น.88 เวลาของเราล่วงมาถึง ๕.๐๐ น. แล้ว อยากจะพูดต่อไป ถึง เรื่องความหมายของการบวช ตามทัศนะของบุคคลพวก มโนนิยม ซึ่งยังไม่จบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เราจะต้องเข้าถึงอุดมคติของการบวช จึงจะเกิดปีติ ปราโมทย์ ซึ่งเป็นอานิสงส์ของการบวช. ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการ บวชให้เพียงพอและถูกต้อง คือทั้ง ถูกต้อง และทั้ง เพียงพอ. เรามักจะเข้าใจอะไรไม่ ถูกต้อง แม้จะเข้าใจถูกต้อง ยังไม่ถึงขนาดที่เพียงพอ เป็นเสียเช่นนี้โดยมาก แทบจะ ทุกเรื่อง ขอให้ไปสังเกตดู. ยิ่งเรื่องการบวช เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก หรือลึก สำหรับ คนที่ยังหนุ่ม และเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่า เราสมัครเข้ามาบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ถ้าทำ ไม่ดี ก็ไปเข้าในบทที่กล่าวว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" ถ้าอย่างนี้ละก็ น่าสังเวช. ฉะนั้น ต้องไม่เป็นเรื่องที่ผิดพลาดถึงขนาดนั้น หมายความว่าเราบวชนี้ เพื่อศึกษาชีวิตในด้านลึก ให้เข้าใจไว้แต่เนิ่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงอยากจะพูดถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือเรื่อง อาศรม ๔. ๒๒
น.89 อาศรม ๔ หมายถึงระดับชีวิตของมนุษย์เรา ที่เขารู้จักแบ่งกันมาตั้งแต่ครั้ง พุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล ตามความคิดของชาวอินเดีย. เราไม่รังเกียจวัฒนธรรม อินเดีย เพราะเป็นที่ประจักษ์อยู่โต้ง ๆ แล้วว่า การบวชครองผ้าเหลืองเข้ามานี้ ก็เป็น วัฒนธรรมของอินเดีย โดยเหตุที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย แต่ว่าเราไม่ได้มีความคิด ชนิดที่งมงาย ฉะนั้นเราจึงพิจารณาดูว่าวัฒนธรรมอินเดียนี้ ใช้ได้แก่ทุกคน เพราะว่า เกิดขึ้นมาจากหมู่คนที่เป็นนักปราชญ์ที่มีความเฉลียวฉลาด ศึกษาค้นคว้าในเรื่องเกี่ยวกับ ชีวิต จนกระทั่งเกิดจอมนักปราชญ์ เช่นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นวิชาความรู้ของท่าน ที่ค้นออกมาจากธรรมชาตินั้น จึงไม่เป็นอินเดียโดยเฉพาะ แต่เป็นสากล ดังนั้นจึงเป็น ที่รับได้แก่ทุกคน หรือทั่วทั้งโลก. แม้ว่าความรู้ ความคิดบางแขนง ที่ไม่เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้าโดยตรงที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของอินเดียมาก่อน กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ทรง ยอมรับ อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสนใจ. อุดมคติ หรือความคิดทำนองที่เกี่ยวกับการ บวชนั้น มีอยู่อย่างน่าสนใจ คือเรื่องที่เรียกว่า "อาศรม ๔". คำว่า "อาศรม" นี้ ไม่ได้แปลว่ากุฏิเล็ก ๆ เป็นที่อยู่ของฤๅษี อย่างที่เรามัก จะเข้าใจกันอย่างนั้น เด็ก ๆ มักจะได้ฟังคำสั่งสอนเล่าเรียนมาอย่างนั้น ว่าอาศรมคือกุฏิ เล็ก ๆ สำหรับพวกฤๅษีอยู่. แท้จริงคำว่า "อาศรม" เขาแปลว่า การที่อยู่กันเป็นหมู่ คณะใหญ่ ๆ ในวัตถุประสงค์อันเดียวกัน ในระดับหนึ่ง อย่างหนึ่งของชีวิตของมนุษย์นี้ เขาเรียกว่า "อาศรม". ทำความเข้าใจกันอีกทีหนึ่งก็ว่า คนจำนวนมากออกไปอยู่ ในแห่งเดียวกันด้วยอุดมคติ และประพฤติกระทำอย่างเดียวกัน เช่นพวกฤๅษีก็ได้ ไปอยู่กัน มาก ๆ ณ ที่แห่งหนึ่ง ด้วยความเข้าใจอย่างเดียวกัน มุ่งหมายอย่างเดียวกัน ประพฤติ อย่างเดียวกัน นี่เรียกว่า "อาศรม". แต่ทีนี้ คำว่า "อาศรมในชีวิต" นี้ ยังมีความหมายลึกกว่านั้น คือเขามองดู คนทั้งหมด มนุษย์ทั้งหมด แล้วมาจัดเป็นพวก ๆ. ในพวกที่อยู่ในระดับเดียวกัน มีอะไร
น.90 ๒๔ ที่จะต้องคิด ต้องทำ อย่างเดียวกัน ก็เรียกว่า "อาศรม" หนึ่ง ๆ ในโลกนี้. คือแบ่งเป็น ๔ อาศรม ดังนี้: อาศรมที่หนึ่ง ได้แก่พวกเด็ก ๆ ขึ้นมาถึงหนุ่มสาว กำลังต้องศึกษา เล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดในระเบียบวินัย นี้เรียกว่า "อาศรมพรหมจารี". อาศรมที่สอง ถัดไป คือพวกที่กำลังทำงาน ในฐานะเป็นผู้ที่เป็นพ่อบ้าน แม่เรือน หรือเป็นกำลังสำคัญของสังคม ของประเทศชาติ เรียกว่า "อาศรมคฤหัสถ์" ผู้ครองเรือน. อาศรมที่สาม เป็นพวกที่ผ่านความเป็นคฤหัสถ์ไปแล้ว ต้องการชีวิตแบบอื่น ที่สูงขึ้นไป คือความสงบ จึงหลีกออกไปจากสังคมธรรมดาสามัญ ออกไปอยู่ในที่สงัด เหมือนที่ได้กล่าวให้ฟังแล้ว คืออยู่ป่า. นี้เรียกว่า "อาศรมวนปรัสถ์" อาศรมที่สี่ คือพวกที่ได้ผ่านการศึกษา ผ่านการค้นคว้า ประสบความ สำเร็จในส่วนตัวแล้ว ก็ไปมีการประพฤติกระทำอีกอย่างหนึ่ง คือที่เรียกว่า "แจกของ - ส่องตะเกียง" ให้แก่ผู้อื่น นี้ เรียกว่า "อาศรมสันยาสี". ความสำคัญข้อนี้มันอยู่ตรงที่ว่า ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์. พวกคุณ ทั้งหลาย แม้จะยังมีวัยหนุ่ม เรียกว่าอยู่ในวัยอาศรมพรหมจารี ยังมีการศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนอบรม เป็นเบื้องหน้านี้ ก็ควรจะรู้ ควรจะนึก ควรจะทำความเข้าใจ ว่ามันเกี่ยวข้อง อะไรกันกับเรา ใน ๔ อาศรมนั้น. ในเรื่องนี้ คุณจะมองเห็นได้ทันทีว่า เรื่องนี้ก็คือสิ่งที่ดักอยู่ข้างหน้าเรา : เมื่อความเป็นพรหมจารีผ่านไปโดยสมบูรณ์แล้ว ก็เข้าไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์ คือผู้ครองเรือน
น.91 มีเหย้ามีเรือน จนกระทั่งมีลูกมีหลาน ตามหน้าที่ของบุคคลผู้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ตามแบบฆราวาส. ส่วนบั้นปลายของชีวิต ต้องการความสงบ หรือว่าเมื่อได้ความสงบ แล้วเที่ยวแจกความรู้เรื่องนี้ แก่ผู้อื่น ทั้ง ๔ ด่านนี้ล้วนดักอยู่ข้างหน้าเรา ไปไหนไม่พ้น ซึ่งมีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์อยู่ที่นั่น ; ถ้าไม่ถึงนั้น ก็เรียกว่าไม่ถึงความ เต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ถึงแม้หลักจริยธรรมสากลเขาก็เอา ความเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์นี้ มาเป็น Summum Bonum ข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเรามักจะไม่ เข้าใจว่า ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร ถ้าอาศัยความรู้เรื่อง อาศรม ๔ นี้ จะเข้าใจได้ทันที. แล้วก็มาคำนึงดูตัวเราเอง ซึ่งเพียงแต่อยู่ในอาศรมพรหมจารีเท่านั้น, ขอให้ เราหลับตานึก มองให้กว้าง ๆ ไปทั่วโลก จะมีมนุษย์อยู่กี่พันล้านก็ตามใจ ก็มีอยู่พวก หนึ่งคือเด็ก ๆ หรือคนหนุ่ม ๆ อย่างพวกเรานี้ มีอยู่หลายร้อยล้าน นี่ เป็นอาศรมหนึ่ง ซึ่งจะต้องประพฤติปฏิบัติหน้าที่ของอาศรมนี้ให้ดี ให้ผ่านไปด้วยดี คือบริสุทธิ์ผุดผ่อง. เดี๋ยวนี้มันมีความวิปลาส เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์ไม่มีหวัง หรือมีหวังยาก ที่จะก้าวหน้าไปตามลำดับของอาศรม, นี่คือผลของวัตถุนิยม. โลก กำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม มัวเมาในวัตถุนิยมมากขึ้น ๆ เพราะว่าความรู้ หรือการศึกษา มันก้าวหน้าไป แต่ในทางนั้นทางเดียว ละทิ้งเหินห่างจากมโนนิยม เด็ก ๆ ก็ถูกทำให้ มึนเมาในเรื่องวัตถุนิยม เลยมีการกระทำชนิดที่ก้าวก่าย พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เด็กสมัยนี้ มัวเมากามารมณ์พร้อมกันไปกับการศึกษา. ถ้าถือตามหลักอาศรม ๔ โบราณแล้ว กามารมณ์จะมี หรือมีสิทธิที่จะมี ก็เมื่อ สำเร็จการศึกษาโดยสมบูรณ์แล้ว ย่างขึ้นสู่อาศรมของความเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เพราะ ฉะนั้นในวัยพรหมจารีนี้ จะไม่มีวี่แววของเรื่องเพศเรื่องกามารมณ์ เขามีหลักเกณฑ์ที่ ประพฤติปฏิบัติเป็นระเบียบเคร่งครัด คนเดี๋ยวนี้เห็นว่าบ้าบอ ที่ให้คนหนุ่มคนสาวมีระเบียบ
น.92 วินัยเคร่งครัดเกี่ยวกับเรื่องเพศ. แต่คนโบราณเขาเห็นว่าเป็นเรื่องถูกต้อง และสำคัญ ไม่เอามาปนกันให้ก้าวก่าย เพราะว่าการศึกษามันจะไม่ดี การศึกษามันจะกวัดแกว่ง ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การบังคับตัวเองจะไม่มี. ดังนั้นเขาจึงต้องการให้เด็ก ๆ ตั้งหน้าตั้งตา ก้มหน้าก้มตาสำรวมระวัง ถึงขนาดสุดชีวิตจิตใจ จึงได้เรียกว่า "พรหมจารี". คำว่า "พรหมจารี" ประพฤติอย่างพรหม คือประเสริฐที่สุด ฉะนั้น เด็ก ๆ จึงถูกสั่งสอนให้เคร่งครัดมัธยัสถ์ ให้บูชาอุดมคติอันนี้ ไม่ข้องแวะเรื่องเพศเรื่องกามารมณ์ ในเมื่อยังไม่ถึงเวลา เวลานี้มีแต่เพียงศึกษาเล่าเรียน ประพฤติและปฏิบัติในระเบียบวินัย ตามที่วางไว้สำหรับคนหนุ่มอย่างเคร่งครัด. อย่างนี้ก็น่าเลื่อมใส น่าบูชา และยังสำคัญ อยู่ที่ว่า ถ้าทำขั้นที่ ๑ เคร่งครัด ขั้นที่ ๒ มันก็จะงดงาม เคร่งครัดไปตามลำดับด้วย. แต่ถ้าเป็นเรื่องชิงสุกก่อนห่าม ก็เป็นเรื่องสกปรกเศร้าหมองไปตั้งแต่ทีแรก. นี่ โลก สมัยนี้จึงเป็นโลกที่วิปลาส ไม่เป็นระเบียบ ; โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องอาศรม ๔ นี้แล้ว ก็เสียหายหมด. เมื่อเด็ก ๆ มัวเมาในเรื่องวัตถุ เรื่องกามารมณ์ เรื่องเพศ ก็ดูเถอะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง. แล้วความเป็นพ่อบ้านแม่เรือนในอาศรมคฤหัสถ์ มันก็กวัดแกว่ง คนบูชากามารมณ์ หรือบูชาเนื้อหนังเป็นพระเจ้า เรื่องกิจการงาน เขาก็ทำพอเพื่อจะได้ สิ่งเหล่านั้น การหย่าร้างเป็นของธรรมดา คือการเปลี่ยนกามารมณ์. เมื่อเป็นดังนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงอาศรมขั้นวนปรัสถ์ เพราะคนที่มัวเมาวัตถุนิยมอย่างสมัยใหม่ ศึกษาตาม แผนใหม่นี้ จะไม่มีความรู้สึกในขั้นวนปรัสถ์ คือไม่มีขีดขั้นที่เพียงพอสำหรับความเป็น คฤหัสถ์ และก็ไม่เป็นคฤหัสถ์ที่ดี เพราะเป็นคนที่บ้ากามารมณ์จนกระทั่งตาย แต่งงานอีก เมื่ออายุ ๙๐ ปีก็มี ในหมู่คนชนิดนั้น. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้จึงไม่มีระเบียบอาศรมวนปรัสถ์ มีแต่ความเห็นแก่ตัวตลอดเวลาอย่างนี้, และไม่มีระเบียบอาศรมสันยาสี คือ เที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียง. คุณทั้งหลายลองคำนวณดูให้ดี ๆ ว่าโลกนี้กำลังเดินไปทางไหน ในเมื่อ เปรียบกับความคิด หรืออุดมคติของคนโบราณ ที่มีหลักเรื่องอาศรม ๔ ; แล้วเราเอง กำลังจะเป็นอย่างไร.
น.93 เราจะดูกันอีกที ในเรื่องอาศรม ๔ ว่าเราเกิดมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุประมาณ ๒๐ - ๒๕ ปี เป็นพรหมจารี ผู้ประพฤติอย่างเคร่งครัดในการศึกษาและระเบียบวินัย ไม่เอาอะไรมาแทรกแซงให้เสียหายให้หม่นหมอง. สมมุติว่าอายุ ๒๕ ปี แต่งงาน ก็เริ่ม อาศรมคฤหัสถ์ ไปจนถึงอายุ ๖๐ ปี เรียกว่าครบเกษียณอายุของผู้ทำงาน. ๒๕ ปี ถึง ๖๐ ปี คิดดูซิ ว่ามันสักเท่าไร คือ นานถึง ๓๕ ปี. ถึง อายุ ๖๐ ปี เริ่มพอกันที สำหรับชีวิตที่โลดโผน โลดเต้น ต้องการความสงบสงัด. ระยะ ๖๐ ปี ถึง ๗๐ ปี หรือ อาจจะถึง ๘๐ ปี ที่จะต้องหันไปศึกษา เสพคบกันกับชีวิตแบบวนปรัสถ์ หรือความสงบ สงัดลึกซึ้ง. อายุ ๗๐ - ๘๐ ปีนี้ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ จะประสบความสำเร็จในส่วนตัวแล้ว ก็พอจะเที่ยวแจกของ -ส่องตะเกียง. อย่างน้อยก็เป็นที่ปรึกษาที่ถูก ที่ดีที่สุด ของ ครอบครัว ของสังคมใกล้เคียง ของเพื่อนฝูง อย่างนี้ก็ยังดี แม้ว่าจะไม่ถือไม้เท้าเดิน ท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ หรือทั่วโลก. นี่ คุณลองคำนวณดูให้ดี ๑ - ๒๕ ปี เป็นพรหมจารี, ๒๕ - ๖๐ ปี เป็น คฤหัสถ์, ๖๐ - ๗๐ ปี เป็นวนปรัสถ์, ๗๐ -๙๐ ปี เป็นสันยาสี ถ้าได้อย่างนี้ มันก็ เป็นมนุษย์ที่เต็มหรือเปล่า ? เรากำลังมีความรู้สึกอย่างไร ? ลืมหูลืมตา ประสีประสาต่อ ชีวิต ในลักษณะอย่างไร ? แล้วจะได้ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ในลักษณะ อย่างไรกัน. เราดูวิชาความรู้ ที่เราเรียนกันในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะพวกคุณทั้งหลายนี้ มันก็เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นคฤหัสถ์ อยู่ในวัยพรหมจารี ศึกษาหาความรู้ ส่วนใหญ่ ก็เพื่ออาชีพ หรือเพื่อความเป็นคฤหัสถ์ ฉะนั้น เราก็จะต้องทำให้มันถูกต้อง ถ้าต้องการ ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. เราจะเปรียบเทียบดูก็ได้ อย่างพระพุทธเจ้าซึ่งเป็น ผู้ที่เราบูชา อุทิศชีวิต เคารพบูชานับถือ เดินตามรอยท่าน. ถ้าเคยศึกษาพุทธประวัติ ก็จะทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นพรหมจารี ๑๖ ปี ตามที่เราทราบ คือท่านเป็นเด็ก
น.94 เป็นนักศึกษา เป็นผู้รักการศึกษา อยู่จนถึงอายุ ๑๖ ปี ซึ่งพวกเราต้องการถึง ๒๕ ปี ท่านใช้เวลาเพียง ๑๖ ปี. ทีนี้ ๑๖ ปีแล้ว ก็ทรงเข้าสู่อาศรมคฤหัสถ์ คือแต่งงาน มีความเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ไปจนถึงอายุ ๒๙ ปี ฉะนั้น ระยะอายุ ๑๖ ปี ถึง ๒๙ ปีนี้ ก็หมายความว่านาน ๑๓ ปีเท่านั้น ที่เป็นคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าเป็นคฤหัสถ์เพียง ๑๓ ปี จากอายุ ๒๙ ปี ซึ่งออกผนวช จนถึงอายุ ๓๕ ปี ชั่วเวลา ๖ ปีนี้ ท่านก็เป็นวนปรัสถ์ คืออยู่คนเดียว โดดเดี่ยวในที่สงบสงัด ค้นคว้าทางจิต ทางวิญญาณ ๖ ปี ตรัสรู้เมื่ออายุ ๓๕ ปี, จาก ๓๕ ปี ถึง ๘๐ ปี เป็นเวลายาวนานถึง ๔๕ ปี เป็นสันยาสี เที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียง. ขอให้คิดดูให้ดี ในฐานะที่เราบูชาพระพุทธเจ้า ; ท่านเป็นพรหมจารีเพียง ๑๖ ปี คนสมัยนี้ต้องการจะสำรวยสำราญไปจนถึงอายุ ๓๐ ปี จึงจะคิดแต่งงาน นี่มัน ละโมบ หรือตะกละกามารมณ์ มันจึงยืดออกไปได้ถึง ๓๐ ปี จึงจะแต่งงาน ต้องการ ชีวิตฟรี หรืออิสระ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หมกมุ่นกับความสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง ไปเสียตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ไม่อาจจะใช้ชีวิตพรหมจารี ๑๖ ปี อย่างพระพุทธเจ้า. ทีนี้เป็นคฤหัสถ์ ๒๕ - ๖๐ ปีนี้ มันเป็นระยะยาวมาก ถึง ๓๕ ปี เพื่อ ตั้งเนื้อตั้งตัว หาทรัพย์สมบัติ หาเกียรติยศชื่อเสียง หาพวกพ้องบริวาร อำนาจวาสนา มันกินเวลาถึง ๓๕ ปี. พระพุทธเจ้าแต่งงานอายุ ๑๖ ปี ออกบวชเมื่อ ๒๙ ปี มันก็ ๑๓ ปีเท่านั้น ได้รับความรู้เกี่ยวกับความเป็นคฤหัสถ์โชกโชนพอที่จะเห็นว่ามันซ้ำซาก และไร้สาระ คือไม่ใช่สิ่งสูงสุด ไปชิมเข้าเพียงชั่วสิบกว่าปี ก็รู้ว่ามันแค่นี้เอง เพราะ ฉะนั้นจึงทรงหลีกออกไปจากโลก ไปบวช เพียง ๖ ปีเท่านั้นก็ผ่านวนปรัสถ์ คือการศึกษา ส่วนตัวไปได้ ซึ่งนับว่าลัดได้เร็วมาก. เวลาที่เหลือในชีวิตอีก ๔๕ ปี ทรงเดินไป ทั่วถิ่นที่จะไปได้ ไปประกาศคำสั่งสอน เที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียง เป็นเวลา ๔๕ ปี. ถ้าถือตามแบบของคนสมัยนี้ อายุ ๖๐ ปี จึงจะเกษียณอายุ จึงจะเบื่อ แล้วบางคนก็ไม่
น.95 รู้จักเบื่อ. ถ้าเบื่อ ก็มีเวลาเหลือนิดเดียว สำหรับ ๒๐ ปี ซึ่งจะต้องเป็นทั้งวนปรัสถ์ และทั้งสันยาสี ; ให้เหลือเวลาเที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียง ในวงแคบ ๆ เพียงไม่กี่ปี มันผิดกันไกลอย่างนี้. เราควรจะนึกถึงพระพุทธเจ้าให้มาก เพื่อจะได้มาปรับปรุงเวลาในชีวิต คือ อาศรมต่าง ๆ ของเรา ให้มันเป็นไปในลักษณะที่น่าดูกว่านี้. ถ้าปล่อยไปตามธรรมดา ก็อย่างว่า ๒๕ ปีสนุกสนานไปอย่างคนหนุ่มคนสาว, ๒๕ - ๖๐ ปี ซึ่งเป็นเหมือน ควายวัว ลากแอกอย่างหนัก แต่แล้วก็ไม่เอาไหน เป็นเรื่องสำรวยเสียมากกว่า มัวเมา ในเกียรติยศเสียมากกว่า ไม่บากบั่นในเรื่องภาระที่แท้จริง คือคนสมัยนี้ ผักชีโรยหน้า ทั้งนั้น นี่ ไม่ใช่คำด่า แต่เป็นการพูดไปตรงๆ ว่าที่เป็นคฤหัสถ์ บากบั่นในการงาน ในหน้าที่ทำราชการหรือทำงานอะไรก็ตาม นี้มักจะเป็นเรื่องผักชีโรยหน้า อยากเป็นอยู่ อย่างเทวดา ไม่ได้รับภาระอย่างเคร่งครัดหนักแน่นให้สุดความสามารถ ถือชีวิตเป็น การงาน การงานเป็นชีวิต กันจริง ๆ ก็ทนไปได้ถึง ๖๐ ปี เวลาก็เหลือน้อยสำหรับ ศึกษาด้านจิตด้านวิญญาณ ไม่รู้จะถึงความเต็มของความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่. สรุปเอาสถิติอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ว่าคนในโลกเวลานี้ ไม่เคยนึกที่จะเป็น วนปรัสถ์ หรือสันยาสี คือไม่ต้องการชีวิตแบบเงียบ แล้วหลังจากนั้นเที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียงกันเลย ; ต้องการจะมีอะไร เป็นตัวกู เป็นของกู แบบไม่รู้จักอิ่มจักพอ จนกระทั่งเข้าโลง. ที่ผมพูดนี้ ไม่ใช่ว่าจะโฆษณาอะไรให้คนโบราณ แต่พูดให้ฟัง เพื่อจะได้เลือกเอาเองตามพอใจ อยากจะเอาอย่างไหน ก็ได้อย่างนั้น. ในบัดนี้ เรามาพูดกันถึงเรื่องบวช เรื่องอุดมคติของการบวช ความหมาย ของการบวช จะมีดีบ้างกระมัง หากว่าเราจะไม่พลาดในตอนปลายของชีวิต เพราะเดี๋ยวนี้ อย่างน้อยเราก็ได้ชิมอาศรมวนปรัสถ์สักเดือน สองเดือน เหมือนที่คุณทั้งหลายตั้งใจจะบวช
น.96 กันนี้ ฉะนั้นจึงขอร้องอย่างย้ำแล้วย้ำอีก ว่าระหว่างที่บวชนี้ขอให้เป็นการบวชจริง ๆ อย่ามีใจวอกแวก อาลัยอาวรณ์ ลังเลห่วงหน้าห่วงหลังอะไร. อย่ามาเอาเปรียบศาสนา หรือบวชเพื่อพักผ่อน สบายไปอีกแบบหนึ่ง เหมือนที่เขาพูด ๆ กัน หรือชอบทำกัน. พวกข้าราชการลาบวช มักเป็นการคดโกงหรือเอาเปรียบศาสนากันแทบทั้งนั้น บวช หาความพักผ่อน โดยไม่ต้องทำงานอะไร เงินเดือนก็ได้ แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงศาสนาอะไร ฉะนั้น คุณทั้งหลาย พากันเสียสละมา ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้น ศึกษาวิชาเกี่ยวกับวนปรัสถ์ เก็บตัวอยู่ในที่สงบสงัด มองชีวิตในด้านใน ด้านลึก เท่าที่มีเวลาบวชอยู่นี้. ที่นี้ คุณลองมองดูต่อไปอีกว่า โลกสมัยนี้ ซึ่งเป็นวัตถุนิยมนี้ จะยอมรับ อาศรม ๔ นี้หรือไม่ ? ผมมองดูแล้ว น่าจะไม่เป็นไปได้ ไม่เห็นทาง ที่จะเป็นไปได้. เดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็บูชาฝรั่ง คนหนุ่มคนไทยส่วนมาก ก็บูชาฝรั่ง ความรู้ ความคิด แบบ ชีวิต การกระทำ ก็เอาอย่างฝรั่ง และเมื่อเราดูระบบการศึกษาหรือการงานแบบฝรั่งแล้ว ดูจะไม่มีเรื่องที่จะเป็นไปตามแบบของอาศรม ๔ นี้ มันเป็นเรื่องเนื้อหนังไปจนเน่า เข้าโลงไป. แม้จะพูดถึงศาสนา พูดถึงพระเจ้าก็เป็นเรื่องพิธีรีตอง หลอก ๆ กัน เท่านั้นเอง. เรื่องพระเจ้า เรื่องศาสนา เอาไว้ในความฝัน ตามธรรมเนียมตามพิธีมากกว่า ส่วนการกระทำ หรือความรู้สึกที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องเนื้อหนัง เรื่องวัตถุ จนเน่าเข้าโลง ไปทีเดียว. ขอให้คุณทั้งหลายเข้าใจจนสรุปความได้ว่า อาศรม ๔ นี้ เป็นอุดมคติที่ไม่ อาจจะรับเอาได้สำหรับพวกวัตถุนิยม พวก materialist ไม่อาจจะรับอุดมคติอาศรม ๔ ได้ เหลืออยู่แต่พวกที่เป็น spiritualist มีความคิดลึกในด้านจิต ด้านวิญญาณ ในทางสูง ทางลึก จึงจะรับได้และก็ได้รับมาแล้ว และก็ได้เกิดขึ้นเพราะคนพวกนี้. เพราะคนที่ ผ่านโลกมาโดยสมบูรณ์แล้ว โดยถูกต้องแล้ว มันก็เริ่มมองเห็นว่ายังไม่ใช่ที่สุด หรือจุด สูงสุด หรือความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ; ต้องการความเต็มเปี่ยม (perfection)
น.97 ของความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นจึงคิดต่อไปว่า อะไร, อะไร คือ อะไร มันจึงกระโดดออก ไปถึงเรื่องของวนปรัสถ์ หรือสันยาสี นี่เป็นเรื่องวัฒนธรรมอินเดียโบราณกาลมา จน พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับ จนเราก็มองเห็นได้โดยเหตุผลอย่างอิสระ ว่ามันเป็นสิ่งที่ยอม รับได้. ทีนี้มองดูทัศนะของฝ่ายสุดตะวันออก ของพวกจีน ก็มีหลักเกณฑ์อย่าง เดียวกัน เขามีความคิดอย่างเดียวกันนี้ อย่างที่เคยแนะให้ดูภาพเขียนที่เอามาเขียนไว้ที่บน ตึกชั้นบนสุดทิศเหนือ ภาพจับวัวนั้น อย่ามองเห็นเป็นเพียงภาพศิลปะหรืออะไรทำนองนั้น ต้องมองภาพ chart ของชีวิต ว่ามันมาอย่างไร ไปอย่างไร จากความไม่ประสีประสาอะไร จนมาถึงความสมบูรณ์ที่สุด ได้อย่างไร : ภาพที่ ๑ มันเป็น เรื่องเด็ก ๆ ยืนเหลียวหน้า เหลียวหลัง ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปทางไหน คล้าย ๆ ว่า แรกทีเดียวเกิดมาจาก ท้องแม่ในระยะแรก มัน ก็ไม่รู้เลย ว่าเกิดมาทำไม.
น.98 ภาพที่ ๒ เริ่มเห็น รอยวัวที่พื้นดิน นี้ เท่ากับ ว่าการศึกษาในเบื้องต้น พอจะทำให้รู้ได้ว่า เราจะ ต้องทำอะไรบ้าง จะต้อง ทำอะไรในการเกิดมานี้. เด็ก นั้นเดินตามรอยวัว ไป ๆ. ภาพที่ ๓ ก็เห็น ก้นวัว นี่ มันก็เริ่มประสบ ความสำเร็จในการศึกษาที่มี ระบบที่วางไว้ชัดแล้วว่าเพื่อ อะไร เป็นลู่ทางที่คนหนุ่ม นั้นจะได้ถือเอาเป็นหลัก.
น.99 ภาพที่ ๔ ก็เห็น ตัววัว เผชิญหน้ากันกับวัว ก็เลยได้ต่อสู้กับวัว เอา เชือกคล้อง แล้วก็ต่อสู้ กันอย่างน่ากลัวอันตราย เผลอเข้า วัวก็จะขวิดตาย. ภาพที่ ๕ ประสบ ความสำเร็จ ในการคล้อง วัว จับวัว ฝึกได้สำเร็จ จูงวัวไปตามความต้องการ. นี่ คืออาศรมของคฤหัสถ์ ที่มันตั้งต้นและเป็นไปอย่าง ถูกต้อง เหมือนกับต่อสู้วัว ที่ดุร้าย แล้วก็ชนะ.
น.100 ภาพที่ ๖ ก็เป่าปี่ ขี้วัว (หรือขี่ควาย) อยู่บน หลังวัว นี้ คือจุดสูงสุด ของความเป็นคฤหัสถ์ครอง บ้านครองเรือน บริโภค กามารมณ์อย่างถูกต้อง อย่างไม่หลงใหล มีความ สุขสบาย ไม่เดือดร้อนเป็น ไฟ ในอุปมาเหมือนเป่าปี่ ขี่วัวไปพลาง. ภาพที่ ๗ วัวไม่มีแล้ว เหลือแต่คนนั่งแหงนหน้า หลับตา หมายความว่าแหงน หน้าชะเง้อมองไปยังสิ่งอัน ที่สูงกว่า ไกลกว่า ดีกว่า เรื่องวัวนี้เป็นเรื่องไม่สนใจ แล้ว ไม่อยากจะเป่าปี่ขี่วัว หรือทำอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่มองไกลออกไป ๆ ใน ที่สุด ก็ ....
น.101 ภาพที่ ๘ มันว่างเป็นวงกลม ว่างเฉย ๆ ตัวเองก็หายไป คือทั้งวัว ทั้งคน มันหายไป. เรื่องความเห็น แก่ตัว ไม่มีเหลืออยู่เลย ของที่เอร็ด อร่อยที่เคยพอใจ เคยหลงใหลนั้น ก็หายไป ไม่เหลืออยู่เลย ตัวผู้ เอร็ดอร่อยนั้นก็หายไป ไม่เหลือ อยู่เลย เขาจึงเขียนเป็นรูปวงกลม คือความว่าง. ชีวิตในระดับนั้นมัน perfect ถึงขนาด เราจะไม่ยอมรับ คือจะสลัดออกไปหมด สลัดความ คิดเกี่ยวกับตัวกู เกี่ยวกับของกู ออกไปหมด. ภาพที่ ๙ เป็นภาพธรรมชาติ ยังไม่สิ้นสุด มีการผลิดอกออกผล ใหม่ ออกไปในอันดับที่สูง ๆ ขึ้นไป.
น.102 ภาพที่ ๑๐ สุดท้าย กลายเป็นบุคคลคนหนึ่ง แจกของ - ส่องตะเกียงไป ทั่วโลก. นี่ จะเห็นได้ว่า เหมือนกันอีก คือสันยาสี ที่เที่ยว แจกของ - ส่อง ตะเกียง ไปทั่วโลก. ในภาพที่ ๗ ระยะที่นั่งคนเดียว แหงนเถ่อขึ้นไปเบื้องบนนั้น เป็นระยะ วนปรัสถ์ ตา หู ฯลฯ ปิดหมด ไม่ได้เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไรในโลก คือมุ่งไปถึงโลกอื่น แบบอื่น ระดับอื่น มันจึงพบความว่าง อันเป็นผลของวนปรัสถ์. ต่อจากนั้นก็เป็น สันยาสี เที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียง. พวกจีนเขาไม่เรียกอย่างนั้น ตามแบบพวกอินเดีย. คำว่า พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ สันยาสี เหล่านี้เป็นภาษาอินเดีย วัฒนธรรมอินเดีย แบบอินเดีย แบ่งเป็น ๔ ตอน ; พวกจีนเขาก็มีภาษาเป็นตามแบบจีน และกล่าวไว้ ในรูปอุปมา เป็นการจับวัว แล้วแบ่งออกเป็น ๑๐ ตอน ๑๐ ภาพ ภาพชุดนี้ ไม่ใช่ภาพ ศิลปะ ในที่นี้ขอร้องให้ศึกษาในแง่เป็นภาพชีวิต ถ้าเป็นศิลปะก็ต้องเป็นศิลปะทาง ความคิด ไม่ใช่ศิลปะทางเส้น ทางสี ทางอะไรอย่างนั้น ; แต่คุณทั้งหลายก็ดูเอาเถิด ภาพนั้นๆ ถ้าจะดูกันทางศิลปะ ทางเส้น ทางสี ภาพเหล่านั้นก็ยังถึงขนาดเป็นศิลปอยู่
น.103 ไม่น้อยเหมือนกัน. แต่ศิลปะทางเส้น ทางสี อะไรนั้น ยังไม่วิเศษเท่าใด ศิลปะ ทางการมองชีวิตในด้านลึก เห็นแล้วถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกอันนี้ ออกมา เป็นภาพ นั่นแหละคือศิลปะ เป็นศิลปะแท้ ซึ่งเขานับรวมไว้เป็นศิลปะด้วยเหมือนกัน และศิลปะแง่นี้มีประโยชน์แก่เรา ซึ่งกำลังจะศึกษาชีวิต. คนหนุ่มในอันดับนี้ กำลังมี งานชิ้นสำคัญ คือจะศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตนี้ให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่าทำเล่น และโอกาสที่เหมาะที่สุด ก็คือเมื่อบวช ที่ปลีกตัวออกมาบวช เดือนหนึ่ง ๒ เดือนอะไร นี้ก็ตาม นี้เป็นโอกาสที่เหมาะที่สุด คือมาอยู่อย่างวนปรัสถ์ และเป็นโอกาสที่เหมาะที่สุด ที่จะปิดหูปิดตาต่อโลกทั้งปวง แล้วมองชีวิตในด้านใน ด้านลึก; แล้วก็รู้จักมันให้ดี ต่อไปจากนี้ เราก็จะเดิน. เมื่อจุดของเรายังอยู่ที่พรหมจารี บั้นปลาย ก็ไปตั้งต้นตรง ตอนปลายให้ดี เป็นคฤหัสถ์ให้ดี เป็นวนปรัสถ์แท้จริง ที่สมบูรณ์เรื่อยไป จนถึงเป็น สันยาสี ได้ในที่สุด ความเป็นมนุษย์ ของคุณทุก ๆ คน ก็จะสมบูรณ์. ที่เรามานั่งพูดกันที่นี้ ที่พื้นดิน กลางดิน ตามธรรมชาตินี้ เราได้พูดถึง เรื่องที่สูงสุด ฉะนั้นขอให้ทำอย่างที่เรียกว่าสุดฝีไม้ลายมือของเรา แล้วคุณก็จะได้รับ ความรู้ ได้รับผลของการปฏิบัติ มีการปฏิบัติ ได้รับผลของการปฏิบัติเกี่ยวกับการบวช อย่างสูงสุด เป็นแสงสว่างแก่ชีวิตของเราเอง ที่จะเดินไปให้ถึงที่สุดได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ลองถามตัวเองดูเถิดว่า บวชทำไม ? หรือว่าบวชเพ้อ ๆ ละเมอไปอย่างนั้นเอง เขาว่าบวชดี ก็บวชอย่างเพ้อ ๆ ละเมอเข้ามา ในระหว่างปิดภาคนี้ มันก็น่าสงสาร. แต่ถ้าจะต้องทำอะไรให้ถูกต้อง และจริง สำเร็จประโยชน์ ก็ต้องทำอย่างที่ เขาวางไว้เป็นหลัก เป็นกฎเป็นเกณฑ์ ซึ่งในที่นี้ได้พยายามคิดนึก หรือเลือกเฟ้นเอามา พูดให้ฟัง ให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นชั่วเวลาเล็กน้อยนี้ ขอให้อดทนรับเอาไปคิด ไปนึก ให้ดีที่สุด เพราะว่าไหน ๆ ก็ได้ตั้งใจแล้ว ได้อุทิศ ได้กระทำลงไปแล้ว ขอให้ ได้ถึงที่ดีที่สุด อย่าโลเล หรือว่าอย่าย่อหย่อน เหมือนอย่างที่คนสมัยนี้เป็นกันโดยมาก
น.104 ไปจริงจังกันแต่ในเรื่องความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง แต่ย่อหย่อนในหน้าที่การงาน การ ศึกษาเล่าเรียน ก็เพียงเพื่อให้สอบไล่ได้ ไม่ใช่ให้รู้จริง. คนสมัยนี้ไม่ได้เล่าเรียนเพื่อ ให้รู้จริง แต่ว่าเล่าเรียนเพื่อให้สอบไล่ได้ และเอาการสอบไล่ได้เป็นเครื่องมือไปหา ประโยชน์เพื่อความสุขทางเนื้อหนัง เป็นเสียอย่างนี้โดยมาก. ดังนั้นความรู้จึงเป็นไป ในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์. เมื่อความรู้ไม่สมบูรณ์ มันก็ต้องหาวิธีคดโกงมาช่วย นี่แหละ เป็นทางมาของความเหลวไหล ทางทุจริต คอรัปชั่น อะไรต่างๆ ทำงานกันอย่างที่ คนโบราณเรียกว่า " สุกเอาเผากิน " ด้วย " ผักชีโรยหน้า " ด้วย. เพราะฉะนั้นเราอย่า เอาอย่างนั้นเลย ; ต้องมีแผนการของชีวิตที่ชัดเจน แม้จะยืดยาวอย่างไร ก็ชัดเจน แล้วก็เดินไปทีละนิด ๆ ด้วยความมั่นคงสม่ำเสมอ มันก็จะถึงได้. และให้การบวช ของเราเป็นการบวชตามแบบของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ศึกษาชีวิตในด้านลึก. อย่าเพียง เพื่อเป็นเครดิตอะไรบางอย่าง เหมือนที่เขาใช้กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสารไปเสียทั้งนั้น. อย่างที่เขาพูดว่าบวชเพียงเพื่อให้หาเมียง่าย นี่เป็นคำคนโบราณพูด เพราะเขาถือว่าคนที่ บวชแล้วเป็นที่ไว้วางใจของคนที่จะให้ลูกสาว อย่างนี้เป็นต้น; อย่างนี้ไม่ไหว เป็นเครดิต อย่างเด็กอมมือ. เราไม่ใช่เด็กอมมือ. เราต้องมีความรู้ มีความสามารถ มีสมรรถภาพ มีอะไรสมบูรณ์ เพื่อความสำเร็จในชีวิต แล้วสิ่งอื่นเหล่านั้น มันก็ เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นส่วนประกอบเพิ่มเข้ามาเท่านั้นเอง. สาระอันแท้จริงของชีวิตอยู่ที่ไหน ? ไปคิดดู ความเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์นั่นแหละ เป็นสาระของชีวิต. เพราะฉะนั้นอย่าเอาไปแลก อย่าเอาไป ทำลายเสีย ด้วยความสุขทางเนื้อหนัง อย่างเด็กเล่น เล็ก ๆ น้อย ๆ. ของชนิดนี้ ถ้าเราไปโง่ไปหลงใหล ไปมัวเมาขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องใหญ่โต เป็นเรื่องทั้งหมดเหมือน กับที่คนในโลกเดี๋ยวนี้ บูชาเนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้า เป็นคำด่า ที่เจ็บปวดเหลือที่จะเจ็บ ปวดไม่มีอะไรเหลือเลย ; คนสมัยนี้บูชาความสุขทางเนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้า. นี่ พูดอย่าง ภาษาสากลก็คือพระเจ้า ; หรือทางฝ่ายพุทธศาสนาเรา ก็เรียกว่า บูชาเนื้อหนัง ยิ่งกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียอีก. ขอให้ไปดูเถอะ ไม่ใช่เรื่องดูถูกดูหมิ่น ติเตียน
น.105 นินทา ค่าว่าอะไร คนหนุ่มคนสาวส่วนมาก กำลังบูชาเนื้อหนัง ยิ่งกว่าบูชาพระเจ้า บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา อะไรก็ตาม ยังไม่รู้จักพระเจ้า, ไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพียงพอ แล้วก็ยังไม่อุทิศ เพื่อความดี ความจริง ความงาม ความยุติธรรม ; มัวแต่มุ่งหมายวัตถุ ความสุข ทางเนื้อหนังที่ตนมุ่งหวังอยู่ในอนาคตเท่านั้น จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้น. การศึกษาเล่าเรียนก็เลยเป็นเพื่ออย่างนั้นไปหมด, หรือตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ; มีคนที่เป็น ตัวเอง มีผู้ที่เป็นตัวเอง เป็นอิสระ มีธรรมะเป็นหลักนี้ สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยัง หายาก . การที่บวชเข้ามานี้ ควรจะมีหวังในการที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ในการ ที่จะดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ของชีวิตนี้ ให้ถึงที่สุดได้ อย่าไปรวมอยู่ในพวกบูชา เนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้า ; นั่นไม่มีประโยชน์อะไร. มันก็เหมือนสัตว์ทั่วไป หรือบางที ก็จะเป็นสัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำไป ที่จะบูชาความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อหนังยิ่งกว่า สิ่งใดหมด. ถ้าหากว่าเราเคยเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็ก เพราะเราไม่ได้รับการศึกษา เพียงพอก็รีบเปลี่ยนเสียได้ ไม่มีปัญหาอะไร คือเลื่อนชั้น ๆ ๆ ให้มองเห็นอุดมคติที่ ถูกต้องแท้จริง แล้วก็เปลี่ยนเสียได้ อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดหรือสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ฉะนั้นให้เตรียมตัว ที่จะได้สิ่งที่ดี ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ในโอกาสข้างหน้า. ขอให้เรียน ศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย อะไรก็ตาม เพื่อความเจริญงอกงามของสติปัญญา เพื่อความเป็นคฤหัสถ์ตามลำดับชั้น ที่ สมบูรณ์และถูกต้อง แล้วจะย่นเวลาได้มาก แล้วจะมีโอกาสที่จะเป็น วนปรัสถ์ และ สันยาสี แม้ในเพศฆราวาส ; ไม่ได้หมายความว่าจะต้องบวชในผ้าเหลือง แล้วอยู่ป่า อยู่ดง. เมื่อผ่านชีวิตโชกโชนมาแล้ว ก็เก็บตัวอยู่ในความสงบสงัดอยู่ในความ เงียบ เพื่อมองชีวิตในด้านใน เหลือจากนั้น ก่อนแต่จะตาย ก็ทำตัวเป็นแสง สว่างแก่เพื่อนมนุษย์ แม้ในเพศฆราวาสนั้น แต่ใจไม่เป็นฆราวาส ใจเป็นอย่าง
น.106 ว นปรัสถ์ เป็นอย่างสันยาสีไปแล้ว แม้อยู่บ้านอยู่เรือน. นี่ อย่างน้อยก็ขอให้ หวังอย่างนี้ ไม่ต้องหวังถึงว่าจะบวชในผ้าเหลืองอีกก็ได้ ไม่ต้องหวังถึงขนาดนั้นก็ได้ ; แต่ให้ได้ความหมายครบ ของอาศรมทั้ง ๔ ซึ่งเป็นอุดมคติอย่างของพระพุทธเจ้า พูด กันอย่างนี้ดีกว่า ; แล้วก็ไปไล่ดู ว่าเวลาที่พระพุทธเจ้าท่าน "วิ่ง" ของท่านได้อย่างไร จึงมีโอกาสเที่ยวแจกของ - ส่องตะเกียงถึง ๔๕ ปี ก่อนแต่จะปรินิพพาน ; นี่ เราก็ เอาให้มาก ๆ เข้าไว้ เหมือนท่าน เท่าที่จะทำได้. สุดท้ายนี้ ก็อยากจะสรุปในข้อที่ว่า เรากำลังเป็นอะไร ? ถามตัวเองว่า เรากำลังเป็นอะไร ? เรากำลังเป็นคนของใคร ? ถ้าเราสามารถจะไปจนถึงระดับสุดท้าย เป็นผู้แจกของ - ส่องตะเกียง เราก็เป็น คนของโลก. เดี๋ยวนี้เราออกบวชในพุทธ- ศาสนา มันก็เป็นคนของโลก เป็นคนที่อิสระ ไม่ถูกผูกพันด้วยสิ่งใด ไม่ตกอยู่ใน ความผูกมัดของอะไร เป็นอิสระตลอดเวลาที่บวชอยู่นี้ เป็นคนของพระพุทธเจ้า คือ เป็นคนของโลก ก็คือเป็นคนที่อิสระ. ทั้งหมดนี้ขอให้เข้าใจไว้ สำหรับจิตใจจะได้เดินไปในทางสูงโดยง่าย มิเช่นนั้น ในชีวิตมักจะมีการต่อสู้มากเกินไป แล้วก็ล้มละลายด้วย แล้วก็พ่ายแพ้ด้วย ฉะนั้นจึงเตรียมสำหรับเป็นผู้มีความชนะ ในตัวชีวิตที่แสนจะลึกลับซับซ้อนเข้าใจยาก. นี่ เราพูดกันในเรื่อง ความหมายของการบวช ในทัศนะของพวกที่นิยม ทางจิตทางใจ แล้วไม่เป็นที่นิยมของผู้ที่นิยมทางวัตถุ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวว่าเราจะ สูญเสียความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ เรายังคงบริโภคมันได้ ด้วยสติสัมปชัญญะอย่าง ถูกต้อง. แล้วไม่เท่าไร มันจะสอนเรา มันจะทำให้เราเบื่อเพราะความซ้ำซาก เพราะไม่มีอะไรดีกว่านั้น แล้วเราจะได้ก้าวไปหาอันที่สูง อันที่ยิ่งขึ้นไป. นี่แหละ คือความมุ่งหมายของการค้นหาความหมายของการบวช ของทัศนะที่ลึกซึ้งในเรื่องเกี่ยวกับ การบวชเป็นอย่างนี้. เวลาพูดจาของเราก็หมดพอดี สำหรับเช้าวันนี้.
Buddhadasa