น.10 สารบาญละเอียด บรมธรรม (ภาคต้น) (พิเศษ ๑ รูปโครงของพุทธศาสนา) การศึกษาพระพุทธศาสนาโดยรูปโครงทั่ว ๆ ไป (๑) วัตถุที่จะต้องสนใจคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (๒) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องสัมพันธ์กัน มิฉะนั้นก็ล้มละลาย (๓) พระธรรมมีอยู่เป็นชั้น คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ (๔) รู้ปริยัติแล้ว ต้องมีปฏิบัติ ที่แยกหมวดเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา (๕) ศีล สมาธิ ปัญญา เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด (๖) ปฏิเวธ แยกออกเป็น มรรค ผล นิพพาน (๗) ศาสนาส่วนที่ ๓ คือปฏิเวธนี้ เขาเรียกว่า โลกุตตรธรรม (๘) การปฏิบัติตามศาสนา ทำได้ตามสามารถ ทั้งฆราวาส บรรพชิต (๙) คำอธิบายพระธรรม มีการแบ่งหมวด เป็น วินัย สุตตันตะ อภิธรรม (๑๐) วินัย เป็นระเบียบปกครอง ธรรมะเป็นระเบียบพัฒนาจิตใจ (๑๑) เนื้อในของศาสนา คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ (๑๒) ศาสนาเจริญจริง ต้องมีมรรค ผล นิพพาน อยู่ และสำคัญคือมีพระธรรม (๑๓) (พิเศษ ๒ เรื่อง เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า) จะพูดถึงความหมายของคำว่า พุทธะ ก่อน (๑๔) การเกิดของพระพุทธเจ้า ทางกาย และทางคุณธรรม (๑๕) พระพุทธเจ้าทั้งหลายมักเกิดในวรรณะกษัตริย์ (๑๖) ปาฏิหาริย์ใหญ่ ที่พูดไว้เกี่ยวกับ การเกิดของพระพุทธเจ้า (๑๗) ปาฏิหาริย์เบ็ดเตล็ดก็มีมาก เช่น ประสูติขณะที่พระพุทธมารดายืนอยู่ (๑๘) [๒]
น.11 [๓] เทวดารับพระกุมาร, พูดได้ทันที, เดินได้ ๗ ก้าว ฯลฯ ... .... ..... (๑๙) แม้เรื่องมหาปุริสลักษณะ ก็อยู่ในลักษณะปาฏิหาริย์ .... .. (๒๐) เหตุที่ออกบวช เพราะสังเวช ที่คนหลงในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ... ... (๒๑) ที่เขาพูดเรื่องเห็นเทวทูตนั้น เป็นบุคคลาธิษฐาน .. .. . . (๒๒) การศึกษา ตรัสเล่าเองว่า ทรงศึกษาจากคนนั้นคนนี้ ฯลฯ .. ... ... (๒๓) เคยไปเรียนการทรมานตนตามแบบของนิครนถ์ .. . .. .... .... (๒๔) เช่นไปเรียนกับพวกเดียรถีย์ ที่เป็นศิษย์ของ ปารุศวนารถ .. (๒๕) การตรัสรู้ ก็คือการค้นคว้า จนรู้ข้อเท็จจริงเรื่องอริยสัจจ์ ... .. .... (๒๖) ทรงรู้ทุกข์ เหตุแห่งความทุกข์ ว่ามาจากอะไร ... (๒๗) ทรงรู้ว่าดับอะไร ทุกข์จึงจะดับ แล้วทำอย่างไร จะเป็นทางดับทุกข์ ... (๒๘) ตัวจริงของการตรัสรู้ คือ ความทุกข์ .... .... .... .... .... .... (๒๙) เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงคิดว่าจะสอนไม่ไหว ต่อมีพระเมตตามากจึงสอน ... (๓๐) ปฐมเทศนาครั้งแรกแสดงอริยสัจจ์แก่ปัญจวัคคีย์ .... .... .... (๓๑) ทรงนำมาสอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียว สรุปคือทุกข์, ดับทุกข์ .. .. (๓๒) วิธีการสอน ตรัสไม่ให้เชื่อพระองค์ ต้องเห็นแจ้งด้วยปัญญาตนเอง ... (๓๓) ทรงสอนอย่างให้เปล่า ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน .... ... ... .... .... (๓๔) ๑. เรื่องเกี่ยวกับการบวช ความหมายของคำว่าบวช พูดตามทัศนะของมโนนิยม ๑ จะแสดงให้รู้ถึงความรู้สึกของคนหนุ่มมาบวช ว่า เป็นอย่างไร ๒ ระหว่างบวช ต้องเรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง แนะนำเขาได้จริง ๓ การบวชถือว่าเข้ามาอยู่ในกรอบของการบังคับตัวเอง และศึกษาเกี่ยวกับชีวิต ๔ ศึกษาให้รู้จักหนทาง ตั้งแต่วัยต้นจนปลาย ๕
น.12 [๔] มิใช่บวชเพราะไม่รู้จะทำอะไร, ต้องทำอย่างเห็นชอบ และเคารพตน .... .... ๖ ต้องสนใจว่า เกิดมาทำไม ? มาบวชแล้ว เป็นคนของใคร ๗ เป็นคนของธรรม หรือของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นอย่างประเสริฐ, อิสระ ๘ เป็นคนของธรรมแล้ว ต้องปฏิบัติให้ถูก มิใช่ทำเพียงเป็นประเพณี ..... ... ๙ มาบวชเป็นภิกษุต้องเข้าใจหน้าที่การงานของภิกษุ อันทำให้เกิดสิทธิสูงสุด ๑๐ เป็นภิกษุไม่ใช่ขอทานกลางถนน แต่มีสิทธิบริโภคของผู้อื่น ๑๑ แต่ภิกษุต้องทำตนเป็นเหมือนเปรต เพื่อป้องกันอวดดี ยกหูชูหาง .... ๑๒ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อฟัง ทำตามพระองค์อย่างทาส ... ... ๑๓ เป็นบรรพชิต, อนาคาริก อย่ากินอยู่นุ่งห่ม พูดจาทำกิริยาอย่างฆราวาส ๑๔ แม้การใฝ่ฝันอย่างฆราวาสก็ต้องหยุดเด็ดขาด ต้องกลัวและละอายให้มาก ๑๕ บวชแล้วต้องมีชีวิตอย่างวิเวก ดังคำระบุไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ .... ... .... ๑๖ การศึกษาธรรมต้องอาศัยความวิเวก เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจ ... .... ... ๑๗ วิถีของศาสนาต้องเรียนรู้แสงสว่างแท้จริง มิใช่แสงสว่างสีขาว .... .... .... ๑๘ เป็นคนของธรรมแล้ว ต้องเสียสละ "ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา" ๑๙ สาวกของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติตามพระองค์ทุกลมหายใจเข้าออก ... ๒๐ การอบรมที่นี่จะได้พยายามเลือกที่เหมาะสม ไปจนกว่าจะสิ้นเวลา ... ๒๑ ๒. ความหมายของการบวช การสมัครบวชแต่ยังหนุ่ม มิใช่ชิงสุกก่อนห่าม แต่เพื่อศึกษาชีวิตด้านลึก ๒๒ ศึกษาชีวิตตามความคิดของชาวอินเดียกันบ้าง ซึ่งเรียกว่า อาศรม ๔ ๒๓ เขาแบ่งระดับชีวิต ๔ ขั้นเรียก พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ สันยาสี ๒๔ คนหนุ่มกำลังอยู่ในระดับอาศรมพรหมจารี ควรเป็นวัยศึกษา ... .... ๒๕ เริ่มฝึกเคร่งครัดไปตั้งแต่ระดับพรหมจารี ชีวิตก็จะงอกงามไปตามลำดับ ๒๖
น.13 [๕] ฝึกชีวิตตามระดับอาศรม ๔ จะชื่อว่า มีความเต็มของมนุษย์ .......... ๒๗ พระพุทธเจ้าทรงใช้ชีวิตอย่างพรหมจารี ๑๖ ปี จึงเป็นคฤหัสถ์และอื่น ๆ ๒๘ ควรนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง มาปรับปรุงชีวิตของเรา ...... ๒๙ โลกสมัยวัตถุนิยมจะยอมรับหลักการอาศรม ๔ นี้หรือไม่ ลองคิดดู ... ..... ๓๐ อธิบายภาพแนวชีวิตของจีนรวม ๑๐ ภาพ ๓๑ - ๓๖ คนหนุ่มมาบวช เป็นโอกาสเหมาะที่จะศึกษาอย่างวนปรัสถ์ พึงทำให้ดี ๓๗ อย่าเอาอย่างทางทุจริต แต่มีแผนการของชีวิตให้มั่นคง แล้วเดินไปโดยลำดับ ๓๘ ควรจะมีหวังในการประสบความสำเร็จ ได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ๓๙ ถามตัวเองอยู่ว่า กำลังเป็นคนของใคร จะได้ก้าวไปสู่ความสูงยิ่งขึ้น ๔๐ ๓. วัตถุนิยม กับ มโนนิยม ธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เพราะภาษาพูดมีไม่พอ .... .... .๔๑ เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาษา เราจึงมีคำพูดเป็นภาษาคน ภาษาธรรม ๔๒ ต้องเข้าใจคำว่า วัตถุนิยม มโนนิยม ให้ถูก จะเข้าใจพุทธศาสนาง่าย ๔๓ การบวชเป็นเรื่องออกจากวัตถุนิยมสู่ความสงบ เพื่อผลสูงทางใจ ... ผม ๔๔ พวกมโนนิยมมิใช่จะทิ้งวัตถุเสียเลย แต่ใช้วัตถุเพียงเป็นอุปกรณ์ .. ๔๕ การบวชในพุทธศาสนาก็เพื่อหาความรู้ที่ถูกต้อง สามารถใช้ทั้งร่างกายและจิต ๔๖ ใจความสำคัญของมโนนิยม มุ่งเอาคุณธรรมทางใจเป็นหลัก .. .... .... ๔๗ ระวังอย่าถือคำจำกัดความตามหลักสากล จะผิดกับหลักพุทธ ฯ ... .. .. ๔๘ มโนนิยมของพุทธบริษัทเป็นความสงบทางจิต ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ๔๙ ที่ไปจัดให้อยู่ดีกินดี แล้วว่าจิตใจจะดีเอง นี่ลดค่าของศาสนาลงไป ...... ๕๐ นิพพานไม่ใช่สวรรค์ซึ่งเป็นวัตถุ แต่เป็นความเย็นแห่งกิเลส ... ........ ๕๑ คำสอนในคริสเตียนที่ว่า "มีอะไรเหมือนไม่มี" นี้ก็เป็นความเย็น ...... ๕๒
น.14 [6] เข้าใจพุทธศาสนาให้ถูก อย่าให้เสียทีที่เกิดมาพบพุทธศาสนา ... ... .... ๕๓ นิพพานในพุทธศาสนา หมายถึงเย็นเพราะไม่มีกิเลส .... ...... ... ๕๔ นิพพานใช้ได้ทั้งฝ่ายวัตถุและจิตใจ เรื่องนี้ครั้งพุทธกาลก็เคยเข้าใจผิด ๕๕ พระพุทธเจ้าถือระดับกลาง พัฒนากายและจิตให้ถูก โดยถือจิตเป็นหลัก ๕๖ โลกสมัยนี้มีคนบาปตกไปในกระแสกามสุขัลลิกานุโยค ไม่สนใจทางจิต ๕๗ วัตถุนิยมเป็นภัยร้ายกาจทุกด้าน ทำให้เสื่อมเสียศีลธรรม ๕๘ การที่มาบวชได้บ้างนี้ ควรจะถือเป็นโอกาสที่มาทำความเข้าใจพุทธศาสนา ๕๙ ถ้ามีธรรมนิยมประสานระหว่างวัตถุ กับ จิต จะได้ผลดี .. ... ... - ๖๐ ๔. สิ่งที่เรียกว่าบรมธรรม คำว่า "บรมธรรม" มีใช้ในพุทธศาสนา เป็นคำบัญญัติเฉพาะ .. ... ... ๖๑ ถ้าไม่สนใจบรมธรรม ก็เท่ากับไม่รู้ว่า เกิดมาทำไมนั่นเอง ๖๒ การบวชก็เพื่อจะรู้บรมธรรมได้เร็วกว่าคนที่ไม่บวช ๖๓ บรมธรรมนี้จำเป็นทั้งแก่เทวดา มนุษย์ และอมนุษย์ ๖๔ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ นี้ก็คือ บรมธรรม ๖๕ นักจริยธรรมสากลเขาแบ่งสิ่งที่ดีที่สุดออกเป็น ๑. ความสุข ๒. ความเต็มทางจิต ๖๖ ความเต็มของความเป็นมนุษย์ คือ สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอย่างมนุษย์ ...๖๗ ๓. หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ ไม่ใช่ทำเพื่อเงิน เพื่อตัวกู - ของกู ๖๘ ๔. มีความรักสากล คือใจกว้าง เห็นแก่ผู้อื่นรักผู้อื่นยิ่งกว่าตน .. ... ๖๙ บรมธรรมตามหลักศาสนา ไม่เนื่องด้วยสังคม แต่จะเอาหลักจริยธรรมสากล ใช้ก็ได้ ๗๐ ทุกศาสนามีบรมธรรม มุ่งหมายถึงสิ้นสุดแห่งความทุกข์สิ้นเชิง .... .. ๗๑ ในวงพุทธศาสนาใช้นิพพานคือเย็นเพราะไม่มีกิเลสเป็นบรมธรรม ๗๒ พระพุทธเจ้าทรงพิสูจน์ความเย็นของกิเลสเป็นนิพพาน ไม่เคยมีใครค้าน ๗๓
น.15 [๗] ในจริยธรรมสากลไม่มีคำว่านิพพาน ที่เป็นภาษาบาลี แต่มีความหมายอยู่ในนั้น ๗๔ หลักศาสนาสามารถทำให้เข้ากันได้ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างเดียวกัน ๗๕ มนุษย์ไม่ลุถึงบรมธรรม เพราะวัตถุนิยมมาเป็นเครื่องกีดกั้น ๗๖ พวกนักศึกษาก็มัวแต่เพลินเรื่องเนื้อหนัง ไม่สนใจบรมธรรม ๗๗ พุทธบริษัทผู้อยู่ในสถาบันการศึกษาชั้นสูงควรจะมีความรู้ในเรื่องบรมธรรม ๗๘ มีชีวิตที่อุทิศต่อบรมธรรม แล้วสิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปด้วยดี ๗๙ ๕. สิ่งที่เรียกว่าหนทาง สิ่งที่เรียกว่า "หนทาง" คือทางแห่งบรมธรรมโดยเฉพาะ ๘๐ "หนทาง" เป็นชื่อของศาสนา ซึ่งเป็นระบอบปฏิบัติ เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ๘๑ มีเรื่องน่าคิดเกี่ยวกับความโง่ของคน ที่ไม่รู้ว่า สร้างสฟิงซ์ทำไม ๘๒ นั่นคือสร้างให้มีความหมายถามมนุษย์ว่า รู้จักหนทางหรือไม่ ? ๘๓ ถ้าใครไม่รู้จักทางก็เท่ากับ "ตายอยู่ ๆๆ " ทุกสถานที่ทุกเวลา ๘๔ แม้นักศาสนาที่เป็นตามประเพณี ก็ยังไม่มีการเดินทาง วิ่งกันอยู่แต่ในโลก ๘๕ มัววนอยู่แต่เรื่องกาม กิน เกียรติ ก็เลยไม่เดินทาง ๘๖ พุทธศาสนาคือ ตัวหนทาง เรียกว่ามรรคมีองค์แปด ๘๗ เอกายนมรรคเป็นทางเส้นเดียว คนเดียวเดิน ไปสู่จุดหมายคือนิพพาน ๘๘ การเดินทาง ทางจิต ทางวิญญาณ ต้องมีองค์ประกอบคืออริยมรรค ๘๙ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกการเดินทางว่า การประพฤติพรหมจรรย์ ๙๐ เราต้องศึกษาให้รู้จักทาง คือต้องศึกษาด้วยชีวิตเป็นการกระทำ ๙๑ ต้องเรียนชีวิตโดยตรง จึงจะรู้พุทธศาสนา และต้องเรียนโดยลงมือเดินทาง ๙๒ ถ้าไม่มีการเดินทางที่ถูกต้อง ก็จะทำตัวเป็นฮิปปี้ทั้งเปิดเผย และไม่เปิดเผย ๙๓ ทางที่ต้องเดินเรียกว่า ความถูกต้อง ๘ ประการ หรือไตรสิกขา ๙๔
น.16 [๘] ปัญญาในการเดินทางต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ เป็นความรู้แจ้งเพื่อดับทุกข์ ๙๕ ปัญญาที่เป็นความรู้จริงมี ๓ ระดับคือ พื้นฐาน, ปลูกขึ้น, ศึกษาให้รู้หมด ๙๖ ความรู้จริงเรื่องการเดินทางไปสู่บรมธรรมนี้เป็นเรื่องสำคัญ .. ... ๙๗ ๖. ระดับของบรมธรรม บรมธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัว รู้ได้ตามความรู้สึกที่ตนพอใจ .. ....... ๙๘ ระดับสัตว์เดรัจฉานมีแต่เรื่องกิน เรื่องนอน เป็นสำคัญ ๙๙ คนในระดับแรกก็มีเรื่องกิน แล้วขยายเป็นกลัวตาย กลัวไม่ได้กามารมณ์ ๑๐๐ มนุษย์สมัยปัจจุบัน ก็มีความต้องการตามระดับวัยเด็ก, หนุ่มสาว ๑๐๑ วัยเป็นบิดามารดา เลื่อนขึ้นมามีภาระความสำเร็จในการงาน ๑๐๒ วัยสูงอายุออกไปบวช ซึ่งบางทีก็หวังผล คือกามารมณ์สูงขึ้นไป ..... ๑๐๓ ความหวังที่ยังลุ่มหลงแบ่งได้เป็นกามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร ..... ๑๐๔ ภูมิสุดท้ายอยู่เหนือโลก เรียกว่า โลกุตตรภูมิ .... ๑๐๕ ภูมิเหล่านี้อาจเป็นได้ในจิตของคน ๆ เดียว บางเวลาเป็นภูมิใดภูมิหนึ่ง ๑๐๖ บางทีอาจมีความรู้สึกเป็นภูมินั้น ๆ ตามลำดับวัยก็ได้ ๑๐๗ วัยหนุ่มจะหลงว่ากามาวจรเป็นการพักผ่อน ซึ่งแท้จริงเป็นไปไม่ได้ ๑๐๘ การพักผ่อนที่แท้จริงต้องมีจิตเหนือภูมิต่าง ๆ เรียกว่าโลกุตตรภูมิ ๑๐๙ ภูมิ ๔ มีได้แก่บุคคลเป็นระยะ ๆ ควรเปลี่ยนระดับให้ขึ้นถึงโลกุตตรภูมิ ๑๑๐ สวรรค์หรือนรกสร้างขึ้นได้เดี๋ยวนี้ เป็นนรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย ก็ได้ ๑๑๑ บรมธรรมมีเป็นลำดับ ๆ คำนวณดูบ้างว่าเรากำลังอยู่ระดับไหน . .... .... ๑๑๒ โลกุตตรภูมิหรือนิพพานก็มีอยู่ในใจ ขณะที่ว่างจากวัฏฏสงสาร .. .... ... ๑๑๓ ชีวิตนี้อุปมาดังตกทะเล อยากขึ้นจากทะเลก็ต้องพยายามหาบรมธรรม ๑๑๔ อยากออกจากน้ำวน ต้องเข้าหาบรมธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งเรียกว่าโสดาบัน ๑๑๕ อุปมาตกทะเลหมายถึงตายแล้วตายอีก จะพ้นทุกข์นี้ต้องเลื่อนบรมธรรมขึ้นไป .... ๑๑๖
น.17 [๙] ๗. บรมธรรมกับการศึกษาของโลกปัจจุบัน ให้สังเกตอุปสรรคต่อการถึงบรมธรรม ๑๑๗ การศึกษาขั้นพื้นฐานของโลก ไม่ได้รวมบรมธรรมไว้ด้วย ๑๑๘ การศึกษาควรมีอุดมคติ ว่าเพื่อประหารสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ๑๑๙ มนุษย์แปลว่า ใจสูง การศึกษาจึงควรเพื่อความเป็นมนุษย์ ๑๒๐ การศึกษาควรจะเพื่อมนุษย์ได้สิ่งดีที่สุดที่ควรจะได้ ๑๒๑ ปัจจุบันยุวชนไม่มีโอกาสรู้จักศาสนา แม้ศีลธรรมก็ไม่มีในปทานุกรม ๑๒๒ พุทธบริษัทแม้เด็ก ๆ ท่องแต่เรื่องเมืองฝรั่ง เอาอย่างเขาไปหมด . ... ๑๒๓ ครูแบบพุทธบริษัทเป็นมรรคุเทศก์ทางวิญญาณ มีคุณยิ่งกว่าบิดามารดา ๑๒๔ สมัยนี้จะไม่มีทั้งบิดามารดา และครูอาจารย์ ๑๒๕ ผลของการศึกษาทำให้เด็ก ๆ ฟรีตามแบบฝรั่งจนเป็นฮิปปี้ ... ... .... ๑๒๖ สมัยนี้เด็ก ๆ ไม่ยินดีทนการควบคุมของศีลธรรม หาทางออกโดยตามใจกิเลส ๑๒๗ ระบบการศึกษาอยู่ในสภาพของวัตถุนิยมหนักขึ้น ตามแผนการศึกษาที่วางไว้ ๑๒๘ จริยศึกษาเป็นเพียงบทท่องจำ พลศึกษาก็กลายเป็นฝึกความเห็นแก่ตัว ๑๒๙ หัตถศึกษาเป็นไปในทางอวดว่าดีกว่า วิเศษกว่า ไม่เป็นทางบรมธรรมเลย ๑๓๐ เดี๋ยวนี้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้รับ เป็นเรื่องอร่อยทางกินดีอยู่ดี ๑๓๑ จริยธรรมของคนสมัยนี้เป็นไปเพื่อความอร่อยทางเนื้อหนัง ๑๓๒ ที่พิจารณากันมาแต่ต้น เพื่อมองดูโลกตามที่เป็นจริง สู่ปราสาททางปัญญา ... ๑๓๓ การศึกษาของมนุษย์ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย แต่เพื่อธรรมาธิปไตย ๑๓๔ พิจารณาดูการศึกษาของโลกปัจจุบัน มีผลเป็นอุปสรรคแก่บรมธรรมอย่างไร ๑๓๕ ๘. บรมธรรม กับ ชีวิตนักศึกษา พุทธศาสนาไม่มองในด้านดี หรือทรามฝ่ายเดียว แต่มองเพื่อแก้ให้ดี ๑๓๖ นักศึกษาพุทธบริษัทจึงต้องมองชีวิตในด้านที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ๑๓๗
น.18 [๑๐] เด็ก ๆ ยังไม่รู้จักสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ... ... ๑๓๘ ชีวิตนักศึกษาที่แท้จริงจะต้องใกล้ชิดบรมธรรมยิ่งขึ้นทุกที ๑๓๙ เรื่องแรกพุทธิศึกษา ไม่ใช่เพียงรู้หนังสือ ควรอบรมสติปัญญาด้วย ๑๔๐ พุทธิศึกษาควรต้องรู้เรื่องของชีวิตโดยตรงว่า เกิดมาทำไม ....... ... ๑๔๑ จริยศึกษา ควรต้องเป็นพรหมจารีตามแบบอาศรม ๔ อย่างถูกต้อง ๑๔๒ วัยหนุ่มสาว ต้องเป็นวัยบึกบึน สำรวม เสงี่ยมเจียมตัว ๑๔๓ ถ้าถือว่าครูเป็นผู้รับจ้าง ก็เพราะเขาไม่รู้จักพระรัตนตรัย ไม่มีจริยศึกษา ๑๔๔ พลศึกษาตามหลักศาสนาต้องมีคุณธรรมคือ สติปัญญา วิริยะ สมาธิ เป็นต้น ๑๔๕ พลศึกษาควรจะเป็นกำลังจิตอันถูกต้อง จูงกำลังกายไปในทางถูกรวมกัน ๑๔๖ หัตถศึกษา ควรจะหมายถึง วิชาอาชีพทุกแขนง ๑๔๗ ชีวิตนักศึกษาตามแผนการทั้ง ๔ ควรต้องมีจุดเพื่อมนุษย์อยู่รอด เดินทางถูก ๑๔๘ ชีวิตที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่าง "กินอยู่ต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง" ... ........ ๑๔๙ ให้ปฏิบัติตามหลักของพระพุทธเจ้าที่ว่า "กินอยู่พอดี ไม่ใช่กินดีอยู่ดี" ๑๕๐ "มุ่งหมายสูง" หมายถึงบรมธรรม ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อเงิน ๑๕๑ พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างในการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ทำเพื่อผลแก่ใคร ๑๕๒ ชีวิตนักศึกษาควรทวงสิทธิ เพื่อทำหน้าที่ ไม่ใช่เรียกเอานั่นนี่ ...... ๑๕๓ การมาฝึกอย่างภิกษุเป็นมหาวิทยาลัยทางวิญญาณ ขอให้พิจารณากันบ้าง ๑๕๔ ๙. บรมธรรม กับ ระบบการเมือง บรมธรรมกับการเมือง เป็นเรื่องสัมพันธ์กัน ระบบการเมืองไม่ดี ก็มีบรมธรรมยาก ๑๕๕ การเมืองของโลกมุ่งจะได้แต่ประโยชน์สุขทางวัตถุ น่าจะนึกถึงธรรมาธิปไตยกันบ้าง ๑๕๖ เปรียบเทียบดู อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย ต่างกันอย่างไร ๑๕๗ ปัจจุบันนี้ วัตถุนิยมเข้าตา โลกตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม ..... .... ๑๕๘
น.19 [๑๑] กิเลสก็คือซาตาน โลกทุกวันนี้ จึงเท่ากับถูกปกครองด้วยซาตาน .... . ๑๕๙ โลกกำลังขาดคนดี ถ้ามีคนดีแล้ว ระบบการปกครองอย่างไหนก็ถูกหมด ๑๖๐ สมัยพุทธกาลแบ่งคนเป็น ๔ วรรณะ มีกษัตริย์ปกครอง เป็นระบบน่าสนใจ ๑๖๑ การแบ่งวรรณะ ถ้าแบ่งถือการงานเป็นหลักตามแนวของพระพุทธเจ้า ชาติก็มั่นคง ๑๖๒ คนวรรณะกษัตริย์เป็นนักปกครอง ก็นับว่าดี เพราะวรรณะนี้ได้อบรมมาดี ๑๖๓ ที่วรรณะกษัตริย์เหลวไหลขึ้น มีบ้าง ก็เพราะทำผิดหลักการ .. ... ... ๑๖๔ การมอบอำนาจให้บุคคลที่มีคุณธรรมดี ในขอบเขตจำกัด ความถูกต้องมีได้ง่าย ๑๖๕ พุทธบริษัทจึงมีการปกครองกันอย่างเผด็จการ โดยธรรมอยู่เรื่อย ... ... ๑๖๖ ระบบการเมืองที่สับสน ทำให้มนุษย์ไม่สงบสุข นิพพานหายาก . ๑๖๗ เราต้องเรียกหาธรรมาธิปไตย เพื่อบรมธรรมจะได้งอกงามขึ้นมา ๑๖๘ ระบบการเมือง ถ้าตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส พลเมืองจะเป็นเปรต หิวไม่สิ้นสุด ๑๖๙ ถ้าธรรมปกครองโลกแล้ว บรมธรรมจะมีทุกหย่อมหญ้า .... ... .... ๑๗๐ พระพุทธภาษิตมีว่า ถ้าไม่มีสัตบุรุษในที่ประชุม ที่นั้นไม่ใช่สภา ... ... ๑๗๑ ระวัง คำว่าพัฒนา มันจะรกโลก รกไปด้วยความฟุ่มเฟือย ไม่สงบ ... ๑๗๒ ๑๐. บรมธรรม กับ การพัฒนา อย่าเป็นคนรกโลก หมายถึง อย่าเป็นคนทำโลกให้รกด้วย .... .... .. ๑๗๓ ถ้าจะให้โลกพัฒนา (รก) ไปด้วยคนดี ต้องพัฒนาจิต ........ ..... . ๑๗๔ ถ้าพัฒนาวัตถุอย่างเดียว จะมีทางเผลอ จนจมอยู่ใต้วัตถุ .... ๑๗๕ ตัวอย่างช่วยพัฒนาหาที่ดินให้คนทำกิน นานเข้า เขาจะเป็นคนขี้เกียจ ๑๗๖ ถ้าพัฒนาทางจิต หมายความถึงความคิดนึกส่วนลึก กว่ารู้สึกธรรมดา ๑๗๗ พวกวัตถุนิยมจะหลงว่า วัตถุทำให้กายสบาย แล้วจิตใจก็สบาย .... ๑๗๘ ความมัวเมาทางวัตถุ เกิดผลเป็นความเสื่อมทางศีลธรรม .. . ๑๗๙
น.20 [๑๒ ] ถ้าพัฒนาจิต จิตจะค่อย ๆ สูงขึ้น ลากเอาความดีทางกายตามไปด้วย ๑๘๐ บรมธรรมจะมีอยู่ในโลกนี้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางจิต .... .... ๑๘๑ การพัฒนา แม้เพียงรักคนทุกคน เท่าตนเองได้ นี่ก็คือผลพัฒนาจิต ๑๘๒ เมื่อด้อยพัฒนาทางจิต คนก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะขาดบรมธรรม ๑๘๓ พัฒนาทางจิตแล้ว จะดีพร้อม ทั้งทางโลก ทางธรรม ๑๘๔ การพัฒนาจิต คือทำจิตให้สูง โดยวิธีฝึกสมาธิ ๑๘๕ จิตที่ฝึกตามหลักพุทธศาสนาแล้ว จะสะอาด ตั้งมั่น ไวต่อหน้าที่ ... ... ๑๘๖ การพัฒนาจิตให้เกิดผล ๓ ประการข้างต้น ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ๑๘๗ ลักษณะวัฒนธรรมคนญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะฝึกสมาธิตามพุทธศาสนาอย่างเซ็น ๑๘๘ ลักษณะคนไทยโบราณก็เคยมีจิตใจสูง แต่เดี๋ยวนี้ไปบูชาวัตถุกันเสีย ๑๘๙ ๑๑. บรมธรรม กับ การแก้ไขสถานการณ์ในโลก โลกกำลังขาดบรมธรรม หรือศาสนา จึงมีอาการเหมือนกับคนไข้หนัก ๑๙๐ ความไข้หนักของโลกอยู่ที่ หลงบูชาวัตถุนิยม อย่างมัวเมา ... .... ... ๑๙๑ ปัญหาความอดอยากก็เพราะ มนุษย์ทารุณต่อธรรมชาติ แก้ไขทางวัตถุไม่ไหว ๑๙๒ ปัญหาความเจ็บไข้ก็เพราะ ไม่สมประกอบทางวิญญาณ, โลภ โกรธ หลง มาก ๑๙๓ ปัญหาการไม่รู้หนังสือ เข้าใจกันว่าสำคัญ แท้จริงยิ่งรู้ยิ่งอันตรายแก่สังคม ๑๙๔ ปัญหาพลเมืองมากเกินไป ก็เพราะขาดศีลธรรม มีแต่ความเห็นแก่ตัว ๑๙๕ ปัญหาอาชญากรรมมีมาก ก็เนื่องจากขาดศีลธรรม บูชาเนื้อหนัง .... .... ๑๙๖ ระบบที่อยู่กันอย่างนครใหญ่ ทำให้เกิด "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" ๑๙๗ ปัญหาสงครามทั้งร้อนเย็น ก็เพราะมนุษย์โง่หลงวัตถุนิยม .... ... .... ๑๙๘ วิกฤตกาลที่สืบเนื่องจากสงคราม คือความเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกที ... .... ๑๙๙ วัตถุนิยมขึ้นสมองคนจึงเป็นโรคประสาท โรคจิตกัน ........ .... ...... ๒๐๐ คนไม่รู้จักศิลปทางความคิดนึก สติปัญญาไปหลงแต่ศิลปวัตถุ .. .... ๒๐๑
น.21 [๑๓] เมื่อศิลปวัฒนธรรมตกต่ำ ศาสนาก็กลายเป็นเครื่องประดับเกียรติ .... ๒๐๒ การศึกษาที่มีอยู่ทำให้คนสามารถทำสงครามกับพระเป็นเจ้าทุกวิถีทาง ๒๐๓ โลกกำลังมีกงจักรมาอยู่ในรูปของดอกบัวมากขึ้นทุกที .... .... ... ... ๒๐๔ คนเป็นทาสวัตถุเหมือนจมโคลน จะเอาน้ำโคลนล้างโคลนย่อมสะอาดไม่ได้ ๒๐๕ มาบวชแล้ว อย่าหลงเอาน้ำโคลนไปล้างโคลน ....... ๒๐๖ ๑๒. บรมธรรม กับ สื่อมวลชน พิจารณาดูสื่อมวลชนมีอิทธิพลมาก แต่จะส่งเสริมหรือขัดขวางบรมธรรม ๒๐๗ เวลานี้คนกำลังถูกสังคมปั้นขึ้นมากกว่าเป็นตัวเอง ๒๐๘ ลัทธิเอาอย่างไปในทางทำให้เกิดความทุกข์ก็มีมากขึ้น ๒๐๙ สื่อมวลชนเป็นสิ่งกลาง ๆ แต่ถ้าใช้ผิดก็มีผลร้ายมหาศาล ๒๑๐ โลกสมัยที่ไม่มีสื่อมวลชน มีศีลธรรม วัฒนธรรมดีกว่าปัจจุบัน .. ๒๑๑ ลองวิจัยหนังสือพิมพ์ดูจะเห็นมีแต่โฆษณาอันเป็นข้าศึกแก่บรมธรรม ๒๑๒ เรื่องอ่านเล่น หรือหนังสือพิมพ์ชั้นดี ก็ยังมีเรื่องจิตทรามมอมเยาวชน ๒๑๓ วิทยุกระจายเสียง ส่วนมากมีแต่เพลงยั่วยวนทางกามารมณ์ ๒๑๔ บางเพลงร้ายกาจขนาดที่เอาคำที่ต้องกระซิบพูดมาส่งเสียงลั่น ๒๑๕ เพลงในวิทยุที่เป็นสื่อมวลชน เป็นข้าศึกต่อบรมธรรมมาก ... ... ... ๒๑๖ คำพูดทางวิทยุเต็มไปด้วยคำเท็จ คำด่า เป็นอันธพาล ผิดกุศลกรรมบท ๒๑๗ สารคดีหรือแผ่นเสียง ก็มีลักษณะยั่วยวนไม่เสริมบรมธรรม ๒๑๘ แฟชั่นโชว์มีลักษณะทำให้ไม่เป็นคนปรกติ ทำให้หญิงเป็นเครื่องเล่น ๒๑๙ งานนักขัตฤกษ์แม้ตามวัดก็มุ่งแต่จะต้องการเงิน ๒๒๐ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเป็นเครื่องดึงดูดใจ นับว่าเป็นสื่อมวลชนด้วย ๒๒๑ การจาริกสั่งสอนอันบริสุทธิ์ของภิกษุ จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้ .... ....... ๒๒๒ สรุปแล้วสื่อมวลชนปัจจุบัน กำลังให้ผลเป็นความตกต่ำของศีลธรรม ...... ๒๒๓
น.22 [๑๔] สื่อมวลชนกำลังเป็นเครื่องมือปั่นหัวมนุษย์ให้ทำสงครามต่อต้านคำสอนของพระเจ้า ๒๒๔ สื่อมวลชนเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ในทางถูก จะสร้างสันติภาพน่าชื่นใจ .... ๒๒๕ ๑๓. บรมธรรม กับ การเกิดของฮิปปี้ ฮิปปี้หมายถึงการกระทำของบุคคลอันเป็นปฏิกิริยา มีทุกสมัย ... ... ... ๒๒๖ ฮิปปี้มีขึ้นเพราะทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ๒๒๗ ความกดดันทางศีลธรรมที่ฝืนความรู้สึกทำให้คนต้องการบรมธรรมตามทัศนะของเขา ๒๒๘ การศึกษาปัจจุบันทำให้เด็กสร้างมโนภาพเก่ง แล้วเดือดคลั่งในรูปของปรัชญา .. ๒๒๙ การเมาประชาธิปไตย ให้โอกาสแก่สัญชาตญาณอิสระจนเห็นศีลธรรมเป็นที่คุมขัง ๒๓๐ นิสัยชอบเปลี่ยนเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเป็นฮิปปี้ ๒๓๑ ฮิปปี้เกิดก่อนพุทธกาลในทางมโนนิยม ไม่เป็นวัตถุนิยมจัดอย่างสมัยนี้ .. .. ๒๓๒ การเมาประชาธิปไตยทำให้มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัวก็ได้ ๒๓๓ คนมีสัญชาตญาณแก้ตัว คือบิดพลิ้วต่อความถูกต้อง เพื่อตามใจตัว ๒๓๔ คนยึดอุดมคติผิด ปากว่าบูชาพระพุทธเจ้า แต่ใจบูชาเนื้อหนัง ๒๓๕ มีศีลธรรมกันเพียงเป็นประเพณี ไม่รู้จักปรมัตถะจริง ๆ จึงเป็นเหยื่อกามสุข ๒๓๖ จิตใจของมนุษย์ตลบแตลง เดี๋ยวพึ่งพระเจ้า เดี๋ยวไม่เอา นี่เป็นรากฐานของฮิปปี้ ๒๓๗ เด็ก ๆ จึงควรมีสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ทางโลกุตตรธรรม เพื่อมีนิสัยเกลียดความชั่ว ๒๓๘ โลกุตตรธรรมซ่อนอยู่ในวัฒนธรรม ศีลธรรมประจำชาติ จะคุ้มครองได้ ๒๓๙ เด็กที่สมบูรณ์ต้องมีศีลธรรม และโลกุตตรธรรมด้วย ๒๔๐ เด็กสมัยนี้เสียอิสรภาพ ถูกมอมด้วยเสรีประชาธิปไตย และการตามใจตนเอง ๒๔๑ โบราณนั้นเด็กย่อมอดกลั้นอดทนต่อผู้ใหญ่ได้ แต่สมัยนี้ถูกมอมด้วยเสรีจนเกิดฮิปปี้ ๒๔๒ ๑๔. บรมธรรม กับ เด็กทารก ฮิปปี้เกิดเพราะเด็กขาดบรมธรรม แม้ตั้งแต่วัยทารก .. .... ๒๔๓ ต้องฝึกเด็กทารก ให้มีธรรม แม้ขั้นโลกุตตระ มิฉะนั้นเด็กจะเดินผิดทาง ๒๔๔
น.23 [๑๕] แม้เด็กทารกต้องอบรมให้มีบรมธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อเตรียมจิตใจเป็นมนุษย์ที่ดี ๒๔๕ ต้องฝึกให้รู้จักความจริงว่า "ไม่มีอะไร เป็นไปตามความพอใจของตน" ๒๔๖ เด็ก ๆ ต้องรู้เรื่องอนัตตา เพื่อรู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเอง ๒๔๗ ฝึกเด็ก ๆ ให้แสดงความสามารถในทางเผชิญความเจ็บไข้ และอันตราย ๒๔๘ เด็ก ๆ ควรจะเข้าใจพุทธภาษิต "ตนเป็นที่พึ่งของตน" เพื่อฝึกช่วยตนเอง ๒๔๙ "ให้ผู้อื่นกิน ดีกว่ากินเอง" นี่เป็นการฝึกทำลายความเห็นแก่ตัว ๒๕๐ เห็นแก่ตัวเป็นวัตถุนิยม และเผาลน ให้มีความทุกข์ ๒๕๑ เด็ก ๆ ต้องทำความดีจริง ๆ ไม่ใช่ทำดีเพราะจะให้เขาชมว่าดี ๒๕๒ การถือเขาถือเรา เป็นต้นตอของบาป ไม่เหมาะสำหรับคน ๒๕๓ ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ของตัวเอง ไม่ต้องเกี่ยวกับผีสางเทวดา ๒๕๔ ต้องคิดช่วยตัวเอง ก่อนที่จะคิดให้พระเจ้าช่วย ๒๕๕ การทำความดี ต้องทำเพื่อความดีมิใช่ทำเพื่อตัวเอง ๒๕๖ ๑๕. บรมธรรม กับ การทำงาน บิดามารดา หรือคนเลี้ยง ไม่รู้จักบรมธรรม จึงสอนเด็กไม่ได้ .... .... ๒๕๗ คนทั่วไปแยกปัญหาการทำงานอาชีพ กับการปฏิบัติธรรมเป็น ๒ เรื่อง ๒๕๘ แท้จริงการทำงานเป็นสิ่งเดียว กับ การปฏิบัติธรรม ๒๕๙ ถ้าทำงานเพื่องาน ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขึ้นมาทันที ๒๖๐ การสงเคราะห์กันต้องช่วยให้เขารู้ว่า ทำงาน กับ ปฏิบัติธรรมนี้สิ่งเดียวกัน ๒๖๑ การทำงานต้องเพื่องาน เอางานเป็นพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อเงิน .... .. ... ๒๖๒ การศึกษา ก็เป็นงาน พร้อมกันนั้น ต้องทำจิตตามทางศาสนาด้วย ๒๖๓ ร่างกายนี้ต้องทำหน้าที่ให้ดี บริสุทธิ์ ตามกฎธรรมชาติ ๒๖๔ ขณะทำงานจะต้องใช้ธรรมะแต่ละข้อ ๆ เพื่อทำงานให้บริสุทธิ์ .. ... ๒๖๕
น.24 [๑๖] หลักธรรมขณะทำงานต้องมี เช่น วิริยะ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ฯลฯ ๒๖๖ ธรรมะหมวด สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ จำเป็นต้องใช้มาก ๒๖๗ การงานที่มนุษย์ต้องทำ ต้องใช้ธรรมะหลายสิบชื่อมาช่วยให้ทำได้ดี ๒๖๘ ควรถือหลักว่า ชีวิตคือการงาน ตัวการงานนั่นแหละคือชีวิต ๒๖๙ งานเป็นครูที่ดีที่สุด ผิด หรือ ถูกก็เป็นครู ผิดสอนดีกว่าถูก ๒๗๐ สิ่งที่ไปทำเข้า ผลมันจะสอน ดีกว่าครูสอน ๒๗๑ ความผิดพลาดในการงานจะสอน ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ดีที่สุด ๒๗๒ ทำงานบริสุทธิ์ ต้องไม่มีความรู้สึกว่า เป็นตัวกู - ของกู ๒๗๓ ทำงานเพื่องาน เป็นนิพพานอยู่ในตัวเอง และเป็นบรมธรรม ๒๗๔ บุถุชน มักขี้เกียจ เห็นแก่ตัว ถ้าเนื้อหนังไม่บังคับแล้วก็ไม่ทำงาน ๒๗๕ บรมธรรมเป็นทั้งตัวการงาน และผลของงาน ๒๗๖ ให้รู้จักการงานโดยถูกต้อง ในฐานะเป็นบรมธรรม หรือพระเจ้าก็ได้ ๒๗๗ คติพจน์ "จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง" ๒๗๘ ๑๖. บรมธรรม กับ ชาวบ้าน บรมธรรม หมายถึงโลกุตตรธรรมเสมอไป ชาวบ้านจะมีบรมธรรมได้อย่างไร ๒๗๙ ชาวบ้านพุทธบริษัทแต่โบราณ ไม่เป็นทาสทางวัตถุนิยม มีบรมธรรมอยู่ในตัว ๒๘๐ คนสมัยก่อนกลัวและละอายบาปมากกว่าคนสมัยนี้ ๒๘๑ ชาวบ้านแบบโบราณมีความสุขเย็น และมีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์มาก ๒๘๒ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความรักสากล คนโบราณก็มีมาก ๒๘๓ เพราะไม่กลัววิบัติ เมื่อปลูกพืชคนโบราณพูดว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" ๒๘๔ จิตที่อยากให้ผู้อื่นมีสุข ภาวนาอยู่เช่นนั้น จะไม่เบียดเบียนใครได้ ๒๘๕ ปรมัตถธรรมในที่นี้หมายถึงประโยชน์สูงสุด ๒๘๖ การปฏิบัติตามปรมัตถธรรมนี้ ต้องทำด้วยความสะอาด สว่าง สงบ ๒๘๗
น.25 [๑๗] เป็นอยู่ตามแบบโบราณ ยึดมั่นถือมั่นน้อย จิตว่างมาก ๒๘๘ ชาวบ้านไม่อยากมีความรู้ดี เด่น ต้องการแต่ความสงบสุข ๒๘๙ "ทำให้ดีที่สุดในวันนี้" เป็นสันโดษ เป็นเคล็ดที่ทำให้สบายใจ ๒๙๐ คนบางคนมีพรสวรรค์ ไม่หวั่นไหวโกรธง่ายรักง่าย ๒๙๑ คนโบราณไม่เสียเวลาวิจัย บังคับตัวเองให้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ๒๙๒ เมื่อมีความละอาย กลัวบาปแล้ว ก็ไม่ทำผิดทำชั่ว ๒๙๓ หิริโอตตัปปะ นี้เป็นเทวธรรม คือธรรมสูงสุด ๒๙๔ มีหิริโอตตัปปะ แล้วมีปัญญาควบคู่ ก็ประมาทไม่ได้ ๒๙๕ ชาวบ้านสมัยก่อน สนใจธรรมะจนพลั้งปาก เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๒๙๖ เช่น แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารเป็นต้น ๒๙๗ ๑๗. บรมธรรม กับ การมีอุดมคติ คำว่า "อุดมคติ" กับ คำว่า "ธรรม" มีความหมายเช่นเดียวกัน ๒๙๘ "ธรรม" กินความหมายหมดทุกอย่าง ไม่เว้นอะไร ๒๙๙ อุดมคติ ต้องพอดี ถ้าเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ๓๐๐ บางคนเข้าใจผิดต่ออุดมคติ เช่นว่า กินไม่ได้ ที่จริงมีค่ายิ่งกว่ากินได้ ๓๐๑ ต้องมีอุดมคติ โดยไม่หลง บ้า แต่ต้องมีในรูปของปัญญา ๓๐๒ ความมั่นคงในอุดมคติ ไม่ใช่ความยึดมั่น หรือวัตถุแห่งความหวัง ๓๐๓ ความเคร่งครัดต่ออุดมคติ ต้องประกอบด้วยปัญญา ๓๐๔ การถือขลัง หรือ จงรักภักดีก็ต้องระวังให้ประกอบด้วยปัญญา ๓๐๕ การบูชาอุดมคติ ได้แก่การปักใจลงไปอย่างถูกต้องเรียกว่า สัจจะ อธิษฐานะ ๓๐๖ แม้สัจจบารมี หรือ อธิฏฐานบารมี ก็ต้องมีปัญญาบารมีด้วย ๓๐๗ พุทธบริษัทต้องถือหลักว่า ปัญญาต้องกำกับอุดมคติเสมอ ๓๐๘ พุทธศาสนาฝ่ายมหายานยังถือเคร่งในอุดมคติของโพธิสัตว์ ๓๐๙
น.26 [๑๘] อุดมคติที่บริสุทธิ์ จะต้องนึกถึงผู้อื่นด้วย ๓๑๐ อุดมคติอย่างธรรมนิยมจะถือว่า "ดีนั่นแหละจึงได้" ๓๑๑ ชีวิตที่มีอุดมคติของพุทธบริษัท คือ นิพพาน ๓๑๒ นิพพานคือเย็น ไม่ทำให้เป็นทุกข์ อย่างนี้จะเป็นอุดมคติจริง ๓๑๓ ถ้ากิเลสครอบงำ อุดมคติจะเปลี่ยนรูป เป็นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ๓๑๔ อย่าบูชาความเห็นแก่ตัว เพราะทำให้อุดมคติตลบแตลง ๓๑๕ ๑๘. บรมธรรม กับ ปูชนียวัตถุ ปูชนียวัตถุ หมายถึงสิ่งที่แทนองค์พระพุทธเจ้า มีหลายอย่าง ๓๑๖ พระธาตุ พระสถูป ต้นโพธิ์ พระพุทธรูป ฯลฯ ก็เป็นตัวแทน ๓๑๗ สัญญลักษณ์แทนพระพุทธองค์มากที่สุด คือ พระพุทธรูป ๓๑๘ พ.ศ. ประมาณ ๖๐๐ เริ่มสร้างพระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์แทนพระองค์ ๓๑๙ เดิมเขาใช้พระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์ ต่อมากลายเป็นอื่น เช่นเครื่องราง ๓๒๐ พระพุทธรูปในฐานะเป็นสัญญลักษณ์ นี้เหมาะสำหรับเป็นอนุสรณ์ถึงพระธรรม ๓๒๑ พระพุทธรูปควรต้องมีลักษณะความอิ่ม ไม่มีกิเลส ฯลฯ ๓๒๒ โดยมากที่สร้างขึ้น พระพุทธรูปไม่มีสัญญลักษณ์เต็มขนาด ๓๒๓ ส่วนที่ใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องรางนั้น นับว่าผิดพลาดมาก ๓๒๔ พระพุทธรูปต้องเป็นสัญญลักษณ์ ช่วยให้เข้าถึงพระธรรม ๓๒๕ ใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องราง นี่มิใช่ที่พึ่งอันเกษม ๓๒๖ ปูชนียวัตถุอย่างรอง ๆ เช่นพระธาตุ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ก็ต้องไม่งมงาย ๓๒๗ พระพุทธรูปควรจะเป็นสัญญลักษณ์ของพระองค์จริง ๓๒๘ ปูชนียวัตถุคือ สิ่งที่ควรบูชาสูงสุด ควรจะนึกถึงพระธรรม ๓๒๙ อนุสาวรีย์วัตถุก็ดี สังเวชนียวัตถุก็ดี ต้องรำลึกจูงใจไปให้ถึงธรรม ๓๓๐ ปูชนียวัตถุทุกชนิดต้องเกี่ยวข้องด้วยอย่างสัญญลักษณ์ของบรมธรรม ๓๓๑
น.27 [๑๙] ไม่ควรทำผิดโดยลดค่าของปูชนียวัตถุมาปิดบังบรมธรรมเสีย ........ .... ๓๓๒ ต้องบูชาปูชนียวัตถุ ให้ถูกตัวบรมธรรม ๓๓๓ ๑๙. บรมธรรม กับ กามวัตถุ คำว่า วัตถุ มีได้ทั้งฝ่ายรูปธรรม และ นามธรรม ๓๓๔ กามวัตถุ แปลว่า วัตถุคือกาม หรือวัตถุแห่งกามก็ได้ ๓๓๕ วัตถุกาม กับ กิเลสกาม ถ้ายังไม่พบกันก็ยังไม่มีเรื่อง ๓๓๖ ใจล้วน ๆ ก็บริโภคกามารมณ์ โดยเอามาคิดฝั่นก็ได้ ๓๓๗ ปัญหาเรื่องเพศส่วนใหญ่ มีขึ้นเพราะสัมผัสทางผิวหนัง ๓๓๘ ผิวหนังมีความนิ่มนวลมาก ทำให้ประสาทสัมผัสรู้สึกได้มาก ......... ๓๓๙ กามารมณ์เป็นเรื่องความสุขทางเนื้อหนัง ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างเพศ ... ... ๓๔๐ กามารมณ์เคยถูกยกย่องเป็นนิพพานยุคหนึ่งเป็นพุทธศาสนาตันตริก ๓๔๑ การบริโภครสของกามารมณ์ สำเร็จในมโนภาพก็ทำได้ .. .. .... ๓๔๒ การเกิดกามารมณ์เป็นไปตามธรรมชาติของเครื่องจักรแห่งกาย .... ...... ๓๔๓ การปรุงแต่งแห่งกลไกของธรรมชาติ ใช้ไปอย่างลุ่มหลง เรียกว่ากามารมณ์ทั้งนั้น ๓๔๔ เมื่อต่อมในกายสุกเกิดความอยากทางผัสสาหาร นี่เป็นกามารมณ์ตามธรรมชาติ ๓๔๕ การสืบพันธุ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ ทำให้ถูกต้องก็เรียกว่า ประพฤติธรรม ๓๔๖ ธรรมชาติจ้างสัตว์ให้ทำหน้าที่ ที่ไม่น่าทำ เพื่อต้องการสืบพันธุ์ .... .... ๓๔๗ การบริโภคกามในแง่ไหนก็ตาม ต้องมีระเบียบถูกต้องจึงจะไม่มีทุกข์ ๓๔๘ กามารมณ์เป็นเรื่องที่ต้องอยู่ในขอบเขตของจริยธรรม ศีลธรรมด้วย ๓๔๙ กามารมณ์อันเป็นทิพย์ทำให้รู้แจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้เหมือนกัน ๓๕๐ ถ้าใช้กามารมณ์ถูกวิธีเป็นหนทางลุถึงบรมธรรมได้ ... ... .. ... ๓๕๑
น.28 [๒๐] ๒๐. บรมธรรม กับ การรู้เท่าทันเนื้อหนัง การไม่ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง หรือกามวัตถุ จำเป็นอย่างยิ่งแก่ทุกคน ๓๕๒ ความล้มเหลวในการศึกษา ก็เพราะเป็นทาสของเนื้อหนัง ๓๕๓ คนเป็นทาสของเนื้อหนังได้ทั้งรู้สึกตัว และไม่รู้สึกตัว ๓๕๔ ปัญหาในโลกเกี่ยวกับกามารมณ์ แต่ทางพุทธศาสนาไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ๓๕๕ ทุกอย่างแม้รสอร่อยในกามารมณ์ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ เป็นเครื่องจักรในกาย ๓๕๖ ควรจะรู้เท่าทันว่า กามารมณ์เป็นเรื่องคิดฝันมากกว่าธรรมชาติกำหนด ๓๕๗ "สัญญา" ในอดีตจะมาบังหน้า ไม่ให้รู้สึกว่า เป็นเพียงธรรมชาติ ๓๕๘ กามารมณ์คิดฝันได้เร็วไม่ทันรู้สึก เมื่อระลึกด้วยสัญญาถึงเพศตรงกันข้าม ๓๕๙ ต้องรู้ทันกามารมณ์ อย่าให้มาเป็นนายเหนือหัว ไสคอเราไปต่าง ๆ ๓๖๐ ฝ่ายศาสนา หรือศีลธรรม มีวิธีบรรเทา หรือควบคุมกามารมณ์ได้ ๓๖๑ เช่นวันแรกบวชจะได้รับการสอนเรื่องปฏิกูลสัญญา ต่อสู้ความรู้สึก ๓๖๒ การบังคับจิตได้เป็นการแก้ปัญหาการบีบคั้นของต่อมในกายได้ ๓๖๓ การตัดต้นตอของการบีบคั้นทางกายได้ กิเลสทุกชนิดจะพลอยระงับ ๓๖๔ ธรรมชาติจ้างให้มนุษย์สืบพันธุ์เพื่อไม่สูญ ก็ควรก้าวหน้าตามวิธีถูกต้องสู่บรมธรรม ๓๖๕ วิวัฒนาการควรต้องเป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเกิดกี่ครั้งก็เดือดร้อน ๓๖๖ มนุษย์มีใจสูงต้องรู้เท่าทันเนื้อหนัง ไม่ตกเป็นทาสสิ่งใด ๆ ๓๖๗ ถ้าเอาวัตถุมาเป็นบรมธรรมเสียแล้ว ปัญหาจะควบคุมกำจัดก็ไม่มี ๓๖๘ พวกวัตถุนิยมหลงความอยู่ดีกินดี หรือเป็นทาสของกามารมณ์ ๓๖๙ บวชนี้เพื่อได้ความรู้ไปจัดการให้มีชัยชนะ เหนือวัตถุนิยม ๓๗๐ ๒๑. บรมธรรม กับ การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ในปัจจุบันคนสนใจแก้ปัญหากันแต่ในทางเนื้อหนังมากยิ่งขึ้น .. ... . ๓๗๑ ถือเสียว่า วัตถุ หรือ ร่างกายดีแล้ว ก็หมดปัญหา ไม่สนใจเรื่องจิต ๓๗๒
น.29 [๒๑] มาพิจารณากันดูถึงปัญหาที่แก้กันเฉพาะแต่ฝ่ายกายตามลำดับ ๓๗๓ แก้ปัญหากันเรื่องไม่รู้หนังสือ จะให้มีกินมีใช้ มีอนามัยดี ฯลฯ ๓๗๔ หาเครื่องทุ่นแรง แต่แก้อย่างไรก็ยังแก้ทางจิตไม่ได้ โรคทางจิตมีมากขึ้น ๓๗๕ โรคความเห็นแก่ตัวทรมานทั้งฝ่ายกายฝ่ายจิต จนเป็นโรคประสาท ๓๗๖ เรื่องวัตถุเพื่อเป็นปัญหาหนัก ทำให้มนุษย์ลำบากไม่สิ้นสุด ๓๗๗ มีปัญหายุ่งยาก แต่มัวแก้กันแต่ปลายเหตุผิวเผิน ไม่แก้ที่จิต ๓๗๘ คนอยู่ดีกินดีแล้ว ก็ยังมีความเสื่อมทางจิต ทางศีลธรรม ๓๗๙ ควรรีบเพิ่มความเจริญทางจิต ให้ไปทันกันกับความเจริญทางวัตถุ ๓๘๐ บรมธรรมทางจิตจะแก้ปัญหาได้ เช่น "กินอยู่พอดี" จะแก้ได้มาก ๓๘๑ โรคทางจิต คือ โรคกิเลส เป็นเหตุให้เจ็บไข้ทางเนื้อหนัง ๓๘๒ ธรรมะเป็นเรื่องแก้ไขโรคทางจิต หรือวิญญาณทั้งนั้น ๓๘๓ เมื่อเป็นทาสทางวัตถุ ก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ต้านทานเชื้อโรคไม่ได้ ๓๘๔ การประดิษฐ์อะไรถูกใช้ไปในทางเป็นเหยื่อ หรือเป็นทาสของวัตถุปัญหาไม่สิ้นสุด ๓๘๕ พวกมโนนิยมหัวเราะเยาะความเจ็บความตายได้ ไม่กลัวมากอย่างสมัยนี้ ๓๘๖ นักศึกษาสมัยใหม่ประณามศาสนาว่า มีไว้เพื่อปลอบใจคนทุพพลภาพ ... ๓๘๗ คนสมัยนี้ไม่เข้าใจแม้คำของพระเยซูที่ว่า "ชีวิตไม่ได้เนื่องอยู่กับขนมปัง" ๓๘๘ ระบบศาสนาไม่ใช่หลอกคนให้ยินดีไปวันหนึ่ง แต่ต้องการให้เหนือวัตถุ ๓๘๙ ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียวเป็นอันตรายที่สุด ต้องเข้าถึงเรื่องจิตด้วย ๓๙๐
น.30 ระพุทธ สัมมาสัมพุทธ ปัจเจกพุทธ อนุพุทธ สุตพุทธ พระธรรม ปริยัติ วินัย สุตตันตะ อภิธรรม ปฏิบัติติ ศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิเวธ มรรค ผล นิพพาน พระสงฆ์ อริยสงฆ์ สมมติสงฆ์
น.31 พิเศษ -๑ - ๗ เมษายน ๒๕๑๒ การพูดที่นี่ ขอให้เข้าใจว่า ไม่ติดต่อกันกับเรื่องที่พูด กันตอนกลางคืน เป็นคนละเรื่อง คนละแนว. พูดที่นี่หมายถึง เรื่องที่จะพูดโดยเฉพาะที่ต้องเขียนลงบนกระดานดำเช่นจะต้องเขียน แผนภูมิ ( chart ) หรืออะไรลงไปด้วย. วันนี้ เราจะเริ่มศึกษา สิ่งที่เรียกว่า " พุทธศาสนา " โดยรูปโครง ทั่ว ๆ ไป เพื่อว่าจะได้มองเห็นทิวทัศน์ ( out line ) ทั้งหมดของพุทธศาสนาว่า เป็นอย่างไรเสียก่อน. แล้วเราก็จะรู้ว่า เรากำลังศึกษาอยู่ที่จุดไหน. โดยทั่ว ๆ ไปก็ใช้เรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเค้าโครง. ตามรูปโครงนี้จะเห็นได้ว่า เราเริ่มด้วย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งในทางภาษาบาลีเขาเรียกว่าวัตถุ, แต่ไม่ใช่วัตถุ material อย่างที่ภาษาไทยใช้. (๑)
น.32 (๒) บรมธรรม ให้ถือเอาความรู้พิเศษอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า วัตถุ ภาษาบาลี เขามิได้หมายถึงตัววัตถุก็ได้, แต่เขาหมายถึงสิ่งเป็นที่ตั้งแห่ง .... แห่งอะไรก็ได้, แห่งการศึกษา, แห่งการกระทำ, แห่งการนึกคิด, แห่งการอะไรก็ได้ ; เขาใช้คำว่า วัตถุ นี้เหมือนกับคำว่า object เฉย ๆ. ส่วน material มิได้หมายความถึง object หรือวัตถุที่เราจะต้องสนใจ ซึ่งมีอยู่ ๓ อย่างคือ :- พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. วัตถุที่ ๑ สำหรับ "พระพุทธเจ้า" ก็มีชนิด มากเหมือนกัน, แต่ในขั้นนี้ ควรรู้แต่เพียงว่า "ผู้ที่มีความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง , ทำการศึกษาให้รู้ขึ้นมาด้วยตนเอง" เรียกว่า พระพุทธเจ้า ; ถ้ารู้มากถึงขนาดสอนผู้อื่นได้อย่างดีด้วยก็เรียกว่า "พระสัมมา สัมพุทธเจ้า" ; ถ้ารู้เฉพาะส่วนตัว ได้รับประโยชน์ส่วนตัวจะสอนคนอื่นไม่ได้ หรือไม่ สมบูรณ์ ก็เรียกว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ; นอกนั้นก็เป็นพวกที่กำลังเรียนอะไรอยู่ด้วย ตนเองตามลำพัง แล้วก็มีความรู้ เรียกว่า “พุทธ" ชนิดหนึ่งเหมือนกัน หรือว่า เป็นผู้รู้ทั่ว ๆ ไป. วัตถุที่ ๒ คือ "พระธรรม" นี้คือสิ่งที่รู้ แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็เอามาใช้สอน ผู้อื่น อย่างนี้เรียกว่าพระธรรมหมด : ความรู้นั้นก็ดี, การปฏิบัตินั้นก็ดี, ผลของการปฏิบัติ ก็ดี, ความรู้ที่สอนผู้อื่นก็ดี, เขาเรียกว่า "พระธรรม" หมด ซึ่งเราจะพูดกันโดยละเอียด. วัตถุที่ ๓ "พระสงฆ์" หมายความว่า เพ่งเล็งถึงทั้งกลุ่มของบุคคลทั้งหมด ที่กำลังศึกษา กำลังปฏิบัติ หรือได้ผลของการปฏิบัติแล้วก็ตาม ถือเป็นพระสงฆ์คณะเดียว กันหมด คือเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า. นี่ให้เข้าใจว่าพูดภาษาธรรมดาทั่วๆ ไป, ซึ่งยัง มีวิธีอธิบายอย่างอื่น แปลกออกไปจากนี้ แต่ว่าเรายังไม่พูดถึง. พูดให้ได้ความ :- พระพุทธ คือผู้ค้นพบ, พระธรรม คือสิ่งที่ค้นพบ, พระสงฆ์ คือผู้ที่ได้รับแจกสิ่งที่ค้นพบ. คือว่า พระพุทธเจ้า เป็นผู้ก่อกำเนิด
น.33 (๓) รูปโครงของพุทธศาสนา พระศาสนา ตั้งสถาบันศาสนาอะไรขึ้นมา, พระธรรม นี้คือตัวศาสนา, พระสงฆ์ คือผู้ สืบศาสนา อย่างนี้ก็ได้. หรือจะพูดอย่างอื่นได้อีกหลาย ๆ อย่าง เช่นว่า :- พระพุทธเจ้า เป็นผู้ปลุกให้ตื่น, พระธรรม เป็นความตื่น หรือการกระทำที่ทำให้ตื่น. พระสงฆ์ คือผู้ตื่นตามพระพุทธเจ้าขึ้นมา, เป็นผู้ที่ถูกปลุก. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ อย่างนี้ จะเห็นได้ทันทีว่า สัมพันธ์กัน. ถ้าไม่สัมพันธ์กัน ต่างคนต่างอยู่ก็ล้มละลายได้ เช่นว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ไม่มี พระธรรมคำสอน ไม่มีพระสงฆ์สืบ จะล้มละลายเงียบหายไปนานแล้ว ตั้งสองสามพันปี แล้ว. ถ้ามีแต่พระธรรม ก็จะลึกลับอยู่แต่ในธรรมชาติ ไม่มีใครขุดขึ้นมาแสดง- ถ้าไม่มีพระสงฆ์ก็ขาดตอนตั้งแต่ตอนแรก ไม่มีการเหลือเป็นมรดกตกทอดมา หรือไม่เป็น ประโยชน์อะไรแก่ใคร. คำว่า "พระสงฆ์" นี้ หมายถึงผู้ที่เป็นสาวกทั้งหมด จะเป็นฆราวาสก็ได้ เป็นพระก็ได้ แบ่งออกได้เป็นชั้น ๆ ไปตามความรู้ ความสามารถ หรือประสบความสำเร็จ ตามที่ตนจะทำได้. ส่วนนี้มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เรียกว่า "พระธรรม". ในภาษาไทย เราเรียกว่า "พระธรรม" มีความหมายต่างกับคำว่า "ธรรม" เฉย ๆ. ความหมายคำว่า “พระธรรม" นั้น เราเล็งถึง "ธรรม" ที่สัมพันธ์ หรือควบคู่กันมากับพระพุทธ พระสงฆ์. ส่วนคำว่า "ธรรม" หมายถึงทุกสิ่ง หมายถึงสิ่งทั่ว ๆ ไป. คำว่า พระธรรมก็รวมอยู่ ในคำว่า ธรรม นั่นแหละ. เดี๋ยวนี้เราแยกมาแต่ส่วนที่ดีที่สุด, สิ่งที่ประเสริฐที่มา สัมพันธ์กันกับ พระพุทธเจ้า และ พระสงฆ์, รวมเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้บอกแล้วตั้งแต่ที่แรกว่า พระธรรม นี้คือตัวศาสนา. พระพุทธเจ้า คือผู้ตั้ง ผู้ก่อ กำเนิด อะไรก็ตาม, ประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นมา เป็นตัวศาสนา ; พระธรรม เป็นตัวศาสนา. พระสงฆ์เป็นสาวก เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นอะไรก็ตาม ในทางที่จะสืบ ศาสนา ด้วยการศึกษาเล่าเรียนประพฤติปฏิบัติ ได้ผลแล้วสอนต่อ ๆ กันไป, นี้เป็น เรื่องของพระสงฆ์.
น.34 (๔) บรมธรรม ทีนี้ ดูที่ตัวศาสนา คือ พระธรรมนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีอยู่เป็นชั้น ๆ เหมือนกัน คือ :- ๑. ปริยัติ. ๒. ปฏิบัติ. ๓. ปฏิเวธ. ๑. ปริยัติ แปลว่า ความรู้ ก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน. เกี่ยวกับข้อนี้ ควรจะทราบว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า :- "สิ่งที่ตถาคตรู้นั้นมากมาย ส่วน ที่เอามาสอนนี้หน่อยเดียว" , ถึงกับเปรียบว่า รู้ทุกอย่าง รู้หมด เปรียบปริมาณ รู้เท่ากับใบไม้หมดทั้งป่า, ส่วนที่เอามาสอนมนุษย์ สอนชาวโลกนี้ เท่ากับใบไม้เพียง กำมือเดียว ; ลองคำนวณดูเองก็แล้วกัน ใบไม้กำมือเดียว กับใบไม้หมดทั้งป่า ต่างกัน อย่างไร. คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น เท่าที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ ที่เขาร้อยกรอง เป็นรูปวรรณคดีขึ้นมานี้ เรียกว่า “พระไตรปิฎก” แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน. นี้หมายถึง ปัจจุบัน ไม่ใช่ครั้งพุทธกาล. หมายความว่า เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านก็สอน ตามธรรมดาสามัญที่สุด. วันนี้พบอะไร มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็สอนเรื่องนั้น, สอน พูด ตามเหตุที่มันเกิดขึ้น. ถ้าวันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการปกครอง, ‘ ที่อยู่กันเป็นหมู่ เป็นคณะ มีเรื่องเกี่ยวกับการปกครอง ; พระพุทธเจ้าท่านก็จะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบ วินัย การปกครอง จนกระทั่งบัญญัติสิกขาบท เหมือนอย่างบัญญัติกฎหมายอย่างนั้น บัญญัติสิกขาบทเป็นข้อ ๆ ลงไป. อย่างนี้เราเรียกว่า "วินัย" . ทีนี้ ถ้าพูดเรื่องทำความดับทุกข์ ดับกิเลส ไม่เกี่ยวกับการปกครอง เราเรียกว่า "พระธรรม", หรือเรียกตามคัมภีร์ว่า "สุตตันตะ" . สุตตันตะ แปลว่า ระเบียบ ทางธรรม. สุตตะ แปลว่าเส้นด้าย หรือแปลว่าระเบียบ. ฝ่าย อภิธรรมนี้เพิ่งมีขึ้นมา คือคำอธิบายขยายความของสุตตันตะนี้ในแง่ ที่เกินความจำเป็น แต่ว่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการจะรู้จริง ๆ เพราะฉะนั้นใน
น.35 (๕) รูปโครงของพุทธศาสนา อภิธรรมนี้จึงเป็นคำอธิบายสุตตันตะ ลึกไปในทางจิตวิทยา หรือตรรกวิทยา หรือปรัชญา เป็นต้น. ดูให้ดีจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่สุตตันตะ คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับธรรมะ ทั่ว ๆ ไป เป็นส่วนใหญ่. วินัยก็เป็นเรื่องเฉพาะหมู่ ภิกษุสงฆ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ปกครองคณะสงฆ์ ก็ไม่มากมายอะไร. ส่วนสุตตันตะ เกี่ยวกับระเบียบการดับทุกข์นั้น มีมากมาย มากเรื่อง. ทีนี้คำอธิบายที่จะอธิบายให้ลึกซึ้ง งดงามไปในทาง ปรัชญา ทางจิตวิทยา ทางตรรกวิทยา นี้เรียกว่า "อภิธรรม" . สิ่งเหล่านี้ อยู่ในสภาพ เป็นความรู้ เป็นวรรณคดี, ศึกษาเล่าเรียนอย่าง เรียนหนังสือ อย่างเรียนวรรณคดี เรียกว่า "ปริยัติ" เพราะฉะนั้นเราเรียกว่า ศาสนา ในส่วนที่เป็นปริยัติ . ๒. ถัดมาจากปริยัติก็คือ ส่วนที่เป็นการกระทำ คือ ปฏิบัติ คือการกระทำ. "ปฏิบัติ" คำนี้แปลว่า เดินไปสู่จุดหมาย, หมายถึงการกระทำ จะแยกออกเป็น ๓ ชั้น ได้อีกคือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีล คือ ปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบการเป็นอยู่ทางภายนอก สมาธิ คือ การปฏิบัติ เพื่อมีกำลังใจที่สมบูรณ์เต็มขนาด. ปัญญา คือ ความรู้, ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้อย่างสมบูรณ์ขึ้นมา. พูดกันอย่างสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ ก็คือว่า ศี ล ทำหน้าที่พัฒนาที่กาย ที่วาจา ให้ เป็นกาย - วาจาที่น่าดู. ส่วนส มาธิเป็นการพัฒนาตัวจิต โดยตรง ให้เป็นจิตที่มี คุณสมบัติที่น่าดู หรือตามที่ต้องการ. เราให้องค์ประกอบไว้อย่างนี้ : จิตที่เป็นสมาธิ ต้องมีคุณสมบัติ ๓ อย่างนี้คือ สะอาด, ตั้งมั่น, แล้วก็ว่องไว . คนโดยมากเข้าใจผิด
น.36 (๖) บรมธรรม เกี่ยวกับคำนี้อยู่มากทีเดียว, แม้พวกนักศึกษาทั้งหลายนี้ ผมก็คิดว่าคงจะเข้าใจผิด ไม่ตรงตามนี้ คือมักไปคิดว่า สมาธิ คือตั้งมั่นเงียบไปเลย. ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถูกนิดเดียว. คำว่า "สมาธิ" ตามหลักของพุทธศาสนานั้นต้องเป็นอย่าง : กำลังสะอาด - คือไม่มีกิเลสรบกวนในเวลานั้น, ไม่มีความชั่ว ไม่มีความอะไรอีกก็ตามใจ. ตั้งมั่น - นี้ก็หมายถึง มันรวมกำลังเป็นจุดเดียวมั่นคง. ว่องไว - คือว่องไวต่อหน้าที่ของมัน. จิตมีหน้าที่อย่างไร ความเป็นสมาธิต้องมีความว่องไวต่อหน้าที่อย่างนั้น, คิดดูเถอะว่า ความเป็นจิตที่น่าดู ที่เราต้องการกันมากเดี๋ยวนี้คือ ความว่องไวในหน้าที่ (activeness) ; และต้องบริสุทธิ์ ต้องตั้งมั่น มีลักษณะ concentrate, concentrate ถึงที่สุด แล้วจึงตั้งมั่น ; ไม่มีอะไรมารบกวน, มัน pure ล้วน. เพราะฉะนั้นการทำสมาธิทุกวิธี ในที่สุดให้มีผล เป็นอย่างนี้ก่อน แล้วจึงจะเอาไปใช้ต่อไป เพื่อปัญญา. พอถึงปัญญา ก็หมายความว่า จิตชนิดที่เป็นสมาธินี้ถูกนำเอาไปใช้ทำงาน เพื่อการรู้ เพ่งพิจารณาอะไรลงไปโดยเฉพาะ ก็จะรู้เรื่องนั้นดีไปตามลำดับ. เพราะฉะนั้น ให้ไปศึกษาเรื่องชีวิตเป็นอย่างไร ? อะไรเป็นความสุข ? อะไรเป็นความทุกข์ ? จะดับ ทุกข์ได้อย่างไร ? นี้เป็นเรื่องของปัญญาหมด. ศีล สมาธิ ปัญญา สามอย่างนี้เกี่ยวเนื่องกันหมด คล้ายๆ กับว่า ศีลนี้เป็น พื้นฐาน คนเราต้องมีปกติทางเนื้อตัว ร่างกาย ทางวาจาเสียก่อน, เพราะฉะนั้นจึง เกี่ยวแก่การทำทางกาย การพูดจา การทำการงาน การเลี้ยงชีวิต การอะไรทุกอย่าง อยู่ที่นี่หมด, ต้องถูกต้องก่อน, จึงจะไม่เกิดความรบกวนจิตใจ. เราจะต้องอยู่เป็นคนดี ชนิดนี้ก่อน คืออย่างที่มีศีลเป็นพื้นฐาน แล้วเราจึงจะมีจิตที่เป็นสมาธิชนิดนี้ได้ง่าย หรือ เราจะเป็นสมาธิได้เองบ้างบางส่วนด้วยซ้ำไป; แล้วมีจิตที่เป็นสมาธิในคุณสมบัติอย่างนี้ อยู่เป็นประจำ มันง่ายที่จะเกิดความรู้อะไร โพล่งสว่างไสว ออกมาเป็นเรื่อง ๆ ไป, ความจำก็ดี ความคิดก็ดี การตัดสินใจก็ดี, มันดี ถ้ากระทำโดยจิตชนิดนี้.
น.37 (๗) รูปโครงของพุทธศาสนา ทีนี้เราเลยเห็นความสำคัญของมันว่า ถ้ามีศีลดีสมาธิก็มีง่าย, เมื่อสมาธิดี ปัญญาก็มีง่าย. นี้เป็นอยู่รวมกัน ๓ อย่าง อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา. ทั้ง ๓ อย่างไม่ใช่ เฉพาะอย่างเดียว คือสิกขา ๓ ได้แก่ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา. ได้เคยบอก ให้ฟังแล้วแต่วันก่อนว่า คำว่า "ศึกษา" ในพุทธศาสนา หมายถึง training ไม่ใช่ education. การศึกษาในพุทธศาสนาคือ ทำให้ดีในเรื่องศีล ทำให้ดีในเรื่องสมาธิ ทำให้ดี ในเรื่องปัญญา , ไม่ใช่ความรู้. ความรู้อยู่ที่ปริยัติ. เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เต็มอยู่ในปริยัติ ในส่วนสุตตันตะนี้เต็มไปด้วยความรู้ เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา. เรื่องที่จะทำอย่างไร - จะทำอย่างไร จะรวมอยู่ที่นี่ ในฐานะเป็นความรู้. ถ้ามาถึงส่วนนี้ ส่วนสิกขานี้ต้องเป็นปฏิบัติ เ ป็นศาสนาในส่วนปฏิบัตติ . พึงจำไว้ว่า คำว่า สิกขา ในภาษาบาลี ตรงกับคำว่า ศึกษา ในสันสกฤต และศึกษา ในภาษาไทย. มาถึงอันที่ ๓ ศาสนาในส่วนปฏิเวธ , คือผลของการปฏิบัติ แยกออก เป็น มรรค ผล นิพพาน, แยกได้เป็นหมวด ๆ หมวดละ ๓ ละ ๓ เหมือนกัน. มรรค นี้เป็นญาณ คือความรู้. ผล นี้ก็เป็นญาณ คือความรู้. นิพพาน นี้เป็นความสุข ความเย็น , ไม่ใช่ญาณ. ถ้าว่าปัญญาเป็นไปอย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ถึงขนาดแล้ว ผลที่เกิดขึ้นจึงจะเป็น มรรค ผล นิพพาน. มรรค นั้น มาก่อนทีแรก, คือเป็นความรู้ชนิดที่ทำลายกิเลส ชื่อนั้นชื่อนี้ ให้หมดไป เราก็ไปเรียน รู้ชื่อของกิเลสทีหลัง. ถ้าว่าปัญญาถึงที่สุดแล้ว จะเกิดญาณประเภทที่ทำลายกิเลส ประเภท มรรคญาณ, นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า มรรค. เมื่อมีการทำลายกิเลส ผลของการทำลาย กิเลสมันก็มี เป็นความรู้อยู่ในใจ, คือรู้ว่ามันหมดกิเลสแล้ว มันมีอะไรที่เกิดขึ้นเป็น ความรู้ว่า หมดกิเลส ; ความรู้อย่างนี้ เขาเรียกว่าผลญาณ, คือ เมื่อทำลายกิเลสแล้ว เกิดเป็นผลที่ทำลายกิเลสได้. จากนั้นก็เป็นความเย็น เป็นความสุข เรียกว่า นิพพาน. รวม ๓ อย่าง เรียกว่า ปฏิเวธ. ปฏิ-เว-ธ. คำนี้ตัวหนังสือแปลว่า แทงตลอด. เรียกอย่างสมัยนี้ก็เช่น เรียกว่า experience คือสิ่งที่จิตใจผ่านไปแล้วจริง ๆ และรู้จักมันดี
น.38 (๘) บรมธรรม นี่คือปฏิเวธะ ซึ่งแปลว่าแทงตลอด; มีความรู้ว่า จะดับกิเลสอย่างไร ? มีความรู้ที่ว่า หมดกิเลสอย่างไร ? มีความรู้ที่เป็นความสุขเย็นว่าเป็นอย่างไร ? เป็นความรู้สึกแจ่มแจ้ง เพราะได้ผ่านไปจริง ๆ. ความจริง คำว่า ความรู้ มันมีอยู่เป็นชั้น ๆ. ปริยัติ ที่เรียนในโรงเรียน ·ก็เป็นความรู้, แต่ว่าเป็นความรู้ชนิดที่เรียนจำอะไรทำนองนั้น. ส่วนความรู้ชนิดปฏิเวธนี้ ไม่อาศัยเหตุผล ไม่อาศัยความจำอะไรอีกแล้ว, มันไม่ต้องเรียน ไม่ต้องถามให้รู้ว่า อะไรมันเป็นอย่างไร ; เช่นความร้อนของกิเลสเป็นอย่างไร ? ความไม่มีกิเลสเป็นอย่างไร ? นี้มันรู้สึกเลย, ไม่ต้องมีเหตุผลให้คำนวณ ให้ใครบอก ; เพราะถึงจะบอก ก็บอกไม่ได้ เช่นจะบอกว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของร้อน เราก็รู้ไม่ได้, จนกว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดในใจ จึงจะรู้ว่า ร้อนอย่างไร. ถ้าโง่มาก ๆ ก็จะไม่รู้สึกว่าร้อน กลับรู้สึกว่า สนุก แทนที่จะร้อน, โลภะ โทสะ โมหะ จะกลายเป็นสนุกก็ได้ สำหรับคนโง่. ถ้ารู้ว่าร้อนอย่างไร นี้เรารู้กิเลส คือ มรรค รู้จักกิเลส ผล เท่ากับรู้จักกิเลสที่ถูกทำลาย พ้นไปหมดแล้ว เป็นเรื่อง ๆ ไป จนกว่าจะหมดทุก ๆ เรื่อง. ในศาสนาส่วนที่สามนี้เขาเรียกว่า โลกุตตรธรรม , ชาวบ้านเรียกว่า โลกอุดร . ขอแทรกตรงนี้หน่อยว่า โลกุตตร ะ แปลว่า ธรรมที่เหนือโลก. ชาวบ้าน พูดกันอย่างมักง่ายว่า โลกอุดร ซึ่งแปลว่า โลกอยู่ทางทิศเหนือ, อย่างนี้มันเสียหายมาก ; เพราะเลยเข้าใจไปว่า โลกอุดรมันอยู่ทางทิศเหนือ, เด็ก ๆ ได้ยิน ก็เลยคิดว่าเป็นโลกที่ อยู่ทางทิศเหนือ. เหนือโลกนั้นไม่ใช่โลก แต่หมายถึงพ้นความเป็นโลก. โลกุตตรธรรม คือภาวะที่อยู่เหนือความเป็นโลก . โลกอุดรเป็นโลกของคน ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป. ความเป็นโลกุตตระ มันอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น มันจึงเรียกว่า เหนือโลก, ขอให้พยายามเรียกให้ถูกว่า "โลกุตตรธรรม" อย่าไปเรียกเป็น โลกอุดร.
น.39 ( ๔) รูปโครงของพุทธศาสนา มันจะเป็นอย่างที่พูดเมื่อคืนว่า นิพพานคือ เมืองแก้วสมบูรณ์ไปด้วยอารมณ์ ที่สัตว์ ปรารถนา อย่างนั้นผิดใหญ่. รูปโครงของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา มีอยู่อย่างนี้. พระธรรมคือตัวศาสนามีรูป อย่างนี้, นี่เป็น out line มองทีเดียวหมดทั่ว ๆ ไป. ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยของทุก ๆ เรื่องอีกมากมาย จะต้องศึกษากันต่อไป. การปฏิบัติตามศาสนา, สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเพศบรรพชิต หรือเพศคฤหัสถ์. เพศคฤหัสถ์ก็ปฏิบัติได้ ศึกษาได้ทำได้ ตามความสามารถของตน ตามสมรรถภาพ หรือตาม สิ่งแวดล้อมอำนวย ; บรรพชิตก็ปฏิบัติได้ คฤหัสถ์ก็ปฏิบัติได้, เพราะฉะนั้นจึงมีพระสงฆ์ สาวกทั้งบรรพชิต และทั้งคฤหัสถ์. ทีนี้มาบวชเป็นพระเป็นภิกษุแล้วไปทำเรื่องอื่นเสีย, มันก็ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ปฏิบัติ ตรงตามหลักนี้, เช่นไปเป็นผู้ปกครองคณะ ชำระอธิกรณ์ ไปทำนวกรรมก่อสร้าง ทำอะไรต่าง ๆ เสีย, ก็ปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ได้ปฏิบัติส่วนเหล่านี้ ไปได้. ฆราวาสบางคน เขาอาจจะปฏิบัติได้มากกว่าบรรพชิตบางรูปก็ได้ ; แต่โดย เนื้อแท้นั้น พระสงฆ์มีโอกาสที่จะปฏิบัติได้มากกว่า ดีกว่าฆราวาส. แต่ตามที่เป็นอยู่จริง แล้ว บางทีมันก็กลับกันอยู่, และเรื่องนี้ก็มิได้ระบุชัดไว้ว่า สำหรับฆราวาส หรือสำหรับ พระสงฆ์ ; บรรพชิต หรือใคร ๆ ก็ตาม เมื่อสนใจก็ศึกษา ศึกษาแล้วก็ปฏิบัติ ; เมื่อ มีความทุกข์ ก็ทำความดับทุกข์ก็แล้วกัน. เรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้น ที่แท้มาลงอยู่ที่คำนี้คำเดียว คือสุตตันตะ. เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ วินัยก็อยู่ในส่วน สุตตันตะ นี้. อภิธรรมเพิ่งเกิด เป็นคำ อธิบายเรื่องนี้ ซึ่งละเอียดออกไป. ถ้าพูดอย่างสมัยพระพุทธเจ้าจริงๆ อภิธรรม อาจจะมีเป็นอย่างอื่น ๆ มีรูปโครงเป็นอย่างอื่น คือจะเป็นอย่างนี้ :- วินัย + อภิวินัย, ธรรม + อภิธรรม, สมัยพระพุทธเจ้าจะมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น คือธรรมกับวินัย เท่านี้,
น.40 (๑๐) บรมธรรม คำอธิบายวินัย ที่เรียกว่า ส่วนละเอียดเกินในส่วนวินัย ก็เรียกว่า อภิวินัย. คำอธิบาย พระธรรม ส่วนที่ละเอียดเกินเรียกว่า อภิธรรม. มันก็รวมอยู่ในคำว่า "วินัย" รวมอยู่ ในคำว่า "ธรรม". แต่ว่าในรูปปัจจุบัน ที่เป็นตัวพระคัมภีร์ของเรา - พระไตรปิฎกนั้น เขาแบ่งใหม่จัดหมวดกันใหม่ ในลักษณะ เป็นวินัยอันหนึ่ง, เป็นสุตตันตะ เป็นข้อความ ธรรมะสำหรับปฏิบัติอันหนึ่ง, เป็นอภิธรรมอันหนึ่ง คำอธิบายเกี่ยวกับคำบัญญัติในสุตตันตะนี้ คำไหนยาก เอาคำนั้นมาอธิบายกัน ยกใหญ่ อย่างละเอียด ในรูปของปรัชญา ของจิตวิทยา ของตรรกวิทยา เป็นต้น, กระทั่ง ทางอักษรศาสตร์. นี้เราถือว่าเป็นส่วนเกิน พระพุทธเจ้าท่านไม่มามัวอธิบายอย่างนี้อยู่ ท่านพูดแต่เรื่องแนวปฏิบัติโดยตรง ว่าดับทุกข์อย่างไร ? แล้วคำอธิบายคำบัญญัติเฉพาะ ในสมัยนั้นมันไม่จำเป็น พอพูดถึงก็รู้เรื่อง. พอตกมาหลายร้อยปี คำบางคำมันต้องการ คำอธิบาย จึงเกิดมีคำอธิบายธรรมส่วนละเอียดขึ้น ; ต่อมาก็ยิ่งมีมากขึ้น ๆ สูงไปทาง วรรณคดี. สิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ในทุกวันปัจจุบันนี้ จึงมีมากกว่าสองอย่างข้างต้น. ถ้าสมัยก่อนคำว่า "ธรรม" นี้มีมากที่สุด อภิธรรม มีเพียงเล็กน้อย อธิบายเฉพาะคำบางคำ. พระพุทธเจ้าไม่ได้เคยตรัสในรูปนั้น, แต่พระสาวกบางองค์ที่แตกฉานในเรื่องนิรุกติศาสตร์ ในสมัยพระพุทธเจ้านั้นเอง มักจะอธิบายคำสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัส. อภิธรรมจึงเป็น ส่วนที่สูง ละเอียด เกินความจำเป็น, แต่ว่าก็ดีเหมือนกัน ที่ทำให้เกิดความไพเราะ หรือฉลาด เป็นเรื่องของนักปราชญ์ ; แต่สมัยโน้นอภิธรรมก็มีส่วนน้อย ไม่เหมือนยุค ปัจจุบันนี้. ส่วนวินัย ตัวปาฏิโมกข์นั้น เป็นตัววินัยโดยตรง, ที่ร้อยกรองอธิบายละเอียด อธิบายวินัยปาฏิโมกข์อย่างละเอียด คล้าย ๆ กับตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาก็มี, เช่น ตัวอย่าง ที่เคยมีการทูลถามพระพุทธเจ้าไว้ในสิกขาบทข้อใดข้อหนึ่งทำให้มีอภิวินัยขึ้นมา. ถ้าเราจะให้เหลือเพียงสิ่งเดียว วินัยเอามาใส่ในคำว่าธรรมเสีย ; เป็นธรรมส่วนที่เป็น
น.41 (๑๑) รูปโครงของพุทธศาสนา ระเบียบวินัยบัญญัติ, แล้วก็ธรรมส่วนที่นำมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. วินัยก็คือระเบียบ, การปกครอง, ส่วนธรรม ก็คือระเบียบพัฒนาจิตใจให้เดินไปถึงนิพพาน. วินัยคือ การปกครองหมู่คณะ ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงภิกษุองค์หนึ่ง ๆ เพราะว่าหมู่คณะก็ย่อม ประกอบด้วยภิกษุองค์หนึ่ง ๆ ; เพราะฉะนั้นภิกษุองค์หนึ่ง ๆ จะต้องประพฤติปฏิบัติ ถูกต้องในเรื่องของหมู่คณะ. สิ่งที่มีอยู่ในวินัยทั้งหมดก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการเป็นอยู่ อย่างถูกต้องของภิกษุแต่ละองค์ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะสงฆ์, นี่คือเรื่องของวินัย. เรื่องธรรม นั้นก็คือ จะปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา อย่างไรให้ดับทุกข์ ได้ตามลำดับ ๆ จนบรรลุมรรคผล นิพพาน, นี้เป็นจุดมุ่งหมาย. สรุปอีกทีหนึ่ง เป็นการสรุปทั้งหมด ก็คือรูปโครงของศาสนาทั้งหมดใน แผนภูมินี้ก็คือ. ปริยัติ - เหมือนแผนที่, ปฏิบัติ - เหมือนกับการเดินทางไปตามแผนที่, ปฏิเวธ - เหมือนกับการถึงจุดที่เป็นวัตถุประสงค์. มันก็หลับตาเห็นขึ้นมาว่า สิ่งที่เรียกว่า "พุทธศาสนา" โดยแท้จริงนั้นมีส่วนที่เป็นแนว เป็นแผนที่, มีส่วนที่เป็นการเดิน เป็นการปฏิบัติ, และมีส่วนที่ได้รับผลของการปฏิบัติคือ "ถึง". นี่เราเข้าใจคำว่า “ศาสนา - ศาสนา" กันให้ถูกต้องว่า มีอยู่อย่างนี้คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. นี่คือตัว ศาสนาแท้ ๆ. คำว่า "ศาสนา" ในภาษาไทยนี้ เกิดปฏิรูปอะไรขึ้นมาเอง ไปตามกาละเทศะ ไปตามการศึกษาที่พอหรือไม่พอ, ความหมายของคำว่า "ศาสนา" จึงเปลี่ยนไปเป็น เรื่องทางวัตถุด้วย เช่น วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ผ้าเหลือง ประเพณีทางศาสนาอะไร ทำนองนี้ ก็พลอยถูกผนวกเข้ามาในคำว่า "ศาสนา" ด้วย. แล้วก็มีคำพูดที่ขำ ๆ ขัน ๆ เช่นว่า คนไปที่ประเทศหนึ่ง เห็นว่ามีเจดีย์มาก ก็พูดว่าศาสนาเจริญ ; อย่างไป ประเทศพม่า เจดีย์เต็มไปหมดก็ว่า ศาสนาเจริญ ; มาที่นี่ประเทศไทย วัดวาอาราม สวยงามมากก็ว่า ศาสนาเจริญ. แท้จริงมันไม่เกี่ยวถึงสิ่งเหล่านี้เลย เพราะมันเป็นสิ่งที่
น.42 รือประเพณีพิธีรีตอง ทางศาสนา นี้ยังไม่ถูก เป็นศาสนาเปลือก. ศาสนาเนื้อใน อันนี้คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ; เนื้อในก็ยังมีอยู่เป็นชั้น ๆ เป็นเนื้อในชั้นแรก ชั้นถัดไป เนื้อในชั้นจริงที่สุด. ยกตัวอย่าง ดูมะพร้าวลูกหนึ่ง ; มีเปลือกหลายชั้น ลอกออกได้เป็นชั้น ๆ กาบมะพร้าวข้างนอก กะลาแข็ง ๆ แล้วเนื้อ ยังมีจาว มีน้ำอีก หลายๆ ชั้น. เราถือเอา ชั้นที่มันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งชั้นในอยู่ที่นี่ ชั้นในสุดก็อยู่ที่นิพพาน หรือ โลกุตตรธรรม นี้ชั้นในสุด, อื่น ๆ หุ้มเนื้อไว้อีกที่หนึ่ง, โบสถ์ วิหาร วัตถุ พิธี อะไรต่าง ๆ ก็หุ้มไว้อีกทีหนึ่ง. ส่วนที่มีวัดวาอารามสำหรับที่จะนอน จะเรียนปริยัติ ก็เลยต้องมีโรงเรียน ปริยัติธรรม, ต้องมีเครื่องใช้สอย มีหอไตรอะไรต่าง ๆ กระทั่งมีพระเจดีย์ให้ไหว้ให้บูชา ให้อยู่กันอย่างเรียกว่า ใกล้ชิดพระรัตนตรัย อะไรทำนองนี้ ; สิ่งเหล่านี้ครั้งพุทธกาลไม่มี, เพิ่งมามีขึ้น. ถ้ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ มันก็มีประโยชน์ ถ้าใช้ในทางเพื่อ มันก็เพื่อ ไม่มีประโยชน์ก็ได้ ; เพราะฉะนั้นระวังให้ดี. นี่เรียกว่า เราพูดกันถึงเรื่องตัวศาสนาในรูปโครงที่แบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง :- ปริยัติศาสนา หมายถึงการศึกษาในรูปวรรณคดี อักษรศาสตร์ อะไรก็ตาม, ปฏิบัติติ- ศาสนา หมายถึงการปฏิบัติที่เป็นเนื้อหาของเรื่อง. ปฏิเวธศาสนา หมายถึงผลของ การปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ คำว่า "ศาสนา" อย่างดีที่สุดมักจะพูดกันแต่เพียงว่า คำสอนของ พระพุทธเจ้า ซึ่งนั่นหมายถึงเพียงปริยัติข้อเดียว แต่คำว่า ศาสนาที่เขานิยมกันในวงการ ศาสนา จะต้องเป็นศาสนาหมดทั้ง ๓ ส่วนคือ ศาสนาในชั้น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. ถ้ามี
น.43 พานอยู่ จึงจะเรียกว่า ศาสนาเจริญจริง. ถ้ามีการปฏิบัติค่อยยังชั่ว แม้มีปริยัติแย่หน่อย ก็ยังดี ; ถ้าปริยัติ ก็ไม่มี มีแต่โบสถ์ วิหาร มีแต่ที่ไหว้ ที่กราบ พิธีรีตอง มันก็ยิ่งแย่, เป็นเรื่องที่ไกล ออกไป. แต่ว่าถ้าเราทำให้มันสัมพันธ์กันอย่าให้มันขาดตอนเสีย โดยมีวัตถุทางการ ศาสนาเจริญ มีการศึกษาเล่าเรียนดี มีการปฏิบัติดี มีผลแห่งการปฏิบัติดี อย่างนี้ศาสนา จริงก็มีอยู่ มีผู้ที่บรรลุคุณธรรมอยู่ และสอนผู้อื่นต่อไป ก็ยิ่งดีมาก. เป็นอันว่า ลองทบทวนดูเอง : วัตถุสำคัญ สิ่งสำคัญในศาสนานั้นก็มี ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง พระธรรม. พระธรรม ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมทำคนให้เป็นพระสงฆ์, ถ้าไม่มีพระธรรม พระพุทธ พระสงฆ์ก็ไม่มี. เพราะว่าการมีธรรมให้นี้ พระพุทธเจ้าจึงเป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา เพราะมีพระธรรมจึงมีพระสงฆ์ ; เราจึงถือว่า พระธรรมเป็นเรื่องใหญ่. พระธรรม แจกเป็น ๓ กลุ่ม ; กลุ่มปริยัติ กลุ่มปฏิบัติ กลุ่มปฏิเวธ มีรายละเอียดออกไปตามนี้. นี้เรื่องแรก มีแนวอย่างนี้ สำหรับทุก ๆ องค์จะได้มองดูอย่างทิวทัศน์ Bird's eye view สำหรับสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร. มองดูแผนภูมิ (chart) จะเท่ากับมองดูทีเดียวหมด. เวลา ๑ ชั่วโมงก็หมดลง
น.44 รือประเพณีพิธีรีตอง ทางศาสนา นี้ยังไม่ถูก เป็นศาสนาเปลือก. ศาสนาเนื้อใน อันนี้คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ; เนื้อในก็ยังมีอยู่เป็นชั้น ๆ เป็นเนื้อในชั้นแรก ชั้นถัดไป เนื้อในชั้นจริงที่สุด. ยกตัวอย่าง ดูมะพร้าวลูกหนึ่ง ; มีเปลือกหลายชั้น ลอกออกได้เป็นชั้น ๆ กาบมะพร้าวข้างนอก กะลาแข็ง ๆ แล้วเนื้อ ยังมีจาว มีน้ำอีก หลายๆ ชั้น. เราถือเอา ชั้นที่มันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งชั้นในอยู่ที่นี่ ชั้นในสุดก็อยู่ที่นิพพาน หรือ โลกุตตรธรรม นี้ชั้นในสุด, อื่น ๆ หุ้มเนื้อไว้อีกที่หนึ่ง, โบสถ์ วิหาร วัตถุ พิธี อะไรต่าง ๆ ก็หุ้มไว้อีกทีหนึ่ง. ส่วนที่มีวัดวาอารามสำหรับที่จะนอน จะเรียนปริยัติ ก็เลยต้องมีโรงเรียน ปริยัติธรรม, ต้องมีเครื่องใช้สอย มีหอไตรอะไรต่าง ๆ กระทั่งมีพระเจดีย์ให้ไหว้ให้บูชา ให้อยู่กันอย่างเรียกว่า ใกล้ชิดพระรัตนตรัย อะไรทำนองนี้ ; สิ่งเหล่านี้ครั้งพุทธกาลไม่มี, เพิ่งมามีขึ้น. ถ้ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ มันก็มีประโยชน์ ถ้าใช้ในทางเพื่อ มันก็เพ้อ ไม่มีประโยชน์ก็ได้ ; เพราะฉะนั้นระวังให้ดี. นี่เรียกว่า เราพูดกันถึงเรื่องตัวศาสนาในรูปโครงที่แบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง :- ปริยัติศาสนา หมายถึงการศึกษาในรูปวรรณคดี อักษรศาสตร์ อะไรก็ตาม, ปฏิบัติติ- ศาสนา หมายถึงการปฏิบัติที่เป็นเนื้อหาของเรื่อง. ปฏิเวธศาสนา หมายถึงผลของ การปฏิบัติ เดี๋ยวนี้ คำว่า "ศาสนา" อย่างดีที่สุดมักจะพูดกันแต่เพียงว่า คำสอนของ พระพุทธเจ้า ซึ่งนั่นหมายถึงเพียงปริยัติข้อเดียว แต่คำว่า ศาสนาที่เขานิยมกันในวงการ ศาสนา จะต้องเป็นศาสนาหมดทั้ง ๓ ส่วนคือ ศาสนาในชั้น ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. ถ้ามี
น.45 พานอยู่ จึงจะเรียกว่า ศาสนาเจริญจริง. ถ้ามีการปฏิบัติค่อยยังชั่ว แม้มีปริยัติแย่หน่อย ก็ยังดี ; ถ้าปริยัติ ก็ไม่มี มีแต่โบสถ์ วิหาร มีแต่ที่ไหว้ ที่กราบ พิธีรีตอง มันก็ยิ่งแย่, เป็นเรื่องที่ไกล ออกไป. แต่ว่าถ้าเราทำให้มันสัมพันธ์กันอย่าให้มันขาดตอนเสีย โดยมีวัตถุทางการ ศาสนาเจริญ มีการศึกษาเล่าเรียนดี มีการปฏิบัติดี มีผลแห่งการปฏิบัติดี อย่างนี้ศาสนา จริงก็มีอยู่ มีผู้ที่บรรลุคุณธรรมอยู่ และสอนผู้อื่นต่อไป ก็ยิ่งดีมาก. เป็นอันว่า ลองทบทวนดูเอง : วัตถุสำคัญ สิ่งสำคัญในศาสนานั้นก็มี ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง พระธรรม. พระธรรม ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมทำคนให้เป็นพระสงฆ์, ถ้าไม่มีพระธรรม พระพุทธ พระสงฆ์ก็ไม่มี. เพราะว่าการมีธรรมให้นี้ พระพุทธเจ้าจึงเป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา เพราะมีพระธรรมจึงมีพระสงฆ์ ; เราจึงถือว่า พระธรรมเป็นเรื่องใหญ่. พระธรรม แจกเป็น ๓ กลุ่ม ; กลุ่มปริยัติ กลุ่มปฏิบัติ กลุ่มปฏิเวธ มีรายละเอียดออกไปตามนี้. นี้เรื่องแรก มีแนวอย่างนี้ สำหรับทุก ๆ องค์จะได้มองดูอย่างทิวทัศน์ Bird's eye view สำหรับสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร. มองดูแผนภูมิ (chart) จะเท่ากับมองดูทีเดียวหมด. เวลา ๑ ชั่วโมงก็หมดลง
Buddhadasa