น.46 วันนี้จะได้พูดเรื่อง เ กี่ยวกับพระพุทธเจ้า. ข้อแรกที่สุดจะพูดถึงคำว่า " พุทธ " ก่อน. คำว่า พุทธ ไม่ได้หมายความถึง พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ แต่ก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน, ซึ่งในภาษาบาลีใช้แก่ พระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการจำแนกประเภทเป็น .- สัมมาสัมพุทธ ปัจเจกพุทธ อนุพุทธ สุตพุทธ, จากทั้ง ๔ ประเภทนี้ จะเห็นได้ว่า "พุทธ" ในความหมายทั่วไป ไม่ได้หมายเฉพาะแต่สัมมาสัมพุทธเจ้า. (๑๔)
น.47 (๑๕) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทธ ประเภทแรกนี้ รู้พร้อมโดยชอบ รู้เองโดยชอบ (สํ= เองก็ได้ พร้อมก็ได้). ปัจเจกพุทธ รู้เฉพาะตนผู้เดียว, (ปัจจ + เอกะ = รู้เฉพาะตนผู้เดียว). อนุพุทธ อนุ = รู้ตามผู้อื่น. สุตพุทธ รู้เพราะได้ฟัง ได้ศึกษา. สุตะ แปลว่าฟัง เพราะสมัยก่อน การศึกษาคือการฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้เองโดยชอบ คือถูกต้องและสมบูรณ์ สามารถ ทำให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย ปลุกผู้อื่นได้ด้วย. ส่วน พระปัจเจกพุทธ รู้เพียงพอเท่าที่ตนจะตื่น ไม่คำนึงถึงการปลุกผู้อื่น, หรือไม่สนใจด้วยซ้ำไป. อนุพุทธ นั้น คือคนที่ถูกปลุก มาก ๆ ก็ตื่นเหมือนกัน ตื่นตามผู้ปลุก. สุตพุทธ นี้คือผู้ศึกษาเล่าเรียนทั่ว ๆ ไป, เป็นพุทธ เพราะการศึกษาเล่าเรียน ก็ตื่นได้, รู้ เป็นพุทธะ, เพราะการศึกษาเล่าเรียน ก็รู้ได้, จึงแยกเป็น พุทธะสมบูรณ์ พุทธะเฉพาะตน พุทธะเพราะรู้ตาม พุทธะ เพราะได้ศึกษา. พระพุทธเจ้าท่านอยู่ในพวกสัมมาสัมพุทธะ, พระพุทธเจ้าใน ๓ วัตถุ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เราหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธะ. ทีนี้ เราจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเท่าที่จำเป็น หรือเท่าที่เหมาะสมแก่ นักศึกษาอย่างท่านทั้งหลายนี้. การเกิดของพระพุทธเจ้า เมื่อพูดถึงการเกิด ถ้าเกิดทางร่างกายก็หมาย อย่างคนเราเกิด, ถ้าเกิดโดยคุณธรรม ก็หมายถึงการตรัสรู้จนเป็นพระพุทธเจ้า. ถ้าพูดถึง การเกิดทางร่างกาย, พระองค์ก็ทรงบังเกิดจากราชตระกูลในราชวงศ์เล็ก ๆ ประเทศเล็ก ๆ. ชื่อเสียง รายละเอียด ไปศึกษาเอาจากหนังสือมีถมไป ไม่ต้องการพูดในที่นี้ ; การพูด ในที่นี้จะเน้นแต่ใจความสำคัญ คือต้องการจะเน้นว่า ท่านเกิดในตระกูลกษัตริย์ ราชวงศ์ เล็ก ๆ แห่งประเทศเล็ก ๆ. นี้น่าจะนึกถึงข้อที่ว่า " เล็ก ๆ " นี่มีความสำคัญ และมี ความเหมาะสม. ถ้าราชวงศ์ใหญ่ ตระกูลใหญ่ ก็จะเตลิดเปิดเปิงไปแต่ในเรื่องการเป็น
น.48 (๑๖) บรมธรรม มหาอำนาจ เหมือนกับที่เห็น ๆ กันอยู่ ที่ประเทศใหญ่มุ่งจะเป็นอย่างนั้นมากที่สุด. ประเทศเล็กไม่มีอำนาจมาก ย่อมมีคนที่จะนึกถึงเรื่องที่ไปไกลกว่านั้น ; และประเทศ เล็กนี้มักจะอยู่ได้เพราะมีคุณสมบัติมากเกินตัวเสมอ มิฉะนั้นจะอยู่ไม่ได้ จะต้องเป็นนักคิด จะต้องเป็นผู้เฉลียวฉลาด โดยหลักทั่วไปก็ต้องเป็นอย่างนี้. ในคัมภีร์ที่เขียนถึงประเทศนั้น เพื่อเทิดทูนพระพุทธเจ้า ก็ต้องยกย่องขึ้นไป ในลักษณะพิเศษอีกเหมือนกัน. เล็ก ก็ต้องเล็กอย่างประเสริฐไปเสียหมดเลย. ส่วนเรา ถือว่าเล็กนั้นเล็กอย่างพริกขี้หนู. ประเทศเล็กมันไม่มีเรื่องที่จะต้องทำสงครามกับใคร แล้วก็มีโอกาสที่จะเป็นอย่างนี้ได้มาก ; เราจึงเห็นได้จากการที่ศาสดาองค์อื่นก็เกิดจาก ตระกูลกษัตริย์ราชวงศ์เล็กๆ ทั้งนั้น เช่นนิคันถนาฏบุตร มหาวีระ ก็เกิดจากกษัตริย์ลิจฉวี ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ราชวงศ์เล็กๆ อย่างเดียวกับประเทศสากยะ. ศาสดาอื่น ๆ ก็เป็น ทำนองคล้าย ๆ กัน. เพราะฉะนั้นเราจึงอ่านพบข้อความในอรรถกถา เป็นต้นว่าอรรถกถา สุตตันตปิฎก ว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมักเกิดในวรรณะกษัตริย์มากที่สุด นาน ๆ จึงจะมีเกิดในวรรณะพราหมณ์สักองค์หนึ่ง. บุคคลประเภทศาสดาชั้นพระพุทธเจ้านี้ โดยมากเกิดในวรรณะกษัตริย์ และกษัตริย์เล็ก ๆ นั้นมันเหมาะสม. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้อง ถือกันในข้อที่ว่า กษัตริย์ใหญ่ กษัตริย์เล็กอะไร ขอแต่ให้โอกาสที่จะเป็นพระพุทธเจ้า มีก็แล้วกัน. ในการเกิด ที่มีการพูดถึงปาฏิหาริย์. เกี่ยวกับการเกิดเขาเขียนไว้ว่ามีปาฏิหาริย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเองก็มีบ้าง, แต่ที่มีกล่าวไว้อย่างเลิศลอยนั้นมักเป็นคำอธิบายอยู่ใน อรรถกถา. ฉะนั้นในที่นี้จะพูดเรื่องปฏิหาริย์กันก่อน. คำว่า "ปาฏิหาริย์" ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลที่ถือกันว่า "ว่าเอาเอง" หรืออะไร ทำนองนั้น. สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในหมู่ชน หรือในสมัยที่นิยม
น.49 (๑๗) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า บูชาปาฏิหาริย์. การเขียนเรื่องปาฏิหาริย์ เขาเขียนในสมัย และในหมู่ชนถิ่นที่นิยม ปาฏิหาริย์ ย่อมเป็นการง่ายที่จะโฆษณาบุคคลผู้นั้น หรือว่าเพื่อจะทำให้ประชาชนเขา รับเอาสิ่งเหล่านี้ได้. แต่ก็มีอะไร ๆ ยิ่งไปกว่านั้น คือว่าปาฏิหาริย์นั้นต้องแปลความ, ต้องตีความ ว่าหมายความว่าอะไร. ถ้าไม่แปล ถือเอาตามตัวหนังสือล้วน ๆ ก็สำหรับ คนที่ไม่มีปัญญาซึ่งมีมาก. ในโลกนี้ คนโง่มีมาก จึงไม่แปลปาฏิหาริย์ ; การถือเอา ตามตัวหนังสือก็เพื่อคนเหล่านั้น. ถ้าแปลปาฏิหาริย์ก็เพื่อคนที่มีปัญญา. เพราะฉะนั้น การที่มีปาฏิหาริย์นี้ทำให้รักษาเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ได้ไม่สูญไป เพราะเขาจำปาฏิหาริย์นี้ไว้ แม่นยำ ถ้าพูดแต่ธรรมดา ๆ ก็ไม่มีคนจำ. ปาฏิหาริย์ใหญ่ ที่พูดไว้เกี่ยวกับการเกิดของพระพุทธเจ้านี้ มีมากมายหลาย อย่างและคล้าย ๆ กับเรื่องของพระเยซูเหมือนกัน ; คือว่าพอเกิดก็ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงใหญ่หลวง เช่น คนตาบอดมองเห็นได้ คนหูหนวกได้ยินได้ คนใบ้พูดได้ คนง่อย ลุกขึ้นเดินได้ ทำนองนี้ก็พวกหนึ่ง ; หรือว่าสัตว์เช่นเสือหรือราชสีห์ เล่นกับลูกแกะได้ นี้ก็พวกหนึ่ง เป็นพวกเรื่องไม่เบียดเบียน พวกแรกนั้นพูดถึงเรื่องคนทุพพลภาพ อย่างใด อย่างหนึ่ง กลับเป็นคนปรกติแข็งแรง ส่วน พวกที่ ๒ ไม่เบียดเบียน, พวกที่ ๓ มีแสง สว่างเกิดขึ้นทั่ว ๆ ไปหมด ยืนอยู่ข้างนี้มองเห็นรอบด้านถึงสุดจักรวาลอะไรทำนองนี้. ในฐานะที่คุณเป็นนักศึกษา คุณน่าจะตีความได้ว่าเขาหมายความว่ากระไร ว่าอย่างไร ถ้าหากจะต้องตีความ. การที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นนั้น ทำให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาด ก็ตีความได้ว่า เท่ากับ ทำให้คนตาบอดเห็นได้. คนที่ไม่เคยฟังอะไร, คือหูไม่เคยได้ยินก็ได้ฟังคำสอน ของพระพุทธเจ้า, คนใบ้พูดอะไรไม่ได้ ก็เริ่มพูดได้ ก็เริ่มเข้าใจ; นี่ตีความอย่างนี้ ทุกอย่างไปเลย. รวมความแล้วก็ว่า ความเป็นทุพพลภาพทางสติปัญญาต่าง ๆ ก็เปลี่ยน กลับตรงกันข้ามไปหมด.
น.50 (๑๘) บรมธรรม พวกที่ไม่เบียดเบียน, เช่นเสือเล่นกับลูกแกะ ราชสีห์เล่นกับลูกแกะ แมว เล่นกับหนู งูเล่นกับเขียด ฯลฯ อะไรทำนองนี้ มีมากมาย จะไม่พูดถึงโดยรายละเอียด แต่ได้ความว่า ผลแห่งการเกิดของพระพุทธเจ้านั้น ได้ทำให้สัตว์ที่ดุร้ายมีกำลังเหล่านั้น มันกลับดีกันได้ ไม่เบียดเบียนกัน แม้แก่สัตว์ผู้เล็ก ผู้ไม่มีกำลัง. นี้เขาเล็งถึงการสอน ของพระพุทธเจ้า ทำให้คนละการเบียดเบียน. พวกแสงสว่าง, ที่ว่ายืนตรงนี้มองรอบด้าน เห็นได้หมด. ข้างบนก็เห็น สวรรค์ จดพรหมโลก, ข้างล่างก็เห็นนรก เห็นอะไรต่าง ๆ, ดูรอบข้างก็เห็นทั่วจักรวาล ; นี้คือหมายถึง สติปัญญา ที่ได้รับนั้น เปรียบได้กับแสงสว่างที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า ทำให้คนเห็น. พระพุทธเจ้าในรูปปาฏิหาริย์มันเป็นอย่างนี้. เหล่านี้เรียกว่า ปาฏิหาริย์ใหญ่ . คุณจะเห็นได้ว่า ถ้ามันเป็นการเกิดทาง ร่างกายเดี๋ยวนี้ จะเป็นปาฏิหาริย์ใหญ่ไม่ได้, ต้องรอจนมีคุณธรรม จนเป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้ว สอนคนแล้ว จึงจะเป็นปาฏิหาริย์อย่างนี้ได้. ลำพังการเกิดทางร่างกายจะเป็น ปาฏิหาริย์ได้อย่างไร. แต่ที่เขาเอาไปใส่ไว้ที่ร่างกาย ประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ในโลก ปาฏิหาริย์เหล่านี้ก็มีทันที ไม่ต้องรอถึงตรัสรู้ อย่างนี้แล้ว มันเป็นการพูด ชนิดที่ต้องตีความเป็นปาฏิหาริย์. แท้จริงข้อความที่เป็นเช่นนี้ คลุมไปถึง การที่ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ปาฏิหาริย์อย่างนี้จึงมีขึ้น ดังนี้แล้วมันจึงต้องกินเวลาบ้าง ไม่ใช่ทันทีในพริบตาเดียว. แต่ว่าถ้าพูดอย่างปาฏิหาริย์ จะต้องให้เป็นไปอย่างอัศจรรย์ ในทันที ที่พระพุทธเจ้าคลอดออกมา ดังนั้นจึงต้องมีปาฏิหาริย์อย่างนี้. ยิ่งกว่านั้น ปาฏิหาริย์ตามรายละเอียดต่าง ๆ นี้ เขายังเอาไปกล่าวไว้ที่อื่นอีก คือ เมื่อตรัสรู้จริง เมื่อปรินิพพาน ก็มีอีก. ปาฏิหาริย์ชนิดเบ็ดเตล็ด ก็ยังมี เช่น พระพุทธเจ้าประสูติเมื่อพระพุทธ- มารดายืน, พระพุทธเจ้าเองก็เดินออกมา, ไม่ใช่คลอดอย่างคนธรรมดาคลอด. เดินออกมา
น.51 (๑๙) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เหมือนกับว่า พระธรรมกถึกเดินลงจากธรรมาสน์, ตัวหนังสือเขียนไว้อย่างนี้, พระมารดา ก็ยืนเหนี่ยวกิ่งต้นสาละ เช่นนี้เป็นต้น คุณก็ต้องตีความได้อีก. ข้อนี้ก็คือว่าพระพุทธเจ้า จะต้องมีสติสัมปชัญญะ จะต้องมีความรู้ มีปัญญา ไม่เหมือนกับเด็กอื่น ๆ คลอดออกมา ; หมายความว่าพระพุทธเจ้าเกิด คือลืมตาขึ้นมาในโลกนี้นั้น ในลักษณะที่เป็นผู้รู้ ผู้มีสติ มีอะไรสมบูรณ์ ; แต่ถ้าพูดอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์ สำหรับในหมู่ชนที่เขานิยม ปาฏิหาริย์. เรื่อง "เทวดารับพระกุมารที่คลอดออกมา" นี้เทวดาก็คือผู้สูงสุด บุคคล ในสังคมที่สูงสุดรับ ก็คือยอมรับ ; หมายความว่าพวกกลุ่มชนในสังคมชั้นสูงสุดของโลก ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า. แต่รูปเขียนในหินสลักจะเขียนอย่างนั้นได้อย่างไร · ก็น่า เห็นใจ. รูปเขียนในหินสลักเขาจะเขียนอย่างไร เทวดา ก็เทวดาตามที่เขานิยมเขียนกันอยู่ พระอินทร์ พระพรหมอะไรก็ตาม ก็มารับ, ภาพเหล่านั้นมันจึงกลายเป็นสัญญลักษณ์ไป, ความหมายของสัญญลักษณ์มันมีอยู่ต่างหาก จะต้องตีความหมาย. เรื่องปาฏิหาริย์นี้ จะเป็นพระพุทธเจ้าตรัส หรือใครพูดก็ตาม เมื่อพูดอย่างนี้ ก็ต้องตีความหมายอย่างนี้ : อย่างที่ว่า เทวดารับนั้นหมายความว่ามีผู้ยอมรับตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงระดับสูงสุดของสังคม. ยังมีอะไรอีกมาก เช่นอีกอย่างหนึ่ง ที่ว่า "พูดได้ทันที" พอคลอดออกมา ก็พูดได้ทันที. มันมีอะไรจะตีกันยุ่งไปหมด. ถ้าสมัยนั้นพูดว่า เกิดมาพูดได้ทันที เก่งถึงขนาดนี้ เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ต้องไม่มีปัญหาซิ, แต่ก็ปรากฏว่ายังมีปัญหาเหลืออยู่อีก. เช่นมีผู้คัดค้านต้านทาน มีผู้ไม่เชื่ออะไรอีกมาก. ที่พูดได้ทันทีนั้นก็หมายความว่า การ ตรัสรู้นั้นทำให้พูดได้ทันที ไม่มีติดขัดในการพูดเรื่องที่จะต้องพูด. แต่เขาก็เขียนไป อย่างที่ว่า พระพุทธเจ้าพูดนั้น ตั้งแต่เด็ก. พอเกิดมาก็เดินได้ ๗ ก้าว พูดได้. พระพุทธเจ้าพูดว่า “ เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก, การเกิดครั้งนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย ไม่มีการเกิดอีกต่อไป" พูดว่าดังนี้เป็นต้น. นี้เป็นคำพูด ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย : เราเลิศกว่าใครในโลก เราเกิดครั้งสุดท้าย ไม่มีการเกิดอีกต่อไป.
น.52 (๒๐) บรมธรรม "การเกิดครั้งสุดท้าย ไม่มีการเกิดอีกต่อไป" นี้มีความหมายสำคัญมาก สำหรับสมัยนั้น. เพราะคนสมัยนั้นเขาต้องการความไม่เกิดกันอยู่ทั้งนั้น. การสั่งสอน เรื่องความไม่ต้องเกิดมีสอนกันอยู่แล้วในสมัยนั้น. ฉะนั้นการปฏิญญาอย่างนี้ก็เท่ากับ เป็นการปฏิญญาสูงสุดแก่หมู่ชนเหล่านั้น. เขาเรียกว่า "วาจายิ่งใหญ่" ของพระพุทธเจ้า คือกล้าประกาศออกมาว่า สิ่งที่เรารู้นี้สูงสุด และทำที่สุดแห่งการเกิดให้ปรากฏ คือทำการ หยุดการเกิดเสียได้ ; ซึ่งก็ล้วนแต่ว่า หมายถึงการเกิดแห่งคุณธรรม แต่แล้วเอาไปใส่ไว้ ในขณะแห่งการเกิดทางร่างกาย อีกข้อหนึ่ง ก็คือ เรื่องมหาปุริสลักษณะ อยู่ในลักษณะของปาฏิหาริย์ด้วย เหมือนกัน, มีตั้ง ๓๒ อย่างในร่างกายนี้ ล้วนแต่ไม่เหมือนใคร. หน้าอย่างนั้น ปาก อย่างนั้น จมูกอย่างนั้น ฟันอย่างนั้น ฯลฯ ซึ่งน้อยคนที่สุดจะเป็นไปได้, แล้วลักษณะ เหล่านั้น ก็ตรงกับที่เขาเขียนไว้แต่โบราณกาลว่า คนลักษณะอย่างนั้นจะต้องเป็นมหาบุรุษ ทั้งนั้น ; แต่แล้วมันก็น่าขำที่ว่า ถ้ามีบุคคลสักคนหนึ่ง มีลักษณะตรงตามมหาปุริสลักษณะ แล้ว อาจจะลำบากมาก, คือจะต้องมีคนมุงดูเหมือนกับตัวประหลาดอะไรอย่างหนึ่ง. เช่นหน้านั้นกลมเหมือนกับวงกลม อย่างนี้ก็แย่แล้ว, นิ้วมือเสมอกัน นิ้วเท้าเสมอกัน, ซ่นยาว จนเป็นทางซ่นหนึ่งส่วน ทางหลังเท้าสองส่วน ฯลฯ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่า ตกใจ น่าประหลาดสำหรับการเกิดที่มีลักษณะเป็นมหาปุริสลักษณะ ซึ่งแสดงว่าจะเป็น พระพุทธเจ้ามาเสร็จแล้ว. พูดอย่างนี้ก็น่าจะมีคนยอมรับทันที. นี้เรียกว่าเกิดด้วยปาฏิหาริย์. ทีนี้ก็มาถึง เหตุแห่งการเสด็จออกบรรพชา: เรื่องนี้จะสรุปความได้ว่า ท่านถึงจุดอิ่มตัวของความสุขอย่างโลก ๆ คือกามารมณ์. เหตุแห่งการออกบวชโดย แท้จริง พูดสั้น ๆ แล้ว หมายถึงจุดอิ่มตัวของกามารมณ์. เพราะว่าเขาปรนเปรอบุคคลนี้ ด้วยความสุขทางกามคุณ ทุกอย่างทุกประการอย่างมากมาย, ทำให้ถึงจุดอิ่มตัวเร็ว เหมือน
น.53 (๒๑) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า กับที่เราคำนวณกันดูเมื่อวันก่อนว่า พระพุทธเจ้าเป็นพรหมจารี ๑๖ ปี เป็นคฤหัสถ์ ๑๓ ปี เป็นวนปรัสถ์ ๖ ปี เป็นสันยาสี ๔๕ ปี ระยะจุดอิ่มตัวทางกามารมณ์ คือเป็นฆราวาส นั้นตั้ง ๑๓ ปี นับว่าพอกันทีทางกามารมณ์. แต่เมื่อไปค้นดูถ้อยคำที่ออกมาจากปาก พระพุทธเจ้าเอง เหตุที่ทำให้ออกบวช ก็คือความสังเวชใจเกี่ยวกับที่คนทั้งหลายไม่รู้จัก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงไปหลงอยู่ในสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย มีความเศร้าหมองพร้อมเป็นธรรมดา, สิ่งนั้นคืออะไรเล่า ? ก็คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติ เงิน ทอง ปศุสัตว์ ทาส ฯลฯ. ตรงนี้น่านึกคิดอยู่หน่อยตรงที่ว่า ท่านระบุไปยัง "บุตร ภรรยา" ก่อนสิ่งอื่น ว่าเป็นสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา แล้วคนทั้งหลายก็ยังหลงในเรื่องบุตร ภรรยา ฯลฯ ; แล้วถัดไปตามลำดับจนระบุถึงทาส ว่าทาสเป็นสิ่งที่น่าหลง นี่ก็เพราะทาส สมัยนั้น คือผู้รับใช้ทั้งหมดเลย รวมทั้งบริวารนับตั้งแต่ใกล้ชิดข้างเตียงนอน หมายถึง คนปรนนิบัติรับใช้ที่ดี. แล้วก็ปสุสัตว์ที่ดี เช่นวัวเป็นต้นนั้น คุณต้องหลับตามองเห็นภาพ สมัยสองพันกว่าปีมาแล้วว่า มนุษย์เป็นอยู่ได้ด้วยปศุสัตว์ที่ดี ส่วนบรรดาทรัพย์ เขาก็ระบุ วัวกับข้าวเปลือก. วัวนี้จำเป็นที่สุด คนจึงหลงใหลในปสุสัตว์ประเภทนี้ขนาดบูชากันทีเดียว ถึงเดี๋ยวนี้ ในอินเดีย วัวก็ยังเป็นชีวิตของประชาชน. วัวคือชีวิตของชาวบ้านทั่วไป เพราะ ว่าไม่มีอื่นที่จะประทังชีวิตดีกว่านมวัว ประเทศมันแห้งแล้งเหลือประมาณ มีแต่นมวัวกิน วัวใช้ไถนา ใช้ลากเกวียน ใช้ดึงน้ำขึ้นมารดนา กระทั่งขี้วัวก็ใช้เป็นฟืน ไม่มีอะไรของวัว ที่จะไม่เป็นประโยชน์ ; นี่มีอยู่กระทั่งสมัยปัจจุบันนี้. เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงสมัยโน้น ประชาชนจะรักสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งประเสริฐสุด จึงระบุทอง หรือเงินทีหลัง ที่เรียกกันว่า ทรัพย์แห้ง ซึ่งเก็บเป็นทอง เป็นเงิน. ในพุทธภาษิตระบุอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ก็มีความเกิดขึ้นมา มีความเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เป็นธรรมดา. คนทั้งหมดก็ยังหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ อย่างนี้ล้วนแต่นำมา
น.54 (๒๒) บรมธรรม ซึ่งความเศร้าหมองรอบด้านเป็นธรรมดา. สำนวนบาลีว่า "ความเศร้าหมองรอบด้าน". ใช้คำว่า "เศร้าหมอง" นี้เป็นคำที่ดีมาก ภาษาดีมาก. สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความเศร้าหมอง รอบด้านเป็นธรรมดา. คุณไปคิดดู เกี่ยวกับภาษาหรือตัวหนังสือนี้. มันนำมาซึ่งความ เศร้าหมองรอบด้านแก่เรา คือว่า มันไม่น่าดู มันลำบาก มันเป็นทุกข์ มันเบียด เขียน อะไรทุกอย่าง, มันเศร้าหมองรอบด้าน. เมื่อมองเห็นความเศร้าหมองรอบด้าน เป็นธรรมดาจากสิ่งเหล่านี้ จึงมีความคิดออกไปในทางที่จะบวช. นี่ความรู้สึกจริง ๆ บรรยายเป็นตัวหนังสือได้อย่างนี้. ทีนี้ ที่เขาพูดว่า เห็น เทวทูต คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นสมณะนี้ ก็เป็นบุคคลาธิษฐานของความคิดที่ทำให้ออกบวช เขาจะเขียนความคิดนี้ออกเป็นรูปภาพ มันก็ต้องเขียนอย่างนั้น : เขียนภาพการเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นสมณะ ซึ่งเป็น ที่สิ้นสุดแห่งความเศร้าหมองรอบด้าน ; เห็นสิ่งเหล่านี้แล้วจึงไปบวช. ดังนั้นเหตุผลักดัน ให้ไปบวชก็คือ การมองเห็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเศร้าหมองรอบด้าน ในขณะที่มีการอิ่มตัว ทางกามารมณ์. นี้พูดอย่างคำจำกัดความ (definition) ว่า "เห็นความเศร้าหมองรอบด้าน รอบตัวของสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาที่ถึงจุดอิ่มตัวทางกามารมณ์ นั้นเป็นเหตุให้ ออกบวช". พูดอย่างนี้เราพูดอย่างนักศึกษา ไม่ต้องพูดอย่างปาฏิหาริย์ ว่าเทวดาต้อง แปลงเป็นคนแก่ มานอนขวางทาง แปลงเป็นคนเจ็บ มานอนขวางทาง แปลงเป็น คนตายมานอนขวางทาง เมื่อพระสิทธัตถะประพาสนครนั้น. นั่นมันเป็นเรื่องเขียน ตามแบบบุคคลาธิษฐานทำนองปาฏิหาริย์ มีเทวดามาช่วยจัด ช่วยทำ. พูดอย่างเรา ๆ ธรรมดาก็ต้องพูดอย่างนี้ว่า เมื่อท่านมาถึงจุดอิ่มตัวทางกามารมณ์ มีความรู้สึกเลยไปอีก ก็เห็นความเศร้าหมองรอบด้านของสิ่งที่แวดล้อมอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็คิดจะออกไปให้พ้น ไปหาสิ่งที่ดีกว่า. เรื่องเกี่ยวกับการออกบวช นี้ เราจะเห็นภาพฝาผนังเป็นภาพขี่ม้าออกไป หนีไปในเวลากลางคืน เทวดาพาไป นี่ก็เป็นเรื่องพูดอย่างบุคคลาธิษฐานทั้งนั้น เพราะว่า
น.55 (๒๓) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า คำพูดชนิดนี้ไม่มีในตัวพระไตรปิฎก ไปมีในหนังสือที่แต่งชั้นหลัง ; ในอรรถกถาก็ ไม่ค่อยมี. ในพระไตรปิฎกที่เป็นรูปพุทธภาษิตเองก็มีว่า "เมื่อมองเห็นความเศร้าหมอง รอบด้านเป็นธรรมดาแล้ว ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าอย่างไรเราจะออกไปแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ; ครั้นถึงโอกาสหนึ่ง เมื่อบิดามารดาร้องไห้อยู่ ตถาคตก็ปลงผม และหนวด ออกจากเรือน ไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีเรือน". ที่พูดว่า "เมื่อบิดามารดาร้องไห้อยู่" นั้นย่อมแสดงว่า เขารู้กันอยู่ เขาเห็นกันอยู่ ; แต่เขาไม่ออกไปขวางหน้ากั้นหน้าเพราะเขารู้ว่ากั้นไว้ไม่ไหว. เพราะฉะนั้นในเวลาคืนวันหนึ่งอาจจะลอบหนีออกไปอย่างนั้นจริงก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่อง อะไรมากมายนัก. หนีไปกลางคืนเงียบ ๆ แต่ทุกคนเขาร้องไห้อยู่ล่วงหน้า เพราะเขาก็รู้ อยู่ว่า ต้องไปแน่ ๆ. การพูดว่า ออกบวชต่อหน้า, หรือออกบวชลับหลัง, นี้ก็ถูกทั้งสองทาง ; ต่อหน้า ก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ก่อน ลับหลัง ก็คือว่าแอบไปเสียในเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่เหมาะที่จะไม่เกิดเรื่องมากนัก ; มันก็มีเท่านี้เอง. แต่ถ้าจะเขียนเป็นวรรณคดี มันก็มี เรื่องยืดยาวสนุกกันใหญ่ในตอนนี้ ไปหาอ่านดูเอง. เรื่องการเที่ยวศึกษา มีปัญหาว่า คนมักจะพูดว่าพระพุทธเจ้ารู้เองหมด ไปคิดดูเถอะ พระพุทธเจ้ารู้เองโดยไม่มีใครสอน นี้มันจะไม่น่าหวัวอย่างไร. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เอง เล่าไว้เอง ดังที่ผมรวบรวมไว้ในหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์นั้นมีอยู่ ไปสำรวจดูให้หมด ว่าไปเที่ยวศึกษาอย่างนั้น ๆ ที่นั่น ๆ, ทดลองอย่างนั้น ๆ จากคนนั้น ๆ แล้วไปสู่คนนั้น ๆ นี้ควรจะศึกษากัน ค้นคว้ากันใน ๒ แง่ คือจากใคร ? และเรื่องอะไร ? ที่ว่าศึกษาจากใคร ? นี้คงจะหลายคน ที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าไว้เอง มีเพียง ๒ คน ระบุชื่อ อาฬารดาบส กับ อุทกดาบส ซึ่งสอนให้ได้มากที่สุดเพียงแค่ ทำจิตให้สงบอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นที่เรียกว่า ตายก็ไม่ใช่ มีชีวิตก็ไม่ใช่ ; จากครูคนสุดท้าย ชื่ออุทกดาบส ได้สอน ให้รู้ถึงวิธีที่ว่า เราจะหยุดจิตใจให้ละเอียด สุขุม ลึก, ถึงขนาดที่เรียกว่า
น.56 (๒๔) บรมธรรม ตายก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ตาย, เป็นอยู่ก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เขาเรียกว่า แนวสัญญานาสัญญายตนะ. ที่ท่านไปเรียนจากผู้อื่นนั้น คือ เรียนหมดเท่าที่จะมีสอนกันได้ ในสมัยนั้น หมายถึงเรียนในด้านจิต ด้านวิญญาณ ด้านมโนธรรมนี้, เรียนจนหมดครูบา อาจารย์ที่จะสอนให้กันในสมัยนั้น แล้วยังแถมพก ไปเรียนเรื่องทรมานตนตามแบบของ นิครนถ์. เรื่องนี้ในพระคัมภีร์ไตรปิฎกของเรา ไม่บอกชื่อว่าเรียนจากใคร ; แต่มีราย ละเอียดเห็นได้ชัดว่าเรียนจากนิครนถ์, เรียนอย่างนิครนถ์ นี่ผมเดาเอาเองนะ ผมเป็น คนไม่ค่อยเคารพตัวหนังสือ หรือเคารพพระอรรถกถาจารย์ หรือแม้แต่ผู้เขียนพระไตรปิฎก. เขาไม่ระบุชื่อว่าพระองค์บำเพ็ญวัตรอย่างเดียรถีย์ ว่าเรียนจากใคร ก็เพราะ กลัวขายหน้า, ไม่ระบุว่าเป็นลูกศิษย์เดียรถีย์ก็เพราะกลัวขายหน้า. แต่พระพุทธเจ้าท่านเล่า เองว่า ท่านได้บำเพ็ญอย่างนั้น ๆ เป็นการประพฤติวัตรเอาอย่างเดียรถีย์หมดทุกอย่าง, ข้อนี้ทำให้เราเชื่อได้ตามความรู้ทางประวัติศาสตร์เท่าที่เราจะค้นได้. เราจะพบว่า ในสมัยที่ พระพุทธเจ้าออกบวชนั้น ทางฝ่ายวิชาความรู้เรื่องสมาธิ เรื่องฌาน นั้นก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ; และอีกทางหนึ่ง เรื่องที่ชาวบ้านนิยมกันมากก็คือ เรื่องบำเพ็ญตบะ ควบคุมร่างกาย บังคับร่างกาย ทรมานร่างกายในลักษณะพิเศษ ที่จะไม่ให้มันเป็นที่ตั้งของกามารมณ์อีก ต่อไป. ที่เรารู้ว่าสมัยพระพุทธเจ้าออกบวชนั้น มันพ้อง ๆ สมัยกันกับศาสดาฝ่ายเดียรถีย์ คือฝ่ายพวกอื่น ที่ชื่อว่า ปารศวนารถ คือพวกเปลือยกาย, ศาสนานิกายเปลือย ที่เขา บำเพ็ญกันมากมายในการทรมานร่างกาย จะเล่าให้ฟังนิดหน่อย เช่นว่า ไม่นุ่งผ้า. คิดดูเถอะว่ามันเท่าไร มันหนาว เหลือหนาว ร้อนเหลือร้อน เหลือบยุงต่าง ๆ เขาจะต้องทนเท่าไร. พูดถึงโกนผมเขาใช้ ถอนเอา, เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ นั่งเปลือยกาย ถอนผม เขาไม่โกนหัว เขาถอนเอาหมดทุก ๆ เส้น, แล้วทุกเส้นก็เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ทายก ทายิกาแย่งไปหมด. อาหารก็เคร่งถึงขนาดว่า แม้แต่ผักถ้าทำไม่ถูกวิธีก็ไม่ยอมรับ. เนื้อสัตว์เป็นไม่ยอมรับแน่, ผักถ้าเก็บมาเพื่อให้
น.57 (๒๒๕) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ฉันโดยเฉพาะก็ไม่ยอมรับ เพราะถือว่าฆ่าพืชมาให้กิน เขาไม่ยอมรับ ; ต้องเป็นพืชผักที่ เขาทำกันอยู่ตามปกติ แล้วเขาแบ่งมาให้โดยไม่ทำเจาะจง พระพวกนั้นจึงจะยอมรับ. ยังมี อีกมาก ในสูตรที่พระพุทธเจ้าเล่าเอง กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังปฏิบัติกันอยู่ เช่นเอาอาหารมา จะใส่บาตร ; เมื่อมีการถวาย เขาจะรับด้วยมือ ไม่มีบาตร, เขาเคร่งมากจนไม่มีบาตร, เรายังมีบาตร, เขารับด้วยมือก้มหน้าลงฉันจากมือ. ถ้าแมลงวันมาขอส่วนแบ่ง คือมาตอม อยู่ด้วย เขาจะเลิกไม่ฉัน เพราะเป็นการแย่งแมลงวัน ทำความคับแค้นให้แก่แมลงวัน, หรือหญิงอุ้มลูกมาใส่บาตร ก็ทำความคับแค้นให้แก่ทารก ก็ไม่ยอมรับ หนีแต่ไกลเลย. ทำอย่างนี้มีมากมายที่สุด, พระพุทธเจ้าก็ทรงทำอย่างนั้น ฉะนั้นพูดได้ว่า พระพุทธเจ้าได้ไปเรียนกับเดียรถีย์ เป็นศิษย์ของศิษย์เดียรถีย์, เป็นศิษย์ของศิษย์ที่สืบต่อมาจาก ปารศวนารถ ผู้เกิดมา ๒๐๐ ปี ก่อนพระพุทธเจ้า. ลูกศิษย์ ก็สอนกันมาอย่างนี้ แล้วลูกศิษย์ของนิกายนี้ที่สอนกันมาอย่างนี้ ก็คือมหาวีระ ผู้เป็น คู่แข่งขันตัวเอกกับพระพุทธเจ้า หรือพุทธศาสนา, ซึ่งเขาก็ยังอยู่ ยังรุ่งเรืองอยู่ ; ส่วนพุทธ ศาสนาสูญไปจากอินเดีย. คู่แข่งขันกับพุทธศาสนาก็คือนิครนถ์. ครั้งแรกพระพุทธเจ้าต้อง เป็นศิษย์นิครนถ์มาก่อน แต่คัมภีร์ของเราไม่ยอมเขียน คงจะรู้สึกลำเอียงว่าจะเสียเกียรติ. ผมพูดตรง ๆ ที่เป็นลูกศิษย์สาวกของพระพุทธเจ้า, ผมว่าผู้เขียนต่างหากที่ไม่เขียน. ดังนั้นเมื่อถามว่า เคยเรียน จากใคร ? ตอบว่าจากอาจารย์ประเภทที่มหาชน นิยมยกย่องนับถือมาก มีการบำเพ็ญ ตบะ ทรมานกาย อย่างพวกเดียรถีย์. อีกทางหนึ่ง ก็จากนักบำเพ็ญทางจิตใจ ไม่ทรมานกาย แต่อบรมจิตใจอย่างลึกซึ้ง. ถ้าถามว่า เรื่องอะไร ? ก็ตอบว่าเรื่องทรมานกายให้ถึงที่สุด แล้วมีผลอะไร เกิดขึ้นก็รู้. และอีกทางหนึ่งก็คือ เรื่องทำจิตให้รำงับสุขุม จนถึงขนาดว่าตายก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ; แต่เป็นการค้นคว้าศึกษาคนละคราว. ถ้าถือตามเรื่อง ในพระไตรปิฎก ก็จะมีการลองอย่างนี้ คือ ลองเรื่อง สมาธิภาวนา ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ยัง
น.58 (๒๖) บรมธรรม ไม่พอใจ. ทีนี้เฉลียวใจได้ว่า บางทีฝ่ายของพวกที่ทรมานกายนั้นอาจจะมีทางถูก หรือ ถูกบ้าง จึงไปลองดูจนถึงที่สุด. แต่ในที่สุดทำแล้วก็เห็นว่าไม่ไหวทั้งนั้น จึงไปค้นหา ของพระองค์เอง. นี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าก็มีการศึกษาจากผู้อื่น ; และการศึกษาจากผู้อื่น นั้นก็มีประโยชน์ตรงที่ทำให้รู้ว่า อะไรผิด อะไรถูก. เรื่องการตรัสรู้ เรื่องนี้อธิบายได้มากหลายชั่วโมง จะสรุปเพียงหัวข้อได้ ดังนี้คือ :- การตรัสรู้ก็คือการค้นคว้าเรื่องอริยสัจจ์ จนรู้ข้อเท็จจริงเหล่านั้น. การ ค้นคว้าเรื่องอริยสัจจ์ของพระพุทธเจ้านั้น ค้นคว้าในรูปแบบที่ละเอียด คือรูปแบบของ ปฏิจจสมุปบาท. ท่านไม่ได้ค้นเพียงว่า ทุกข์เกิดจากตัณหา ดับตัณหาเสียได้เป็นการ ดับทุกข์ อะไรอย่างนั้น, มันสั้น. เป็นเรื่องอริยสัจจ์ เป็นเรื่องที่เขาสรุปกันทีหลัง เมื่อ พูดกันเร็ว ๆ. เราดูในบาลีแล้วจะพบว่า พระพุทธเจ้าตั้งจุดการค้นคว้าในรูปแบบของ ปฏิจจสมุปบาท แจกออกถึง ๑๒ ขั้นโดยละเอียด แล้วก็เป็นรูปอริยสัจจ์สี่ ขั้นที่ ๑ คือความทุกข์, ความทุกข์เป็นอย่างไรเล่า ? ก็คือความเกิดเป็นทุกข์ ความชราเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ โสกปริเทวะ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความแห้งใจ เป็นทุกข์ ประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์, โดยย่อแล้วขันธ์ทั้ง ๕ ที่ยังมีความยึดถือ เป็นทุกข์ ข้อที่ ๒ ทุกข์มาจากอะไร ? ทุกข์ก็มาจากชาติ - ชาติ มาจากภพ - ภพ มา จาก อุปาทาน, - อุปาทาน มาจาก ตัณหา, - ตัณหา มาจาก เวทนา, - เวทนา มาจาก ผัสสะ, - ผัสสะ มาจาก สฬายตนะ, - สฬายตนะ มาจาก นามรูป, - นามรูป มาจาก วิญญาณ, - วิญญาณ มาจาก สังขาร, - สังขาร มาจาก อวิชชา : พบเหตุในขั้นสุดว่าทุกข์มาจาก อวิชชา. ทุกข์ มาจาก ความเกิดพร้อมของความรู้สึก ที่เป็นตัวกู - ของกู. เมื่อมัน พร้อมกันอย่างนี้ก็เหมือนกับตั้งครรภ์เต็มที่ ตรงนี้เรียกว่า ภพ. มีการเริ่มจุดแรงที่
น.59 (๒๗) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ตัณหา, แล้วมีระยะเป็นอุปาทาน มีความยึดมั่นถือมั่น มีตัวกู - ของกูเต็มที่, ตัวถู - ของภูก็เบิกบานเต็มที่ที่ตรงนี้ แล้วเอาความเกิด เป็นของกู ความแก่ เป็นของกู ความ ตายเป็นของกู อะไร ๆ เป็นของภู มันจึงมีความทุกข์. ทีนี้ตัณหามันมาจากเวทนา, มีความรู้สึก สุข ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง, แล้วอยาก อย่างนั้นอย่างนี้ ; "อยาก" นี้เป็นตัณหา. ทีนี้เวทนามาจากผัสสะคือการที่มีการกระทบ ระหว่างสองฝ่าย คือฝ่ายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ฝ่ายนอกได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์. การกระทบนี้ มีได้เพราะมันมีอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ข้างนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ; และมันมีได้เพราะ นามรูปทำหน้าที่อย่าง นามรูป. ร่างกาย กับใจ นี้ เวลาที่มันไม่ทำหน้าที่ของมัน เราก็ ไม่ถือว่า มันมีอยู่ ; ต่อเมื่อใด กาย ทำหน้าที่กาย ใจ ทำหน้าที่ใจ, เมื่อนั้น มันจะ ทำหน้าที่ให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่ของมันขึ้นมาได้. วิญญาณ คือจิต เมื่อมันยังไม่ทำหน้าที่โดยตรงสมบูรณ์ ยังไม่ใช่วิญญาณชนิดนี้, มีจิตเพียงจิตพื้นฐาน ต่อเมื่อทำหน้าที่จึงจะเรียกว่า วิญญาณ, ซึ่งมาจากการปรุงแต่งของเรื่องทาง นามธรรม ที่มีมาจากอวิชชาคือ ความไม่รู้ หรือ ความเผลอสติ. ถ้าเราจะพูดย้อนกลับขึ้นไปว่า ขณะใดมี อวิชชา คือ ความเผลอสติ เมื่อ ตาเห็นรูป ฯลฯ อะไรก็ดี จะต้องเอา ผัสสะ เป็นหลักเสมอ เป็นตัวเรื่อง หรือเป็น พื้นฐานเสมอ ; ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่มีเรื่อง. "เรื่อง" มีอยู่ว่าตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ฯลฯ อย่างนี้ เสมอ. สมมุติว่า ตาเห็นรูป และคนนั้นไม่ใช่ คนมีสติ ; ขณะนั้นมันไม่มีความรู้ มันเผลอ ไม่มีความรู้อะไร ; อำนาจความ ปรุงแต่ง (สังขาร) ชนิดหนึ่งก็เกิดขึ้นในจิตใจ ทำให้จิตนี้ เป็นจิตที่พร้อมที่จะทำหน้าที่ ไปกับร่างกาย จึงมีคุณสมบัติที่จะเป็น นามรูปขึ้นมา ทำงานคู่กัน. ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็พลอยเป็นของที่ active ขึ้นมาทันทีในการกระทบ แล้วเกิดเวทนา แล้วเกิด
น.60 (๒๘) บรมธรรม ความอยาก แล้วเกิดยึดมั่นถือมั่นตามความอยาก, แล้วก็มีความ ปรุงแต่งเป็นตัวภู - ของกู คือครรภ์แก่ เกิดเป็นตัวกู เป็นชาติ ออกมา ว่า "กูอย่างนั้น กูอย่างนี้," แล้ว ก็มีความทุกข์ด้วยเรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง, เกิดเรื่องอย่างนั้น ถือว่าทุกสิ่งเป็นของตน. มีเรื่องที่จะต้องเป็นทุกข์, เอาเรื่องที่เป็น ความเกิด ความแก่ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก ความได้ของไม่รักมา, อะไร ทุกอย่างนี้เป็นทุกข์ เพราะมันมีตัวกูเป็นเจ้าของสิ่งนั้น มันจึงเป็นทุกข์. ข้อที่ ๓ ดับอะไรจึงจะดับทุกข์ ? มันต้องดับอวิชชาเสีย, ดับมาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นคือ เพราะอวิชชาดับ สังขารก็ดับ, - เพราะสังขารดับ วิญญาณก็ดับ, - เพราะ วิญญาณดับ นามรูปก็ดับ, - เพราะนามรูปดับ สฬายตนะก็ดับ, - เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะก็ดับ, - เพราะผัสสะดับ เวทนาก็ดับ, - เพราะเวทนาดับ ตัณหาก็ดับ, - เพราะ ตัณหาดับ อุปาทานก็ดับ, - เพราะอุปาทานดับ ภพก็ดับ, - เพราะภพดับ ชาติก็ดับ, - มาถึงชาติดับ ทุกข์ก็ดับ, นี่คือความดับแห่งทุกข์, คือพอตากระทบรูป หูฟังเสียง ฯลฯ ก็มีสติอยู่ อย่าให้อวิชชา เกิดขึ้น, ให้สติปัญญามีอยู่เรื่อย. หากอวิชชาไม่เกิด หรือดับ ก็ตาม สังขารก็ไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ฯลฯ ทุกข์ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี. พอเผลอเมื่อไร อวิชชาก็มีเมื่อนั้น. ดับทุกข์ที่แท้จริง คือดับอวิชชา, อย่าให้ อวิชชาเกิดได้, อย่า เผลอสติ เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น. ข้อที่ ๔ ทำอย่างไร ? ที่จะเป็นทางดับทุกข์ ก็คือทำความถูกต้อง ๘ ประการ, หรือมรรคมีองค์แปด ซึ่งพูดกันมาแล้ว. เมื่ออยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการ อวิชชาก็ไม่มีโอกาสเกิด, ไม่อาจจะเกิดความทุกข์ได้; หนักเข้าความเคยชินแห่งการเกิด ของอวิชชาจะสูญสิ้นไป, คือไม่เกิดเลย. นี่คืออริยสัจจ์ที่สมบูรณ์ : นี่คือทุกข์ นี้คือ เหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี่คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. ในบาลี พระพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าท่านค้นคว้าอย่างนี้เป็นเวลายาวนาน จนในที่สุด "รู้" เรียก กันว่าค้นคว้าเรื่องอริยสัจจ์ แต่ที่แท้อยู่ในรูปของปฏิจจสมุปบาท.
น.61 (๒๙) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ทีนี้เรื่องอื่น ๆ พอผสมเข้ามาได้ เช่น ยกเอาเรื่องของเบญจขันธ์มาในแง่ที่ว่า มันเป็นทุกข์เพราะว่ามันมาจากความอยาก ความยึดถืออะไรในเบญจขันธ์. ดับความอยาก ความยึดถืออะไรในเบญจขันธ์เสีย ปฏิบัติตามมรรค. เพราะฉะนั้นเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ อะไรต่าง ๆ เป็นคำเดียวกับความทุกข์นั้น ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องความ ทุกข์นั่นเอง. ไม่ว่าอะไร ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ถ้าไปยึดถือก็เป็นความทุกข์ ขันธ์ ๕ อย่างที่เขียนรูปเป็นปลา ๕ ตัว นก ๕ ตัว คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นพูด มากที่สุดในฐานะเป็นตัวทุกข์ เพราะมีความยึดมั่นถือมั่น. ถ้ามันขึ้นมาถึงขนาดที่เป็น อุปาทานแล้ว ไม่มีทางจะถอยกลับต้องเป็นทุกข์แน่นอน. ตัวจริงของการตรัสรู้คือ ความทุกข์ เป็นตัวแกนกลาง คือเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องประกอบเป็น decorative ต่างๆ มีมาก มีญาณอย่างนั้น มีญาณอย่างนี้ อย่างโน้น, มีญาณเห็นชาติก่อน ญาณเห็นชาติที่แล้ว, มีญาณเห็นนรกสวรรค์ มีตาทิพย์ หูทิพย์ เห็นอะไร เป็นเรื่องพิเศษทั้งนั้น, ไม่เป็นใจกลางหรือแกนของการตรัสรู้ แต่ก็มีพูดถึง ผนวกอยู่ในการตรัสรู้ทั้งนั้น เช่นว่าตอนปฐมยาม คืนวันนั้นรู้เรื่องปุพเพนิวาสานุสสติ ญาณว่า แต่หนหลัง เคยเกิดตัวกูของกูมาอย่างไร กี่ร้อยกี่พันครั้ง กี่แสนอสงไขยกัปป์นี้. ถึงยามที่ ๒ ญาณตาทิพย์ก็คือเห็นความที่สัตว์ทั้งหลาย วิ่งว่อนอยู่ด้วยการเกิด - การดับ การเกิด - การดับทำนองเดียวกัน. ยามสุดท้ายตอนหัวรุ่งใกล้สว่าง นาทีที่มีอรุณขึ้นก็ ตรัสรู้นั้น ก็คือจิตลุอาสวขยญาณ อันนี้คือเรื่องอริยสัจจ์นี้แหละ ตรัสเองว่า "ลูกไก่ ตัวพี่ที่สุด" นี่คุณจะฟังในแง่ไหน ? พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ตถาดตเป็นลูกไก่ตัว พี่ที่สุดในโลก; คือถือว่าเมื่อก่อนนี้มันเหมือน ๆ กันหมด สัตว์ตัวไหนมนุษย์คนไหน ก็นอนอยู่ในฟองไข่ของ อวิชชา - ความโง่. ลูกไก่เหล่านั้นก็ตายอยู่ในฟองไข่ทั้งนั้น. . ตถาคตเป็นลูกไก่ตัวแรกที่ฉีกทำลายเปลือกฟองออกมาได้, เป็นลูกไก่เป็นตัวออกมาจาก ฟองได้คือเปลือก ซึ่งหมายถึง อวิชชา เพราะการตรัสรู้นั้น. เราเรียกพระพุทธเจ้าว่า “ลูกไก่ตัวแรก" คนที่เขาไม่เข้าใจเขาว่าเราดูถูกพระพุทธเจ้า; แต่ที่จริงเป็นเกียรติยศ
น.62 (๓๐) บรมธรรม สูงสุดที่เป็นลูกไก่ตัวแรก. พระพุทธเจ้าทรงยืนยันอย่างนั้น และทรงพอพระทัยที่จะ ทรงกล่าวคำนั้นว่า เป็นลูกไก่ตัวแรก. เรื่องการโปรดสัตว์ การสอนสัตว์ : เราต้องนึกถึงเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ที่ว่า พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงคิดว่าสอนไม่ไหว เพราะ คนเหล่านั้นมัวแต่ หมกมุ่นอยู่แต่ "ในเรื่องเศร้าหมองรอบด้านอยู่เป็นธรรมดา, แล้วก็ยังหลงใหล ในสิ่งที่มีความเศร้าหมองรอบด้านเป็นธรรมดา ฯลฯ" เมื่อมองเห็นทั่วไปว่าสัตว์ เป็นอย่างไรแล้ว ก็ทรงแน่พระทัยว่า เขาคงจะฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ถูก เข้าใจ ไม่ได้. ในชั้นแรก ก็ทรงดำริไปในทางที่จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่สอน คล้าย ๆ กับพระปัจเจก- พุทธะนั้น, รับผลเฉพาะตัวผู้เดียว. เราก็พอจะเข้าใจได้และเห็นน้ำพระทัยของท่านว่า มันไกลกันจริง สำหรับสัตว์ทั้งหลาย ; แต่แล้วในที่สุดยังมองเห็นส่วนหนึ่งว่า อาจจะต้องมี บางคนที่ไม่หลงใหลมากเกินไป. เขาใช้คำว่า "มีผ้า มีธุลี ในดวงตาแต่เล็กน้อย", คนพวกนี้ก็ยังมี คนที่มีผงเข้าตาแต่เล็กน้อยนี้ อาจมีอยู่ในโลกนี้จำนวนหนึ่งเหมือนกัน แม้เป็นจำนวนน้อย ; ฉะนั้นเราเห็นแก่พวกนี้เถิด. เมื่อพระพุทธเจ้าทรงคำนึงอยู่อย่างนี้ เขาเขียนไว้ว่า พระพรหมลงมาจากข้างบน ลงมาอาราธนา มาอ้อนวอน ว่าขอให้แสดง ธรรมเถิด ว่าโลกกำลังเป็นอย่างนั้น ๆ กำลังมืดมนที่สุด จงทำแสงสว่าง จงตีกลองอมตะ ; นี่ในคัมภีร์เขาพูดไพเราะตามสำนวนวรรณคดี ว่า พระพรหม มาอาราธนา. คำว่า "พรหม" นี้ ความหมายอันแท้จริง หมายถึงความเมตตา กรุณานั่นเอง, ความเมตตา กรุณา ที่เป็นนิสัยในจิตใจของมหาบุรุษนั่นเอง ; ทรงคิดเขยิบเข้ามาว่า คนที่มีผงเข้าตาเพียงเล็กน้อยก็มีอยู่นะ. ขณะนั้นประจวบกับความเมตตากรุณาต่อคน เหล่านี้บังเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตกลงว่า ถ้าอย่างนั้นสอน. แม้ว่าจะลำบากสักเท่าไร, จะยุ่งยากลำบากสักเท่าไร ก็ตัดสินพระทัยเปลี่ยนเป็นว่า สอน. นี่การสอนสัตว์จึงมีขึ้น ; มันหวุดหวิดจะไม่มี แล้วมันก็มีขึ้น. นี่เรียกว่า พรหมเชื้อเชิญ คือความเมตตาเข้ามา
น.63 (๓๑) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ผสมกันเข้ากับเหตุผลที่ว่าคนมีผงเข้าตาเล็กน้อยก็มีอยู่. พระองค์ก็สอนคนไม่ให้หลงอยู่ ใน "สิ่งเศร้าหมองรอบด้านเป็นธรรมดา" นั่นเอง คือไม่ให้หลงอยู่ในความทุกข์ ไม่ไป หลงอยู่ในบุตรภรรยา ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง ฯลฯ, สมัยนี้ผมเรียกว่า กาม กิน เกียรติ นี้อย่าไปหลงมันในเรื่องเหล่านี้. เมื่อสอนอย่างนี้ก็คือสอนเรื่อง อริยสัจจ์นั่นเอง ว่า ทุกข์เป็นอย่างไร ? เกิดมาจากเรื่องอย่างนี้ ที่มีอยู่เป็นประจำวัน ๆ แล้วเป็นอยู่ให้ถูกต้องด้วย มรรคมีองค์ ๘, หรือที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ตามใจ ; มันก็จริงอย่างว่า คือคนที่มีผงเข้าตาแต่เล็กน้อย ก็เข้าใจ ก็ออกบวชตามพระพุทธเจ้า การสอนสัตว์ก็สำเร็จ. เมื่อการสอนสำเร็จ พร้อมกันนั้นก็มีอุปสรรค มีการอิจฉาริษยาจากคนนิกาย อื่น ศาสนาอื่น มีคู่แข่งขันที่อิจฉาริษยา แม้แต่ชาวบ้านที่เป็นวัตถุนิยมจัด. อย่าลืมว่า วัตถุนิยมจัดก็มีสมัยนั้น อิจฉาริษยา ก็ด่าพระพุทธเจ้าว่า ไอ้คนหัวโล้น ดีแต่ทำให้คน เป็นหม้าย; คุณฟังดูเถอะ ว่าสมณะหัวโล้น ดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย หมายความว่า ผัวไปบวช เมียเป็นหม้าย. สมณะหัวโล้นเป็นคำด่าพระพุทธเจ้าในแคว้นมคธ คือแคว้น แรกที่ออกประกาศศาสนา. การสอนสัตว์กว่าจะมีความสำเร็จ และก็ต้องมีอุปสรรคจาก การต่อต้าน ของพวกวัตถุนิยม. การสอนครั้งแรกเรื่องอริยสัจจ์ เรียกว่า ปฐมเทศนา ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แก่คนเพียง ๕ คนเท่านั้น คือปัญจวัคคีย์ แล้วสอนคนอื่น ๆ พอได้สัก ๖๐ คนก็ส่ง ไปประกาศเรื่องเดียวกัน, แล้วก็เหมือนโรคระบาด คือแพร่หลายไปจนเป็นปึกแผ่น ในระยะ ๔๕ ปี. การสอนสัตว์นั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่เรื่องนี้, ท่านไม่สอนเพ้อเจ้อเรื่อง ตายแล้วเกิด อะไรไปเกิด ดังที่คนสมัยนี้กำลังสนใจ. มีคนไปเฝ้า อยากรู้ว่าตายแล้วเกิด
น.64 (๓๒) บรมธรรม เกิดเป็นอะไร พระพุทธเจ้าท่านไม่สอน ท่านว่า มันไม่จำเป็น ; ที่จำเป็นก็คือ ที่เกิด อยู่เดี๋ยวนี้ทำอย่างไรจึงจะไม่มีความทุกข์. ถ้าปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนไม่มีความทุกข์ แล้ว ก็จะต้องรู้ว่าเราไม่ได้เกิด, ไม่มีตัวภู ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา, ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรตาย. เพราะฉะนั้นปัญหาที่ถามว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่โง่ที่สุด. อธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่าวิญญาณไปเกิด อะไรไปเกิด ยิ่งกลาย เป็นศาสนาอื่น. ไปดูในเรื่องธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร เมื่อฟังแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์ไปได้ โดยไม่ต้องพูดถึงว่า ตายแล้วไปเกิด หรือไม่เกิด อะไร ไปเกิด. ที่ท่านตรัสว่า "ใบไม้กำมือเดียว" คือใบไม้หมดทั้งบ่า แต่ว่าทรงนำมาสอน เท่ากับใบไม้กำมือเดียว ก็คือเรื่องนี้ คือเรื่อง ทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับ ทุกข์, ทางถึงความดับทุกข์. ในที่อื่นพระพุทธเจ้าท่านสรุปเหลือเพียงสองว่า : “เมื่อก่อนก็ดี เวลานี้ก็ดี ตถาคตพูดแต่เรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์" มีสองเรื่องเท่านั้น. ในเวลาอื่นอีก เมื่อมีผู้ถามว่า เรื่องทั้งหมดนี้สรุปให้เหลือประโยคเดียวที่ ก็ทรงสรุปว่า : “ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น". เมื่อธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นแล้ว ควรจะเห็นอยู่ว่า ไปยึดมั่นถือมั่นนี้ใช้ไม่ได้มันไม่ไหว, มันจะทำให้เกิด ความโง่ คือ อวิชชา ขึ้นมาได้. ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น มันจะไม่เกิดปฏิจจสมุปบาท คือเป็นทุกข์ขึ้นมาได้. ตัวการของความทุกข์มันอยู่ที่มีอุปาทาน นั้น ; ไม่มี อวิชชา ก็ไม่มีอุปาทาน : ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีทุกข์. เพราะฉะนั้นคำสอน ประโยคที่สั้นที่สุดก็คือ "ทุกสิ่ง ไม่ควร ยึดมั่น ถือมั่น" เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า. ถ้าขยายเป็น ๒ ก็มีเรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์. ถ้าขยายเป็น ๔ ก็คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางให้เกิดความดับทุกข์.
น.65 (๓๓) เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ทีนี้ เราจะดูกันในแง่อีกแง่หนึ่ง เรื่องการสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็น เรื่องพิเศษ : ท่านว่า "อย่า เชื่อ ฉัน", "ถึงแม้ว่าไม่ได้อาศัยฉัน สัตว์ก็ พ้นทุกข์ได้". อย่าเชื่อฉัน คือว่า แม้พระพุทธเจ้าตรัสก็อย่าเพ่อเชื่อ ให้ไปคิดดูจน เห็นจริง เชื่อตัวเองได้ แล้วจึงเชื่อ เรื่องเหล่านี้ให้ไปอ่านดูจากเรื่องกาลามสูตร. ที่ว่า อย่าเชื่อฉัน แม้ไม่ได้อาศัยฉัน เขาก็ดับทุกข์ได้, นี้แสดงถึงความใจกว้างที่สุด ไม่ทำให้ผู้อื่นมาขึ้นอยู่กับพระองค์. หมายความว่า ถ้าเขามีปัญญาพอสมควร อาศัยความ เจนจัดพอสมควร เขาก็อาจจะรู้ได้ในฐานะเหมือนกับปัจเจกพุทธะนี้. ความเข็ดหลาบ จากความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นได้ เมื่อกระทบกับความทุกข์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ขอแต่เป็นผู้อยู่ด้วย ปัญญา, มีปกติอยู่ด้วยสติปัญญาไม่เท่าไรก็จะเข้าใจได้ แม้ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้า, ขนาดที่จะเป็นผู้รู้เฉพาะตน แต่ก็ดับทุกข์เฉพาะตน เท่านั้น. การที่ผมเอาข้อนี้มาพูด เพราะว่าคนเขายืนยันกันนักว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่มีทางที่สัตว์จะทำอะไรเลย แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า :- ถ้าเขาเป็นคน เอาจริง มีสติปัญญา มีการศึกษาที่ถูกวิธี มีความเป็นอยู่ที่ถูกวิธี เขาก็จะ เป็นพระอรหันต์ได้. นี้เป็นหลักอันหนึ่ง ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่ถือว่าเป็นหลักสำคัญ แต่ผมถือว่า เป็นหลักสำคัญที่พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อผู้อื่น ไม่ให้เชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ถ้าเชื่ออย่างหลับหูหลับตา เชื่องมงาย แล้วไปฝากไว้กับ พระพุทธเจ้าหมด ไม่มีพระ- พุทธเจ้าอย่างเดียว อะไรก็ไม่มี ล้มเหลวหมด, อย่างนี้ชื่อว่าไม่ช่วยตัวเอง. พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เชื่อตัวเอง ให้พยายามช่วยตนเอง. ต่อไปอีกนิดหนึ่งก็คือคำว่า "ให้เปล่า" , ธรรมคำสอน เรื่องดับทุกข์นี้ ให้เปล่า ไม่ต้องการอะไรตอบแทน. นิพพานเป็นที่สุด นี้ให้เปล่า ไม่ต้องการ อะไรตอบแทน, นิพพานให้เปล่า ไม่เรียกสตางค์ ไม่เรียกสิ่งตอบแทน. การสั่ง สอนของพระพุทธเจ้าไม่รับการตอบแทน ไม่หวังการตอบแทน เพราะฉะนั้นจึงบริสุทธิ์
น.66 (๓๔) บรมธรรม ครูบาอาจารย์ในโลกนี้ทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อตัวกู - ของกู หวังการตอบแทน การสั่ง สอนนั้นจึงไม่บริสุทธิ์ มันต้องอิงนั่นอิงนี่ เฉนั่นเฉนี่เรื่อย, ทำอย่างไม่บริสุทธิ์ เพราะ หวังตอบแทน เมื่อเป็นการสอนอย่างให้เปล่า การสั่งสอนก็บริสุทธิ์ เพราะไม่ มีอะไรเป็นเครื่องหวังที่จะได้ตอบแทน, ไม่ต้องการอะไรตอบแทน, ให้เปล่า ให้ฟรี ให้ด้วยความรัก ให้ด้วยความเมตตา กรุณา. เวลาหนึ่งชั่วโมงหมดไปแล้ว ขอยุติเพียงนี้.
Buddhadasa