Buddhadasa.org

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๓ — เริ่มแต่ตรัสรู้แล้ว จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ — พระประวัติตรัสเล่า — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก เฉพาะพระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงพระองค์เอง แปลและร้อยกรองโดยพุทธทาสภิกขุ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1143 ภาค ๓ เริ่มแต่ตรัสรู้แล้ว ทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่างๆ จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์บรรลุผล ๑๑๕

น.1144 ภาค ๓ มีเรื่อง: - ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด " ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ - ทรงมีตถาคต พลญาณสิบ - ทรงมีเวสารัชชญาณสี่ " ทรงมีวิธี "รุก" ข้าศึกให้แพ้ภัยตัว - ทรงมีธรรม สีหนาทที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือน - ทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ - สิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจ ท้วงติงได้ - ไม่ทรงมีความลับที่ต้องช่วยกันปกปิด - ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ในโลก - ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา " ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด - ไม่ทรงติด แม้ในนิพพาน - ทรงมีความคงที่ ไม่มีใครยิ่งกว่า - ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์ได้ - ทรงยืนยัน พรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่ - สิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป - ทรงฉลาดใน เรื่องที่พ้นวิสัยโลก " ทรงทราบทิฏฐิวัตถุอันลึกซึ้งหกสิบสอง - ทรงทราบส่วนสุดและ มัชฌิมาปฏิปทา - ทรงทราบพราหมณสัจจ์ - ทรงทราบพรหมโลก - ทรงทราบคติห้า และ นิพพาน - ทรงแสดงฤทธิ์ได้เพราะอิทธิบาท - ทรงมีอิทธิบาทเพื่ออยู่ได้ถึงกัปป์ - ทรง เปล่งเสียงคราวเดียวได้ ตลอดทุกโลกธาตุ - ทรงมีปาฏิหาริย์สาม - เหตุที่ให้ได้นามว่า ตถาคต -เป็นสัมมาสัมพุทธะเมื่อคล่องแคล่วในอนุปุพพวิหารสมาบัติ -เป็นสัมมา สัมพุทธะเมื่อทราบอริยสัจสิ้นเชิง - ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอริยาบถ - ทรงยืนยันความเป็น มหาบุรุษ - ไม่มีใครเปรียบเสมอ - ไม่ทรงอภิวาทใคร - ทรงเป็นธรรมราชา - ทรงเป็น ธรรมราชาที่เคารพธรรม - ทรงคิดหาที่พึ่งสำหรับพระองค์เอง - ถูกพวกพราหมณ์ตัดพ้อ - มารทูลให้นิพพาน - ทรงท้อพระทัยในการแสดงธรรม - พรหมอาราธนา - ทรงเห็น ปวงสัตว์เปรียบด้วยบัวสามเหล่า - ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจำเป็นของสัตว์บางพวก - ทรงเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ - ทรงระลึกหาผู้ควรรับปฐมเทศนา - เสด็จพาราณสี พบอุปกาชีวก - การแสดงปฐมเทศนา - การประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร - เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร - จักรของพระองค์ไม่มีใครต่อต้านได้ " ทรงหมุนแต่จักรที่มีธรรมราชา (เป็นเจ้าของ) - การปรากฏของพระองค์คือการปรากฏแห่งดวงตาของโลกอันใหญ่หลวง. ๑๑๖

น.1145 ภาค ๓ เริ่มแต่ตรัสรู้แล้ว ทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่าง ๆ จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์บรรลุผล ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด" พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่ ๘ ฟอง หรือ ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง, เมื่อแม่ไก่นอนทับ กก พักด้วยดีแล้ว, บรรดาลูกไก่ในไข่ เหล่านั้น ตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือจะงอยปาก ออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัย เราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไร คือจะ เรียกว่าตัวพี่ผู้แก่ที่สุด หรือตัวน้องผู้น้อยที่สุด ? "พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันว่า ตัวพี่ผู้เจริญที่สุด เพราะมันเป็นตัวที่แก่ ที่สุด ในบรรดาลูกไก่เหล่านั้น." พราหมณ์ทูลตอบ. พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูก อวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว, ก็ทำลายเปลือกหุ้มคือ ๑. บาลีมหาวิภังค์ วินัยปิฎก ๑/๕/๓. ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์. ๑๑๗

น.1146 อวิชชาออกมาได้ก่อนใคร ๆ เป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลก ได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า. พราหมณ์ ! เรานั้น, เป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุดของโลก. ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อ หย่อน, สติเราได้กำหนดมั่นแล้วไม่ลืมหลง, กายก็รำงับแล้วไม่กระสับกระส่าย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็นหนึ่ง, เราได้บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ" ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานแล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อบุพเพนิวาสานุสสติ- ญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งแรก, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของ ลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สอง. ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ ฯลฯ เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สาม, ดังนี้. ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ ๒ มาคัณฑิยะ ! จักขุเป็นสิ่งซึ่งมีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป อันรูป ทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, จักขุนั้น อันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อการสำรวมจักขุนั้นด้วย. มาคัณฑิยะ ! โสตเป็นสิ่งซึ่งมีเสียงเป็นที่ยินดี ฯลฯ, " ฆานะเป็นสิ่งซึ่งมี กลิ่นเป็นที่ยินดี ฯลฯ, ชิวหาเป็นสิ่งซึ่งมีรสเป็นที่ยินดี ฯลฯ, กายเป็นสิ่งซึ่ง ๑. คำที่ละด้วย ฯลฯ ดังนี้ ดูเนื้อความเต็มที่ได้จากในภาค ๒ ตอนว่าด้วยการตรัสรู้ คือฌาน ๔ และวิชชา ๓ เหมือนกันไม่มีแปลก. ในที่นี้จึงยกมาแต่ชื่อ ให้สะดวกผู้ศึกษา, ไม่ต้องอ่านคำซ้ำ ๆ กันอีกตั้งยาว ๆ ให้ยืดยาด. ๒. บาลีมาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๗๒/๒๗๙, ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชกที่โรงบูชาไฟ แห่งหนึ่ง. ๓. ที่ละ ฯลฯ เช่นนี้ เติมให้เต็มเหมือนในข้อจักขุเอาเองได้.

น.1147 มีโผฏฐัพพะเป็นที่ยินดี ฯลฯ, ใจเป็นสิ่งซึ่งมีธรรมารมณ์ เป็นที่ยินดี กำหนัด แล้วในธรรมารมณ์ อันธรรมารมณ์ให้บันเทิงพร้อมแล้ว, ใจนั้นอันตถาคต ทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อ สำรวมใจนั้นด้วย. ทรงมีตถาคตพลญาณสิบอย่าง ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบ ด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย.๑ สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นตถาคตพล ๑๐ อย่าง ของตถาคต ที่ตถาคต ประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศ พรหมจักรในท่ามกลางบริษัท ท. ได้, สิบอย่างคือ๒ .- (๑). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งสิ่งเป็นฐานะ (คือมีได้เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งมีฐานะ, ซึ่งสิ่งไม่เป็นฐานะ (คือไม่มีได้ไม่เป็นได้) โดยความ เป็นสิ่งใช่ฐานะ : นี้เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๒). ตถาคต ย่อมผู้ตามเป็นจริง ซึ่งวิบาก (คือผล) ของการทำกรรม ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ทั้งโดยฐานะและโดยเหตุ : นี่ก็เป็น ตถาคตพลของตถาคต. (๓). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ ภูมิทั้งปวงได้ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. ๑. บาลีนิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๕, ตถาคตพลสิบ เรียกกันว่า ทสพลญาณ. ๒. มหาสีหนาทสูตร ม.ม. ๑๒/๑๔๐/๑๖๖ แก่พระสารีบุตร ที่ชัฏบ้านอกนครเวสาลี.

น.1148 (๔). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งโลกนี้อันประกอบด้วยธาตุมิใช่ อย่างเดียว ด้วยธาตุต่าง ๆ กัน ๑ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๕). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งอธิวิมุติ (คือฉันทะหรืออัธยาศัย) อันต่าง ๆ กัน ของสัตว์ทั้งหลาย, : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๖). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความยิ่งและหย่อน แห่งอินทรีย์ ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น, : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๗). ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย, : นี่ก็เป็นตถาคตพล ของตถาคต. ( ๘). ตถาคต ย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันตนเคยอยู่อาศัยในภพก่อน มีชนิดต่าง ๆ กัน คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ๒ .. ฯลฯ, : นี่ก็เป็น ตถาคตพลของตถาคต. (๙). ตถาคต ย่อมเห็นสัตว์ ท. ด้วยทิพยจักขุอันหมดจด ก้าวล่วง จักขุมนุษย์ : เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนอยู่บังเกิดอยู่ ๓ .. ฯลฯ, : นี่ก็เป็น ตถาคตพลของตถาคต. (๑๐). ตถาคต ย่อมทำให้แจ้ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อัน ไม่มีอาสวะ เพราะความสั้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ ๔ .. ฯลฯ, : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต .. สารีบุตร ! เหล่านี้แล เป็นตถาคตพลสิบอย่างของตถาคต ที่ตถาคต ประกอบแล้ว ย่อมปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ๑. เช่นรูปธาตุ นามธาตุ เป็นต้น ซึ่งแยกกระจายออกได้อีกมาก ๆ. ๒. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่หนึ่ง. ๓. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่สอง. ๔. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่สาม.

น.1149 ทรงมีเวสารัชชญาณสี่อย่าง ๑ ภิกษุ ท. ! เหล่านี้เป็นเวสารัชชญาณสี่อย่างของตถาคต ที่ตถาคต ประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศ พรหมจักร ในท่ามกลางบริษัท ท. ได้, สี่อย่างคือ :- (๑). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่านี้ ๆ อันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นสัมมาสัมพุทธะอยู่ ไม่ได้รู้ พร้อมเฉพาะแล้ว." ดังนี้ ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. (๒). ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “อาสวะเหล่านี้ ๆ ของท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นขีณาสพผู้สิ้นอาสวะอยู่ ยัง ไม่สิ้นรอบแล้ว," ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. (๓). ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์ เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่าใด ที่ท่านกล่าวว่าเป็นธรรมทำอันตรายแก่ผู้เสพ, ธรรม เหล่านั้นถึงเมื่อบุคคลเสพอยู่ ก็หาอาจทำอันตรายไม่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. (๔). ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์ เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๑/๑๐/๘ และ มหาสีหนาทสูตร ม.ม. ๑๒/๑๔๔/๑๖๗.

น.1150 ได้ นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือตอบ ถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคือง โกรธแค้น น้อยอกน้อยใจ ออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้น หมดเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซาไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้ เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้างดังนี้. ทรงมีธรรมสีหนาทที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือน ๑ ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะ ออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียด กายแล้วเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ บันลือสีหนาทสามครั้งแล้วก็เที่ยวไปเพื่อหา อาหาร. บรรดาสัตว์เดรัจฉานเหล่าใดที่ได้ยินสีหนาท สัตว์เหล่านั้นก็สะดุ้งกลัว เหี่ยวแห้งใจ, พวกที่อาศัยโพรงก็เข้าโพรง ที่อาศัยน้ำก็ลงน้ำ พวกอยู่ป่าก็เข้าบ่า ฝูงนกก็โผขึ้นสู่อากาศ, เหล่าช้างของพระราชาในหมู่บ้าน นิคมและ เมืองหลวง ที่ผูกล่ามไว้ด้วยเชือกอันเหนียว ก็พากันกลัว กระชากเชือกให้ขาด แล้ว ถ่ายมูตรและกรีสพลาง แล่นหนีไปพลาง ทั้งข้างโน้นและข้างนี้. ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะ เป็นสัตว์มีฤทธิ์มาก มีศักดิ์มาก มีอานุภาพมาก กว่าบรรดาสัตว์เดรัจฉานด้วยอาการอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลใดตถาคตอุบัติขึ้นในโลก เป็น พระอรหันต์ตรัสรู้ชอบโดยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกบุรุษที่พอฝึกได้ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็น ผู้ปลุกสัตว์ให้ตื่น เป็นผู้จำแนกธรรม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมว่า สักกายะ (คือทุกข์) เป็นเช่นนี้ เหตุให้เกิดสักกายะเป็นเช่นนี้ ความดับไม่เหลือแห่ง สักกายะเป็นเช่นนี้ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสักกายะเป็นเช่นนี้. พวกเทพ ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๑/๔๒/๓๓.

น.1151 เหล่าใด เป็นผู้มีอายุยืนนาน มีวรรณะ มากไปด้วยความสุข ดำรงอยู่นมนาน มาแล้วในวิมานชั้นสูง, พวกเทพนั้น ๆ โดยมาก ได้ฟังธรรมเทศนาของตถาคต แล้ว ก็สะดุ้งกลัว เหี่ยวแห้งใจ สำนึกได้ว่า "ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! พวกเรา เมื่อเป็นผู้ไม่เที่ยง ก็มาสำคัญว่าเป็นผู้เที่ยง เมื่อไม่ยั่งยืน ก็มาสำคัญว่ายั่งยืน เมื่อไม่มั่นคง ก็มาสำคัญว่าเราเป็นผู้มั่นคง. พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่มั่นคง และถึงทั่วแล้วซึ่งสักการะ คือความทุกข์" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ศักดิ์มาก อานุภาพมาก กว่า สัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยอาการอย่างนี้แล. ทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ ๑ กัสสปะ ! นี้เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้ คือ เหล่าปริพพาชกผู้เป็น เดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า "พระสมณโคดม บันลือสีหนาทก็จริงแล แต่ บันลือในที่ว่างเปล่า หาใช่บันลือในท่ามกลางบริษัทไม่." ดังนี้. ส่วนท่าน อย่าพึงกล่าวเช่นนั้น แต่พึงกล่าว (ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า "พระสมณโคดม ย่อมบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัท ท. หาใช่บันลือในที่ว่างเปล่าไม่." กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้ เป็นได้ คือ เหล่าปริพพาชกผู้เป็น เดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า "พระสมณโคดม บันลือสีหนาทในท่ามกลาง บริษัทก็จริง แต่หาได้บันลืออย่างองอาจไม่." ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าว อย่างนั้น แต่พึงกล่าว (ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า "พระสมณโคดมย่อมบันลือ สีหนาทในท่ามกลางบริษัท และบันลืออย่างองอาจด้วย." ๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๑๙/๒๗๒, แก่อเจลกัสสปะ ที่อุชุญญา. เรื่องตอนนี้ที่จริง ควรนำไปจัดไว้ในตอนที่ได้ประกาศพระศาสนาแล้ว, แต่เป็นเพราะเห็นว่า เป็นจำพวก คุณสมบัติของพระพุทธเจ้าส่วนหนึ่ง จึงกล่าวเสียในตอนนี้ด้วยกัน ทั้งมีเนื้อความเนื่องกัน อยู่ด้วย ... ผู้รวบรวม.

น.1152 กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้ คือ เหล่าปริพพาชกผู้เป็น เดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า "พระสมณโคดม บันลือสีหนาทในท่ามกลาง บริษัทอย่างองอาจก็จริงแล แต่ว่าหาได้มีใครถามปัญหาอะไรกะเธอ (ในที่นั้น) ไม่, และถึงจะถูกถาม เธอก็หาพยากรณ์ได้ไม่, และถึงจะพยากรณ์ก็ไม่ทำความ ชอบใจให้แก่ผู้ฟังได้, และถึงจะทำความชอบใจให้แก่ผู้พึ่งได้ เขาก็ไม่สำคัญ ถ้อยคำนั้น ๆ ว่าเป็นสิ่งควรพัง, และถึงจะสำคัญว่าเป็นสิ่งควรฟัง ก็ไม่เลื่อมใส, และถึงจะเลื่อมใส ก็ไม่แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และถึงจะแสดงอาการของ ผู้เลื่อมใส ก็ไม่ปฏิบัติตามคำสอนนั้น, และถึงจะปฏิบัติตามคำสอนนั้น ก็ไม่ ปฏิบัติอย่างอิ่มอกอิ่มใจ." ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวอย่างนั้น แต่พึงกล่าว อย่างนี้ว่า " พระสมณโคดมบันลือสีหนาทท่ามกลางบริษัทอย่างแกล้วกล้า, มีผู้ถามปัญหา, ถูกถามแล้วก็พยากรณ์, ด้วยการพยากรณ์ ย่อมทำจิตของ ผู้ฟังให้ชอบใจ, ผู้ฟังย่อมสำคัญถ้อยคำนั้น ๆ ว่าเป็นสิ่งควรฟัง, ฟังแล้ว ก็เลื่อมใส, เลื่อมใสแล้ว ก็แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และปฏิบัติตาม คำสอนนั้น, ปฏิบัติแล้ว ก็เป็นผู้อิ่มอกอิ่มใจได้." ดังนี้. กัสสปะ ! ครั้งหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์. ปริพพาชก ผู้เป็นสพรหมจารีของท่านคนหนึ่ง ชื่อว่า นิโครธะ ได้ถามปัญหาเรื่องการเกียด กันบาปอย่างยิ่งกะเรา ณ ที่นั้น. เราได้พยากรณ์แก่เขา. ในการพยากรณ์นั้น เขาได้รับความพอใจยิ่งกว่าประมาณ (คือยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้ก่อน) .. สิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจท้วงติงได้ ๑ ภิกษุ ท. 1 ตถาคตเป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่อาจท้วงติงได้ด้วยธรรม ๓ อย่างคือ :- ๑. บาลี สตฺต. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.

น.1153 (๑) ตถาคตมีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้ว. ในธรรมนั้น ๆ ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "ท่านไม่ใช่ เป็นผู้มีธรรม อันตนกล่าวไว้ดีแล้ว เพราะเหตุเช่นนี้ ๆ" ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 (๒) ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่ เราบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย, - โดยอาการที่สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติ แล้วย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความ สิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในธรรมอันตนเห็นแล้วนี่เอง เข้าถึงวิมุตินั้นแล้วแลอยู่. ในปฏิปทานั้น ๆ ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่ จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่ท่านบัญญัติ ไว้ดีแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย, - โดยอาการที่ ฯลฯ ก็หาไม่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! (๓) สาวกบริษัทของเรา นับด้วยร้อยเป็นอเนก ที่ได้ทำให้ แจ้ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ๑ ฯลฯ. ในข้อนั้น เราไม่มองเห็นวี่แววช่องทาง ที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า "สาวกบริษัทของท่าน มีนับด้วยร้อยเป็น อเนก ก็หามิได้ ที่ได้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววช่องทางนั้น ก็เป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. นี้แล เป็นสิ่งที่ใครไม่ท้วงติง ตถาคตได้ ๓ อย่าง. ๑. คือเป็นพระอรหันต์.

น.1154 ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด ๑ โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว. ศีลของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีล, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องเกี่ยวกับศีลเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว. อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมอง เลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับ อาชีวะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับ อาชีวะเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์. การแสดงธรรมของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยทำการ ป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวัง การป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีการตอบคำถามบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการตอบคำถามบริสุทธิ์. การตอบคำถามของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยทำการ ป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถาม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวัง การป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถามเลย. ๑. บาลี. ปัญจ. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐ ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะ ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี.

น.1155 โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้มี ญาณทัสนะบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึง ปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีญาณทัสนะบริสุทธิ์ดีแล้ว. ญาณทัสนะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยทำการป้องกันให้แก่ ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสนะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจาก สาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสนะเลย, ดังนี้. ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ในโลก ๑ ภิกษุ ท. ! บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นอัจฉริยะ มนุษย์. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง นี้แลเป็นบุคคลเอก. ภิกษุ ท. ! นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นอัจฉริยมนุษย์ ดังนี้. ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา ๒ ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วใน รูป บันเทิงด้วยรูป เทวดาแลมนุษย์ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย ของรูป. ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ ทั้งหลาย มีเสียง๓ ฯลฯ, มีกลิ่น ฯลฯ, มีรส ฯลฯ มีโผฏฐัพพะ ฯลฯ มีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์ เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์ อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัด กระจาย ความแตกทำลาย ของธรรมารมณ์. ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๑ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ๒. บาลี สหายตน. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖. ๓. มีความเต็มเหมือนในข้อต้นที่ว่าด้วยรูปเป็นที่ยินดีจนตลอด, แต่ในที่นี้ย่อไว้ให้ สะดวกแก่การอ่านไม่รกตา.

น.1156 ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือ ความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้ แห่งรูปทั้งหลายแล้ว, ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดในรูป ไม่บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความ แตกทำลาย ของรูป. ฯ ภิกษุ ท. ! ตถาคตรู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็น เครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งเสียง ท. แห่งกลิ่น ท. แห่งรส ท. แห่งโผฏฐัพพะ ท. และแห่งธรรมารมณ์ ท. แล้ว ไม่เป็นผู้มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดไม่บันเทิงด้วยเสียงเป็นต้น ภิกษุ ท. 1 ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย แห่งธรรมมีเสียงเป็นต้นนั้น ๆ. (พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวคำนี้ แล้ว, พระสุคตครั้นตรัสคำนี้แล้ว พระศาสดาได้ภาษิตคำอื่นอีกที่ผูกเป็นคาถาดังนี้ว่า) : -- รูป ท. เสียง ท. กลิ่น ท. รส ท. ผัสสะ ท. ธรรม ท. ทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าชอบใจ ยังเป็นสิ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่เพียงใด มนุษย์โลกพร้อมด้วยเทวโลก ก็ยังสมมติว่า นั่นสุขอยู่เพียงนั้น. ถ้าเมื่อ สิ่งเหล่านั้นแตกดับลงในที่ใด สัตว์เหล่านั้น ก็สมมติว่า "นั่นทุกข์" ในที่นั้น. สิ่งที่พระอริยเจ้า ท. เห็นว่าเป็นความสุข ก็คือความดับสนิทแห่ง สักกายะ ทั้งหลาย, แต่สิ่งนี้กลับปรากฏเป็นข้าศึกตัวร้ายกาจ แก่สัตว์ ท. ผู้เห็นอยู่โดยความเป็นโลกทั้งปวง. สิ่งใด ที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความ เป็นสุข, พระอริยเจ้า ท. กล่าวสิ่งนั้น โดยความเป็นทุกข์. สิ่งใดที่สัตว์ อื่นกล่าวแล้ว โดยความเป็นทุกข์ พระอริยะผู้รู้ กล่าวสิ่งนั้นโดยความ เป็นสุข, ดังนี้.

น.1157 ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด ๑ พราหมณ์ ! เราเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความ สุขแก่ชนมาก. เราได้ประดิษฐานมหาชนไว้แล้วในอริยญายธรรม คือในความ เป็นผู้มีธรรมอันงดงาม มีธรรมเป็นกุศล. พราหมณ์ ! เราอยากตริตรึก (วิตก) ไปในวิตกเรื่องใด ก็ตริตรึกในวิตกนั้นได้, เราไม่อยากตริตรึกไปในวิตกเรื่องใด ก็ไม่ตริตรึกไปในวิตกนั้นได้ ๒ เราอยากดำริ (สังกัปปะ) ไปในความดำริอย่างใด ก็ดำริในความดำรินั้นได้, เราไม่อยากดำริในความดำริอย่างใด ก็ไม่ดำริไปใน ความดำริอย่างนั้นได้ พราหมณ์ ! เราเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งความมีอำนาจเหนือ จิตในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย, เราจึงมีธรรมดาได้ฌานทั้งสี่ อันเป็นการอยู่อย่าง ผาสุกยิ่ง ในชาตินี้. เราได้โดยง่ายดาย ไม่ยาก ไม่ลำบาก. พราหมณ์ ! เราและ เพราะความสิ้นอาสวะ ท., ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันปราศจากอาสวะ เข้าถึงวิมุตินั้นแล้ว แลอยู่. ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน ๓ ภิกษุ ท. ! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่ง นิพพานตามความเป็นนิพพาน. ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานแล้ว ๑. บาลี จตฺก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕, แก่วัสสการพราหมณ์ สวนไผ่, ราชคฤห์. ๒. คือทรงบังคับจิตให้คิดหรือไม่ให้คิดก็ได้ หรือให้คิดเฉพาะเรื่องใดก็ได้. ๓. บาลีมูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑๐/๘๙ ตรัสแก่ภิกษุ ท. โคนต้นสาละ ในป่า สุภวัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะ.

น.1158 ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา," ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้ เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า นิพพานนั้น เป็นสิ่งที่ตถาคตกำหนดรู้ทั่วถึงแล้ว ภิกษุ ท. ! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่ง นิพพานตามความเป็นนิพพาน. ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า ‘นิพพานเป็นของเรา", ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้ เพราะเหตุไรเล่า? เรากล่าวว่า เพราะรู้ว่าความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ และเพราะมีภพจึงมีชาติ, เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้ว ต้องมีแก่และตาย. เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ปราศไป ดับไป สละไป ไถ่ถอนไป โดยประการทั้งปวงดังนี้. ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลก ไม่มีใครยิ่งกว่า ๑ ภิกษุ ท. ! สิ่งใด ๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาร่วมกับมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้รสแล้ว รู้สึกแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้น ๆ เราก็รู้จัก. ๑. บาลี จตุก. อ. ๒๑/๓๑/๒๔ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่กาฬการามใกล้เมืองสาเกต.

น.1159 สิ่งใด ๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาร่วมกับมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้รสแล้ว รู้สึกแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว, คิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้น ๆ เราได้รู้แจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง. สิ่งนั้น ๆ เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ตถาคต, สิ่งนั้น ๆ ไม่อาจเข้าไป (ติดอยู่ในใจของ) ตถาคต. ภิกษุ ท. ! สิ่งอันเป็นวิสัยโลกต่าง ๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาร่วมกับมนุษย์ ได้พากันเห็น แล้ว ได้ยินแล้ว รู้รสแล้ว รู้สึกแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้น กันแล้ว นั้น ๆ เราพึงกล่าวได้ว่า เรารู้จักมันดี. มันจะเป็นการมุสาแก่เรา ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง. และมันจะเป็นการมุสาแก่เรา เหมือนกัน ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักก็หามิได้ ไม่รู้จักก็หามิได้, ข้อนั้น มันเป็นความเสียหายแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนี้แล ตถาคตเห็นสิ่งที่ต้องเห็นแล้ว ก็ไม่ทำ ความมั่นหมายว่า เห็นแล้ว, ไม่ทำความมั่นหมายว่า ไม่ได้เห็น, ไม่ทำความ มั่นหมายว่า เป็นสิ่งที่ต้องเห็น, ไม่ทำความมั่นหมายว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็น, (ในสิ่งที่ได้ฟัง, ได้รู้รส, ได้รู้สึกก็มีนัยอย่างเดียวกัน) ภิกษุ ท. ! ด้วยเหตุนี้แล ตถาคตชื่อว่าเป็นผู้คงที่เป็นปรกติอยู่เช่นนั้น ได้ในสิ่งทั้งหลาย ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้รส และได้รู้สึกแล้ว, และเรายัง กล่าวว่า จะหาบุคคลอื่นที่เป็นผู้คงที่ ซึ่งยิ่งไปกว่า ประณีตกว่าตถาคตผู้คงที่นั้น เป็นไม่มีเลย. ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์เองได้ ๑ (๑) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นสีลวาที, เขากล่าว ๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๑๘/๒๗๑. แก่อเจลกัสสป ที่สวนกัณณกถล, อุชุญญา.

น.1160 พรรณนาคุณแห่งศีลโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมศีลอันประเสริฐ (อริยะ) มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วน ปรมศีลอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า ? เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิศีล. (๒) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็น ตโปชิคุจฉวาที, เขา กล่าวพรรณนาคุณแห่งการเกียดกั้นกิเลสด้วยตบะโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! การเกียดกั้นกิเลสด้วยตบะ อันอย่างยิ่งและประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณ เท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนการเกียดกั้นกิเลสด้วยตบะ อันอย่างยิ่งและประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า ? เราและ ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิเชคุจฉะ (คืออธิจิต). (๓) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นปัญญาวาที. เขากล่าว พรรณนาคุณแห่งปัญญาโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมปัญญาอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วน ปรมปัญญาอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า ? เราและ ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิปัญญา (๔) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวก เป็นวิมุติวาที, เขากล่าว พรรณนาคุณแห่งวิมุติโดยเอนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมวิมุติอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วน ปรมวิมุติอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหน ? เราและ ที่แท้ เป็นผู้ยิ่งในอธิวิมุติ ทรงยืนยันพรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่" พราหมณ์ ! เมื่อผู้ใดจะกล่าวให้ถูกต้อง ว่าใครประพฤติพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ต่าง ไม่พร้อยแล้ว เขาควรกล่าวเจาะ ๑. บาลี สัตตัพพิธเมถุนสังคโยคสูตร สัตถ. อํ. ๒๓/๕๕/๔๗ ตรัสแก่ชานุสโสณีพราหมณ์.

น.1161 เอาเราตถาคต. พราหมณ์ ! เรานี่แหละ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยแล้ว. ข้าแต่พระโคดม ! ความขาด ความทะลุ ความต่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? พราหมณ์ ! มีสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็น พรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามก็จริงแล แต่ว่า เขายินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดพัน ที่ได้รับจากมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจาก มาตุคาม. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะ- ทุกขโทมนัสอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ : สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่เสพเมถุนธรรมกับมาตุคาม และไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดพื้น จากมาตุคาม ก็จริง แต่เขายังพูดจา ซิกซี่เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอ เช่นนั้นจากมาตุคาม. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาด ความทะลุ ความต่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ไม่พ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ

น.1162 การประคบ การอาบ การนวดพื้น จากมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการพูดจา ซิกซี้เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคามก็จริง แต่เขายังชอบสบตาด้วยตาของ มาตุคาม, แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่ก็คือ ความขาด ความทะลุ ความต่าง ความพร้อม ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้น จากชาติชรามรณะโสกปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์ พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการ ลูบคลำการประคบการอาบการนวดพื้นจากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้ เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคามก็จริง แต่ เขายังชอบฟังเสียงของมาตุคาม ที่หัวเราะอยู่ก็ดี พูดจาอยู่ ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ตาม นอก กำแพงก็ตาม, แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้ฟังเสียงนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรา กล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วย เมถุน, เขายังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได้. ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการ ลูบคลำการประคบการอาบการนวดพ้นจากมาตุคาม ไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้ เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีใน การฟังเสียงมาตุคาม ก็จริง แต่ เขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคย

น.1163 หัวเราะเล้าโลมเล่นหวัวกันกับมาตุคาม แล้วก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการ เฝ้าระลึกเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยความเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะ ปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัว ว่าเป็นพรหมจารี โดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดี การลูบคลำการประคบการอาบการนวดพื้นจากมาตุคาม ไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้ เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีการฟัง เสียงมาตุคาม และทั้งไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหวัว กับมาตุคาม ก็จริง แต่เขาเพียงแต่เห็นพวกคฤหบดี หรือลูกคฤหบดี อิ่มเอิบด้วยกามคุณ ได้รับการบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ก็ปลาบ ปลื้มยินดีด้วยการได้เห็นการกระทำเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อม ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพัน ด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได้, เขายังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารี โดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการ ลูบคลำการประคบการอาบการนวดพื้นจากมาตุคาม ไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้ เล่นหวัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีการ ฟังเสียงมาตุคาม ไม่ยินดีตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่ตนเคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหวัวกับ

น.1164 มาตุคาม และทั้งไม่ยินดีที่จะเห็นพวกคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี อิ่มเอิบด้วย กามคุณ แล้วตนพลอยนึกปลื้มใจด้วย ก็ตาม แต่เขาประพฤติพรหมจรรย์ โดยตั้งความปรารถนาเพื่อไปเป็นเทพยดาพวกใดพวกหนึ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วย การเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัส และอุปายาสไปได้, เขายังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์เอย ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุน อย่างใดอย่างหนึ่ง ใน ๗ อย่างนั้น ที่เรายังละมันไม่ได้, ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาตัวเองว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดา แลมนุษย์. พราหมณ์เอย ! เมื่อใด เราไม่มองเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุนอย่างใด อย่างหนึ่งใน ๗ อย่างนั้น ที่เรายังละมันไม่ได้, เมื่อนั้น เราย่อมปฏิญญาตัว เองว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาแลมนุษย์. ญาณและทัศนะได้เกิด ขึ้นแก่เราแล้ว. ความหลุดพ้นของเรา ไม่กลับกำเริบ. ชาตินี้เป็นชาติ สุดท้าย. บัดนี้การเกิดใหม่ไม่มีอีกต่อไป. สิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป ๑ ภิกษุ ท. 1 ธรรมสี่อย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ตถาคตไม่ต้องสำรวมรักษา (ด้วยเจตนางดเว้นอีกต่อไป). สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? ๑. บาลี สตฺต. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.

น.1165 (๑) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางกาย บริสุทธิ์สะอาด, กายทุจริตที่ตถาคตต้องรักษา (คือปิดบัง) ว่า "ใคร ๆ อื่น อย่าล่วงรู้ถึง กายทุจริตข้อนี้ของเรา" ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. (๒) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางวาจา บริสุทธิ์สะอาด, วจีทุจริตที่ตถาคตต้องรักษาว่า "ใคร ๆ อื่นอย่าล่วงรู้ถึงวจีทุจริตข้อนี้ของเรา" ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. (๓) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางใจ บริสุทธิ์สะอาด, มโนทุจริตที่ตถาคตต้องรักษาว่า "ใคร ๆ อื่นอย่าล่วงรู้ถึงมโนทุจริตข้อนี้ของเรา" ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. (๔) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีการเลี้ยงชีพ บริสุทธิ์สะอาด, มิจฉาชีพที่ ตถาคตต้องรักษาว่า "ใครๆ อื่น อย่าล่วงรู้ถึงมิจฉาชีพข้อนี้ของเรา" ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคตเลย. ทรงฉลาดในเรื่องซึ่งพ้นวิสัยโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เราแล เป็นผู้ฉลาดในเรื่องโลกนี้ ฉลาดในเรื่องโลกอื่น, เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมาร ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของ มาร. เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยู ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่ เป็นที่อยู่ของมฤตยู. ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้นจักเป็น ไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ทั้งโลกนี้และโลกอื่น ตถาคตทราบดีอยู่ ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว ทั้งที่ที่มารไปไม่ถึง และที่ที่มฤตยูไปไม่ถึง ตถาคตรู้ชัดเข้าใจชัด ๑. บาลี จูฬโคปาลสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๑/๓๙๑ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ฝั่งน้ำคงคา ใกล้เมือง อุกกเวลา (เฉพาะสูตรนี้ มีอยู่ในภาคนำด้วยแล้ว).

น.1166 ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะความรู้โลกทั้งปวง. ประตู นครแห่งความไม่ตาย ตถาคตเปิดโล่งไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลาย เข้าถึงถิ่นอันเกษม. กระแสแห่งมารผู้มีบาป ตถาคตปิดกั้น เสียแล้ว กำจัดเสียแล้ว ทำให้หมดพิษสงแล้ว. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากมูนด้วยปราโมทย์ ปรารถนาธรรมอันเกษม จากโยคะเถิด. ทรงทราบทิฏฐิวัตถุที่ลึกซึ้ง" (ทิฏฐิ ๖ ๒) ๒ ภิกษุ ท. ! มีธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็น ของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ ฯลฯ (ต่างก็บัญญัติ) : ๑. เพราะระลึกชาติของตนเองได้หลายแสนชาติ จึงบัญญัติตนและโลกว่า เที่ยงทุกอย่าง. ๒. เพราะ ๑๐ สังวัฏฏกัปป์-วิวัฏฏกัปป์ (เป็นอย่างสูง) เที่ยงทุกอย่าง. ๔. เพราะอาศัยความตริตรักเสมอ แล้วคะเนเอา >> เที่ยงทุกอย่าง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกสัสสตวาท-เที่ยงทุกอย่าง) ๑. บาลี สี. ที. ๙/๑๖/๒๖. แก่ภิกษุ ท. ที่สวนอัมพลัฏฐิกา. ๒. ทิฏฐิวัตถุคือต้นเหตุเดิมอันจะให้เกิดทิฏฐิต่าง ๆ ขึ้น มีอยู่ ๖๒ วัตถุ. แต่เรา เรียกกันว่า ทิฏฐิ ๖๒ เฉย ๆ. ในที่นี้ย่อมเอามาแต่ใจความ จากพรหมชาลสูตร สี. ที.

น.1167 เพราะระลึกได้เพียงชาติที่ตนเคยจุติไปจากหัวหน้า จึงบัญญัติตนและโลกว่า เที่ยงแต่บางอย่าง ๖. เพราะ เคยเป็นเทพพวกขิฑฑาปโทสิกา " " เที่ยงแต่บางอย่าง. ๗. เพราะ มโนปโทสิกาเที่ยงแต่บางอย่าง. ๘. เพราะอาศัยความตริตรึกอยู่เสมอ แล้วคะเนตกลงใจเอาเอง , เที่ยงแต่บางอย่าง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกเอกัจจสัสสตวาท-เที่ยงบางอย่าง) ๙. เพราะอาศัยความเพียรบางอย่างบรรลุเจโตสมาธิ ทำความมั่นใจแล้วบัญญัติตนและโลกว่ามีที่สุด. ๑๐. เพราะ ไม่มีที่สุด. ๑๑. เพราะ ๑. มีที่สุดบางด้าน, ไม่มีบางด้าน. ๑๒. เพราะอาศัยความหลงใหลของตนเองแล้วบัญญัติส่ายวาจาว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่เชิง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกอันตานันติกวาท - เกี่ยวด้วยที่สุดและไม่มีที่สุด) ๑๓. เพราะกลัวมุสาวาท จึงส่ายวาจา พูดคำที่ไม่ตายตัว แล้วบัญญัติ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่. - - อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ฯลฯ (เกี่ยวด้วยกุศล, อกุศล). ๑๔. เพราะ อุปาทาน ฯลฯ ๑๕. เพราะ การถูกซักไซ้ ฯลฯ ๑๖. เพราะหลงใหลพื้นเพื่อนในใจเอง จึงส่ายวาจาไม่ให้ตายตัว (เกี่ยวกับโลกิยทิฏฐิ เช่น ฯลฯ. - - โลกหน้ามี ฯลฯ ผลกรรมมี เป็นต้น). (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกอมราวิกเขบีกา - พูดไม่ให้ตายตัว) ๑๗. เพราะระลึกได้เพียงชาติที่ตนเคยเป็นอสัญญีสัตว์ แล้วต้องจุติเพราะสัญญาเกิดขึ้น - - - - จึงบัญญัติตนและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ. ๑๘. เพราะอาศัยการตริตรึกอยู่เสมอ แล้วคาดคะเนเอา เกิดเองลอย ๆ. ( ๒ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกอธิจจสมุปปั่นนิกา - เกิดเองลอย ๆ) ( ทั้ง ๕ หมวด มีรวมทั้งหมด ๑๘ ทิฏฐิ ข้างบนนี้ จัดเป็นพวกปรารภขันธ์ในอดีตกาล) ๑๙. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่มีรูป เป็นอัตตาไม่มีโรค ตายแล้ว เป็นสัตว์มีสัญญา ๒๐. " " ที่ไม่มีรูป มีสัญญา. ๒๑. " ที่มีรูปและไม่มีรูป มีสัญญา. ๒๒. " ที่มีรูปก็มิใช่, ไม่มีก็ไม่ใช่ มีสัญญา. ๒๓. " ที่มีที่สุด มีสัญญา ๒๔. " ที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา ๒๕. " ที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา. ๒๖. " ที่มีที่สุดก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่ มีสัญญา.

น.1168 ภาค ๓ ๒๗. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เป็นอัตตาไม่มีโรค ตายแล้ว เป็นสัตว์มีสัญญา. ๒๘. ,, ,, ที่มีสัญญาต่างกัน ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๙. ,, ,, ที่มีสัญญาน้อย ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๐. ,, ,, ที่มีสัญญามากไม่มีประมาณ ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๑. ,, ,, ที่มีสุขอย่างเดียว ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๒. ,, ,, ที่มีทุกข์อย่างเดียว ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๓. ,, ,, ที่มีทั้งสุขและทุกข์ ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๔. ,, ,, ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ,, ,, ,, มีสัญญา. (๘ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกสัญญีวาท - ว่ามีสัญญา) ๓๕. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่ มีรูป เป็นอัตตาไม่มีโรค ตายแล้ว เป็นสัตว์ ไม่มีสัญญา. ๓๖. ,, ,, ไม่มีรูป ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๗. ,, ,, มีรูปและไม่มีรูป ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๘. ,, ,, มีรูปก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๙. ,, ,, มีที่สุด ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๐. ,, ,, ไม่มีที่สุด ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๑. ,, ,, มีที่สุดและไม่มีที่สุด ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๒. ,, ,, มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ,, ,, ไม่มีสัญญา. (๘ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกอสัญญีวาท - ไม่มีสัญญา) ๔๓. ฯลฯ อัตตาที่มีรูป เป็นอัตตาไม่มีโรค ตายแล้ว เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๔. ,, ไม่มีรูป ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๕. ,, มีรูปและไม่มีรูป ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๖. ,, มีรูปก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๗. ,, มีที่สุด ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๘. ,, ไม่มีที่สุด ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๙. ,, มีที่สุดและไม่มีที่สุด ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๕๐. ,, มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. (๘ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกเนวสัญญานาสัญญีวาท - มีสัญญาก็ไม่เชิง) ๕๑. บัญญัติว่า กายที่เกิดด้วยมหาภูตรูป ตายแล้วขาดสูญ. ๕๒. ,, กายทิพย์ พวกกามาวจร ตายแล้วขาดสูญ. ๕๓. ,, ,, พวกสำเร็จด้วยใจคิด ตายแล้วขาดสูญ. ๕๔. ,, สัตว์พวก อากาสานัญจายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. ๕๕. ,, ,, วิญญาณัญจายตนะ ตายแล้วขาดสูญ.

น.1169 โปรดปัญจวัคคีย์ ๑๔๓ ๕๖. บัญญัติว่า สัตว์พวก อากิญจัญญายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. ๕๗. ,, ,, เนวสัญญานาสัญญายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. (๗ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกอุจเฉทวาท - ตายแล้วสูญ) ๕๘. บัญญัติว่า ความอิ่มเอิบด้วยกามคุณห้า เป็น นิพพานในปัจจุบันชาติ. ๕๙. ,, ความสุขของ ปฐมฌาน ,, นิพพานในปัจจุบันชาติ. ๖๐. ,, ,, ทุติยฌาน ,, นิพพานในปัจจุบันชาติ. ๖๑. ,, ,, ตติยฌาน ,, นิพพานในปัจจุบันชาติ. ๖๒. ,, ,, จตุตถฌาน ,, นิพพานในปัจจุบันชาติ. (๕ อย่างข้างบนนี้ เป็นทิฏฐธัมมนิพพานวาท—นิพพานในปัจจุบัน) [ทั้ง ๕ หมวดรวมทั้งหมดอีก ๔๔ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกปรารภขันธ์ในอนาคตกาล] ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ดี เหล่าใด กำหนดขันธ์ส่วนอดีต ก็ดี ส่วนอนาคตก็ดี หรือทั้งอดีตอนาคตก็ดี มีความเห็นดิ่งเป็นส่วนหนึ่งแล้ว กล่าวคำแสดงทิฏฐิต่าง ๆ ประการ, ทั้งหมดทุกเหล่า ย่อมกล่าวเพราะอาศัย วัตถุใดวัตถุหนึ่ง ในวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ ไม่นอกจากนี้ไปได้เลย ... เขาเหล่านั้น ถูกวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ครอบทับทำให้เป็นเหมือนปลาติดอยู่ในอวน ถูกแวดล้อมให้ อยู่ได้เฉพาะภายในวงนี้ เมื่อผุด ก็ผุดได้ในวงนี้ เช่นเดียวกับนายประมง หรือลูกมือนายประมง ผู้ฉลาด ทอดครอบห้วงน้ำน้อยทั้งหมดด้วยอวน โดย ตั้งใจว่า สัตว์ตัวใหญ่ทุก ๆ ตัวในห้วงน้ำนี้ เราจักทำให้อยู่ภายในอวนทุกตัว ฯลฯ ฉะนั้น. ภิกษุ ท. ! เราตถาคตรู้ชัดวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ชัดเจนว่า มันเป็นฐาน ที่ตั้งของทิฏฐิ, ซึ่งเมื่อใครจับไว้ ถือไว้อย่างนั้น ๆ แล้ว, ย่อมมีคติ มีภพ เบื้องหน้าเป็นอย่างนั้น ๆ. ตถาคตรู้เห็นเหตุนั้นชัดเจนยิ่งกว่าชัด, เพราะรู้ชัด จึงไม่ยึดมั่น, เพราะไม่ยึดมั่นย่อมสงบเยือกเย็นในภายในเฉพาะตน, เพราะเป็น ผู้รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ ความเป็นสิ่งยั่วยใจ ความต่ำทรามและ อุบายเครื่องหลุดพ้นไปได้, แห่งเวทนาทั้งหลาย ตถาคตจึงเป็นผู้หลุดพ้น ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.

น.1170 ทรงทราบส่วนสุดและมัชฌิมา ๑ บุคคล ๒ ไม่พึงประกอบตนด้วยความมัวเมาในกามสุข อันเป็นสุข ที่ต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน บุถุชน มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์, และบุคคลไม่พึงประกอบตนในความเพียรเครื่องยังตนให้ลำบาก อันเป็นไปเพื่อทุกข์ มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์. ข้อปฏิบัติ ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เอียงไปหาส่วนสุดทั้งสอง (ดังกล่าวมาแล้ว) นี้ เป็นสิ่งที่ ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ได้เห็นแจ้งกระทำให้เป็นจักษุแล้ว ได้รู้แจ้งกระทำ ให้เป็นญาณแล้ว เป็นไปพร้อมเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ รู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. 1 ธรรมใดไม่เป็นเครื่องประกอบตามซึ่งความโสมนัส ของผู้ มีสุขแนบเนื่องอยู่ในกามอันเป็นสุขต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน บุถุชน ไม่ใช่ ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ธรรมนั้น ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำ ความคับแค้น ไม่ทำความแห้งผากในใจ ไม่เผาลน แต่เป็นสัมมาปฏิปทา, เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก ภิกษุ ท. ! ธรรมใดไม่เป็นเครื่องประกอบตามซึ่งความประกอบที่ยัง ตนให้ลำบาก อันเป็นทุกข์ - ไม่ใช่ของพระอริยะ - ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ธรรมนั้นไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำความคับแค้น ไม่ทำความแห้งผากในใจ ไม่เผาลน แต่เป็นสัมมาปฏิปทา, เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก ภิกษุ ท. 1 ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมใดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ได้เห็นแจ้งกระทำให้เป็นจักษุแล้ว ได้รู้แจ้งกระทำให้ ๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๒๓/๖๕๔ และ ๖๖๓, ๖๕๖ แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน. และ ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖. ๒. บุคคลในที่นี้ คือบุคคลผู้มุ่งนิพพาน.

น.1171 ญาณแล้ว ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อมและเพื่อ นิพพาน, ธรรมนั้น ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำความคับแค้น ไม่ทำความแห้งผาก ในใจ ไม่เผาลน แต่เป็นสัมมาปฏิปทา, เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก. ก็คำที่ตถาคตกล่าวแล้วว่า มัชฌิมาปฏิปทา ไม่เอียงไปหาส่วนสุดทั้งสอง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ฯลฯ นั้น หมายเอาอะไรเล่า ? นี้หมายเอาอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ๑ ภิกษุ ท. ! จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ของเราได้เกิด ขึ้นแล้วในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาแต่ก่อนว่า "นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์, ... ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นี้นั้น เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรอบรู้, ... ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นี้นั้น เราได้กำหนดรอบรู้แล้ว," และว่า "นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์, ... ความจริงคือเหตุให้ เกิดทุกข์นี่นั้น ควรละเสีย, ... ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์ นั้น เราละเสียได้แล้ว," และว่า "นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือความ ดับทุกข์, ... ความดับทุกข์นี้ควรทำให้แจ้ง, ... ความดับทุกข์นี้ เราทำให้ แจ้งได้แล้ว," และว่า "นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือทางให้ถึงความดับ ทุกข์. ... ทางให้ถึงความดับทุกข์นี้ ควรทำให้เจริญ, ... ทางให้ถึง ความดับทุกข์นี้ เราทำให้เจริญได้แล้ว" ดังนี้. ทรงทราบพราหมณสัจจ์" ปริพพาชกทั้งหลาย ! พราหมณสัจจ์ ๔ อย่างนี้ เราทำให้แจ้งด้วย ๑. ต่อไปนี้เป็นบาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖, ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุ ที่มฤคทาย วันพราณส. ๒. บาลี จตฺก อํ. ๒๑/๒๓๙/๑๘๕ ตรัสแก่ที่ประชุมปริพพาชกซึ่งกำลังนั่งสนทนากันอยู่ด้วย เรื่องพราหมณสัจจ์ ที่ปริพพาชการามริมฝั่งแม่น้ำสิปปีนี้, แต่นี่พราหมณ์สัจอย่างพุทธศาสนา.

น.1172 ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน. พราหมณสัจจ์ ๔ คืออะไรเล่า ? ปริพพาชก ท. ! ในธรรมวินัยนี้ พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า "สัตว์ ทั้งปวง ไม่ควรฆ่า" พราหมณ์ที่พูดอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่ กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้น เป็นเหตุสำคัญ ตัวว่า "เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์ เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา." เป็นแต่ว่า ความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริง นั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเอ็นดูสงสารสัตว์ ทั้งหลาย เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า "กามทุก ชนิด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา." พราหมณ์ ที่พูดอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้นไม่ถือ เอาการที่พูดคำสัจจ์นั้นขึ้นเป็นเหตุสำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ, . เราเป็น พราหมณ์, เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา." เป็น แต่ว่าความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริงนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหน่ายกาม เพื่อคลายกำหนัดในกาม เพื่อดับกาม ทั้งหลายเสีย เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า "ภพทุก ภพ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา." พราหมณ์ที่กล่าว อยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ไม่ถือ เอาการที่พูดคำสัจจ์นั้นขึ้นเป็นเหตุสำคัญตัว ว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็น พราหมณ์ เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา." เป็นแต่ว่า

น.1173 ความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริงนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหน่ายภพ เพื่อคลายกำหนัดในภพ เพื่อดับภพเสีย เท่า นั้นเอง. ปริพพาชก ท. อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ ได้พูดกันอย่างนี้ว่า "เราไม่ เป็นที่กังวลแก่สิ่งใด ๆ แก่ใคร ๆ และความกังวลของเราในสิ่งไหน ๆ ในใคร ๆ ก็ไม่มี." พราหมณ์ที่พูดอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่ กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ก็ไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้น ขึ้นเป็นเหตุ สำคัญตัวว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์. เราดีกว่าเขา. เราเสมอ กับเขา, เราเลวกว่าเขา." เป็นแต่ว่าความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ ความจริงนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติให้เข้าแนวทางที่ไม่มี กังวลใด ๆ เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! นี้แล พราหมณสัจจ์ ๔ ประการ ที่เราทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน. ทรงทราบพรหมโลก ๑ วาเสฏฐะ ! บุรุษผู้ที่เกิดแล้วและเจริญแล้วในบ้านมนสากตคามนี้ เมื่อ ถูกถามถึงหนทางของบ้านมนสากตคาม บางคราวการอึกอักตอบได้ช้า หรือ ตอบไม่รู้เรื่อง ก็ยังมีได้บ้าง ; ส่วนเรา, เมื่อถูกใครถามถึงพรหมโลก หรือ ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพรหมโลก ก็ไม่มีอาการอึกอัก หรือตอบไม่ได้ เรื่อง เช่นนั้นเลย. วาเสฏฐะ ! เรารู้จักพวกพรหม รู้จักพรหมโลก และรู้จักปฏิปทาทำบุคคลผู้ปฏิบัติตาม ให้เข้าถึงพรหมโลกนั้น. ๑. บาลี สี. ที. ๙/๓๐๙/๓๘๒, แก่วาเสฏฐมานพ ที่บ้านมนลากตคาม.

น.1174 "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าได้พึ่งแล้วว่า พระสมณโคดม แสดงหนทางเพื่อ ความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกพรหม ท. ได้. ดังข้าพเจ้าขอโอกาส, ขอพระโคดมผู้เจริญ จงแสดง ทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกพรหม ท.นั้น. ขอพระโคดมผู้เจริญ จงช่วยยกฐานะชนชาติ พราหมณ์" วาเสฏฐมานพ ทูลขอ. วาเสฏฐะ ! ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว, ว่าเสฏฐะ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ฯลฯ" แสดง ธรรมไพเราะในเบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย, ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี ฯลฯ ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ฯลฯ ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือน ฯลฯ เขาถึงพร้อมด้วยศีล ฯลฯ มีทวารอันสำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ฯลฯ มี สติสัมปชัญญะ ฯลฯ เป็นผู้สันโดษ ฯลฯ เสพเสนาสนะอันสงัด ละนิวรณ์. เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ทั้งห้าอันตนละได้แล้วในตน ก็เกิดปราโมทย์ เมื่อ ปราโมทย์ย่อมเกิดปีติ, เมื่อใจปีติ กายก็สงบ, ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวย สุขเวทนา, ผู้เสวยสุขเวทนา ย่อมยังจิตให้ตั้งมั่นได้. เธอนั้น ด้วยจิต อันเป็นไปกับด้วยเมตตา. ย่อมแผ่ไปสู่ทิศ (ที่) หนึ่ง และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น, เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องขวาง ด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วยเมตตา เป็นจิตไม่มีเวร ไม่มี พยาบาท กว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีขีดจำกัดแล้วแล อยู่. กว่าเสฏฐะ ! คนเป่าสังข์ที่แข็งแรง อาจเป่าสังข์ให้ได้ยินได้ทั้งสี่ทิศ โดยไม่ยาก ฉันใด. ในเมตตาเจโตวิมุติ" ที่เจริญแล้วอย่าง (ข้างบน) นี้ กรรม ๑. ที่ละ ฯลฯ เช่นนี้ คือมีเนื้อความพิสดารกว่านี้ แต่ได้ตัดมาแต่พอสมควร เพราะ ไม่ใช่ตอนสำคัญของในที่นี้. ผู้ปรารถนาดูพิสดาร ดูได้ในสามัญญผลสูตร, หนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา เล่ม ๑ ปีที่ ๑ ภาคส่งเสริม. (บุรพภาคของการตามรอยพระอรหันต์) ๒. เมตตาเจโตวิมุติ คืออัปปนาสมาธิ ที่ประกอบด้วยเมตตา.)

น.1175 ชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัด ๑ ย่อมไม่มีเหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ใน (เมตตาเจโตวิมุติอัน เป็นกรรมที่ไม่มีขีดจำกัด ) นั้น, ฉะนั้น. วาเสฏฐะ ! นี้แล เป็นทาง เพื่อความเป็นผู้ร่วมกับพรหม ท. ( ต่อไปนี้ ทรงแสดง ข้อ กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อีก โดยเนื้อ ความอย่างเดียวกัน. ทุก ๆ ข้อเป็นหนทางเหมือนกัน โดยพระบาลีว่า แม้ นี้ ๆ ก็เป็นหนทางเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหม ท. ) ทรงทราบคติห้า และนิพพาน " สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นคติ ( คือที่เป็นที่ไป) ห้าอย่าง. คือ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทพ. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักนรก รู้จักทางไปสู่นรก " รู้จักข้อปฏิบัติที่ทำ บุคคลให้ไปสู่นรก และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่นจากการ ตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักกำเนิดเดรัจฉาน รู้จักทางไปสู่กำเนิดเดรัจฉาน รู้จักข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่กำเนิดเดรัจฉาน และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว อย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้า ถึงกำเนิดเดรัจฉาน. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักเปรตวิสัย รู้จักทางไปสู่เปรตวิสัย รู้จักข้อ ปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่เปรตวิสัย และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อ สมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย. ๑. ที่มีขีดจำกัด หมายเอาเมตตา ที่จำกัดที่, และยังเป็นกามาวจรกุศล, ยังไม่เป็น รูปาวจรกุศล เหมือนที่กล่าวมา. สุมง. ๑/๔๖๓. ๒. บาลีมหาสีหนาทสูตร ม.ม. ๑๒/๑๔๘/๑๗๐, แก่พระสารีบุตร ที่ราวบ่านอกเมืองสาลี. ๓. นรก หรือเปรตเป็นต้นนั้น จะเป็นโลกอื่นจากโลกมนุษย์ หรือเป็นแต่ชั้นเชิงหรือ สถานะ (condition) พวกหนึ่ง ๆ ในโลกมนุษย์เท่านั้น น่าคิดอยู่.

น.1176 สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักมนุษย์ รู้จักทางไปสู่มนุษยโลก รู้จักข้อปฏิบัติ ที่ทำบุคคลให้ไปสู่มนุษยโลก รู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่น จากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงมนุษย์โลก. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักพวกเทพ, รู้จักทางไปสู่เทวโลก รู้จัก ข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่เทวโลก และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อ สมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักนิพพาน รู้จักทางไปนิพพาน และข้อปฏิบัติ ที่ทำบุคคลให้ไปถึงนิพพาน และรู้จักตัวบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงทำให้ แจ้งได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสาวะ เพราะ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ในธรรมอันตนเห็นแล้ว ( คือปัจจุบันนี้ ) เข้าถึงแล้วและอยู่, ทรงแสดงฤทธิ์ได้ เพราะอิทธิบาทสี่ ๑ ภิกษุ ท. 1 พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ เพราะได้ เจริญหรือทำให้มากซึ่งธรรมเหล่าไหนเล่า ตถาคตจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอนุภาพมากอย่างนี้ ? “พระองค์ผู้เจริญ 1 ข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาค เป็นผู้นำ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงเนื้อความนั้นเถิด. ภิกษุ ท. จักได้ทรงจำไว้ " ภิกษุ ท. ทูลตอบ. ภิกษุ ท. ! เพราะได้เจริญ และทำให้มากซึ่งอิทธิบาทสี่ประการ, ตถาคตจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้. อิทธิบาทสี่ประการ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๗๒/๑๒๔๕ แก่ภิกษุ ท.

น.1177 ย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ตถาคต ย่อมเจริญอิทธิบาท อัน ประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ซึ่งมีสมาธิสัมปยุตต์ด้วยฉันทะเป็น ประธานว่า : ด้วยอาการอย่างนี้, ฉันทะของเราย่อมมีได้, ความเหี่ยว แห้งใจ จักไม่มีขึ้นได้, ความกวดขันเกินขีดก็จักไม่มี, ความกวัดแกว่ง ในภายในก็จักไม่มี, ความฟุ้งซ่านไปในภายนอก ก็จักไม่มี, ตถาคต ย่อมเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในส่วนที่จะมีมา และส่วนที่ล่วงมาแล้วแต่กาลก่อน : กาลก่อนก็เหมือนภายหลัง ภายหลังก็เหมือนกาลก่อน, เบื้องล่างก็เหมือน เบื้องบน เบื้องบนก็เหมือนเบื้องล่าง, กลางวันเหมือนกลางคืน กลางคืน เหมือนกลางวัน. ย่อมเจริญจิตอันประกอบด้วยแสงสว่าง ด้วยจิตอันตน เปิดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ. (ต่อไปนี้ ทรงแสดงด้วยสมาธิอันสัมปยุตต์ด้วยวิริยะ, ด้วยจิตตะ, ด้วยวิมังสา โดยเนื้อ ความอย่างเดียวกัน แปลกกันแต่ชื่อของอิทธิบาท, จนครบทั้ง ๔ อย่าง ) ภิกษุ ท. ! เพราะเจริญทำให้มากซึ่งอิทธิบาทสี่อย่างเหล่านี้แล ตถาคต จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้. ตถาคตย่อมแสดงอิทธิวิธี มีอย่างต่าง ๆ ได้ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่าน ทะลุผ่า ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ ผุดขึ้นและดำลง ในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์, ลูบคลำพระจันทร์ และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจด้วยกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้. ทรงมีอิทธิบาทเพื่ออยู่ได้ถึงกับปี ๑ อานนท์ ! อิทธิบาทสี่ประการ อันบุคคลใดเจริญ ทำให้มาก ทำให้ ๑. บาลีอายุสมโอสัชชสูตร อุทาน. ๒๕/๑๖๙/๑๗๐ ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ ใกล้เมืองเวสาลี,

น.1178 เป็นดุจยาน ทำให้เป็นดุจที่รองรับ ให้เกิดขึ้นมั่นคงแล้ว อบรมทั่วถึงดีแล้ว ปรารภหนักแน่นแล้ว. เมื่อบุคคลนั้นปรารถนา เขาก็พึงตั้งอยู่ได้กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งขึ้นไปกว่ากัปป์. อานนท์ ! อิทธิบาทสี่ประการนั้น อันตถาคตนี้แล ได้เจริญ ทำให้ มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นดุจที่รองรับ ให้เกิดขึ้นมั่นคงแล้ว อบรม ทั่วถึงดีแล้ว ปรารภหนักแน่นแล้ว, ถ้าตถาคตปรารถนา ตถาคตก็พึงตั้งอยู่ได้ กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งขึ้นไปกว่ากัปป์ดังนี้. ทรงเปล่งเสียงคราวเดียว ได้ยินตลอด ทุกโลกธาตุ ๑ อานนท์ ! พระจันทร์พระอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสงให้สว่างไปทั่วทิศ กิน เนื้อที่ประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น มีจำนวนพันหนึ่ง. ในพันโลกนั้น มีดวงจันทร์พันดวง ดวงอาทิตย์พันดวง ภูเขาสิเนรุพันลูก ชมพูทวีปพันทวีป อมรโคยานพันทวีป อุตรกุรุพันทวีป ปุพพวิเทหะพันทวีป มหาสมุทรสี่พัน มหาราชสี่พัน จาตุมมหาราชพันหนึ่ง ดาวดึงส์พันหนึ่ง ยามะพันหนึ่ง ดุสิต พันหนึ่ง นิมมานรดีพันหนึ่ง ปรนิมมิตวสวัตติพันหนึ่ง พรหมโลกพันหนึ่ง นี้ เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ. สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุมีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้นคำนวณทวี ขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุมีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณ ทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ. ๑. บาลี ติก.อํ. ๒๐/๒๙๒/๕๒๐ ตรัสแก่พระอานนท์.

น.1179 อานนท์ 1 ตถาคต เมื่อมีความจำนง ก็ย่อมพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสี โลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้, หรือว่าจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใด ก็ได้. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! เป็นไปได้ด้วยวิธีอย่างใด พระเจ้าข้า ? อานนท์ ! ตถาคตอยู่ที่นี่ จะพึงแผ่รัศมี มีโอภาสสว่างไปทั่วติสหัสสี- มหาสหัสสีโลกธาตุ เสียก่อน, เมื่อสัตว์เหล่านั้น รู้สึกต่อแสงสว่างอันนั้นแล้ว ตถาคตก็จะบันลือเสียง ให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน อย่างนี้แล อานนท์ ! ตถาคต จะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้, หรือจำนงให้ได้ยิน เพียงเท่าใด ก็ได้. ทรงมีปาฏิหาริย์สามอย่าง ๑ เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์สามอย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง เอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้. สามอย่างอะไรเล่า? สามอย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และ อนุศาสนีปาฏิหาริย์. (๑) เกวัฏฏะ ! อิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า? เกวัฏฏะ ! ภิกษุในศาสนานี้ กระทำอิทวิธีมีอย่างต่าง ๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ. ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ, เดินไปได้เหนือน้ำเหมือนเดิน บนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์, ลูบคลำ พระจันทร์ และพระอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยผ่ามือ, และ แสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้. เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มี ศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการแสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๗๓/๓๓๙, แก่เกวัฏฏคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน.

น.1180 ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ว่าน่าอัศจรรย์นัก. กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบว่า วิชาชื่อคันธารี " มีอยู่ ภิกษุนั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั้นเท่านั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่), เกวัฏฏะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ? "พึ่งตอบได้, พระองค์ !" เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออิทธิปาฏิหาริย์. (๒) เกวัฏฏะ ! อาเทศนาปาฏิหาริย์นั้น เป็นอย่างไรเล่า? เกวัฏฏะ ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทาย ความตรอง ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นได้ว่า ใจของท่านเช่นนี้ ใจของท่านมีประการนี้ ใจของท่านมีด้วยอาการอย่างนี้. ฯลฯ กุลบุตรผู้ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมค้านกุลบุตรผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ว่า วิชา ชื่อ มณิกา มีอยู่ ภิกษุนั้นกล่าวทายใจได้เช่นนั้น ๆ ก็ด้วยวิชานั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่), เกวัฏฏะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ? "พึงตอบได้, พระองค์!" เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอาเทสนาปาฏิหาริย์ดังนี้แล จึง อึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออาเทสนาปาฏิหาริย์. (๓) เกวัฏฏะ ! อนุศาสนีปาฏิหาริย์นั้น เป็นอย่างไรเล่า? เกวัฏฏะ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมสั่งสอนว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ ๆ อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ. จงทำไว้ในใจอย่างนี้ ๆ อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้น ๆ. จงละสิ่งนี้เสีย, จงเข้า ถึงสิ่งนี้ ๆ แล้วแลอยู่ ดังนี้ นี้เราเรียกว่าอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ๑. คันธารี ชื่อมนต์แต่งโดยฤษี นามคันธาระ, อีกอย่างหนึ่งว่าในแคว้นคันธาระ.

น.1181 เกวัฏฏะ ! ฯลฯ เหล่านี้แล เป็นปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง ที่เราได้ทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามได้. เหตุที่ทำให้ทรงพระนามว่า ตลาดต ๒ ภิกษุ ท. ! โลก”เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตถาคต จึงเป็นผู้ถอนตนจากโลกได้แล้ว. เหตุให้เกิดโลก เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อม เฉพาะแล้ว ตถาคตจึงละเหตุให้เกิดโลกได้แล้ว. ความดับไม่เหลือของโลก เป็นสภาพที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว. ตถาคตจึงทำให้แจ้งความดับไม่เหลือ ของโลกได้แล้ว ทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ตถาคตจึงทำให้เกิดมีขึ้นได้แล้ว ซึ่งทางให้ถึงความดับ ไม่เหลือของโลกนั้น. ภิกษุ ท. ! อายตนะอันใด ที่พวกมนุษย์โลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม, ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ได้เห็น ได้พัง ได้ดม - ลิ้ม - สัมผัส ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ ได้แสวง ได้เที่ยว ผูกพัน ติดตามโดย น้ำใจ, อายตนะนั้น ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วทั้งสิ้น เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต" ภิกษุ ท. ! ในราตรีใด ตถาคตได้ตรัสรู้ และในราตรีใด ตถาคต ปรินิพพาน, ในระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งคำใด, คำนั้นทั้งหมด ย่อมมีโดยประการเดียวกันทั้งสิ้น ไม่แปลกกัน โดยประการอื่น เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต." ๑. ระหว่างนี้ ทรงแสดงข้อปฏิบัติ เรื่องศีล สันโดษ สติสัมปชัญญะ ฯลฯ ว่าเป็น อนุศาสนีปาฏิหาริย์ของพระองค์ อันหนึ่ง ๆ ทุกอัน. ๒. บาลี. อิติ. วุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓, และ จตุก. อํ. ๒๐/๓๐/๒๓, แก่ภิกษุ ท. ๓. โลก ในที่นี้ คือทุกข์.

น.1182 ภิกษุ ท. 1 ตถาคต กล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น, เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต" ภิกษุ ท. ! ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม, ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตถาคตเป็นผู้เป็นยิ่ง ไม่มี ใครครอบงำ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด (โดยธรรม) แต่ผู้เดียว, เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต" ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะ เมื่อทรงคล่องแคล่ว ใน อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๑ อานนท์ ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังไม่อาจเข้าออกอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติเก้า"ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ตลอดกาลเพียงนั้น เรายัง ไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาแลมนุษย์ อานนท์ ! ก็แต่ว่าในกาลใดแล เราได้เข้า-ได้ออก อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติเก้า ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ในกาลนั้น เรา จึงปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาแลมนุษย์. อนึ่ง ปัญญาเครื่องรู้และปัญญาเครื่องเห็น ได้เกิดขึ้น ๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๖๙/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์. ๒. อนุปุพพวิหารเก้า มีอะไรบ้าง ดูตอนที่ว่าด้วย "การทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้" ภาค ๒ หน้า ๙๔

น.1183 แล้วแก่เราว่า "ความหลุดพ้นแห่งใจของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติ สุดท้าย, บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีกต่อไป ดังนี้. ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะเมื่อทรงทราบอริยสัจ หมดจดสิ้นเชิง ๑ ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัสนะ (เครื่องรู้เห็น) ตามเป็นจริง ของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจทั้งสี่ ยังไม่เป็นญาณทัสนะ ที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกกับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ญาณทัสนะตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจทั้งสี่ เป็นญาณทัสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ" วัจฉะ ! พวกชนเหล่าใด ที่กล่าวว่า "พระสมณโคดม เป็นผู้สัพพัญญู ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๐/๑๖๗๐, แก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุ ที่พาราณสี. ๒. บาลี ม. ม. ๑๓/๒๓๗/๒๔๑, แก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่อารามเอกบุณฑริก.

น.1184 รู้สิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา เป็นผู้สัพพทัสสาวี เห็นสิ่งทั้งปวงอยู่เสมอ เป็นธรรมดา และปฏิญญาความรู้ความเห็นทั่วทุกกาลไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อ เราเที่ยวไป ๆ ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับอยู่ก็ดี ตื่นอยู่ก็ดี ความรู้ ความเห็นนั้น ย่อม ปรากฏแก่เราติดต่อเนื่องกันอยู่เสมอ" ดังนี้ ชนพวกนั้น ไม่ได้กล่าวตรงตามที่ เรากล่าว, แต่เขากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริง ไม่เป็นจริง. วัจฉะ ! ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราจึงตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ฯลฯ. ๑ ต่อเราต้องการจะ น้อมจิตไปเฉพาะเพื่อทิพพจักขุญาณ เราจึงน้อมจิตไปเพื่อทิพพจักขุญาณ ฯลฯ. เราทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ แล้วและอยู่. วัจฉะ ! เมื่อผู้ใดกล่าวให้ชัดว่า “พระสมณโคดม มีวิชชาสาม" ดังนี้ จึงจะชื่อว่า ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง, เป็นการกล่าวถูกต้องตามธรรม และผู้ที่กล่าวตามเขาต่อ ๆ ไป ก็จะไม่ตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได้. ทรงยืนยันความเป็นมหาบุรุษ ๒ วัสสการพราหมณ์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลว่า :- พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าย่อมบัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการว่าเป็น มหาบุรุษ มหาปราชญ์, ธรรม ๔ ประการเหล่าไหนเล่า ? พระโคดมผู้เจริญ ! คือคนในโลกนี้ เป็นพหูสูต มีเรื่องที่ควรสดับอันตนได้สดับ แล้วมาก. เป็นคนรู้เนื้อความแห่งข้อความที่มีผู้กล่าวแล้วนั้น ๆ ว่านี้เป็นความหมายแห่ง ๑. คำที่ละด้วย ฯลฯ ดูเต็มที่ได้ในตอนตรัสรู้ วิชชาสาม, ในภาค ๒. ๒. บาลีจตุก. อ. ๒๑/๔๕/๓๕, ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ที่เวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์

น.1185 ภาษิตนี้. เป็นคนมีสติระลึกสืบสาวการที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้, และเป็นคนฉลาดใน กิจการของคฤหัสถ์ที่ต้องจัดต้องทำ ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการเหล่านั้น มีปัญญา พิจารณาสอบสวนอันเป็นอุบายวิธีที่จะให้กิจการนั้นสำเร็จได้ด้วยดี สามารถทำเอง และ สามารถที่จะจัดให้ผู้อื่นทำ ในกิจการเหล่านั้น พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าบัญญัติ บุคคลผู้มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. ถ้าคำของข้าพเจ้า ควรอนุโมทนา ก็ขอจงอนุโมทนา, ถ้าควรคัดค้าน ก็ขอจงคัดค้านเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า :- พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน. เราเอง ก็บัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์ ธรรม ๔ ประการเหล่าไหนเล่า ? พราหมณ์ ! คือคนในโลกนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อ ความสุขของมหาชน ยังประชุมชนเป็นอันมากให้ประดิษฐานอยู่ในอริยญายธรรม คือความเป็นผู้มีธรรมงาม มีธรรมเป็นกุศล. อนึ่ง เขาเป็นผู้จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได้, ไม่จำนง จะตรึกเรื่องใด ก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ดำริเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้ เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย อนึ่ง เขาเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌาน ทั้ง ๔ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไป ในทางจิตขั้นสูง. อนึ่ง เขานั้นย่อมกระทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มี อาสวะเพราะสิ้นอาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ในวิหาร ธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้.

น.1186 ราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน, แต่ เราบัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการนี้แส ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. วัสสการพราหมณ์ ได้อนุโมทนาสรรเสริญคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก ในที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า :- พราหมณ์ ! ท่านกล่าวคำพาดพิงถึงเรา. เอาเถิดเราจะพูดให้แจ้งชัด ทีเดียวว่า เราและเป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขของมหาชน ยังประชุมชนให้ตั้งอยู่ในอริยญายธรรม กล่าวคือความเป็นผู้มีธรรมงาม เป็นผู้ มีธรรมเป็นกุศล. เราแล เป็นผู้จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ตรึกในเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ไม่ตรึกในเรื่องนั้นได้. จำนงจะดำริในเรื่องใด ก็ดำริในเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะดำริในเรื่องใด ก็ไม่ดำริในเรื่องนั้นได้ เพราะ เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย. เราแล เป็นผู้ได้ ตามต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ในฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในภพเป็นปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิต ในขั้นสูง. เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้น อาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพ อันเป็นปัจจุบันนี้ดังนี้. ไม่มีใครเปรียบเสมอ ๑ ภิกษุ ท. 1 บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นผู้ซึ่งไม่มี ใครซ้ำสอง ไม่มีโครร่วมเป็นสหายด้วยได้ ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีผู้เท่าทัน ไม่มี ผู้คล้ายด้วย ไม่มีคนเทียบได้ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีใครที่จะเปรียบให้เหมือนได้ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๓ ตรัสแก่ภิกษุ ท.

น.1187 เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายแล. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง นี้แลเป็นบุคคลเอก. ภิกษุ ท. ! นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นผู้ซึ่งไม่มีใครซ้ำสอง ไม่มีใครร่วมเป็นสหายด้วยได้ ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีผู้ เท่าทัน ไม่มีผู้คล้ายด้วย ไม่มีคนเทียบได้ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีใครที่จะเปรียบ ให้เหมือนได้ และเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายแล. ไม่ทรงอภิวาทผู้ใด ๑ พราหมณ์ ! ในโลกนี้ กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่ สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์, เราไม่มองเห็นใคร ที่เราพึงอภิวาท พึงลุกขึ้นยืนรับ พึงต้อนรับด้วยตั้งอาสนะให้ เพราะว่าตถาคต อภิวาท ลุกรับ ตั้งอาสนะให้ผู้ใด ศีรษะของผู้นั้นจะพึงแตกกระจายออก. ๒ ทรงเป็นธรรมราชา ๓ เสละ ! เราเป็นธรรมราชา ไม่มีราชาอื่นยิ่งไปกว่า. เราหมุนจักร โดยธรรมให้เป็นไป. เป็นจักรซึ่งใคร ๆ จะต้านทานให้หมุนกลับมิได้เลย. ๑. บาลี อฏ. อํ. ๒๓/๑๗๔/๑๐๑. แก่เวรัญชพราหมณ์ ที่เมืองเวรัญชา. ๒. คำนี้เป็นโวหารพูด เช่น เมื่อครูบาอาจารย์ของเรา มาไหว้เรา ๆ รู้สึกเป็น ทุกข์ร้อน, หรือว่า เป็นตรงตามตัวอักษร แล้วแต่จะสันนิษฐาน. ๓. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙ ตรัสแก่เสลพราหมณ์ ที่อาปณนิคม แคว้นอังคุตราปะ.

น.1188 ข้าแต่พระโคดม ! พระองค์ทรงปฏิญญาว่าเป็นสัมพุทธะ เป็นธรรมราชา ที่ไม่มีราชาอื่นยิ่งกว่า, และหมุนจักรโดยธรรมให้เป็นไป. แล้วก็ไหนเล่า เสนาบดี ของพระองค์, ในบรรดาสาวกของพระองค์นั้น ใครเล่าสามารถหมุนจักรที่พระองค์ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้. เสละ ! จักรที่เราให้เป็นไปแล้ว เป็นธรรมจักรไม่มีจักรอื่นยิ่งไป กว่า. สารีบุตรเป็นผู้เกิดตามตถาคต ย่อมหมุนจักรนั้นให้เป็นไปตาม เราได้. เสละ ! สิ่งควรรู้ เราก็รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง. สิ่งควรทำให้ เกิดมี เราก็ได้ทำให้เกิดมีแล้ว. สิ่งควรละ เราก็ละเสร็จแล้ว. เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ เราจึงเป็นสัมพุทธะ. ทรงเป็นธรรมราชาที่เคารพธรรม ๑ ภิกษุ ท. 1 จักรพรรดิราชผู้ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชา อาศัย ธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็น ธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นอธิบดี ย่อมจัดการอารักขาป้องกัน และ คุ้มครองโดยชอบธรรม ในหมู่ชนในราชสำนัก ในกษัตริย์ที่เป็นเมืองออก ในหมู่พล ในพราหมณ์และคฤหบดี ในราษฎรชาวนิคม และชนบท ใน สมณะและพราหมณ์ และในเนื้อและนก, ทั้งหลาย. ชื่อว่าเป็นผู้ยังจักรให้ เป็นไปโดยธรรม และเป็นจักรที่มนุษย์ใด ๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจให้หมุนกลับ ได้ด้วยมือ : นี้ฉันใด. ภิกษุ ท. ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ตถาคตเป็นอรหันตสัมมา- สัมพุทธะ เป็นธรรมราชาผู้ประกอบด้วยธรรม อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะ ธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด ๑ บาลี. ติก. อํ. ๒๐/๑๓๘/๔๕๓.

น.1189 มีธรรมเป็นอธิบดี ย่อมจัดการอารักขา ป้องกันและคุ้มครองในกายกรรม, วจีกรรม, และมโนกรรม ว่า อย่างนี้ควรเสพ อย่างนี้ไม่ควรเสพ ดังนี้, ได้ยังธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่า ให้เป็นไปโดยธรรมนั่นเที่ยว, และเป็น จักรที่สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลกไม่อาจ ต้านให้หมุนกลับได้, ฉะนั้น. เมื่อได้ประมวลข้อความอันเป็นเรื่องแวดล้อมภาวะของการตรัสรู้ เป็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าของพระองค์มาจนหมดจดแล้ว จะได้เริ่มเนื้อความที่เป็นท้องเรื่อง ติดต่อเป็นลำดับกัน สืบไปอีก ดังนี้ :- ทรงคิดหาที่พึ่งสำหรับพระองค์เอง ๑ ภิกษุ ท. 1 เมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ที่ต้นไทร เป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ คราวเมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ภิกษุ ท. ! เมื่อเรา เร้นอยู่ ณ ที่สงัด เกิดปริวิตกขึ้นในใจว่า "ผู้อยู่ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่พึ่งพำนัก ย่อมเป็นทุกข์, เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์คน ไหนหนอแล แล้วอยู่ ? " · ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า "เรามองไม่เห็น สมณพราหมณ์อื่นที่ไหนในโลกนี้ และเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุติ ยิ่งกว่าเรา. ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แล้วเข้าไปอาศัยอยู่." ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า "ถ้าไฉน ธรรมอันใดที่ เราได้ตรัสรู้แล้ว. เราพึงสักการะเคารพธรรมนั้น เข้าไปอาศัยแล้วและอยู่เถิด." ๑. บาลี จตุก. อํ. ๒๑/๒๕/๒๑, แก่ภิกษุสงฆ์ ํที่เชตวัน.

น.1190 สหัมบดีพรหม รู้ความคิดในใจของเรา อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่ เฉพาะหน้าเรา ในชั่วเวลาที่คนแข็งแรง เหยียดแขนออก แล้วคู้เข้า เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหม ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง จดเข่าข้างขวาที่พื้นดิน " น้อมอัญชลีเข้ามาหาเราแล้ว กล่าวกะเราว่า “อย่างนั้นแหละ พระผู้มีพระภาค ! อย่างนั้นและ พระสุคต ! ข้าแต่พระองค์ ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ ล่วงลับไปแล้วในอดีต ก็ได้สักการะเคารพธรรมนั่นเอง เข้าไปอาศัยแล้วและอยู่, แม้ที่จักมาตรัสข้างหน้า ก็จักสักการะเคารพธรรมนั่นเอง จักเข้าไปอาศัย แล้วแลอยู่. ข้าแต่พระองค์ ! แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบัดนี้ ก็ขอจงสักการะเคารพธรรมนั่นแหละ เข้าไปอาศัยแล้วและอยู่เถิด." สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว. ได้กล่าวคำอื่นอีก (ซึ่งผูกเป็นกาพย์) ว่า :- "พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตด้วย พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอนาคตด้วย และพระสัมพุทธเจ้าผู้ทำความโศกแห่งสัตว์โลกเป็นอันมาก ให้ฉิบหายไปด้วย. พระสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้นล้วนแต่เคารพพระสัทธรรมแล้วแลอยู่แล้ว อยู่อยู่. และจักอยู่ : ข้อนี้ เป็นธรรมดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้นแล คนผู้รักตน หวังอยู่ต่อคุณอันใหญ่ ระลึกถึงซึ่งพระพุทธศาสนาอยู่ จงเคารพ พระสัทธรรมเถิด." ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว, อภิวาทเราแล้วกระทำ ประทักษิณหายไปในที่นั้น. ภิกษุ ท. ! เราเข้าใจการเชื้อเชิญของพรหม และการกระทำที่สมควรแก่ตน. เราได้ตรัสรู้ธรรมใด ก็สักการะเคารพธรรมนั้น เข้าไปอาศัยธรรมนั้น อยู่แล้ว. ๑. ขอให้สังเกตบาลีตอนนี้ อันแสดงให้เห็นว่าการนั่งท่าพรหมนั้นเป็นอย่างไร.

น.1191 ภิกษุ ท. ! อนึ่งในกาลใดแล หมู่สงฆ์ประกอบพร้อมด้วยคุณอันใหญ่, ในกาลนั้น เรามีความเคารพ แม้ในสงฆ์." ๑ ดังนี้. ทรงถูกพวกพราหมณ์ตัดพ้อ ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของพวก คนเลี้ยงแพะ (อัชปาลนิโครธ) ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา คราวแรกตรัสรู้ใหม่ ๆ. ภิกษุ ท. ! พราหมณ์เป็นอันมาก ล้วนแต่เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ เกิดนาน ถึงวัยแล้ว เข้าไปหาเราถึงที่ที่เราพักอยู่ ทำความปราศรัยพอคุ้นเคย แล้ว. ภิกษุ ท. ! พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวคำนี้กะเราว่า "พระโคดม ผู้เจริญ ! ข้อนี้ข้าพเจ้าได้พังมาแล้วว่า ‘พระสมณโคดม ไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ ไม่เชื้อเชิญ ด้วยอาสนะ กะพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ เกิดนาน ถึงวัยแล้ว' ข้อนี้จริงอย่างนั้นหรือ พระโคดม ? ข้อนี้ไม่สมควรมิใช่หรือ ? " ภิกษุ ท. ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "พราหมณ์มีอายุพวกนี้ ไม่รู้จัก เถระ (ผู้แก่จริง), หรือธรรมที่ทำคนเราให้เป็นเถระ. ภิกษุ ท. ! คนเราแม้เป็น ผู้เฒ่า มีอายุ ๘๐, ๙๐, ๑๐๐ ปี โดยกำเนิด ก็ดี, แต่เขามีคำพูดไม่เหมาะ แก่กาล, พูดไม่จริง, พูดไม่มีประโยชน์, พูดไม่เป็นธรรม, ไม่เป็นวินัย, กล่าววาจาไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, คนผู้นั้นถึงการนับว่าเป็น "เถระผู้พาล" โดยแท้ ภิกษุ ท. ! คนผู้ใดแม้ยังอ่อน ยังหนุ่ม ยังรุ่น มีผมยังคำ ประกอบ ด้วยวัยกำลังเจริญอยู่ในปฐมวัย, แต่เขาเป็นผู้มีคำพูดเหมาะแก่กาล, พูดจริง, ๑. พระสงฆ์ โปรดระลึกถึงพุทธภาษิตนี้ ให้จงหนัก. -- ผู้แปล. ๒. บาลี จตุก. อํ. ๒๑/๒๘/๒๒, แก่ภิกษุ ท.

น.1192 พูดมีประโยชน์, พูดเป็นธรรม, เป็นวินัย. กล่าววาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สิ้นสุด ประกอบด้วยประโยชน์แล้ว, คนนั้น ถึงการควรนับว่าเป็น “เถระผู้บัณฑิต" นั้นเที่ยว. ฯ มารทูลให้นิพพาน ๑ อานนท์ ! ครั้งหนึ่งเมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ มารผู้มีบาปได้ เข้ามาหาเราถึงที่นั้น ยืนอยู่ในที่ควรแล้วกล่าวกะเราว่า "ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานเถิด, บัดนี้เป็นเวลาสมควร ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคแล้ว." เราได้กล่าวกะมารนั้นว่า :- "ท่านผู้มีบาป ! เราจักไม่ปรินิพพานก่อน, ตลอดกาลที่ ภิกษุ ... ภิกษุณี ... อุบาสก .... อุบาสิกา ผู้เป็นสาวก (และสาวิกา) ของเรา ยังไม่เป็น ผู้ฉลาด ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่เป็นพหุสุต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมควรแก่ธรรม ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติตามธรรม, ยังต้องเรียนความรู้ ของอาจารย์ตนต่อไปก่อน จึงจักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นซึ่งพระสัทธรรม จนข่มขี่ปรับวาทที่เกิดขึ้น ให้ราบเรียบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมประกอบด้วยความน่าอัศจรรย์ได้." ทรงท้อพระทัยในการแสดงธรรม ๒ ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม, เป็นธรรมระงับ ๑. บาลี มหา. ที่. ๑๐๐/๑๓๑/๑๐๒, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์. ๒. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๑/๕๐๙, แก่โพธิราชกุมาร.

น.1193 ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่าย ๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต, ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย, สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลิน ในอาลัยนั้น, ยากนักที่จะเห็นปฏิจจสมุปบาทอันมีสิ่งนี้ (คือมีอาลัย) เป็นปัจจัย, ยากนักที่จะเห็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง, คือธรรมอันถอนอุปธิ ทั้งสิ้น ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับโดยไม่เหลือและนิพพาน. หากเราพึงแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่า แก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา. โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันอัศจรรย์เหล่านี้ ที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า : "กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก. ธรรมนี้. สัตว์ที่ถูกราคะโทสะรวบรัดแล้ว ไม่รู้ได้โดยง่ายเลย. สัตว์ที่กำหนัด ด้วยราคะ ถูกกลุ่มมืดห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันให้ถึงที่ทวน กระแส, อันเป็นธรรมละเอียดลึกซึ้ง เห็นได้ยากเป็นอณู." ดังนี้. ราชกุมาร ! เมื่อเราพิจารณาเห็นดังนี้, จิตก็น้อมไปเพื่อความขวนขวาย น้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม พรหมอาราธนา ราชกุมาร ! ครั้งนั้น ความรู้สึกข้อนี้ ได้บังเกิดขึ้นแก่สหัมบดีพรหม เพราะเธอรู้ความปริวิตกในใจของเราด้วยใจ. ความรู้สึกนั้นว่า ผู้เจริญ ! ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๒/๕๑๐, แก่โพธิราชกุมาร.

น.1194 โลกจักฉิบหายเสียแล้วหนอ ผู้เจริญ ! โลกจักพินาศเสียแล้วหนอ, เพราะเหตุ ที่จิตแห่งพระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมไปเพื่อความขวนขวาย น้อย. ไม่น้อมไปเพื่อแสดงธรรม" ดังนี้. ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมได้ อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษ แข็งแรงเหยียดแขนออกแล้วงอเข้าเท่านั้น. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ แล้วกล่าวคำนี้กะเราว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มี พระภาคจงแสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ข้าพระองค์เถิด, ขอพระสุคตจงแสดงธรรม เถิด, สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย ก็มีอยู่, เขาจักเสื่อมเสียเพราะไม่ได้ ฟังธรรม. สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีโดยแท้" ดังนี้. ราชกุมาร ! สหัมบดี พรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว ยังได้กล่าวคำอื่นสืบไปอีก (เป็นคาถา) ว่า :- “ธรรมไม่บริสุทธิ์ ที่คนมีมลทิน ได้คิดขึ้น, ได้มีปรากฏอยู่ ในแคว้นมคธแล้ว-สืบมาแต่ก่อน, ขอพระองค์จงเปิดประตูนิพพานอัน ไม่ตาย. สัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้ แล้วเถิด. คนยืนบนยอดชะง่อนเขา เห็นประชุมชนได้โดยรอบฉันใด: ข้าแต่พระผู้มีเมธาดี ! ผู้มีจักษุเห็นโดยรอบ ! ขอพระองค์จงขึ้นสู่ ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม, จักเห็นหมู่สัตว์ผู้เกลื่อนกล่นด้วยโศก, ไม่ห่างจากความโศก ถูกชาติชราครอบงำ, ได้ฉันนั้น. จงลุกขึ้นเถิด, พระองค์ผู้วีระ ! ผู้ชนะสงครามแล้ว ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน ! ผู้ไม่มีหนี้สิน 1 ขอพระองค์จงเที่ยวไปในโลกเถิด. ขอพระผู้มี พระภาคจงทรงแสดงธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่" ดังนี้.

น.1195 รงเห็นสัตว์ดุจดอกบัว ๓ เหล่า ๑ ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เรารู้แจ้งคำเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมแล้ว, และเพราะอาศัยความกรุณาในสัตว์ ท. เราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุแล้ว. เมื่อเราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุอยู่, เราได้เห็นสัตว์ ท. ผู้มีธุลีในดวงตา เล็กน้อยบ้าง, มีมากบ้าง, ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าบ้าง, อ่อนบ้าง, มีอาการดีบ้าง, เลวบ้าง, อาจสอนให้รู้ได้ง่ายบ้าง, ยากบ้าง และบางพวกเห็นโทษในปรโลก โดยความเป็นภัยอยู่ก็มี ; เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล บัวปทุม บัวบุณฑริก, ดอกบัวบางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ยังจมอยู่ในน้ำ, บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ตั้งอยู่เสมอ พื้นน้ำ, บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่ถูกแล้ว, มีฉันใด, ราชกุมาร ! เราได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นต่าง ๆ กัน ฉันนั้น. ราชกุมาร 1 ครั้งนั้น เราได้รับรองกะสหัมบดีพรหมด้วยคำ (ที่ผูก เป็นกาพย์) ว่า : - "ประตูแห่งนิพพานอันเป็นอมตะ. เราเปิดไว้แล้วแก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้น จงปลงศรัทธาลงไป เถิด, ดูก่อนพรหม ! เรารู้สึกว่ายาก จึงไม่กล่าวธรรมอันประณีต ที่เราคล่องแคล่วชำนาญ ในหมู่มนุษย์ ท." ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม รู้ว่า ตนเป็นผู้ได้โอกาสอัน พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำแล้วเพื่อแสดงธรรม, จึงไหว้เรากระทำประทักษิณ แล้ว อันตรธานไปในที่นั้น นั่นเอง. ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๓/๕๑๑, แก่โพธิราชกุมาร.

น.1196 ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจำเป็น ของสัตว์บางพวก ๑ ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตาม ได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม ก็หาเข้ามาสู่คลอง แห่งกุศลธรรมได้ไม่. แต่บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคต ก็ตาม ได้ฟังหรือไม่ได้พึ่งธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม ย่อมเข้ามาสู่ คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้โดยแท้. ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงเข้ามาสู่ คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้ ถ้าไม่ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย .. ภิกษุ ท. ! ในบุคคล ๓ ประเภทนั้น มีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่ง ต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงจะเข้ามาสู่ คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้, ถ้าไม่ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย. เราเพราะเห็นแก่บุคคลประเภทนี้แหละ จึงอนุญาตให้มีการแสดงธรรม. และ เพราะอาศัยบุคคลประเภทนี้เป็นหลักอีกเหมือนกัน จึงจำต้องแสดงธรรมแก่ บุคคลประเภทอื่นด้วย. ทรงเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ ๒ ภิกษุ ท. ! ครั้งหนึ่ง ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๕๒/๔๖๑ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ๒. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒๒ -๒๒๔/๗๕๔-๗๕๗ ตรัสแก่ภิกษุ ท.

น.1197 ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อเราแรกตรัสรู้ได้ใหม่ ๆ, ความ ปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นแก่เรา ขณะเข้าสู่ที่พักกำบังหลีกเร้นอยู่, ว่า "นี่เป็น หนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และ โทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐานสี่. สี่เหล่าไหนเล่า ? คือ ภิกษุเป็นผู้มีธรรมดาตามเห็นกายในกาย, เห็นเวทนาในเวทนา ท., เห็นจิตในจิต, เห็นธรรมในธรรม ท. อยู่. เป็นผู้ มีเพียรเผาบาป มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกได้ : นี้แหละทาง ๆ เดียว" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมรู้ปริวิตกในใจของเราจึงอันตรธาน จากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรง เหยียดแขนออกแล้วงอเข้า เท่านั้น. ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมทำผ้าห่มเฉวียงบ่า น้อมอัญชลีเข้ามาหาเรา แล้วกล่าวกะเราว่า "อย่างนั้นแล พระผู้มีพระภาค ! อย่างนั้นแล พระสุคต ! ฯลฯ นั่นเป็นทาง ๆ เดียว เพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, เพื่อก้าวล่วงเสียได้ซึ่งความโศกและปริเทวะ ฯ ล ฯ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง," -แล้วและได้กล่าวคำ (อันผูกเป็นกาพย์) ว่า :- ‘พระสุคต ผู้มีธรรมดาเห็นที่สุดคือความสั้นไปแห่งชาติ. ผู้มี พระทัยอนุเคราะห์สัตว์ด้วยความเกื้อกูล ย่อมทรงทราบทางเอก ซึ่งเหล่าพระอรหันต์ได้อาศัยข้ามแล้วในกาลก่อน และกำลังข้ามอยู่ และจักข้าม ซึ่งโอฆะได้." ดังนี้. ทรงระลึกหาผู้รับปฐมเทศนา ๑ ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้มีแก่เราว่า "เราควรแสดงธรรมแก่ใคร ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๔/๕๑๒, แก่โพธิราชกุมาร,

น.1198 ก่อนหนอ ? ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้โดยพลันหนอ ?" ความรู้สึกได้เกิดแก่ เราว่า "อาฬารผู้กาลามโคตรนี้แล เป็นบัณฑิต ผู้ฉลาด มีเมธา มีชาติแห่ง สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย มานานแล้ว, ถ้ากระไร เราควรแสดงธรรม แก่อาฬารผู้กาลามโคตร นี้ก่อนเถิด, เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้เป็นแน่." ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เทวดาได้เข้ามากล่าวคำนี้กะเราว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! อาฬารผู้กาลามโคตร ได้กระทำกาละ ๗ วันมาแล้ว." และความรู้สึกก็ได้ เกิดแก่เราว่า "อาฬารผู้กาลามโคตรได้กระทำกาละเสีย ๗ วันแล้ว อาฬารผู้ กาลามโคตรได้เสื่อมจากคุณอันใหญ่ เสียแล้ว, เพราะหากว่า ถ้าเธอได้ฟัง ธรรมนี้ไซร้ จักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้โดยพลัน" ดังนี้. ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดมีแก่เราว่า "อุทกผู้รามบุตรนี้แล, เป็นบัณฑิตผู้ฉลาด มีเมธา มีชาติแห่งสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยมานาน แล้ว, ถ้ากระไรเราควรแสดงธรรมแก่อุทกผู้รามบุตร นั้นก่อน, เธอจักรู้ ทั่วถึงธรรมนี้เป็นแน่." ราชกุมาร ! เทวดาได้เข้ามากล่าวคำนี้กะเราว่า "พระองค์ผู้เจริญ ! อุทกผู้รามบุตร ได้กระทำกาละเสียเมื่อตอนค่ำคืนนี้แล้ว." และความรู้สึกอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า "อุทก ผู้รามบุตร ได้กระทำกาละเสียเมื่อ ตอนดึกคืนนี้แล้ว อุทกผู้รามบุตรได้เสื่อมจากคุณอันใหญ่ เสียแล้ว, เพราะหากว่า ถ้าเธอได้พึ่งธรรมนี้ไซร้ เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมโดยพลันทีเดียว ! เราจักแสดงธรรมแก่ใครก่อนเล่าหนอ ? ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้โดยพลัน ? " ดังนี้. ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า "ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้ อุปัฏฐากเรา เมื่อบำเพ็ญความเพียร, เป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา, ถ้ากระไรเรา ควรแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อนเถิด." ราชกุมาร ! ความสงสย เกิดแก่เราว่า "บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ?" ด้วยจักขุเป็นทิพย์, หมดจดล่วงจักขุสามัญมนุษย์ เราได้เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์ ผู้อยู่แล้วที่เมือง

น.1199 พาราณสี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น ครั้นเราอยู่ที่ ตำบลอุรุเวลาตามพอใจแล้ว, ได้หลีกไปโดยทางแห่งเมืองพาราณสี. เสด็จพาราณสี - พบอุปกาชีวก ๑ ราชกุมาร ! เรา, ครั้นอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาตามพอใจแล้ว, ได้หลีก ไปโดยทางแห่งเมืองพาราณสี. ราชกุมาร ! อาชีวกชื่ออุปกะ ได้พบกะเรา ที่ระหว่างตำบลคยาและโพธิ. เขาได้กล่าวคำนี้กะเราผู้เดินทางไกลมาแล้วว่า "ผู้มีอายุ ! อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก, ผิวพรรณของท่านหมดจดขาวผ่อง, ผู้มีอายุ ! ท่านบวชเจาะจงกะใคร, หรือว่าใครเป็นครูของท่าน, หรือว่าท่าน ชอบใจธรรมของใคร ?" ดังนี้. ราชกุมาร ! เมื่ออุปกาชีวกถามแล้วอย่างนี้ เราได้ตอบอุปกาชีวกด้วย คำ (ที่ผูกเป็นกาพย์ ท.) ว่า :- “เราเป็นผู้ครอบงำได้หมด. เป็นผู้รู้จบหมด ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลาย, ละได้แล้วซึ่ง สิ่งทั้งปวง, หลุดพ้นแล้วเพราะธรรมเป็นที่สิ้น ตัณหา. รู้ยิ่งเองแล้ว จะต้องเจาะจงเอาใครเล่า ! อาจารย์ของเราไม่มี, ผู้ที่เป็นเหมือนเราก็ไม่มี. ผู้จะเปรียบ กับเราก็ไม่มี ในโลกและทั้งเทวโลก. เราเป็นอรหันต์ในโลก เราเป็นครูไม่มีใครยิ่งไปกว่า. เราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ, เราเป็นผู้ดับแล้วเย็นสนิท. จะไปสู่เมืองแห่งชาวกาสีเพื่อแผ่ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๖/๕๑๓.

น.1200 ธรรมจักร. ในเมื่อโลกเป็นราวกะตาบอด เราได้กระหน่ำตีกลอง แห่งอมตธรรมแล้ว." ดังนี้. อุปกะ :- "ผู้มีอายุ ! ท่านเป็นพระอรหันต์ ผู้ชนะไม่มีที่สุด เหมือนอย่างที่ท่านปฏิญานั้น เชียวหรือ ? " เรา : - "ผู้ที่เป็นผู้ชนะเช่นเดียวกับเรา ก็คือผู้ที่ถึงความสิ้นอาสวะ แล้ว, เราชนะธรรมอันลามกแล้ว. แน่ะอุปกะ ! เหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ชนะ." ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้ อุปกาชีวกได้กล่าวว่า “เห็นจะเป็น ได้ ๑ ผู้มีอายุ !" ดังนี้แล้ว ส่ายศีรษะไปมา แลบลิ้น ถือเอาทางสูง ๒ หลีกไปแล้ว. การโปรดปัญจวัคคีย์ ๓ หรือ การแสดงปฐมเทศนา ราชกุมาร ! ลำดับนั้น เราจาริกไปโดยลำดับ ไปสู่เมืองพาราณสี ถึงที่อยู่แห่งภิกษุปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน แล้ว. ภิกษุปัญจวัคคีย์ เห็นเรามาแต่ไกล ได้ตั้งกติกาแก่กันและกันว่า "ผู้มีอายุ ! พระสมณโคดม ๑. คำนี้เห็นจะเป็นคำเยาะ บาลีตอนนี้มีแต่ "หูเวยยาวฺโส" เท่านั้น ไม่ได้ใส่ ประธานอะไรไว้ คงหมายว่าประธานของประโยคนี้ คือคำที่พระองค์ตรัสนั่นเอง อรรถกถา แก้ว่า “ชื่อแม้เช่นนั้นพึงมีได้." ๒. บาลีเป็น อุมฺมฺโค. ตามตัวว่า ทางขึ้น. มีบางท่านแปลว่า ทางผิด, ที่จริง เขาน่าจะเดินสวนทางขึ้นไปทางเหนือ ส่วนพระองค์ลงไปพาราณสี เป็นทางใต้, ถ้าเรามัวมุ่ง แต่จะติคนภายนอกอย่างเดียว คำแปลต่าง ๆ อาจค่อนไปข้างแรงก็ได้กระมัง ? - - ผู้แปล. ๓. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๗/๕๑๔, แก่โพธิราชกมาร.

น.1201 นี้กำลังมาอยู่, เธอเป็นผู้มักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็น คนต่ำเสียแล้ว. เช่นนั้น เราอย่าไหว้, อย่าลุกรับ, อย่าพึงรับบาตร จีวร ของเธอเป็นอันขาด.๑ แต่จักตั้งอาสนะไว้ ถ้าเธอปรารถนา จักนั่งได้" ดังนี้. ราชกุมาร ! เราเข้าไปใกล้ภิกษุปัญจวัคคีย์ด้วยอาการอย่างใด, เธอไม่อาจถือตามกติกาของตนได้ด้วยอาการอย่างนั้น, บางพวกลุกรับและรับ บาตรจีวรแล้ว, บางพวกปูอาสนะแล้ว, บางพวกตั้งน้ำล้างเท้าแล้ว แต่เธอ ร้องเรียกเราโดยชื่อ (ว่าโคดม) ด้วย และโดยคำว่า ท่านผู้มีอายุด้วย. ครั้นเธอกล่าวอย่างนั้น เราได้กล่าวคำนี้กะภิกษุปัญจวัคคีย์นั้นว่า "ภิกษุ ท. ! เธออย่าร้องเรียกเราโดยชื่อและโดยคำว่า "ผู้มีอายุ ! " ภิกษุ ท. ! เราเป็น อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า, ท่านจงเงี่ยโสตลง เราจักสอน อมตธรรมที่เรา ได้บรรลุแล้ว. เราจักแสดงธรรม, เมื่อท่านปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ในไม่นาน เที่ยว จักกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม อันเป็นยอดแห่งพรหมจรรย์ ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่, อันเป็นประโยชน์ ที่ปรารถนาของกุลบุตรผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ" ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้แล้ว, ภิกษุปัญจวัคคีย์กล่าวคำนี้กะเราว่า "ผู้มีอายุ โคดม ! แม้ด้วยทุกรกิริยา ปฏิปทาอันประเสริฐนั้น ท่านยังไม่อาจ บรรลุอุตริมนุสสธัมม์อลมริยญาณทัสนวิเศษ ได้เลย ก็ในบัดนี้ ท่านเป็นคน มักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากแล้ว ทำไมจะบรรลุ อุตริมนุสสธัมม์ อลมริยญาณทัสนวิเศษ ได้เล่า ? " ภิกษุ ท. ! ตถาคตไม่ได้เป็นคนมักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อ ความเป็นคนมักมาก ดอก, ภิกษุ ท. 1 ตถาคตเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ ชอบด้วยตนเอง. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเจียโสตลง เราจะสอนอมตธรรม ที่เราได้บรรลุแล้ว เราจักแสดงธรรม. เมื่อท่านปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ๑. ศัพท์ เอว.

น.1202 ไม่นานเที่ยว, จักกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยมอันเป็นยอดแห่ง พรหมจรรย์ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่, อันเป็น ประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่มีเรือน โดยชอบ" ดังนี้. ราชกุมาร ! ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้กล่าวคำนี้ กะเราอีก แม้ครั้งที่สอง (อย่างเดียวกับครั้งแรก). ราชกุมาร ! เราก็ได้กล่าวคำนี้กะภิกษุปัญจวัคคีย์แม้ครั้งที่สอง (ว่า อย่างเดียวกับครั้งแรก). ราชกุมาร ! ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้กล่าวคำนี้ กะเราอีก แม้ครั้งที่สาม (อย่างเดียวกับครั้งแรก). ราชกุมาร ! ครั้นภิกษุปัญจวัคคีย์กล่าวอย่างนี้แล้ว, เราได้กล่าวคำนี้ กะพวกเธอว่า "ภิกษุ ท. ! ท่านจำได้หรือ ? คำอย่างนี้นี่เราได้เคยกล่าว กะท่าน ท. ในกาลก่อนแต่นี้บ้างหรือ ?" เธอตอบว่า "หาไม่ท่านผู้เจริญ !" เรากล่าวอีกว่า "ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง. พวกเธอจงเงี่ยโสตลง เราจะสอน อมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว, เราจักแสดง ธรรม, เมื่อท่านปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ในไม่นานเที่ยว, จักกระทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม อันเป็นยอดแห่งพรหมจรรย์ได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้ว และอยู่. อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่า กุลบุตรผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ" ดังนี้. ราชกุมาร ! เราได้สามารถ เพื่อให้ ภิกษุปัญจวัคคีย์ เชื่อแล้วแล. ราชกุมาร ! เรากล่าวสอนภิกษุ ๒ รูปอยู่, ภิกษุ ๓ รูปเที่ยวบิณฑบาตเรา หกคนด้วยกันเลี้ยงชีวิตให้เป็นไป ด้วยอาหารที่ภิกษุ ๓ รูปนำมา, บางคราว ๑. เปลี่ยน อาวุโส เป็น ภันเต ตรงนี้.

น.1203 เรากล่าวสอนภิกษุ ๓ รูปอยู่ ภิกษุ ๒ รูป เที่ยวบิณฑบาต เราหกคนเลี้ยงชีวิต ให้เป็นไปด้วยอาหารที่ภิกษุ ๒ รูปนำมา. ๑ ราชกุมาร ! ครั้งนั้น, เมื่อเรากล่าวสอน พร่ำสอนภิกษุปัญจวัคคีย์ อยู่ด้วยอาการอย่างนี้" เธอกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม อันเป็น ยอดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่ อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่มี เรือนโดยชอบ ได้แล้ว ฯ ข้อความในบาลี ปาสราสิสูตร ม.ม. ๑๒/๓๓๒/๓๒๖, มีแปลกออกไปบ้างเล็กน้อย ในตอนนี้ ดังนี้ :- ภิกษุ ท. 1 ครั้งนั้น เมื่อเรากล่าวสอน พร่ำสอนภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ด้วย" อาการอย่างนี้ เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีการเกิดเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งแล้ว ซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีการเกิดเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่เกิด, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจาก เครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่เกิด. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้ว ซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความชราเป็นธรรมดา, เธอแสวงหาอยู่ซึ่ง นิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็น ธรรมที่ไม่มีความชรา, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัย จากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความชรา. ๑. ในที่นี้ ได้แก่การตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และเบ็ดเตล็ด และอนัตตลักขณ สูตรเป็นครั้งสุดท้าย, แต่สำหรับคำตรัสเล่า ไม่มีที่ระบุชื่อชัด จึงไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้. ทั้งทราบกันได้ดีอยู่แล้วในบาลีแห่งอื่น ๆ ก็มีเพียงทรงเล่าว่าได้แสดงอริยสัจ, ดังได้ยกมา เรียงต่อท้ายบทนี้ไว้เป็นตัวอย่างแล้ว.

น.1204 เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีการเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้ว ซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา, เธอแสวงหาอยู่ ซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความเจ็บไข้, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรม ที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความเจ็บไข้. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้ว ซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ซึ่ง นิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่ตาย, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจาก เครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่ตาย. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัด แล้วซึ่งโทษอันต่ำทราม ในความเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา, เธอ แสวงหาอยู่ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่น ยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่มีความเศร้าหมอง, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ ไม่เศร้าหมอง. ญาณ และ ทัศนะ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เธอเหล่านั้นว่า ความหลุดพ้น ของเราไม่กลับกำเริบ. ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย. ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไปดังนี้. ทรงประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน ๑ ภิกษุ ท. 1 ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประกาศอนุตตรธรรม- จักรให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคายวัน ใกล้นครพาราณสี, เป็นธรรมจักร ๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๔๙/๖๙๙, แก่ภิกษุ ท. ที่มฤคทายวัน.

น.1205 ๑๗๙ ได้ตรัสแล้ว - โปรดปัญจวัคคีย์ ที่สมณะหรือพราหมณ์, เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะต้านทาน ให้หมุนกลับมิได้ ๑ ข้อนี้คือ การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก และการทำให้ตื้น ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่ประการ : สี่ประการได้แก่ ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, และ ความจริงอันประเสริฐคือทางทำผู้ปฏิบัติให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร ๒ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหว แห่งแผ่นดินอัน ใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด ตถาคตย่อมยังธรรมจักร อันไม่มีจักรอื่น ยิ่งกว่าให้เป็นไป, เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่น สะท้าน, อานนท์ ! นี้แล เป็นเหตุปัจจัยคำรบหก แห่งการปรากฏการไหว ของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร" ภิกษุ ท. 1 เมื่อใดตถาคตประกาศอนุตตรธรรมจักร, เมื่อนั้นในโลกนี้ และเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา ๑. คำนี้ แปลกันโดยมากว่า "ที่ใคร ๆ ประกาศให้เป็นไปมิได้," แต่ตามรูปศัพท์ แปลเช่นข้างบนนี้ก็ได้, ขอท่านผู้รู้พิจารณาด้วย. ๒. บาลี อัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๓. บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค ตติยปัณณาสก์ จ. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.

น.1206 พร้อมทั้งมนุษย์ ย่อมเกิดแสงสว่างอันยิ่ง หาประมาณมิได้ ยิ่งกว่าเทวานุภาพ ของเทวดา. ในโลกันตริกนรกอันเปิดโล่งเป็นนิจ แต่มืดมนท์อันหาจักขุ- วิญญาณมิได้ อันแสงแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ที่มีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ส่อง ไปไม่ถึง ณ ที่นั้น แสงสว่างอันยิ่ง จะประมาณมิได้ ยิ่งกว่าเทวานุภาพ ย่อมบังเกิดขึ้น. สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น จะรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น ร้องขึ้นว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ได้ยินว่าสัตว์อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเราก็มีอยู่" ภิกษุ ท. ! นี่เป็นอัศจรรย์ครั้งที่สี่ ที่ยังไม่เคยมี ได้บังเกิดมีขึ้น เพราะ การบังเกิดแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. จักรของพระองค์ไม่มีใครต้านทานได้ ๑ ภิกษุ ท. 1 จักรพรรดิราชที่ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมอาจ หมุนจักร๒โดยธรรมให้เป็นไปได้. และจักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ไร ๆ ผู้เป็น ข้าศึกไม่อาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ. องค์ ๕ ประการ คืออะไรบ้างเล่า ? องค์ห้าประการ คือจักรพรรดิราชนั้น เป็นคนผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ ที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. 1 จักรพรรดิที่ประกอบด้วย องค์ห้าเหล่านี้แล ที่สามารถหมุนจักรโดยธรรมให้เป็นไปได้ และเป็นจักรที่ ใคร ๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ, ข้อนี้ฉันใด ๑. บาลี ปัญจ. อํ. ๒๒/๑๖๖/๑๓๑ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ๒. คำว่าจักร ย่อมหมายถึงอำนาจครอบงำ ซึ่งจะเป็นทางกายหรือทางจิต ย่อม แล้วแต่กรณี

น.1207 ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็เป็นฉันนั้น. ตถาคต ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการแล้ว ย่อมหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่ง ไปกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม. และจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้. ธรรม ๕ ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ ชอบเอง ย่อมเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท. ตถาคตประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้และจึงหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม, และจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้ดังนี้. ทรงหมุนแต่จักรที่มีธรรมราชา (เป็นเจ้าของ) ๑ ดูก่อนภิกษุ ท. ! แม้พระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชา อยู่แล้ว พระองค์ก็ยังไม่ทรงหมุน จักรอันไม่มีพระราชา ให้เป็นไป. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามขึ้นว่า " ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่าจะมาเป็นพระราชาให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรมเป็น ธรรมราชาอยู่เองแล้ว." ตรัสตอบว่า :-- ภิกษุ ท. ! ธรรมนะซิ เป็นพระราชาให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิราช ผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชาอยู่เองแล้ว. ดูก่อนภิกษุ ! จักรพรรดิราชผู้ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชาย่อม อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรม เป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นอธิปไตย ย่อมจัดการอารักขาป้องกัน และคุ้มครองโดยชอบธรรม ในหมู่ชนในราชสำนัก ในกษัตริย์ที่เป็นเมืองออก ๑. บาลี ปัญจ. อํ ๒๒/๑๖๘/๑๓๓, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง.

น.1208 หมู่พล ในพราหมณ์คฤหบดี ในราษฎรชาวนิคมและชนบท ในสมณะและ พราหมณ์ ทั้งในเนื้อและนกทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุ 1 จักรพรรดิราชผู้ ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชา ผู้เป็นเช่นนี้แลชื่อว่าเป็นผู้หมุนจักรให้เป็น ไปโดยธรรม. จักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ใด ๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจต้านทาน ให้หมุนกลับได้ด้วยมือ, ข้อนี้ฉันใด ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน, ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้ ชอบเอง เป็นธรรมราชาผู้ประกอบด้วยธรรม อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะ ธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอดธง มีธรรมเป็นอธิปไตย ย่อมจัดการอารักขาป้องกันและคุ้มครอง ในหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โดยการให้โอวาทว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อย่างนี้ ๆ ควรประพฤติ, อย่างนี้ ๆ ไม่ควรประพฤติ ; ว่า อาชีวะ อย่างนี้ ๆ ควรดำเนิน, อย่างนี้ ๆ ไม่ควรดำเนิน ; และว่า คามนิคมเช่นนี้ ๆ ควรอยู่ อาศัย, เช่นนี้ ๆ ไม่ควรอยู่อาศัย ดังนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง เป็นธรรมราชาผู้ประกอบในธรรม ผู้เป็นเช่นนี้แล ชื่อว่าย่อมยัง ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่าให้เป็นไปโดยธรรม นั่นเที่ยว. จักรนั้นเป็น จักรที่สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจ ต้านทานให้หมุนกลับได้ฉะนั้น. การปรากฏของพระองค์คือการปรากฏ แห่งดวงตาอันใหญ่หลวงของโลก" ภิกษุ ท. ! ความปรากฏแห่งบุคคลเอก ย่อมเป็นความปรากฏแห่ง ดวงตาอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสว่างอันใหญ่หลวง เป็นความ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๓๐/๑๔๔ ตรัสแก่ภิกษุ ท.

น.1209 ปรากฏแห่งความสุกใสอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยธรรม ๖ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป็นการแทง ตลอดนานาธาตุ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งธรรมมีวิชชาและวิมุติเป็นผล เป็นการ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นการทำให้แจ้ง ซึ่งอนาคามิผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง นี้แล เป็นบุคคลเอก. ภิกษุ ท. ! นี่แล ความปรากฏแห่งบุคคลเอก อันเป็นความปรากฏ แห่งดวงตาอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสว่างอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสุกใสอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริย- ธรรม ๖ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป็นการแทงตลอดนานาธาตุ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งธรรมมีวิชชาและวิมุติเป็นผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นการ ทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นการทำให้แจ้งอรหัตตผล แล. จบภาค ๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต