น.67 วันนี้เป็นวันเริ่มแรกแห่งการบรรยายของพวกเรา. สำหรับ ครั้งแรกนี้อยากจะพูด เรื่องเกี่ยวกับการบวชก่อน เพราะว่าถ้าเรา ไม่รู้จัก ตัวการบวช นี้ โดยความประสงค์ หรือโดยการปฏิบัติ หรือโดยผลของการปฏิบัติก็ตาม ผู้บวชก็จะไม่สามารถถือเอา ประโยชน์อะไรได้ ดังนั้นจึงอยากจะพูดถึงคำว่า "บวช" หรือ การ บวช เป็นเรื่องแรก และจะกล่าวจำกัดอยู่ในขอบเขตเท่าที่เวลาจะ อำนวย คือจะแสดงให้เห็นเฉพาะความหมายของคำว่า "บวช" ตาม ทรรศนะของพวกที่นิยมความรู้สึกทางนามธรรม หรือที่เรียกกันว่า มโนนิยม. พวกมโนนิยม หรือ spiritualist เขามองสิ่งต่างๆ ในแง่ลึกในแง่นามธรรม ; ส่วนพวกวัตถุนิยม (materialist) นั้น จะไม่รู้สึกคุณค่าของการบวช แล้วจะไม่รู้จักความ ๑
น.68 มุ่งหมายอะไรของการบวช. ฉะนั้น เมื่อเราพูดถึงการบวชในที่นี้ เราหมายถึงบุคคล ประเภทที่รู้จักคุณค่าของเรื่องทางจิตใจ จำกัดอยู่แต่ในวงของพวกที่มีความรู้สึกคุณค่าทาง จิตใจ พวกนิยมวัตถุย่อมไม่ต้องการ เพราะเขาต้องการให้ชีวิตนี้เป็นไปแต่ในทางเนื้อหนัง อย่างเดียว. คำว่า "เนื้อหนัง" นี้ ขอให้จำไว้เป็นพิเศษ เป็นภาษาทางศาสนาใช้ โดย เฉพาะศาสนาคริสเตียน เขาพูดคำว่า เนื้อหนัง คำเดียว ก็หมายความกันได้ว่าหมายถึง ความสุขทางวัตถุ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งล้วนแต่เป็นไปในทางเพศ หรือกามารมณ์. ส่วนพวกที่นิยมในทางนามธรรม ซึ่งในที่นี้เราจะเรียกว่า "มโนนิยม" นั้น มุ่งหมายจะถือเอาอะไรบางสิ่ง ที่ลึกไปกว่าเรื่องทางเนื้อหนัง. ถ้าว่าถึงความสุข ก็ต้อง หมายถึงความสุขชนิดที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหนัง แต่เกี่ยวกับความรู้สึกทางจิตใจ และไม่เป็น ไปในทางกามารมณ์. เพราะฉะนั้นพวกหลังนี้เท่านั้น ที่จะต้องการหรือสนใจ หรือรู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "การบวช" และความมุ่งหมายของการบวชโดยถูกต้อง ในฐานะเป็นสิ่งที่ น่าสนใจ ดังนั้น เราจึงได้พูดกันแต่ ความหมายของการบวชเท่าที่จะรู้สึกได้ ภายใน วงของมนุษย์ผู้นิยมนามธรรม หรือมโนนิยม. ในที่นี้ อยากจะพูดด้วยวิธีพูดอย่างธรรมดา ๆ ไม่ใช่พูดตามวิธีศาสนาหรือ เทศน์อะไรทำนองนั้น. เรื่องแรกที่จะบอก ก็คือว่า เรา ที่บวชกันมาแล้วนี้ ควรจะทำ ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเอง ว่าเราบวชอย่างนี้ ในลักษณะที่บวชแต่หนุ่ม ๆ อย่างนี้ และก็ บวชชั่วเวลาจำกัดอย่างนี้ มันเป็นอย่างไรบ้าง ? ที่จริง เรื่องของการบวชนั้น เป็นที่เชื่อได้ว่า เป็นเรื่องของผู้ที่เบื่อเรื่องโลก หรือเบื่อเรื่องเนื้อหนังมาแล้ว จึงแสวงหาความสุขจากการบวช เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ โบราณกาล ; แม้พระพุทธเจ้าเอง ก็เป็นผู้ที่ผ่านโลกมาแล้ว จึงได้บวชเหมือนกัน.
น.69 พระสาวก พระอรหันต์องค์อื่น ๆ ก็เหมือนกัน เป็นผู้มีอายุมาก ผ่านโลกมาแล้ว จึงได้ บวช. ส่วนผู้ที่บวชตั้งแต่เป็นหนุ่ม ก่อนการผ่านโลก ในประวัติของพุทธศาสนานั้นมี น้อย จนไม่อาจจะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์อะไรได้ คือมีคนพิเศษเพียง ๒-๓ คน ใน หลาย ๆ พันคน จึงถือประมาณไม่ได้. ฉะนั้นจึงถือว่า การบวชเป็นเรื่องของผู้ที่ผ่าน โลกมาแล้ว เบื่อ หรือเอือมระอาต่อความซ้ำซากชนิดนั้นมาแล้ว จึงได้ออกไปหาเรื่องอื่น เรื่องใหม่ เรื่องลึก เรื่องสูงขึ้นไป. ในเรื่องนี้ มันอาจจะมีปัญหาขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่บวชกันบัดนี้ก็เป็น เรื่องผิดหลักผิดเกณฑ์ หรือทำกันอย่างละเมอ ๆ ตาม ๆ กันไปเท่านั้น คือถือตามธรรมเนียม ไทยที่มีอยู่ว่า คนหนุ่มจะต้องบวชกระนั้นหรือ. ข้อนี้เราไม่ต้องคิดอย่างนั้น ไม่ต้อง กลัวอย่างนั้น เพราะว่าการที่เป็นธรรมเนียมแล้ว กระทั่งเป็นวัฒนธรรมที่ว่าคนไทย จะบวชก่อนการครองเรือนนี้ กลับเป็นของดี ไม่ใช่เป็นของเสีย และไม่ใช่เป็นเรื่อง ทำกันอย่างละเมอ ๆ; ขอแต่ให้บวชจริง อย่าให้เป็นการบวชพอสักว่าบวช คือให้ ศึกษาให้เข้าใจเรื่องการบวชนั้นจริงๆ แล้วระหว่างบวช ก็ขอให้บวชจริง. จำคำว่า "จริง - จริง - จริง" นี้ไว้บ้างว่า บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง แนะนำ ผู้อื่นเท่าที่จะ แนะนำได้จริง , สอนผู้อื่นสืบไปจริงๆ เราได้อานิสงส์จากการบวช คือตัวเราเองก็ได้ ญาติ, มีบิดามารดาเป็นต้นก็พลอยได้ ; สัตว์โลกทั่วไป เพื่อน มนุษย์ทั่วโลกพลอยได้ ก็เพราะเหตุนี้; ถ้าบวชจริง และเป็นการบวชเพื่อสืบอายุ พระพุทธศาสนาด้วย แม้จะบวชเพียงไม่กี่วัน. ในระหว่างที่เราบวชนี้ จะกี่วันก็ตามใจ ถือว่าเป็นช่วงที่เราได้บวช แล้วก็ สืบอายุพระศาสนาไปช่วงหนึ่ง จะเป็น ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน แล้วมอบให้คนอื่น ต่อไป อย่างนี้เรียกว่า เราบวชเพื่อสืบอายุพระศาสนา ก็ยังได้ผลมากอยู่แล้ว. แต่บัดนี้
น.70 ที่ดีไปกว่านั้น ที่จริงไปกว่านั้น ก็คือว่าคนหนุ่มควรจะบวช เพราะว่าการบวช นั้น ทำให้รู้เรื่องของชีวิตจิตใจในด้านลึก ซึ่งถ้าไม่บวชแล้ว จะไม่เข้าถึง หรือรู้จักสิ่งนี้. ที่ใช้คำว่า ชีวิตจิตใจในด้านลึก นี้ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ในด้านที่มันลึกกว่าธรรมดา ชนิดที่คนไม่บวช มองไม่เห็น เพราะว่าการบวช นั้นมีทาง ที่จะทำให้รู้ได้อีกหลายอย่าง ทั้งโดยการเรียนรู้, และโดยการปฏิบัติแล้วรู้, แล้วได้รับ ผลของการปฏิบตแล้วรู้. อย่างน้อยที่สุด ถ้าบวชจริงมันก็มีการบังคับตัวเองมาก เพราะ สิกขาวินัยของภิกษุนั้น เต็มไปด้วยการบังคับตัวเอง เป็นระบบใหญ่หลวงระบบหนึ่ง แห่งการใช้ชีวิต ที่มีการบังคับตัวเอง ถ้าเราได้ผ่านไป ก็นับว่ามีการบังคับตัวเองมาก. เพียงเท่านี้เราก็เป็นคนสามารถ คือเป็นคนเก่งในการบังคับตัวเอง. เพราะว่าคนเรา ยามหนุ่ม ๆ นั้นกำลังผลุนผลัน กำลังฉุนเฉียว หรือพูดเป็นสำนวน ก็ว่าชีพจรเต้นแรง เกินไป มันจึงต้องการการบังคับตัวเอง หรือวิธีบังคับตัวเอง. โดยเฉพาะการบวชนี้ เราได้มาอยู่ในกรอบของการบังคับตัวเอง อย่างมี ระเบียบอย่างมีเทคนิค มีอะไรทำนองนี้ มันก็ได้ผลเหลือหลาย เพียงเท่านี้ก็ได้ผลเหลือหลาย กลับออกไปก็สามารถจะบังคับตัวเอง. และ ที่ยิ่งกว่านั้น ก็คือว่าได้ศึกษาโดยตรง เกี่ยวกับชีวิตจิตใจของมนุษย์เรา ที่จะไปได้ไกลเพียงไร. ถ้ามีการไปไกล เราก็ ต้องเรียกว่ามีหนทาง : ระเบียบปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นแหละ คือ ตัวหนทาง. เป็น อันว่าเรารู้จักหนทางที่ชีวิตของมนุษย์นี้ มันจะไปได้ไกลเท่าไร ก็เลยเป็นผู้ที่ไม่หลงทาง แม้ว่ายังไม่ถึงปลายทาง หรือยังไม่ถึงกลางทางก็ตาม มันก็ได้ศึกษาเรื่องหนทางจนรู้จัก ทาง แล้วก็ไม่หลงทาง. แม้จะบวชสักเดือนหนึ่งหรือเท่าไรก็ตาม ถ้าบวชจริงแล้ว ก็มีประโยชน์มหาศาล ในข้อที่เป็นผู้รู้จักหนทาง และไม่หลงทางอีกต่อไป. เพราะฉะนั้นต้องถือว่าวัฒนธรรมไทย ที่ทำให้เกิดมีการบวชชั่วคราวนี้ เขามีส่วนดีวิเศษ ไม่ใช่เป็นส่วนผิด ขอแต่ให้คนบวชนั้น บวชจริงก็แล้วกัน.
น.71 คนเรานั้น การรู้จักหนทาง นี้ สำคัญมาก คุณไปคิดดูเอง ว่าการรู้จักหน ทางนี้มีความสำคัญสักเท่าไร แล้วสิ่งที่เรียกว่า ทาง นั้น มันสำคัญสักเท่าไร. พระธรรม ในพระพุทธศาสนานี้ เขามีไวพจน์หรือ synonym อีกคำหนึ่ง คือคำว่า "ทาง" หรือ หนทาง เช่นคำว่า มรรคมีองค์แปด นั้นคือ หนทาง นั้นคือ ตัวศาสนา นั้นคือ ตัว พรหมจรรย์. คำว่า "เต๋า" ของพวกเหลาจื้อ คำนั้นก็แปลว่า "ทาง" คำว่า "ทาง" ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ คำนั้นก็แปลว่าทาง คือตัวศาสนานั่นแหละ มีคำเรียกว่าทาง. ศาสนาคริสเตียนพระเยซูก็ชอบอ้างพระองค์เองว่า เราแหละคือทาง ทางที่จะไปสู่พระเจ้า สู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง เพราะฉะนั้น คำว่า ทางนี้ สำคัญมาก คือมันเป็นตัวศาสนา ถูก ยกขึ้นเป็นตัวศาสนา โดยยืมเอาคำธรรมดา ๆ ว่า "ทาง" นี้ไปใช้เป็นตัวศาสนา ในเมื่อ ศาสดาได้ค้นพบอะไร คิดระบบอะไรขึ้นมาได้วิเศษที่สุด ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ก็เลย เรียกว่า "ทาง" เอาคำว่าทางไปใช้. คนหนุ่มทุกคน ก่อนที่จะก้าวเข้าไปสู่วัยสมบูรณ์ คือความเป็นคฤหัสถ์ต้อง รู้จักทาง ตั้งแต่ต้นจนปลายของมนุษย์ แล้วจะได้รู้ว่าเรากำลังอยู่ที่ตรงไหน ที่จุดไหน ของทาง แล้วจะเดินไปอย่างไร เพราะฉะนั้นขอให้ทำจริง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทาง ในขณะที่บวชนี้. การที่ไม่รู้จักทางนั้นแหละ มันทำให้วกวนจนออกไปนอกทาง แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว. ความคิดที่อุตริวิตถารแยกออกไปจากทางนี้ ก็มาจากความไม่รู้จัก ทางนี้ทั้งนั้น ครั้งโบราณก็เคยมี เดี๋ยวนี้ก็ยังมี. ยกตัวอย่างปัญหาสด ๆ ร้อน ๆ อย่าง พวกฮิปปี้ ก็มีมูลมาจากการที่ไม่รู้จักทาง ว่าชีวิตนี้มันมีทางอย่างไร จะต้องไปกันอย่างไร ถึงที่สุดกันอย่างไร. ยิ่งมาเดี๋ยวนี้ด้วยแล้ว การศึกษาของโลก สอนคนให้มีอิสระมีเสรีภาพ ในการเลือก แล้วคนก็เลือกโดยผิดทาง มันก็เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ; แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ เป็นของแปลก ลักษณะอย่างนี้แม้ในครั้งพุทธกาลก็มี คนที่ไม่รู้จักทาง เขาก็บัญญัติ อะไรแปลก ๆ ออกไป จนเรียกว่ายุ่งไปหมด หรือน่ารำคาญอะไรอย่างนี้ก็มี. ฉะนั้น
น.72 เป็นอันว่าเดี๋ยวนี้ก็ดี แต่กาลก่อนก็ดี ความที่ไม่รู้จักหนทางนั่นแหละเป็นปัญหา ทำให้ เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นผลร้ายขึ้น แม้ในวงการของการศึกษา ไม่ใช่ว่าไม่มีการศึกษา ; แต่ว่ามีการศึกษาชนิดที่ทำให้ไม่รู้จักหนทาง โลกมันก็ยุ่ง. เพราะฉะนั้นการบวชของ เราพุทธบริษัท คนหนุ่มในกลุ่มพุทธบริษัท มีประเพณีขนบธรรมเนียมหรือกระทั่ง กลายเป็นวัฒนธรรมให้บวชเสียคราวหนึ่ง ระยะหนึ่งนี้ ก็เป็นการถูกต้องและ ดีที่สุด. นี่เป็นข้อแรก ที่เอามาพูดให้รู้สึกพอใจในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ หรือเป็นอยู่ อย่าได้มีความสงสัย อย่าได้มีความรู้สึกที่เลื่อนลอย สักว่าบวช ๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไรดี xbดภาคนี้ ก็บวชเสียที เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี อย่างนี้มันใช้ไม่ได้. มันต้องมอง เห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจนดี ใสแจ๋ว แล้วก็พอใจในการกระทำ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นบุคคลที่เคารพนับถือตัวเอง แล้วก็ใช้ได้; ถ้าไม่อย่างนั้น ก็เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เมื่อเรารู้จักสิ่งที่เรากำลังกระทำ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นความดี เราก็พอใจได้ เคารพ ตัวเองได้ ; นี้เป็นการดี. นี่ คือข้อที่จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "การบวช" เพื่อจะทำให้ รู้จักหนทาง หรือสิ่งที่เรียกว่า "หนทาง". เราจะรู้จักหนทาง เดินทางอะไรได้ โดย ไม่ต้องมีใครมาคอยกระซิบข้างหูเรา เพราะว่าทำอย่างนั้นแหละคือความโง่เขลา ที่ต้องมี คนมาคอยบอกทาง ; กระทั่งจะตาย ดับจิตลง ยังต้องมีคนมาบอกทาง อย่างนี้เป็นสิ่ง ที่น่าสมเพช. ทุกคนจะต้องรู้จักทาง ว่าเกิดมาทำไม แล้วจะเดินไปอย่างไร แล้วจะไป สุดไปจบลงที่ไหน. เรื่องเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยในโลก แต่มันมีในที่ที่เรียกว่า "มหาวิทยาลัย" ก็ได้ คือทางฝ่ายนามธรรม ฝ่ายมโนนิยม ของทางฝ่ายศาสนา. หมายความ ว่าทางฝ่ายศาสนานี้ ก็จะมีปัญหานี้ เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาแรก เป็นปัญหาสำคัญที่สุด เกิดมาจากไหน ? จะไปอย่างไร ? แล้วจะไปสุดลงที่ไหน ? นี้เป็นปัญหาเบื้องต้นของ
น.73 ทุก ๆ ศาสนา ในรูปของศาสนาก็ตาม ในรูปของปรัชญาก็ตาม. เพราะฉะนั้นทุกคน ควรจะสนใจปัญหานี้ที่ว่า เกิดมาทำไม ? เมื่อสรุปสั้น ๆ ก็ได้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้วขยาย ไปว่าเกิดมาจากไหน ? แล้วกำลังทำอะไรอยู่ ? แล้วจะไปข้างไหนในที่สุด ? เพื่อผลอะไร ? แต่แล้วก็มาอยู่ที่ปัญหาเพียงข้อเดียวว่า เกิดมาทำไม? ถ้าถามว่า เกิดมาทำไม? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็ว่า เกิดมาเพื่อให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ตอบอย่างนี้ ก็ยังไม่รู้ ว่าคืออะไร ฉะนั้นจึงต้อง ศึกษาเล่าเรียน ต้องประพฤติปฏิบัติ อย่างน้อยก็ให้พอมองเห็นว่า สิ่งนั้นคืออะไร. นี่ข้อ แรกที่เราจะต้องรู้ว่าเราบวชนี้ บวชในวัยหนุ่ม แม้ชั่วคราวชั่วขณะนี้ ก็เป็นการถูกต้อง อย่างยิ่ง. ทีนี้อยากจะให้ไต่ไปตามลำดับ ในการที่จะรู้จักสิ่ง ๆ นี้ดีขึ้น ก็จะอ้อมไปตั้ง ปัญหาขึ้นว่า เรากำลังเป็นคนของใคร? คือจะถามกันเดี๋ยวนี้ว่า เรากำลังเป็นคนของใคร เมื่อเราบวชมาอยู่ในผ้าเหลืองในลักษณะอย่างนี้ เวลานี้เรากำลังเป็นคนของใคร ? ถ้าตอบ ได้ถูกต้อง ก็จะเข้าใจอะไรได้มากทีเดียว. ก่อนหน้านี้ เราเป็นคนของบิดามารดา หรือว่าเป็นพลเมืองของประเทศไทย หรือว่าเป็นคนอยู่ในอาณัติอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย หรือเป็นอะไรก็ตาม มากมายหลายอย่าง ; แต่โดยเฉพาะในบัดนี้เราเป็นคนของใคร? น่าจะยังไม่เคยคิด ดังนั้นให้รู้เสียว่า เราเป็นคนของใครกันแน่ ? ตามหลักหรือตามอุดมคติ ผู้ที่บวชนี้ จะต้องสลัดออกไปหมด แม้กระทั่ง บิดามารดา คือเป็นคำบัญญัติของพระพุทธเจ้าว่า ละจากเรือน สละบิดามารดา ละญาติ ละทรัพย์สมบัติ. (คำว่า "ญาติ" คำเดียว นับตั้งแต่บิดามารดาลงไปถึงญาติทุก ๆ คน. คำว่า "ทรัพย์สมบัติ" คือสิ่งของต่าง ๆ ที่เรามีอะไรก็ตาม) ออกจากเรือน คือจากความเป็น
น.74 ฆราวาส เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ไม่มีบิดามารดา เป็นผู้ไม่อยู่ในอาณัติอะไร. ถ้า ถามว่าเป็นคนของใคร จะมีปัญญาตอบไหม ? นี้มันก็ตอบยาก. ว่าที่จริง ; ถ้าจะให้ ตอบออกไป บางทีจะฟังไม่ค่อยถูก เช่นจะต้องพูดไปทำนองว่าเป็น "คนของธรรม" อย่างนี้. ถ้าจะตอบว่า เดี๋ยวนี้เราเป็นคนของพระพุทธเจ้าไปแล้ว ไม่เป็นของบิดามารดา หรือของคนไทย นี้ก็ถูก ถูกอย่างยิ่ง ; แต่ยังไม่ถูก เท่ากับว่าเป็น คนของธรรม. การเป็นคนของธรรม หรือว่า เป็นคนของพระพุทธเจ้า นี้ ก็พอ ๆ กัน ถ้ารู้ความหมายของคำได้ดี ก็จะเป็นสิ่งเดียวกันได้. แต่อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้า "เป็นคน ของธรรม" ทรงเคารพธรรม แยก "ธรรม" ออกจากพระพุทธเจ้าได้อย่างนี้. พระพุทธเจ้า ก็เป็นคนของธรรม เราก็เป็นคนของธรรม แล้วไปคำนวณดูเอง ว่าเป็น คนของธรรม นี้ เป็นอย่างไร ? คำว่า "คนของธรรม" นี้ เป็นการกล่าวอย่างถึงที่สุดทีเดียว : จะพูด ในแง่ที่อิสรภาพ ก็เป็นอิสรภาพอย่างยิ่ง. คำว่า "คนของธรรม" นี้ ไม่มีใครจะทำ อะไรได้ ถึงที่สุดของอิสรภาพ ; แม้จะพูดถึงในแง่ดี แง่ประเสริฐ แง่ที่มีคุณสมบัติ ฯลฯ มันก็สูงสุด. นี่ คนของธรรม ต้องเป็นอย่างนี้. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีธรรมเนียม หลายอย่างหลายประการ ที่ให้เปลี่ยนรูปของการพูดจา หรือความประพฤติ อะไรต่าง ๆ. เช่นว่า เมื่อคุณบวชเสร็จแล้ว ก็เลิกเรียกว่า พ่อ - แม่ แต่มาเรียกว่าโยมพ่อ โยมแม่ ซึ่งมีความหมายเป็นพ่อหรือเป็นแม่. ที่เรียกว่า "โยม" ก็หมายถึง ผู้ช่วยเหลือ เท่านั้น. ถ้าจะเรียกบิดามารดาอย่างถูกต้อง ก็ว่า "อุบาสกโยม" หรือ "สกโยม" คือโยมที่เป็นอุบาสกเท่านั้น ไม่ใช่เรียก "พ่อ". แล้วก็โยมที่เป็นอุบาสิกา นั้นก็ไม่ใช่ แม่ เป็นเพียงหญิงทั่วไป ชายทั่วไป. เราหมดความเป็นบิดามารดา หมดความรู้สึกที่ เรียกว่าบิดามารดาหรือลูกโดยสิ้นเชิง จึงมีคำพูดอันใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อไม่แสดงความ เป็นพ่อแม่หรือลูกอีกต่อไป.
น.75 ที่ เรื่องเกี่ยวกับการบวช ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือเลิกใช้คำพูด ชนิดที่เป็นเรื่องสัตว์บุคคลอะไรไปเลย เช่นใช้คำแทนชื่อตัวเราเองนี้ว่า "รูป" รูปหมายถึงร่างกาย ; ไม่ใช้คำว่า "ฉัน" หรือ ไม่ใช้คำชื่อนั้นชื่อนี้ แต่ใช้คำว่า "รูป". มันกลายเป็นเล็งถึงธรรมชาติในลักษณะที่เป็น วิทยาศาสตร์ เรียกรวม ๆ ว่า "รูป"; สิ่งที่เป็นรูป สิ่งที่มีรูป หรือรูปธรรม ไม่ใช่ ตัวฉัน. หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงจากคำว่าตัวฉัน. นี่ก็หมายความว่า ไม่มีตัวฉัน. ก็เลยเป็นคนของใครไม่ได้ หมดความเป็นคนของใคร ไม่เป็นคนของผู้ใด. ถ้าจะพูด ก็ต้องเป็นคนของธรรมชาติ หรือคนของธรรมไป เท่านั้นเอง (ธรรมหรือธรรมชาติ คำนี้ใช้แทนกันได้) เรากลายเป็นคนของธรรมชาติ หรือกลายเป็นคนของธรรมไป. นี่คงจะเคยคิด หรือไม่เคยคิดก็ตามใจ แต่บอกให้ทราบเพื่อให้รู้จักสิ่งนี้อย่างสมบูรณ์ และ รู้จักทำใจให้ถูกต้อง แล้วจะได้ประโยชน์มาก ได้กำไรมากมหาศาลเลย ดีกว่าจะทำอะไร อย่างงมงายโง่ ๆ ตามประเพณี ตามประสาที่ทำอะไรตาม ๆ กันมา ; บวชก็บวชเล่น ๆ บวชเพื่อพักผ่อน บวชเพื่อสนุกสนาน มีการเล่นหวัวเหมือนกับที่ยังไม่บวช ซึ่งก็เห็น ๆ กันอยู่ อย่าต้องออกชื่อว่าที่ไหน คนไหนดีกว่า ; บวชอย่างนั้น มันไม่เป็นการบวช และบวชอย่างนั้นยังเป็นคนของชาวบ้าน ยังเป็นลูกเป็นหลาน ของคนใดคนหนึ่งอยู่ อยู่ ในอาณัติของคนใดคนหนึ่ง ในที่สุดก็ตกอยู่ใต้อำนาจของความสุข สนุกสนาน ที่เรียกว่า เนื้อหนัง ; ยังเป็นคนของเนื้อหนังอยู่ นี้แย่มาก เสียผ้าเหลือง. ฉะนั้นต้องรู้เอาเอง ในความหมายที่ถูกต้องนี้ ว่า เรากำลังเป็นคนของใคร ให้ถูกต้อง. ถ้าตอบอย่างที่เรียกว่าถูกต้องที่สุด ไม่ผิด logic ไม่ผิดอะไรต่างๆ ต้องพูด ไปโพล่ง ๆ ว่า "คนของธรรม" ขยายความเป็น คนของธรรมชาติ คนของพระพุทธเจ้า หรือคนของอะไรไป ซึ่งไม่ใช่ของมนุษย์ ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ธรรมดานี้ และไม่ใช่ของ เราด้วย. เพราะฉะนั้น ถ้าความรู้สึกยังมีเหลืออยู่ ว่าเป็นคนของพ่อแม่ เป็นคนของ มหาวิทยาลัย เป็นคนของอะไรทำนองนี้ สลัดทิ้งไปเสียดีกว่า ชั่วระยะที่บวช แม้สัก
น.76 ๑ เดือน หรืออะไรทำนองนี้ เพื่อว่าเมื่อบวชก็บวชจริง ไม่บวชก็ไม่บวช ถ้าบวชก็ ต้องบวชจริง. นี่เรากำลังเป็น คนของธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก ฉะนั้นเราจะต้องพูดกัน ต่อไปในคราวหลัง ๆ ว่าสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้น คืออะไร. เดี๋ยวนี้ก็เข้าใจพอลาง ๆ ก็ยังดี แล้วก็มีความรู้สึกที่พุ่งตรงไปยังสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" เราเป็นคนของธรรม ไม่ใช่ ของอุปัชฌาย์อาจารย์ ไม่ใช่ของชาวบ้าน ไม่ใช่ของใครคนไหนหมด และไม่ใช่ของ ประเทศไทย หรือไม่ใช่ของพวกไหน กลุ่มไหนหมด เป็นของธรรม ที่กว้างเหลือ ประมาณ ไม่จำกัด ไม่มีขอบเขต. นี่ อิสรภาพของการได้เป็นภิกษุ คือ เป็นคน ของธรรม. ทีนี้ก็จะพูดโดยรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกันต่อไปอีก เช่นคำว่า เราเป็นภิกษุ เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อยู่ในเพศอนาคาริก เป็นบรรพชิต ฯลฯ คำเหล่านี้ ก็ต้องเข้าใจตามสมควร มันขึ้นอยู่กับหน้าที่การงาน หรือสิ่งที่ต้องกระทำส่วนหนึ่ง ๆ นั่นแหละเป็นหลัก ถ้าเรายืนยันว่าเราเป็น ภิกษุ ก็หมายความว่า เราเป็น ผู้เป็นอยู่ด้วยการช่วย เหลือของผู้อื่น เหมือนคนขอทาน แต่ว่าเป็นขอทานพิเศษ คือขอทานที่เป็นเจ้าหนี้. นี่ ฟังดูก็สับสน เป็นคนขอทาน แต่ว่าเป็นเจ้าหนี้. หมายความว่า เรามีความดีความงาม ความอะไรที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่ ในฐานะเป็นนักบวช เราประพฤติศีล สมาธิ ปัญญา หรือศึกษาปฏิบัติอะไรอยู่ก็ตาม นั่นทำให้เกิดสิทธิสูงสุด ที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือ จากผู้อื่น เพราะว่า การกระทำของเราเป็นประโยชน์แก่โลก เป็นการประพฤติให้มี บุคคลชนิดนี้อยู่ในโลก สืบอายุของธรรมะของศาสนา ไว้ในโลก เพื่อประโยชน์แก่โลก. เมื่อบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนจริง ก็เป็นการประพฤติ ประโยชน์แก่โลก เพราะฉะนั้น บุคคลนี้จึงมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นช่วยเหลือ หรือ
น.77 เรียกร้องการช่วยเหลือจากผู้อื่น. แต่เราไม่ได้เรียกร้องโดยการอ้างสิทธิในทำนองนั้น ทั้ง ๆ ที่มีสิทธิ ; เราแสดงการเป็นอยู่ให้เห็น ว่าต้องการความช่วยเหลือแต่เพียงส่วนนั้น ๆ คนที่เขารู้จักคุณค่าของนักบวช เขาก็ช่วยเหลือ เขาก็ได้บุญ เพราะว่ามีส่วนร่วมกับเรา ในการทำประโยชน์แก่โลก. แต่เดี๋ยวนี้ หากเราจะพูดกันอย่างนักการเมือง นักเศรษฐกิจ บ้า ๆ บอ ๆ อะไรทำนองนี้ ว่าเรามีสิทธิอะไรที่จะกินข้าวของผู้อื่น ก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่า เรากำลัง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลก แล้วก็มีสิทธิที่จะเป็นอยู่โดยการช่วยเหลือของผู้อื่น ; เพราะ ฉะนั้นพรุ่งนี้พวกคุณไปบิณฑบาต ก็ต้องมีความรู้สึกข้อนี้อยู่ในใจ ว่าเราไม่ใช่คนขอทาน อย่างขอท่านกลางถนน เราได้เป็นคนขอทานในตระกูลของพระพุทธเจ้า เป็นขอทาน ที่เป็นเจ้าหนี้ เป็นบุคคลหมู่หนึ่ง กลุ่มหนึ่ง คณะหนึ่ง เรียกว่าคณะสงฆ์ กำลังทำสิ่งที่เป็น ประโยชน์ที่สุดแก่โลก เพื่อความอยู่รอดของโลก. เพราะฉะนั้นสมาชิกแต่ละคน ๆ ก็มี สิทธิอันชอบธรรมอยู่ในตัว ที่จะบริโภคของของผู้อื่น และเมื่อผู้อื่นนำมาให้บริโภค ก็ กลายเป็นได้กำไร คือได้ผล ได้บุญ ได้กุศล ; แต่แล้วก็ยังจะต้องเคารพในสิทธิของกัน และกัน. เพราะฉะนั้นเราก็ถือตัวว่า เป็นขอทาน ดีกว่า และเมื่อชาวบ้านเขามาช่วยเหลือ เรา เลี้ยงดูเรา ให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ เพื่อทำหน้าที่ของเรา เราก็ขอบใจเขา. นี่ เป็น ขอทานที่ประหลาด ; ภิกษุ แปลว่า ผู้ขอ. ทีนี้ ถ้าคำว่า ภิกษุ จะไม่แปลว่าผู้ขอก็ได้ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร คือผู้เห็นทุกข์ เห็นภัยในชีวิต. คำว่าภิกษุ แปลอย่างนี้ก็ได้ นี่ ก็ยิ่งแสดงว่า ผู้นั้น เป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรมสูง มีปัญญาสูง เห็นความจริงของชีวิตของโลกทั้งหมด แล้วกำลังปฏิบัติเพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านั้นให้สิ้นไป อย่างนี้ก็ยิ่งมีความหมายมากขึ้นไปอีก มีสิทธิอันชอบธรรมมากขึ้นไปอีก ที่จะเป็นอยู่ด้วยอาหารของผู้อื่น.
น.78 สรุปความว่า เรามีสิทธิล้นเหลือ ที่จะเรียกร้องเอาการช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือว่าในฐานะเป็นเจ้าหนี้ เพราะว่าเราเป็นผู้ประพฤติอยู่ก่อนแล้ว ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สูงสุดแก่มนุษย์ทั้งโลก นับว่าอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้. แต่ถึงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าหรือ สาวกของพระพุทธเจ้า รวมกันทั้งหมด ยังขนานนามพวกเรานี้ว่าเป็น ปะระทัตตูปะชีวี ซึ่งคำ ๆ นี้ เป็นชื่อของพวกเปรตชนิดหนึ่ง คือเปรตชนิดที่ต้องอาศัยสิ่งที่ผู้อื่นให้ เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต. หมายความว่า เปรตชนิดนี้ไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ ไม่มีอะไรที่จะเลี้ยงชีวิตของตัว ต้องอาศัยส่วนบุญส่วนกุศลที่ผู้อื่นเขาให้ เขาแผ่ไปให้ จึงมีชีวิตอยู่ เรียกว่า ปะระทัตตูปะชีวี (ปะระ แปลว่าผู้อื่น, ทัตตะ แปลว่าให้, อุปชีวี แปลว่า มีชีวิตอยู่) มีชีวิตอยู่เพราะของที่ผู้อื่นให้ นี่ ก็เพื่อให้เราเจียมตัว อย่ายกหูชูหาง อย่ากระด้างด้วยมานะทิฏฐิ อย่าอวดดี. ขอให้เราเป็นเหมือนเปรตชนิดหนึ่ง ที่อาศัยการเป็นอยู่โดยผู้อื่นเขาให้ เขา ช่วยเหลือ เพื่อจะป้องกันมิให้อวดดี มีมานะทิฏฐิ ยกหูชูหาง ว่ากูเป็นผู้ทำประโยชน์ สูงสุดแก่โลก กูจะต้องเรียกร้องอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่มี ; กลับถ่อมตัว ถึงขนาด ที่ว่าเป็นเปรตชนิดหนึ่ง เหมือนกับเปรตที่เป็นอยู่ด้วยส่วนบุญของผู้อื่น. ถึงแม้ว่าเรา ไม่ใช่เปรต เราไม่เป็นเปรต ไม่ได้เป็นเปรต ก็ยินดีที่จะถ่อมตัวเหมือนกับเป็นเปรตชนิดนั้น. คำว่า ปะระทัตตูปะชีวี มีความหมายอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "ภิกขุ" คือผู้ขอ ผู้ขอทาน ; แล้วก็เนื่องกับคำที่ว่า เราเป็นผู้ที่เห็นความจริงในชีวิต แล้วก็เป็น ผู้มีคุณสมบัติพอ ที่จะขอทาน ให้ผู้อื่นช่วยเลี้ยงดูเรา โดยที่เราไม่ต้องไปทำไร่ทำนา ทำมาหากินด้วยตนเอง. นี่แหละ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เราเป็นลูกของพ่อแม่ หรือว่าเป็นนิสิตของมหา- วิทยาลัย หรือเป็นอะไรก็ตามใจ เดี๋ยวนี้ปัดทิ้งไปหมด มาอยู่ในลักษณะที่เป็นภิกษุ ผู้มีความหมายอย่างนี้ ฉะนั้นเราจงรู้จักภาวะของเรา ส่วนที่เป็นภิกษุอย่างนี้.
น.79 ภาวะของเราในรูปอื่น ก็ยังมีอีก เช่นว่าเดี๋ยวนี้เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า การบวชของเราในวันนั้น อุทิศพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรียกว่าบวชมาเพื่อเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า. เราเป็นภิกษุขึ้นมาได้ด้วยการบวช ที่อุทิศพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อุปัชฌาย์เสกให้เป็นนั้นเป็นนี่ขึ้นมา ด้วยการเสกเป่า เหมือนที่เขาพูด ๆ กัน นั่นคนไม่รู้พูด. ถ้าคนรู้พูด จะพูดว่าบวช จากบ้านเรือน อุทิศพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นสาวกของท่าน ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าจะทำตามท่าน. คำว่า "สาวก" ตัวหนังสือแปลว่าผู้ฟัง หรือขยายออกไปเป็น ผู้เชื่อฟัง แล้วขยายออกไปอีกว่าเป็นผู้กระทำตาม ถ้าเชื่อฟังก็ต้องกระทำตาม. คำว่า สาวก เลยแปลว่าผู้กระทำตาม คือกระทำตามอย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านทำอย่างไร หรือว่าท่านต้องการให้เราทำอย่างไร เราก็ต้องทำอย่างนั้น. นี่ เราในฐานะที่เป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องลืมหมด ที่เป็นนั้นเป็นนี่ ชื่อนั้นชื่อนี้ ลูกคนนั้น หลานคนนี้ ต้องลืมหมด เรียกว่า เป็นผู้เชื่อฟังพระพุทธเจ้าด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด. ทีนี้ เราตัดบทไปถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นทาส สมัครเป็นทาส เป็นทาสโดย ความหมายของคำว่าทาสโดยสมบูรณ์ แด่พระพุทธเจ้า อย่างในบททำวัตรสวดมนต์ตอนเย็น ว่า : พุทธัสสาหัสมิ ทาโสวะ ; ธัมมัสสาหัสมิ ทาโสวะ ; สังฆัสสาหัสมิ ทาโสวะฯลฯ ไปดูบททำวัตรสวดมนต์ เราปลงชีวิตมอบกายถวายชีวิต ถวายพระพุทธเจ้า เพื่อความ เป็นทาสของพระพุทธเจ้า นั่นแหละคือความหมายของคำว่า สาวก ที่ถูกต้อง คือเป็น ผู้ฟังและเป็นผู้เชื่อฟัง และเป็นผู้กระทำตาม ด้วยการเสียสละอุทิศทุกอย่างเหมือนกับว่า ทาสที่ภักดีต่อนาย. เมื่อผู้ใดอ้างตัวเองเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้นั้นก็ต้องทำอย่างนี้ อันเป็นความหมายของคำว่าสาวก ขอให้จำไว้อีกคำหนึ่ง,
น.80 คำอื่น ๆ ยังมีอีกมาก เช่นคำว่า ธนาคารก หรือบรรพชิต. เดี๋ยวนี้ คุณ เป็นอนาคาริก บวชแล้วนี้ เป็นอนาคาริก. อนาคาริก ก็คือไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ บ้านเรือน. อาคาริก แปลว่าเกี่ยวข้องกับบ้านเรือน, อน คือ น แปลว่าไม่ เข้ามาสนธิ ในรูปนี้ ทำให้เป็น อน + อาคาริก = อนาคาริก แปลว่าผู้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ้านเรือน ไม่มีหน้าที่การงาน ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีอะไร ๆ ต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือน จึงจะเรียกว่า "อนาคาริก" เพราะฉะนั้น เราต้องทำตนเป็นผู้ ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีญาติ ไม่มีบิดามารดา ไม่มีอะไรที่จะไปเรียกร้องจากคนเหล่านั้น, จากบ้านเรือนเหล่านั้น ; เป็นคนลอยไปในอากาศเหมือนนก มีสมบัติแต่เพียงปีกที่จะโบก บินไปเท่านั้นเอง สมบัตินอกนั้นก็ไม่มี ; อย่างนี้เรียกว่า "อนาคาริก". เราลองนึกดู ให้ดี ๆ ย้อนดูตัวในภายในให้ดี ๆ ว่าเรากำลังเป็นอนาคาริกหรือเปล่า ถ้าเรายังไปหวังนั่น - หวังนี่จากบ้านจากเรือน จากอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ยังไม่เป็นอนาคาริก ; รีบตัดใจให้ เด็ดขาดลงไปว่า ในระหว่างที่นุ่งห่มผ้าเหลืองอยู่นี้ ต้องเป็นอนาคาริก ไม่มีความหวังอะไร จากบ้าน จากเรือน แม้จากบิดามารดา จึงจะเป็นอนาคาริก. อีกคำหนึ่ง มีความหมายคล้ายกัน คือคำว่า "บรรพชิต" บรรพชิต แปลว่า ผู้มีบรรพชา บรรพชาแปลว่าเว้นหมด ไปหมด คือเว้นหมด ไปหมด จากบ้านเรือน จากความเป็นฆราวาส. เราเป็นบรรพชิต ก็แปลว่าผู้มีบรรพชา คือผู้มีความเว้นหมดไป หมด จากความเป็นฆราวาสหรือบ้านเรือน เพราะฉะนั้นเราจงเตรียมจิตใจให้ดี ๆ ระหว่าง ที่อยู่ในผ้าเหลืองนี้ จะต้องเว้นหมด ไปหมด จากความเป็นฆราวาสจริง ๆ ; อย่าได้กินอยู่ อย่าได้นุ่งห่ม อย่าได้พูดจาอะไรอย่างฆราวาส. อย่ากินอยู่อย่างฆราวาส ก็คือ กินอยู่ด้วยความอยาก อย่างเอร็ดอร่อย กินอย่างฆราวาสกิน นี่ไม่ได้. อย่านุ่งห่ม อย่างฆราวาส นี้ก็เป็นอยู่แล้ว เพราะเราเปลี่ยนเป็นผ้าเหลืองแล้ว. อย่าพูดจาด้วย โวหารสำหรับพูดจาอย่างฆราวาส นี่ให้ระวังให้ดี เผลอเมื่อไร เพื่อนฝูงที่เป็นฆราวาสมา ก็จะพูดหยอก พูดเล่น ด้วยสำนวนอย่างฆราวาส. อย่ามีการกระทำอย่างฆราวาส นี่ คุณก็
น.81 พอจะรู้ได้ ว่าหมายความว่าอะไร. แล้วก็ อย่าคิดนึก หรือ ใฝ่ฝันอย่างฆราวาส. คุณก็เคยเป็นฆราวาสมาแล้ว ว่าใฝ่ฝันอย่างฆราวาสนั้นอย่างไร เดี๋ยวนี้เราต้องหยุดเด็ดขาด ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง. กระทั่งว่าแม้แต่นอนฝันก็อย่าผื่นอย่างฆราวาส นี้คงจะ รู้สึกว่าควบคุมยากเต็มที เพราะนอนหลับไปแล้ว มันฝั่นเอง แต่มันทำได้ ควบคุมได้ โดยที่ว่าเมื่อเรายังไม่ทันหลับ กำลังมีความรู้สึก conscious เต็มที่นี้ ก็ดู ก็คิด พิจารณาดู ถึงคำว่าภิกษุ ถึงคำว่าสาวก คำว่าอนาคาริก ฯลฯ เหล่านี้ให้จริง ๆ ขึ้นไป เดี๋ยวมันก็ จะเกิดความละอายขึ้นมาเอง ถ้าว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง มันเกิดความละอายขึ้นมาเอง มันก็จะกลัวความหลอกลวงอันนี้ หลอกลวงตัวเอง หรือหลอกลวงผู้อื่นอันนี้ แล้วมันก็ ซึมลึกเข้าไปในจิตใจ ใน sub - conscious แล้วก็ไม่มีทางที่จะฝันอย่างฆราวาส ขอให้ ทำจริง ๆ. ถ้าทำเล่น ๆ พอหลับไป มันก็ไม่รู้ว่าเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต มันก็ฝัน เละเทะอย่างฆราวาสได้ นี้แน่นอนที่สุด ; ฉะนั้นควรจะละอายให้มาก กลัวให้มาก มันก็ จะซาไป. ให้รู้จักความหมายของคำว่า บรรพชิต ให้ดี ๆ ว่าเป็นผู้มีบรรพชา. บรรพชา คือเว้นหมด ไปหมด จากความเป็นฆราวาสโดยสิ้นเชิง ไม่คิด ไม่ฝันอย่างฆราวาสอีก ต่อไป นี้ก็จะถึงความเป็นภิกษุที่ถูกต้อง ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทั้งเนื้อทั้งตัว ตลอดเวลาที่ บวชอยู่นี้ จนกว่าจะปฏิญาณตน ขอเปลี่ยนเพศไปเป็นฆราวาสอีก ซึ่งอย่าเพ่อไปพูดถึงมัน เพราะว่าบัดนี้เรากำลังต้องการจะเป็นภิกษุ ตลอดระยะหนึ่งนี้. ต่อไป ยังมีอีกหลายคำ ในที่นี้จะเอามาพูดให้ฟังเฉพาะคำที่เกี่ยวข้องโดยตรง และมีความหมายรุนแรง เหมาะสมแก่คุณในที่นี้เท่านั้น. มีคำ ๆ หนึ่ง คือ วนปรัสล์. วน แปลว่า ป่า, ปรัสถ แปลว่า ผู้อยู่. ในที่นี้ ตามตัวหนังสือก็ว่าอยู่ป่า แต่ความหมายของมันนั้นกว้างกว่านั้น คืออยู่ในป่าโดยตรงก็ได้
น.82 หรืออยู่ในที่ที่มีลักษณะอย่างป่า สำเร็จประโยชน์อย่างป่าก็ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ว่า คนอยู่ ที่บ้าน เป็นฆราวาสอยู่ที่บ้าน แล้วก็อยากอยู่ป่า เขาก็ทำความสงบที่บ้าน ที่ริมรั้วบ้าน ที่กอกล้วย กอไผ่ริมบ้าน ริมรั้ว ไม่สูสีกับใคร ก็ยังมีความหมายอย่างเดียวกับบ่าเหมือน กัน. ทีนี้ เราเป็นภิกษุ บวชอย่างนี้แล้ว มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในป่า อยู่ตามภูเขา ตามถ้ำอะไรก็ได้ แต่เขาก็ไม่ได้หมายความอย่านั้นโดยเฉพาะ คือหมายความว่าอยู่ใน ที่ใดก็ได้ แต่มีความสงบสงัดเพียงพอ เพราะว่าความประสงค์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่วิเวก คือ ความสงบสงัด. วิเวก หรือความสงบสงัดนี้ จำเป็นมาก สำหรับความเป็นภิกษุ มีระบุชัดอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่าภิกษุจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างสงบสงัด หรือวิเวก กินอยู่ นั่งนอน ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ในสถานที่อันสงบสงัด อย่างนี้เขาเรียกว่า อยู่ป่า. ที่นี้สำหรับผู้ที่มีความสะดวก พร้อมที่จะทิ้งบ้านเรือนออกไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำเลย ก็ทำได้. ความหมายแต่แรกมันเป็นอย่างนั้น แล้วต่อมามันขยายออกมาได้ถึงกับว่า ถ้าใครทำให้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกันได้ สำเร็จประโยชน์อย่างเดียวกันได้ ก็เรียกว่า อยู่ป่า เช่นในสวนโมกข์นี้ ก็ยังไม่ใช่ป่าโดยสมบูรณ์ เราทำให้มีความสงบสงัด โดยไม่ มีอะไรรบกวน มันก็เป็นป่าโดยสมบูรณ์ได้เหมือนกัน. เขยิบเข้าไปที่กรุงเทพฯ ถ้ามุมน้อยมุมหนึ่งที่ริมบ้านริมคลองอะไรก็ตาม มันช่วยให้เกิดความสงบสงัดได้ ก็เรียกว่า อยู่ป่าได้เหมือนกัน. คำว่า "อยู่ป่า" นี้ มุ่งผลทางจิตใจ มุ่งหมายทางจิตใจ คือว่า อยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรรบกวนใจก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้น สมมุติว่าฆราวาสคนใดคนหนึ่ง มีอิสระ มีอำนาจ มีอิทธิพลอะไรพอที่จะจัดห้องพิเศษส่วนตัว ไม่มีใครรบกวนได้ เมื่อเขาอยู่ในห้องพิเศษส่วนตัวนั้นแล้ว มันก็มีผลเหมือนกะอยู่ป่า ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ความหมายโดยเฉพาะนั้น คือเรากำลังเป็นอิสระในวิเวก ไม่มีใครรบกวน.
น.83 การที่คุณทั้งหลาย มาอยู่ที่นี่ ในที่อย่างนี้ มันง่ายขึ้น เราไม่ต้องจัดต้องทำ อะไรมาก ไม่ต้องลงทุนจัดห้องพิเศษ ก็สามารถที่จะเป็นป่า เป็นที่วิเวกได้ เรารู้จักทำ ตัวเองก็แล้วกัน อย่าแส่เข้าไปหาตรงที่มันระคน หรือคลุกคลี อย่าเล่น อย่าหวัว อะไรกัน มันก็เป็นบ่าขึ้นมาเต็มที่ได้ เหมือนกับไปอยู่ในดงในภูเขาในอะไรได้ มันอยู่ที่ ความเอาจริงต่างหาก. เว้นการคลุกคลีเสีย มันก็เป็นป่าขึ้นมาทันที นี้มีประโยชน์ มาก เพราะว่าชีวิตในแบบอย่างนี้ มันคิดนึกอะไรได้ลึกซึ้งกว่าที่ต้องระคนหรือคลุกคลี. การที่จะศึกษาธรรมะส่วนลึก อันเป็นเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะ ต้องการความ สงบสงัด คือความวิเวกอย่างนี้ เราพยายามรักษาเวลาอันนี้ไว้ให้ดี อย่าให้เสียเวลาไป เปล่า ๆ ถือโอกาสที่ได้มาอยู่ในที่สงบอย่างนี้ สถานที่อย่างนี้ ทำประโยชน์ให้มันเต็มที่ ตามความมุ่งหมายนั้น. เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังเป็นวนปรัสถ์ แม้ลาบวชชั่ว ๑ เดือนก็ตาม เรียกว่า "ผู้อยู่ป่า" คำสุดท้ายที่จะยกมาเป็นตัวอย่างก็คือคำว่า "สันยาสี" สำหรับผู้อยู่บ่านั้น เขา มุ่งหมายประโยชน์ส่วนตัว ความสงบส่วนตัว ความรู้ส่วนตัว ความสุขส่วนตัว แต่พอมาถึง สันยาสี - ผู้ท่องเที่ยวไป นี้ก็คือว่าเที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของ. ฟังดูให้ดี เมื่อ ประโยชน์ของเราถึงที่สุดแล้ว แล้วเราก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว มันก็เหลือแต่ประโยชน์ ของผู้อื่น ใช้คำพูดเป็นโวหารหน่อย ก็ว่า เที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของให้โลก ให้คน ทั้งโลก. ส่องตะเกียง ก็หมายความว่าให้ความรู้ที่เป็นแสงสว่างจริง ๆ ไม่ใช่ความรู้ชนิด ที่เป็นแสงสว่างมืด. นี่ต้องขอพูดกันตรงๆ ว่า ก ารศึกษาที่มนุษย์จัดอยู่ในโลกเวลานี้ชนิดหนึ่งนั้น เป็นแสงสว่างมืด ยิ่งรู้ยิ่งมืด ยิ่งรู้ยิ่งโง่ ยิ่งรู้ยิ่งหลงใหล ยิ่งจมลงไปในเนื้อหนัง ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดี ว่ายิ่งเรียนยิ่งรู้ยิ่งจมลงไปในเนื้อหนัง ตามแบบของวัตถุนิยม ความรู้ทั่วทั้งโลกในเวลานี้ กำลังเป็นอยู่อย่างนี้. เพราะฉะนั้นยิ่งรู้ ยิ่งไม่เป็นแสงสว่าง
น.84 ยิ่งรู้ยิ่งเป็นแสงสว่างที่มีความมืด เราเรียกว่า แสงสว่างสีขาว. แสงสว่างที่ขาว จนตาฝ้า ไปหมด ก็มองไม่เห็นอะไร นี่ แสงสว่างสีขาวเป็นอันตรายมากกว่าความมืดสีดำ เพราะเป็นความมืดชนิดที่หลอกลวง ปิดบังไม่ให้รู้. ถ้าเป็นความมืดสีดำ เราก็มอง ไม่เห็นอะไร เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้ามันเป็นแสงสว่างสีขาว หมายความว่ามันเป็น แสงสว่างที่หลอกลวง พาไปสู่ความผิดโดยไม่รู้สึก จมอยู่ในเนื้อหนังคือความทุกข์ ความ หลงใหล. ดังนั้นผู้ส่องตะเกียงในที่นี้ หมายถึงผู้ที่ส่องแสงสว่างที่ถูกต้องให้แก่มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาตามวิถีทางของศาสนาเท่านั้น ที่จะเป็นแสงสว่างที่แท้จริง ไม่ใช่แสงสว่างชนิดที่เป็นความมืดสีขาว. ฉะนั้นการที่เราได้มาบวช เพื่อศึกษาเรียนรู้ เรื่องแสงสว่างที่แท้จริงนี้ นับว่าวิเศษ เพราะมันจะเป็นเครื่องราง เป็นเครื่องป้องกันภัย จากความมืดสีขาว คือความรู้หรือการศึกษาที่ชาวโลกธรรมดากำลังมี กำลังก้าวหน้า กำลังเอากันใหญ่ มันยิ่งเป็นความมืดสีขาวมากขึ้นทุกที. โลกกำลังจะเป็นนรกที่ทนทุกข์ ทรมานอย่างใหญ่หลวง ก็เพราะการศึกษาที่เป็นความมืดสีขาว. ยิ่งเรียนยิ่งก้าวหน้า ก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ; ยิ่งเห็นแก่ตัว ก็ยิ่งทำการเบียนเบียดตัวเองและผู้อื่น โลกจึงอยู่ใน ภาวะสงคราม หรือวิกฤติกาลตลอดเวลา จนกว่าจะทิ้งความมืดสีขาวนั้นเสียที มาหา แสงสว่างที่ถูกต้องตามทางของศาสนาโดยเฉพาะ หรือตามทางของพระธรรมก็ได้ (หรือ สมมุติอีกก็ว่า ตามทางของพระเจ้า) อันเป็นแสงสว่างที่ถูกต้อง พวกสันยาสี ก็คือพวกนักบวชที่จบ สิ้นสุดเรื่องของตัวแล้ว แล้วก็เที่ยวไป ในสังคมของมนุษย์เพื่อส่องแสงสว่าง หรือเพื่อแจกของ. นี้หมายความว่าแสงสว่างนี้ ให้เปล่า ความรู้นี้ให้เปล่า ไม่คิดค่า ไม่คิดมูลค่าตอบแทน ให้เปล่าเรื่อย. "แจกของ" เขาหมายความว่าอย่างนี้ "ของ" นั้นก็คือแสงสว่าง. การกระทำนี้ เป็นการส่องแสงสว่างลงไปในโลก ให้แก่โลก เราเลยกลาย เป็นคนของโลก ฉะนั้นถ้าถามว่าคุณเป็นคนของใคร ? ตอบอย่างภาษาชาวบ้านก็ว่า
น.85 เป็นคนของโลก ไม่เป็นคนของใคร แต่เป็นคนของสากลโลก. นี่เรากล้าพูดว่าเราเป็น คนของสากลโลก เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นี้ มันเกี่ยวข้องถึงสากลโลก. อย่าเข้าใจผิด ว่า เราไม่ได้ไปทำอะไรที่ประเทศอื่น มุมโลกส่วนอื่น ขอให้มองให้ดี ๆ ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้ มันมีความเกี่ยวเนื่อง หรือว่ามีอิทธิพลเกี่ยวเนื่องไปถึงสากลโลก. ศาสนา เป็นเครื่อง คุ้มครองโลก เป็นสิ่งคุ้มครองโลก เราเข้าไปทำ กระทำในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ในลักษณะ ที่เราปฏิบัติศาสนาเอง สืบศาสนาให้ยังมีอยู่ในโลก ไม่สูญหายไปเสีย ด้วยความเสียสละ สุดชีวิตจิตใจ ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา แม้น้ำตาตก ก็ยินดีทำหน้าที่นี้ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก อย่างนี้เรียกว่าอุทิศเพื่อโลก เพื่อโลกทั้งมวล เราก็เลยกลายเป็นคนของโลก. นี่แหละ เมื่อถามว่าเป็นคนของใคร เราจะบอกว่าเป็น คนของโลกก็ได้ ในความหมายดังว่านี้ หรือจะบอกให้มันลึกเลยไปกว่านั้น ไม่เป็นคนของใคร คือเป็นคน ของธรรมชาติ เป็น คนของธรรม อย่างนี้ก็ได้ หรือจะตอบอย่างสมมุติว่าเป็นคนของ พระพุทธเจ้าก็ได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้าทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นคนของโลก ไปทันที เพราะพระพุทธเจ้าเป็นคนของโลก เป็นคนของธรรม. เราเป็นผู้บวชเข้ามาแล้ว มันแปรสภาพอย่างนี้ แปรสภาพไปเป็นคนของโลก หรือเป็นคนของธรรม ซึ่งว่าง หรือเป็นอิสระมากไปกว่านั้นอีก เราอย่าคิดแต่เพียงว่าเรา จะทำประโยชน์เพียงเพื่อแก่ตัวเรา หรือแก่บิดามารดาของเรา หรือแก่ประเทศชาติของเรา อย่างนี้มันแคบ อย่างนี้มันไม่ถูกตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ เมื่อเราบวชอุทิศ แก่พระพุทธเจ้าทั้งชีวิตจิตใจ ก็ต้องทำให้ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ ดังนั้น ต้องตั้งปณิธานในการที่จะเป็นคนของโลก ให้มีความรู้สึกอย่างเป็นคนของโลก คือเป็นของผู้อื่นหมด ไม่มีตัวเรา ทีนี้มันก็เป็นคนของธรรมอยู่ดี ; เพราะว่าการกระทำ อย่างนั้น เป็นการกระทำที่เป็นธรรม เพื่อธรรม มีลักษณะเป็นธรรม เป็นความถูกต้อง อย่างสากล.
น.86 ถ้าเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นคนของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องทำอย่างนี้ คือทำตัวให้เป็นคนของโลก ทำตัวให้เป็นคนของธรรม ที่ไม่ใช่ตัวเรา นี่คือสิ่งที่ผม อยากจะปรารภเป็นข้อแรก เป็นจุดเริ่มแรก เป็นชนวนเริ่มแรก สำหรับเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ต่อไป ดังนั้นหวังว่าทุกคนที่ได้ฟังนี้ จะเอาไปคิดไปนึกคิดไว้ ในใจในฐานะที่เป็นความรู้ (หรือเป็นความรู้รอบตัวก็ได้ ถ้าไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น) แต่ผมไม่ต้องการอย่างนั้น ต้องการให้เป็นสิ่งที่เอาไปปฏิบัติตลอดทุกลมหายใจเข้าออกเลย. ไปนึกทบทวน เสียให้ดี ก่อนแต่ที่จะหลับลงไป ว่าเรามีลักษณะอย่างนี้ อยู่ในสภาพอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ เรากำลังเป็นอย่างนี้. เมื่อไม่กี่วันนั้นเราเป็นอย่างอื่น เดี๋ยวนี้โดยเฉพาะวันนี้ มันเป็น อย่างนี้ไม่ควรคิดหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายอะไร อย่างใดอีก ยินดีที่จะเผชิญกับความเป็นอย่างนี้ ให้ถึงที่สุด ด้วยความมีสติอย่างยิ่ง ฉะนั้นอย่าไปมัวหัวเราะเสีย อย่าไปมัวหลุกหลิกเสีย อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านเลื่อนลอยเสีย ให้มีสติควบคุมความเป็นอย่างนี้ของเราไว้ ทุกลม หายใจเข้าออก. เมื่อไฟยังมีแสงสว่างอยู่นี้ ก็เห็นว่านุ่งผ้าเหลืองอยู่ ก็พอจะนึกได้ แต่พอดับไฟนอนแล้ว ให้คุณลูบคลำศีรษะดูก็แล้วกัน จะรู้สึกว่าศีรษะโกนอยู่ หัว โล้นอยู่ มันก็จะรู้สึกอยู่ได้เหมือนกัน ว่าได้บวชแล้ว. ถ้าไม่ทำอย่างนี้ พอดับไฟมืดแล้ว จิตใจเผลอไปเป็นฆราวาสโดยไม่ทันรู้ตัว คิดนึกอย่างฆราวาส ฝั่นอย่างฆราวาส อย่างนี้ ก็ขาดทุนใหญ่. ฉะนั้นก่อนแต่จะนอน ต้องนึกทบทวนให้ดี ว่าเราไม่มีความเป็นฆราวาส พอไฟดับมืดแล้ว ก็คลำศีรษะดูบ่อยๆ ว่าหัวโล้นอยู่ มันก็เผลอไม่ได้ แล้วเราก็อยู่ใน สภาพเป็นบรรพชิต เป็นนักบวช เป็นภิกษุ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นทุกอย่าง อย่างที่ว่ามา เป็นอนาคาริก เป็นบรรพชิต กระทั่งเป็นวนปรัสถ์ผู้อยู่ป่า และก็มีความ มุ่งหมายที่จะเป็นสันยาสี หรือเป็นบ้างตามที่จะเป็นได้ ในการที่จะทำตัวเป็นแสงสว่าง แก่ผู้อื่น แม้แก่เพื่อนฝูงที่จะอยู่ใกล้ ๆ นั่งคุยด้วยกัน เราช่วยกันให้เป็นผู้มีแสงสว่างได้.
น.87 สรุปว่า นี่แหละ เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะเอามาพูด ให้ฟัง แก่คุณทุกๆ คน ที่อุตส่าห์มาถึงที่นี่ เพื่อจะรับโอวาท หรือคำสั่งสอน หรือการ อบรมอะไรก็แล้วแต่จะเรียก ผมทำได้แต่เพียงสิ่งที่ผมรู้สึกว่าถูกต้อง และดีที่สุด. ทั้งนี้ จะถูกความประสงค์ของคุณหรือไม่ ผมไม่รับรอง ไม่อาจจะรับผิดชอบ ไม่อาจจะรับรอง ว่าจะถูกใจ หรือเป็นที่พอใจหรือไม่ รับรองแต่เพียงว่าผมพยายามเลือกเฟ้น ในส่วนที่ เห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ควรจะให้ที่สุด มาพูด แล้วก็จะพูดกันเรื่อย ๆ ไป ตาม โอกาส ตามเวลา จนกว่าจะสิ้นสุดเวลาของเรา. สำหรับวันนี้ ขอยุติ ตามเวลาที่กำหนดไว้.
Buddhadasa