. บาลีทันตภูมิสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๖๖/๓๙๕ แก่สามเณร อจีรวตะ ผู้อัคคิเวสนโคตร, ที่สวนไผ่ ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. ทรงตรัสเรื่องการฝึกช้างเป็นลำดับ ๆ มาแล้วตั้งแต่นำออกจากบ่ามาเป็นลำดับ เพื่อเปรียบเทียบกับการฝึกภิกษุ.

น.1230 ตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธา ในตถาคต. เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อม พิจารณาเห็น ว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี (คือกิเลส), บรรพชาเป็นโอกาส (คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง, การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้นไม่ทำได้โดยง่าย. ถ้ากระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด" ดังนี้. โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว. อัคคิเวสนะ ! เพียงเท่านี้ ย่อมชื่อว่า เขา ได้ไปถึงที่โล่งโปร่ง แล้ว, (ดุจช้างที่นำออกมาจากป่าแล้ว). อัคคิเวสนะ ! ก็เทวดาและมนุษย์ ท. มีเครื่องยั่วยวนคือ กามคุณห้า. ตถาคตจึงแนะนำกุลบุตรผู้บวชแล้ว นั้นให้ยิ่งขึ้นว่า "แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจง เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ โคจร เห็นเป็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย." อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีล ฯลฯ๑แล้ว ตถาคตจึง แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า "แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้ สำรวมทวาร ในอินทรีย์ ท. ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะ. บาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตาม เพราะการไม่สำรวมจักขุ อินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุอินทรีย์, (ใน หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีนัยเดียวกัน). อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ ท. ฯลฯ แล้ว, ตถาคตจึงแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า "แน่ะภิกษุ 1 ท่านจงมา" ท่านจงเป็น ๑. ที่ละเปยยาล หมายความว่าซ้ำกับข้างบนทุกแห่ง. อ่านเลยไปก็ได้.

น.1231 ผู้รู้ประมาณในโภชนะ อยู่เสมอ จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนหมดสุข) ให้เกิดขึ้น, ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร ความอยู่ ผาสุกสำราญจักมีแก่เรา" ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ฯลฯ แล้ว, ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า "แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงตาม ประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น, ชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวร- ณิยธรรม ด้วยการเดินการนั่งตลอดวันยังค่ำ จนสิ้นยามแรกแห่งราตรี ครั้น ยามกลางแห่งราตรี นอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิต ให้หมดจดจากอาวรณ์ยธรรมด้วยการจงกรม และการนั่งอิก." ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็น เครื่องตื่น ฯลฯ แล้ว, ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า "แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการ ก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง การแลดู การเหลียวดู การู้แขน การเหยียดแขน การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การล้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนึ่ง." ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใดและ ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย สติ สัมปชัญญะ ฯลฯ แล้ว ตถาคตก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า "แน่ะภิกษุ1 ท่านจงมา, ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ

น.1232 ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาต แล้ว นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ละอภิชฌาในโลก มีจิต ปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิต จากอภิชฌา ; ละพยาบาท มีจิตปราศจาก พยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังเกื้อกูลในสัตว์ ท. คอยชำระจิตจากพยาบาท ; ละถีนะมิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนะมิทธะ มีสติสัมปชัญญะ รู้สึกตัว คอยชำระจิต จากถีนะมิทธะ, ละอุทธิจจะ กุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจาก อุทธัจจะ กุกกุจจะ, ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร, นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรม ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา." ดังนี้ อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น ละนิวรณ์ห้าอย่าง อันเป็น เครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว เป็นผู้มีปรกติ เห็นกายในกาย, ... เห็นเวทนาในเวทนา ท., ... เห็นจิต ในจิต, ... เห็นธรรมในธรรม ท. มีความเพียรเผาบาป รู้ตัว รอบคอบ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้ ในกาลนั้น เปรียบเหมือนคนผู้ฝึกช้าง ฝั่งเสาใหญ่ลงในแผ่นดินแล้ว ผูกช้างป่าเข้าที่คอ เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งปรกตินิสัยที่เป็นป่าเถื่อน เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งความคิดครุ่น อย่างนิสัยป่าเถื่อน, และความกระวนกระวายดิ้นรนเร่าร้อน อย่างนิสัยป่าเถื่อน นั้นเสีย ; เพื่อให้ยินดีต่อบ้าน ชวนให้คุ้นเคยในปรกตินิสัย อันเป็นที่พอใจ ของมนุษย์ นี้ฉันใด, อัคคิเวสนะ ! สติปัฏฐานทั้งสี่นี้ ก็เป็นที่เข้าไปผูก แห่งใจของอริยสาวก เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งปรกนิสัยอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ และความ กระวนกระวายดิ้นรนเร่าร้อนอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ นั้นเสีย; เพื่อให้ถึง ทับญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ฉันนั้นเหมือนกัน.

น.1233 (ต่อจากนี้ทรงกล่าวถึงการที่สาวกนั้น บรรลุฌานทั้งสี่ และวิชชาสามอย่าง ยืดยาว โดยนัยดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องการตรัสรู้ของพระองค์เอง จงดูในที่นั้น จักได้กล่าวเนื้อความอื่น ที่สืบต่อจากนั้นไป). ฯลฯ .. ภิกษุนั้นรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก. อัคคิเวสนะ ! ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความกระหาย และสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย เป็นผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้อดกลั้นได้ต่อ ถ้อยคำที่กล่าวร้าย กล่าวมาไม่ดี, อดทนได้ต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิด ขึ้นแล้วอย่างกล้าแข็งแสบเผ็ด หมดความสำราญเบิกบานใจ ปลิดเสีย ได้ซึ่งชีวิต. ภิกษุนั้นเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ อันกำจัดเสียสิ้นแล้ว มีกิเลสอันย้อมใจดุจน้ำฝาด อันตนสำรอกออกเสียได้แล้ว, เป็น อาหุเนยยบุคคล เป็นปาหุเนยยบุคคล เป็นทักษิเนยยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มี นาบุญอื่นใดยิ่งไปกว่า. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ ที่ยังไม่เป็นขีณาสพ ทำกาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละ แล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่ม ของพระราชา ที่ยังฝึกไม่ได้ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายแล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ฉันใดก็ฉันนั้น. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระหรือภิกษุปูนกลางหรือภิกษุใหม่ก็ตาม เป็นขีณาสพแล้ว ทำกาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละแล้ว

น.1234 จวนจะปรินิพาน อย่างเสร็จการฝึกแล้ว ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่มก็ตาม ของ พระราชา ที่เขาฝึกดีแล้ว ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายไปอย่างได้รับ การฝึกสำเร็จแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ ๑ มาลุงกยบุตร ! ได้ยินเธอว่า (เอง) ว่า ตถาคตมิได้พูดไว้กะเธอว่า "ท่านจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักเราเถิด "เราจะพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่ท่าน’ และอนึ่ง เธอก็มิได้พูดว่า ‘ข้าพระองค์จักประพฤติ พรหมจรรย์ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักพยากรณ์ ทิฏฐิ ๑๐ ประการ แก่ข้าพระองค์’ ดังนี้เลย. ดูก่อนโมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นดังนี้ จักบอกคืนพรหมจรรย์กะใครเล่า. มาลุงกยบุตร ! ถึงผู้ใดจะกล่าวว่า ‘พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงพยากรณ์ ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี- พระภาคเพียงนั้น. ต่อเมื่อทรงพยากรณ์แล้ว เราจึงจะประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาค’ ดังนี้ก็ตาม ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเป็นสิ่งที่ตถาคตไม่ พยากรณ์อยู่นั่นเอง และผู้นั้นก็ตายเปล่า มาลุงกยบุตร ! เปรียบเหมือนบุรุษ ต้องศรอันอาบด้วยยาพิษอย่างแก่. มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา ก็ตระเตรียมศัลยแพทย์สำหรับการผ่าตัด, บุรุษนั้นกล่าวเสียอย่างนี้ว่า เราจักไม่ให้ผ่าลูกศรออก จนกว่าเราจะรู้จักตัว บุรุษผู้ยิงเสียก่อน ว่าเป็นกษัตริย์ หรือ พราหมณ์, เวสส์, สุทร, เป็นผู้มีชื่อ ๑. บาลี จูฬมาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๔๖/๑๔๙, แก่พระภิกษุมาลุงกยะ ที่เชตวัน.

น.1235 อย่างนี้ ๆ มีสกุลอย่างนี้ ๆ รูปร่างสูงต่ำหรือปานกลางอย่างไร. มีผิวดำ ขาวหรือเรื่ออย่างไร, อยู่ในหมู่บ้าน, นิคม, หรือนครไหน, และคันศรที่ใช้ยิง เรานั้นเป็นหน้าไม้ หรือเกาทัณฑ์, สายทำด้วยปอ, เอ็น, ไม้ไผ่, หรือบ้าน อย่างไร, ฯลฯ ดังนี้. มาลุงกยบุตร ! เรื่องเหล่านี้ อันบุรุษนั้นยังไม่ทราบ ได้เลย เขาก็ทำกาละเสียก่อน นี้ฉันใด, บุคคลผู้กล่าวว่า ‘พระผู้มีพระภาค ยังไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่เราเพียงใด, เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ฯลฯ ดังนี้ ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเป็นเรื่องที่ ตถาคตไม่พยากรณ์อยู่นั่นเอง, และบุคคลนั้น ก็ตายเปล่าเป็นแท้ มาลุงกยบุตร ! ต่อเมื่อมีทิฏฐิเที่ยงแท้ลงไปว่า ‘โลกเที่ยง’ (เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้วในบรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) หรือ, คนเราจึงจักประพฤติพรหม- จรรย์ได้ ? "หามิได้ พระองค์ ! " มาลุงกยบุตร ! ในเมื่อมีทิฏฐิว่า 'โลกเที่ยง' (เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาทิฏฐิสิบ) อยู่, ก็ยังมีความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความแห้งผากในใจ อันเป็นความทุกข์ ซึ่งเราบัญญัติการกำจัดเสียได้ในภพที่ตนเห็นแล้วนี้ อยู่นั่นเอง. มาลุงกยบุตร ! เพราะฉะนั้น พวกเธอจงจำสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นสิ่งที่เรา ไม่พยากรณ์ และจำสิ่งที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นสิ่งที่เราพยากรณ์แล้ว. มาลุงกยบุตร 1 ก็อะไรเล่า ที่เราไม่พยากรณ์, สิ่งที่เราไม่พยากรณ์ คือ (ทิฏฐิข้อใดข้อหนึ่งในบรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) ว่า : - โลกเที่ยง, โลกไม่เที่ยง,

น.1236 โลกมีที่สิ้นสุด, โลกไม่มีที่สิ้นสุด, ชีวะก็ดวงนั้น ร่างกายก็ร่างนั้น, ชีวะก็ดวงอื่น ร่างกายก็ร่างอื่น, ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้ อีก, ตายแล้ว ไม่เป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้ อีก, ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อีกก็มี ไม่เป็นก็มี, ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อีกก็ไม่ใช่ ไม่เป็นก็ไม่ใช่, เพราะเหตุไร เราจึงไม่พยากรณ์ ? มาลุงกยบุตร ! เพราะเหตุว่า นั่นไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปพร้อม เพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์. เรื่องที่ทรงพยากรณ์ ๑ มาลุงกยบุตร ! ก็อะไรเล่าที่เราพยากรณ์. สิ่งที่เราพยากรณ์ คือ นี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้หนทางให้ถึง ความดับไม่เหลือของทุกข์. ก็สิ่งนี้ เหตุไรเล่า เราจึงพยากรณ์, เพราะนั่น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ นั่นเป็นไปพร้อมเพื่อ ความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้น เราจึงพยากรณ์แล้ว. มาลุงกยบุตร 1 เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เธอจงจำสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ ๑. บาลีจุฬมาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๕๒/๑๕๒, แก่พระภิกษุมาลุงกยะ ที่เชตวัน.

น.1237 โดยความเป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์, และจำสิ่งที่เราพยากรณ์แล้ว โดยความ เป็นสิ่งที่เราพยากรณ์แล้วเถิด. ผู้พึ่งพอใจคำพยากรณ์ของพระองค์ ๑ กัสสปะ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์, เพื่อน สหพรหมจารีของท่านคนหนึ่ง ณ ที่นั้น เป็นปริพพาชก นามว่า นิโครธะ ได้ถามปัญหาในเรื่องการเกลียดบาป. เราถูกถามปัญหาในเรื่องการเกลียดบาป แล้ว ก็พยากรณ์ ครั้นเราพยากรณ์แล้ว เพื่อนของท่านผู้นั้น ได้เป็นผู้พอใจ เกินความคาดหมาย. “พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักไม่พอใจเกินความ คาดหมาย. แม้ข้าพระองค์ ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็พอใจเกินความคาดหมาย, พระองค์ ผู้เจริญ ! ไพเราะนัก, ไพเราะนัก, เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่บีดอยู่ บอกทาง ให้แก่คนหลงทาง หรือตั้งประทีปไว้ในที่มืด โดยคิดว่า ผู้มีตาจักได้เห็นรูป ดังนี้, ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ธรรมที่พระองค์แสดงแล้วโดยปริยายเป็นอันมาก ก็มีอุปมัยฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ขอถึง พระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรม กับทั้งพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง. ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด." ไม่ได้ทรงพยากรณ์เพื่อให้ชอบใจผู้ฟัง ๒ อนุรุทธ์ ท. ! อุบาสิกาในศาสนานี้ ได้ฟังข่าวว่า "อุบาสิกาชื่ออย่างนี้ ตายแล้ว. เธอเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ให้ว่า เธอเป็นโอปปาติก สัตว์ (พระอนาคามี) เพราะความสั้นสัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ห้าอย่าง. เป็นผู้จัก ๑. บาลีมหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๒๐/๒๗๒, แก่อเจลกะชื่อกัสสปะ ที่กัณณกลนิคม. ๒. บาลีนฬกสูตร ม.ม. ๑๓/๒๑๒/๒๐๒, แก่พระอนุรุทธ์กับพวก ในป่าทองกวาว ใกล้บ้านนพกะ เขตโกศล.

น.1238 รินิพพานในภพที่เกิดใหม่นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น" ดังนี้. ๑ ก็เธอ นั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ที่อุบาสิกาผู้นั้นได้เคยเห็นอยู่ด้วยตาตนเอง ได้พัง อยู่เองเนือง ๆ ว่า พี่น้องหญิงคนชื่อนี้ เธอมีศีล มีธรรม มีปัญญา มีความ เป็นอยู่ตามปรกติ มีความละวาง อย่างนี้ ๆ ดังนี้. อุบาสิกาผู้นั้น เมื่อระลึก ถึงสัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ของอุบาสิกาผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น อยู่ ก็ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นเหมือนเช่นนั้นบ้าง. อนุรุทธ์ ท. ! ด้วยอาการ อย่างนี้แล ความอยู่เป็นผาสุก ย่อมมีแก่อุบาสิกาผู้ระลึกอยู่นั้น. ฯลฯ อนุรุทธ์ ท. 1 ตถาคตจะได้พยากรณ์สาวกที่ทำกาละล่วงลับไปแล้ว ว่า ‘ผู้นี้เกิดแล้วในภูมิโน้น ผู้โน้นเกิดแล้วในภูมินี้" ดังนี้ เพื่อล่อลวงมหาชน ก็หาไม่ เพื่อเกลี้ยกล่อมมหาชนก็หาไม่ เพื่อผลคือลาภสักการะเสียง สรรเสริญก็หาไม่ เพื่อหวังว่ามหาชนจะได้รู้จักเราด้วยการทำอย่างนี้ ก็หาไม่. อนุรุทธ์ ท. ! กุลบุตรผู้มีสัทธารู้จักคุณอันยิ่งใหญ่ ปราโมทย์ใน คุณอันยิ่งใหญ่ก็มีอยู่, กุลบุตรเหล่านั้น ครั้นฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว ย่อมน้อมจิต เพื่อความเป็นเหมือนอย่างนั้นบ้าง. ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข แก่ กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน. คำพยากรณ์นั้น ๆ ไม่ต้องทรงคิดไว้ก่อน ๒ อภยราชกุมารได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กระษัตริย- บัณฑิตบ้าง พราหมณบัณฑิตบ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบัณฑิตบ้าง ย่อมผูกปัญหาขึ้นแล้ว นำมาทูลถามพระองค์, คำตอบของปัญหาเหล่านั้น พระองค์ได้คิดไว้ในพระทัยก่อนว่า ถ้าเขา ถามเราอย่างนี้ เราจะตอบอย่างนี้ ดังนี้หรือ หรือว่าคำตอบนั้น ๆ ปรากฏแจ่มแจ้งแก่พระองค์ ในขณะที่ถูกถามนั้นเล่าพระเจ้าข้า ? " ๑. ในบาลีนี้ มีทรงพยากรณ์สาวกทั้งที่เป็นโสดาบันน์ สกทาคามี อนาคามี. แต่ยกมา เฉพาะพวกสุดท้ายพวกเดียว. ๒. บาลี อภยราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๙๒/๔๕ แก่อภยราชกุมาร ที่นิเวศน์ของ กุมารนั้น.

น.1239 ราชกุมาร ! ในเรื่องนี้ เราขอถามกลับต่อท่านก่อน ท่านเห็นว่าควร ตอบอย่างใด ก็จงตอบอย่างนั้น. ราชกุมาร ! เราถามท่านว่า ท่านมีความ เข้าใจรอบรู้ในส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถหรือ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ มีความเข้าใจรอบรู้อยู่." ราชกุมาร ! แล้วท่านคิดอย่างไร เมื่อมีใครเข้าไปถามท่านว่า ส่วนประกอบของรถส่วนนี้เรียกว่าอะไร ดังนี้ ท่านต้องคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ ก็จะตอบอย่างนี้หรือ หรือว่าคำตอบย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ ท่านในขณะที่ถูกถามนั้น ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์เป็นนักเล่นรถ รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องส่วน ประกอบของรถ. ‘ข้าพระองค์เข้าใจแจ่มแจ้งในส่วนประกอบของรถ ทุกชั้นทุกอัน, คำตอบ นั้น ๆ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ในขณะนั้นเอง ไม่ต้องคิดไว้ก่อนเลย. ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กระษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมณบัณฑิต บ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบัณฑิตบ้าง ผูกปัญหาขึ้นแล้วมาถามเรา. คำตอบย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราในขณะที่ถูกถามนั่นเอง. เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะเหตุว่า ธรรมธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคต แทงตลอดเฉพาะด้วยดีแล้ว. เพราะความเป็นผู้แทงตลอดเฉพาะด้วยดี ต่อธรรมธาตุนั่นเอง คำตอบจึงปรากฏแจ่มแจ้งแก่ตถาคตในขณะนั้น. ทรงฆ่าผู้ที่ไม่รับการฝึก ๑ นี่แน่ะ เกสิ ! ท่านเป็นคนเชี่ยวชาญการฝึกม้า มีชื่อดัง เราอยากทราบ ว่าท่านฝึกม้าของท่านอย่างไรกัน ? ๑. บาลี เกสีวรรค จตุก. อํ. ล. ๒๑/๑๕๐/๑๑๑ แก่คนฝึกม้าชื่อเกสีผู้เชี่ยวชาญ.

น.1240 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมฝึกม้าชนิดที่พอฝึกได้ ด้วยวิธีละมุน ละไมบ้าง, ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง, ด้วยวิธีทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันบ้าง, (แล้วแต่ว่า ม้านั้นเป็นม้ามีนิสัยเช่นไร ). เกสิ ! ถ้าม้าของท่านไม่รับการฝึก ทั้งด้วยวิธีที่ละมุนละไม ทั้งด้วยวิธี ที่รุนแรง และทั้งด้วยวิธีที่ละมุนละไมและรุนแรงรวมกันเล่า ท่านทำอย่างไร กับม้านั้น ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมฆ่าม้านั้นเสีย เพื่อมิให้เสียชื่อเสียงแก่ สกุลแห่งอาจารย์ของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า ย่อมเป็นสารถีฝึก บุรุษที่ควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า, พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีเช่นไร พระเจ้าข้า ? เกสิ ! เราย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึก ด้วยวิธีละมุนละไมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรง บ้าง ด้วยวิธีทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันบ้างเหมือนกัน เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกที่ละมุนละไมคือเราพร่ำสอนเขาว่า กายสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของกายสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, วจีสุจริต เป็น อย่างนี้ ๆ ผลของวจีสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของมโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, เทวดา เป็นอย่างนี้ ๆ มนุษย์ เป็นอย่างนี้ ๆ ดังนี้. เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกที่รุนแรงคือเราพร่ำบอกเขาว่า กายทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของกายทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ วจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของวจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของมโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, นรก เป็นอย่างนี้ ๆ กำเนิดเดรัจฉาน เป็นอย่างนี้ ๆ เปรตวิสัย เป็นอย่างนี้ ๆ. เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกที่ทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันนั้น คือเราพร่ำบอกพร่ำสอนเขาว่า กายสุจริต ผลของกายสุจริตเป็นอย่างนี้ ๆ. กายทุจริต ผลของกายทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, วจีสุจริต ผลของวจีสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, วจีทุจริต ผลของวจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนสุจริต ผลของ

น.1241 มโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ มโนทุจริต ผลของมโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ. เทวดาเป็นอย่างนี้ ๆ มนุษย์เป็นอย่างนี้ ๆ นรกเป็นอย่างนี้ ๆ, กำเนิด เดรัจฉานเป็นอย่างนี้ ๆ เปรตวิสัยเป็นอย่างนี้ ๆ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าบุรุษที่ควรฝึกนั้นไม่รับการฝึก ทั้งโดยวิธีที่ละมุนละไม ทั้งโดยวิธีที่รุนแรง และทั้งโดยวิธีที่ละมุนละไมและรุนแรงรวมกันเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงทำอย่างไร ? เกสิ ! ถ้าบุรุษที่ควรฝึก ไม่ยอมรับการฝึกโดยวิธีทั้งสามแล้ว เราก็ฆ่า เขาเสีย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปาณาติบาต ย่อมไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาค มิใช่หรือ? แล้วพระผู้มีพระภาคก็ยังตรัสว่า เกสิ 1 เราก็ฆ่าเขาเสีย ? เกสิเอย ! ปาณาติบาตย่อมไม่สมควรแก่เราจริง แต่ว่าเมื่อบุรุษที่ควร ฝึก ไม่ยอมรับการฝึกโดยวิธีทั้งสามแล้ว ตถาคตก็ไม่ถือว่าคน ๆ นั้นเป็นคนควร ว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไป ถึงแม้เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันซึ่งเป็นผู้รู้ ก็จะไม่ถือว่าคน ๆ นั้น เป็นคนที่ควรว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไปด้วย, เกสิ ! นี่แหละ คือวิธีฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยเจ้า ได้แก่การที่ตถาคตและ เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน พากันถือว่าบุรุษนี้เป็นผู้ที่ไม่ควรว่ากล่าว สั่งสอนอีกต่อไปดังนี้. เหตุที่สาวกบางคนไม่ได้บรรลุ ๑ " ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ทุก ๆ องค์ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่งหรือ หรือว่าบางองค์ไม่ได้บรรลุ?” พราหมณ์ คณกโมคคัลลาน ทูลถาม. ๑. บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปริ ม. ๑๔/๘๕/๑๐๑, แก่พราหมณ์ชื่อคณกโมคัลลานะ ที่บุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.

น.1242 พราหมณ์ ! สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวก ที่ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ. "พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย, ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่, หนทางเป็นที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่, พระโคดม ผู้ชักชวน (เพื่อการ ดำเนินไป) ก็ยังตั้งอยู่, ทำไมน้อยพวก ที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ ?" พราหมณ์ ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบตามควร ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์ มิใช่หรือ, มีบุรุษผู้จะไป เมืองราชคฤห์ เข้ามาหาและกล่าวกะท่านว่า ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าปรารถนา จะไปเมืองราชคฤห์ ขอท่านจงชี้บอกทางไปเมืองราชคฤห์ แก่ข้าพเจ้าเถิด," ท่านก็จะกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ‘มาซิท่าน ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่หนึ่ง จักพบบ้านชื่อโน้น แล้วจักเห็นนิคมชื่อโน้น จักเห็นสวนและบ่าน่าสนุก จักเห็นภูมิภาคน่าสนุก สระโบกขรณีน่าสนุก ของเมืองราชคฤห์’ ดังนี้. บุรุษนั้น อันท่านพร่ำบอก พร่ำชี้ให้อย่างนี้ ก็ยังถือเอาทางผิด กลับหลังตรงข้ามไป, ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง (อันท่านพร่ำบอกพร่ำชี้อย่างเดียวกัน) ไปถึงเมืองราชคฤห์ได้ โดยสวัสดี. พราหมณ์ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ, อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่เมือง ราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่, หนทางสำหรับไปเมืองราชคฤห์ ก็ยังตั้งอยู่, ท่านผู้ชี้บอก ก็ยังตั้งอยู่ แต่ทำไม บุรุษผู้หนึ่งกลับหลังผิดทาง, ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งไปถึง เมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี." "พระโคดมผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะข้าพเจ้าเป็น แต่ผู้บอกทางเท่านั้น." พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น, ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ ทางเป็น เครื่องถึงพระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ เราผู้ชักชวน ก็ยังตั้งอยู่ แต่สาวก แม้เรา กล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวก ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่ สุดยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ. พราหมณ์ ! ในเรื่องนี้ เราจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะเราเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น.

น.1243 ทรงบัญญัติโลกุตตรธรรมสำหรับคนทั่วไป ๑ พระโคดมผู้เจริญ ! พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการ แก่พวกกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ และสุทร, คือบัญญัติการเที่ยวภิกขาจารเป็นทรัพย์ของพราหมณ์, คันศรและ กล่องลูกศรเป็นทรัพย์ของกษัตริย์, ไถและโครักขกรรมเป็นทรัพย์ของเวสส์, เคียวและ ไม้คานเป็นทรัพย์ของสุทร. เมื่อพราหมณ์เหยียดการภิกขาจาร กษัตริย์เหยียดคันศรและ กล่องลูกศร เวสส์เหยียดไถและโครักขกรรม สุทรเหยียดเดียวกับไม้คาน ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ เป็นทรัพย์ของตน ๆ เสีย ย่อมชื่อว่าทำกิจนอกหน้าที่ เช่นเดียวกับเด็กเลี้ยงโคเที่ยวถือเอา สิ่งของอันเจ้าของมิได้ให้เหมือนกัน. พระโคดมผู้เจริญ ! พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการ อย่างนี้แล ; ส่วนพระโคดมเล่า กล่าวอย่างไรในเรื่องนี้ ? พราหมณ์ ! ก็โลกทั้งปวงยอมรับรู้การบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการนี้ ของพราหมณ์เหล่านั้น ว่าพราหมณ์ทั้งหลายจงบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการเหล่านี้ เถิด ดังนี้หรือ ? หามิได้ พระโคดม ! พราหมณ์ ! ถ้าอย่างนั้น มันก็เหมือนกับคนยากจนเข็ญใจไม่มีทรัพย์ ติดตัว ทั้งไม่ปรารถนาจะได้เนื้อ แต่มีคนถือเนื้อส่วนหนึ่งชูขึ้นให้ว่า บุรุษ ผู้เจริญ ! เนื้อนี้น่ากินสำหรับท่าน และค่าของเนื้อท่านจะต้องใช้ ดังนี้ฉันใด พราหมณ์ ! ย่อมเป็นฉันเดียวกันแท้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้รับปฏิญญา จากสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย, แล้วยังบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการเหล่านี้ขึ้น. พราหมณ์เอย ! เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ ว่าเป็น ทรัพย์ของคน. ต่อเมื่อระลึกถึงสกุลวงศ์ทางมารดาหรือบิดาของเขาแต่กาล ก่อน อัตตภาพของเขาเกิดขึ้นในวรรณะใด เขาจึงถูกนับเข้าไว้โดยวรรณะนั้นๆ. ถ้าอัตตภาพของเขาเกิดในสกุลกษัตริย์ ก็ถูกนับว่าเป็นกษัตริย์, ถ้าอัตตภาพ ของเขาเกิดขึ้นในสกุลพราหมณ์ ก็ถูกนับว่าเป็นพราหมณ์, ถ้าอัตตภาพของเขา ๑. บาลี เอสฺการีสูตร ม.ม. ๑๓/๖๑๔/๖๖๕ ตรัสแก่เอสุการีพราหมณ์ ที่เชตวัน.

น.1244 ขึ้นในสกุลเวสส์ ก็ถูกนับว่าเป็นเวสส์, ถ้าอัตตภาพของเขาเกิดขึ้นในสกุล สุทร ก็ถูกนับว่าเป็นสุทร. พราหมณ์ ! เช่นเดียวกับไฟ ถ้าอาศัยอะไรเกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟ ที่เกิดขึ้นแต่สิ่งนั้น ๆ : ถ้าไฟอาศัยไม้พื้นโพลงขึ้น ถูกนับว่าเป็นไฟที่เกิดจากพื้น, ถ้าไฟอาศัยสะเก็ดไม้โพลงขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟสะเก็ดไม้, ถ้าไฟอาศัยหญ้าแห้ง เกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟหญ้าแห้ง, ถ้าไฟอาศัยขี้วัวเกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟ ขี้วัว นี้ฉันใด ; พราหมณ์เอย ! เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ ว่าเป็นทรัพย์ของคน, ต่อเมื่อเขาระลึกถึงสกุลวงศ์ทางมารดาหรือบิดาแต่ เก่าก่อนของเขา เขาจึงจะถูกนับว่าเป็นพวกนั้น ๆ ตามแต่ที่อัตตภาพของเขา เกิดขึ้นในสกุลใด ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน พราหมณ์ ! ถ้ากุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ และเขาได้อาศัย ธรรมและวินัย อันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จาก อทินนาทาน จากเมถุนธรรม, เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท จากบีสุณาวาท จากผรุสวาท จากสัมผัปปลาปวาท, เป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท เป็นผู้ มีสัมมาทิฏฐิ, ก็ย่อมประสพความสำเร็จ เป็นความปลื้มใจจากผลแห่งกุศลธรรม อันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้. พราหมณ์ ! แม้กุลบุตรออกบวชจากสกุลพราหมณ์ .... สกุลเวสส์ .... สกุลสุทร (ก็ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน.) พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ? พราหมณ์พวกเดียวเท่านั้นหรือ ที่สมควรเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียน ในธรรมลัทธินั้น ๆ ? กษัตริย์ไม่ควรหรือ ? เวสส์ไม่ควรหรือ ? สุทรไม่ควรหรือ ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้. กษัตริย์ก็สมควร เวสส์ก็สมควร สุทรก็สมควร, คนทั้งปวงสมควรแผ่เมตตาจิตอันไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนในธรรมลัทธินั้น ๆ ทั่วกัน.

น.1245 อย่างเดียวกันแหละพราหมณ์ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ก็ตาม จากสกุลพราหมณ์ก็ตาม จากสกุลเวสส์ก็ตาม จากสกุลสูทรก็ตาม และได้อาศัย ธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้น กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสพความสำเร็จเป็นความปลื้มใจจาก ผลแห่งกุศลธรรม อันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ทั้งนั้น. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ? พราหมณ์พวกเดียวเท่านั้นหรือ ที่สมควรจะถือเกลียวผ้าสำหรับการอาบ ไปสู่แม่น้ำ แล้วขัดสีตัวให้สะอาด ? กษัตริย์ไม่ควรหรือ ? เวสส์ไม่ควรหรือ ? สุทรไม่ควรหรือ ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้. กษัตริย์ก็สมควร เวสส์ก็สมควร สุทร ก็สมควร. คนทั้งปวงสมควรถือเอาเกลียวผ้าสำหรับการอาบไปสู่แม่น้ำแล้วขัดสีตัวให้สะอาด ด้วยกันทั้งนั้น. อย่างเดียวกันแหละพราหมณ์ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ก็ตาม จากสกุลพราหมณ์ก็ตาม จากสกุลเวสส์ก็ตาม จากสกุลสูทรก็ตาม และได้อาศัย ธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้น กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสพความสำเร็จเป็นความปลื้มใจ จากผลแห่งกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ทั้งนั้น. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไรในเรื่องนี้ ? คือขัตติยราชาผู้ได้ มุรธาภิเษกแล้ว รับสั่งให้ประชุมบุรุษจำนวนหลายร้อย มีชาติสกุลต่างกันโดย ทรงบังคับว่า "มาเถิดท่านทั้งหลาย ! ท่านผู้ใดเกิดจากสกุลกษัตริย์ สกุล พราหมณ์ ! และสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับราชสกุล ท่านผู้นั้นจงถือเอาไม้สากะหรือ ไม้สาละ หรือไม้สลฬะ หรือไม้ปทุมกะ หรือไม้จันทนะ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) มาทำไม้สีไฟอันบน แล้วจงสีให้เกิดไฟ ทำเตโชธาตุให้ปรากฏ. ส่วนท่านผู้ใด เกิดแล้วจากสกุลจัณฑาล สกุลพวกพราน สกุลจักสาน สกุลทำรถ สกุล เทหยากเยื่อ ท่านเหล่านั้นจงถือเอาไม้รางอาหารสุนัข ไม้รางอาหารสุกร ไม้ราง ย้อมผ้า หรือท่อนไม้ละหุ่ง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) มาทำไม้สีไฟอันบน แล้วจงสีให้

น.1246 ไฟ ทำเตโชธาตุให้ปรากฏเถิด" ดังนี้. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ? ไฟที่เกิดขึ้นจากไม้สีไฟที่ทำด้วยไม้สากะ หรือไม้สาละ หรือไม้สลฬะ ไม้ปทุมกะ หรือไม้จันทนะของพวกที่เกิดจากสกุลกษัตริย์ พราหมณ์ หรือสกุลที่เกี่ยวเนื่อง กับราชสกุล นั้น เป็นไฟที่มีเปลว มีสี มีรัศมี และใช้ทำกิจต่าง ๆ ที่ต้องการทำ เนื่องด้วยไฟได้ ส่วนไฟที่เกิดจากไม้รางอาหารสุนัข ไม้รางอาหารสุกร ไม้ราง ย้อมผ้า ไม้ละหุ่ง ของพวกที่เกิดจากสกุลจัณฑาล สกุลพวกพราน สกุลจักสาน สกุลทำรถ สกุลเทหยากเยื่อนั้น เป็นไฟที่ไม่มีเปลว ไม่มีสี ไม่มีรัศมี และ ไม่อาจใช้ทำกิจต่าง ๆ ที่ต้องทำด้วยไฟได้ เช่นนั้นหรือ ? พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้. พราหมณ์ อย่างเดียวกันนั่นแหละ, กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ ก็ตาม สกุลพราหมณ์ก็ตาม สกุลเวสส์ก็ตาม สกุลสุทรก็ตาม และได้อาศัย ธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้น กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสพความสำเร็จ เป็นความปลื้มใจ จากผลแห่งกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ทั้งนั้น (ข. เกี่ยวกับสาวกของพระองค์ ๑๕ เรื่อง) ทรงบริหารสงฆ์ จำนวนร้อย ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุ (ยืดยาวออกถึง) แปดหมื่นปี, พระผู้มีพระภาคนามว่า เมตเตยยะ จักบังเกิดขึ้นในโลก เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึก บุรุษที่ควรฝึก ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นผู้เบิกบาน จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ เช่นเดียวกับเราในบัดนี้. ๑. บาลี จักกวัตติสูตร ปา. ที. ๑๑/๘๓/๔๘, แก่ภิกษุ ท. ที่แขวงมคธ.

น.1247 พระผู้มีพระภาคเจ้าเมตเตยยะนั้น จักทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ พร้อมทั้ง เทวโลกมารโลกพรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้ง มนุษย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ด้วย, เช่นเดียวกับเรา ในบัดนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมตเตยยะนั้น จักแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย, จักประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง, เช่นเดียวกับเราในบัดนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมตเตยยะนั้น จักบริหารภิกษุสงฆ์จำนวน พันเป็นอเนก (หลายพัน), เช่นเดียวกับเราในบัดนี้ บริหารภิกษุสงฆ์ จำนวนร้อยเป็นอเนก (คือหลายร้อย) อยู่. ๑ ทรงรับรองภิกษุแต่บางรูป ว่าเป็นคนของพระองค์ ๒ ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใดเป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม ยกตัวจองหอง ใจฟุ้งเฟ้อ ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่เป็นคนของเรา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้นได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้เสียแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ได้เลย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด ไม่เป็นคนหลอกลวง ไม่พูดพล่าม มีปัญญา เป็นเครื่องทรงตัว ไม่กระด้าง ใจคอมั่นคงดี. ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็น คนของเรา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้ และย่อม เจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. ๑. เป็นเครื่องวัดว่า พระอรหันต์ในศาสนานี้ จักมีมากน้อยเท่าใด, โดยประมาณ ๒. บาลี จตุก. อํ. ล. ๒๑/๓๓/๒๖ ตรัสแก่ภิกษุ ท.

น.1248 ทรงมีศิษย์ทั้งที่ดื้อ และไม่ดื้อ ๑ อุทายิ ! ในธรรมวินัยนี้ เหล่าโมฆบุรุษบางพวก เมื่อเรากล่าวอยู่ว่า ‘พวกท่านจงละความชั่วอันนี้เสีย,’ ก็กล่าวอย่างนี้ว่า "ทำไมกะความชั่วชนิดนี้ ซึ่งเป็นของเล็กน้อยต่ำต้อย, พระสมณะนี้ ขุดเกลาเกินไปแล้วละ, ดังนี้, โมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่ละความชั่วนั้นด้วย และทั้งตั้งไว้ซึ่งความเคียดแค้นในเรา ด้วย ในภิกษุทั้งหลายผู้รักการศึกษาด้วย. อุทายิ ! ความชั่วอันนั้น ของ โมฆบุรุษเหล่านั้น ย่อมเป็นเครื่องผูกรัดที่มีกำลัง มั่นคง เหนียวแน่น ไม่รู้จัก ผุเปื่อย เป็นท่อนไม้แก่นแข็ง, ฉะนั้น. อุทายิ ! ส่วนว่ากุลบุตรบางพวก ในธรรมวินัยนี้, เมื่อเรากล่าว อยู่ว่า ‘พวกท่านจงละความชั่วอันนี้เสีย," ก็กล่าวอย่างนี้ว่า 'ทำไมจะต้อง ให้ว่ากล่าวด้วยความชั่วชนิดนี้ ซึ่งเป็นของเล็กน้อยต่ำต้อย ซึ่งพระผู้มีพระภาค ของพวกเรากล่าวการละ กล่าวการสลัดคืนไว้แล้ว ด้วยเล่า' ดังนี้. กุลบุตร เหล่านั้น ก็ละความชั่วนั้นเสีย และทั้งไม่ตั้งไว้ซึ่งความเคียดแค้นในเราด้วย ในภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อสิกขาด้วย. กุลบุตรเหล่านั้น ละความชั่วนั้นแล้ว เป็น ผู้ขวนขวายน้อย มีขนตก ราบ (คือไม่ต้องขนพองเพราะความกลัว), มีชีวิตอยู่ด้วย ของที่ผู้อื่นให้ มีจิตเหมือนเนื้อ (คือถูกตีครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมไม่เปิดโอกาสให้ถูกดีอีก) อยู่. อุทายิ ! ความชั่วอันนั้น ของกุลบุตรเหล่านั้น ย่อมเป็นเครื่องผูกรัดที่ไม่มี กำลัง หย่อนกำลัง ผุเปื่อย ไม่มีแก่นแข็ง, ฉะนั้น. ๑. บาลีลฑุกิโกปมสูตร ม.ม. ๑๓/๑๘๑/๑๗๗, แก่ท่านพระอุทายิ ที่อาปณนิคม แคว้นอังคุตตราปะ .

น.1249 สาวกของพระองค์หลุดพ้นเพราะพิจารณาความเป็น อนัตตาในเบญจขันธ์ ๑ พระโคดมผู้เจริญ 1 ด้วยการปฏิบัติอย่างไรสาวกของพระโคดมจึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ ปฏิบัติตามคำสอน ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้ ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่า นี่อย่างไรนี่อย่างไร มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ! อัคคิเวสนะ ! สาวกของเรา ในศาสนานี้ พิจารณาเห็นด้วยปัญญา อันชอบ ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร ... วิญญาณ ๒ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มา ทั้งที่เกิดอยู่ ในบัดนี้ก็ตาม ที่เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ดีก็ตาม ในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั้น เป็นแต่สักว่า รูป .... เวทนา ... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ, นั้นไม่ใช่ของเรา, ไม่ใช่เป็นเรา, ไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่านี้ สาวกของเราย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้ ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่านี่อย่างไรนี่อย่างไร มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตาม บุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ดั่งนี้. สาวกของพระองค์เสียชีพไม่เสียศีล ๓ ภิกษุ ท. ! เช่นเดียวกับที่มหาสมุทร ย่อมมีน้ำหยุดอยู่ที่ระดับใดระดับ หนึ่งเป็นธรรมดา หาล้นฝั่งไปไม่ นี้ฉันใด, ภิกษุ ท. ! เราบัญญัติสิกขาบท ๑. บาลี จุฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๓๓/๔๐๑ แก่นิครนถ์ชื่อสัจจะกะ, ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี. ๒. ในบาลีแยกกล่าวทีละอย่าง ความเหมือนกันทั้งห้าอย่าง, ในที่นี้กล่าวรวม. ๓. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๕/๑๑๘, แก่ภิกษุ ท. ที่บุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.

น.1250 ใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเราย่อม ไม่ก้าวล่วงศึกษาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต. ภิกษุ ท. ! ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเรา แล้ว สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต นั้นแล เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะมีได้ เป็นสิ่งที่สอง ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลายได้เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่งใน ธรรมวินัยนี้. ทรงขอให้สาวกเป็นธรรมทายาท อย่าเป็นอามิสทายาท ๑ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาท (คือรับมรดกธรรม) ของเราเถิด, อย่าเป็นอามิสทายาท (คือรับมรดกสิ่งของ) เลย. ความเป็นห่วง ของเรา ในเธอทั้งหลาย มีอยู่ว่า "ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลาย ของเรา ก็คงจะเป็นธรรมทายาท, ไม่เป็นอามิสทายาท" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกเธอเป็นอามิสทายาทไม่เป็นธรรมทายาทของเราแล้ว, เธอทั้งหลายก็จะถูกเขาตราหน้าว่า "สาวกทั้งหลายของพระศาสดา เป็น อามิสทายาทอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย" ดังนี้. แม้เราเอง ก็จะถูกเขาพากันโทษว่า "สาวกทั้งหลายของพระศาสดา ล้วนแต่เป็นอามิส ทายาทกันเป็นปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย" ดังนี้. ๑. บาลี ธัมมทายาทสูตร มู.ม. ๑๒/๒๑/๒๑ แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.

น.1251 ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกเธอพากันเป็นธรรมทายาทของเรา และไม่เป็น อามิสทายาทแล้วไซร้, เธอทั้งหลายก็จะได้รับการยกย่องว่า "สาวกของพระ ศาสดาล้วนแต่เป็นธรรมทายาทกันอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นอามิสทายาทไม่" ดังนี้. แม้เราเอง ก็จะได้รับการยกย่องว่า "สาวกของพระศาสดา ล้วนแต่ พากันเป็นธรรมทายาททั้งนั้น หาได้เป็นอามิสทายาทไม่เลย" ดังนี้ด้วย เหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายจงพากันเป็น ธรรมทายาทของเราเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย. ความเป็นห่วงของเรา ในเธอทั้งหลายมีอยู่ว่า "ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลายของเรา จงเป็นผู้ เป็นธรรมทายาทเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย" ดังนี้. ทรงถือว่า ภิกษุสาวกทุกวรรณะ เป็นสมณสากยะปุตติยะ โดยเสมอกัน ๑ ภิกษุ ท. ! เช่นเดียวกับที่แม่น้ำใหญ่ ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวตี สรภู มหี, แม่น้ำทั้งหมดนี้ ครั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมทิ้ง ชื่อเดิมของตน ย่อมถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า "มหาสมุทร" เหมือนกันหมดฉันใด, ภิกษุ ท. 1 วรรณะทั้งสี่นี้ก็อย่างเดียวกัน จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ หรือสุทร ก็ตาม เมื่อคนเหล่านั้น ออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละทิ้งชื่อเดิม ชื่อสกุลเดิมของตนสั้น ย่อมถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า "พวก สมณะสากยะปุตติยะ เหมือนกันหมดโดยแท้. ๑. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๗/๑๑๘, แก่ภิกษุทั้งหลาย ที่บุพพาราม ใกล้เมือง สาวัตถี.

น.1252 ถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า "สมณะสากยะปุตติยะ" เสมอกันหมดนี้แล เป็นสิ่งที่น่า อัศจรรย์ ไม่น่าจะเป็นได้เป็นสิ่งที่ ๔ ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลาย เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่ง ในธรรมวินัยนี้. ทรงมีคณะสาวกซึ่งมีปาฏิหาริย์ ๑ พราหมณ์ ! ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างมีอยู่. ๓ อย่างคืออะไรบ้าง ? คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์. อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนในโลกนี้ กระทำอิทธิวิธี มีอย่างต่าง ๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบัง ให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง. ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุ กำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ ผุดขึ้นและคำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศ เหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์, ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึง พรหมโลกได้, พราหมณ์ ! นี้แล อิทธิปาฏิหาริย์. อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนในโลกนี้ โดยอาศัย นิมิต ย่อมทายใจคนว่า "ใจของท่านเป็นอย่างนี้, ใจของท่านมีประการอย่างนี้, ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ," แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. บางคนฟังเสียงของมนุษย์หรือของอมนุษย์หรือของเทวดา แล้ว ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๑๗/๕๐๐, แก่สังคารวพราหมณ์, ณ ที่แห่งหนึ่ง.

น.1253 ทายใจคนว่า "ใจของท่านเป็นอย่างนี้. ใจของท่านมีประการอย่างนี้. ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ" แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. บางคนฟังเสียงแห่งวิตกวิจารของบุคคลที่กำลังวิตกวิจารอยู่ แล้วทายใจคนว่า "ใจของท่านเป็นอย่างนี้, ใจของท่าน มีประการอย่างนี้, ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ" แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. บางคนกำหนดใจของผู้เข้าสมาธิอัน ไม่มีวิตกวิจาร ด้วยใจของตน แล้วรู้ว่า "มโนสังขารอันท่านผู้นี้ตั้งไว้เช่นใด, ในลำดับแห่งจิตนี้ จักเกิด วิตกชื่อโน้น" ดังนี้ แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. พราหมณ์ ! นี้แล อาเทศนาปาฏิหาริย์. พราหมณ์ ! อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนย่อมทำ การพร่ำสอนว่า "ท่านทั้งหลายจงตรึกอย่างนี้ ๆ อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ, จงทำ ในใจอย่างนี้ ๆ อย่าทำในใจอย่างนั้น ๆ, จงเว้นสิ่งนี้เสีย, จงทำสิ่งนี้ ๆ อยู่เป็นประจำ" ดังนี้. พราหมณ์ ! นี้แล อนุสาสน์ปาฏิหาริย์. พราหมณ์ทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เว้นพระโคดมเสีย, ภิกษุอื่นสัก รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยปาฏิหาริย์สามนี้ มีอยู่หรือ ? " พราหมณ์ ! มีไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่สองร้อย ไม่ใช่สามร้อย ไม่ใช่ สี่ร้อย ไม่ใช่ห้าร้อย มีมากกว่านั้นอีกที่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์สามนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็เดี๋ยวนี้ ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ไหนเล่า ? พราหมณ์ ! อยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้เอง. ทรงเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สาวก ชั่วระยะจำเป็น ๑ ภิกษุ ท. 1 เปรียบเหมือนเด็กที่ยังอ่อน ยังได้แต่นอนหงาย เมื่อ ๑. บาลี ปญ. อํ. ๒๒/๖/๗ แก่ภิกษุ ท.

น.1254 พี่เลี้ยงเผลอ ได้คว้าชิ้นไม้หรือกระเบื้องกลืนเข้าไป พี่เลี้ยงเห็นแล้วก็จะพยายาม หาวิธีเอาออกโดยเร็ว. เมื่อเอาออกไม่ได้โดยง่าย ก็จะประคองศีรษะเด็กด้วย มือซ้าย งอนิ้วมือขวาล้วงลงไปเกี่ยวขึ้นมา แม้ว่าจะถึงโลหิตออกก็ต้องทำ, ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า แม้เด็กนั้น จะได้รับความเจ็บปวดก็จริง แต่พี่เลี้ยง ที่หวังการปลอดภัยแก่เด็ก หวังจะช่วยเหลือเด็ก มีความเอ็นดูเด็ก ก็ต้องทำเช่นนั้น เพราะความเอ็นดูนั่นเอง. ครั้นเด็กนั้นเติบโตขึ้น มีความ รู้เดียงสาพอควรแล้ว พี่เลี้ยงก็ปล่อยมือไม่จ้ำจี้จ้ำไชในเด็กนั้นเกินไป ด้วย คิดว่าบัดนี้เด็กนี้คุ้มครองตัวเองได้แล้ว ไม่อาจจะไร้เดียงสาอีกแล้ว ดังนี้, ข้อนี้ฉันใด ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : ตราบใดที่ภิกษุยังมิได้ทำกิจในกุศลธรรม ทั้งหลายอันตนจะต้องทำด้วยศรัทธา ด้วยหิริ ด้วยโอตตัปปะ ด้วยวิริยะ และด้วยปัญญา, ตราบนั้น เรายังจะต้องตามคุ้มครองภิกษุนั้น. แต่เมื่อใด ภิกษุนั้น ได้ทำกิจในกุศลธรรมทั้งหลาย อันตนจะต้องทำด้วยศรัทธา ด้วยหิริ ด้วยโอตตัปปะ ด้วยวิริยะ ด้วยปัญญา สำเร็จแล้ว เราก็หมดห่วงในภิกษุนั้น โดยคิดว่า บัดนี้ ภิกษุนี้คุ้มครองตนเองได้แล้ว ไม่อาจจะประพฤติหละหลวม อีกต่อไปแล้ว, ดังนี้. ทรงมีพระสารีบุตรเป็นผู้รองลำดับ เสละ ! เราเป็นพระราชาผู้ธรรมราชา ไม่มีราชาอื่นยิ่งไปกว่า เราย่อมประกาศธรรมจักรให้เป็นไปโดยธรรม เป็นจักรที่ใคร ๆ จะต้านทาน ให้หมุนกลับมิได้ ๑. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙, แก่เสลพราหมณ์ ที่ราวป่าแห่งอาปณนิคม แขวงอังคุตตราปะ

น.1255 "ข้าแต่พระโคดม ! พระองค์ปฏิญญาว่าเป็นสัมพุทธะ เป็นธรรมราชา ไม่มีราชาอื่น ยิ่งกว่า. กล่าวอยู่ว่า ‘เราย่อมประกาศธรรมจักรให้เป็นไปโดยธรรม’ ดังนี้, ก็ใครเล่าหนอ เป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นผู้รองลำดับของศาสดา ? ใครย่อมประกาศตามได้ ซึ่งธรรมจักร ที่พระองค์ประกาศแล้ว ?" เสลพราหมณ์ ทูลถาม. เสละ ! สารีบุตรเป็นผู้รองลำดับตถาคต ย่อมประกาศตามเราได้ ซึ่งอนุตตรธรรมจักร อันเราประกาศแล้ว. พราหมณ์ ! สิ่งที่ควรรู้เราได้รู้แล้ว, สิ่งควรทำให้เจริญ เราได้ทำให้เจริญแล้ว, สิ่งควรละ เราได้ละแล้ว เพราะ เหตุนั้นเราจึงเป็น “พุทธะ’ ท่านจงหมดความกังขาในเรา จงวางใจเราเถิด พราหมณ์ ! การได้พบเห็นพระสัมพุทธเจ้าเนือง ๆ นั้น ย่อมเป็นของยาก : ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ยากที่จะปรากฏขึ้นเนือง ๆ ในโลก. พราหมณ์ ! เราเป็น สัมพุทธะผู้ถอนลูกศร (คือความทุกข์อันเสียบแทงสัตว์) อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, เราเป็นพรหม ไม่มีใครเทียบได้. เป็นผู้เหยียบย่ำเสียซึ่งมารและเสนามาร, ทำศัตรูหมู่อมิตรทั้งสิ้นให้อยู่ในอำนาจได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ บันเทิงอยู่. ทรงมีพระสารีบุตรเป็นผู้ประกาศธรรมจักร เสมอด้วยพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. 1 โอรสแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ที่เป็นเชฏฐโอรส (หัวปี) เป็นผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการแล้ว ย่อมสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุน แล้วให้หมุนไปตามได้โดยธรรมแท้ และทั้งจักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ด้วยกัน ผู้เป็นข้าศึกมิอาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ. องคคุณ ๕ ประการ นั้นอย่างไรเล่า ? องคคุณ ๕ ประการ คือ เชฏฐ์โอรสแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ๑. บาลี ปัญจ. อํ. ๒๒/๑๖๗/๑๓๒ แก่ภิกษุ ท.

น.1256 นั้นเป็นผู้รู้จักผล รู้จักเหตุ รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. ! เชฏฐ์โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบด้วยองคคุณห้าประการ เหล่านี้แล จึงสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุนแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยธรรม และทั้งเป็น จักรที่ใคร ๆ ผู้เป็นมนุษย์ด้วยกัน ที่เป็นข้าศึก มิอาจต้านทานให้หมุนกลับได้ ด้วยมือ ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น สารีบุตรก็เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการ จึงสามารถยังธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า อันตถาคตหมุน ไปแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยชอบแท้, และทั้งจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถ ต้านทานให้หมุนกลับได้. ภิกษุ ท. ! สารีบุตรเป็นผู้รู้จักผล รู้จักเหตุ รู้จัก ประมาณ รู้จักกาล รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. ! สารีบุตรประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล จึงสามารถหมุนธรรมจักร อันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า ที่ตถาคต หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยชอบแท้, และทั้งเป็นจักรที่สมณะ หรือ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทาน ให้หมุนกลับได้. มหาเถระผู้มีสมาบัติ และอภิญญาเทียมพระองค์ ภิกษุ ท. 1 เราหวังเพียงใด ก็ย่อมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย แล้วเข้าถึงฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกแล้วและอยู่ได้ ตลอดกาลเพียงนั้น. ภิกษุ ท. 1 แม้กัสสปะ (ก็ดุจกัน) เธอหวังเพียงใด ๑. บาลี กัสสปสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔๘/๔๙๗, แก่ภิกษุ ท. ที่เซตวัน.

น.1257 ก็ย่อมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย แล้วเข้าถึงฌานที่ ๓ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้ว และอยู่ได้ ตลอดกาลเพียงนั้น. ภิกษุ ท. ! เราหวังเพียงใด, ก็ย่อม .... ฯลฯ ... เข้าถึงฌานที่ ๒, ฯลฯ ฌานที่ ๓, ... ฯลฯ ฌานที่ ๔, ฯลฯ อากาสานัญจายตนฌาน, วิญญาณัญจายตนฌาน, ... อากิญจัญญายตนฌาน, ... แนวสัญญานาสัญญายตน- ฌาน, .... ฯลฯ สัญญาเวทิตนิโรธ แล้วและอยู่ได้ตลอดกาลเพียงนั้น. ๑ ภิกษุ ท. ! แม้กัสสปะ (ก็ดุจกัน) เธอหวังเพียงใด ก็ย่อม ฯลฯ เข้าถึง ฌานที่ ๒ .... ที่ ๓ .... ที่ ๔ .... อากาสานัญจายตนฌาน .... วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน .... นวสัญญานาสัญญายตนฌาน .... สัญญาเวทิตนิโรธ แล้วแลอยู่ ได้ตลอดกาลเพียงนั้น. (ต่อจากนี้ ตรัสอภิญญาหก คือ อิทธิวิธี ทิพโสต เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสสติ ญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ว่า พระมหากัสสป สามารถเท่าเทียมพระองค์โดย ทำนองเดียวกันอีก. ส่วนคำอธิบายของอภิญญาเหล่านี้ ค้นดูได้ตามชื่ออภิญญานั้น ๆ จากตอน ว่าด้วยการตรัสรู้ในภาค ๒ ของเรื่องนี้ หรือจากธรรมวิภาคปริเฉท ๒, ในที่นี้ ไม่ต้องการ กล่าวใจความส่วนนี้ นอกจากส่วนที่พระมหากัสสปมีสมาบัติ และอภิญญาเทียมกับพระองค์ เท่านั้น) ส่วนที่สาวกเข้มงวดกว่าพระองค์ ๒ อุทายิ ! สาวกของเรา ฉันอาหารเพียงโกสะหนึ่งบ้าง (โกสะ-ขันจอก ขนาดเล็ก), ครึ่งโกสะบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่าครึ่งผลมะตูมบ้าง ก็มีอยู่. ส่วนเรา, อุทายิ ! บางคราวฉันเต็มบาตรเสมอขอบปากบ้าง ยิ่งขึ้นไป กว่าบ้าง .... ๑. ที่ละเปยยาล หมายความว่า ตรัสทีละอย่าง โดยทำนองเดียวกัน. ส่วนคำอธิบายของ ฌานเหล่านั้น เหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องอื่น ในตอนต้น, หรือในธรรมวิภาคปริเฉท ๒. ๒. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร ม.ม. ๑๓/๓๑๘/๓๒๔, แก่ปริพพาชกชื่อสกุลฺทายิ.

น.1258 ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง. เธอ เหล่านั้น เก็บผสมผ้าชายขาด จากป่าช้าบ้าง จากกองขยะบ้าง จากที่เขาทิ้ง ตามตลาดบ้าง ทำเป็นผ้าสังฆาฏิ (ผ้าคลุมนอก) แล้วทรงไว้ ก็มีอยู่. ส่วนเรา เอง, อุทายิ ! บางคราว ก็ครองจีวร ที่พวกคหบดีถวาย มีเนื้อนิ่มละเอียด .. อุทายิ ! สาวกของเรา ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวไปตามลำดับตรอก เป็นวัตร ยินดีแต่ในภัตต์อันมีอยู่เพื่อภิกษุตามธรรมดา, เมื่อเที่ยวไปตาม ระวางเรือน แม้มีผู้เชื้อเชิญด้วยอาสนะ (ฉันบนเรือน) ก็ไม่ยินดีรับ. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! ในบางคราว ฉันข้าวสุกแห่งข้าวสาลีไม่ดำเลย มีแกงกับเป็นอันมาก. อุทายิ ! สาวกของเรา ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร, อยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ก็มีอยู่ เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงที่บังเลย ตั้ง ๘ เดือน (ในปีหนึ่ง). ส่วนเรา เอง, อุทายิ ! บางคราวอยู่อาศัยในเรือนมียอด อันเขาฉาบทาทั้งขึ้นและลง มีหน้าต่างปิดได้ มีลิ่มสลักมิดชิด ปราศจากลม ..... อุทายิ ! สาวกของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือเอาบ่าเป็นเสนาสนะอันสงัด, เธอมาสู่ท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เพื่อฟังปาฏิโมกข์เท่านั้น. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! ในบางคราว อยู่เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา อำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ และสาวกของเดียรถีย์ .... อุทายิ ! ถ้าสาวกของเรา จะสักการะ เคารพ นับถือบูชาเรา แล้ว เข้ามาอาศัยเราอยู่ เพราะคิดว่า พระสมณโคดม เป็นผู้ฉันอาหารน้อย ( ... เป็นต้น) แล้วไซร้ อุทายิ ! สาวกของเรา เหล่าที่มีอาหารเพียงโกสะหนึ่ง (เป็นต้น) ก็จะไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว อาศัยเราอยู่ เพราะเหตุนี้ .... ๑ ๑. ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ให้สาวกคลายความบากบั่นในปฏิปทานั้น ๆ เป็นแต่ ทรงเปรียบเทียบให้ปริพพาชกผู้นั้นเห็นว่า สาวกไม่ได้มาอยู่อาศัยพระศาสดา เพราะพระศาสดา มีอาหารน้อยเป็นต้น ดังที่ปริพพาชกผู้นี้เข้าใจ. แต่ที่พระสาวกมาอาศัยพระองค์ ก็เพราะเห็น

น.1259 หตุที่ทำให้มีผู้มาเป็นสาวกของพระองค์ ๑ อุทายิ ! มีเหตุห้าอย่าง ที่ทำให้สาวกสักการะเคารพนับถือบูชา แล้วมาอยู่อาศัยเรา. ห้าอย่างอะไรบ้าง ? อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะอธิศีล ว่า พระสมณโคดม ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๑. อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะปัญญาเครื่องรู้ เครื่องเห็น อันก้าวไปได้แล้วอย่างยิ่ง ว่า พระสมณโคดม เมื่อเธอรู้อยู่จริง ๆ จึงจะกล่าวว่า เรารู้,' เมื่อเธอเห็นอยู่จริง ๆ จึงจะกล่าวว่า ‘เราเห็น,' พระสมณโคดม แสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่ใช่เพื่อความไม่รู้ยิ่ง, พระสมณโคดมแสดงธรรม มีเหตุผล ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล, พระสมณโคดม แสดงธรรมประกอบด้วย ปาฏิหาริย์ (คือความน่าอัศจรรย์จนฟังเพลิน) ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๒. อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะอธิปัญญา ว่า พระสมณโคดม ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง. และข้อที่จะมีว่า พระองค์จักไม่เห็นแนว สำหรับคำตรัสต่อไปข้างหน้า, หรือพระองค์จักไม่อาจข่มให้ราบคาบโดยถูกต้อง ซึ่งวาจาอันเป็นข้าศึก นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีขึ้นได้เลย, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๓. ความเป็นนิยยานิกะของธรรมที่พระองค์ตรัสแล้ว เป็นต้น ต่างหาก. มีที่แสดงไว้อย่าง ชัดเจนว่า บางคราวพระองค์ทรงถือธุดงค์เหล่านี้อย่างเคร่งครัดก็มี, แต่บางสมัยจำเป็นต้อง ละธุดงค์บางอย่าง ไปทรงทำหน้าที่ของ พระพุทธเจ้าเท่านั้น, ไม่ได้บ่งว่า ธุดงค์ของพระองค์ที่ เคยทรงมาแล้ว เลวกว่าของสาวก. พระมหากัสสปเป็นต้น ที่ถือธุดงค์ตลอดชีวิต ก็เพื่อให้เป็น ตัวอย่างแก่ภิกษุที่บวชตาม และท่านไม่ต้องทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า จึงมีโอกาสกว่าพระองค์ - - ผู้รวบรวม. ๑. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร. ม.ม. ๑๓/๓๒๑/๓๒๙, แก่ปริพพาชกชื่อสกุลุทายิ.

น.1260 ถูกความทุกข์ใด หยั่งเอา หรือครอบงำเอา แล้ว ย่อมเข้าไปถามเราถึงความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์, ถึงความจริง อันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์. ถึงความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับทุกข์ เสียได้ และความจริงอันประเสริฐ คือหนทางให้ถึงความดับทุกข์ นั้น เราถูกถามแล้วก็พยากรณ์ให้แก่พวกเธอ ทำจิตของพวกเธอให้ชุ่มชื่น ด้วยการ พยากรณ์ปัญหาให้. ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๔. อุทายิ ! ข้อปฏิบัติเป็นสิ่งที่เราบอกแล้วแก่สาวก ท. สาวก ท. ของเรา ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้เจริญได้, คือภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ มีปรกติตามเห็นกายในกาย, มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนา ท., มีปรกติ ตามเห็นจิตในจิต, มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรม ท. .... มีเพียรเผาบาป มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติ นำออกเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก (คือความยินดี ยินร้าย อันเป็นของประจำโลก), เพราะการปฏิบัติเช่นนั้น สาวกของ เราเป็นอันมากได้บรรลุแล้วซึ่งอภิญญาโวสานบารมี (คือ อรหัตตผล) แล้วและอยู่. (ตอนนี้ตรัสยืดยาว ตลอดโพธิปักขิยธรรม สมาบัติ และอภิญญาหกด้วย แต่จะไม่ยกมาใส่ไว้ เพราะเกินต้องการไป), ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๕. อุทายิ ! เหตุห้าอย่างนี้แล ที่ทำให้สาวกของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วอาศัยเราอยู่. (หาใช่เพราะพระองค์เป็นผู้ฉันอาหารน้อย มีธุดงค์ต่าง ๆ เป็นต้นดังกล่าวแล้วในข้อ ว่าด้วยส่วนที่สาวกเข้มงวดกว่าพระองค์ ข้างต้น นั้นไม่.) ไม่ทรงทำอุโบสถกับสาวกอีกต่อไป ๑ มีภิกษุอลัชชีปนอยู่ในหมู่สงฆ์ที่กำลังจะทำอุโบสถ. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำ อุโบสถ, จนพระโมคคัลลานะค้นตัวภิกษุรูปนั้นได้ บังคับด้วยอาณาแห่งสงฆ์ ให้ออกไป ๑. บาลี โสณวรรค อุ. ขุ. ๒๕/๑๕๒/๑๑๖ แก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โรงอุโบสถ ณ บุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.

น.1261 ถึงสามครั้งก็ไม่ยอมออก จนต้องดึงแขนออกไปแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ 1 บุคคลนั้น ข้าพระองค์นำตัวออกไปแล้ว. บริษัทบริสุทธิ์แล้ว. ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงแสดงปาฏิโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด" ดังนี้. น่าอัศจรรย์, โมคคัลลานะ ! ไม่เคยมีเลย, โมคคัลลานะ ! โมฆบุรุษ นั้นถึงกับต้องฉุดแขน จึงยอมออกไป. ภิกษุ ท. ! บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราไม่ทำอุโบสถ, ไม่แสดง ปาฏิโมกข์. ภิกษุ ท. ! จำเดิมแต่บัดนี้ไป พวกท่านทั้งหลายด้วยกันจงทำ อุโบสถ, จงแสดงปาฏิโมกข์. ภิกษุ ท. ! ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะเลย ที่ตถาคตจะพึงทำอุโบสถ จะพึงแสดงปาฏิโมกข์ ในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์ (ค. เกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ ๑๖ เรื่อง) ไม่ทรงติดทายก ๑ อานนท์ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี ผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. ตถาคตนั้น เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าไม้ ๑. บาลี มหาสุญญสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๒๔๓/๓๕๔, แก่พระอานนท์ ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ในวิหารของฆฏายสักกะ.

น.1262 โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), เมื่อตถาคตนั้น หลีกออกอยู่อย่างนั้น ชาวนิคมและชาวชนบท ที่เป็นพราหมณ์หรือคฤหบดี ย่อมเวียนติดตาม. เมื่อชาวนิคมและชาวชนบท ที่เป็นพราหมณ์หรือคฤหบดี เวียนติดตาม ตถาคตย่อมไม่ผูกใจใคร่ ไม่ถึงความกำหนัด ไม่เวียนมาเพื่อความมักมาก ... ฯลฯ .... อานนท์ ! ครูบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพเสนาสนะสงัด คือป่าไม้ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า บ่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เมื่อครูผู้นั้น หลีกออกอยู่อย่างนั้น ชาวนิคมและชาวชนบท ที่เป็นพราหมณ์ หรือคฤหบดี ย่อมเวียนติดตาม. ครูผู้นั้น, เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทที่เป็น พราหมณ์หรือคฤหบดี เวียนติดตาม, ก็ผูกใจสยบ ก็ถึงความกำหนัด ก็ถึง ความมักมาก. อานนท์ ! นี้แหละ เราเรียกว่า อุปัททวะ ๑ สำหรับอาจารย์. สิ่งอันเป็นอกุศลลามก เศร้าหมองพร้อม เป็นไปเพื่อเกิดใหม่ ประกอบด้วย ความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล ย่อมกดทับครูผู้นั้นไว้. อานนท์ ! อุบัททวะ สำหรับอาจารย์ เป็นอย่างนี้แล. ทรงเสพเสนาสนะบ่าเรื่อยไป เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ๒ พราหมณ์ ! ท่านอาจมีความเห็นอย่างนี้ก็ได้ว่า "ขณะนี้พระสมณโคดม ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ เป็นแน่, เพราะฉะนั้นจึงได้เสพเสนาสนะป่า อันเงียบสงัด" ดังนี้. พราหมณ์เอย ! ท่านไม่พึงมีความเห็นอย่างนั้นเลย. พราหมณ์ ! เรามองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ๒ ประการ จึงเสพเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด, คือ ๑. อุปัททวะ คืออันตราย หรือเครื่องทำลาย. ๒. บาลี ภยเภรวสูตร มู.ม. ๑๒/๔๑/๕๑ แก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตวัน.

น.1263 พื่อความอยู่เป็นสุขทันตาเห็น แก่เราเองอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่ง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ที่ตามมาภายหลัง (จะมีกำลังใจปฏิบัติ ในการเสพเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด) ดังนี้. ทรงพอพระทัยความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง ๑ ภิกษุ ท. 1 ในทิศใด ภิกษุทั้งหลาย เกิดแตกร้าวกัน เกิดการ วุ่นวายกัน ทะเลาะวิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันอยู่ด้วยหอกปาก ทิศนั้น ไม่เป็นทิศที่ผาสุกแก่เราเลย แม้แต่เพียงนึกถึง จะต้องกล่าวทำไมถึง เรื่องให้ไปจนถึงที่นั่น. และเราย่อมแน่ใจในเรื่องนั้นว่า พวกเธอทั้งหลาย ที่นั่น พากันละเลยธรรมะสามประการเสีย แล้วทำธรรมะอีกสามประการให้เกิด ขึ้นหนาแน่น เป็นแน่แท้. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันละเสีย ? สามประการคือ ความตรึกในอันหลีกออกจากกาม ความตรึกในอันไม่พยาบาท และความตรึกในอันไม่เบียดเบียน. และสามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากัน ทำให้เกิดขึ้นหนาแน่น ? สามประการคือ ความตรึกไปในทางกาม ความตรึก ไปในทางพยาบาท และความตรึกไปในทางเบียดเบียน. ภิกษุ ท. 1 ในทิศใด ภิกษุทั้งหลายมีความพร้อมเพรียงกัน มีความบันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้ สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่, ทิศนั้น เป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วย กล่าวไปไย ถึงการที่เพียงแต่นึกถึง. และเราย่อมแน่ใจในเรื่องนั้นว่า ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๕/๕๖๔ แก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1264 พวกเธอทั้งหลายที่นั่น พากันละธรรมะสามประการเสีย แล้วทำธรรมะอีกสาม ประการให้เกิดขึ้นหนาแน่น. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันละเสีย ? สามประการคือความตรึกไปในทางกาม ความตรึกไปในทางพยาบาท และความ ตรึกไปในทางเบียดเบียน. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันทำให้เกิดขึ้น หนาแน่น,? สามประการคือ ความตรึกในอันหลีกออกจากกาม ความตรึกใน อันไม่พยาบาท และความตรึกในอันไม่เบียดเบียน, ดังนี้. ทรงมีความสุขยิ่งกว่ามหาราชา ๑ พระโคดมผู้มีอายุ ! พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธ มีความอยู่เป็นสุข กว่าพระสมณ- โคดม หรือว่าพระสมณโคดมมีความอยู่เป็นสุขกว่า ? นิครนถ์ ท. ! ถ้าอย่างนั้นเราขอถามกลับแก่ท่านทั้งหลาย. ท่าน ทั้งหลายเห็นว่าควรตอบให้ถูกต้องอย่างไร ก็จงตอบอย่างนั้นเถิด, เราถาม ท่านทั้งหลายว่า ท่านมีความเห็นอย่างไร คือพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ สามารถทำ กายมิให้หวั่นไหว ทำวาจาให้สงบเงียบ เสวย ความสุขอย่างเดียวล้วนอยู่ตลอดเวลา ๗ วัน ๗ คืน ได้หรือไม่ ? พระโคดมผู้มีอายุ 1 ข้อนั้นหามิได้เลย. นิครนถ์ ท. ! พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ สามารถทำกายมิให้ หวั่นไหว ทำวาจาให้สงบเงียบ เสวยความสุขอย่างเดียวล้วน อยู่ตลอดเวลา ๖ วัน ๖ คืน, .. ๕ วัน ๕ คืน, .. ๔ วัน ๔ คืน, .. ๓ วัน ๓ คืน, .. ๒ วัน ๒ คืน, .. ๑ วัน ๑ คืน, ได้หรือไม่ ? พระโคดมผู้มีอายุ ! ข้อนั้นหามิได้. ๑. บาลี จูฬทุกขักขันธสูตร มู.ม. ๑๒/๑๘๗/๒๒๐, ตรัสเล่าเรื่องที่สนทนากับ นิครนถ์เรื่องนี้ แก่เจ้ามหานาม ที่นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ .

น.1265 นิครนถ์ ท. ! เราแล สามารถเพื่อทำกายมิให้หวั่นไหว ทำวาจา ให้สงบเงียบ เสวยความสุขอย่างเดียวล้วน อยู่ตลอดเวลา ๑ วัน ๑ คืน, หรือ ๒ วัน ๒ คืน, . . ๓ วัน ๓ คืน, .. ๔ วัน ๔ คืน, .. ๕ วัน ๕ คืน, .. ๖ วัน ๖ คืน, .. หรือ ๗ วัน ๗ คืน เป็นกำหนด ได้ตามปรารถนา. นิครนถ์ ท. ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไร. พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ มีวิหารธรรมเป็นสุขกว่าเรา หรือว่าเรามีวิหารธรรมเป็นสุข กว่าพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ ? พระโคดมผู้มีอายุ ! ถ้าเป็นอย่างนี้ พระสมณโคดมเป็นผู้มีวิหารธรรมเป็นสุขกว่า. ทรงฉันอาหารวันหนึ่งหนเดียว ๑ ภิกษุ ท. ! เราย่อมฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว (คือฉันหนเดียว ลุกขึ้น แล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น), ภิกษุ ท. ! เมื่อเราฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ ย่อมรู้สึกว่าเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากายกะปรี้กะเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วย. ภิกษุ ท. ! มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉันโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันอยู่ซึ่งโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียว จักรู้สึกความที่เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความ เบากายกะปรี้กระเปร่า มีกำลัง และมีความผาสุกด้วยแล. ทรงฉันอาหารหมดบาตรก็มี ๒ อุทายิ ! ถ้าจะว่า สาวกทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ๑. บาลีภัททาลิสูตร ม. ม. ๑๓/๑๖๓/๑๖๐, แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน. ๒. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร ม.ม. ๑๓/๓๑๘/๓๒๔, แก่ปริพพาชกชื่อสกุลลุทายิ ที่ป่าสำหรับให้เหยื่อแก่นกยูง ใกล้กรุงราชคฤห์.

น.1266 แล้วอาศัยเราอยู่ เพราะเหตุที่เธอเหล่านั้นคิดเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ฉัน อาหารน้อย และทั้งมีธรรมดากล่าวสรรเสริญคุณ ของความเป็นผู้ฉันอาหารน้อย ด้วยแล้ว ; ก็ยังมีอยู่, อุทายิ ! คือสาวกของเรา บางเหล่าที่ฉันอาหารเพียง ขันน้อยหนึ่งบ้าง กึ่งขันน้อยบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่ากึ่งผลมะตูมบ้าง. ส่วนเราเล่า. อุทายิ ! บางคราวฉันอาหารอันเต็มบาตรเสมอปากบ้าง ล้นกว่านั้นบ้างด้วยบาตรใบนี้. ๑ เมื่อเป็นเช่นนี้ สาวกพวกที่มีอาหาร เพียงขันน้อยหนึ่งบ้าง กึ่งขันน้อยบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่ากึ่งผลมะตูมบ้าง ก็หาพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอยู่อาศัยด้วยเรา โดยคิดว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีอาหารน้อย และกล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อย ดังนี้ ได้ไม่. ทรงมีการประทมอย่างตถาคต ๒ ภิกษุ ท. 1 การนอนมีสี่อย่าง. คือการนอนอย่างเปรต, การนอน อย่างคนบริโภคกาม, การนอนอย่างสีหะ, การนอนอย่างตถาคต. ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างเปรตเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! โดยมากพวกเปรตย่อม นอนหงาย นี่เรียกว่า การนอนอย่างเปรต. ภิกษุ ท. 1 การนอนอย่างคนบริโภคกามเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! โดยมาก คนบริโภคกามย่อม นอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย นี่เรียกว่า การนอนอย่างคนบริโภคกาม. ๑. ขณะนี้เป็นเวลาไปบิณฑบาต ทรงถือบาตรติดพระหัตถ์ไป, แต่แวะสนทนากันก่อน. ๒. บาลี จตุก. อํ. ๒๓/๓๓๑/๒๔๖, แก่ภิกษุ ท.

น.1267 การนอนอย่างสีหะเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สีหะ เป็นพญาเนื้อ ย่อมสำเร็จการนอนโดยช้างเบื้องขวา เท้าเหลือมเท้า สอดหาง ไว้ที่ระหว่างแห่งขา. สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกต กายตอนท้าย ถ้าเห็นความดั้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) ย่อมมีความ เสียใจ เพราะข้อนั้น, ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ. นี่เรียกว่า การ นอน อย่างสีหะ. ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างตถาคตเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 การนอนอย่างตถาคตคือ ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสงัดแล้วจากกาม ท. สงัด แล้วจากอกุศลธรรม ท., ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึงฌานที่ ๒ อัน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มี วิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วย นามกาย เข้าถึงฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญ ผู้ได้บรรลุว่า "เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติอยู่เป็นสุข" แล้วแลอยู่. เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอ เข้าถึงฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้ว แลอยู่. นี่เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต ตัวอย่างเพียงส่วนน้อย ของความสุข ๑ พราหมณ์ ! วัว ๑๔ ตัว จะได้หายหาไม่พบ ๖ วันมาแล้ว แก่เราก็หา ๑. บาลีพราหมณสํยุตต์ สคาถ.สํ. ๑๕/๒๕๐/๖๖๙, แก่พราหมณ์ภารทวาชโคตร ผู้หนึ่งที่กลางป่า ใกล้นครราชคฤห์

น.1268 มิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ต้นงาในไร่จะ ยับเยินมีใบเหลือเพียง ๒-๓ ใบ แก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. พวกหนูจะกระโดดโลดเต้นในยุ้งเปล่า แก่เรา ก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ที่นอนที่ละเลยไว้ตั้ง ๗ เดือน (มิได้ชำระเพราะไม่มีเวลาพอ) เกลื่อนไปด้วยตัวสัตว์เล็ก ๆ จะมีแก่ เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ลูกเล็ก หญิงชายของลูกสาวที่เป็นหม้าย มีลูกติดคนหนึ่งบ้าง สองคนบ้าง จะมีแก่เรา ก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละ พราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. โรคผอม เหลือง ตัวสะพรั่งด้วยจุดเมล็ดงา จะมีแก่เราก็หามิได้, เราจะถูกปลุกด้วยการ ถีบเตะทั้งนอนหลับก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มี ความสุข. พวกเจ้าหนี้ ที่มาทวงหนี้ แต่เช้าตรู่ว่า "จงใช้หนี้, จงใช้หนี้." ดังนี้ จะมีแก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละ พราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้ มีความสุข ทรงนับพระองค์ว่าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้นอนเป็นสุข ๑ กุมาร ! เราเป็นผู้นอนเป็นสุข. บรรดาคนเหล่าใด ที่นอนเป็นสุข ในโลกนี้ เราเป็นผู้หนึ่ง ในบรรดาคนเหล่านั้น “พระองค์ผู้เจริญ ! ราตรีแห่งเหมันตฤดู เป็นราตรีอันหนาว เป็นที่ตกแห่งหิมะ มีในระหว่างแปดวัน ๒ พื้นแผ่นดินคมขรุขระเพราะรอยโคเหยียบ (ในฤดูฝน แล้วแห้งในฤดูนี้). ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๗๔/๔๗๔, แก่หัตถกะ อาฬวกะ ที่ป่าประดู่ลาย, ในที่นี้ ตรัสอาลปนะว่า กุมาร. ๒. ระหว่างเดือนมาฆะมาส และผัคคุณมาส ๘ วันเชื่อมกัน. (คือปลายเดือนสาม ๔ วัน ต้นเดือนสี่ ๔ วัน)

น.1269 ครื่องลาดที่ทำด้วยใบไม้ก็บาง ๆ ใบไม้ก็โกร่น, ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ก็เป็นของเย็น มิหนำลม เวรัมพาต ก็พัดหนาวมาด้วยดังนี้." อาฬวกะทูลถามในที่ว่า เมื่ออากาศกำลังร้ายกาจเช่นนี้ พระองค์จะทรงนอนเป็นสุขได้อย่างไร. กุมาร ! เราเป็นผู้นอนแล้วเป็นสุข. บรรดาคนเหล่าใด ที่นอนแล้ว เป็นสุขในโลกนี้ เราเป็นผู้หนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น. กุมาร ! เราจักย้อนถาม ท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบโดยประการที่ควร กุมาร ! ท่านจักเข้าใจว่า อย่างไร ? เรือนมียอด ของคหบดี หรือของบุตรคหบดี ที่ฉาบทาแล้ว ทั้งขึ้นและลง ไม่มีลม มีลิ่มสลักอันขัดแล้ว มีหน้าต่างอันปิดสนิทแล้ว ในเรือนนั้น มีเตียงบัลลังก์ ลาดด้วยผ้าขนสัตว์สีดำชนิดมีขนยาว สื่องคุลี ลาดด้วยเครื่องลาดขาว ทำด้วยขนสัตว์ ด้วยเครื่องลาดขนสัตว์มีดอกเป็น กลุ่มก้อน มีฟูกอันสูงค่า ทำด้วยหนังชะมด มีเพดานวิจิตรยิ่ง มีหมอนแดง ทั้งสองข้าง, ในที่นั้น เขาจัดประทีปน้ำมันไว้ มีปชาบดีสี่คนคอยบำเรอ น่าอิ่มเอิบใจ, ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร คือ เขาผู้นอนแล้วในที่นั้น จะนอน เป็นสุข หรือหาไม่ ? ‘พระองค์ผู้เจริญ ! เขาเป็นผู้นอนแล้วเป็นสุข เป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้นอนแล้ว เป็นสุขในโลกนี้." กุมาร ! ความร้อนรึงอันเกิดจากราคะ ที่เป็นไปทางกายหรือทางจิต ก็ตาม ชนิดที่เมื่อเขาถูกมันเผาแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์นั้น จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ คหบดี หรือบุตรคหบดีคนนั้นบ้าง มิใช่หรือ ? "อย่างนั้น, พระองค์" กุมาร ! ก็เมื่อคหบดี หรือบุตรคหบดี ต้องเร่าร้อนนอนทุกข์เพราะ ความรึงร้อนอันเกิดจากราคะใด ๆ ราคะนั้น เราตถาคต ละมันได้ขาด ถอนขึ้นได้กระทั่งรากเง่า ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิด อีกต่อไป เพราะฉะนั้น เราจึงนอนแล้วเป็นสุข.๒ ๑. ลมที่หวนพัดมาทั้งสี่ทิศ. ๒. ต่อแต่นี้ มีการกล่าวถึงความรึงร้อนอันเกิดจากโทสะ โมหะ โดยทำนองเดียวกัน.

น.1270 ที่ประทับนั่งนอนของพระองค์ ๑ พราหมณ์ ! ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ทั้งหลายเหล่าใด คือ เตียงเท้าสูง, บัลลังก์, ผ้าโกเชาว์ขนยาว ฯลฯ ที่นอนมีหมอนข้างแดงทั้งสองข้าง (รวม ๒๐ ชนิด ที่นิยมเป็นของสูงในยุคนั้น) นั้น เป็นของหาได้ยากสำหรับบรรพชิต, อีกประการ หนึ่ง ครั้นได้มาแล้ว ก็ย่อมไม่สมควรแก่การบริโภค. พราหมณ์ ! ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ สามชนิด ที่เราหาได้ง่าย ไม่ลำบาก ไม่ฝืดเคืองในบัดนี้. สามชนิด คืออะไรเล่า ? คือ ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ อันเป็นทิพย์ อันเป็นพรหม และเป็นอริยะ. พราหมณ์ ! ในโลกนี้, เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้า ครองจีวร เที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวบ่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าหรือใบไม้ก็ตาม, คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, เรานั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ ๒ .. ที่ ๒ ที่ ๓. ที่ ๔ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่, พราหมณ์ ! เราขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่ตรงนั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมทิพย์ ถ้ายืนอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนอันเป็นทิพย์, ถ้านั่งอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า อาสนะทิพย์, ถ้าสำเร็จการนอนอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้นชื่อว่า ที่นอนอันเป็นทิพย์. พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ ซึ่งในบัดนี้ เราหาได้ง่าย ไม่ลำบากฝืดเคืองเลย. ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๓๓/๕๐๓, แก่พราหมณ์และคหบดี ชาวบ้าน เวนาคปุระ แคว้นโกศล. ๒. ที่ละไว้ด้วยจุด ดูคำเต็มใน ข้อว่าด้วยการประทมอย่างตถาคต, ภาคนี้.

น.1271 พราหมณ์ ! ในโลกนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้า ครองจีวรเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจาก บิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็น หญ้าหรือใบไม้ก็ตาม คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ทั่วทุกทางเสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่ ด้วยจิต อันประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มี ประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ; ด้วยจิตอันประกอบด้วยกรุณา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ; ด้วยจิต อันประกอบด้วยมุทิตา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มี ประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ! ด้วยจิตอันประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท; พราหมณ์ ! เรา ขณะเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมพรหม. ถ้ายืนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่ยืนพรหม. ถ้านั่งอยู่, ในสมัยนั้น ที่นั้นก็ชื่อว่า อาสนะพรหม. ถ้านอนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่นอนพรหม พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่ อันเป็นพรหม ซึ่งในบัดนี้ เราหาได้โดยง่าย ไม่ลำบากฝืดเคืองเลย. พราหมณ์ ! ในโลกนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้า ครองจีวรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจาก บิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็น หญ้าหรือใบไม้ก็ตาม คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น ย่อมรู้ทั่วถึง (ในใจเราเอง) อย่างนี้ว่า ราคะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่ตอแล้ว

น.1272 ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ว่าโทสะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่คอแล้ว ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา, และว่า โมหะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่คอแล้ว ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้. พราหมณ์! เราขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมอริยะ. ถ้ายืนอยู่ ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนอริยะ. ถ้านั่งอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า อาสนะอริยะ. ถ้านอนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่นอนอริยะ. พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งนอน สูงใหญ่อันเป็นอริยะ ซึ่งในบัดนี้ เราหาได้โดยง่าย ไม่ลำบาก ฝืดเคืองเลย. ทรงเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะ ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อใครจะกล่าวผู้ใดว่าเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะ ทั้งหลายแล้ว เขาพึงกล่าวเรานี่เองว่า เป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะ ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เราใช้สอยจีวรเป็นอันมากเพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูก ใครอ้อนวอนให้ใช้สอยนั้นมีน้อย. เราฉันบิณฑบาตเป็นส่วนมาก เพราะถูกเขา อ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ฉันนั้น เป็นส่วนน้อย. เราใช้สอยเสนาสนะ เป็นส่วนมาก เพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ใช้สอยนั้น เป็นส่วนน้อย. เราฉันคิลานปัจจยเภสัชเป็นส่วนมาก เพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ฉันนั้นมีเป็นส่วนน้อย. ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๑/๑๑๕/๘๗. แก่ภิกษุ ท.

น.1273 ! เราอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้น พากัน ประพฤติกายกรรมต่อเราเป็นที่น่าพอใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้น เป็นส่วนน้อย, ภิกษุเหล่านั้น พากันประพฤติวจีกรรมต่อเราเป็นที่น่าพอใจ เป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้นเป็นส่วนน้อย, ภิกษุเหล่านั้น พากัน ประพฤติมโนกรรมต่อเรา เป็นที่น่าพอใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้น มีเป็นส่วนน้อย, ย่อมแสดงความเคารพนับถือเป็นที่น่าพอใจทั้งนั้น ที่ไม่น่า พอใจนั้น มีเป็นส่วนน้อย. ภิกษุ ท. 1 ความเจ็บป่วยใด ๆ ที่มีน้ำดีเป็นสมุฏฐาน หรือมีเสมหะ เป็นสมุฏฐาน หรือมีลมเป็นสมุฏฐาน หรือมีสันนิบาตเป็นสมุฏฐาน หรือมีฤดู เปลี่ยนแปลงเป็นสมุฏฐาน หรือมีการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอเป็นสมุฏฐาน หรือมีการถูกแกล้งทำร้ายเป็นสมุฏฐาน หรือมีผลกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็ตาม ความเจ็บป่วยเหล่านั้นมีแก่เราไม่มากเลย. เราเป็นผู้มีอาพาธน้อย. ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้ได้ฌานทั้งสี่อันเป็นสุขวิหาร ในทิฏฐธรรม อันอาศัยจิตอันยิ่ง โดยง่าย โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากเลย, ย่อมทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ แล้วและอยู่. ภิกษุ ท. ! ฉะนั้น เมื่อใคร ๆ จะกล่าวโดยถูกต้องว่าผู้ใดเป็นสมณะ สุขุมาลในบรรดาสมณะทั้งหลายแล้ว เขาพึงกล่าวเรานี่แลว่าเป็น สมณะสุขุมาล ในบรรดาสมณะทั้งหลาย ดั่งนี้. ทรงทำนาที่มีอมตะเป็นผล ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบอุปนิสัยของพราหมณ์ผู้นี้แล้ว เสด็จไปบิณฑบาตที่นา ๑. บาลี พราหมณสํยุตต์ สคาถ. สํ. ๑๕/๒๕๓/๖๗๒, แก่พราหมณ์กสิภารทวาช ที่นาตำบลพราหมณคาม ทักขิณาคิรีชนบท แขวงมคธ.

น.1274 ของพราหมณ์ ขณะกำลังประชุมพวก ทำมงคลแรกนากันอยู่อย่างเอิกเกริก พราหมณ์เห็น พระองค์มายืนอยู่ใกล้ ๆ จึงกล่าวบริภาสพระองค์ขึ้นก่อนดังต่อไปนี้. "สมณะ ! เราย่อมไถ ย่อมหว่าน, ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จึงได้บริโภค. สมณะ ! ถึงแม้ท่านก็จงไถหว่านเข้าซิ ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จักได้บริโภค." พราหมณ์ ! ถึงแม้เรา ก็ย่อมไถ ย่อมหว่าน, ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จึงได้บริโภคเหมือนกัน. "ก็พวกเราไม่เห็นแอก ไถ ผาล ปฏัก หรือโค ของพระโคดมเลย, แต่พระโคดมซิ มากล่าวอยู่ดังนี้." ครั้นพราหมณ์กล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคำที่ผูกเป็นกาพย์สืบไป เป็นการ โต้ตอบกัน. "ท่านปฏิญญาตัวเองว่าเป็นชาวนา แต่เรามิได้เห็นไถของท่าน. ท่านผู้เป็นชาวนา ถูกเราถามแล้ว จงบอกโดยวิธีที่เราจะรู้จักการไถหว่าน ของท่านเถิด." "ศรัทธาเป็นพืช," พระองค์ตอบ, "ความเผาผลาญ กิเลสเป็นน้ำฝน, ปัญญา ของเรา เป็นแอก และคันไถ, หิริเป็นงอนไถ, ใจเป็นเชือกชัก, สติเป็นผาลแลปฏัก, การคุมกาย คุมวาจา คุมท้องในเรื่องอาหาร เป็นรั้วนา, เราทำความสัจจ์ ให้เป็นผู้ถากหญ้าทิ้ง, ความยินดีใน พระนิพพาน (ที่เราได้รู้รสแล้ว) เป็นกำหนดการเลิก ทำนา, ความเพียรของเรา เป็นผู้ลากแอกไป ลากไปสู่ แดนอันเป็นที่เกษมจากโยคะ, ไปอยู่ ๆ ไม่เวียนกลับ, สู่ที่ซึ่งบุคคลไปถึงแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. การไถนา ที่ไถแล้วอย่างนี้ นานั้นย่อมมี อมตะ คือความ ไม่ตายเป็นผล, ครั้นไถนานี้เสร็จแล้ว ย่อมหลุดพ้น จากความทุกข์ ทั้งปวง."

น.1275 การทรงหลีกเร้นบางคราว ๑ ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้เราปรารถนาเพื่อจะอยู่หลีกเร้น ตลอดเวลานาน กึ่งเดือน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา เว้นแต่ภิกษุผู้นำอาหารบิณฑบาตไปให้ รูปเดียว. (การหลีกเร้นเช่นนี้ เรียกว่าปฏิสัลลีนะ. ทรงหลีกบ่อย ๆ หลังจากต้องทรง "รับแขก" แทบหาเวลาพักผ่อนมิได้ ตลอด ๒๐ ชั่วโมง ในวันหนึ่ง. ในการหลีกเร้นนี้ ทรงอยู่ด้วยสุขเกิดแต่วิเวกของฌาน ซึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง ในบรรดาสุขที่จะถือเอาได้ในเมื่อยังทรงมีชีวิตอยู่. แต่สำหรับสาวก ผู้ไม่ต้อง "รับแขก” มากอย่างพระองค์ ไม่ปรากฏว่าต้องอยู่ปฏิสัลลีนะ จำกัดเด็ดขาดเช่นนี้ เนื่องจากธรรมดาก็มีโอกาสอยู่วิเวกมากอยู่แล้ว นั่นเอง.) การเสด็จสุทธาวาส ๒ ภิกษุ ท. ! ในกาลครั้งหนึ่ง เราพักอยู่ ณ ควงพญาไม้สาละ ป่าสุภวัน ในเขตอุกกัฏฐนคร. เมื่อเราเร้นอยู่ ณ ที่นั้น ได้เกิดความคิดขึ้นในใจว่า ภพเป็นที่กำเนิดที่เราไม่เคยกำเนิดนั้น ไม่หาได้ง่าย ๆ เลย นอกจากชั้น สุทธาวาสประเภทเดียว. ถ้ากระไร เราพึงไปหาพวกเทพชั้นสุทธาวาสเถิด. ลำดับนั้น เราได้ออกจากควงพญาไม้สาละ บ่าสุภวัน ในเขตอุกกัฏฐนคร ไปปรากฏอยู่ในหมู่เทวดาชั้นอวิหา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรง เหยียดแขน ออกแล้วงอเข้าเท่านั้น. ๑. มหาวิภังค์ วินัยปิฎก, ๑/๑๒๔/๑๗๖ แก่ภิกษุ ท. ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี. ๒. บาลี มหาปทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๕๗/๕๕. ตรัสเล่าแก่ภิกษุ ท.

น.1276 ภิกษุ ท. ! หมู่เทวดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก ในเทพนิกายนั้น ๆ ได้เข้ามาหาเรา ครั้นไหว้แล้ว ยืนอยู่ที่ควร. (พวกเทพชาวสุทธาวาสชั้นนั้น ได้ทูล เล่าเรื่องการบังเกิดขึ้นในโลก ของบรรดาพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ว่า มีชาติ ชื่อ โคตร ศีล ธรรม ปัญญา วิหารธรรม และวิมุติเป็นต้น ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ, แล้วเล่าถึงความที่ตนเองได้ เคยประพฤติพรหมจรรย์ ในพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ จึงได้มีการคลายความพอใจในกามทั้งหลาย ได้มาบังเกิดในพรหมวิมานนั้น ๆ.) ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น เราพร้อมด้วยเทวดาชั้นอวิหา ได้พากันไปยัง สุทธาวาสชั้นอตัปปา, เราพร้อมด้วยเทวดาทั้งสองชั้น ได้พากันไปยังสุทธาวาส ชั้นสุทัสสา, เราพร้อมด้วยเทวดาทั้งสามชั้นนั้น ได้พากันไปยังสุทธาวาส ชั้นสุทัสสี, และรวมพร้อมกันทั้งหมด ไปยังสุทธาวาสชั้นสุด คืออกนิฏฐาแล้ว. (เทพเหล่านั้นได้กล่าวเล่าข้อความกราบทูลพระองค์ ถึงเรื่องพระพุทธเจ้าบรรดา ที่ล่วงไปแล้ว และเล่าถึงการประพฤติพรหมจรรย์ของตนในชาติที่พบพระพุทธเจ้านั้น ทำนอง เดียวกันทุกชั้น) ทรงมีฌานแน่วแน่ชั้นพิเศษ ๑ ปุกกุสะ ! คราวหนึ่งเราอยู่ที่โรงกระเดื่องเมืองอาตมา. คราวนั้นกำลัง ฝนตก กำลังสายฟ้าคะนองอยู่ ฟ้าผ่าลงในที่ไม่ไกลจากโรงกระเดื่อง ถูกชาวนา สองคนพี่น้อง และวัวลากเข็นสี่ตัว. ปุกกุสะ ! ชาวเมืองอาตมาพากันออกมาสู่ ที่ที่สองพี่น้องและวัวทั้งสี่ถูกฟ้าผ่านั้น, เขากำลังชุลมุนกันอยู่อย่างนั้น เราออก จากโรงกระเดื่องแล้ว จงกรมอยู่ในที่กลางแจ้งไม่ไกลจากโรง. บุรุษผู้หนึ่ง ออกมาจากหมู่ชนเข้าไปหาเรา อภิวาทแล้วนั่งอยู่. ปุกกุสะ ! เราถามบุรุษ ผู้นั่งอยู่แล้วนั้นว่า หมู่ชนนั้น จับกลุ่มกันทำไม ? เขาตอบเรา ว่า "ท่าน ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร, มหา. ที. ๑๐/๑๕๓/๑๒๑. แก่ปุกกุส มัลลบุตร ในระหว่างทางไปเมืองกุสินารา เนื่องจากปุกกุส ทูลเล่าเรื่อง อาฬาร กาลามโคตร นั่งสมาธิอยู่ ข้างทาง เกวียนผ่านไป ๕๐๐ เล่ม ไม่ได้ยินเลย.

น.1277 จริญ ! เมื่อฝนตกฟ้าคะนองอยู่ ฟ้าผ่าลงในที่ไม่ไกลจากโรงกระเดื่อง ถูกชาวนาสองพี่น้องและวัวลากเข็นสี่ตัว ชาวเมืองพากันมาประชุมแล้วในที่นั้น, ท่านผู้เจริญ ! ก็ท่านอยู่เสียที่ไหนเล่า ? " เราอยู่ในโรงกระเดื่องนี้ นี่เอง. "ท่านผู้เจริญ ! ท่านไม่ได้ยินหรือ ?" เราไม่ได้ยินเลย, ท่าน ! "ท่านหลับ เสียหรือ ? ท่านผู้เจริญ !" เราไม่ได้หลับเลย, ท่าน ! "ท่านมีสัญญา (คือความรู้สึก) อยู่หรือ ?" ถูกแล้ว, ท่าน ! เขาได้กล่าวสืบไปว่า "ท่านผู้เจริญ ! ท่านเป็นผู้มีสัญญาตืนอยู่เมื่อฝนกำลังตกฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าลงมา ท่านไม่ได้เห็น และทั้งไม่ได้ยิน ดังนั้นหรือ ?" ถูกแล้ว, ท่าน ! ปุกกุสะ ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นมีความคิดว่า ‘น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย มีเลย ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! พวกบรรพชิตนี้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบรำงับ จริง ๆ คือท่านก็เป็นผู้มีสัญญาอยู่ ตื่นอยู่ เมื่อฝนกำลังตก ฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าอยู่ ท่านจักไม่เห็น และจักไม่ได้ยินเลย," ดังนี้แล้ว ได้ประกาศความเลื่อมใส อย่างสูงในเรา กระทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว. กัลยาณมิตรของพระองค์เอง ๑ อานนท์ ! ภิกษุผู้ชื่อว่า มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญทำ ให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด โดยอาการอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญทำให้มากซึ่งสัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสังกัปปะ .... สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ .... สัมมาอาชีวะ .สัมมาวายามะ .... สัมมาสติ .... สัมมาสมาธิ ชนิดที่วิเวกอาศัยแล้ว ชนิดที่วิราคะอาศัยแล้ว ชนิดที่นิโรธอาศัยแล้ว ๑. บาลี โกสลสํยุตต์ สคาถ. สํ. ๑๕/๑๒๗/๓๘๓, แก่พระอานนท์ แล้วทรงนำมา เล่าแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล.

น.1278 จวนจะปรินิพพาน ชนิดที่น้อมไปรอบเพื่อการเลิกถอน. อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุผู้มี มิตรดี เพื่อนดี สหายดี เจริญทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด. อานนท์ ! ข้อนั้นเธอพึงทราบด้วยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์ นี้ทั้งหมดนั้นเที่ยว ได้แก่ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี, ดังนี้. อานนท์ ! จริงทีเดียว, สัตว์ ท. ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ได้อาศัย กัลยาณมิตร ของเราแล้ว ย่อมพ้นหมด จากชาติ, ผู้มีความแก่ชรา ความเจ็บป่วย .... ความตาย .... ความโศกความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ เป็นธรรมดา. ครั้นได้อาศัย กัลยาณมิตร ของเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นหมด จากความแก่ชรา .... ความเจ็บป่วย .... ความตาย ความโศกความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ. อานนท์ ! ข้อนั้น เธอพึงทราบโดยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์ นี้ทั้งหมดนั่นเที่ยว ได้แก่ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดีดังนี้. (ง. เกี่ยวกับลัทธิอื่น ๆ ๙ เรื่อง) พอพระอาทิตย์ขึ้น หิ่งห้อยก็อับแสง" เป็นอย่างนั้น อานนท์ ! เป็นอย่างนั้น อานนท์ ! ตลอดเวลาที่ตถาคตผู้ เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ยังไม่เกิดขึ้นในโลกอยู่เพียงใด, เหล่าปริพพาชก ๑. บาลี ชัจจันธวรรค อุ. ขุ. ๒๕/๑๙๖/๑๔๖. แก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.

น.1279 ป็นเดียรถีย์อื่น ๑ ก็ยังเป็นที่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม และยังมีลาภด้วยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะและคิลานเภสัช อยู่ตลอดกาลเพียงนั้น. อานนท์ ! ในกาลใด ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองเกิดขึ้นในโลก, เมื่อนั้น เหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์อื่น ก็หมดความเป็นที่สักการะเคารพ นับถือบูชานอบน้อม และไม่มีลาภด้วยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะและคิลานเภสัช และในบัดนี้ ตถาคตเป็นที่สักการะเคารพนับถือบูชานอบน้อม และมีลาภด้วย จีวรบิณฑบาตเสนาสนะคิลานเภสัช, รวมทั้งภิกษุสงฆ์ นี้ด้วย. พระผู้มีพระภาคทรงแจ่มแจ้งในความข้อนี้ ได้ทรงอุทานคำอุทานนี้ขึ้นว่า : หิ่งห้อยนั้น ย่อมส่องแสงอยู่ได้ชั่วเวลาที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นมา ครั้นอาทิตย์ขึ้นมา หิ่งห้อยก็หมดแสงไม่มีสว่างอีก. เดียรถีย์ทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น, โอภาสอยู่ได้ชั่วเวลาที่บุคคลผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ยังไม่เกิดขึ้นในโลก. พวกที่ได้แต่นึก ๆ เอา ( คือไม่ตรัสรู้ ) ย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้, ถึงแม้สาวกของเขาก็เหมือนกัน. ผู้ที่มีความ เห็นผิด จะไม่พ้นทุกข์ไปได้เลย. ลัทธิของพระองค์กับของผู้อื่น ๒ กัสสปะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวกที่เป็นบัณฑิต มีปัญญาพอตัว เคยทำปรวาทีมาแล้ว มีปัญญาแหลมดุจแทงถูกขนทราย, ดูเที่ยวทำลายอยู่ซึ่ง ความเห็นของเขาอื่นด้วยปัญญาตน. บัณฑิตเหล่านั้น ลงกันได้กับเราใน ๑. คำว่าเดียรถีย์อื่น หมายถึงลัทธิอื่นจากพุทธศาสนา ทุก ๆ ลัทธิ. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี. ที. ๙/๒๐๖/๒๖๑, แก่อเจลกะชื่อกัสสปะ ที่กัณณกถลนิคม.

น.1280 บางฐานะ (บางเรื่อง), ไม่ลงกันได้ในบางฐานะ : บางอย่างพวก นั้นกล่าวว่าดี พวกเราก็กล่าวว่าดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าไม่ดี, พวกเราก็กล่าวว่าไม่ดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าดี พวกเรากล่าวว่าไม่ดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าไม่ดี พวกเรากล่าวว่าดี ; บางอย่างพวกเรากล่าว ว่าดี พวกนั้นก็กล่าวว่า ดี, บางอย่างพวกเรากล่าวว่าไม่ดี พวกนั้นก็กล่าว ว่า ไม่ดี, บางอย่างพวกเรากล่าวว่า ดี พวกนั้นกล่าวว่าไม่ดี, บางอย่าง พวกเรากล่าวว่า ไม่ดี พวกนั้นกล่าวว่า ดี ดังนี้. เราเข้าไปหาบัณฑิตเหล่านั้น แล้ว กล่าวว่า แน่ะท่าน ! ในบรรดาฐานะเหล่านั้น ๆ ฐานะใดลงกันไม่ได้ ฐานะนั้น จงยกไว้ .... ฯลฯ .... (พูดกันแต่เรื่องที่ลงกันได้). ไม่ได้ทรงติการบำเพ็ญตบะ, ไปเสียตะพึด ๑ กัสสปะ ! พวกสมณพราหมณ์ ที่กล่าวหาเราว่า ‘พระสมณโคดม ติเตียนตบะทุกอย่าง, กล่าวเหยียบย่ำด่าทอผู้บำเพ็ญตบะ มีชีวิตอยู่อย่างปอน ทุก ๆ คน โดยส่วนเดียว' ดังนี้, สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้กล่าวตรงตาม ที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ไม่มีจริงไม่เป็นจริง. กัสสปะ ! ในเรื่องนี้, เราเห็นผู้บำเพ็ญตบะมีชีวิตอย่างปอน, บางคน หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดในอบายทุคติวินิบาตนรก, บางคนหลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดแล้วในสุคติโลกสวรรค์, เห็นด้วยจักขุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงจักขุสามัญมนุษย์ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี. ที. ๙/๒๐๕/๒๖๐, แก่อเจลกะชื่อกัสสปะ ที่ปา กัณณกถลเมืองอุชัญญา.

น.1281 กัสสปะ ! ในเรื่องนี้ เราเห็นผู้บำเพ็ญตบะ มีความยากลำบากแต่เพียง เล็กน้อย, บางคน หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดแล้วใน อบายทุคติวินิบาตนรก, บางคนหลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกายบังเกิด แล้วในสุคติ โลกสวรรค์, เห็นด้วยจักขุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจด ล่วงจักขุ สามัญมนุษย์ กัสสปะ ! เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่ง การมา การไป การจุติ การบังเกิด ของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านี้, อะไรเราจักติเตียนตบะทุกอย่าง เหยียบ ย่ำด่าทอผู้บำเพ็ญตบะมีชีวิตอย่างปอนทุก ๆ คน โดยท่าเดียว ได้เล่า. ๑ ไม่ทรงตำหนิการบูชายัญญ์ไปเสียทั้งหมด ๒ อุชชยพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระโคดมย่อมกล่าวสรรเสริญ ยัญญ์บ้างหรือหาไม่ ? " พราหมณ์ ! เราจะกล่าวสรรเสริญยัญญ์ไปเสียทั้งหมด ก็หาไม่, แต่ว่าเราจะตำหนิยัญญ์ไปเสียทั้งหมด ก็หาไม่. พราหมณ์ ! ก็ในยัญญ์ชนิดใด โคถูกฆ่า แพะแกะถูกฆ่า ไก่สุกร ถูกฆ่า สัตว์ต่าง ๆ ถูกฆ่า เราไม่สรรเสริญยัญญ์นั้น ซึ่งมีการทำสัตว์อื่นให้ พลอยทุกข์. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าพระอรหันต์ หรือผู้ที่ถึงอรหัตตมรรค ย่อมไม่เข้าใกล้ยัญญ์ชนิดนี้ ซึ่งมีการทำสัตว์อื่นให้พลอยทุกข์. พราหมณ์ ! ส่วนในยัญญ์ชนิดใด โคไม่ถูกฆ่า แพะแกะไม่ถูกฆ่า ไก่สุกรไม่ถูกฆ่า สัตว์ต่าง ๆ ไม่ถูกฆ่า, เราสรรเสริญยัญญ์นั้น ซึ่งไม่มีการทำ ๑. การบำเพ็ญตบะ อัตตกิลมถานุโยค เป็นไปได้บ้างเพื่อสวรรค์บางฐานะ, แต่ไม่อาจเป็นไปได้เพื่อนิพพาน. ทรงห้ามขาดสำหรับผู้ปรารถนาไปสู่นิพพาน, แต่ก็ไม่ทรง ติใครเลย. ๒. บาลี จตุก. อ๋. ๒๑/๕๔/๓๙ แก่อุชชยพราหมณ์.

น.1282 สัตว์อื่นให้พลอยทุกข์ ได้แก่นิจจทาน อันเป็นยัญญ์ที่ทำสืบสกุลกันลงมา. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี หรือผู้ถึงอรหัตตมรรค ทั้งหลายก็ดี ย่อมเข้ามาข้องแวะด้วยยัญญ์ชนิดนี้. บางกฎที่ทรงยกเว้นแก่บางคน ๑ กัสสปะ ! ผู้ใดเป็นพวกเดียรถีย์อื่นมาก่อน, หวังการบรรพชา หวัง การอุปสมบท ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นย่อมต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน, ๒ ครั้นล่วง สี่เดือน พวกภิกษุ ท. มีจิตสิ้นสงสัยรังเกียจแล้ว ย่อมให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุ. ก็แต่ว่า เรารู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องนี้. (พระบาลีเช่นนี้มีทั่ว ๆ ไป ทรงยกสิทธิพิเศษให้อัญญเดียรถีย์บางคน ที่พระองค์ ทรงสังเกตเห็นแล้วว่าไม่จำเป็น, ไม่ต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน. ทรงเรียกภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มาพาตัวไปบรรพชาเสียทีเดียว แล้วจึงให้สงฆ์ให้อุปสมบทที่หลัง. กฎหลายข้อ ที่มีอนุบัญญัติ หรือ “ข้อแม้" ไว้สำหรับบางบุคคล, บางกาล, บางเทศะ, ทั้งนี้ก็เพราะทรงเป็นธรรมราชา. เนื้อความเช่นนี้อธิบายไว้ชัดในอรรถกถาแห่งพระบาลี ที่กล่าวถึงเรื่องเช่นนี้ ทุกแห่งไป.) ทรง " เยาะ " ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรมเก่าอย่างเดียว ๓ ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธิเหล่านี้มีอยู่, เป็นลัทธิซึ่งแม้บัณฑิตจะพากัน ไตร่ตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะ บิดผันกันมาอย่างไร ก็ชวนให้น้อมไปเพื่อการไม่ประกอบกรรมที่ดีงามอยู่นั่นเอง. ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร, สี.ที. ๙/๒๒๑/๒๗๔ แก่อเจลกะชื่อกัสสปะ. ๒. ปริวาสเช่นนี้ มีการลองบังคับให้ถือ หรือให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ดู จนเป็นที่ พอใจจนครบสี่เดือน ไม่มีบกพร่องในระหว่าง. บกพร่องนับใหม่. ๓. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑, แก่ภิกษุ ท.

น.1283 ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ๓ ลัทธิคือ (๑) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า "บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรม ที่ทำไว้แต่ปางก่อน" ดังนี้. (๒) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและ ความเห็นว่า "บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะการบันดาลของเจ้านาย" ดังนี้ (๓) สมณะ และพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า "บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข หรือได้รับทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไร เป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำ และความเห็นว่า "บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนอย่างเดียว" อยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์ เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า "ถ้ากระนั้นคนที่ฆ่าสัตว์ ... ลักทรัพย์ .... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ .. พูดเท็จ ... พูดคำหยาบ .... พูดยุให้แตกกัน ... พูดเพ้อเจ้อ .... มีใจละโมภเพ่งเล็ง มีใจพยาบาท .... มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง (ในเวลานี้) นั่นก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน. เมื่อมัวแต่ถือเอากรรมที่ทำไว้ แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คน พวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะ อย่างชอบธรรมได้." ดังนี้.

น.1284 ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่หนึ่ง. ทรง "เยาะ" ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะการนิรมิตของเจ้านาย ๑ (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำ และความเห็น ว่า "บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย" ดังนี้มีอยู่ เราเข้าไป หาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า "ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ .... ลักทรัพย์ .ประพฤติ ผิดพรหมจรรย์ .... พูดเท็จ .. พูดคำหยาบ .. พูดยุให้แตกกัน .พูดเพ้อเจ้อ มีใจละโมภเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท .มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ นั่นก็ต้องเป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนายด้วย. ก็ เมื่อมัวแต่ถือเอาการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย มาเป็น สาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายาม ทำ ในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจ และอกรณียกิจไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มี สติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรม ได้." ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สอง ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๓/๕๐๑, แก่ภิกษุ ท.

น.1285 ทรง “เยาะ" ลัทธิที่ว่า สุขทุกข์ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ๑ (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น, สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำ และความเห็น ว่า "บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย" ดังนี้ มีอยู่, เราเข้าไปหาสมณะ และพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าว กะเขาว่า "ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ .... ลักทรัพย์ .... ประพฤติผิด พรหมจรรย์ .... พูดเท็จ .... พูดคำหยาบ .... พูดยุให้แตกกัน ... พูดเพ้อเจ้อ มีใจละโมภเพ่งเล็ง .... มีใจพยาบาท .... มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ นั่นก็ต้องไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย ด้วย. ก็ เมื่อมัวแต่ ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้น ก็ไม่มีความอยากทำหรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่าสิ่งนี้ ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตน ว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้." ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สาม. ทรงระบุลัทธิมักขลิวาท ว่าเป็นลัทธิทำลายโลก ๒ ภิกษุ ท. ! ในบรรดาผ้าที่ทอด้วยสิ่งที่เป็นเส้น ๆ กันแล้ว ผ้าเกสกัมพล (ผ้าทอด้วยผมคน) นับว่าเป็นเลวที่สุด. ผ้าเกสกัมพลนี้ เมื่ออากาศหนาว มันก็ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑ แก่ภิกษุ ท. ๒. บาลี โยธาชีววรรค จตุก. อํ. ๒๐/๓๖๙/๕๗๗ แก่ภิกษุ ท.

น.1286 เย็นจัด, เมื่ออากาศร้อน มันก็ร้อนจัด, สีก็ไม่งาม กลิ่นก็เหม็น เนื้อก็กระด้าง ; ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. 1 ในบรรดาลัทธิต่าง ๆ ของเหล่าปุถุสมณะแล้ว ลัทธิมักขลิวาท นับว่าเป็นเลวที่สุด ฉันนั้น ภิกษุ ท. 1 มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถ้อยคำและหลักความเห็นว่า "กรรมไม่มี, กิริยาไม่มี, ความเพียรไม่มี.” (คือในโลกนี้ อย่าว่าแต่จะมี ผลกรรมเลย แม้แต่ตัวกรรมเองก็ไม่มี, ทำอะไรเท่ากับไม่ทำ. กิริยาและความเพียรก็นัย เดียวกัน ). ภิกษุ ท. 1 แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เคยมีแล้ว ในอดีตกาลนานไกล ท่านเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่จักมีมา ในอนาคตกาลนานไกลข้างหน้า ท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหล่านั้น ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ในกาละนี้ แม้เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้าน เราว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! คนเขาวางเครื่องดักปลา ไว้ที่ปากแม่น้ำ ไม่ใช่เพื่อความ เกื้อกูล, แต่เพื่อความทุกข์ ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่พวกปลาทั้งหลาย ฉันใด ; มักขลิโมฆบุรุษเกิดขึ้นในโลก เป็นเหมือนกับผู้วาง เครื่องดักมนุษย์ไว้ ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล, แต่เพื่อความทุกข์ความ วอดวาย ความฉิบหาย แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก ฉันนั้น.

น.1287 (จ. เกี่ยวกับการที่มีผู้อื่นเข้าใจผิด ๑๔ เรื่อง) ทรงทำผู้มุ่งร้ายให้แพ้ภัยตัวเอง ๑ อัคคิเวสนะ ! ท่านสำคัญว่าอย่างไร ในข้อที่ท่านกล่าวว่า "รูปเป็น ตัวตนของเรา’ ดังนี้, ก็อำนาจของท่านอาจเป็นไปได้ในรูปนั้นว่า "รูปจงเป็น อย่างนี้ ๆ เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย' ดังนี้หรือ ? สัจจกะอัคคิเวสนะได้นึ่งเฉยเสีย ทรงถามถึงสามครั้ง จึงได้ทูลตอบว่า "ข้อนี้ไม่เป็น อย่างนั้นดอก พระโคดม !" อัคคิเวสนะ ! ท่านจงใคร่ครวญ, ใคร่ครวญแล้วจึงกล่าวแก้. คำหลัง ของท่านไม่เข้ากันได้กับคำก่อน คำก่อนไม่เข้ากับคำหลังเสียแล้ว. อัคคิเวสนะ ! รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? "ไม่เที่ยง, พระโคดม !" อัคคิเวสนะ ! สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นส่อทุกข์หรือส่อสุข ? "ส่อทุกข์, พระโคดม ! " สิ่งใดไม่เที่ยง ส่อทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา, ควรหรือ จะเห็นตามสิ่งนั้นว่า ของเรา เป็นเรา เป็นตัวของเรา ดังนี้ ? "ไม่ควรเลย, พระโคดม ! " อัคคิเวสนะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : เมื่อรูปการเป็นเช่นนี้ ตัวท่านติดทุกข์แล้ว เข้าถึงทุกข์แล้ว จมเข้าในทุกข์แล้ว ท่านจักเห็นทุกข์นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นตัวเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ เจียวหรือ ? "ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้นดอก, พระโคดม !" อัคคิเวสนะ ! เปรียบเหมือนบุรุษต้องการไม้แก่น เที่ยวหาไม้แก่น ถือเอาขวานถากที่คมกริบเข้าไปในป่า เห็นกล้วยต้นใหญ่ ต้นตรง ยังไม่ทันจะ ๑. บาลี จุฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๙/๓๙๘, แก่นิครนถ์ชื่อสัจจกอัคคิเวสนะ.

น.1288 ตกเครือยังไม่ตั้งปลีในภายใน. เขาตัดกล้วยต้นนั้นที่โคน แล้วตัดยอดปอกกาบ แล้ว ก็ยังไม่พบแม้แต่กะพี้ แก่นจักมีมาแต่ไหน, ฉันใดก็ฉันนั้น, อัคคิเวสนะ ! ท่านถูกเราซักไซ้ สอบถาม ทบทวนในคำของท่านเอง ก็เป็นผู้ว่างเปล่า ละลายไป. อัคคิเวสนะ ! ท่านได้บ่าวประกาศในที่ประชุมชนเมืองเวสาลี ว่า "ข้าพเจ้าไม่มองเห็นสมณะ หรือพราหมณ์ใด ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ แม้จะ ปฏิญญาตนเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ที่ถ้าข้าพเจ้าโต้วาทะด้วยวาทะแล้ว จักไม่ประหม่าตัวสั่นระรัว มีเหงื่อไหลจากรักแร้ ไปได้เลย, เพราะถ้าแม้ ข้าพเจ้า โต้วาทะด้วยวาทะ กับเสาที่เป็นของไม่มีจิตใจ เสานั้นก็จะต้อง สั่นสะท้าน, ป่วยกล่าวไปไย ถึงสัตว์ที่เป็นมนุษย์ " ดังนี้. แต่มาบัดนี้ เหงื่อ เป็นหยด ๆ ตกลงแล้วจากหน้าผากท่านถูกผ้าห่ม แล้วลงถูกพื้น, ส่วนเหงื่อ ในกายเราเดี๋ยวนี้ ไม่มีเลย. ไม่เคยทรงพรั่นพรึงในท่ามกลางบริษัท ๑ สารีบุตร ! บริษัทสมาคมแปดชนิด คือขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท. ตถาคตประกอบด้วยความองอาจสี่อย่าง" เข้าไปสู่ที่ประชุม แห่งบริษัทแปดชนิดเหล่านี้. สารีบุตร ! ตถาคตเคยเข้าไปสู่ ขัตติยบริษัท (หรือ) พราหมณ- บริษัท ฯลฯ พรหมบริษัท. จำนวนบริษัทนับด้วยร้อยเป็นอันมาก. เคยนั่ง ประชุม เคยเจรจา เคยสากัจฉา, เราย่อมจำเรื่องนั้น ๆ ได้ดี และนึกไม่เห็น ๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๑๔๖/๑๖๘, แก่ท่านพระสารีบุตร ที่นอกนครเวสาลี. ๒. เวสารัชชญาณ คือ ธรรมเครื่องทำผู้นั้นให้องอาจ ๔ อย่าง, เปิดดูในภาค ๓

น.1289 วี่แววอันใดเลยว่า ความกลัว ก็ดี ความประหม่า ก็ดี เคยเกิดขึ้นแก่เราในที่ ประชุมนั้น ๆ เมื่อไม่นึกเห็น ก็เป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. ทรงสมาคมได้อย่างสนิทสนม ทุกบริษัท ๑ อานนท์ ! บริษัทสมาคมแปดชนิดคือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท. อานนท์ ! ตถาคตยังจำได้ว่าเคยเข้าไปสู่ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท นับด้วยร้อย ๆ ครั้ง, ทั้งเคยนั่งร่วม เคยเจรจาร่วม เคยสนทนาและสมาคม ร่วมกับบริษัทนั้น ๆ. เราย่อมจำเรื่องนั้น ๆ ได้ดีว่า (คราวนั้น ๆ) ผิวกายของพวกนั้นเป็นเช่นใด ผิวกายของเราก็เป็นเช่นนั้น, เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด เสียงของเราก็เป็นเช่นนั้น. อนึ่ง เรายังเคยได้ ชี้แจงพวกเขาเหล่านั้น ให้เห็นจริงในธรรม ให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้เกิดความ กล้าที่จะทำตาม ให้พอใจในผลแห่งการปฏิบัติที่ได้รับแล้วด้วยธรรมมีกถา. บริษัทเหล่านั้น ไม่รู้จักเรา ผู้กำลังพูดให้เขาฟังอยู่ว่าเราเป็นใคร คือ เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์ ? ครั้นเรากล่าวธรรมมีกถาจบแล้ว ก็จากไปทั้งที่ชนทั้งหลาย เหล่านั้น ก็ยังไม่รู้จักเรา. เขาได้แต่เกิดความฉงนใจว่า ผู้ที่จากไปแล้วนั้น เป็นใคร : เป็นเทวดา หรือมนุษย์แน่ ดังนี้. ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๒๗/๙๙. ตรัสแก่พระอานนท์.

น.1290 ทรงท้าให้ใครปฏิเสธธรรมะที่พระองค์รับรอง ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเยี่ยมเยียนสำนักปริพพาชก และสนทนากัน เป็นของมีโดยปรกติ. ปริพพาชก ท. ! ธรรมบทมีอยู่ ๔ บท ซึ่งรู้จักอยู่ว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้ง ในอนาคต สมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่มีใครคัดค้าน. ๒ ๔ บทนั้นคือ อะไรเล่า ? คือ อนภิชฌา (ความไม่เพ่งด้วยความใคร่ในอารมณ์), อพยาบาท ( ความไม่คิดประทุษร้าย ), สัมมาสติ (ความระลึกชอบอยู่เสมอ) และ สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจชอบแน่วแน่อยู่เสมอ). ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า "เราขอปฏิเสธธรรมบทคือ ความไม่มีอภิชฌา ; เราขอบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ ที่มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าในกามทั้งหลายแทน" ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า "มาซิท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ" ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธความ ไม่มีอภิชฌา แล้วไม่ยกย่องสมณพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าใน กามทั้งหลายแทน. ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า "เราขอปฏิเสธความไม่ พยาบาท ; เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความประทุษร้ายเป็น เครื่องดำริอยู่ประจำใจแทน" ดังนี้แล้วเราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า "มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ" ดังนี้. ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๓/๓๘/๓๐ แก่ปริพพาชกทั้งหลาย ที่สำนักปริพพาชก ใกล้เมืองราชคฤห์. ๒. ธรรมบทสี่นี้ เป็นของเก่า ที่พระองค์ทรงรับรอง ไม่ใช่ทรงบัญญัติขึ้นเอง, เป็นการแสดงให้เห็นว่า สิ่งใดเป็นของถูกของดีมาก่อน ก็ทรงรับเข้าไว้.

น.1291 ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธความไม่พยาบาท แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความประทุษร้ายเป็นเครื่องดำริ อยู่ประจำใจแทน. ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า "เราขอปฏิเสธสัมมาสติ ; เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้ไร้สติปราศจากสัมปชัญญะ ขึ้นแทน" ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า "มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้ง เถิด เราจักขอดูอานุภาพ" ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไป ได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธสัมมาสติ แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ผู้ไร้สติปราศจาก สัมปชัญญะขึ้นแทน. ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า "เราขอปฏิเสธสัมมาสมาธิ ; เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตกลับกลอกไม่ตั้งมั่น ขึ้นแทน" ดังนี้แล้ว, เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า "มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้ง เถิด เราจักขอดูอานุภาพ" ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไป ได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธสัมมาสมาธิ แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ผู้มีจิตกลับ กลอกไม่ตั้งมั่น แทน. ปริพพาชก ท. ! ผู้ใดเห็นว่าธรรมบท ๔ บทนี้ ควรตำหนิควรคัดค้าน แล้วไซร้ ในปัจจุบันนี้เองผู้นั้นจะต้องได้รับการตำหนิที่ชอบแก่เหตุ ถูกยันด้วย คำของตนเอง ถึง ๔ ประการ ๔ ประการคืออะไรบ้างเล่า ? ๔ ประการคือ ถ้ามีสมณพราหมณ์พวกใด มากด้วยอภิชฌามีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลายมา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใดที่มีจิต พยาบาทมีความประทุษร้ายเป็นดำริอยู่ประจำใจ มา เขาก็ต้องบูชายกย่อง สมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใด ที่ไร้สติปราศจาก สัมปชัญญะ มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์ เหล่าใด ที่มีจิตกลับกลอกไม่ตั้งมั่น มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์ เหล่านั้น, ดังนี้.

น.1292 ปริพพาชก ท. ! แม้แต่ปริพพาชกชื่อ วัสสะ และปริพพาชกชื่อ ภัญญะ ซึ่งเป็นลัทธิอเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ ก็ยังถือว่า ธรรมบททั้ง ๔ บทนี้ ไม่ควรดูหมิ่น ไม่ควรคัดค้าน. เพราะเหตุใดเล่า ? เพราะกลัวถูกนินทาว่าร้ายและชิงชังนั่นเอง. ทรงท้าว่า ธรรมที่ทรงแสดงไม่มีใครค้านได้ ๑ (เมื่อได้ตรัสถึงลัทธิที่มีทางด้านได้ ๓ ลัทธิ คือ ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรม แต่ปางก่อนอย่างเดียว, ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะเจ้านายบันดาลให้, และลัทธิที่ว่าสุขทุกข์ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยอะไรเลย (ดูที่หน้า ๒๕๙) แล้วได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ :- ) ภิกษุ ท. 1 ธรรมอันเราแสดงแล้วนี้ ไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรม ไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกติ ไม่มีทางถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! ธรรมนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ธรรมนั้นคือธาตุ ๖ อย่าง, ผัสสายตนะ ๖ อย่าง, มโนปวิจาร ๑๘ อย่าง, และอริยสัจ ๔ อย่าง. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไร กล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าวคือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ; ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า ผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งการกระทบ) ๖ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าวคือ ผัสสายตนะ เหล่านี้มีหก คือ ตาเป็นผัสสายตนะ หู เป็นผัสสายตนะ จมูก เป็นผัสสายตนะ ลิ้น เป็นผัสสายตนะ กาย เป็นผัสสายตนะ ใจ เป็นผัสสายตนะ ดังนี้. ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๕/๕๐๑ แก่ภิกษุ ท.

น.1293 ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า มโนปวิจาร (ที่เที่ยวของจิต) ๑๘ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าวคือ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในรูปอันเป็นที่เกิดแห่ง โทมนัส ๑ ในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่ง โทมนัส ๑ ในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; ได้กลิ่นด้วยจมูกแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่ง โทมนัส ๑ ในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; รู้รสด้วยลิ้นแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในรสอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในรสอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยผิวกายแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในโผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิด แห่งโทมนัส ๑ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; รู้สึกอารมณ์ที่ เกิดขึ้นในใจแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า อริยสัจ ๔ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความ อะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ เมื่อได้อาศัยธาตุทั้งหก แล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ก็ย่อมมี. เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์มีอยู่ (สิ่งที่เรียกว่า) นามรูป ก็ย่อมมี. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะหก ก็ย่อมมี. เพราะอายตนะหกเป็นปัจจัย ผัสสะก็ย่อมมี. เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาก็ย่อมมี. ภิกษุ ท. ! เราบัญญัติทุกข์ บัญญัติ เหตุให้เกิดทุกข์ บัญญัติความดับสนิทของทุกข์ และบัญญัติ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของทุกข์ ไว้สำหรับสัตว์ผู้ยัง มีเวทนาอยู่ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.

น.1294 อริยสัจว่าด้วยความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ ความ เกิดเป็นทุกข์ ความชราเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ โศกปริเทวะ ทุกข์กาย ทุกข์ใจและความแห้งใจเป็นทุกข์ ประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ พลัดพราก จากสิ่งที่รักเป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์, โดยย่อแล้ว ขันธ์ห้าที่ยังมีความยึดถือเป็นทุกข์. ภิกษุ ท. 1 นี้แลอริยสัจว่าด้วยความทุกข์. ภิกษุ ท. ! อริยสัจว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร, เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ, เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป, เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี อายตนะหก, เพราะมีอายตนะหกเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็น ปัจจัย จึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ, เพราะมีภพเป็น ปัจจัย จึงมีชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงชรามรณะ โศกปริเทวะทุกข์ โทมนัสอุปายาส ขึ้นครบถ้วน. กองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท. ! นี้แลอริยสัจว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์. ภิกษุ ท. ! อริยสัจว่าด้วยความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างไร เล่า ? คือ เพราะอวิชชานั่นเอง จางดับไปไม่มีเหลือ จึงมีความดับแห่งสังขาร. เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ. เพราะมีความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป. เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งอายตนะหก. เพราะมีความดับแห่งอายตนะหก จึงมีความดับแห่งผัสสะ. เพราะมีความคับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา. เพราะมีความดับแห่ง เวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับ

น.1295 แห่งอุปาทาน. เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ. เพราะ มีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ. เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โศกปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสจึงดับสนิทไป. กองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมดับไปด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แลอริยสัจว่าด้วยความดับสนิท ของความทุกข์. ภิกษุ ท. ! อริยสัจว่าด้วยข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความ ทุกข์ เป็นอย่างไร ? คือหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดนี้เอง. ได้แก่ความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้อง ความมีวาจาถูกต้อง ความมีการ กระทำทางกายถูกต้อง ความมีอาชีวะถูกต้อง ความมีความพยายามถูกต้อง ความมีการระลึกประจำใจถูกต้อง และความมีการตั้งใจมั่นอย่างถูกต้อง. ภิกษุ ท. 1 นี้แลอริยสัจอันว่าด้วยข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์. ภิกษุ ท. ! ข้อใดที่เรากล่าวว่า ธรรมที่เราแสดงแล้วไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรมไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกตำหนิถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลาย ดังนี้นั้น ข้อความนั้นเราอาศัยข้อความเหล่านี้แล กล่าวแล้ว. ทรงยืนยันเอง และ ทรงให้สาวกยืนยัน ว่ามีสมณะในธรรมวินัยนี้ ๑ ภิกษุ ท. ! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะที่สอง ก็มีใน ธรรมวินัยนี้. สมณะที่สาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สี่ ก็มีในธรรมวินัยนี้. ลัทธิอื่นก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจง บันลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด. ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๓/๓๒๓/๒๔๑ แก่ภิกษุ ท.

น.1296 สมณะ (ที่หนึ่ง) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสัญโญชน์สาม ย่อมเป็นโสดาบัน (คือแรกถึงกระแส แห่งนิพพาน) มีอันไม่กลับตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ ในวันหน้า. นี้แลสมณะ (ที่หนึ่ง). ภิกษุ ท. ! สมณะที่สอง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ สัญโญชน์สามอย่างก็สิ้นไป ราคะโทสะโมหะก็เบาบาง น้อยลง ย่อมเป็นสกทาคามี, มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น ก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. นี้แล สมณะที่สอง. ภิกษุ ท. ! สมณะที่สาม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ๕ อย่าง ย่อมเป็นโอปปาติกะ (เกิดในรูปภพ) มีการปรินิพพานในภพนั้น ๆ ไม่เวียนกลับจากโลกนั้น ๆ เป็น ธรรมดา. นี้แล สมณะที่สาม. ภิกษุ ท. ! สมณะที่สี่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ภิกษุในธรรม- วินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้น อาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในชาติเป็นปัจจุบันนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. นี้แลสมณะที่สี่ ภิกษุ ท. ! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะที่สอง ก็มีใน ธรรมวินัยนี้. สมณะที่สาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สี่ ก็มีในธรรมวินัยนี้. ลัทธิอื่น ก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบ อย่างนี้. โพชฌงค์ปรากฏ เพราะพระองค์ปรากฏ ๑ ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่งพระเจ้าจักรพรรดิราช จึงมีการ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๓๘/๕๐๕ แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.

น.1297 ปรากฏแห่งรัตนะทั้งเจ็ด, เจ็ดคือ จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว : (นี้เป็นฉันใด), ภิกษุ ท. ! เพราะการ ปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีการปรากฏแห่ง โพชฌงค์- รัตนะทั้งเจ็ด, เจ็ดคือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ บัสสิทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขา สัมโพชฌงค์. ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มี การปรากฏแห่งโพชฌงครัตนะทั้งเจ็ด ดังนี้แล. ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้เขานับถือ ๒ ภิกษุ ท. 1 พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้ นับถือ มิใช่ประพฤติเพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร มิใช่เพื่ออานิสงส์ เป็นลาภ สักการะและเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็น เจ้าลัทธิหรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป และมิใช่เพื่อให้มหาชน เข้าใจ ว่าเราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ก็หามิได้. ภิกษุ ท. ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท. ๑. ของแก้วมีช้างแก้วเป็นต้นนั้น คงหมายความเพียงดีมากจนเป็นที่นำมาซึ่งความ ยินดีอย่างเอก. โพชฌงค์ เป็นของเทียบเคียงกันได้ ต่างกันแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นโลก อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นธรรม. ๒. บาลี จตุก. อํ. ๒๓/๓๓/๒๕ แก่ภิกษุ ท.

น.1298 หมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภเป็นอานิสงส์ ๑ ภิกษุ ท. 1 พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ เป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์ นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ ภิกษุ ท. ! ก็เจโตวิมุติอันไม่กำเริบอันใด มีอยู่, พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุตินั้นนั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. เจโตวิมุติ นั่นแหละ เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์. ทรงแก้ข้อที่เขาหาว่าเกียดกันทาน ๒ พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าได้พึ่งมาว่า พระสมณโคดมได้กล่าวแล้วว่า "ใคร ๆ พึง ทำทานกะเราเท่านั้น ไม่ควรทำทานกับคนพวกอื่น, ใคร ๆ พึงทำทานกะสาวกทั้งหลายของเรา เท่านั้นไม่ควรทำทานกับสาวกของคนพวกอื่น, ทานที่ทำกะเราเท่านั้นมีผลมาก ทำกับคนอื่น ไม่มีผลมาก, ทานที่ทำกะสาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ทำกับสาวกของคนพวกอื่นไม่มีผลมาก" ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ที่กล่าวเช่นนี้ ชื่อว่ากล่าวตรงที่พระโคดมกล่าวหรือ ไม่ได้กล่าวตู่พระโคดมด้วยคำไม่จริงดอกหรือ เขากล่าวถูกตามยุติธรรมอยู่หรือ เพื่อน ๆ ของ เขาที่กล่าวตามเขาย่อมพ้นจากการถูกติเตียนหรือ ? พวกข้าพเจ้าไม่อยากจะกล่าวคู่พระโคดมเลย ... คำถามของปริพพาชกวัจฉโคตร. วัจฉะ ! ผู้ใดกล่าวว่าเรากล่าวเช่นนี้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตรงตามที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เราด้วยเรื่องไม่เป็นจริง. ๑. บาลี มหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๓๗๔/๓๕๒, แก่ภิกษุ ท. ที่เขาคิชฌกูฎ ใกล้เมืองราชคฤห์, ปรารภพระเทวทัต. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๐๓/๔๙๗ แก่ปริพพาชกวัจฉโคตร.

น.1299 วัจฉะ ! ผู้ใดห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าเป็นอมิตร ผู้ทำ อันตรายสิ่ง ๓ สิ่ง คือ ทำอันตรายต่อบุญของทายก, ทำอันตรายต่อลาภ ของปฏิคาหก, และตัวเองก็ขุดรากตัวเองกำจัดตัวเองเสียตั้งแต่แรกแล้ว. วัจฉะเอย ! ผู้ที่ห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ชื่อว่าเป็นอมิตร ผู้ทำอันตรายสิ่ง ๓ สิ่ง ดังนี้แล. วัจฉะ ! เราเองย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า "ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อ หรือน้ำ ล้างชามก็ตาม ลงในหลุมน้ำครำหรือทางน้ำโสโครก ซึ่งมีสัตว์มีชีวิตเกิดอยู่ในนั้น ด้วยคิดว่า สัตว์ในนั้นจะได้อาศัยเลี้ยงชีวิต ดังนี้แล้ว เราก็ยังกล่าวว่านั่นเป็นทาง มาแห่งบุญเพราะการทำแม้เช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ด้วยกัน" ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวว่าทานที่ให้แก่ผู้มีศีล เป็นทานมีผลมาก. ทานที่ ให้แก่ผู้ทุศีล หาเป็นอย่างนั้นไม่. และผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละเสียซึ่งองค์ ๕ และ ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๕. ละองค์ห้าคือละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา. ประกอบด้วยองค์ห้าคือ ประกอบกองศีล ชั้นอเสขะ (คือชั้นพระอรหันต์) ประกอบด้วยกองสมาธิชั้นอเสขะ ประกอบด้วย กองปัญญาชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุติชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุติ- ญาณทัสนะชั้นอเสขะ. เรากล่าวว่าทานที่ให้ในบุคคลผู้ละองค์ห้าและประกอบ ด้วยองค์ห้าด้วยอาการอย่างนี้ มีผลมากดังนี้. ทรงแก้ข้อที่ถูกเขาหาว่า ทรงหลง ๑ "พระโคดมผู้เจริญ ! พระโคดมยังจำการนอนหลับกลางวันได้อยู่หรือ ?" สัจจกะทูลถาม ๑. บาลี มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๖๑/๔๓๐ แก่นิครนถ์ชื่อสัจจกะ อัคคิเวสนะ ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.

น.1300 อัคคิเวสนะ ! เรายังจำได้อยู่, ในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน กลับจาก บิณฑบาตในเวลาหลังอาหารแล้ว ให้ปูสังฆาฏิเป็นสี่ชั้น เรามีสติสัมปชัญญะ หยั่งลงสู่ความหลับ โดยตะแคงข้างขวา. “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนี้แหละ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายบางพวกเขากล่าวว่า พระสมณโคดมหลับ เพราะการเป็นอยู่ด้วยความหลง." อัคคิเวสนะ ! คนเราจะชื่อว่าเป็นคนหลงหรือไม่หลง เพราะเหตุเพียง เท่านี้ ก็หาไม่. แต่ว่า จะเป็นคนหลงหรือไม่หลงโดยเหตุใดนั้น ท่านจง กำหนดในใจให้ดี เราจะกล่าวให้ฟัง : อัคคิเวสนะ ! อาสวะเหล่าใดที่ทำผู้นั้นให้เศร้าหมองพร้อม เป็นไปเพื่อ ความเกิดอีก ประกอบด้วยความทุรนทุราย มีทุกข์เป็นผล ทำให้มีชาติชรา- มรณะอีกสืบไป, เมื่อผู้ใดละมันไม่ได้ เรากล่าวว่าผู้นั้นเป็นคนหลง, เมื่อผู้ใด ละได้ขาด เรากล่าวว่าผู้นั้นเป็นคนไม่หลง เพราะว่า จะเป็นผู้ไม่หลงได้ ก็เพราะการละอาสวะได้ขาด. อัคคิเวสนะ ! อาสวะทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่ง ตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นได้กระทั่งราก ทำให้เป็นเหมือนตาลไม่มีวัตถุ (คือหน่อสำหรับงอก) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป ดุจว่าต้นตาลถูกตัดที่คอ แห่งต้นแล้วไม่อาจงอกได้สืบไป ฉันใดก็ฉันนั้น. ทรงถูกตู่เรื่องฉันปลาฉันเนื้อ ๑ ชีวกะ ! การที่ชนเหล่านั้นมากล่าวว่า "มหาชนฆ่าสัตว์มีชีวิต อุทิศ เฉพาะพระสมณโคดม. พระสมณโคดมรู้อยู่ ก็บริโภคเนื้อที่เขาทำแล้วอุทิศ เฉพาะ" ดังนี้ ชนพวกนั้น ไม่ชื่อว่ากล่าวสิ่งที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เรา ด้วยสิ่ง ไม่มีจริงไม่เป็นจริง. ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเนื้อที่ไม่ควรบริโภค ก็เพราะเหตุ ๑. บาลี ชีวกสูตร ม.ม. ๑๓/๔๘/๕๗, แก่หมอชีวก ที่สวนมะม่วง นอกเมือง ราชคฤห์.

น.1301 สามอย่าง คือ ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว ได้เกิดรังเกียจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่านี้แลเหตุสามอย่าง ทำให้เรากล่าวว่า เนื้อนั้นไม่ควรบริโภค ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเนื้อที่ควรบริโภค ก็เพราะเหตุสามอย่าง คือ ไม่ได้ เห็นแล้ว ไม่ได้ฟังแล้ว ไม่ได้รังเกียจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่านี้แล เหตุสามอย่าง ที่ทำให้เรากล่าวว่าเนื้อนั้น ควรบริโภค. แง่ที่เขากล่าวหาพระองค์อย่างผิด ๆ ๑ พราหมณ์ ! แง่ (ปริยาย) ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณโคดม มีความไม่มีรสเป็นรูป (คือเป็นที่สังเกต)" นั้น, มีอยู่. พราหมณ์ ! คือว่า ความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด ความยินดีเหล่านั้นตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เป็นเหมือน ตาลไม่มีวัตถุ (คือหน่อยอดสำหรับงอกอีกต่อไป) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป. นี้แลเป็นแง่ที่ผู้ใดเมื่อจะกล่าวหาเราโดยชอบ ว่า พระสมณโคดมมีความไม่มีรส เป็นรูป, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนไร้โภคะ" นั้น, มีอยู่. พราหมณ์ ! คือว่า โภคะกล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด โภคะเหล่านั้น ตถาคตละได้ขาด แล้ว ฯลฯ ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป. นี้แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. ๑. บาลี มหาวรรค อัฏ. อํ. ๒๓/๑๗๕/๑๐๑, แก่เวรัญชพราหมณ์ที่ใกล้โคนสะเดา ชื่อนเพรุ เมืองเวรัญชา.

น.1302 พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดม เป็นคนกล่าวแต่การไม่ทำ นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเที่ยว คือว่า เรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต, มโนทุจริต กล่าวการไม่ทำสิ่งที่เป็นบาป เป็นอกุศล มีประการต่างๆ ต่างหาก, นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนกล่าวแต่ความขาดสูญ" นั้น มีอยู่ จริงเที่ยว พราหมณ์ ! คือว่าเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ, ความขาดสูญแห่งสิ่งเป็น บาป อกุศล มีประการต่างๆ ต่างหาก, นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนขี้เกลียด" นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเที่ยว, เรากล่าวความ น่าเกลียดด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, กล่าวความน่าเกลียดเพราะ ถึงพร้อมด้วยสิ่งเป็นบาปอกุศลมีประการต่าง ๆ นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็น ดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่ พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนนำไปทำให้พินาศ" นั้น มีอยู่ พราหมณ์ ! จริงเที่ยว, เราแสดงธรรมเพื่อนำไปทำเสียให้พินาศ ซึ่งราคะ โทสะ โมหะ, แสดงธรรม เพื่อนำไปทำเสียให้พินาศ ซึ่งสิ่งเป็นบาปอกุศลมีประการต่าง ๆ. นี่แลเป็น แง่ ฯลฯ หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนเผาผลาญ" นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! เรากล่าวความควรแก่การ เผาผลาญ ในสิ่งอันเป็นบาปอกุศล มีประการต่าง ๆ คือ กายทุจริต วจีทุจริต

น.1303 มโนทุจริต, พราหมณ์ ! บาปอกุศลที่ควรเผาผลาญเสีย อันผู้ใดเผาผลาญ ได้แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า ผู้เผาผลาญ (ตบัสสี). พราหมณ์ ! บาปอกุศลควร เผาผลาญนั้น, ตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เหมือนตาล หน่อเน่า, ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า "พระสมณ- โคดมเป็นคนไม่มีที่ผุดที่เกิด" นั้น มีอยู่ พราหมณ์ ! คือว่า การต้องนอน ในครรภ์ครั้งต่อไป การต้องเกิดอีกในภพใหม่ อันผู้ใดละได้ขาดแล้ว, เราเรียก ผู้นั้นว่า คนไม่รู้จักผุดจักเกิด (อปฺปคฺโภ). พราหมณ์ ! การต้องนอน ในครรภ์ครั้งต่อไป และการต้องเกิดอีกในภพใหม่ สำหรับตถาคตนั้น ตถาคต ละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เหมือนตาลหน่อเน่าเสียแล้ว ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้ว กล่าวไม่. มนุษย์บุถุชน รู้จักพระองค์น้อยเกินไป ๑ ภิกษุ ท. ! นั่นยังน้อยไป ยังต่ำไป เป็นเพียงส่วนศีลเท่านั้น คือข้อ ที่บุถุชนกล่าวสรรเสริญคุณของตถาคตอยู่. ภิกษุ ท. ! บุถุชนกล่าวสรรเสริญ คุณของตถาคตอยู่ ยังน้อย ยังต่ำ สักว่าศีลเท่านั้น, นั้นเป็นอย่างไรเล่า คือปุถุชนกล่าวสรรเสริญตถาคตอยู่ว่า พระสมณโคดมละการทำสัตว์มีชีวิตให้ตก ล่วงไป เป็นผู้งดขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว มีความ ละอายต่อบาป มีความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ ท. และ ๑. บาลี พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๔/๒, แก่ภิกษุ ท. ที่อุทยานอัมพลัฏฐิกา. ระหว่าง กรุงราชคฤห์ กับ เมืองนาลันทา ต่อกัน.

น.1304 ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ งดขาด จากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้แล้ว หวังอยู่แต่ในของที่เจ้าของ เขาให้, เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมย. และ ว่า พระสมณโคดม ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์, เป็นผู้ประพฤติ พรหมจรรย์โดยปรกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็น ของสำหรับชาวบ้าน. และ ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวเท็จ งดขาดจากมุสาวาท พูดแต่ คำจริง รักษาคำสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิด ต่อโลก. และ ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวคำส่อเสียด งดขาดจากบีสุณาวาท, ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้. หรือได้ฟัง จากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น, แต่จะสมานชน ที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน, อุดหนุนชนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้ พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น, เป็นคนชอบใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ ทำให้พร้อมเพรียงกัน. และ ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวคำหยาบ งดขาดจากผรุสวาท, กล่าวแต่วาจาที่ปราศจากโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็น คำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน. และ ว่า พระสมณโคดม ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย งดขาดจาก การพูดเพ้อเจ้อ, กล่าวแต่ในเวลาสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นวาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีเวลาจบ เต็มไป ด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา. และ

น.1305 ว่า พระสมณโคดม งดขาดจากการล้างผลาญพืชคาม และภูตคาม, ๑ เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากฉันในราตรีและวิกาล. .... เป็นผู้ งดขาดจากการรำ การขับ การร้อง การประโคม และดูการเล่นชนิดที่เป็น ข้าศึกแก่กุศล, เป็นผู้งดขาดจากการประดับประดา คือทัดทรงตบแต่งด้วยมาลา และของหอมเครื่องลูบทา, เป็นผู้งดขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่, เป็นผู้ งดขาดจากการรับเงินและทอง, เป็นผู้งดขาดจากการรับข้าวเปลือก, งดขาด จากการรับเนื้อดิบ, การรับหญิง และเด็กหญิง, การรับทาสี และทาส การรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง ม้า โค ทั้งผู้และเมีย. งดขาดจากการรับที่นา ที่สวน, งดขาดจากการรับใช้เป็นทูตไปในที่ต่าง ๆ (ให้คฤหัสถ์,) งดขาดจาก การซื้อขาย, การฉ้อโกงด้วยตาชั่ง, การลวงด้วยของปลอม, การฉ้อด้วย เครื่องนับ (เครื่องตวงและเครื่องวัด), งดขาดจากการโกง ด้วยการรับสินบน และล่อลวง, การตัด การฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น การ กรรโชก. (เหล่านี้ เป็นส่วน จุลศีล) ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวกพากันฉัน โภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบ, คือ อะไรบ้าง ? คือ พืชที่เกิดแต่ราก -เกิดแต่ต้น -เกิดแต่ผล -เกิดแต่ยอด -เกิดแต่เมล็ด ให้กำเริบอยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการทำพืชคามและภูตคามให้ กำเริบแล้ว. .ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำการบริโภคสะสม คือ สะสมข้าว สะสมน้ำดื่ม สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องผัดทา ของหอมและอามิส อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการสะสมเห็นปานดังนั้นเสีย. ๑. พืชคามคือพันธุ์ที่เขานำมาให้ แต่ยังปลูกเป็นได้อีกอยู่, เช่นของมีเมล็ด มีหน่อ ฯลฯ ภูตคาม คือพืชพันธุ์ที่ยังเกิดอยู่กับที่เดิม.

น.1306 เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังดูการเล่น คือ ดูพ้อน ฟังขับ พึ่งประโคม ดูไม้ลอย ฟังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ -ตีฆ้อง -ตีระนาด ดูหุ่นยนต์ ฟังเพลงขอทาน พึ่งแคน ดูการเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค -แพะ -แกะ - ไก่ -นกกระทา, ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย, ดูเขารบกัน ดูเขาตรวจพล, ดูเขาตั้งกระบวนทัพ, ดูกองทัพที่จัดไว้เสร็จแล้ว บ้างอยู่, ส่วนท่านเป็นผู้งดขาดจากการดูการเล่นเห็นปานดังนั้นเสีย. .ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังเล่นการพนัน หรือการเล่นอันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาท คือเล่นหมากรุกชนิดแถวละ ๘ ตาบ้าง ๑๐ ตาบ้าง เล่น หมากเก็บ, ชิงนาง หมากไหว โยนบ่วง ไม้หึ่ง ฟาดให้เป็นรูป ทอดลูกบาศก์ เป่าใบไม้ เล่นไถน้อย ๆ หกคะเมน กางหัน ตวงทรายด้วยใบไม้ รถน้อย ๆ ธนูน้อย ๆ ทายอักษรในอากาศ ทายใจ ล้อคนพิการอยู่, ส่วนท่านงดขาดจาก การพนัน หรือการเล่นอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ คือ เตียงเท้าสูงเกินประมาณ, เตียงที่เท้าสลักรูปสิงห์, ผ้าโกเชาว์ขนยาว, เครื่อง ลาดขนแกะวิจิตรด้วยลายเย็บ, เครื่องลาดขนแกะสีขาว, เครื่องลาดขนแกะมี ลายเป็นกลุ่มดอกไม้, เครื่องลาดมีนุ่นภายใน, เครื่องลาดวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย เครื่องลาดมีขนตรงขึ้นข้างบน เครื่องลาดมีชายครุย เครื่องลาดแกมทอง-เงิน -ไหม เครื่องลาดใหญ่ (นางพ้อนได้ ๑๖ คน) ฯลฯ, อยู่, ส่วนท่านงดขาด จากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ เห็นปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการประดับประดาตกแต่ง

น.1307 ร่างกายเห็นปานนี้ คือการอบตัว การเคล้นตัว การอาบสำอาง การนวดเนื้อ การส่องดูเงา การหยอดตาให้มีแววคมขำ การใช้ดอกไม้ การทาของหอม การผัดหน้า การทาปาก การผูกเครื่องประดับที่มือ การผูกเครื่องประดับที่ กลางกระหม่อม การถือไม้ถือ การห้อยแขวนกล่องกลักอันวิจิตร การคาดดาบ การคาดพระขรรค์ การใช้ร่มแลรองเท้าอันวิจิตร การใส่กรอบหน้า การปักปิ่น การใช้พัดสวยงาม การใช้ผ้าขาวชายเฟื้อย และอื่น ๆ อยู่, ส่วนท่านงดขาด จากประดับประดาตกแต่งร่างกายเห็นปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบเดรัจฉานกถา คือคุยกันถึง เรื่องพระราชา, โจร, อมาตย์, กองทัพ, ของน่าหวาดเสียว, การรบ ; เรื่องน้ำ, เรื่องข้าว, ผ้า, ที่นอน, ดอกไม้, ของหอม, ญาติ, ยานพาหนะ, บ้าน, จังหวัด, เมืองหลวง, บ้านนอก, หญิง, ชาย, คนกล้า, ตรอก, ท่าน้ำ, คนตายไปแล้ว, เรื่องโลกต่าง ๆ เรื่องสมุทร, เรื่องความฉิบหาย, เรื่องความมั่งคั่ง, บ้างอยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการประกอบเดรัจฉานกถาเห็น ปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันอยู่ คือ แก่งแย่งกันว่า ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงพระธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรม วินัยนี้, ท่านจะรู้ทั่วถึงอย่างไรได้, ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก, ถ้อยคำ ของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์, -ของท่านไม่เป็นประโยชน์, คำควรพูดก่อนท่านนำ มาพูดทีหลัง คำควรพูดทีหลัง ท่านพูดเสียก่อน, ข้อที่ท่านเคยเชี่ยวชาญ ได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว, ข้าพเจ้ายกคำพูดแก่ท่านได้แล้ว ท่านถูกข้าพเจ้าข่ม ได้แล้ว ท่านจงถอนคำพูดของท่านเสีย หรือถ้าท่านสามารถ ก็จงค้านมาเถิด.' ดังนี้ อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งเห็นปานดังนั้นเสีย.

น.1308 ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการรับเป็นทูต, รับใช้ไปใน ที่นั้น ๆ อยู่ คือรับใช้พระราชา รับใช้อมาตย์ของพระราชา รับใช้กษัตริย์ -พราหมณ์ - คหบดี และรับใช้เด็ก ๆ บ้าง ที่ใช้ว่า ‘ท่านจงไปที่นี้. ท่านจงไปที่โน้น, ท่านจงนำสิ่งนี้ไป, ท่านจงนำสิ่งนี้มา.’ ดังนี้ อยู่, ส่วน พระสมณ โคดมท่านเป็นผู้งดขาดจากการรับเป็นทูตเห็นปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการแสวงหาลาภ ด้วยการ กล่าวคำล่อหลอก การพูดพิรี้พิไร การพูดแวดล้อมด้วยเลศ การพูดให้ทายก เกิดมานะ มุทะลุในการให้ และการใช้ของค่าน้อย ต่อเอาของที่มีค่ามาก อยู่. ส่วนท่านงดขาดจากการแสวงหาลาภโดยอุบายหลอกลวง เห็นปานดังนั้นเสีย. (เหล่านี้ เป็นส่วนมัชฌิมศีล) .ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คือ ทายลักษณะในร่างกาย, นิมิตลางดีร้าย, ดาวตก, อสนีบาต, ทำนายฝัน, -ชะตา, ผ้าหนูกัด, ทำพิธีโหมเพลิง, เบิกแว่นเวียนเทียน ซัดโปรยแกลบรำข้าวสาร ฯลฯ. อยู่, ส่วนท่านเป็นผู้งดขาดจากการประกอบ มิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานดังนั้นเสีย. ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนี้อยู่ คือ ฯลฯ ( หมวดทายลักษณะสิ่งของ เช่นแก้ว. ไม้เท้า, เสื้อผ้า, ๑. ในบาลี จำแนกรายชื่อมากมายจนเกินความต้องการที่จะยกมาไว้ในที่นี้ ผู้ประสงค์ พึงเปิดดูในที่มานั้น ๆ จากพระบาลี, หรือจากเรื่องบุรพภาคของการตามรอย พระอรหันต์ ตอนบาลีสามัญญผลสูตรก็ได้.

น.1309 ทาสเป็นต้น, หมวดทำนายการรบพุ่ง, หมวดทำนายทางโหราศาสตร์, หมวดทำนายดินฟ้า อากาศ, หมวดร่ายมนต์พ่นด้วยคาถา, หมวดทำให้คนมีอันเป็นไปต่าง ๆ และหมวดทำ เวชกรรม ประกอบยาแก้โรคต่าง ๆ) อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการประกอบมิจฉา อาชีวะ ทำเดรัจฉาวิชาเห็นปานนั้นเสีย. ภิกษุ ท. ! นี่แล คำสำหรับบุญชน พูดสรรเสริญคุณของตถาคต ยังน้อย ยังต่ำ สักว่าเป็นขั้นศีลเท่านั้น. ภิกษุ ท. ! ธรรมอื่น ที่ลึกซึ้ง เห็นยาก รู้ยาก ระงับ ประณีต ไม่เป็นที่เที่ยวของความตริตรึก (ตามธรรมดา) เป็นธรรมละเอียดรู้ได้เฉพาะ บัณฑิต ซึ่งตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญายิ่งเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้ง ตามด้วย, เป็นคำสำหรับผู้จะพูดสรรเสริญตถาคตให้ถูกเต็มตามที่เป็นจริงมีอยู่ ธรรมนั้นคืออะไรเล่า ? (ต่อนี้ ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ประการ พร้อมทั้งเรื่องราวต้นเหตุ, ที่เป็นหัวข้อ เบ็ดดูได้ในภาค ๓ ของเรื่องนี้ ตอนว่าด้วยทรงทราบทิฏฐิที่ลึกซึ้ง, ส่วนเรื่อง ละเอียดเปิดดูในพระบาลีเดิม). (ฉ. เกี่ยวกับเหตุการณ์พิเศษบางเรื่อง ๑๔ เรื่อง) การทรงแสดงความพ้นเพราะสิ้นตัณหา ๑ โมคคัลลานะ ! เรายังจำได้อยู่, ที่บุพพารามนี้เอง, ท้าวสักกะจอมเทพ ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้ถามคำนี้กะเราว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! ว่าโดยสังเขป, ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าใด ภิกษุจึงเป็น ผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา ออกไปได้ถึงที่สุดยิ่ง เกษมจาก โยคะถึงที่สุดยิ่ง มีพรหมจรรย์ถึงที่สุดยิ่ง จบกิจถึงที่สุดยิ่ง เป็นผู้ประเสริฐ แห่งเทพและมนุษย์ทั้งหลาย. ? " ๑. บาลี จุฬตัณหาสังเชยยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๐/๔๓๙. แก่พระมหาโมคคัลลาน, ที่บุพพาราม สาวัตถี.

น.1310 โมคคัลลานะ ! ครั้นท้าวสักกะกล่าวคำนี้แล้ว เราได้ตอบว่า "ท่านผู้ เป็นจอมเทพ ! หลักคิดที่ภิกษุในศาสนานี้ได้ฝั่งแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า ‘สิ่งทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดถือ' ดังนี้. เมื่อเธอพังดังนี้แล้ว ย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรม ( ธรรมดา) ทั้งปวง, ครั้นรู้ยิ่งแล้ว ก็รอบรู้ ครั้นรอบรู้แล้ว ได้รู้สึกความรู้สึก อันใดอันหนึ่ง จะเป็นสุขหรือทุกข์ หรือไม่ทุกข์ ไม่สุขก็ตาม เธอย่อมมองเห็น ความไม่เที่ยงแท้ในความรู้สึก (เวทนา) ทั้งหลายเหล่านั้นอยู่. เมื่อเธอมองเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนา ท. เหล่านั้น มองเห็น (คือรู้สึก) ความคลายกำหนัด มองเห็นความดับสนิท มองเห็นความสลัดคืน (ของตน) อยู่เนืองนิจ ก็ไม่ยึดถือ ด้วยใจซึ่งอะไร ๆ ในโลกนี้, เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่สะดุ้งใจ, เมื่อไม่สะดุ้งใจ ชื่อว่า ดับสนิทรอบ ในภายในนั้นเที่ยว, เธอย่อมรู้สึกตนชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จไปแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำ เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้. ท่านผู้จอมเทพ ! ว่าโดยสังเขป, ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่า พ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา, ออกไปได้ถึงที่สุดยิ่ง เกษมจากโยคะถึงที่สุดยิ่ง มีพรหมจรรย์ถึงที่สุดยิ่ง จบกิจ ถึงที่สุดยิ่ง เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทพและมนุษย์ทั้งหลาย. โมคคัลลานะ ! เราย่อมจำภาษิตเรื่องความพ้นวิเศษ เพราะความสิ้น ตัณหา โดยย่อ ๆ แก่ท้าวสักกะผู้จอมเทพได้ ดังนี้แล. การเกิดของพระองค์ ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎธรรมชาติ" (การทรงแสดงไตรลักษณ์) ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม, ๑. บาลี โยธาชีววรรค ติก. อํ. ๒๐/๓๖๘/๕๗๖, แก่ภิกษุทั้งหลาย.

น.1311 สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา เป็นความตายตัว ของธรรม สิ่งนั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง," ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้อย่างยิ่งในสิ่งนั้นๆ ครั้นตรัสรู้อย่างยิ่งแล้ว หยั่งรู้อย่างยิ่งแล้ว ก็บอก ก็แสดง ก็บัญญัติ ก็วาง หลักเกณฑ์ ก็เปิดเผย ก็จำแนก ก็ทำให้เป็นของง่าย เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา เป็นความตายตัว ของธรรม สิ่งนั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัวว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์," ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้ เป็นอย่างยิ่ง ในสิ่งนั้น ๆ. ครั้นตรัสรู้อย่างยิ่ง หยั่งรู้อย่างยิ่งแล้ว ก็บอก ก็แสดง ก็บัญญัติ ก็วางกฎเกณฑ์ ก็เปิดเผย ก็จำแนก ก็ทำให้เป็นของง่าย เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา ซึ่งเป็นความ ตายตัวของธรรม สิ่งนั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัวว่า "ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนัตตา," ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้ เป็นอย่างยิ่ง ในสิ่งนั้น ๆ. ครั้นตรัสรู้อย่างยิ่ง หยั่งรู้อย่างยิ่งแล้ว ก็บอก ก็แสดง ก็บัญญัติ ก็วางกฎเกณฑ์ ก็เปิดเผย ก็จำแนก ก็ทำให้เป็นของง่าย เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา" ดังนี้.

น.1312 การทรงแสดงเหตุของความเจริญ พราหมณ์ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่สารันททเจดีย์เมืองเวสาลี, ณ ที่นั้น เราได้กล่าวธรรมที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม ๗ ประการเหล่านี้ แก่พวกเจ้าวัชชี, พราหมณ์ ! ถ้าธรรมทั้งเจ็ดอย่างนั้น คงตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชี ก็หรือเจ้าวัชชี จักตั้งตนอยู่ในธรรมทั้งเจ็ดอย่างเหล่านั้นแล้ว, พราหมณ์ ! อันนั้น ย่อมเป็นไป เพื่อความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. (ต่อไปนี้ เป็นตัวธรรมเจ็ดประการ ที่ตรัสแก่พระอานนท์ ซึ่งวัสสการพราหมณ์ก็นั่งฟังอยู่ด้วย). อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีประชุมกันเนือง ๆ ประชุมกันโดยมาก ... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก ประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชี จะต้องทำ ... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิได้บัญญัติข้อที่มิได้บัญญัติไว้ มิได้ถอนข้อที่ บัญญัติไว้แล้ว, แต่ประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมตามที่ได้บัญญัติไว้ ... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ท่านที่เป็น ประธาน ของเจ้าวัชชี ตั้งใจฟังคำสั่งของท่านผู้นั้น อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี มิได้ลบหลู่ดูถูกสตรี ที่เป็นเจ้าหญิง หรือ กุมารีในสกุล อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี สักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจดีย์ทั้ง ภายในและภายนอก มิได้ปล่อยละเลย ให้ทานที่เคยให้ ให้กิจที่เคยทำแก่เจดีย์ เหล่านั้น และพลีกรรมที่ประกอบด้วยธรรม เสื่อมเสียไป ... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี เตรียมเครื่องต้อนรับไว้พร้อม เพื่อ พระอรหันต์ ท. ว่า "พระอรหันต์ ท. ที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นนี้, ที่มาแล้ว พึงอยู่สุขสำราญ เถิด" ดังนี้ ... ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๘๙/๖๙, แก่วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ มคธที่เขาคิชฌกูฏ

น.1313 อานนท์ ! เหล่านี้ (แต่ละอย่าง ๆ, ที่ตรัสทีละอย่าง) ล้วนแต่เป็นความ เจริญแก่เจ้าวัชชีพวกเดียว หาความเสื่อมมิได้. การตรัสเรื่อง "ทุกข์นี้ ใครทำให้ ? ๑ อานนท์ ! คราวหนึ่งเราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุง ราชคฤห์ นี่แหละ. ครั้งนั้น เวลาเช้าเราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาต ในกรุงราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่า ยังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉน เราเข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด. เราได้ เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น กระทำสัมโมทนียกถา แก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. อานนท์ ! ปริพพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะเราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า "ท่าน โคตมะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอน เรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้, มีสมณพราหมณ์อีก บางพวก ที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใคร ทำให้ ก็เกิดขึ้นได้. ในเรื่องนี้ ท่านโคตมะของพวกเรา" กล่าวสอนอยู่อย่างไร ? และพวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็นการกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิก บางคนที่กล่าวตาม จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย ? " ดังนี้. ๑. บาลี อภิสมยสํยุตต์ ๑๖/๔๑/๗๖, ทรงเล่าแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน. ๒. โวหาร พูดเสมอกันฉันเพื่อน ซึ่งเป็นธรรมดาพวกปริพพาชก เดียรถีย์อื่น พูดกับพระองค์.

น.1314 อานนท์ ! เราได้กล่าวกะปริพพาชกทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่าน ! เรา กล่าวว่า ทุกข์ อาศัยเหตุปัจจัย (ของมันเองเป็นลำดับ ๆ) เกิดขึ้น. มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรเล่า ? อาศัยปัจจัยคือผัสสะ. ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว. การสนทนากับ "พระเหม็นคาว" ๑ ภิกษุ ท. 1 เมื่อเช้านี้ เราครองจีวรถือบาตรไปบิณฑบาตในเมือง พาราณสี. เราได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ตามแหล่งที่ซื้อขายโค ของพวกมิลักขะ, เป็นภิกษุมีท่าทางระหายกาม คิดสึก ปล่อยสติปราศจาก สัมปชัญญะ จิตฟุ้ง ใจเขว ผิวพรรณแห้งเกรียม. ครั้นเห็นแล้ว เราได้กล่าว กะภิกษุนั้น ว่า "ภิกษุ ! เธออย่าทำตัวให้เน่าพอง. ตัวที่เน่าพองส่งกลิ่นเหม็น ดาวคลุ้งแล้ว แมลงวันจักไม่ตอมไม่ดูด นั้นเป็นไปไม่ได้นะภิกษุ." ดังนี้. ภิกษุนั้นถูกเราทักอย่างนี้ ก็เกิดความสลดขึ้นในใจ. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามขึ้นว่า "อะไรเล่า พระเจ้าข้า ชื่อว่าของเน่าพอง ? อะไรเล่า ชื่อว่ากลิ่นเหม็นคาว ? อะไรเล่า ชื่อว่าแมลงวัน ?" ภิกษุ ท. ! อภิชฌา ชื่อว่าของเน่าพอง. พยาบาท ชื่อว่ากลิ่น เหม็นคาว. ความคิดที่เป็นอกุศลลามก ชื่อว่าแมลงวัน. ตัวที่เน่าพอง ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งแล้ว แมลงวันจักไม่ตอมไม่ดูดนั้น เป็นไปไม่ได้. ๑. ดูปฏิจจสมุปบาท, แต่ทรงยกมาเฉพาะผัสสะ. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๖๐/๕๖๘ แก่ภิกษุ ท. ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.

น.1315 การตอบคำถามของทัณฑปาณิสักกะ ๑ ภิกษุ ท. ! วันนี้ เช้านี้เอง เราครองจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมือง กบิลพัสดุ์. เสร็จการบิณฑบาต กลับจากการบิณฑบาตแล้ว เข้าไปอยู่พัก กลางวันที่โคนต้นมะตูมหนุ่มในป่ามหาวัน. ภิกษุ ท. ! แม้ทัณฑปาณิสักกะ ก็เดินเที่ยวเล่นบริหารแข้งอยู่ ได้เข้าไปสู่ป่ามหาวัน ตรงไปที่ต้นมะตูมหนุ่มอันเรานั่งอยู่. เข้าไปหาเราแล้ว กล่าวทักทายปราศรัย แล้วยืนยันคางด้วยไม้เท้ามีมือทั้งสองกุมปลายไม้เท้าอยู่ ใต้คาง, ได้กล่าวกะเราว่า "พระสมณะมีถ้อยคำอย่างไร มีการกล่าวอย่างไร อยู่เป็นประจำ ?" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ทัณฑปาณิกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวตอบเขาอย่างนี้ว่า "เพื่อนเอ๋ย ! มีถ้อยคำอย่างใดแล้ว ไม่ทะเลาะวิวาทอยู่กับใครๆ ในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์แล้ว เรามีถ้อยคำอย่างนั้น มีการกล่าวอย่างนั้น อยู่เป็นประจำ ; อีกอย่างหนึ่ง ใครมีถ้อยคำอย่างใด แล้ว ความจำ (ในเรื่องราวก่อน ๆ ) ไม่มาติดตามอยู่ในใจผู้นั้น ซึ่ง (บัดนี้) เป็นผู้หมดบาป ไม่ประกอบตนอยู่ด้วยกาม ไม่ต้องกล่าวด้วย ความสงสัยว่า อะไรเป็นอย่างไรอีกต่อไป มีความรำคาญทางกายและ ทางใจอันตนตัดขาดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพไหน ๆ ทั้งสิ้นแล้ว เรามีถ้อยคำอย่างนั้น มีการกล่าวอย่างนั้นอยู่เป็นประจำ. เพื่อนเอ๋ย ! เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ อยู่เป็นประจำ" ดังนี้. ๑. บาลี มธุปิณฑิกสูตร ม.ม. ๑๒/๒๒๑/๒๔๔, แก่ภิกษุ ท. ที่นิโครธาราม ใกล้กรุง กบิลพัสดุ์ . คำถามนี้ผู้ถามถามเป็นเชิงหยั่งเสียงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระเทวทัตนั้น ใคร เป็นคนก่อเรื่อง.

น.1316 มื่อเราตอบไปเช่นนี้แล้ว ทัณฑปาณิสักกะก็ก้มศีรษะ แลบลิ้น แตะหน้าผากด้วยนิ้วสามนิ้ว เลิกคิ้วแล้วหลีกไป. การสนทนากับ นิครนส์ ๑ มหานาม ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฎใกล้นครราชคฤห์ ครั้งนั้นพวกนิครนถ์เป็นอันมาก ประพฤติวัตรยืนอย่างเดียว งดการนั่ง อยู่ ณ ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ, ต่างประกอบความเพียรแรงกล้า เสวยเวทนา อันเป็นทุกข์กล้าแข็งแสบเผ็ด มหานาม ! ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น เราออกจากที่เร้นแล้วไปสู่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ อันพวกนิครนถ์ ประพฤติวัตรอยู่, ได้กล่าวกะพวกนิครนถ์ เหล่านั้นว่า "ท่าน ! เพราะอะไรหนอ พวกท่านทั้งหลายจึงประพฤติยืน ไม่นั่ง ประกอบความเพียรได้รับเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าแข็งแสบเผ็ด" ดังนี้. มหานาม ! นิครนถ์เหล่านั้นได้กล่าวกะเราว่า "ท่าน ! ท่านนิครนถนาฏ" บุตร เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ได้ยืนยันญาณทัสนะของตนเองโดย ไม่มียกเว้น ว่า ‘เมื่อเราเดินอยู่. ยืนอยู่, หลับอยู่, ตื่นอยู่ ก็ตาม ญาณทัสนะ ของเราย่อมปรากฏติดต่อกันไม่ขาดสาย’ ดังนี้. ท่านนิครนถนาฏบุตรนั้น กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ‘นิครนถ์ผู้เจริญ ! บาปกรรมในกาลก่อนที่ได้ทำไว้ มีอยู่แล, พวกท่านจงทำลายกรรมนั้นให้สิ้นไป ด้วยทุกรกิริยาอันแสบเผ็ดนี้, อนึ่ง เพราะ การสำรวม กาย วาจา ใจ ในบัดนี้ ย่อมชื่อว่าไม่ได้กระทำกรรมอันเป็นบาป อีกต่อไป. เพราะการเผาผลาญกรรมเก่าไม่มีเหลือ และเพราะการไม่กระทำ กรรมใหม่ กรรมต่อไปก็ขาดสาย, เพราะกรรมขาดสาย ก็สิ้นกรรม, เพราะ ๑. บาลี จุฬทุกขักขันธสูตร มู.ม. ๑๒/๑๘๔/๒๑๙. ทรงเล่าแก่ท้าวมหานามสากยะ ที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์.

น.1317 สิ้นกรรม, ก็สิ้นทุกข์, เพราะสิ้นทุกข์ ก็สิ้นเวทนา, เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งหมดก็เหือดแห้งไป' ดังนี้ คำสอนของท่านนาฏบุตรนั้น เป็นที่ชอบใจ และควรแก่เรา, และพวกเราก็เป็นผู้พอใจต่อคำสอนนั้นด้วย" ดังนี้. มหานาม ! เราได้กล่าวคำนี้กะนิครนถ์เหล่านั้นสืบไปว่า "ท่านผู้เป็น นิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า พวกเราทั้งหลาย ได้มีแล้วในกาล ก่อนหรือว่ามิได้มี ? " "ไม่ทราบเลยท่าน ! " "ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า พวกเราทั้งหลาย ได้ทำกรรมที่เป็นบาปแล้วในกาลก่อน หรือว่าพวกเราไม่ได้ทำแล้ว ? " "ไม่ทราบได้เลย, ท่าน ! " "ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. 1 ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า เราทั้งหลายได้ทำ กรรมที่เป็นบาป อย่างนี้ ๆ ในกาลก่อน ? " "ไม่ทราบเลย, ท่าน ! " "ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า (ตั้งแต่ทำตบะมา) ทุกข์มีจำนวนเท่านี้ ๆ ได้สิ้นไปแล้ว และจำนวนเท่านี้ ๆ จะสั้นไปอีก, หรือว่า ถ้าทุกข์สิ้นไปอีกจำนวนเท่านี้ ทุกข์ก็จักไม่มีเหลือ ? " "ไม่ทราบได้เลย, ท่าน ! " "ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า อะไรเป็นการละ เสียซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล และทำสิ่งที่เป็นกุศลให้เกิดขึ้นได้ในภพปัจจุบันนี้ ? " "ไม่เข้าใจเลย, ท่าน ! " มหานาม ! เราได้กล่าวคำนี้ กะนิครนถ์เหล่านั้นสืบไปว่า "ท่านผู้เป็น นิครนถ์ ท. ! ดังได้ฟังแล้วว่า ท่านทั้งหลาย ไม่รู้อยู่ว่า เราทั้งหลายได้มี แล้วในกาลก่อน หรือไม่ได้มีแล้วในกาลก่อน, .... ฯลฯ .... อะไรเป็นการละเสีย

น.1318 ซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล แล้วและทำสิ่งที่เป็นกุศลให้เกิดขึ้นได้ ในภพปัจจุบันนี้. ครั้นเมื่อไม่รู้อย่างนี้แล้ว (น่าจะเห็นว่า) ชนทั้งหลายเหล่าใดในโลก ที่เป็นพวก พรานมีผ่ามือคร่ำไปด้วยโลหิต มีการงานอย่างกักขฬะ ภายหลังมาเกิดเป็น มนุษย์แล้วย่อมบรรพชาในพวกนิครนถ์ทั้งหลาย ละกระมัง ? " ทรงสนทนากะเทวดา เรื่องวิมุติของภิกษุณี ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทวดาสองตน มีวรรณะ ยิ่ง ส่องเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร. เทวดาตนหนึ่งได้พูดกะเราว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุณีเหล่านี้ เป็นผู้วิมุติแล้ว" ดังนี้. เทวดาอีกตนหนึ่ง ได้พูดกะเรา ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุณีเหล่านี้ เป็นผู้วิมุติดีแล้ว เพราะไม่มีกิเลส ที่เป็นเชื้อเหลืออยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ครั้นเทวดาเหล่านั้นพูดจบแล้ว ไหว้เราทำประทักษิณหายไปแล้ว. หมายเหตุ : มีข้อที่น่าสังเกตว่า ทำไมเทวดาบางตน จึงมีความรู้ถึงกับรู้ว่าใครเป็น พระอรหันต์หรือไม่เป็น, แล้วยังแถมมาแสดงตน ทำนอง 'อวดรู้' ต่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าอีกด้วย. จนกระทั่งพระโมคคัลลานะเอง ผู้อยู่ในหมู่ ภิกษุ ที่ตรัสเล่านั้น ถึงกับฉงนว่าเทวดาพวกไหนหนอ เก่งถึงเพียงนี้. การสนทนาเรื่องที่สุด" ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว, เทวบุตรชื่อ โรหิตัสส์ มีวรรณะอย่างยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างอยู่, ได้เข้ามาหาเราถึงที่อาศัย ๑. บาลี สัตตก. อํ. ๒๓/๗๕/๕๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เขาคิชฌกูฏ. ๒. บาลี ปฐมปัณณาสก์ จตุก. อํ. ๒๑/๖๒/๔๖, เล่าแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ในวัน รุ่งขึ้นจากคืนที่ทรงสนทนา.

น.1319 ไหว้เรา แล้วยืนอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง. ได้กล่าวกะเราว่า "พระองค์ ! ในที่สุดโลก แห่งใด ซึ่งสัตว์จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัตินั้น ใคร ๆ อาจ เพื่อจะรู้ จะเห็น จะถึงที่สุดโลกแห่งนั้น ด้วยการไป ได้หรือไม่ ? " ภิกษุ ท. ! เทวบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว, เราได้ตอบว่า "แน่ะเธอ ! ที่สุดโลกซึ่งสัตว์จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัตินั้น เรากล่าว ว่า ใคร ๆ ไม่อาจรู้ ไม่อาจเห็น ไม่อาจถึงที่สุดโลกนั้น ด้วยการไป ได้เลย." ภิกษุ ท. ! เรากล่าวดังนี้แล้ว เทวบุตรนั้นได้กล่าวสืบไปว่า "พระองค์ ! อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย คือคำที่พระองค์ตรัสนี้. ข้าแต่พระองค์ ! ในกาลก่อน ข้าพระองค์เป็นฤๅษีชื่อโรหิตัสส์ ผู้โภชบุตร มีฤทธิ์ไปได้โดยอากาศ. ความ รวดเร็วของข้าพระองค์เช่นเดียวกับลูกธนูของอาจารย์ผู้คล่องแคล่วลือชาในการ ยิงธนูขนาดหนัก สามารถยิงถูกขนทรายได้ในระยะอุสุภหนึ่ง ที่ยิงตลอดเงา แห่งตาล” โดยขวางด้วยลูกศรอันเบาปลิวฉะนั้น. การก้าวท้าวของข้าพระองค์ (ก้าวหนึ่งมีระยะไกล) ประมาณเท่า จากสมุทรฟากตะวันออก ถึงสมุทรฟาก ตะวันตก. ข้าแต่พระองค์ ! เมื่อประกอบด้วยความรวดเร็ว และการก้าวไกล ถึงเช่นนี้ ข้าพระองค์เกิดความปรารถนาว่า เราจักถึงที่สุดโลก ด้วยการไปให้ จงได้. ข้าพระองค์จึงงดการบริโภค การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม งดการถ่าย อุจจาระปัสสาวะ งดการหลับ อันเป็นเครื่องบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเสีย, มีอายุ มีชีวิต ๑๐๐ ปี ก็เดินทางทั้ง ๑๐๐ ปี, ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกเลย ได้ตายเสียในระหว่าง ข้าแต่พระองค์ ! อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย, คือคำ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘เรากล่าวว่าใคร ๆ ไม่อาจรู้ อาจเห็น อาจถึงที่สุดโลก ด้วยการไป ได้เลย." ดังนี้." ๑. บาลี = ติริยํ ตาลจฉายํ, น่าจะเป็นเงาต้นตาลตามพื้นดิน ?

น.1320 ราได้กล่าวกะเทวบุตรนั้นว่า "แน่ะเธอ ! ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ, เราไม่กล่าว การรู้ การเห็น การถึงที่สุดโลกนั้น เพราะการไป. แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสัญญา และใจนี่เอง เราได้ บัญญัติโลก, เหตุเกิดของโลก, ความดับไม่มีเหลือของโลก และทาง ให้ถึงความดับไม่มีเหลือของโลกไว้" ดังนี้. การตรัสเรื่อง "มหาภูต" ไม่หยั่งลงในที่ไหน ๑ เกวัฏฏะ ! เรื่องเคยมีมาแล้ว : ภิกษุรูปหนึ่ง ในหมู่ภิกษุนี้เอง เกิด ความสงสัยขึ้นในใจว่า "มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหนหนอ" ดังนี้. (ความว่า ภิกษุรูปนั้นได้เข้าสมาธิ อันอาจนำไปสู่เทวโลก ได้นำเอา ปัญหาข้อที่ตนสงสัยนั้น ไปเที่ยวถามเทวดาพวกจาตุมมหาราชิกา, เมื่อไม่มีใคร ตอบได้ ก็เลยไปถามเทวดาในชั้นดาวดึงส์, เทวดาชั้นนั้นโยนให้ไปถาม ท้าวสักกะ, ท้าวสุยามะ, ท้าวสันตุสิตะ, ท้าวสุนิมมิตะ, ท้าวปรนิมมิตวสวัตติ, ถามเทพพวกพรหมกายิกา, กระทั่งท้าวมหาพรหมในที่สุด. ท้าวมหาพรหม พยายามหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายที่จะไม่ตอบอยู่พักหนึ่ง แล้วในที่สุดได้สารภาพว่า พวกเทวดาทั้งหลายพากันคิดว่าท้าวมหาพรหมเอง เป็นผู้รู้เห็นไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่จริงไม่รู้ในปัญหาที่ว่ามหาภูตรูปจักดับไปในที่ไหนนั้นเลย. มันเป็นความผิด ของภิกษุนั้นเอง ที่ไม่ไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ในที่สุดก็ต้องย้อนกลับมา เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า). ๑. บาลี เกวัฏฏสูตร สีล.ที. ๙/๒๗๗/๓๔๓ แก่เกวัฏฏะคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา.

น.1321 เกวัฏฏะ ! ภิกษุนั้นได้กลับมาอภิวาทเรา นั่ง ณ ที่ควร แล้วถามเราว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหน ?" ดังนี้. เกวัฏฏะ ! เมื่อเธอถามขึ้นอย่างนี้ เราได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า แน่ะ ภิกษุ ! เรื่องเก่าแก่มีอยู่ว่า พวกค้าทางทะเล ได้พานกสำหรับค้นหาฝั่งไปกับ เรือค้าด้วย. เมื่อเรือหลงทิศในทะเล และแลไม่เห็นฝั่ง พวกเขาปล่อยนก สำหรับค้นหาฝั่งนั้นไป. นกนั้นบินไปทางทิศตะวันออกบ้าง ทิศใต้บ้าง ทิศ ตะวันตกบ้าง ทิศเหนือบ้าง ทิศเบื้องบนบ้าง ทิศน้อย ๆ บ้าง. เมื่อมันเห็น ฝั่งทางทิศใดแล้วมันก็จะบินตรงไปยังทิศนั้น, แต่ถ้าไม่เห็น ก็จักบินกลับมาสู่ เรือตามเดิม. ภิกษุ ! เช่นเดียวกับเธอนั้นแหละ ได้เที่ยวหาคำตอบของปัญหานี้ มาจนจบทั่วกระทั่งถึงพรหมโลกแล้ว ในที่สุดก็ยังต้องย้อนมาหาเราอีก. ภิกษุ ! ในปัญหาของเธอนั้น เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า "มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?" ดังนี้เลย, อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า "ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ ในที่ไหน ? ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความ ไม่งาม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?" ดังนี้ต่างหาก. ภิกษุ ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้ : "สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึง รู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ นั้นมีอยู่. ใน " สิ่ง" นั้นแหละ ดินน้ำไฟลม ไม่หยั่งลงได้. ใน "สิ่ง" นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้. ใน "สิ่ง" นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มี เศษเหลือ. นามรูป ดับสนิทใน "สิ่ง" นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้.

น.1322 การมาเฝ้าของตายนเทพบุตร ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทพบุตรชื่อตายนะผู้เคย เป็นเจ้าลัทธิเดียรถีย์ในกาลก่อน, มีวรรณะยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้กล่าวคำผูกเป็นกาพย์ เหล่านี้ ในที่ใกล้เรา ว่า :- "จงตัดกระแส, จงบากบั่นไปสู่คุณเบื้องสูง, จงบรรเทา กามเสียเถิดนะ. พราหมณ์ ! เพราะมุนีที่ไม่ละกามย่อมถึง ความเป็นคนลวงโลก, ฯ ถ้าจะกระทำก็จงทำจริง, จงบากบั่นสิ่งนั้นให้หนักแน่น เพราะว่า บรรพชาที่รับถือไว้หลวม ๆ ย่อมโปรยโทษ คือ ธุลีอย่างหนัก. ฯ ไม่ทำความชั่ว ดีกว่า, ความชั่วย่อมเผาลนในภายหลัง. ทำความดี ดีกว่า -ความดีชนิดที่ทำแล้วไม่ตามเผาลน. ฯ หญ้าคาที่จับไม่ดีแล้วดึง ย่อมบาดมือผู้จับ ฉันใด ความ เป็นสมณะ ที่บุคคลใดลูบคลำอย่างเลวทราม ย่อมคร่าผู้นั้น ไปนรก. ฯ การงานอันใดที่ย่อหย่อน, วัตรอันใดที่เศร้าหมอง, พรหมจรรย์ที่ระลึกขึ้นมาแล้วรังเกียจตัวเองได้ นั่นไม่เป็นสิ่ง ที่มีผลมากได้เลย. ฯ" ภิกษุ ท. ! ตายนเทวบุตร, ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา กระทำ ประทักษิณ หายไปแล้ว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงถือเอา จงเล่าเรียน ๑. บาลี เทวปุตตสํยุตต์ สคาถ. สํ. ๑๕/๖๘/๒๔๐, แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ในวันรุ่งขึ้นจากคืนที่เทพบุตรมาเฝ้า.

น.1323 จงทรงไว้ซึ่งตายนคาถา. ๑ ภิกษุ ท. ! ตายนคาถา เป็น ของประกอบด้วย ประโยชน์ เป็น เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. การมาของอนาถบิณฑิกเทพบุตร ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทพบุตรตนหนึ่งมี วรรณะยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้กล่าวคำผูกเป็นกาพย์ กะเราว่า :- “เขตวันนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นที่ที่หมู่แห่งท่านผู้แสวง คุณในเบื้องสูง อาศัยแล้ว, พระองค์ผู้เป็นธรรมราชาได้ประทับ อาศัยแล้ว ข้อนั้น เป็นเครื่องยังปีติให้เกิด แก่ข้าพระองค์ ฯ กุศลกรรม วิชชา ธรรม และศีล เหล่านี้เป็นของสูงสุด ในชีวิต, สัตว์ย่อมบริสุทธิ์ได้เพราะธรรมนั้น ๆ หาใช่เพราะโคตร หรือทรัพย์ไม่. ฯ เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อมองหาอยู่ซึ่งประโยชน์ ของตน จงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย, เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อม บริสุทธิ์ได้เพราะธรรมนั้น. ฯ ท่านพระสารีบุตร เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และความ สงบรำงับ. ภิกษุผู้ที่ถึงฝั่ง คือพระนิพพานแล้ว มีพระสารีบุตร เท่านั้น เป็นอย่างเยี่ยมยอด. ฯ" ดังนี้. ๑. ตายนคาถานี้ ในที่อื่นเป็นพุทธภาษิตโดยตรง ก็มี. ๒. บาลี อนาถบิณฑิโกวาท อุปริ. ม. ๑๔/๔๗๒/๗๓๙, เล่าแก่ภิกษุ ท. ที่ เชตวัน หลังจากวันทำกาละของอนาถบิณฑิกคหบดี.

น.1324 ทวบุตรนั้นกล่าวดังนี้แล้ว กำหนดในใจรู้ว่า ‘พระศาสดา ทรงพอพระทัยในเราแล้ว,’ ไหว้เรา กระทำประทักษิณ หายไปแล้ว. “พระองค์ผู้เจริญ ! เทวบุตรนั้น คงเป็นอนาถบิณฑิกเทวบุตรเป็นแน่, พระองค์ ผู้เจริญ ! อนาถบิณฑิกคหบดี เป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระสารีบุตรยิ่งนัก." พระอานนท์ ทูลสนองขึ้น. ถูกแล้ว, อานนท์ ! ถูกแล้ว, เธอเป็นผู้ถูก ในสิ่งที่พึงถูก ได้ด้วย การคิดทายเอาแล้ว. เทวบุตรนั้น คืออนาถบิณฑิกเทพบุตร, มิใช่ใครอื่น. การมาเฝ้าของจาตุมหาราช ๑ ภิกษุ ท. 1 เมื่อคืนนี้ มหาราช "ทั้งสี่ พร้อมทั้งเสนายักษ์ เสนาคนธรรพ์ เสนากุมภัณฑ์ และเสนานาคหมู่ใหญ่ ตั้งการรักษา การคุ้มครอง แวดล้อม ไว้ทั้งสี่ทิศแล้ว, มีวรรณะรุ่งเรืองยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามา หาเราถึงที่อยู่ ในเมื่อราตรีล่วงไปเป็นอันมาก (คึก), ครั้นเข้ามาหาแล้ว ไหว้ และนั่งอยู่ ณ ที่ควร. ภิกษุ ท. ! ยักษ์ (คือเสนา) เหล่านั้น บางพวกไหว้เรา, บางพวก ปราศรัยด้วยคำน่าบันเทิงใจ จับใจ, บางพวกน้อมอัญชลีมาทางเรา, บางพวก ร้องขานชื่อและโคตรของตน, บางพวกเฉย ๆ แล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยกันทั้งนั้น. ภิกษุ ท. ! มหาราชชื่อเวสสวัณ ผู้นั่งแล้วในที่ควร ได้กล่าวคำนี้ กะเราว่า :- ๑. ตรัสเล่าแก่ภิกษุ ท. ในวันรุ่งขึ้น, ที่เขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์, บาลี ปา. ที. ๑๑/๒๑๙/๒๑๙. ๒. ท้าวมหาราช ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค จะเป็นสัตว์ชนิดใด ควรวินิจฉัย ดูจากเรื่องนี้บ้าง.

น.1325 "ข้าแต่พระองค์ ! ยักษ์ชั้นสูง ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใสก็มี, ยักษ์ชั้นกลาง ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใส ก็มี, ยักษ์ชั้นต่ำ ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใสก็มี, แต่ว่า ยักษ์ส่วนมาก ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคดอก, พระองค์ ผู้เจริญ ! เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า พระผู้มีพระภาค ย่อมแสดง ธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาติบาต, จากอทินนาทาน, จากกาเมสุมิจฉาจาร, จากมุสาวาท, จากการดื่มสุรา เมรัย ; แต่ยักษ์ส่วนมาก ไม่งดเว้นจาก ปาณาติบาตเสียเลย, ไม่งดเว้นจากอทินนาทาน - กาเมสุมิจฉาจาร -มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย. ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ เป็นที่รัก ที่พอใจแก่ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น. "ข้าแต่พระองค์ ! เหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้เสพเสนาสนะป่า อันสงัด ในราวป่า อันน้อยเสียง ไม่กึกก้อง ปราศจากเสียงคน เป็นที่เหมาะ แก่การลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น, ในที่นั้นมียักษ์ชั้นสูงอาศัยอยู่. พวกใดไม่เลื่อมใสในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค เพื่อให้พวกนั้นเลื่อมใส, ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับ อาฏานาฏิยรักขมนต์ เพื่อการคุ้มครองรักษา การไม่ถูกเบียดเบียน การอยู่เป็นผาสุก แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งหลายเถิด. ภิกษุ ท. ! เรารับการขอร้องของท้าวมหาราชด้วยการนึ่ง. ลำดับนั้น ท้าวมหาราช ชื่อเวสสวัณ รู้ความยอมรับของเรา จึงกล่าว อาฏานาฏิยรักขมนต์ ขึ้นในขณะนั้น (เป็นกาพย์) ว่า :- “ขอ นอบ น้อม แด่พระวิปัสสีพุทธะ ผู้มีจักขุ มีสิริ. ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธะ ผู้มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง. ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธะ ผู้มีตบะ ผู้สิ้นบาปแล้ว.

น.1326 ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธะ ผู้ย่ำยีมารและเสนา ได้ ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธะ ผู้ประเสริฐจบพรหมจรรย์. ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธะ ผู้พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธะ๑ ผู้เป็นสากยบุตร มีสิริ, ผู้แสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง นี้. ฯลฯ๒." ในที่สุดท้าวมหาราชกล่าวแก่เราว่า "พวกข้าพระองค์ ท. จะลาไปบัดนี้ พวกข้าพระองค์ มีกิจมาก มีธุระมาก" ดังนี้. เราตอบว่า พวกท่านทั้งหลาย ย่อมรู้จักเวลาของกิจใด ๆ ดีแล้ว ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น มหาราชทั้งสี่ ลุกจากที่นั่ง อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว หายไปในที่นั้น. ยักษ์เหล่านั้น ครั้นลุกจากที่นั่งแล้ว บางพวกอภิวาท ทำประทักษิณ, บางพวกกล่าวถ้อยคำบันเทิงใจจับใจ, บางพวกทำอัญชลี, บางพวกร้องขานชื่อและโคตร, บางพวกเฉย ๆ แล้ว หายไปในที่นั้น. การข่มลิจฉวีบุตร ผู้มัวเมาในปาฏิหาริย์" ภัคควะ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ศาลามีรูปเหมือนเรือนยอด ที่ป่ามหาวัน ใกล้นครเวสาลี. ครั้งนั้น นักบวชเปลือย (อเจละ) ชื่อ กฬารมัชฌกะ ๑. คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราในปัจจุบัน. ๒. มนต์ต่อนี้ไป ยังมีอีกมาก แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นพุทธภาษิตแท้, และกลัวว่าจะไม่ เป็นประโยชน์ในการนำมาใส่ไว้ทั้งหมด ผู้ปรารถนา พึงเปิดดูใน อาฏานาฏิยสูตรเถิด. ๓. บาลี ปาฏิกสูตร ปา ที. ๑๑/๙/๕, แก่ปริพพาชกผู้ภัคควโคตร. ที่ปริพพา ชการาม, ปรารภกันถึงเรื่องสุนักขัตต์ ลิจฉวีบุตร ยกเรื่องหาว่าถ้าพระองค์ไม่แสดงปาฏิหาริย์ จะไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย, แต่พระองค์ไม่ทรงทำตามขอ เพราะไม่ได้สัญญากันว่า มาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อดูปาฏิหาริย์. แต่ที่แท้ ปาฏิหาริย์ ย่อมมีตามธรรมดาบ่อย ๆ.

น.1327 อาศัยอยู่ ณ เมืองเวสาลี ถึงแล้วด้วยลาภและยศเหลือล้น อยู่ในบ้านวัชชีคาม, เพราะนักบวชผู้นั้น สมาทานวัตตบท ๗ ประการ อย่างเต็มที่คือ :- ๑. ข้าพเจ้า จักเป็นคนเปลือยตลอดชีวิต ไม่นุ่งห่มผ้า. ๒. ข้าพเจ้า จักเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุน จนตลอดชีวิต. ๓. ข้าพเจ้า จักมีชีวิตอยู่ด้วยสุราและเนื้อ ไม่บริโภคข้าวสุกและขนม สดจนตลอดชีวิต. ๔. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินอุเทนเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศตะวันออก. ๕. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินโคตมกเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศใต้. ๖. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินสัตตัมพเจดีย์ ในเมืองเวสาลีทางทิศตะวันตก. ๗, ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินพหุปุตฺตกเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศเหนือ ภัคควะ ! ครั้งนั้นสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร เข้าไปหา อเจละกฬารมัชฌกะ ถึงที่อยู่แล้ว ถามปัญหา, อเจละผู้นั้นถูกถามแล้ว ไม่อาจตอบ ก็แสดงความ โกรธ โทสะ และความไม่ยินดีด้วย ให้ปรากฏขึ้น. ภัคควะ ! ครั้งนั้น สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร มีความคิดว่า ‘เราได้รบกวน พระอรหันตสมณะผู้ดีงามเสียแล้ว ขออย่าเป็นไปเพื่อความทุกข์ ความไม่เกื้อ กูลแก่เรา ตลอดกาลนานเลย’ ดังนี้แล้ว ได้เข้าไปหาเรา ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ ควรข้างหนึ่ง. เราได้กล่าวกะสุนักขัตตลิจฉวีบุตรว่า ‘โมฆบุรุษ ! ท่านเป็นสมณ- สากยบุตติย์ จักต้องสำนึกตัวไว้' ดังนี้. "พระองค์ผู้เจริญ ! ทำไมพระองค์จึงได้ตรัสดั่งนั้นเล่า ?" สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ได้ย้อนถามเรา. "สุนักขัตตะ ! เธอได้เข้าไปถามปัญหากะอเจละกฬารมัชฌกะ, อเจละ กฬารมัชฌกะตอบไม่ได้แล้วแสดงความโกรธ โทสะ และความไม่ยินดีด้วย ให้ปรากฏ, เธอยังคิดว่า เราได้รบกวนพระอรหันต์ผู้ดีงามเสียแล้ว ขออย่า เป็นไปเพื่อความทุกข์ไม่เกื้อกูลแก่เรา ตลอดกาลนาน ดังนี้, มิใช่หรือ ?"

น.1328 "จริงอย่างนั้น, พระองค์ แต่ว่าทำไมพระผู้มีพระภาคจึงเกียดกัน พระอรหันต์เล่า ?" โมฆบุรุษ ! เรามิได้เกียดกันพระอรหันต์ดอก แต่ว่าทิฏฐิลามกของเธอ มีอยู่ เธอจงละมันเสีย จงอย่าเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน สุนักขัตตะ ! ข้อที่เธอสำคัญว่า กฬารมัชฌกะ เป็นอรหันตสมณะผู้ดีงามนั้น ในไม่นานดอก กฬารมัชฌกะจักนุ่งผ้า มีภรรยาตามหลังเที่ยวไป, บริโภค ข้าวสุกและขนมสด ล่วงเกินเจดีย์ ในเมืองเวสาลีทุก ๆ แห่ง เสื่อมจากลาภ และยศ ทำกาละแล้ว." ภัคควะ ! ต่อมาไม่นาน (เหตุการณ์เป็นไปดั่งเราพยากรณ์,) สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร (ทราบเรื่องแล้ว) ได้เข้าไปหาเราถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร. ภัคควะ ! เราได้ถามสุนักขัตตะนั้นว่า ข้อใดที่เราพยากรณ์ไว้ ข้อนั้นเป็นดั่งนั้น หรือเป็นโดยประการอื่น ? "พระองค์ผู้เจริญ : เป็นดั่งนั้น มิได้เป็นโดยประการอื่น." "เมื่อเช่นนั้น เป็นอันว่า เราทำอุตริมนุสสธรรม อิทธิปาฏิหาริย์ หรือมิได้ทำ ?" "พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นอันว่าทำแล้ว, หาใช่มิได้ทำไม่." "โมฆบุรุษ ! ท่านจงเห็นความผิดของตัวเถิด." ภัคควะ ! สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร, เมื่อเรากล่าวอยู่อย่างนี้ ได้หลีก ไปแล้ว จากธรรมวินัยของเรา เหมือนสัตว์นรก ผู้หาความเจริญมิได้.

น.1329 ตามเสียงคนนอกที่กล่าวถึงพระองค์ ๓๐๗

น.1330 มีเรื่อง: - ตามเสียงกระฉ่อนทั่วไป - - ตามเสียงของผู้สรรเสริญธรรมเทศนา - - ตามเสียงของปริมพาชกวัจฉโคตร - - ตามเสียงของคุณกโมคคัลลานพราหมณ์ - - ตาม เสียงของสัจจกะนิครนถ์ - - ตามเสียงของเจ้าลิจฉวี ทุมมุขะ -- ตามเสียงของปริมพาชกคณะ แม่น้ำสัปปี่นี - - ตามเสียงของบี่โลติกปริมพาชก - - ตามเสียงของวัสสการพราหมณ์ - - ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร - - ตามเสียงของโลหิจจพราหมณ์ -- ตามเสียงของโสณ- ทัณฑพราหมณ์ - - ตามเสียงของอุตตรมาณพ - - ตามเสียงของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล - - ตามเสียงของคณกโมคัลลานพราหมณ์ - - สังเวชนียสถานสี่แห่งเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ๓๐๘

น.1331 เรื่องควรผนวก ของพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๔ คือพระประวัติเบ็ดเตล็ดตามเสียงของคนนอก คำชี้แจงสำหรับเรื่องผนวก ขณะที่รวบรวมพระประวัติภาคนี้ ได้พบเรื่องที่เป็นพระประวัติเบ็ดเตล็ด ปรากฏ อยู่เป็นคำของคนนอก เช่นพวกพราหมณ์เป็นต้น กล่าวถึงพระองค์. เห็นว่าควรนำมาผนวก ไว้ในเรื่องจากพระโอษฐ์เสียด้วย เพราะคำที่คนนอกกล่าวนี้ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระแวงหรือ กล่าวหาของผู้อื่นว่าเป็นเรื่องยกตัวเองเลย, จึงนำมาทำเป็นเรื่องผนวกของภาคสี่นี้ แม้ว่ามิใช่ เป็นเรื่องที่ตรัสจากพระโอษฐ์เอง ก็ยังมีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ดุจเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่งเรื่อง ที่จะกล่าวโดยคนนอกเช่นนี้ มีน้อยจนไม่พอเพื่อทำเป็น "พุทธประวัติจากเสียงของคนนอก" อีกเล่มหนึ่งต่างหาก. ในพระบาลี พรหมชาลสูตร สี. ที. ตรัสว่า มหาชนธรรมดารู้จักพระองค์อย่างสูง เพียงแค่ความดีงามในส่วนที่เป็นชั้น “ศีล." เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการแปลกประหลาด อย่างใดที่ตามเสียงของคนนอกในเรื่องผนวกนี้ จึงมีเพียงส่วนที่เป็นชั้น “ศีล" ดังกล่าวแล้ว, เพราะศีลเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ในสายตาของคนนอกทั่วไป, แต่ถึงกระนั้น ก็ยังอาจเป็นทิฏฐานุคติ แก่ผู้หวังดำเนินตามรอยพระยุคลบาท หรือแม้เพียงหวังศึกษา เพื่อให้รู้จักพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น ก็เป็นความดีไม่น้อย. ยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเคยถูกนำออกเผยแพร่ หรือศึกษากันมาก่อน เช่นนี้ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นเรื่องที่ควรอ่านด้วยความพิจารณาอย่างเต็มที่. - ผู้รวบรวม ๓๐๙

น.1332 กระฉ่อนทั่วไป ๆ ๑ : ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์ นี่แน่ะอุตตระ ! พระสมณโคดม โอรสเจ้าสากยะ ออกผนวชจากสาย- ตระกูล เสด็จจาริกอยู่ในหมู่ชาววิเทหะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป, และเสียงที่กล่าวสรรเสริญพระโคดมนั้น กระพือไปแล้วอย่างนี้ว่า "เพราะเหตุเช่นนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ ด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีที่ฝึกคนควรฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดา และมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. พระผู้มีพระภาค เจ้านั้น ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, เทวดาพร้อม ทั้งมนุษย์, แล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้. ท่านแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์ พร้อม ทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง. การได้เห็น พระอรหันต์ผู้เช่นนี้ เป็นความดี" ดังนี้. แน่ะพ่ออุตตระ ! เจ้าจง ไปเฝ้าพระโคดม แล้วสังเกตให้รู้ว่า เป็นความจริงดั่งเสียงสรรเสริญที่กระพือ ไปอย่างนั้น จริงหรือไม่, เราจักได้รู้จักพระสมณโคดมไว้ด้วยกัน ๑. เป็นคำลือกระฉ่อนของคนทั่วไป, ล่วงหน้าไปในตำบลที่พระองค์กำลังจะเสด็จ ไปถึง. มีที่มาในบาลีทั่วไป มากแห่งเหลือที่จะนับ เฉพาะที่ยกมานี้ เป็นบาลี ม. ม. ๑๓/๕๒๙ /๕๘๕, เป็นคำของพรหมมายุพราหมณ์ กล่าวแก่ ศิษย์ของตน ตามที่ได้สั่งเล่าลือมา.

น.1333 ตามเสียงของผู้สรรเสริญธรรมเทศนา ๑ : ทรงมีธรรมเทศนาเป็นแสงสว่าง พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้เกิดก่อนใครทั้งหมด, พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ ประเสริฐที่สุด. พระโคดมผู้เจริญ ! ธรรมเทศนานั้นไพเราะนัก. ธรรมเทศนา นั้นไพเราะนัก ธรรมปริยายเป็นอันมาก ที่พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศ แล้วนี้ เปรียบเหมือนการหงายของที่คว่ำอยู่, เปิดของที่มีสิ่งอื่น ขีดไว้, บอกทางแก่คนหลงทาง, หรือว่าจุดไฟไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่าคน มีตาดีจักได้เห็นรูปทั้งหลาย. ฉันใดก็ฉันนั้น. ข้าพระองค์ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญนี้ว่าเป็นสรณะ, รวมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ด้วย. ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็น อุบาสกผู้ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนสิ้นชีวิต จำเดิมแต่วันนี้ไป. อนึ่ง ขอพระโคดมผู้เจริญ จงอยู่จำพรรษาในเมืองเวรัญชานี้ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ทั้งหลาย. ตามเสียงของปริมพาชกวัจฉโคตร ๒ : ทรงมีคำสอนที่เป็นแก่นแท้ล้วน ๆ พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนต้นสาระ ๑ ใหญ่อยู่ในที่ไม่ไกลแต่ ๑. คำของเวรัญชพราหมณ์ ทูลสรรเสริญธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตาม ความรู้สึกในหัวใจจริง. มหาวิภังค. วินัย. ๑/๙/๔, การสรรเสริญพระธรรมเทศนาโดยโวหาร เช่นนี้มีทั่ว ๆ ไป มากแห่งด้วยกัน ในที่นี้ยกเอามาเฉพาะรายแรกที่สุด ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก. ๒. เป็นคำของปริพพาชกวัจฉโคตร กล่าวออกมาในที่เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มี พระภาคเจ้า ด้วยความพอใจในธรรมเทศนาของพระองค์. ม. ม. ๑๓/๒๔๘/๒๕๒.

น.1334 หมู่บ้านหรือนคร. เพราะความแก่ชราของต้นไม้นั้น ใบและกึ่งหลุดร่วงไป เปลือกและกะเทาะหลุดร่วงไป กะพี้หลุดร่วงไปอยู่เรื่อย ๆ ตามลำดับ ๆ. ครั้นถึงสมัยหนึ่ง ก็เป็นต้นไม้ที่ปราศจากกิ่งและใบ ปราศจากเปลือกและกะเทาะ, ปราศจากกะพี้โดยสิ้นเชิง มีแต่แก่นแท้ ๆ ปรากฏอยู่, ข้อนี้ฉันใด; คำสอน ของพระสมณโคดมเป็นคำสอนที่ปราศจากกิ่งและใบ ปราศจากเปลือกและ กะเทาะ ปราศจากกะพี้, มีแต่แก่นแท้ ๆ ปรากฏอยู่ ฉันนั้น. พระโคดมผู้เจริญ ! ธรรมเทศนานี้ไพเราะนัก ธรรมเทศนานี้ ไพเราะนัก. ธรรมปริยายเป็นอันมาก ที่พระโคดมผู้เจริญประกาศแล้วนี้ เป็น เหมือนการหงายของที่คว่ำ การเปิดของที่บีด การชี้ทางแก่คนหลงทาง หรือ เหมือนการจุดตะเกียงไว้ในที่มืด เพื่อว่าคนมีตายังดีจะได้เห็นรูป ฉันใดก็ฉันนั้น. ข้าพเจ้าขอถึงพระโคดมผู้เจริญเป็นที่พึ่ง รวมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์. ขอ พระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสก จำเดิมแต่วันนี้ไปจนตลอด ชีวิต. ตามเสียงของคุณกะโมคคัลลานพราหมณ์ ๑ " โอวาทของพระโคดมเป็นยอด " พระโคดมผู้เจริญ ! บรรดาไม้มีรากหอม เขากล่าวว่ากฤษณาเป็นยอด, บรรดาไม้มีแก่นหอม เขากล่าวว่าจันทน์แดงเป็นยอด. บรรดา ๓. ไม้สาละนี้ เป็นไม้แก่นแข็งชนิดหนึ่งในอินเดีย. แต่ก่อนเคยแปลกันว่าไม้รัง, ภายหลังปรากฏว่าไม่ใช่, จึงแปลทับศัพท์ว่าไม้สาละ, ศัพท์พฤกษศาสตร์ว่า Shorea Robusta, ๑. คำของคุณกะโมคคัลลานะ ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ทรง บรรยายลักษณะบางอย่างเกี่ยวกับสาวกของพระองค์บางพวกให้เขาฟัง. อุปริ.ม. ๑๔/๘๘/๑๐๔.

น.1335 ๓๑๓ ตามเสี่ยงคนนอก ที่กล่าวถึงพระองค์ ไม้มีดอกหอม เขากล่าวว่าดอกมะลิเป็นยอด แม้ฉันใด, บรรดาปรมัตถธรรม ทั้งหลาย โอวาทของพระโคดมผู้เจริญ ย่อมเป็นยอด ฉันนั้นแล. พระโคดมผู้เจริญ ! ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก ๆ, พระโคดม ทรงประกาศธรรมเทศนา โดยปริยายเป็นอันมากนี้ เหมือนหงายของที่คว่ำอยู่ หรือเหมือนเปิดของที่ปกปิดอยู่ หรือเหมือนชี้บอกหนทางให้แก่คน หลงทาง หรือเหมือนอย่างตามตะเกียงในที่มืดให้คนตาดีได้เห็นรูป ฉะนั้น. ข้าพระองค์ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ และพระธรรมพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก. ขอพระโคดม ผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จนตลอดชีวิต ในกาลมีวันนี้เป็นต้นไป. ตามเสียงของสัจจกะนิครนส์ ๑ : "เจอะพระโคดมแล้ว ไม่มีรอดไปได้." พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้านั่นเที่ยว เป็นคนคอยกำจัดคุณของผู้อื่น, เป็นคนคะนองจาวา เพราะได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตัวอาจหักล้างได้ ด้วยถ้อยคำของตัว. พระโคดมผู้เจริญ ! บุรุษมาปะทะช้างอันซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟ อันกำลังลุกโชนก็ดี กะทบงูที่มีพิษร้ายก็ดี ก็ยังมีทางเอาตัวรอดได้บ้าง. แต่มาเจอะพระโคดมเข้าแล้วไม่มีทางเอาตัวรอดได้เลย. ข้าพเจ้านั่นเทียว เป็นคนคอยกำจัดคุณของผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา เพราะได้สำคัญถ้อยคำของ พระโคดมว่า ตัวอาจหักล้างได้ด้วยถ้อยคำของตัว. ขอพระโคดม พร้อมด้วย พระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อฉันในพรุ่งนี้. ๑. คำสารภาพของสัจจกะนิครนถ์ สารภาพต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า. ม. มู. ๑๒ /๔๓๕/๔๐๓.

น.1336 ของเจ้าลิจฉวี ทุมมุขะ ๑ : ทรงหักล้างถ้อยคำของปรปักษ์ได้ เหมือนเด็ก ๆ รุมกันต่อยก้ามปู เปรียบเหมือนในที่ใกล้แห่งบ้านหรือนิคม มีสระโบกขรณีอยู่สระหนึ่ง, ในสระนั้นมีปูตัวหนึ่ง, มีเด็กชายหญิงเป็นอันมากออกจากบ้านหรือนิคมนั้น ไปถึงสระโบกขรณีนั้นแล้วก็ลงจับปูนั้นขึ้นมาจากน้ำวางไว้บนบก, ปูนั้นจะน้อม ก้ามไปข้างไหน เด็กเหล่านั้นก็จะคอยต่อยก้ามปูนั้นด้วยท่อนไม้หรือชิ้นกะเบื้อง, ครั้นปูนั้นมีก้ามหักหมดอย่างนี้แล้ว ก็ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นได้อีก เหมือนอย่างก่อน, ข้อนี้ฉันใด, ทิฏฐิที่เป็นเสี้ยนหนามปกคลุมอยู่ ยักไปยักมา ไม่อยู่ในร่องรอยบางอย่าง อย่างของสัจจกะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหักเสีย แล้ว, ต่อนี้ไป สัจจกะไม่อาจเข้ามาใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประสงค์จะ โต้ตอบได้อีกฉันนั้น. เมื่อเจ้าทุมมุขลิจฉวีกล่าวอย่างนี้แล้ว สัจจกะพูดกับเธอว่า "เจ้าทุมมุข ท่านหยุดเถิด, ท่านหยุดเถิด, ท่านเป็นคนปากมากนัก, ข้าพเจ้าไม่ได้พูดหารือกับท่าน, ข้าพเจ้าพูดหารือกับ พระโคดมต่างหาก." ตามเสียงของปริมพาชกคณะแม่น้ำสัปปีนี ๒ : ไม่มีช่องทางที่ใครจะขันสู้พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่แน่ะสรภะ ! สุนัขจิ้งจอกในป่าใหญ่ ทะยานใจว่าจักบันลือสีหนาท, ๑. คำเยาะเย้ย ของเจ้าลิจฉวี ทุมมุข เยาะเย้ยสัจจกะนิครนถ์ ซึ่งจำนนต่อถ้อยคำ ของตัวเอง ในการโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้า. ม.มู. ๑๒/๔๓๒/๔๐๐. ๒. คำของปริพพาชกคณะแม่น้ำสัปปีนี้ทั้งคณะ กล่าวถากถางปริพพาชกคนหนึ่งใน คณะของตนที่กล้าไปท้าทายพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วในที่สุดกลับนิ่งเงียบ เมื่อเขาให้พูดใน ที่ประชุม. ติก. อํ. ๒๐/๒๔๑/๕๐๔.

น.1337 ครั้นร้องออกมาจริง ก็ร้องเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ ร้องเป็นเสียงสุนัข ป่าอยู่นั่นเอง, นี้ฉันใด, สรภะ ! ท่านเองก็ฉันนั้น ลับหลังพระสมณโคดม คุยว่า "ข้าจักบันลือสีหนาท," แต่แล้วก็ร้องเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ ร้องเป็นเสียงสุนัขป่าอยู่นั่นเอง. ลูกไก่เจี๊ยบ ทะยานใจว่าจักขันให้เหมือนเสียงพ่อไก่, ครั้นขันออกมาจริง ก็ร้องเป็นเสียงลูกไก่เจี๊ยบอยู่นั่นเอง, ฉันใด, สรภะ ! ท่านเองก็ฉันนั้น ลับหลังพระสมณโคดม คุยว่า "ข้าจักขัน," แต่แล้วก็ร้องเจี๊ยบ ๆ นั่นเอง. โคอยู่ในโรงว่างเงียบตัวเดียว ก็ทะยานใจว่าเสียงของตัวก้อง, ฉันใด, สรภะ ! ท่านเอง อยู่ลับหลังพระสมณโคดม ก็สำคัญว่าเสียงของตัวอุโฆษ ฉันนั้น. ตามเสียงของปี่โลติกะปรินพาชก ๑ : ทรงมีคุณธรรมลึกจนผู้อื่นได้แต่เพียงอนุมานเอา ชาณฺสโสณิพราหมณ์เห็นบีโลติกะปริพพาชกเดินมาแต่ที่ไกล ได้ถามว่า "ท่านผู้เป็น วัจฉายนะโคตร ย่อมมาแต่ไหนแต่ยังวันเช่นนี้ ? " "ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้ามาแต่สำนักพระสมณโคดม." “ท่านวัจฉายนะโคตรผู้เจริญ ! บัณฑิตพากันถือว่าพระสมณโคคมมีความรอบรู้และ ความเฉียบแหลมเพียงไหน ? " "ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้านะหรือ จักรู้จักความรอบรู้และความ เฉียบแหลมของพระสมณโคดมว่าเป็นอย่างไรได้, คนที่จะรู้ได้ ก็มีแต่คน ที่มีความรอบรู้และความเฉียบแหลมเท่ากับพระสมณโคดมเท่านั้น. ๑. คำของปิโลติกะปริพพาชก ตอบชาณุสโสณิพราหมณ์ตามความรู้สึกของตนที่มีอยู่ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระองค์เป็นเช่นไร. ม.มู. ๑๒/๓๓๖/๓๒๙.

น.1338 "ท่านผู้เจริญ ! ท่านผู้เป็นวัจฉายนะโคตรย่อมสรรเสริญพระสมณโคดมกับเขาด้วย อย่างมากมายเหมือนกันหรือ ? " "ท่านผู้เจริญ ! อะไร ข้าพเจ้านะหรือจะไม่สรรเสริญพระสมณโคดม พระสมณโคดมนั้น เป็นผู้ที่ใคร ๆ พากันสรรเสริญกันทั่วหน้า ว่าเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย." "ท่านผู้วัจฉายนะโคตร เห็นอำนาจประโยชน์ของอะไร จึงได้มีความเลื่อมใสใน พระสมณโคดมมากมายถึงเพียงนี้ ? " "ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเป็นใครไหนมา ที่จะไม่เลื่อมใสอย่างมากมาย ในพระสมณโคดม. เรื่องนี้ เปรียบเหมือนนักล่าช้างผู้ฉลาด เข้าไปในป่าช้าง ได้เห็นรอยเท้าช้างในป่านั้น โดยยาวก็ยาวมาก โดยกว้างก็กว้างมาก. เขาก็ถึงความแน่ใจได้ว่า ช้างตัวนี้ใหญ่ ข้อนี้ฉันใด. ข้าพเจ้านี้ก็ฉันนั้น, ในกาลใดได้เห็นเครื่องยืนยัน ๔ ประการในพระสมณโคดม, ในกาลนั้น ข้าพเจ้าก็ถึงความแน่ใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบ ด้วยพระองค์เอง พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสไว้ถูกต้องแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็น ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้ "ท่านผู้เจริญ ! เครื่องยืนยัน ๔ ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ (๑) ข้าพเจ้าได้เห็นขัตติยบัณฑิตบางพวก มีปัญญาละเอียดสุขุม เคยทำการ โต้วาทะ มาอย่างเชี่ยวชาญ มีปัญญาคมกล้าปานว่าจะแทงขนเนื้อทรายได้ เที่ยวทำลายความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้น ได้ฟังข่าวว่าพระสมณโคดมประทับอยู่ที่หมู่บ้านหรือนิคมชื่อนั้น ๆ เขาพากันผูก ปัญหาเตรียมไว้ทุกลู่ทุกทางว่า ถ้าเราถามปัญหานี้กะพระสมณโคดม ถ้า พระสมณโคดมแก้อย่างนี้ เราจะแย้งอย่างนั้น, ถ้าแก้อย่างนั้น เราจะแย้งอย่างนี้ แล้วพากันไปสู่หมู่บ้าน หรือสู่นิคมที่พระสมณโคดมประทับอยู่. ครั้นไปถึงแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ. พระสมณโคดมได้แสดงธรรมิกถา

น.1339 ได้ปลุกใจขัตติยบัณฑิตเหล่านั้นให้มีกำลังใจกล้าหาญร่าเริงด้วยธรรมิกถา, บัณฑิตเหล่านั้น ถูกชี้แจงปลุกใจให้มีกำลังใจกล้าหาญร่าเริงเช่นนั้นแล้ว ก็หา ได้ถามปัญหาไม่, แล้วจะพูดอะไรกันถึงการแย้งตามที่คิดกันไว้. เขาพากัน กลายเป็นสาวกของพระสมณโคดมนั่นเอง หมดสิ้นไม่มีเหลือ. ท่านผู้เจริญ ! ในกาลใดข้าพเจ้าได้เห็นเครื่องยืนยันประการที่ ๑ นี้ ในพระสมณโคดม ในกาลนั้นข้าพเจ้าก็ถึงความแน่ใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วย พระองค์เอง. พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสไว้ถูกต้องแล้ว. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วดังนี้. "ท่านผู้เจริญ ! (๒) ข้าพเจ้าได้เห็นพราหมณบัณฑิตบางพวก มี ปัญญาละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ .... (ฯลฯ) .... (เหมือนข้อ ที่ ๑ ทุกอย่างจนตลอดทั้งข้อ.) "ท่านผู้เจริญ ! (๓) ข้าพเจ้าได้เห็นคหบดีบัณฑิตบางพวก มีปัญญา ละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ .... (ฯลฯ) .... "ท่านผู้เจริญ ! (๔) ข้าพเจ้าได้เห็นสมณบัณฑิตบางพวก มีปัญญา ละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ. . (ฯลฯ) .... "ท่านผู้เจริญ ! พระสมณ โคดมย่อมให้บรรพชาแก่บัณฑิตทั้งหลาย เหล่านั้น. บัณฑิตเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วในธรรมวินัยนั้น เป็นผู้หลีกออกสู่ ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปในสมาธิอยู่เป็นปรกติ, ไม่นานเลย ก็ทำให้แจ้งได้ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อัน ไม่มีพรหมจรรย์อื่นยิ่งกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน, ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงสุขอันเกิดแต่พรหมจรรย์นั้นแล้วและอยู่. ท่าน เหล่านั้นได้พากันกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เราไม่ขยี้หัวใจของ เราอีกต่อไป. เราไม่ขยี้หัวใจของเราอีกต่อไป, ก่อนหน้านี้ พวกเรา

น.1340 ไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญญาว่าตัวเองเป็นสมณะ. ไม่เป็นพราหมณ์ ก็ปฏิญญา ตัวเองว่าเป็นพราหมณ์, ไม่เป็นอรหันต์ ก็ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นอรหันต์. บัดนี้ พวกเราเป็นสมณะแล้ว, บัดนี้พวกเราเป็นพราหมณ์แล้ว, บัดนี้ พวกเราเป็น อรหันต์แล้ว." ดังนี้. "ท่านผู้เจริญ ! ในกาลใด ข้าพเจ้าได้เห็นเครื่องยืนยันทั้ง ๔ ประการ เหล่านี้ ในพระสมณโคดม, ในกาลนั้น ข้าพเจ้าได้ถึงความแน่ใจแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. พระธรรมเป็นสิ่ง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสไว้อย่างถูกต้องแล้ว. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้านั้น ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้." ลำดับนั้น ชาณฺสโสณิพราหมณ์ได้ลงจากรถ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ประนมมือ อัญชลีไปทางทิศที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กล่าวอุทานนี้ขึ้นสามครั้งว่า นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ! นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ! นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมุมาสมฺพุทฺธฺส ! และว่าเมื่อไรหนอ เราจะพึงพบปะสมาคมกับพระสมณโคดมนั้น, ทำอย่างไรหนอ จะได้สนทนา เรื่องไร ๆ กับพระสมณโคดมนั้นดังนี้. ตามเสียงของวัสสการพราหมณ์ ๑ : ทรงมีคุณธรรมสูง ๔ ประการ พระโคดมผู้เจริญ ! เรื่องนี้น่าอัศจรรย์, เรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน, ก็ ๑. คำของวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์แห่งมคธ ทูลสรรเสริญถึงการบัญญัติ บุคคลที่เป็นมหาบุรุษมหาปราชญ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์. จตุก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕.

น.1341 ตามที่พระองค์ตรัสนี้ ข้าพระองค์จักจำไว้ว่า พระองค์ประกอบพร้อมด้วย ธรรม ๔ ประการนี้ คือ :- (๑) พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อ ความสุขของมหาชน เพื่อยังประชุมชนเป็นอันมากให้ประดิษฐานอยู่ใน อริยญายธรรม คือ ความเป็นผู้มีธรรมงาม มีธรรมเป็นกุศล. (๒) พระโคดมผู้เจริญจำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ดำริเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้, ทั้งนี้เป็น เพราะ พระโคดมเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย. (๓) พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดย ไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิตชั้นสูง. (๔) พระโคดมผู้เจริญกระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะเพราะหมดอาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว และอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้. ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร ๑ : ทรงอัดแออยู่ด้วยบริษัทนานาชนิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมเหล่าใด ที่ข้าพระองค์เคยประพฤติเมื่อ ๑. ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร ซึ่งเมื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวันพาราณสี ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าถามถึงการประพฤติธรรมเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ว่า เดี๋ยวนี้ยังประพฤติอยู่หรือไม่ ? ติก. อํ. ๒๐/๓๕๙/๕๖๗.

น.1342 ครั้งเป็นมนุษย์ ธรรมเหล่านั้นข้าพระองค์ก็ยังประพฤติอยู่บัดนี้ แถมยัง ประพฤติธรรม ที่ไม่เคยประพฤติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์อีกด้วย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกแวดล้อม แออัดอยู่ด้วยหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พวกพระราชา มหาอำมาตย์ พวกเดียรถีย์ และสาวกเดียรถีย์, ข้อนี้ฉันใด, ข้าพระองค์ ตามปรกติก็เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเทวบุตรทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน. เทวบุตร ทั้งหลายมาแม้แต่ที่ไกล ๆ ตั้งใจว่า "เราทั้งหลายจักฟังธรรมในสำนักหัตถก- เทวบุตร" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ไม่อิ่มไม่เบื่อของ ๓ อย่าง จนตาย. ของ ๓ อย่าง อย่างไรกันเล่า ? ๓ อย่างคือ :- ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จนตาย. ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการได้ฟังพระสัทธรรม จนตาย. ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการได้อุปัฏฐากพระสงฆ์ จนตาย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อของ ๓ อย่างนี้แล จนตาย. ตามเสียงของโลหิจจพราหมณ์ ๑ : ทรงมีอนามัยเป็นอย่างดี เข้ามานี่, เพื่อนโรสิกะ ! พระสมณโคดม อันมหาชนจะไปเฝ้าได้ ณ ที่ใด ท่านจงเข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น แล้วกล่าวตามคำของเรากะพระสมณ โคดม ผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย ลุกได้กะปรี้กระเปร่า มีกำลังพลัง มีอันอยู่เป็น ๑. เมื่อสั่งให้โรสิกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า, สี ล. ที. ๙/๒๘๕/๓๕๓, และบาลีแห่งอื่น อีกหลายแห่ง.

น.1343 ผาสุก ว่า .... ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหาร ของโลหิจจพราหมณ์ เพื่อภัตตบริโภค ในวันพรุ่งนี้เถิด. ตามเสียงของโสณทัณฑพราหมณ์ ๑ : ทรงมีคุณสมบัติสูงทุกประการ พวกพราหมณ์ ๕๐๐ คนได้กล่าวทัดทาน ห้ามมิให้โสณทัณฑพราหมณ์เจ้าเมืองจัมปา ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กลัวว่าจะเสื่อมเสียเกียรติยศของพวกพราหมณ์ชั้นสูงสุดไป. โสณทัณฑ์ พราหมณ์ได้กล่าวเหตุผลที่เขาควรจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคดังต่อไปนี้ : ดูกร ท่านผู้เจริญ ท. ! ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า บ้าง ว่าทำไมพวกเราจึงเป็นฝ่ายที่ควรไปเฝ้า เยี่ยมพระสมณโคดม แทนที่จะ ให้พระสมณโคดม เสด็จมาหาพวกเรา. เท่าที่เราได้ทราบมาแล้ว : พระสมณ- โคดม มีชาติอันดีทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิ ในครรภ์อันบริสุทธิ์ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ, เป็นผู้ที่ไม่มีใครคัดง้างท้วงติงได้ ด้วยการกล่าวถึงชาติ, นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่พวกเราควรไปเฝ้าเยี่ยมพระสมณโคดม แทนที่จะให้พระสมณโคดม เสด็จมาหาพวกเรา. พระสมณโคดม ทรงละหมู่พระญาติวงศ์อันใหญ่ยิ่ง แล้วออก ผนวช, นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่ ฯลฯ.๒ พระสมณโคดม ทรงสละเงินและทอง เป็นอันมาก ทั้งที่อยู่ในแผ่นดิน และนำขึ้นจากดินแล้ว ออกผนวชแล้ว, นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ฯลฯ. ๑. เสียงของโสณทัณฑพราหมณ์ บอกกล่าวแก่พวกพราหมณ์ด้วยกัน ที่ทัดทานตน ในการจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค สีล. ที. ๙/๑๔๖/๑๘๒. ๒. ที่ละด้วยเปยยาล (ฯลฯ) หมายความว่า มีคำเต็มเหมือนท้ายข้อต้น ซึ่งมีใจความว่า เราควรไปเฝ้า พระสมณโคดม แทนที่จะให้พระองค์มาหาเรา, ทุกแห่ง.

น.1344 พระสมณโคดม ยังเป็นหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท ประกอบด้วยเยาว์ ที่กำลังเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย ออกจากเรือน บวชไม่หวังประโยชน์เกื้อกูล ด้วยเรือน แล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดมนั้น, ขณะเมื่อมารดาบิดา ไม่ปรารถนาให้ออกบวช กำลังมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ทรงกันแสงอยู่. ท่านได้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ออกบวชจากเรือน ไม่หวัง ประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือนแล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดม มีรูปผึ่งผาย ควรแก่การดู เป็นที่ตั้งแห่งความ เลื่อมใส ประกอบด้วยความงามแห่งผิวพรรณเป็นอย่างยิ่ง มีผิวพรรณ เหมือนมหาพรหม มีทรวดทรงเหมือนมหาพรหม น่าดูมิใช่เล็กน้อย ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้มีศีล มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศล ประกอบ พร้อมด้วยศีลอันเป็นกุศล, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้มีวาจาไพเราะ ให้กึกก้องด้วยอุทาหรณ์อัน ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาอันเป็นที่ชอบใจแห่งชาวเมือง ไม่กึกก้อง ไม่พล่าม, สามารถให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความ, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นอาจารย์ และ ประธานอาจารย์แห่งชนเป็นอันมาก, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้สิ้นกามราคะ ปราศจากความกระเสือกกระสน ในกาม, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้กล่าวสอนลัทธิกรรม กล่าวสอน กิริยา ชักนำสัตว์ในความดี, ฯลฯ. พระสมณโคดม ออกผนวชจากตระกูลอันสูง คือตระกูลกษัตริย์ อันไม่ระคนด้วยตระกูลอื่น, ฯลฯ. พระสมณโคดม ออกผนวชจากตระกูล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ที่มหาชนชาวแคว้นนอก ๆ ชาวชนบทนอก ๆ ก็มาแล้ว เพื่อสอบถามข้อสงสัย, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้ที่เทวดา

น.1345 จำนวนพันเป็นอเนก ถือเอาเป็นสรณะด้วยการมอบชีวิต, ฯลฯ พระสมณโคดม มีเกียรติศัพท์อันงดงาม พุ้งไปแล้ว อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดา แลมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน จำแนก ธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้มีปรกติกล่าวคำต้อนรับเชื้อเชิญ มีถ้อยคำ นุ่มนวล หน้าตาเบิกบาน ไม่สยิ้ว ไม่อิดเอื้อน เป็นผู้มีถ้อยคำถูกต้องกาละเทศะ สำหรับทักทายเขาก่อน, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ที่ บริษัททั้งสี่ สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมแล้ว, เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก เลื่อมใสอย่างยิ่งแล้ว เฉพาะพระสมณโคดม, ฯลฯ. พระสมณโคดม ประทับอยู่ ณ บ้านหรือนิคมใด อมนุษย์ย่อมไม่ รบกวนมนุษย์ในบ้านหรือนิคมนั้น, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้มีหมู่มีคณะ เป็นอาจารย์ผู้ฝึกฝนหมู่คณะ ปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลาย อันมีอยู่เกลื่อนกล่น, เกียรติยศเกิดแก่สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิเหล่านั้น ด้วย อาการอย่างใด แต่จะเกิดแก่พระสมณโคดมด้วยอาการอย่างนั้น ก็หามิได้ ที่แท้ เกียรติยศเกิดแก่พระสมณโคดม เพราะความสมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะ อันไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า, ฯลฯ. พระเจ้าพิมพิสาร ผู้จอมทัพ ราชาแห่งมคธ พร้อมด้วยบุตรและภรรยา บริษัท และอมาตย์ ได้ถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะจนตลอดชีวิต, ฯลฯ พระเจ้าปเสนทิโกศล พร้อมด้วยบุตรภรรยา บริษัท และอมาตย์ ก็ถึงพระ- สมณโคดมเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต, ฯลฯ. พราหมณ์โปกขรสาติ พร้อมด้วย

น.1346 บุตรภรรยา บริษัท และอมาตย์ ก็ถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต. พระสมณโคดม เป็นผู้ที่พระเจ้าพิมพิสารผู้จอมทัพ ผู้ราชาแห่งมคธ, พระเจ้าปเสนทิโกศล, และพราหมณ์โปกขรสาติ สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม แล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดม เสด็จมาถึงเมืองจัมปา ประทับอยู่ที่แทบฝั่งสระโบกขรณี ชื่อ คัครา ใกล้นครจัมปานี่แล้ว. ท่านผู้เจริญ ! ก็สมณะหรือพราหมณ์ไร ๆ ก็ตาม ที่มาถึงคามเขตของเรา ก็เป็นแขกของพวกเรา, ขึ้นชื่อว่า แขกย่อม เป็นผู้ที่พวกเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม. พระสมณโคดม ก็มาถึงแล้ว เพราะเหตุนั้น พระสมณโคดม จึงเป็นแขกของพวกเรา เป็นแขก ที่พวกเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม, นี่ก็อีกข้อหนึ่งที่ พระสมณโคดม ไม่ควรเสด็จมาหาพวกเรา ; ที่แท้ พวกเรา นั่นแหละ ควรไปเยี่ยมเฝ้าพระสมณโคดม. เราพรรณนาเกียรติคุณของท่านโคตมะอยู่เพียงเท่านี้ ก็จริงแล แต่ พระสมณโคดม จะประกอบด้วยเกียรติคุณเพียงเท่านี้ ก็หาไม่ ที่แท้ พระสมณโคดมนั้น มีเกียรติคุณมาก หาประมาณมิได้. ตามเสียงของอุตตรมาณพ ๑ : ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ท่านผู้เจริญ ! ตามเสียงเล่าลืออันมีแก่พระโคดม เป็นอย่างนั้นจริง, พระสมณโคดม ก็เป็นจริงตามเสียงเล่าลือ ไม่แปลกไปโดยประการอื่น, พระ สมณโคดมนั้น ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะครบทั้ง ๓๒ ประการ คือ พระ ๑. คำของอุตตรมาณพ ผู้ติดตามดูพระผู้มีพระภาคอยู่ถึง ๗ เดือน แล้วกลับไปเล่าแก่ อาจารย์ตน ตามที่ได้สั่งเกตเห็นมา. บาลี ม.ม. ๑๓/๕๓๒/๕๘๙.

น.1347 สมณโคดม มีพื้นฝ่าเท้าเต็มเสมอ (ไม่แหว่งเว้า), นี่เป็นมหาปุริสลักขณะข้อหนึ่ง, (คำต่อไป ๆ เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในภาค ๑ ข้างต้น ซึ่งเป็นคำที่ตรัสเอง ทั้ง ๓๒ ลักขณะ) ฯลฯ ... พระสมณโคดม มีศีรษะรับกับกรอบหน้า. นี่ก็เป็นมหาปุริสลักขณะ ข้อหนึ่ง, เหล่านี้แล เป็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ของพระสมณโคดม. : ทรงมีลีลาศสง่า งดงาม ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น, เมื่อจะดำเนิน ย่อมก้าวเท้าขวา ก่อน, ไม่ยกย่างไกลเกิน ใกล้เกิน, เมื่อดำเนิน ไม่ก้าวถี่เร็วเกิน และไม่ช้า เกิน, ไม่ให้แข้งเบียดแข้ง ไม่ให้ข้อเท้ากระทบข้อเท้า, ไม่ยกขาสูง (เหมือน เดินในน้ำ), ไม่ลากขาต่ำ, ไม่ให้ขาเป็นเกลียว (คือผลัดไขว้กันไปไขว้กันมา เวลาก้าวเดิน), ไม่ส่ายขาไปมา, เมื่อพระโคดมดำเนิน นั้น กายมั่นคงไม่โยก โคลง. และไม่รู้สึกว่าต้องออกแรงในเมื่อเดิน. เมื่อจะเหลียวดู ย่อมเหลียว ทั้งกาย (ไม่เหลียวเฉพาะพระพักตร์), ไม่มองดูเบื้องบน ไม่มองดูเบื้องต่ำ, ไม่ตะลีตะลานเดิน, แต่มองเพ่งตรงออกไป ประมาณชั่วแอก, ที่นอกบริเวณ ชั่วแอกออกไป ทรงเห็นได้ด้วยอนาวฏญาณทัสนะ. : ทรงมีมรรยาทเป็นสง่า น่าเลื่อมใส ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน ย่อมไม่ กระหย่งกายให้สูง ไม่ย่อกายให้ต่ำ ไม่บิดกาย ไม่ส่ายกายไปมา เข้าไป, พระสมณโคดมนั้น ไม่หมุนกายเมื่อนั่ง ไกลเกิน ใกล้เกิน, ไม่ยันกายด้วยมือ แล้วจึงนั่ง, ไม่นั่งจมที่นั่ง (เช่นนอนพิงพนักจนเกือบเป็นนอน หรือทิ้งตัว นั่งแรง), พระสมณโคดมนั้น ไม่นั่งกระดิกมือ กระดิกเท้า, ไม่นั่งจุนปลีแข้ง

น.1348 ขึ้นไว้ด้วยปลีแข้ง (ขัดสมาธิชนิดชันเข่าขึ้นสูง ?), ไม่นั่งจุนตาตุ่มไว้ด้วยตาตุ่ม (ตาตุ่มซ้อนกันอยู่), ไม่นั่งยันคางด้วยมือ : ไม่ทรงตื่นเต้นพระทัย ในบ้าน ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น เมื่อนั่งในบ้านเรือนย่อมไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ครั่นคร้าม ไม่สั่นสะท้าน เป็นผู้มีปรกติไม่สะดุ้งหวาดเสียว ครั่นคร้ามสั่นสะท้าน ปราศจากความมีขนชูชัน มีจิตเวียนมาสู่วิเวก. : ทรงฉันภัตตาหารในหมู่บ้านเรียบร้อยนัก ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น นั่งในบ้านเรือนแล้ว, เมื่อรับน้ำ ล้างบาตร” ย่อมไม่ชูบาตรรับ ไม่เอียงบาตรรับ ไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่าย บาตรรับ, ย่อมไม่รับน้ำล้างบาตร มากเกิน น้อยเกิน, ไม่ล้างมีเสียงขลุง ๆ ไม่หมุนบาตรล้าง, ไม่วางบาตรที่พื้นแล้ว จึงล้างมือ, แต่บาตรกับมือเป็นอัน ล้างเสร็จพร้อมกัน. ไม่เทน้ำล้างบาตร ไกลเกิน ใกล้เกิน และไม่เทให้ฟุ้ง กระเซ็น. พระสมณโคดมนั้น เมื่อรับข้าวสุก ย่อมไม่ชูบาตรรับ ไม่เอียงบาตรรับ ไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่ายบาตรรับ, ย่อมรับข้าวสุก ไม่น้อยเกินมากเกิน. ย่อมถือเอาแกงกับแต่พอประมาณ, ไม่ให้คำข้าวยิ่งไปด้วยแกงกับ, ย่อมตะล่อม คำข้าวในปากให้หมุนมาถูกเคี้ยวใหม่ ๒-๓ กลับ แล้วจึงกลืน, เยื่อข้าวสุก ที่ยังไม่แหลกละเอียด ย่อมไม่เข้าไปในกาย, และเยื่อข้าวสุกนิดเดียว ก็ไม่ เหลืออยู่ในปาก, ย่อมน้อมคำข้าวเข้าไปแต่ครึ่งหนึ่ง (ฉันคราวละครึ่งคำหรือ ครึ่งปาก). ๑. เป็นน้ำล้างบาตร ก่อนแต่จะใช้รับภัตตาหาร ยุคโน้น แม้ฉันที่บ้านเรือน ก็คง ฉันด้วยบาตรที่พาไปนั่นเอง. เมื่อจะรับ จึงมีการถวายน้ำให้ล้างบาตรเสียก่อน, และคงถวายเมื่อ อยู่ในที่เทน้ำล้างบาตรได้.

น.1349 ไม่ทรงติดในรสอาหาร ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น รู้สึกตนขณะรู้รสแห่งอาหาร, ไม่รู้สึก ความยินดีติดใจในรส. พระสมณโคดมฉันอาหารประกอบพร้อมด้วยองค์แปด คือ ฉันเพื่อเล่น ก็หามิได้, ฉันเพื่อมัวเมาในรส ก็หามิได้, ฉันเพื่อประเทือง ผิว ก็หามิได้, ฉันเพื่อตกแต่งอวัยวะ ก็หามิได้ ; แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้มีความเป็นไปแห่งอัตตภาพสืบไป เพื่อห้ามกันเสียซึ่งความหิว ลำบาก, เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ; โดยคิดเห็นว่า ‘ด้วยการทำเช่นนี้ เราย่อมกำจัดเวทนาเก่า และไม่ทำเวทนาใหม่ให้เกิดได้ ; ความเป็นไปได้แห่ง อัตตภาพ, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร, และความอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา' ดังนี้. : ทรงมีวัตรในบาตร ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมฉันแล้ว เมื่อจะรับน้ำล้างบาตร ย่อมไม่ ชูบาตรรับ ไม่ตะแคงบาตรรับ ไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่ายบาตรรับ, ย่อมไม่รับ น้ำล้างบาตรน้อยเกิน มากเกิน, ไม่ล้างบาตรมีเสียงขลุง ๆ ไม่หมุนบาตรล้าง, ไม่วางบาตรที่พื้นแล้วจึงล้างมือ แต่บาตรกับมือเป็นอันล้างแล้วเสร็จพร้อมกัน, ไม่เทน้ำล้างบาตรไกลเกิน ใกล้เกิน, และไม่เทให้กระเซ็นฟุ้ง. ฉันเสร็จแล้ว ไม่วางบาตรไว้ไกลเกิน ใกล้เกิน, ไม่ละเลยบาตร, ไม่ละเลยการรักษาบาตร จนล่วงเวลา. : การเสด็จกลับจากฉันในหมู่บ้าน พระสมณโคดมนั้น ฉันแล้ว นั่งนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง และไม่ปล่อยให้เวลา

น.1350 แห่งการอนุโมทนาล่วงเลยไป, ฉันแล้วก็อนุโมทนา โดยไม่ติเตียนอาหารนั้น ยกย่องอาหารอื่น (เลือกสิ่งชอบ), ย่อมสนทนาชักชวน บริษัทนั้น ๆ ให้อาจ- หาญร่าเริงด้วยธรรมิกถาโดยแท้, แล้วจึงลุกจากอาสนะ หลีกไป. พระสมณ- โคดมนั้น ไม่ผลุนผลันไป ไม่เฉื่อยชาไป, และไม่ไปโดยเขาไม่รู้ไม่เห็น. : ทรงนุ่งห่มกะทัดรัด จีวรที่คลุมกายของพระสมณโคดม ไม่ปรกสูงเกิน ต่ำเกน, ไม่รัดแน่น ไม่หลุด ๆ หลวม ๆ, ลมไม่อาจเวิกจีวรที่กายของพระสมณโคดม, ธุลีละออง ไม่อาจติดกายของพระสมณโคดม. : ทรงมุ่งแต่ความเกื้อกูลสัตว์ พระสมณโคดมนั้น ไปถึงอารามแล้ว จึงนั่ง, นั่งบนที่นั่งที่จัดไว้แล้ว จึงล้างเท้า, และพระสมณโคดม ไม่เป็นคนประกอบการประคบประหงมตกแต่ง เท้า, ครั้นล้างเท้าแล้ว ก็นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. จะได้ คิดเพื่อเบียดเบียนตนก็หามิได้ เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นก็หามิได้ เพื่อเบียดเบียน ทั้งสองฝ่ายก็หามิได้, เป็นผู้นั่งคิดอยู่ซึ่งสิ่งอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลตน, เกื้อกูล ท่าน, เกื้อกูลทั้งสองฝ่าย, คือ เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงนั้นเที่ยว : การแสดงธรรมด้วยพระสำเนียงมีองค์ ๘ พระสมณโคดมนั้น ไปถึงอารามแล้ว (เย็นลง) ย่อมประชุมบริษัท แสดงธรรม, ไม่ประจบประแจงบริษัท, ย่อมสนทนาชักชวนบริษัทให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมิกถา.

น.1351 สียงก้องกังวาล ที่เปล่งออกจากพระโอษฐ์ของพระสมณโคดมนั้น ประกอบพร้อมด้วยองค์แปด คือ ไม่ขัด, ฟังเข้าใจ, เพราะพริ้ง, น่าฟัง, หยดย้อย, ไม่พร่าเลือน, ซาบซึ้ง, บันลือชัดเจน. เสียงที่พระสมณโคดมใช้เพื่อยังบริษัท ให้เข้าใจเนื้อความ ไม่กึกก้องแพร่ไปภายนอกแห่งบริษัท. บริษัทเหล่านั้น ครั้นพระสมณโคดม สังสนทนาชักชวนให้อาจหาญรื่นเริงด้วยธรรมิกถาแล้ว ลุกจากที่นั่งหลีกไป ก็ยังเหลียวมองดูอยู่ด้วยภาวะแห่งคนผู้ไม่อยากจากไป. ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าย่อมเห็นพระสมณโคดม เมื่อดำเนินไป, เมื่อ ยืนอยู่. เมื่อเข้าไปสู่บ้านเรือน, เมื่อนั่งนิ่ง ๆ ในบ้านเรือน, เมื่อฉันภัตตาหาร ในบ้านเรือน, เมื่อฉันแล้วนั่งนิ่ง ๆ เมื่อฉันแล้วและอนุโมทนา, เมื่อมาสู่ อาราม, เมื่อถึงอารามแล้วนั่งนิ่ง ๆ, เมื่อถึงอารามแล้ว แสดงธรรมแก่บริษัท. พระสมณโคดมนั้น เป็นเช่นกล่าวมานี้ด้วย, และยิ่งกว่าที่กล่าวมาแล้วด้วย." "ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น! ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ! ! ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ! ! ! ถ้าไฉนในบางคราว เราพึงได้สมาคมกับพระสมณโคดม, พึงเจรจาด้วย ถ้อยคำกับพระสมณโคดมเถิด." -- นี้เป็นอุทานของพรหมายุพราหมณ์ เปล่ง ในเมื่อฝั่งถ้อยคำนั้น จบแล้ว และคำรำพึงใคร่จะสมาคมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า. ตามเสียงของพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑ : ทรงมีคณะสงฆ์ที่ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อสังเกต ของหม่อมฉันมีอยู่ในพระผู้มีพระภาค ๑. คำของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลแด่พระผู้มีพระภาค ที่นิคมเมทฬุปะ แคว้น สากยะ, ในคราวไปเฝ้าเยี่ยม. ม.ม. ๑๓/๕๐๙/๕๖๒.

น.1352 ว่า ‘พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง, พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มี พระภาคตรัสดีแล้ว, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ปฏิบัติดีแล้ว" ดังนี้. พระองค์ผู้เจริญ ! คือในเรื่องนี้ หม่อมฉันได้เห็นสมณพราหมณ์บาง พวก ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด ได้สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบ ปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง, ครั้นสมัยอื่น สมณพราหมณ์พวกนั้นกลายเป็นผู้อาบอย่างดี ลูบทาอย่างดี แต่งผมแต่งหนวด อิ่มเอิบ เพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขา บำเรออยู่. ส่วนภิกษุในศาสนานี้, หม่อมฉันเห็นประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์จนตลอดชีวิต จนกระทั่งหมดลมหายใจ. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉัน ไม่เห็นพรหมจรรย์อื่น ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างนี้ นอกจากพรหมจรรย์นี้. นี่แลเป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน อันมีอยู่ในพระผู้มีพระภาค : ทรงมีคณะสงฆ์ที่พร้อมเพรียง ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! ราชาก็ยังวิวาทกับราชาด้วยกัน, กษัตริย์ก็ยังวิวาทกับกษัตริย์, พราหมณ์ก็ยังวิวาทกับพราหมณ์, คหบดีก็ยัง วิวาทกับคหบดี, มารดาก็ยังวิวาทกับบุตร, บุตรก็ยังวิวาทกับมารดา, บิดายัง วิวาทกับบุตร, บุตรยังวิวาทกับบิดา พี่น้องชายยังวิวาทกับพี่น้องหญิง, พี่น้องหญิงก็ยังวิวาทกับพี่น้องชาย, แม้สหายก็ยังวิวาทกับสหาย ; ส่วนใน พรหมจรรย์นี้ หม่อมฉันเห็นภิกษุทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เบิกบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน เข้ากันสนิทดังน้ำเจือกับน้ำนมสด มองดูกันและกันด้วยสายตา อันน่ารัก. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่นที่พร้อมเพรียงกัน อย่างนี้ นอกจากบริษัทนี้. แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มี พระภาค.

น.1353 ทรงมีคณะสงฆ์ที่ชุ่มชื่นผ่องใส ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันเที่ยวไปเนือง ๆ จาก อารามนี้สู่อารามนั้น จากสวนนี้สู่สวนนั้น, ได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ซุบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลือง สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นจะไม่ประสงค์มองดูใครเสียเลย. หม่อมฉันมีความเห็นว่า ท่านพวกนี้คง ผืนใจประพฤติพรหมจรรย์เป็นแน่ หรือมิฉะนั้น ก็ยังมีบาปสักอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านเหล่านี้ทำแล้วปกปิดไว้ จึงเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลือง สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ราวกะไม่ประสงค์มองดูใครเสียเลย. หม่อมฉันเข้าไปหาแล้ว ถามว่าเหตุไร จึงเป็นดังนั้น, ท่านเหล่านั้นตอบว่า "ข้าแต่มหาราช ! พวกเรามีโรคเนื่องมาเป็นเผ่าพันธุ์," ดังนี้. ส่วนภิกษุ ในศาสนานี้ หม่อมฉันเห็นท่านร่าเริงและรื่นเริง ส่อความรู้สึกภายในใจอันสูง ขึ้นและสูงขึ้น มีรูปน่าปลื้มใจ มีอินทรีย์ชุ่มชื่น มีความขวนขวายน้อย มีขน อันตกราบ๑ มีชีวิตเป็นไปด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจเป็นดุจมฤค (อ่อนโยน). หม่อมฉัน มีความเห็นว่า ท่านเหล่านี้ คงรู้คุณวิเศษอันโอฬาร ในศาสนาของ พระผู้มีพระภาค ยิ่งขึ้นกว่าเก่า ๆ เป็นแน่ จึงเป็นดังนั้น. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค : ทรงมีสังฆบริษัทที่เงียบเสียง ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นกษัตริย์ได้มุรธาภิเศกแล้ว มีอำนาจพอเพื่อให้ฆ่าคนควรฆ่า ริบคนควรริบ ขับคนควรขับ ก็จริง, เมื่อนั่ง วินิจฉัยคดี ชนทั้งหลายยังอึกทึกกลบเสียงหม่อมฉัน เสียเป็นระยะ ๆ ๑. หมายความว่า ไม่มีความสะดุ้งกลัว, เจ็บปวดอย่างใด,

น.1354 จะห้ามว่า ท่านผู้เจริญ ท. ! พวกท่านอย่ากลบเสียงของเราผู้นั่ง วินิจฉัยคดีให้ตกไปโดยระยะ ๆ เลย จงรอให้จบถ้อยคำของเราเสียก่อนดังนี้ ก็ไม่ไหว. เขาเหล่านั้น ยังคงอึกทึกกลบเสียงหม่อมฉันเสียโดยครั้งคราว. ส่วนภิกษุในศาสนานี้, หม่อมฉันเห็นไม่มีเสียงจาม หรือเสียงไอเลย ในเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมแก่บริษัทผู้นั่งพัง เป็นจำนวนหลายร้อย. ที่ล่วง มาแล้วแต่หลัง เมื่อพระผู้มีพระภาคแสดงธรรมแก่บริษัทจำนวนหลายร้อย. ถ้าสาวกคนหนึ่งคนใดในที่นั้นไอขึ้น เพื่อนสหพรหมจารีด้วยกัน จะกระทบเข่า ด้วยเข่า เพื่อให้รู้สึกว่า "ท่านจงมีเสียงน้อย ท่านอย่ากระทำเสียง พระผู้มี พระภาค ศาสดาของพวกเรากำลังแสดงธรรม" ดังนี้. หม่อมฉันมีความเห็นว่า อัศจรรย์จริงๆ ไม่เคยมีจริง ๆ บริษัทมีระเบียบเรียบร้อยอย่างนี้ โดยไม่ต้อง ใช้อาชญา หรือศาสตราเลย. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่น ที่เรียบร้อยดีอย่างนี้ นอกจากบริษัทนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ ก็เป็น ข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงชนะคนมุ่งร้ายที่เข้าเฝ้า ๑ ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉัน เห็นขัตติยบัณฑิต, พราหมณบัณฑิต, .... คหบดีบัณฑิต, .... ๒ สมณบัณฑิต, บางคนในโลกนี้ มีปัญญาเฉียบแหลม ชำนาญการโต้วาทะ เชี่ยวชาญ ดุจนายขมังธนูผู้สามารถ ยิงถูกขนทราย, ดูเหมือนเที่ยวทำลายความเห็นของผู้อื่น ด้วยปัญญาของตน เท่านั้น. บัณฑิตเหล่านั้น ได้ยินข่าวว่า "พระสมณโคดม จักเสด็จแวะ ๑. ข้อความคล้ายนี้ ยังมีในจุฬหัตถีปโทปมสูตร มู.ม. เป็นคำสรรเสริญของ ชาณุสโสณีพราหมณ์ กล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาคตแก่ปริพพาชกคนหนึ่ง. ๒. ในบาลีแยกกล่าวทีละพวก ความอย่างเดียวกัน.

น.1355 บ้านหรือนิคมชื่อโน้น," ก็ตระเตรียมปัญหา และอวดอ้างว่าเราจักเข้าไปถาม ปัญหานี้ กะพระสมณโคดม ถ้าเธอถูกถามแล้วพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจัก หักล้างวาทะของเธอด้วยวาทะอย่างนี้ ๆ แม้ถ้าเธอถูกถามแล้ว พยากรณ์ อย่างนั้น ๆ พวกเราก็จักหักล้างวาทะของเธอได้ด้วยวาทะอย่างนั้น ๆ ดังนี้. ครั้นเขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจริง ๆ พระผู้มีพระภาค ย่อมชี้แจง ให้เห็นชอบ ให้ปลงใจ ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมมิกถา. ท่านบัณฑิต เหล่านั้น เลยไม่ถามปัญหา ไหนจักได้ข่มขี่วาทะเล่า ย่อมพากันเข้าเป็นสาวก ของพระผู้มีพระภาคโดยแท้. และ (บางพวก) ขอโอกาสเพื่อบรรพชา จากเรือน ไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือน, พระผู้มีพระภาคก็บรรพชาให้. บัณฑิต เหล่านั้น เป็นบรรพชิตแล้ว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีเพียร มีตน ส่งไป แล้วในสมาธิ ก็ทำให้แจ้งได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตร ผู้ออกบวช จากเรือน ไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เรือน -ได้ในภพอันตนทันเห็นนี้, เข้าถึง แล้วแลอยู่. ท่านเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่ขยี้หัวใจเราอีกต่อไป ๆ, จริงอยู่ เมื่อก่อน เราไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นสมณะ, ไม่เป็น พราหมณ์ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นพราหมณ์, ไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันต์. แต่บัดนี้เล่า เราเป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็น พระอรหันต์โดยแท้, ดังนี้. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ ก็เป็นข้อสังเกตของ หม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงชนะน้ำใจคน โดยทางธรรม ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! มีช่างไม้สองคน ชื่อ อิสิทันตะ และ ปุราณะ, ทั้งสองนายนี้ กินข้าวของหม่อมฉัน ใช้ยวดยานพาหนะของหม่อมฉัน,

น.1356 ให้เบี้ยเลี้ยงชีพ, ให้ยศศักดิ์แก่เขา, แต่เขาจะมีความเคารพในหม่อม ฉัน เท่าที่มีในพระผู้มีพระภาค ก็หาไม่. เรื่องที่ล่วงมาแล้ว คือ หม่อมฉัน ยกเสนาออกไปกำจัดข้าศึก เมื่อจะทดลองช่างไม้สองคนนี้ จึงเข้าไปพักในที่ คับแคบแห่งหนึ่ง (เพื่อเห็นกันโดยใกล้ชิด), เขาทั้งสองคน ฆ่าเวลาด้วยสนทนา ธรรมเกือบค่อนรุ่ง แล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศที่เขาได้ยินข่าวว่าพระผู้มีพระ- ภาคประทับอยู่ เหยียดเท้ามาทางหม่อมฉัน. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉัน มีความรู้สึกว่า อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย, ช่างไม้สองคนนี้ กินข้าวของเรา ใช้ยานพาหนะของเรา เราให้เบี้ยเลี้ยงชีพ และยศศักดิ์แก่เขา แต่เขาหามี ความเคารพในเรา เท่าที่เขามีในพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่. ชะรอยคนทั้งสองนี้ จะรู้ถึงคุณวิเศษอันโอฬารในศาสนาของพระผู้มีพระภาค เพิ่มขึ้น ๆ เป็นแน่แท้. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค : ทรงเสมอกับพระเจ้าโกศลโดยวัย อีกข้อหนึ่ง, พระองค์ผู้เจริญ 1 พระผู้มีพระภาค ก็เป็นกษัตริย์ หม่อมฉันก็เป็นกษัตริย์. พระผู้มีพระภาคเป็นชาวโกศล " หม่อมฉันก็เป็นชาว โกศล, พระผู้มีพระภาคมีพระชนม์ ๘๐, หม่อมฉันก็มีอายุ ๘๐, ด้วยเหตุนี้ เอง, หม่อมฉันจึงควรทำความเคารพอย่างยิ่ง ในพระผู้มีพระภาค, ควรแสดง ความสนิทสนม. ตามเสียงของคุณกะโมคคัลลานพราหมณ์ ๒ : ทรงคบและไม่ทรงคบบุคคลเช่นไร พระโคดมผู้เจริญ ! บุคคลทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความ ๑. แคว้นสากยะเป็นถิ่นแห่งโกศล, ดังที่ตรัสเอง (ในภาค ๑). ๒. คำของคุณกะโมคัลลานะ ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ทรง บรรยายลักษณะบางอย่าง เกี่ยวกับสาวกของพระองค์บางพวก ให้เขาฟัง. อุปริ. ม. ๑๔/๘๗/๑๐๔.

น.1357 ลี้ยงชีวิตเป็นข้อประสงค์ ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือนแล้ว เป็นนักบวช อวดดี มีมายา เจ้าเล่ห์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไว้ตัว เป็นผู้กลับกลอก เป็นคน ปากกล้า มีวาจาสับส่าย มีทวารอันไม่ระวังแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จัก ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่น ไม่เพ่งในสามัญคุณ ไม่เคารพยิ่งในสิกขา มีความประพฤติเป็นไปเพื่อความมักมาก มีความประพฤติ เป็นไปด้วยอาการลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นหัวหน้าในทางเชือนแช ทอดธุระในวิเวก เสียแล้ว เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลว มีสติอันหลงลืมไม่รู้ตัว เป็นผู้ ไม่มั่นคง มีจิตอันหมุนเวียน มีปัญญาอันเขลาทรามดุจคนหูหนวกแลคนเป็นใบ้ พระโคดมผู้เจริญ ย่อมไม่อยู่ร่วมกับด้วยชนทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนว่า กุลบุตรทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้มีศรัทธา ออกจากเรือนบวช เป็นคนไม่มีเรือนแล้ว ไม่อวดดี ไม่มีมายา ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ ไม่ใช่คนฟุ้งซ่าน ไม่ใช่คนไว้ตัว ไม่ใช่คนกลับกลอก ไม่เป็นคนปากกล้า มีวาจาไม่สับส่าย มีทวาร อันระวังแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบ ความเพียรของบุคคลผู้ตื่น เพ่งในสามัญคุณ มีความเคารพยิ่งในสิกขา ไม่ประพฤติเป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่ประพฤติเป็นไปด้วยอาการลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นหัวหน้าในวิเวก ไม่ทอดธุระในทางเชือนแช มีความเพียรปรารภแล้ว มีตน อันส่งไปแล้ว มีสติอันเข้าไปตั้งอยู่แล้ว เป็นผู้รู้ตัว เป็นผู้มั่นคง มีจิตแน่ว เป็นผู้มีปัญญาหาใช่คนเขลาดังคนหูหนวก คนเป็นใบ้ไม่ พระโคดมผู้เจริญ ย่อมอยู่ร่วมกับด้วยกุลบุตรทั้งหลายเหล่านั้น. จบภาค ๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต