Buddhadasa.org

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๒ — เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ จนได้ตรัสรู้

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ — พระประวัติตรัสเล่า — เลือกเก็บจากบาลีพระไตรปิฎก เฉพาะพระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงพระองค์เอง แปลและร้อยกรองโดยพุทธทาสภิกขุ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1067 ภาค ๒ เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์จนได้ตรัสรู้ ๔๗

น.1068 ภาค ๒ มีเรื่อง :- เสด็จสำนักอาหารดาบส - - เสด็จสำนักอุทกคาบส - - เสด็จ อุรุเวลาเสนานิคม - - ทรงประพฤติอัตตกิลมถานุโยค - - อุปมาปรากฏ - - ทุกรกิริยา -- กลับพระทัยฉันอาหารหยาบ - - ปัญจวัคคีย์หลีก - - ทรงตริตรึกเพื่อตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ -- ทรงเที่ยวแสวงเพื่อตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้ - - ทรง กำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคอยกันจิตจากถามคุณ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคิดค้น ในอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคิดเรื่องเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงแสวงเนื่องด้วย เบญจพันธ์ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงพยายามในญาณ- ทัศนะก่อนตรัสรู้ - - ทรงทำลายความขลาด ก่อนตรัสรู้ - - ธรรมที่ทรงอบรมมาก ก่อนตรัสรู้ - - วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้ - - ทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงอธิษฐานความเพียร ก่อนตรัสรู้ - - ความ ฝันครั้งสำคัญ ก่อนตรัสรู้ - - อาการแห่งการตรัสรู้ - - สิ่งที่ตรัสรู้ - - เกิดแสงสว่างเนื่อง ด้วยการตรัสรู้ - - แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการตรัสรู้ - - รู้สึกพระองค์ว่าได้ตรัสรู้แล้ว. ๔๘

น.1069 ภาค ๒ เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์ จนได้ตรัสรู้. เสด็จสำนักอาหารดาบส" "เรานั้น ครั้นบวชอย่างนี้แล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่ สิ่งที่ประเสริฐชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า; ได้เข้าไปหาอาหารดาบสผู้กาลามโคตร ถึงที่สำนักแล้วกล่าวว่า "ท่านกาลามะ ! เราอยากประพฤติพรหมจรรย์ในธรรม วินัยนี้ด้วย." ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้แล้ว อาฬารดาบสผู้กาลามโคตร ได้ตอบว่า "อยู่เถิดท่านผู้มีอายุ ธรรมนี้เป็นเช่นนี้ ๆ ถ้าบุรุษเข้าใจความแล้ว ไม่นานเลย คงทำให้แจ้ง บรรลุได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ทั่วถึงลัทธิของ อาจารย์ตน." ๑. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร, บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙, และในสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๗๐/๗๓๘, ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค ม.ม. มี ย่อมาก, มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค ม.ม. ๔๙

น.1070 เลย. ราชกุมาร ! เรานั้นกล่าวได้ทั้งญาณวาทและเถรวาทด้วยอาการมาตรว่าท่องด้วยปาก และ ด้วยเวลาชั่วที่เจรจาตอบตลอดกาลเท่านั้น. อนึ่งเราและศิษย์อื่น ๆ ปฏิญญาได้ ว่าเรารู้เราเห็นจริง ดังนี้. ราชกุมาร ! ความรู้สึกเกิดขึ้นแก่เราว่า "อาฬาร ผู้กาลามโคตรประกาศให้ผู้อื่นทราบว่า ‘เราทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เองแล้วและอยู่ ด้วยคุณสักว่าศรัทธาอย่างเดียวก็หามิได้," ที่แท้อาฬารผู้ กาลามโคตรคงรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งธรรมนี้เป็นแน่." ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไป หาอาฬารผู้กาลามโคตร ถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า "ท่านกาลามะ ! ท่านทำให้ แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วและประกาศได้เพียงเท่าไรหนอ ?" ครั้นเรา กล่าวอย่างนี้ อาฬารผู้กาลามโคตรได้ประกาศให้รู้ถึงอากิญจัญญายตนะแล้ว. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา จักมีแต่ของอาฬารผู้กาลามโคตรผู้เดียวก็หาไม่. ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ของเราก็มีอยู่ อย่างไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียรทำให้ แจ้งธรรมที่ท่านกาลามะประกาศแล้ว จนกล่าวได้ว่าเราบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้วและอยู่ให้จงได้." ราชกุมาร ! เราได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ธรรมนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองไม่นานเลย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไป หาอาหารผู้กาลามโคตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า "มีเท่านี้หรือที่ท่านบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศแก่ผู้อื่นอยู่ ?" "เท่านี้เองผู้มีอายุ ที่เราบรรลุถึงทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วและประกาศแก่ผู้อื่นอยู่." "ท่านกาลามะ ! แม้เราก็บรรลุทำให้แจ้งได้ถึงเพียงนั้นเหมือนกัน." ราชกุมาร ! อาฬารผู้กาลามโคตรได้กล่าวกะเราว่า “ลาภของเราแล้ว ท่านผู้มีอายุ ! เราได้ดีแล้ว, ผู้มีอายุ ! มิเสียแรงที่ได้พบเพื่อนร่วมพรหมจรรย์

น.1071 เช่นกับท่านผู้ทำให้แจ้งธรรมที่เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง, แม้เราก็ทำให้แจ้งธรรม ที่ท่านทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองนั้นอย่างเดียวกัน. เรารู้ธรรมใด ท่านรู้ ธรรมนั้น, ท่านรู้ธรรมใด เรารู้ธรรมนั้น, เราเป็นเช่นใด, ท่านเป็นเช่นนั้น, ท่านเป็นเช่นใด เราเป็นเช่นนั้น, มาเถิดท่านผู้มีอายุ ! เราสองคนด้วยกัน จักช่วยกันปกครองคณะนี้ต่อไป. ราชกุมาร ! อาฬารกาลามโคตรผู้เป็นอาจารย์ของเรา ได้ตั้งเราผู้เป็น ศิษย์ให้เสมอด้วยตนแล้ว, ให้บูชาเราด้วยการบูชาอย่างยิ่ง. ราชกุมาร ! (เมื่อเราได้เสมอด้วยอาจารย์ ได้การบูชาที่ยิ่งดังนั้น) ได้เกิดความรู้สึกนี้ว่า "ก็ธรรมนี้จะได้เป็นไปพร้อมเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อรำงับ เพื่อ สงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ก็หาไม่, แต่เป็นไปพร้อม เพียง เพื่อการบังเกิดใน อากิญจัญญายตนภพ๑ เท่านั้นเอง. ราชกุมาร ! ตถาคต (เมื่อเห็นโทษในสมาบัติทั้งเจ็ด) จึงไม่พอใจ เบื่อจากธรรมนั้น หลีกไปเสีย." ฯ เสด็จสำนักอุทกดาบส" "ราชกุมาร ! เรานั้นแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ ประเสริฐชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่า. ได้เข้าไปหาอุทกดาบสผู้รามบุตร ถึงที่สำนัก แล้วกล่าวว่า "ท่านรามะ ! เราอยากประพฤติพรหมจรรย์ ในธรรมวินัยนี้ด้วย." ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้ ท่านอุทกผู้รามบุตรได้กล่าวตอบว่า "อยู่เถิด ท่านผู้มีอายุ ! ธรรมนี้เป็นเช่นนี้ ๆ ถ้าบุรุษเข้าใจความแล้ว ไม่นานเลย คงทำ ให้แจ้ง บรรลุได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ทั่วถึงลัทธิของอาจารย์ตน." ๑. อรูปพรหมชั้นที่ ๓. สมาบัติทั้งเจ็ดในที่นี้ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๓. ๒. ที่มาเหมือนกันกับอาฬารดาบส บาลี โพธิราชกุมารสูตร ๑๓/๔๔๖/๔๙๐.

น.1072 เลย. ราชกุมาร ! เรากล่าวได้ทั้งญาณวาทและเถรวาท ด้วยอาการมาตรว่าท่องด้วยปาก ด้วยเวลา ชั่วที่เจรจาตอบตลอดกาลเท่านั้น. อนึ่ง เราและศิษย์อื่นปฏิญญาได้ว่าเรารู้ เราเห็น ดังนี้. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "อุทกผู้รามบุตรได้ ประกาศว่า ‘เราทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วและอยู่ ด้วยสักว่า ศรัทธาอย่างเดียวก็หามิได้," ที่แท้อุทกผู้รามบุตร คงรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งธรรมนี้ เป็นแน่." ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอุทกผู้รามบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า "ท่านรามะ ! ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วและประกาศได้ เพียงเท่าไรหนอ ?" ครั้นเรากล่าวอย่างนี้ อุทกรามบุตรได้ประกาศให้รู้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ ปัญญา จักมีแต่ของอุทกรามบุตรผู้เดียวก็หาไม่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาของเราก็มีอยู่ อย่างไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียรทำให้แจ้ง ธรรมที่ท่านอุทกประกาศแล้ว จนกล่าวได้ว่า-เราบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้วแลอยู่ให้จงได้." ราชกุมาร ! เราได้บรรลุทำให้แจ้งซึ่งธรรม นั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองไม่นานเลย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เราเข้าไปหาอุทก ผู้รามบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า "มีเท่านี้หรือ ที่ท่านบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งแล้วและประกาศแก่ผู้อื่นอยู่ ?" "เท่านี้เองผู้มีอายุ ! ที่รามะบรรลุถึง ทำให้แจ้งแล้วและประกาศแก่ผู้อื่น." "ท่านรามะ ! ถึงเราก็ได้บรรลุทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเท่านั้นเหมือนกัน .. " ราชกุมาร ! อุทกผู้รามบุตรได้กล่าวกะเราว่า "ลาภของรามะแล้วท่าน ผู้มีอายุ ! รามะได้ดีแล้ว, ท่านผู้มีอายุ ! มิเสียแรงได้พบเพื่อนร่วมพรหม- จรรย์เช่นกับท่านผู้ทำให้แจ้งธรรมที่รามะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง. แม้รามะก็ทำ ให้แจ้งธรรมที่ท่านทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองนั้น อย่างเดียวกัน. รามะรู้

น.1073 ธรรมใด ท่านรู้ธรรมนั้น, ท่านรู้ธรรมใด รามะรู้ธรรมนั้น, รามะเป็นเช่นใด ท่านเป็นเช่นนั้น, ท่านเป็นเช่นใด รามะเป็นเช่นนั้น, มาเถิดท่านผู้มีอายุ ! เราสองคนด้วยกัน จักช่วยกันปกครองคณะนี้ต่อไป." ราชกุมาร ! อุทกรามบุตร เมื่อเป็นอาจารย์ของเราก็ได้ตั้งเราผู้เป็นศิษย์ ให้เสมอด้วยตนเสียแล้ว, ให้บูชาเราด้วยการบูชาอันยิ่ง, ราชกุมาร ! (เมื่อเรา ได้เสมอด้วยอาจารย์ ได้การบูชาที่ยิ่งดังนั้น) ได้เกิดความรู้สึกนี้ว่า "ธรรมนี้ จะได้เป็นไปพร้อมเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อรำงับ เพื่อสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ก็หาไม่, แต่เป็นไปพร้อม เพียงเพื่อการ บังเกิดใน เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ๑ เท่านั้นเอง." ราชกุมาร ! ตถาคต (เมื่อเห็นโทษในสมาบัติทั้งแปด) จึงไม่ทำความหยุดอยู่เฉพาะในธรรมนั้น เบื่อหน่ายจากธรรมนั้น หลีกไปเสีย." ฯ เสด็จไปอุรุเวลาเสนานิคม ๒ “ราชกุมาร ! เรานั้น เมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหา อยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไป ตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐจนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรม อยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้าน สำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร ! เราได้เห็นแล้ว เกิดความรู้สึกว่า ๑. อรูปฌานที่ ๔ สมาบัติแปดคือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔. ๒. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราช. ม.ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๑ และสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ปาสราสิสูตร, มหาสัจจกสูตร.

น.1074 ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบ เรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้ง ความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียร ดังนี้. ราชกุมาร ! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้." ทรงประพฤติอัตตกิลมถานุโยค (วัตรของเดียรลีย์ ) ๑ สารีบุตร ! เราตถาคตรู้เฉพาะซึ่ง พรหมจรรย์อันประกอบด้วย องค์ ๔ ที่ได้ประพฤติแล้ว. ตบสีลวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, ลูขวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, เชคุจฉิวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, ปวีวิตตวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง. ในวัตร ๔ อย่างนั้น นี้เป็น ตบสีลวัตร (วัตรย่างกิเลส)ของเรา คือเราได้ ประพฤติเปลือยกาย มีมรรยาทอันปล่อยทิ้งเสียแล้ว เป็นผู้ประพฤติเช็ดอุจจาระ ของตนด้วยมือ ถือเป็นผู้ไม่รับอาหารที่เขาร้องเชิญว่าท่านผู้เจริญจงมา ไม่รับ อาหารที่เขาร้องนิมนต์ว่าท่านผู้เจริญจงหยุดก่อน ไม่ยินดีในอาหารที่เขานำมา จำเพาะ ไม่ยินดีในอาหารที่เขาทำอุทิศเจาะจง ไม่ยินดีในอาหารที่เขาร้องนิมนต์. เราไม่รับอาหารจากปากหม้อ ไม่รับอาหารจากปากภาชนะ ไม่รับอาหารคร่อม ธรณีประตู ไม่รับอาหารคร่อมท่อนไม้ ไม่รับอาหารคร่อมสาก ไม่รับอาหาร ๑. ตรัสเล่าแก่พระสารีบุตร บาลีมหาสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๓. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗ วัตรเหล่านี้ในบาลีไม่แสดงไว้ชัดว่า ทรงทำก่อนหรือหลังการไปสำนัก ๒ ดาบส หรือคราว เดียวกับทุกรกิริยาอดอาหาร.

น.1075 ของชนสองคนผู้บริโภคอยู่ ไม่รับอาหารของหญิงมีครรภ์ ไม่รับอาหารของ หญิงที่กำลังให้บุตรดื่มนมอยู่ ไม่รับอาหารของหญิงผู้ไปในระหว่างแห่งบุรุษ ไม่รับอาหารในอาหารที่มนุษย์ชักชวนร่วมกันทำ ไม่รับอาหารในที่ที่มีสุนัข เข้าไปยืนเฝ้าอยู่ ไม่รับอาหารในที่ที่เห็นแมลงวันบินไปเป็นหมู่ ๆ ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่รับสุรา ไม่รับเมรัย ไม่ดื่มน้ำอันดองด้วยแกลบ เรารับเรือน เดียวฉันคำเดียวบ้าง รับสองเรือนฉันสองคำบ้าง รับสามเรือนฉันสามคำบ้าง ฯลฯ .. รับเจ็ดเรือนฉันเจ็ดคำบ้าง, เราเลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ ภาชนะเดียวบ้าง เลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ สองภาชนะบ้าง ฯลฯ ..เลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ เจ็ดภาชนะบ้าง เราฉันอาหารที่เก็บ ไว้วันเดียวบ้าง ฉันอาหารที่เก็บไว้สองวันบ้าง ฯลฯ .. ฉันอาหารที่เก็บไว้เจ็ดวัน บ้าง, เราประกอบความเพียรในภัตรและโภชนะมีปริยายอย่างนี้ จนถึงกึ่งเดือน ด้วยอาการอย่างนี้. เรานั้น มีผักเป็นภักษาบ้าง มีสารแห่งหญ้ากับแก้เป็นภักษา บ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีเปลือกไม้เป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษา บ้าง มีรำข้าวเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีข้าวสารหักเป็นภักษา บ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัย (ขี้วัว) เป็นภักษาบ้าง มีผลไม้และรากไม้ ในป่าเป็นอาหารบ้าง บริโภคผลไม้อันเป็นไป (หล่นเอง) ยังชีวิตให้เป็นไปบ้าง. เรานั้นนุ่งห่มด้วยผ้าบ้านบ้าง นุ่งห่มผ้าเจือกันบ้าง นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้งไว้กับ ซากศพบ้าง นุ่งห่มผ้าคลุกฝุ่นบ้าง นุ่งห่มเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังสัตว์บ้าง นุ่งห่มหนังสัตว์ทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มแผ่นหญ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มแผ่นปอกรอง บ้าง นุ่งห่มแผ่นกระดานกรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้า กัมพลทำด้วยขนหางสัตว์บ้าง นุ่งห่มปีกนกเค้าบ้าง (ศัพพ์นี้แปลกที่ไม่มีคำว่ากัมพล). เราตัดผมและหนวด ประกอบตามซึ่งความเพียรในการตัดผมและหนวด, เรา เป็นผู้ยื่นกระหย่งห้ามเสียซึ่งการนั่ง, เป็นผู้เดินกระหย่งประกอบตามซึ่งความ เพียรในการเดินกระหย่งบ้าง, เราประกอบการยืนการเดินบนหนาม สำเร็จ

น.1076 การนอนบนที่นอนทำด้วยหนาม, เราประกอบตามซึ่งความเพียรในการลงสู่น้ำ เวลาเย็นเป็นครั้งที่สามบ้าง, เราประกอบตามซึ่งความเพียรในการทำ (กิเลสใน) กายให้เหือดแห้งด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นนี้ด้วยอาการอย่างนี้ สารีบุตร ! นี่แล เป็น วัตรเพื่อความเป็นผู้มีตบะ ของเรา สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็นลูขวัตร (วัตรในการเศร้าหมอง) ของเราคือ ธุลีเกรอะกรังแล้วที่กาย สิ้นปีเป็นอันมากเกิดเป็นสะเก็ดขึ้น. สารีบุตร ! เปรียบเหมือนตอตะโกนานปีมีสะเก็ดขึ้นแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ธุลี เกรอะกรังแล้วที่กาย สิ้นปีเป็นอันมากจนเกิดเป็นสะเก็ดขึ้น. สารีบุตร ! ความ คิดนึกว่า โอหนอเรา พึงลูบธุลีนี้ออกเสียด้วยฝ่ามือเถิดดังนี้ ไม่มีแก่เรา, แม้ความคิดนึกว่า ก็หรือชนเหล่าอื่นพึงลูบธุลีนี้ออกเสียด้วยฝ่ามือเถิดดังนี้ ก็มิ ได้มีแก่เรา. ดูก่อนสารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้เศร้าหมองของเรา.ฯ สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น เชคุจฉิวัตร (วัตรในความเป็นผู้ รังเกียจ) ของเราคือ ดูก่อนสารีบุตร ! เรานั้นมีสติก้าวขาไป มีสติก้าวขากลับ โดยอาการเท่าที่ความเอ็นดูอ่อนโยนของเราพึงบังเกิดขึ้น แม้ในหยาดแห่งน้ำว่า เราอย่าทำสัตว์น้อย ๆ ทั้งหลายที่มีคติไม่เสมอกันให้ลำบากเลย. สารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้รังเกียจของเรา. สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น ปวิวิตตวัตร (วัตรในความเป็นผู้ สงัดทั่วแล้ว) ของเราคือ ดูก่อนสารีบุตร ! เรานั้นเข้าสู่ราวป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วแลอยู่. เมื่อเห็นคนเลี้ยงโค หรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคนเกี่ยวหญ้า หรือ คนหาไม้ หรือคนทำงานในป่ามา เราก็รีบลัดเลาะจากป่านี้ไปป่าโน้น จากรก ชัฎนี้สู่รกชัฏโน้น จากลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น เพราะเหตุคิดว่า ขอคนพวกนั้นอย่าเห็นเราเลย และเราก็อย่าได้เห็นชนพวกนั้น. สารีบุตร ! เปรียบเหมือนเนื้ออันอยู่ในป่า เห็นมนุษย์แล้วย่อมเลาะลัดจากป่านี้สู่ป่าโน้น จาก

น.1077 รกชัฏนี้สู่รกชัฏโน้น จากลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่เราเมื่อเห็นคนเลี้ยงโคหรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคนเกี่ยวหญ้า คนหาไม้ คนทำงานในป่ามา ก็รีบเลาะลัดจากป่านี้สู่ป่าโน้น จากรกชัฏนี้สู่รกชัฏโน้น จาก ลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น ด้วยหวังว่าคนพวกนี้อย่าเห็นเราเลย และเราก็อย่าได้เห็นคนพวกนั้น. สารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้สงัด ทั่วของเรา. ฯ สารีบุตร ! เรานั้น. โคเหล่าใดออกจากคอกหาคนเลี้ยงมิได้, เราก็ คลานเข้าไปในที่นั้น ถือเอาโคมัยของลูกโคน้อย ๆ ที่ยังดื่มนมแม่ เป็นอาหาร. สารีบุตร ! มูตรและกรีส (ปัสสาวะและอุจจาระ) ของตนเอง ยังไม่หมด เพียงใด เราก็ถือมูตรและกรีสนั้นเป็นอาหารตลอดกาลเพียงนั้น. ดูก่อน สารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรใน มหาวิกฎโภชนวัตร ของเรา. ฯ สารีบุตร ! เราแลเข้าไปสู่ชัฏแห่งป่าน่าพึงกลัวแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว แลอยู่. เพราะชัฏแห่งป่านั้นกระทำซึ่งความกลัวเป็นเหตุ ผู้ที่มีสันดานยังไม่ ปราศจากราคะ เข้าไปสู่ชัฏป่านั้นแล้ว โลมชาติย่อมชูชันโดยมาก. สารีบุตร ! เรานั้น ในราตรีทั้งหลายอันมีในฤดูหนาวระหว่างแปดวัน เป็นสมัยที่ตกแห่ง หิมะอันเย็นเยือก กลางคืนเราอยู่ที่กลางแจ้ง กลางวันเราอยู่ในชัฏแห่งป่า. ครั้นถึงเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน กลางวันเราอยู่ในที่แจ้ง กลางคืนเราอยู่ในป่า. สารีบุตร ! คาถาน่าอัศจรรย์นี้ อันเราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน มาแจ้งแก่เราว่า :- " เรานั้นแห้ง (ร้อน) แล้วผู้เดียว, เปียกแล้วผู้เดียว. อยู่ในป่า น่าพึงกลัวแต่ผู้เดียว. เป็นผู้มีกายอันเปลือยเปล่า ไม่ผิงไฟ, เป็นมุนีขวนขวายแสวงหาความบริสุทธิ์." ดังนี้ สารีบุตร ! เรานั้นนอนในป่าช้า ทับกระดูกแห่งซากศพทั้งหลาย ฝูงเด็กเลี้ยงโคเข้ามาใกล้เรา โห่ร้องใส่หูเราบ้าง ถ่ายมูตรรดบ้าง ซัดฝุ่นใส่บ้าง เอาไม้แหลม ๆ ทิ่มช่องหูบ้าง. สารีบุตร ! เราไม่รู้สึกจิตอันเป็นบาปต่อเด็ก

น.1078 เลี้ยงโคทั้งหลายเหล่านั้นแม้ด้วยการทำความคิดนึกให้เกิดขึ้น. สารีบุตร ! นี้เป็น วัตรในการอยู่อุเบกขา ของเรา.ฯ สารีบุตร ! สมณพราหมณ์บางพวกมักกล่าวมักเห็นอย่างนี้ว่า "ความ บริสุทธิ์มีได้เพราะอาหาร," สมณพราหมณ์พวกนั้นกล่าวกันว่า พวกเรา จงเลี้ยงชีวิตให้เป็นไปด้วยผลกะเบา ๑ ทั้งหลายเถิด. สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงเคี้ยวกินผลกะเบาบ้าง เคี้ยวกินกะเบาตำผงบ้าง ดื่มน้ำคั้นจากผลกะเบา บ้าง ย่อมบริโภคผลกะเบาอันทำให้แปลก ๆ มีอย่างต่าง ๆ บ้าง. สารีบุตร ! เราก็ได้ใช้กะเบาผลหนึ่งเป็นอาหาร. สารีบุตร ! คำเล่าลืออาจมีแก่เธอว่า ผลกะเบาในครั้งนั้น ใหญ่มาก ข้อนี้เธออย่าเห็นอย่างนั้นผลกะเบาในครั้งนั้น ก็โตเท่านี้เป็นอย่างยิ่งเหมือนในครั้งนี้เหมือนกัน. สารีบุตร ! เมื่อเรา ฉันกะเบาผลเดียวเป็นอาหาร ร่างกายได้ถึงความซูบผอมอย่างยิ่ง. เถาวัลย์ อาสีติกบรรพและเถากาฬบรรพมีสัณฐานเช่นไร อวัยวะน้อยใหญ่ของเรา ก็เป็นเหมือนเช่นนั้นเพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. รอยเท้าอูฐมีสัณฐาน เช่นไร รอยตะโพกนั่งทับของเราก็มีสัณฐานเช่นนั้นเพราะความเป็นผู้มีอาหาร น้อย. เถาวัฏฏนาวพีมีสัณฐานเช่นใด กระดูกสันหลังของเราก็เป็นข้อ ๆ มี สัณฐานเช่นนั้นเพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. กลอน (หรือจันทัน) แห่งศาลา ที่คร่ำคร่าเกะกะมีสัณฐานเช่นไร ซี่โครงของเราก็เกะกะมีสัณฐานเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. ดวงดาวที่ปรากฏในน้ำในบ่อน้ำอันลึก ปรากฏ อยู่ลึกฉันใด ดวงดาวคือลูกตาของเรา ปรากฏอยู่ลึกในเบ้าตาฉันนั้นเพราะความ เป็นผู้มีอาหารน้อย. น้ำเต้าที่เขาตัดแต่ยังอ่อน ครั้นถูกลมและแดดย่อมเหี่ยวยู่ยี่ มีสัณฐานเช่นใด หนังศีรษะแห่งเราก็เหี่ยวยู่มีสัณฐานเช่นนั้นเพราะความเป็นผู้ มีอาหารน้อย. สารีบุตร ! เราตั้งใจว่าลูบท้อง ก็ลูบถูกกระดูกสันหลังด้วย, ตั้งใจว่าลูบกระดูกสันหลัง ก็ลูบถูกท้องด้วย. สารีบุตร ! หนังท้องกับกระดูก ๑. ศัพท์ โกล นี้ แปลว่า พุทราก็ได้, โกเลหีติ พทเรหิ, ปปญ. ๒/๖๕

น.1079 สันหลังของเราชิดกันสนิท เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. สารีบุตร ! เรา เมื่อคิดว่าจักถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ล้มพับอยู่ตรงนั้นเพราะความเป็นผู้มีอาหาร น้อย. สารีบุตร ! เราเมื่อจะบรรเทาซึ่งกายนั้นให้มีความสุขบ้าง จึงลูบตัวด้วย ฝ่ามือ, เมื่อเราลูบตัวด้วยฝ่ามือขนที่มีรากเน่าแล้วได้หลุดออกจากกายร่วงไป เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย." ฯ (ต่อจากนี้ มีเรื่องการบริสุทธิ์เพราะอาหารอย่างเดียวกันกับการบริโภคผลกะเบา ต่างกันแต่แทนผลกะเบา กลายเป็น ถั่วเขียว, งา, ข้าวสาร เท่านั้น. พระองค์ได้ทดลอง เปลี่ยนทุก ๆ อย่าง. เรื่องตั้งแต่ต้นมา แสดงว่าพระองค์ได้ทรงเคยประพฤติวัตรของ เดียรถีย์ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยคแล้วทุก ๆ อย่าง สรุปเรียกได้ว่าส่วนสุดฝ่ายข้างตึง ที่พระองค์สอนให้เว้น ในยุคหลัง. วัตรเหล่านี้สันนิษฐานว่าทำทีหลังการไปสำนัก ๒ คาบส. ถ้าทีหลังก็ต้องก่อนเบญจวัคคีย์ไปอยู่ด้วย ยุติเป็นอย่างไรแล้วแต่จะวินิจฉัยเพราะระยะ ทำความเพียรนานถึง ๖ ปี ได้เหตุผลเป็นอย่างไรโปรดเผยแผ่กันฟังด้วย). อุปมาปรากฏแจ่มแจ้ง "ราชกุมาร ! เรื่องประหลาดเกิดมีแก่เรา อุปมาสามข้อ เป็นอัศจรรย์ ที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว มาแจ่มแจ้งแก่เรา. (๑) ราชกุมาร ! อุปมาข้อหนึ่ง ว่า เหมือนไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งเขาตัดลงแช่น้ำไว้, ถ้าบุรุษตั้งใจว่าเราจะนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้นให้ ไฟเกิดปรากฏดังนี้, ราชกุมาร ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักถือไม้ สีไฟอันบนมาสีไฟให้เกิดปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ?" "พระองค์ผู้เจริญ ! ไม่ได้เลย, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งยังแช่อยู่ในน้ำ เขาสีตลอดกาลเพียงใด จักต้อง เหน็ดเหนื่อยกับแค้นเปล่าเพียงนั้น." "ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราช ม.ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๒. และ สคารวสูตร พราหมณ- วรรค ม.ม. มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค. ม.ม.

น.1080 พราหมณ์พวกใด กายยังไม่หลีกออกจากวัตถุกาม ใจก็ยังระคนด้วยกิเลสกาม อันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไม่ได้ ยังรำงับไม่ได้ ซึ่งกิเลสกามเหล่านั้น, ท่านสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ถึงจะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน เพราะการทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ย่อมไม่ควรเพื่อเกิดปัญญารู้เห็น อันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่า ได้เลย. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาทีแรกที่เป็นอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยได้ยินมาแล้วแต่ก่อน ได้มาแจ่มแจ้งแก่เราแล้ว. (๒) อุปมาข้อสอง เป็นอัศจรรย์ที่เราไม่เคยได้ยินมาแล้ว ได้มา แจ่มแจ้งแก่เรา. ราชกุมาร ! อุปมาว่าไม้สดชุ่มด้วยยาง วางอยู่บนบก หากบุรุษ ตั้งใจว่า เราจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏดังนี้, ท่านจัก เข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักถือเอาไม้สีไฟอันบน มาสีให้เกิดไฟปรากฏขึ้นได้ หรือไม่ ?" " พระองค์ผู้เจริญ ! ไม่ได้เลย, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้สดชุ่มด้วยยาง แม้วางอยู่บนบกก็จริง เขาจะสีไปตลอดกาลเพียงใด ก็จะเหน็ดเหนื่อยคับแค้นเปล่า ตลอดกาล เพียงนั้น." "ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น, สมณะหรือพราหมณ์พวกใด มีกาย หลีกออกจากวัตถุกามแล้ว แต่ใจยังระคนด้วยกิเลสกาม อันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อนในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไม่ได้ ระงับไม่ได้ซึ่งกิเลสกามนั้น, สมณะหรือพราหมณ์นั้น จะได้ เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน เพราะทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวย ก็ดี ก็ไม่ควรเพื่อจะเกิดปัญญารู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่าได้เลย. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาที่สอง ที่เป็นอัศจรรย์ อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้วแต่ก่อน ได้มา แจ่มแจ้งแก่เราแล้ว. (๓) ราชกุมาร ! อุปมาที่สาม ที่เป็นอัศจรรย์อันเราไม่เคยได้ยินมา แล้ว มาแจ่มแจ้งแก่เรา. ราชกุมาร ! อุปมาว่าไม้แห้งสนิท ทั้งวางไว้บนบก

น.1081 ไกลจากน้ำ, หากบุรุษตั้งใจว่าเราจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้น ให้ไฟเกิด ปรากฏขึ้น ดังนี้, ราชกุมาร ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักนำไม้สีไฟ อันบนมาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ?" "พระองค์ผู้เจริญ ! ได้ โดยแท้ เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้แห้งเกราะ ทั้งอยู่บนบกไกลจากน้ำด้วย." "ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์พวกใด มีกายละจากวัตถุกามแล้ว ทั้งใจ ก็ไม่ระคนอยู่ด้วยกิเลสกาม อันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อนในวัตถุกามทั้งหลาย เขาเป็นผู้ละได้ ระงับได้ซึ่ง กิเลสกามนั้น. สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะได้เสวยเวทนาอันกล้าแข็ง เผ็ดร้อนเพราะทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ย่อมควรเพื่อเกิดปัญญา รู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่า ได้. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาที่สาม ที่เป็น อัศจรรย์อันเราไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้มาแจ่มแจ้งกะเราแล้ว." ทุกรกิริยา " (วาระที่ ๑) "ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงขบพันด้วยพัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัด ดูที. ราชกุมาร ! ครั้นเราคิดดังนั้นแล้ว จึงขบพันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัดแล้ว เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง, ราชกุมาร ! เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงจับคนกำลังน้อยที่ศีรษะหรือที่คอ บีบ ให้แน่นจนร้อนจัดฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อ หย่อนก็หาไม่ สติจะพื้นเพื่อนไปก็หาไม่, เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราช. ม.ม. ๑๓/๔๕๒/๔๙๕. สคารวสูตร ม.ม. ความ ตอนนี้ ปาสราสิสูตร ไม่มี.

น.1082 (วาระที่ ๒) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน เอาการไม่หายใจเป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้น แล้ว เราจึงกลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางจมูกและทางปาก. ครั้นเรากลั้นลม หายใจทั้งทางจมูกและทางปาก เสียงลมออกทางช่องหูทั้งสองดังเหลือประมาณ เหมือนเสียงลมในสูบแห่งนายช่างทองที่สูบไปสูบมาฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะพันเพื่อนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้ยาก เสียดแทงเอา. ( วาระที่ ๓) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน มีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้น)๑ เป็นอารมณ์เถิด. ราช- กุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราจึงกลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกทางปาก และทางช่องหูทั้งสองแล้ว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้ง ทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว ลมกล้าเหลือประมาณ แทงเซาะ ขึ้นไปทางบนกระหม่อมเหมือนถูกบุรุษแข็งแรง เชือดเอาที่แสกกระหม่อมด้วย มีดโกนอันคมฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้วจะได้ ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะได้พันเพื่อนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๔) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน มีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้นไปอีก) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูก ทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว รู้สึกปวดศีรษะทั่วไปทั้งศีรษะ ๑. แปลกจากวาระที่สองด้วย เอว ศัพท์ ๆ เดียว.

น.1083 เหลือประมาณ เปรียบปานถูกบุรุษแข็งแรง รัดศีรษะเข้าทั้งศีรษะด้วยเชือก มีเกลียวอันเขม็งฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะพื้นเพื่อนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๕) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานมีการไม่หายใจนั่นแหละ ( ให้ยิ่งขึ้นไปอีก ) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางจมูกและทาง ปาก และทางช่องหูทั้งสอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้ง ทางจมูกและทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว ลมกล้าเหลือประมาณหวนกลับ ลงแทงเอาพื้นท้อง ดุจถูกคนฆ่าโคหรือลูกมือตัวขยันของเขา เฉือนเนื้อ พื้นท้องด้วยมีดสำหรับเฉือนเนื้อโคอันคมฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียร ของเราจะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะได้พันเพื่อนก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับ กระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๖) ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานมีการไม่หายใจนั่นแหละ ( ให้ยิ่งขึ้นไปอีก) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ทั้งทางจมูกและ ทางปากและทางช่องหูทั้งสอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสอง ก็เกิดความร้อนกล้าขึ้นทั่วกาย ดุจถูก คนแข็งแรงสองคน ช่วยกันจับคนกำลังน้อยที่แขนข้างละคนแล้ว ย่างรมไว้ เหนือหลุมถ่านเพลิงอันระอุฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะพื้นเพื่อนไปก็หาไม่ เป็นแต่กาย กระวนกระวาย ไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. โอ ราชกุมาร ! เทวดาเห็นเราแล้วพากันกล่าวว่า พระสมณโคดมทำ กาละเสียแล้ว, บางพวกกล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ใช่ทำกาละแล้ว เป็น

น.1084 แต่กำลังทำกาละอยู่, บางพวกกล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น จะว่าพระสมณโคดม ทำกาละแล้วหรือกำลังทำกาละอยู่ ก็ไม่ชอบทั้งสองสถาน พระสมณโคดมเป็น พระอรหันต์ นั่นเป็นการอยู่ของท่าน, การอยู่เช่นนั้นเป็นการอยู่ของพระอรหันต์ ดังนี้. (วาระที่ ๗) ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไร เราพึงปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงเสีย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น พวกเทวดาเข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า "ท่านผู้นิรทุกข์ ! ท่านอย่าปฏิบัติการอด อาหารโดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวง ไซร้ พวกข้าพเจ้าจักแทรกโอชาอันเป็นทิพย์ลงตามขุมขนของท่าน ท่านจัก มีชีวิตอยู่ได้ด้วยโอชาทิพย์นั้น." ราชกุมาร ! ความคิดนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราปฏิญญาการไม่บริโภคอาหารด้วยประการทั้งปวงด้วยตนเอง ถ้าเทวดาเหล่านี้ แทรกโอชาอันเป็นทิพย์ลงตามขุมขนแห่งเราแล้ว ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยโอชานั้น ข้อนั้นจักเป็นมุสาแก่เราไป ดังนี้, ราชกุมาร ! เราบอกห้ามกะเทวดาเหล่านั้น ว่าอย่าเลย. ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดมีแก่เราว่า ถ้ากระไรเราบริโภค อาหารผ่อนให้น้อยลง วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง ดังนี้. ราชกุมาร ! เราได้บริโภค อาหารผ่อนน้อยลง วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง แล้ว. ราชกุมาร ! เมื่อเป็นเช่นนั้น ร่างกายของเราได้ถึงการซูบผอมลงยิ่งนัก เพราะโทษที่เรามีอาหารน้อย. อวัยวะ ใหญ่น้อยของเราเป็นเหมือนเถาวัลย์อาสีติกบรรพ หรือเถากาฬบรรพ เนื้อ ที่ตะโพกที่นั่งทับของเรา มีสัณฐานดังเท้าอูฐ. ข้อกระดูกสันหลังของเรา

น.1085 ผุดขึ้นระกะราวกะเถาวัลย์วัฏฏนาวลี. ซี่โครงของเราโหรงเหรงเหมือนกลอน ศาลาอันเก่าคร่ำคร่า. ดาวคือดวงตาของเรา ถล่มลึกอยู่ในกระบอกตา ดุจเงา แห่งดวงดาวที่ปรากฏอยู่ในบ่อน้ำอันลึกฉะนั้น. ผิวหนังศีรษะของเรา เหี่ยวย่น เหมือนน้ำเต้าอ่อนที่ตัดมาแต่ยังสดถูกแดดเผาเหี่ยวย่นเช่นเดียวกัน. ราชกุมาร ! เราคิดว่าจะจับพื้นท้อง ครั้นจับเข้าก็ถูกถึงกระดูกสันหลังตลอดไป, คิดว่าจะจับ กระดูกสันหลัง ครั้นจับเข้าก็ถูกถึงพื้นท้องด้วย. ราชกุมาร ! ตถาคตคิดจะถ่าย ปัสสาวะหรืออุจจาระ ก็เซล้มราบอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ราชกุมาร ! ตถาคตหวังจะ ให้กายมีความสุขบ้าง จึงลูบไปตามตัวด้วยฝ่ามือ ขนมีรากอันเน่าหลุดตกลง จากกาย. โอ ราชกุมาร ! มนุษย์ทั้งหลายเห็นเราแล้วกล่าวว่า พระสมณโคดม ดูดำไป, บางพวกกล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ดำ เป็นแต่คล้ำไป, บางพวก กล่าวว่า จะดำก็ไม่เชิง จะคล้ำก็ไม่เชิง พระสมณโคดมมีผิวเผือดไปเท่านั้น. ราชกุมาร ! ผิวพรรณที่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่องของตถาคต มากลายเป็นถูกทำลาย ลงแล้ว เพราะความที่ตนมีอาหารน้อยนั้น. ทรงกลับพระทัยฉันอาหารหยาบ ๑ ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ในอดีตกาลอันยาวยืดก็ดี ในอนาคตกาลอันยาวยืดก็ดี .... แม้ในปัจจุบันนี้ก็ดี, สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดที่ได้เสวยทุกขเวทนากล้าแข็งเผ็ดร้อนอันเกิดจากการทำความเพียร อย่าง สูงสุดก็เท่าที่เราได้เสวยอยู่นี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ได้, ก็แต่ว่าเราหาอาจบรรลุธรรม อันยิ่งของมนุษย์ หรืออลมริยญาณทัศนวิเศษ ด้วยทุกขเวทนาอันกล้าแข็ง แสบเผ็ดนี้ไม่ ชะรอยหนทางแห่งการตรัสรู้จักพึงมีโดยประการอื่น. ๑. โพธิราชกุมารสูตร ราช- ม.ม. ๑๓/๔๕๘/๕๐๔, และสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู. ม, ปาสราสิสูตร ไม่มี.

น.1086 ราชกุมาร ! ความระลึกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เออก็เรายังจำได้อยู่ เมื่องานแรกนาแห่งบิดา เรานั่ง ณ ร่มไม้หว้ามีเงาเย็นสนิท มีใจสงัดแล้วจาก กาม และอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิด แต่วิเวกแล้วแลอยู่ ชะรอยนั้นจักเป็นทางแห่งการตรัสรู้บ้าง ดังนี้. ราชกุมาร ! วิญญาณอันแล่นไปตามความระลึก ได้มีแล้วแก่เราว่า นี่แล แน่แล้ว หนทาง แห่งการตรัสรู้ ดังนี้. ราชกุมาร ! ความสงสัยอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราควรจะกลัวต่อ ความสุขชนิดที่เว้นจากกามและอกุศลธรรมหรือไม่หนอ ? ราชกุมาร ! ความ แน่ใจอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราไม่ควรกลัวต่อสุขอันเว้นจากกามและอกุศล ทั้งหลายเลย. ราชกุมาร ! ความคิดได้มีแก่เราสืบไปว่า ก็ความสุขชนิดนั้น คนที่มีร่างกายหิวโหยเกินกว่าเหตุเช่นนี้ จะบรรลุได้โดยง่ายไม่ได้เลย ถ้าไฉน เราพึงกลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดเถิด. ราชกุมาร ! เราได้กลืน กินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว. ภิกษุปัญจวัคคีย์หลีก ๑ ราชกุมาร ! เรานั้นได้กลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว. ราชกุมาร ! ก็ครั้งนั้นมีภิกษุผู้เป็นพวกกัน ๕ รูป (ปัญจวัคคีย์) เป็นผู้คอยบำรุง เรา ด้วยหวังอยู่ว่าพระสมณโคดมได้บรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้นแก่เรา ทั้งหลาย. ราชกุมาร ! ครั้นตถาคตกลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและ ขนมสดแล้ว ภิกษุผู้เป็นพวกกัน ๕ รูปนั้น พากันหน่ายในเรา หลีกไปเสียด้วย ๑. โพธิราชกุมารสูตร ราช ม.ม. ๑๓/๔๕๙/๕๐๕, และสคารวสูตร พราหมณวรรค. ม.ม. มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค ม.ม. ปาสราสิสตรไม่มี.

น.1087 คิดว่า พระสมณโคดมเป็นคนมักมาก คลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมาก เสียแล้ว ดังนี้. ทรงตริตรึกเพื่อตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ ตรัสรู้นั่นเที่ยว ได้เกิดความปริวิตกขึ้นว่า อะไรหนอเป็นรสอร่อยในโลก ? อะไรเป็นโทษในโลก ? อะไรเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลก ? ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุขโสมนัสที่ปรารภโลกเกิด ขึ้นนี่เอง เป็นรสอร่อยในโลก. โลกที่ไม่เที่ยง ทรมาน มีการเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมดานี่เอง เป็นโทษในโลก. การนำออกเสียสิ้นเชิงซึ่งความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลินในโลกนี่เอง เป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลกได้. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็น รสอร่อย, ยังไม่รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ, ยังไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่า เป็นเครื่องออก ตามที่เป็นจริง. ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่ได้ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เราได้รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริงด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้นเราได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่ง อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ๑. ปฐมสูตร สัมโพธิวรรค ป. ๓ ติก. อํ. ๒๐/๓๓๒/๕๔๓.

น.1088 ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ความหลุดพ้น ของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก ดังนี้. ทรงเที่ยวแสวงเพื่อความตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหารสอร่อย (คือเครื่องล่อ ใจสัตว์) ของโลก. เราได้พบปะรสอร่อยนั้นในโลก. รสอร่อยในโลกมีประมาณ เท่าใด, เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหา (ให้พบ) โทษ (คือความ ร้ายกาจ) ของโลก. เราได้พบปะโทษในโลกนั้นแล้ว. โทษในโลกมีเท่าใด เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหาอุบายเครื่องออกจากโลก ของโลก. เราได้พบอุบายเครื่องออกนั้นแล้ว. อุบายเครื่องออกจากโลกมีอยู่ เท่าใด เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้เท่ารสอร่อยของโลกว่า เป็นรสอร่อย (เครื่องล่อใจสัตว์), ไม่รู้จักโทษของโลกโดยเป็นโทษ, ไม่รู้จัก อุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียง นั้นแหละ เรายังไม่เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ๑. บาลี ทฺติยสูตร สัมโพธิวรรค ป. ๓ ติก. อํ. ๒๐/๓๓๓/๕๔๔, บาลีนี้และบาลีต่อไป ที่ทรงเล่านี่เอง แสดงชัดเจนว่าทำไมจึงออกผนวช. คือทรงเห็นว่าถ้าไม่ออก ก็ไม่มีโอกาส แสวงสิ่งที่ทรงประสงค์จะรู้.

น.1089 ! เมื่อใดแล เราได้รู้ยิ่งซึ่งรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย, รู้โทษของโลกโดยความเป็นโทษ, รู้อุบายเครื่องออกของโลก ว่าเป็นอุบาย เครื่องออก ตามที่เป็นจริง, เมื่อนั้นแหละ เราเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่ง อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ฯ ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้น ของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก. ดังนี้. ฯ ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. 1 ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่. ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า เราพึงทำวิตกทั้งหลายให้เป็น สองส่วนเถิด. ภิกษุ ท. ! เราได้ทำกามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สาม อย่างนี้ให้เป็นส่วนหนึ่ง, ได้ทำเนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ให้เป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ กามวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดแก่เราแล้ว, กามวิตกนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง, เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย (คือทั้งตนและผู้อื่น) บ้าง เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นผักฝ่ายแห่ง ความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณา เห็นอยู่ ฯลฯ ๒ อย่างนี้ กามวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละ และบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว และบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว. ๑. เทวธาวิตักกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒, ที่เชตวัน. ๒. เห็นอย่างนี้ คือเห็นอย่างว่ามาแล้ว เช่นมีการเบียดเบียนตนเป็นต้น.

น.1090 เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ พยาบาทวิตก เกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า พยาบาทวิตกเกิดแก่เราแล้ว, ก็พยาบาทวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นผักฝ่ายแห่ง ความคับแค้นไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณา เห็นอยู่ ฯลฯ อย่างนี้ พยาบาทวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละและบรรเทาพยาบาทวิตก อันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำ มันให้สิ้นสุดได้แล้ว. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ วิหิงสาวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า วิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็วิหิงสาวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียด เบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความ คับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่ ฯลฯ อย่างนี้ วิหิงสาวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละและบรรเทา วิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อมน้อม ไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมาก ก็เป็น อันว่าละเนกขัมมวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก. จิตของเธอนั้นย่อม น้อมไปเพื่อความตรึกในกาม. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงพยาบาทวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอัพยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งพยาปาทวิตก, จิตของ เธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตาม ถึงวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่ง วิหิงสาวิตก, จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก

น.1091 ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารทคือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝน คนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า เขาต้องตีต้อนห้าม กันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้ เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหาร การถูกจับกุม การถูกปรับไหม การติเตียน เพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ ข้อนี้ฉันใด, ภิกษุ ท. ! ถึงเราก็ฉันนั้น ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทราม เศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม ความเป็น ผักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น .... ๑ อัพยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น, .... อวิหิงสาวิตกย่อมเกิด ขึ้น. เราย่อมรู้แจ้งชัดว่า อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็อวิหิงสาวิตกนั้น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย, แต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นผักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้น ตลอดคืน ก็มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. แม้เราจะ ตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวัน, หรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ ภิกษุ ท. ! เพราะเราคิดเห็นว่า เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกิน ไปนัก กายจะเมื่อยล้า เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิต อ่อนเพลีย จิตก็ห่างจากสมาธิ, เราจึงได้ดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายใน กระทำ ให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้ ด้วยหวังอยู่ว่า จิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลย ดังนี้. ๑. ทีละด้วยจุดนี้ หมายความว่าตรัสทีละวิตก แต่คำตรัสเหมือนกันหมด ผิดแต่ชื่อ เท่านั้น ทุก ๆ วิตกมีเนื้อความอย่างเดียวกัน.

น.1092 ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อมน้อม ไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ. ฯ ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก. จิตของเธอ นั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม. ฯ ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตาม ถึงอัพยาปาทวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละพยาบาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมาก ในอัพยาปาทวิตก. จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท.ฯ ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก. จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึก ในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน ข้าวกล้าทั้งหมด เขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว๑ คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้. เมื่อเขาไปพัก ใต้ร่มไม้หรือไปกลางทุ่งแจ้ง ๆ พึงทำแต่ความกำหนดว่า นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันใด, ภิกษุ ท. ! ถึงภิกษุก็เพียงแต่ทำความระลึกว่า นั่นธรรม ทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. 1 ความเพียรเราได้ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน สติเราได้ดำรง ไว้แล้วไม่พ้นเพื่อน กายสงบระงับไม่กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่นมีอารมณ์ อันเดียวแล้ว. ภิกษุ ท. ! เรานั้น เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เข้าถึงปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกแล้วและอยู่ (คำต่อไปนี้เหมือนในตอนที่กล่าวด้วยการตรัสรู้ ข้างหน้า). ฯ ๑. คำแปลตรงนี้ ข้าพเจ้าถือเอาตามที่ได้สอบสวนสันนิษฐานแล้ว คือฉบับบาลีเป็น สพฺพปฺเสสุ คามนุตสมุภเวสุ มีผู้แปลกันต่าง ๆ ตามแต่จะให้คล้ายรูปศัพท์เพียงใด. ข้าพเจ้า เห็นว่าต้องแก้บาลีนั้นเป็น สพฺพสฺเสสุ จึงจะได้ความ เพราะอรรถกถาแก้คำหลังไว้ดังนี้ คามนุตสมฺภเวสติ คามนุตอาหเฏสุ ฯ ปปญจ. ๒. ๑๑๑. ขอจงใคร่ครวญด้วย. บาลีคือ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๒ หน้า ๒๓๖ บรรทัด ๖ นับลง.

น.1093 ทรงกำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้ ๑ อนุรุทธะ ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อ ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและ การเห็นรูปทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป ? อนุรุทธะ ท. 1 เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : - วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อน แล้ว ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและ การเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เรา ได้อีก, .... ฯลฯ (มีคำระหว่างนี้เหมือนท่อนต้นไม่มีผิดทุกตอนตั้งแต่คำว่าอนุรุทธะ ท. 1 มา) อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจคือไม่ใส่ใจ) และ เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อน แล้ว แสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉาและอมนสิการจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ถิ่นมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของ เราเคลื่อนแล้วเพราะมีถีนมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, และถีนมิทธะจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ๑. บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒/๔๕๒ ตรัสแก่พระเถระ ๓ รูป คือ อนุรุทธะ นันทิยะ กิมพิละ. ทรงอาลปนะว่า อนุรุทธะทั้งหลาย ! พระบาลีตอนนี้ ผู้ศึกษาควรใคร่ครวญเป็นพิเศษ, เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาสมาธิภาวนา.

น.1094 ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) และ บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิ ของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผู้มุ่งหมาย เอาชีวิตขึ้นทั้งสองข้างทาง ความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และ ฉัมภิตัตตะจะไม่เกิดแก่เราได้อีก. อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อน แล้ว เพราะมีอุพพิละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและ การเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียว เขาพบ พร้อมกันคราวเดียวตั้งห้าขุม ความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, และอุพพิละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ทุฏุฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเรา เคลื่อนแล้วเพราะมีทุฎจุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏจุลละ, จะไม่เกิดแก่เราอีก. อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เรา แล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อ สมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับ นกกระจาบด้วยมือทั้งสองหนักเกินไป นานั้นย่อมตายในมือ ฉะนั้น เราจัก กระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏุฐุลละ, และอัจจารัทธวิริยะจะไม่เกิดแก่เราอีก.

น.1095 ติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อน แล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบ หลวมมือเกิน นกหลุดขึ้นจากมือบินไปเสียได้ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการ ที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ และอตีลีนวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราอีก. อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเรา เคลื่อนแล้ว เพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, และอภิชัปปา จะไม่เกิดขึ้นแก่เราอีก. นานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่าง ๆ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิ เคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไม่เกิดแก่เรา ได้อีก. รูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็น ต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจัก กระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และอตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

น.1096 ภาค ๒ ดูก่อนอนุรุทธะ ท. 1 เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็น อุปกิเลสแห่งจิตแล้ว จึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลส แห่งจิต เสีย. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. 1 เรานั้นเมื่อไม่ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้แต่ไม่เห็นรูป ( หรือ ) ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่ เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้างทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง ? ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำ รูปนิมิตไว้ในใจ แต่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ สมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป. สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ แต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้น เราย่อมเห็นรูปแต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและวันบ้าง ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มี ประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่าง ได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้ง วันบ้าง ตลอดทั้งคืนและวันบ้าง ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดสมาธิของเราน้อย สมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปก็น้อย. สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไม่มีประมาณ, ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มาก ไม่มีประมาณ เห็นรูป ได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและวันบ้าง

น.1097 ดูก่อนอนุรุทธะ ท. 1 ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อม เกิดความรู้สึกขึ้นแก่เราว่า อุปกิเลสแห่งจิตของเราเหล่าใด อุปกิเลสนั้น ๆ เราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่งสมาธิโดยวิธีสามอย่าง. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่ง สมาธิอันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิอันมีปีติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี, และสมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. 1 กาลใดสมาธิอันมีวิตก มีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้ง ๗ อย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้น ญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า "วิมุติของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก" ดังนี้. ฯ" ทรงกั้นจิตจากถามคุณในอดีต ก่อนตรัสรู้ ๒ ภิกษุ ท. 1 ครั้งก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ ๑. สมาธิเจ็ดอย่างในที่นี้ คงเป็นของแปลกและยากที่จะเข้าใจสำหรับนักศึกษาทั่ว ๆ ไป เพราะแม้แต่ในอรรถกถาของพระบาลีนี้ ก็แก้ไว้ไม่ละเอียด ท่านแก้ไว้ดังนี้ :- (สมาธิที่มี ทั้งวิตกและวิจารท่านไม่แก้ เพราะได้แก่ปฐมฌานนั่นเองจะโดยจตุกนัยหรือบัญจกนัยก็ตาม). สมาธิที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ ได้แก่ทุติยฌาน สมาธิในบัญจกนัย. สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารได้แก่ฌานทั้งสามเบื้องปลายทั้งในจตุกนัยและบัญจกนัย. สมาธิมีปีติ ได้แก่ทุกติก ฌานสมาธิ. สมาธิไม่มีบีติ ได้แก่ทุกทุกฌานสมาธิ. สมาธิเป็นไปกับด้วยความยินดี ได้แก่ ติกจตุกฌานสมาธิ. สมาธิเป็นไปกับด้วยอุเบกขา ได้แก่จตุตถฌานแห่งจตุกนัย หรือ ปัญจมฌานแห่งบัญจกนัย. -- ปบัญจ. ภ. ๓๐ น. ๖๑๔. ผู้ปรารถนาทราบละเอียด พึงศึกษาจากตำราหรือผู้รู้สืบไป. สมาธิเหล่านี้ตามอรรถกถา กล่าวว่าทรงเจริญในคืนวันตรัสรู้ที่มหาโพธิ. ๒. บาลี ตติยสูตร โลกามคุณวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๒๑/๑๗๓.

น.1098 อยู่ มีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า กามคุณห้าที่เป็นอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาแล้วแต่ก่อน ได้ดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนก็จริง แต่โดยมากจิตของเราเมื่อจะแล่น ก็แล่นไปสู่กามคุณเป็นอดีตนั้น, น้อยนักที่จะไปสู่กามคุณในปัจจุบัน หรือ อนาคต ดังนี้. ภิกษุ ท. 1 ความตกลงใจได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ความ ไม่ประมาทและสติ เป็นสิ่งซึ่งเราผู้หวังประโยชน์แก่ตนเองพึงกระทำให้เป็น เครื่องป้องกันจิต ในเพราะกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาและดับ ไปแล้วเพราะความแปรปรวนนั้น. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, แม้จิตของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อจะแล่น ก็คงแล่นไปในกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่พวกเธอเคยสัมผัสมาและ ดับไปแล้วเพราะความแปรปรวน (เหมือนกัน) โดยมาก น้อยนักที่จะแล่นไปสู่ กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคต. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ความ ไม่ประมาทแลสติ จึงเป็นสิ่งที่พวกเธอผู้หวังประโยชน์แก่ตัวเอง พึงกระทำให้ เป็นเครื่องป้องกันจิต ในเพราะเหตุกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่พวกเธอเคยสัมผัส มา และดับไปแล้ว เพราะความแปรปรวนนั้น. ทรงค้นวิธีแห่งอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. 1 ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, มีความสงสัยเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ เป็นหนทาง เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อความเจริญแห่งอิทธิบาท ? ภิกษุ ท. 1 ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ภิกษุ ๒ นั้น ๆ ย่อมเจริญ ๑. ปฐมสูตร อโยคุฬวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๖๒/๑๒๐๕. ๒. นักบวชชนิดภิกษุนั้น มีอยู่ก่อนพระองค์อุบัติ.

น.1099 อิทธิบาท ประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งอันมีสมาธิสัมปยุตต์ด้วย ฉันทะเป็นประธานว่า : ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ฉันทะของเราจักต้องมี ความหดเหี่ยวจักไม่มี, ความหยุดนิ่ง, ความหดอยู่ในภายใน และความพุ้งไป ในภายนอก ก็จักไม่มี, และเราเป็นผู้มีสัญญาในกาลก่อนและเบื้องหน้าอยู่ด้วย, ก่อนนี้เป็นเช่นใด ต่อไปก็เช่นนั้น, ต่อไปเป็นเช่นใด ก่อนนี้ก็เช่นนั้น, เบื้องล่างเช่นใด เบื้องบนก็เช่นนั้น, เบื้องบนเช่นใด เบื้องล่างก็เช่นนั้น. กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน : เธอย่อมอบรมจิตอันมี แสงสว่างด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้. (ข้อต่อไปอีก ๓ ข้อก็เหมือนกัน แปลกแต่ชื่อแห่งอิทธิบาท เป็น วิริยะ จิตตะ วิมังสา, เท่านั้น. พระองค์ทรงพบการเจริญอิทธิบาท ด้วยวิธี คิดค้นอย่างนี้). ทรงคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่. ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของรูป อะไรเป็นโทษของรูป อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากรูป ? อะไรหนอเป็น รสอร่อยของเวทนา ... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ, อะไรเป็นโทษของเวทนา .สัญญา ... สังขาร .... วิญญาณ, อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากเวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ ? ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุขโสมนัสใด ๆ ที่อาศัย รูปแล้วเกิดขึ้น สุขและโสมนัสนั้นแลเป็นรสอร่อยของรูป, รูปไม่เที่ยงเป็น ๑. บาลี ปัญจมสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๔/๕๙.

น.1100 ทุกข์มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด อาการนั้นเป็นโทษของรูป, การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจ ในรูปเสียได้ นั้นเป็นอุบายเครื่องออกไปพ้นจากรูปได้ .. (ในเวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ ก็นัยเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของอุปาทาน- ขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นรสอร่อย ไม่รู้จักโทษว่าเป็นโทษ ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่า เป็นอุบายเครื่องออก ตามเป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่ได้ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เรารู้จักรสอร่อยของอุปาทานขันธ์ทั้งห้าว่าเป็น รสอร่อย รู้จักโทษว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออก ว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามเป็นจริง, เมื่อนั้น เราก็ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรู้เครื่องเห็น เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความ หลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ มิได้มีอีก ดังนี้. ทรงแสวงเนื่องด้วยเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวแสวงหาแล้วซึ่งรสอร่อยของรูป, เราได้พบ รสอร่อยของรูปนั้นแล้ว, รสอร่อยของรูปมีประมาณเท่าใด เราเห็นมันแล้ว เป็นอย่างดี ด้วยปัญญาของเรา มีประมาณเท่านั้น. ๑. บาลี ฉัฏฐสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๖/๖๑.

น.1101 เราได้เที่ยวแสวงหาให้พบโทษของรูป, เราได้พบโทษ ของรูปนั้นแล้ว โทษของรูปมีประมาณเท่าใด เราเห็นมันแล้วเป็นอย่างดี ด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวแสวงหาแล้ว ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกจากรูป เราได้พบอุบายเครื่องออกจากรูปนั้นแล้ว. อุบายเครื่องออกจากรูปมีประมาณ เท่าใด เราเห็นมันแล้วเป็นอย่างดี ด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. (ในเวทนาและสัญญา สังขาร วิญญาณ มีนัยอย่างเดียวกัน. และตอนท้าย ก็มีว่า ยังไม่พบโทษของรูปเป็นต้นเพียงใด ยังไม่ชื่อว่าได้ตรัสรู้เพียงนั้น. ต่อเมื่อ ทรงพบแล้วจึงชื่อว่าตรัสรู้ และมีชาติสิ้นแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป เหมือนกันทุก ๆ สิ่ง ที่พระองค์ทรงคัน ซึ่งยังมีอีก ๒ อย่างคือ เรื่องธาตุ ๔ เรื่องอายตนะ ๖ เห็นว่าอาการ เหมือนกันหมด ต่างกันแต่เพียงชื่อ จึงไม่นำมาใส่ไว้ ในที่นี้ด้วย.) ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า "สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่ง ความยากเข็ญ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และบังเกิดอีก, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จัก อุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือ ชรามรณะนี้จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร." ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า "เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรา มรณะจึงได้มี : ชรามรณะมีเพราะปัจจัยอะไรหนอ." ๑. ทสมสูตร พุทธวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑/๒๖.

น.1102 ภิกษุ ท. ! ได้เกิดความรู้สึกด้วยปัญญา, เพราะการคิดโดยแยบคาย, แก่เราว่า "เพราะชาตินี่เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : ชรามรณะมีเพราะชาติ เป็นปัจจัย, - เพราะภพนี่เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี : ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย, - เพราะอุปาทานนี่เองมีอยู่ ภพจึงได้มี : ภพมีเพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย, - เพราะตัณหานี่เองมีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : อุปาทานมีเพราะตัณหา เป็นปัจจัย, - เพราะเวทนานี่เองมีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : ตัณหามีเพราะเวทนา เป็นปัจจัย, - เพราะผัสสะนี่เองมีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เวทนามีเพราะผัสสะ เป็นปัจจัย, - เพราะสหายตนะนี่เองมีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : ผัสสะมีเพราะ สหายตนะเป็นปัจจัย, - เพราะนามรูปนี่เองมีอยู่ สหายตนะจึงได้มี : สหายตนะมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย, - เพราะวิญญาณนี่เองมีอยู่ นามรูปจึงได้มี : นามรูปมี เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย, - เพราะสังขารนี่เองมีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : วิญญาณมี เพราะ สังขารเป็นปัจจัย, - เพราะอวิชชานี่เองมีอยู่ สังขารจึงได้มี : สังขารมีเพราะอวิชชา เป็นปัจจัย ; ดังนี้ : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร, เพราะสังขาร เป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป, เพราะ นามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดสหายตนะ, เพราะสหายตนะเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ,

น.1103 เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา, เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน, เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ, เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ, เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะโสกปริ- เทวทุกขโทมนัสอุปายาส. ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ ! ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ ! ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! ความฉงนได้มีแก่เราอีกว่า เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะอะไรดับไปหนอ ชรามรณะจึงดับไป." ภิกษุ ท. ! เพราะการคิดโดยแยบคาย, ได้เกิดความรู้สึกด้วยปัญญา แก่เราว่า "เพราะชาตินี่เองไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี : ชรามรณะดับ เพราะ ชาติดับ, - เพราะภพนี่เองไม่มี ชาติจึงไม่มี : ชาติดับ เพราะภพดับ, - เพราะอุปาทานนี่เองไม่มี ภพจึงไม่มี : ภพดับ เพราะอุปาทานดับ, - เพราะตัณหานี่เองไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : อุปาทานดับ เพราะ ตัณหาดับ, - เพราะเวทนานี่เองไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : ตัณหาดับ เพราะเวทนาดับ, - เพราะผัสสะนี่เองไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เวทนาดับ เพราะผัสสะดับ, - เพราะสหายตนะนี่เองไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : ผัสสะดับ เพราะ ... สหายตนะดับ, - เพราะนามรูปนี่เองไม่มี สหายตนะจึงไม่มี : สหายตนะดับ เพราะ นามรูปดับ,

น.1104 เพราะวิญญาณนี่เองไม่มี นามรูปจึงไม่มี : นามรูปดับ เพราะ วิญญาณดับ, - เพราะสังขารนี่เองไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : วิญญาณดับ เพราะ สังขารดับ, - เพราะอวิชชานี่เอง ไม่มี สังขารจึงไม่มี : สังขารดับ เพราะอวิชชา ดับ ; ดังนี้ : เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ, เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ, เพราะนามรูปดับ สหายตนะจึงดับ, เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ, เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ, เพราะ เวทนาดับ ตัณหาจึงดับ, เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ, เพราะ อุปาทานดับ ภพจึงดับ, เพราะภพดับ ชาติจึงดับ, เพราะชาติดับ ชรา มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสจึงดับ, ความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ ท. ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ! ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ! ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ทรงพยายามในญาณทัศนะเป็นขั้น ๆ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, เราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูปทั้งหลาย. ๑. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ตำบลคยาสีสะ, บาลีจาลวรรค อฏ. อํ. ๒๓/๓๑๑/๑๖๑.

น.1105 ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้ด้วย เห็นรูปได้ด้วย ข้อนั้นจักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็จำแสงสว่าง ได้ด้วย เห็นรูป ท. ได้ด้วย, แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ร่วม ไม่ได้เจรจาร่วม ไม่ได้โต้ตอบ ร่วม กับเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้น ก็ได้ด้วย ตลอดถึงการโต้ตอบร่วมกับเทวดา ท. เหล่านั้น ๆ ก็ได้ด้วย. ข้อนั้น จักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นของเรา. ภิกษุ ท. 1 โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ .... ก็โต้ตอบกับเทวดา ท. เหล่านั้น ๆ ได้ด้วย แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ มาจากเทพนิกายไหน ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้น ก็ได้ด้วย ตลอดถึงการรู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ มาจากเทพนิกายนั้น ๆ ด้วยแล้ว ข้อนั้นจักเป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็ .... รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ มาจาก เทพนิกายนั้น ๆ แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติ ในโลกนั้น ๆ ด้วยวิบากแห่งกรรมอย่างไหน. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้น ก็ได้ด้วย ตลอดจนถึงรู้ได้ด้วยว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติ ในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ ๆ แล้ว ข้อนั้น จักเป็นญาณทัศนะ ที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. 1 โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้วและอยู่ ก็ .... รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อน จากโลกนี้ ไปอุบัติในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ๆ แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ๆ มีอาหารอย่างนี้ ๆ มีปรกติเสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ๆ . เทวดาเหล่านี้ ๆ มีอายุยืนเท่านี้ ๆ ตั้งอยู่ได้นานเท่านี้ ๆ .... เราเองเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ท.

น.1106 เหล่านี้ หรือไม่เคยอยู่ร่วมหนอ. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ ประมาทมีเพียร มีตนส่งไปแล้วและอยู่ ก็ .... รู้ได้ตลอดถึงข้อว่า เราเคยอยู่ ร่วมกับเทวดา ท. เหล่านี้ ๆ หรือไม่ แล้ว. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่ญาณทัศนะที่เป็นไปทับซึ่งเทวดา อันมีปริวัฏฏ์แปดอย่างของเรา ยังไม่บริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแล้ว, ตลอดเวลา เพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่า ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. 1 เมื่อใดแล ญาณทัศนะที่เป็นไปทับซึ่งเทวดา อันมีปริวัฏฏ์ แปดอย่างของเรา บริสุทธิ์ หมดจดด้วยดีแล้ว, เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่า ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละ ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้น ของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ ไม่มีอีก ต่อไปดังนี้. ทรงทำลายความขลาด ก่อนตรัสรู้ ๑ พราหมณ์ ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่ มีความรู้สึกว่า เสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยว เป็น เสนาสนะยากที่จะเสพได้ ความสงัดยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเป็นประหนึ่งว่านำไปเสียแล้วซึ่งใจแห่งภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิ ๑. ภยเภรวสูตร มูลปริยายวรรค มู. ม. ๑๒/๒๙/๓๐. ทรงเล่าแก่ชาณุสโสภีพราหมณ์ที่เชตวัน.

น.1107 พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด มีกรรมทางกายไม่บริสุทธิ์ เสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวอยู่, เพราะโทษคือกรรมทางกาย อันไม่ บริสุทธิ์ของตนแล สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเรียกร้องมาซึ่งความขลาด และความกลัวอย่างอกุศล. ส่วนเราเอง หาได้เป็นผู้มีกรรมทางกายอันไม่บริสุทธิ์ แล้วเสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวไม่ : เราเป็นผู้มีกรรมทางกาย อันบริสุทธิ์. ในบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์ และ เสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยว เราเป็นอริยเจ้าองค์หนึ่งในพระอริยเจ้า เหล่านั้น. พราหมณ์ ! เรามองเห็นความเป็นผู้มีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์ ในตนอยู่ จึงถึงความมีขนอันตกแล้ว (ไม่ขนพอง) อยู่ในป่าได้. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์, มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์, ... มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์, .... มีอภิชฌามาก มีความ กำหนัดแก่กล้าในกามทั้งหลาย, .... มีจิตพยาบาทมีดำริชั่วในใจ, .... มีถีนมิทธะ กลุ้มรุมจิต, .... มีจิตพุ่งขึ้นไม่สงบ, .... มีความระแวงมีความสงสัย, .... เป็นผู้ยกตนข่มท่าน, .... เป็นผู้มักหวาดเสียว มีชาติแห่งคนขลาด, มีความปรารถนาเต็มที่ในลาภสักการะและสรรเสริญ, .... เป็นคน เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม, ... เป็นผู้ละสติปราศจากสัมปชัญญะ, มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด, .... มีปัญญาเสื่อมทราม เป็นคน พูดบ้าน้ำลาย, ... (อย่างหนึ่ง ๆ) " ... เสพเสนาสนะสงัดคือป่าและบ่า เปลี่ยวอยู่ เพราะโทษ (อย่างหนึ่ง ๆ) นั้นของตนแล สมณพราหมณ์ผู้เจริญ เหล่านั้น ย่อมเรียกร้องมาซึ่งความขลาดและความกลัวอย่างอกุศล. ส่วน เราเอง หาได้เป็นผู้ (ประกอบด้วยโทษนั้น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง) มีวจีกรรม ไม่บริสุทธิ์ (เป็นต้น) ไม่ : เราเป็นผู้มีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (และปราศจากโทษ ๑. บาลีกล่าวทีละอย่าง ๆ ซ้ำกันถึง ๑๖ ครั้ง, ในที่นี้ใช้ละ คราวเดียวกัน.

น.1108 เหล่านั้นทุกอย่าง). ในบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (เป็นต้น) และเสพเสนาสนะสงัดคือบ่าและบ่าเปลี่ยว เราเป็นอริยเจ้าองค์หนึ่ง ในพระอริยเจ้าเหล่านั้น. พราหมณ์ ! เรามองเห็นความเป็นผู้มีวจีกรรม อันบริสุทธิ์ (เป็นต้น) ในตนอยู่ จึงถึงความเป็นผู้มีขนตกสนิทแล้ว และอยู่ ในป่าได้. พราหมณ์ ! ความตกลงใจอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไรในราตรีอัน กำหนดได้แล้วว่า เป็นวัน ๑๔, ๑๕ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ สวนอันถือกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เหล่าใดเป็น ที่น่าพึงกลัวเป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางที เราอาจเห็นตัวความขลาดและความกลัวได้. พราหมณ์ ! เราได้อยู่ในเสนาสนะ เช่นนั้น ในวันอันกำหนดนั้นแล้ว. พราหมณ์ ! เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น สัตว์ป่าแอบเข้ามา หรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา หรือว่าลมพัดหยากเยื่อใบไม้ให้ตกลงมา : ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เราว่า นั่นความกลัวและความขลาดมาหาเราเป็นแน่. ความคิดค้นได้มีแก่เราว่า ทำไมหนอ เราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความหวาดกลัว ถ้าอย่างไร เราจะหักห้ามความขลาดกลัวนั้น ๆ เสีย โดยอิริยาบถที่ความ ขลาด กลัวนั้น ๆ มาสู่เรา. พราหมณ์ ! เมื่อเราจงกรมอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนจงกรม แก้ความขลาดนั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอน. เมื่อเรายืน อยู่ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนยืนแก้ความขลาดนั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่ จงกรม ไม่นั่ง ไม่นอน. เมื่อเรานั่งอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนนั่งแก้ ความขลาดนั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่จงกรม ไม่ยืน ไม่นอน. พราหมณ์ ! เมื่อเรานอนอยู่ ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืนนอนแก้ความขลาดนั้น, ตลอดเวลานั้นเราไม่จงกรม ไม่ยืน ไม่นั่งเลย.

น.1109 ธรรมที่ทรงอบรมอย่างมาก ก่อนตรัสรู้ " ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, เราได้อบรมทำให้มากแล้วซึ่งธรรมห้าอย่าง. ธรรมห้าอย่าง อะไรบ้าง ธรรมห้าอย่างคือ เราได้อบรม อิทธิบาท อันประกอบ พร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ซึ่งได้แก่ธรรมที่มีสมาธิอันสัมปยุตต์ ด้วยฉันทะ .... วิริยะ .... จิตตะ .... วิมังสา .... เป็นประธาน และความเพียรมี ประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า. ภิกษุ ท. ! เพราะความที่เราได้อบรมทำให้มากในธรรม มีความเพียร มีประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า, เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อธรรมใด ๆ ซึ่งควรทำ ให้แจ้งโดยปัญญาอันยิ่ง เพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว, ในธรรมนั้น ๆ เราได้ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ภิกษุ ท. ! ถ้าเราหวังว่า เราพึงมีอิทธิวิธีมีประการต่างๆ : ผู้เดียว แปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ ยังนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์. ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพ มากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหม โลกได้ ดังนี้ก็ตาม, ในอิทธิวิธีนั้น ๆ เราก็ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้ จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ๑. บาลี อัฏฐมสูตร สัญญาวรรค ปญฺจ. อํ. ๒๒/๙๔/๖๘.

น.1110 ! หรือถ้าเราหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่ง ฯลฯ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะหมดอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ ดังนี้ก็ตาม, ในวิชชานั้น ๆ เราก็ถึงแล้ว ซึ่งความสามารถทำได้ จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่ วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้" ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหว โยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้ มาก ซึ่งสมาธิใด สมาธินั้น ภิกษุย่อมจะได้โดยไม่หนักใจ ได้โดย ไม่ยาก โดยไม่ลำบากเลย. ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยก โคลงของจิต ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้มากซึ่ง สมาธิไหนกันเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความ หวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้ มาก ซึ่งอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติสมาธิอยู่อย่างไรเล่า ความ หวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมี ขึ้นไม่ได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม แล้วนั่งคู่ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นหายใจออก ก็มีสติ หายใจเข้า ก็มีสติ. ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๔, แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ปรารภพระมหากัปปินะ เข้าสมาธินั่งนิ่งไม่ไหวติงจนเป็นปรกตินิสัย.

น.1111 เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวงหายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำกายสังขาร ให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำกายสังขารให้สงบ รำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งปีติหายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจ เข้าอยู่," เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งสุข หายใจออกอยู่." ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งจิตสังขาร หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่ง จิตสังขาร หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตสังขาร ให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตสังขาร ให้สงบ รำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่."

น.1112 ธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งจิตหายใจออกอยู่." ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจ เข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ ปราโมทย์บันเทิงอยู่ หายใจออกอยู่" ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ บันเทิงอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ ตั้งมั่นอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้าอยู่." ปลดปล่อยอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปลดปล่อยอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ความไม่เที่ยง หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ธรรมเป็นเครื่องจางคลาย หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องจางคลาย หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ธรรมเป็นเครื่องดับสนิท หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็น เครื่องดับสนิท หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจออกอยู่" ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจเข้าอยู่." ดังนี้.

น.1113 ภิกษุ ท. 1 เมื่อบุคคลเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ อยู่อย่าง นี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิต ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้. ฯลฯ ภิกษุ ท. ! แม้เราเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนแต่การ ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหาร ธรรม คืออานาปานสติสมาธินี้ เป็นส่วนมาก. เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า กายของเราก็อย่า ลำบาก ตาของเราก็อย่าลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะ ไม่มีอุปาทานเถิด ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า ความครุ่นคิดอันเกี่ยวข้องไป ทางเหย้าเรือนของเรา จงหายไปอย่างหมดสิ้น ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าปฏิกูล ต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติ สมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าไม่ปฏิกูล ต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติ สมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี.

น.1114 ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าไม่ปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้ไม่ใส่ใจเสียเลย ทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและต่อสิ่งที่ปฏิกูล ทั้งสองอย่าง แล้วเป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติ สัมปชัญญะเถิด ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ( ต่อแต่นี้ มีตรัสทำนองนี้เรื่อยไปจนถึง ความหวังจะได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นที่สุด ว่าผู้ต้องการ พึงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี). ทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้" อานนท์ ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เนกขัมมะ (ความหลักออกจาก กาม) เป็นทางแห่งความสำเร็จ, ปวิเวก (ความอยู่สงัดจากกาม) เป็น ทางแห่งความสำเร็จ ดังนี้, แต่แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในเนกขัมมะ ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั่นสงบ. ๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๕๗/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่อุรุเวลกัสสปนิคม ของชาว มัลละในมัลลกรัฐ. เนื่องจาก ตปุสสคหบดี ได้เข้าเฝ้าและกราบทูลถึงข้อที่พวกฆราวาสย่อม มัวเมาติดในกามอยู่เป็นปรกติ, เนกขัมมะคือการหลีกออกมาเสียจากกามนั้น ปรากฏแก่พวก เขาดุจถ้ำหรือเหวลึก ที่มืดยิ่ง เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่ง.

น.1115 อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเรา เป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในกามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งการออกจากกาม เราก็ยัง ไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้ากระไร เราได้เห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในการหลีกออกจากกาม แล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำ ให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่ ๑ อันมี วิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเรา อยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๑ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไป ในทางกามก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ พึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้.

น.1116 อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิตกธรรม เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอวิตกธรรม เราก็ยังไม่เคยได้รับ เลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้ เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิตก แล้วนำมาทำการคิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอวิตกธรรมแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้น อย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึง แล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงบ วิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๒ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิตกก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะความจางไปแห่งปีติ พึงอยู่อุเบกขา มีสติแล สัมปชัญญะ และพึงเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่ พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วแล

น.1117 ธรรมที่ทรงอบรมอย่างมาก ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, เราได้อบรมทำให้มากแล้วซึ่งธรรมห้าอย่าง. ธรรมห้าอย่าง อะไรบ้าง ธรรมห้าอย่างคือ เราได้อบรม อิทธิบาท อันประกอบ พร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ซึ่งได้แก่ธรรมที่มีสมาธิอันสัมปยุตต์ ด้วยฉันทะ .... วิริยะ .... จิตตะ .... วิมังสา .... เป็นประธาน และความเพียรมี ประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า. ภิกษุ ท. ! เพราะความที่เราได้อบรมทำให้มากในธรรม มีความเพียร มีประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า, เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อธรรมใด ๆ ซึ่งควรทำ ให้แจ้งโดยปัญญาอันยิ่ง เพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว, ในธรรมนั้น ๆ เราได้ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ภิกษุ ท. ! ถ้าเราหวังว่า เราพึงมีอิทธิวิธีมีประการต่างๆ : ผู้เดียว แปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ ผุดขึ้นและคำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ ยังนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์. ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพ มากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหม โลกได้ ดังนี้ก็ตาม, ในอิทธิวิธีนั้น ๆ เราก็ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้ จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ๑. บาลี อัฏฐมสูตร สัญญาวรรค ปญจ. อํ. ๒๒/๙๔/๖๘.

น.1118 ! หรือถ้าเราหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่ง ฯลฯ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะหมดอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วและอยู่ ดังนี้ก็ตาม, ในวิชชานั้น ๆ เราก็ถึงแล้ว ซึ่งความสามารถทำได้ จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่ วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหว โยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้ มาก ซึ่งสมาธิใด สมาธินั้น ภิกษุย่อมจะได้โดยไม่หนักใจ ได้โดย ไม่ยาก โดยไม่ลำบากเลย. ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยก โคลงของจิต ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้มากซึ่ง สมาธิไหนกันเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความ หวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้ มาก ซึ่งอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติสมาธิอยู่อย่างไรเล่า ความ หวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมี ขึ้นไม่ได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม แล้วนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นหายใจออก ก็มีสติ หายใจเข้า ก็มีสติ. ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๔, แก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ปรารภพระมหากัปปี่นะ เข้าสมาธินั่งนิ่งไม่ไหวติงจนเป็นปรกตินิสัย.

น.1119 เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวงหายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำกายสังขาร ให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำกายสังขารให้สงบ รำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งปีติหายใจออกอยู่." ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจ เข้าอยู่," เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งสุข หายใจออกอยู่." ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งจิตสังขาร หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่ง จิตสังขาร หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตสังขาร ให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตสังขาร ให้สงบ รำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่."

น.1120 เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อม เฉพาะซึ่งจิตหายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจ เข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ ปราโมทย์บันเทิงอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ บันเทิงอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ ตั้งมั่นอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ ปลดปล่อยอยู่ หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปลดปล่อยอยู่ หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ความไม่เที่ยง หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ธรรมเป็นเครื่องจางคลาย หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องจางคลาย หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็น ธรรมเป็นเครื่องดับสนิท หายใจออกอยู่," ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็น เครื่องดับสนิท หายใจเข้าอยู่." เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจออกอยู่." ว่า "เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรม เป็นเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจเข้าอยู่." ดังนี้.

น.1121 ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ อยู่อย่าง นี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิต ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้. ฯลฯ ภิกษุ ท. ! แม้เราเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนแต่การ ตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหาร ธรรม คืออานาปานสติสมาธินี้ เป็นส่วนมาก. เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า กายของเราก็อย่า ลำบาก ตาของเราก็อย่าลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะ ไม่มีอุปาทานเถิด ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า ความครุ่นคิดอันเกี่ยวข้องไป ทางเหย้าเรือนของเรา จงหายไปอย่างหมดสิ้น ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าปฏิกูล ต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติ สมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าไม่ปฏิกูล ต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติ สมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี.

น.1122 ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึก ว่าไม่ปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้ไม่ใส่ใจเสียเลย ทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและต่อสิ่งที่ปฏิกูล ทั้งสองอย่าง แล้วเป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติ สัมปชัญญะเถิด ดังนี้แล้ว ; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ( ต่อแต่นี้ มีตรัสทำนองนี้เรื่อยไปจนถึง ความหวังจะได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นที่สุด ว่าผู้ต้องการ พึงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี). ทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้" อานนท์ ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เนกขัมมะ (ความหลีกออกจาก กาม) เป็นทางแห่งความสำเร็จ, ปวิเวก (ความอยู่สงัดจากกาม) เป็น ทางแห่งความสำเร็จ ดังนี้, แต่แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในเนกขัมมะ ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั่นสงบ. ๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๕๗/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่อุรุเวลกัสสปนิคม ของชาว มัลละในมัลลกรัฐ. เนื่องจาก ตปุสสคหบดี ได้เข้าเฝ้าและกราบทูลถึงข้อที่พวกฆราวาสย่อม มัวเมาติดในกามอยู่เป็นปรกติ, เนกขัมมะคือการหลีกออกมาเสียจากกามนั้น ปรากฏแก่พวก เขาดุจถ้ำหรือเหวลึก ที่มืดยิ่ง เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่ง.

น.1123 อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเรา เป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในกามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งการออกจากกาม เราก็ยัง ไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้ากระไร เราได้เห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในการหลีกออกจากกาม แล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำ ให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราและ เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่ ๑ อันมี วิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเรา อยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๑ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไป ในทางกามก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ พึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วและอยู่เถิด ดังนี้.

น.1124 อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิตกธรรม เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอวิตกธรรม เราก็ยังไม่เคยได้รับ เลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้ เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิตก แล้วนำมาทำการคิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอวิตกธรรมแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้น อย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึง แล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงบ วิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๒ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิตกก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะความจางไปแห่งปีติ พึงอยู่อุเบกขา มีสติแล สัมปชัญญะ และพึงเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่ พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วและ

น.1125 ยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในนิปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น ทั้งที่เรา เห็นอยู่ว่านั้น ลงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในปีติเป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งนิปปิติกฌาน เรายังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหาก เราได้เห็นโทษในปีติ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก, ได้รับอานิสงส์ ในนิปปี่ติกฌานแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละจะ เป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในนิปปีติกฌานโดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมาเราได้ทำ เช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในนิปปี่ติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะความจางไปแห่งปีติ จึงอยู่อุเบกขา มีสติแล สัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่ พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วและอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๓ นี้ การทำในใจตามอำนาจ แห่งสัญญา ที่เป็นไปในปีติก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุขแล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้น เสีย ถ้ากระไรเรา เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไป

น.1126 แห่งโสมนัสแลโทมนัสในกาลก่อน พึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และ สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดแก่เราว่า เพราะว่าโทษในอุเปกขาสุข เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการ คิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอทุกขมสุข เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่ เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เรา สืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอุเปกขาสุข แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้น ให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอทุกขมสุขแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอทุกขมสุขโดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น เราแล เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความ ดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วและอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อ เราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๔ นี้ การทำในใจตาม อำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในอุเบกขา ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็น การอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.

น.1127 เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้น เสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นรูปสัญญา (ความกำหนดหมายในรูป) โดยประการทั้งปวงได้, เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญา (ความกำหนดหมายอารมณ์ที่ขัดใจ), เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งความ กำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ (นานัตตสัญญา) พึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด " แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไปในอากาสานัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในรูปทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการ คิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากาสานัญจายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้น แก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในรูปทั้งหลาย แล้วนำมาทำการคิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์ นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเรา จึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น เราแล เพราะผ่านพ้น รูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเสียได้ เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วและอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ ด้วยวิหารธรรม คืออากาสานัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญา

น.1128 ที่เป็นไปในรูปทั้งหลาย ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสีย แล้ว พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มี ที่สิ้นสุด" แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่ แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในอากาสานัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งวิญญาณัญจายตนะ เราก็ยังไม่เคย ได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิด ได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากาสานัญจายตนะ แล้ว นำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในวิญญาณัญจายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิต ของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ใน วิญญาณัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้น อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุวิญญาณัญ- จายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วแลอยู่. อานนท์ !

น.1129 แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือวิญญาณัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจ แห่งสัญญาที่เป็นไปในอากาสานัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้น ขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อ นั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการ ทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี" แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่ แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่นสงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัยที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิญญาณัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมา ทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากิญจัญญายตนะเราก็ยังไม่ได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่ เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิญญาณัญจายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากิญจัญญายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์ นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเรา จึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไปในอากิญจัญญายตนะนั้น โดยที่ เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการ ทั้งปวงเสียแล้ว จึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า

น.1130 "อะไร ๆ ไม่มี" แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมอากิญ- จัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิญญาณัญ จายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือน ผู้มีสุขแล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึ่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ๑ แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัยที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในอากิญจัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราก็ยัง ไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากิญจัญญายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในแนวสัญญานาสัญญา- ยตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะ ที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในแนว- สัญญานาสัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา ๑. เนวสัญญานาสัญญายตนะ คืออรูปฌานขั้นที่สงบ ถึงขนาดที่เรียกว่ามีความ รู้สึก ก็ไม่ใช่ ไม่มีความรู้สึก ก็ไม่ใช่ เป็นความสงบในขั้นที่ยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ ขึ้นไปแล้ว.

น.1131 เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เราและ ผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมคือเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่ เป็นไปในอากิญจัญญายตนะก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวางเพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้น เสีย ถ้ากระไรเรา ผ่านพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เสียแล้ว พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในสัญญาเวทิตนิโรธนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปัจจัยที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในแนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้ นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งสัญญาเวทยิตนิโรธ เราก็ยังไม่เคย ได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความ คิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในแนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิต ของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในสัญญาเวทยิตนิโรธ โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว

น.1132 อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไปใน สัญญาเวทยิตนิโรธนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้น แนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุสัญญาเวท- ยิตนิโรธ แล้วแลอยู่ (ไม่มีอาพาธอะไร ๆ อีกต่อไป). อนึ่ง อาสวะทั้งหลาย ได้ถึงความสิ้นไปรอบ เพราะเราเห็น (อริยสัจสี่) ได้ด้วยปัญญา. ทรงอธิษฐานความเพียร ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้รู้ถึงธรรมสองอย่าง คือ ความไม่รู้จักพอในกุศลธรรม ทั้งหลาย และเป็นผู้ไม่ถอยหลังในการตั้งความเพียร. เราตั้งความเพียรคือความไม่ถอยหลังว่า "หนัง เอ็น กระดูก จักเหลือ อยู่ เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อัน บุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น ของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เรานั้นได้บรรลุความตรัสรู้เพราะความไม่ประมาท ได้บรรลุโยคักเขมธรรมอัน ไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า เพราะความไม่ประมาทแล้ว. ความฝันครั้งสำคัญ ๒ ภิกษุ ท. 1 ความฝันครั้งสำคัญ ( มหาสุบิน ) ๕ อย่างได้ปรากฏ แก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเมื่อก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ๕ อย่าง คืออะไรบ้างเล่า ? คือ : - ๑. บาลีปัญจมสูตร กัมมกรณวรรค ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑. ๒. ฉัฏฐสูตร พราหมณวรรค ปญจก. อ. ๒๒/๒๖๗/๑๙๖.

น.1133 หาปฐพีนี้เป็นที่นอนอันใหญ่ของตถาคต จอมเขาหิมวันต์เป็น หมอน มือข้างซ้ายพาดลงที่สมุทรด้านตะวันออก มือข้างขวาพาดลงที่สมุทรด้าน ตะวันตก เท้าทั้งสองหย่อนลงที่สมุทรด้านทักษิณ. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบิน ข้อที่ ๑ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก. หญ้าคา งอกขึ้นจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟ้า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๒ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อ ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก. หนอนทั้งหลาย มีสีขาวหัวดำ คลานขึ้นมาตามเท้า จนถึงเข่า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๓ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก. นกทั้งหลาย สี่จำพวก มีสีต่าง ๆ กัน มาแล้วจากทิศทั้งสี่ หมอบลงที่ใกล้เท้าแล้วกลายเป็นสีขาวหมด. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบิน ข้อที่ ๔ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก. ตถาคตได้เดินไปบนอุจจาระกองใหญ่เหมือนภูเขา อุจจาระ มิได้เปื้อนเลย. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๕ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ภิกษุ ท. ! ข้อว่ามหาปฐพีนี้เป็นที่นอนใหญ่ของตถาคต จอมเขา หิมวันต์เป็นหมอน มือข้างซ้ายพาดลงที่สมุทรด้านตะวันออก มือข้างขวาพาด ๑. ศัพท์นี้ บาลีเป็น ติริยา นาม ติณชาติ แปลว่าหญ้าแพรกก็เคยแปลกัน.

น.1134 ลงที่สมุทรด้านตะวันตก เท้าทั้งสองหย่อนลงในสมุทรด้านทักษิณนั้น เป็น มหาสุบินข้อที่ ๑ เพื่อให้รู้ข้อที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. ข้อว่าหญ้าคางอกจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟ้า เป็น มหาสุบินข้อที่ ๒ เพื่อให้รู้ข้อที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พร้อม เฉพาะอริยอัฏฐังคิกมรรค แล้วประกาศเพียงไร แก่มนุษย์และเทวดา (ขึ้นไป ถึงพรหม). ข้อว่าหนอนทั้งหลายมีสีขาวหัวดำคลานขึ้นมาตามเท้าจนถึงเข่านั้น เป็นมหาสุบินข้อที่ ๓ เพื่อให้รู้ข้อที่คฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวเป็นอันมาก ถึงตถาคตเป็น ที่พึ่งตลอดชีวิต. ข้อว่า นกสี่จำพวกมีสีต่าง ๆ กัน มาจากทิศทั้งสี่หมอบลง ที่เท้าแล้วกลายเป็นสีขาวหมดนั้น เป็นมหาสุบินข้อที่ ๔ เพื่อให้รู้ข้อที่ วรรณะสี่ จำพวก เหล่านี้คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ สุทร ได้ออกจากเรือนมาบวช ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อย่างไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ย่อมทำให้แจ้ง ซึ่งวิมุติอันไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า ได้. ข้อว่าตถาคตเดินไปบนกองอุจจาระใหญ่ เหมือนภูเขา อุจจาระไม่เปื้อนเลยนั้น เป็นมหาสุบินข้อที่ ๕ เพื่อให้รู้ข้อที่ ตถาคตเป็นผู้มีลาภในบริการ คือจีวรบิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัช ทั้งหลาย แต่ตถาคตไม่ติดจมไม่หมกใจในลาภนั้น, เมื่อบริโภค ก็บริโภคด้วย ความเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ ได้. ฯ อาการแห่งการตรัสรู้ ๑ ราชกุมาร ! ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบทำกายให้มีกำลังได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร ๑. โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๕๙/๕๐๕, สคารวสูตร พรหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๘๖/๗๕๕. ตอนนี้ปาสรา สิสูตร ไม่มี, ต่อไปในสดารวสูตรก็ไม่มี

น.1135 มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. - เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุ ฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วและอยู่. เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อม อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌาน ที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข. และ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสใน กาลก่อน จึงได้บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วและอยู่. เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็น ธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้ น้อมจิตไปเฉพาะต่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคย อยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง. ว่าเมื่อเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ. เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มี อายุสุดลงเท่านั้น ๆ, ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลง เท่านั้น, ครั้นจุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้. ฯ เรานั้นระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะ ดังนี้. ฯ ราชกุมาร ! นี่เป็นวิชชาที่ ๑ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความ สว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วและอยู่, โดยควร. ฯ

น.1136 เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ. เรามีจักขุทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักขุของ สามัญญมนุษย์, ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทรามประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข. เรารู้แจ้งชัด หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตาม กรรมว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบการงาน ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่อบาย ทุคติวินิบาตนรก. ฯ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกาย สุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า, เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบ การงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่ สุคติโลกสวรรค์. เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลว ประณีต มีวรรณะดี วรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ฉะนี้. ฯ ราชกุมาร ! นี่เป็นวิชชาที่ ๒ ที่เรา ได้บรรลุแล้วในยามกลางแห่งราตรี, อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควร. ฯ เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็น ธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ก็น้อม จิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ, เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี่ทุกข์, นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือ แห่งทุกข์ และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย นี้ความ ดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะ

น.1137 ทั้งหลาย. เมื่อเรารู้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว, วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เรารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่น ที่จะต้องทำเพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก. ฯ ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว. เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วและอยู่, โดยควร. ฯ สิ่งที่ตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. 1 มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่สองอย่าง ที่บรรพชิตไม่ควร ข้องแวะด้วย. สิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งนั้นคืออะไร ? คือ การประกอบตนพัวพัน อยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย อันเป็นการกระทำที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, และการ ประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก อันนำมาซึ่งความทุกข์ไม่ใช่ของ อริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, สองอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ที่ไม่ไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่าง นั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อ ความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งห้า ที่อิสิปตนมฤคทายวัน.

น.1138 ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ไม่ไปหาที่สุดโต่ง สอง อย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. 1 ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติอันเสมือนหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการ นี่เอง. แปดประการคืออะไรเล่า ? คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การอาชีพที่ถูกต้อง ความ พากเพียรที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! นี้แล คือข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องความทุกข์ คือความ เกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์" ความตายก็เป็น ทุกข์, ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ ความพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์ ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์, กล่าวโดยย่อ ขันธ์ห้า ที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์. ภิกษุ ท .! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องแดนเกิดของความทุกข์ คือตัณหา อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องความดับไม่เหลือของ ความทุกข์ คือ ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง ๑. ในบาลีพระไตรปิฎกสยามรัฐ มีคำว่า พยาธิ์บี ทุกฺชา. ด้วย. ซึ่งฉบับสวดมนต์ ไม่มี, แต่ไปมีบทว่า โลกปริเทวทุกฺขโทมนฺสุปายาสานี ทุกฺขา. ซึ่งในพระไตรปิฎกไม่มี

น.1139 คือความสลัดทิ้ง ความสละคืน ความปล่อย ความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่ง ตัณหานั้น. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์ คือข้อปฏิบัติอันเสมือนหนทางอัน ประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ ได้แก่ความเห็นที่ถูกต้อง ความ ดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การอาชีพที่ถูกต้อง ความพากเพียรที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือความทุกข์, เกิดขึ้น แก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้ เราตถาคตกำหนดรู้ รอบแล้ว. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐคือแดนเกิดของทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือแดนเกิดของทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควร ละเสีย, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือแดนเกิดของความทุกข์นี้ เราตถาคตละได้แล้ว. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของ ความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของ ความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว.

น.1140 จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควร ทำให้เกิดมี, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เราตถาคตได้ทำให้เกิดมีแล้ว. ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริง ของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจทั้งสี่ เหล่านี้ยังไม่เป็น ญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดา แลมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมี ปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจทั้งสี่ เหล่านี้เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ สะอาดด้วยดี, เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. 1 เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ใน ๑. บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค จตุก. อ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗,

น.1141 ขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของ เทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิด แห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์ อนุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารหา ประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ ปรากฏขึ้นเหมือนกัน. สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แลเป็นอัศจรรย์ครั้งที่สาม ที่ยังไม่เคยมี ได้บังเกิด มีขึ้น เพราะการบังเกิดแห่ง ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการตรัสรู้ ๑ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่ หลวงมีอยู่แปดประการ ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ อนุตตรสัมมา- สัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยที่คำรบห้า แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดิน อันใหญ่หลวง. ๑. บาลี อัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗. แก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี.

น.1142 การรู้สึกพระองค์ว่าได้ตรัสรู้แล้ว ภิกษุ ท. 1 ก็เมื่อเราเป็นผู้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา มีความโศกเป็นธรรมดา มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ด้วยตน, ก็รู้จักสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมองเป็นธรรมดา. ครั้นรู้แล้ว จึงได้แสวงหานิพพาน อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่โศก ไม่เศร้าหมอง เป็นธรรมดา อันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า อันเกษมจากโยคธรรม. เราก็ได้บรรลุ พระนิพพานนั้น. อนึ่งปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่า "ความหลุดพ้น ของเราไม่กลับกำเริบ การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้ มีอีก" ดังนี้. ฯ จบภาค ๒ ๒. ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค. ม.ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต