น.107 บัดนี้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. เป็นเวลาอบรม ตอนเช้า. สำหรับวันนี้ จะได้พูดถึงคำว่า วัตถุนิยม และ มโนนิยม โดยเฉพาะ. มีสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่สิ่งหนึ่ง คือข้อเท็จจริงที่ว่า ธรรมะเป็นของเข้าใจยาก สำหรับพวกเราสมัยนี้ แม้ที่เป็นนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผล คือคำพูดที่ใช้พูดกันอยู่นี้ ไม่พอ นี้อย่างหนึ่ง, และการบัญญัติความหมายของคำพูดนั้น ๆ ไม่ตรงกันก็อีกอย่างหนึ่ง. นี่ ขอให้นักศึกษาทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ก็พอจะเข้าใจได้ด้วยตนเองว่า คำพูดในภาษาไทย ธรรมดานั้น มีไม่มากพอ ที่จะใช้กับเรื่องทางศาสนา และยิ่งพุทธศาสนา เกิดใน ประเทศอื่น และใช้ภาษาอื่น ภาษาไทยเราก็มีจำกัดอยู่เท่าที่ภาษาไทยจะมี ฉะนั้นมันจึง ไม่พอ จึงต้องยืมภาษาอื่นมาใช้. ยิ่งกว่านั้น ในโลกทั้งโลกนี้ เขาก็มีภาษาแต่เรื่องของโลก ของชาวบ้าน เฉพาะพวก เฉพาะถิ่นของตัว ภาษาจึงมีไม่พอ ที่จะใช้แก่ศาสนา เพราะว่าเรื่องทาง ๔๑
น.108 ศาสนานั้น เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ซึ่งคนทั่วไปไม่เคยรู้ ไม่เคยพูดอยู่ก่อน มันจึง ไม่มีอยู่ในระบบคำพูด (vocabulary) ของมนุษย์เหล่านั้น จึงทำให้เราเอาเรื่องทางจิตใจ มาพูด ด้วยคำพูดทางธรรมดา หรือทางวัตถุนี้ไม่ได้ เพราะภาษามีไม่พอ ไม่มีคำจะพูด นี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้ แม้ว่ามีคำที่บัญญัติขึ้นใช้พูดแล้ว เป็นคำบัญญัติเฉพาะ แม้ในทางศาสนา ก็ตาม มันก็ยังไม่ตรงกัน ไม่ต้องพูดถึงระหว่างศาสนา หรือต่างศาสนา แม้ในศาสนา เดียวกัน เมื่อเวลาล่วงเลยมา หรือเมื่อได้แตกแยกแขนงเป็นสาขา เป็นนิกายออกไป คำพูดคำเดียวกันนั้น ก็เปลี่ยนแปลงจนมีความหมายแตกต่างออกไป กว้างแคบกว่ากันบ้าง สูงต่ำกว่ากันบ้าง ลึกซึ้งกว่ากันบ้าง นี่ เป็นเหตุให้พูดธรรมะกันรู้เรื่องยาก. ทีนี้เอาแต่ในวงของเราแคบ ๆ อย่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอย่างนี้ ก็เห็น ได้ชัดอยู่แล้วว่า คำพูดต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในวงการศึกษา แม้ในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้รวม คำพูดทางศาสนา ซึ่งยังมีเหลืออยู่อีกมากเข้าไว้ด้วยเลย นี้อย่างหนึ่ง ; และแม้คำที่เราใช้ ร่วมกัน เช่นคำว่า "ทิฏฐิ" เช่นคำว่า "หนทาง" หรืออะไรก็ตาม ในภาษาทางชาวบ้านนั้น มันแคบกว่า หรือหมายไปเสียทางอื่น เช่นพูดว่า "มีกรรม" พูดตามภาษาชาวบ้าน ก็หมายความว่ามีกรรมที่เป็นบาป กำลังรับความทุกข์ ; แต่ถ้าในทางศาสนา พูดว่า "มีกรรม" มันยังเป็นกลาง ๆ อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นกรรมดี หรือ กรรมชั่ว อย่างนี้เป็นต้น. และยังมีคำ ที่ใช้ผิด คือผิดไปจากความหมายเดิม เนื่องจากความไม่แน่นอน ทางภาษานั่นเองบ้าง หรือว่าทางศาสนาบ้าง. นี่ เรียกว่าคำพูดไม่พออย่างหนึ่ง ; คำพูด มีการบัญญัติความหมายเฉพาะไม่ตรงกันอีกอย่างหนึ่ง. ฉะนั้นเราจึงต้องมีคำพูดขึ้นเป็น ๒ แบบ เป็นภาษาคนธรรมดาพูด เรียกว่า "ภาษาคน" นี้ก็มี, ภาษาที่ใช้ทางศาสนา โดยเฉพาะ เรียกว่า "ภาษาธรรม" ก็มี ; นี้เป็นเรื่องใหญ่ เอาไว้พูดกันคราวอื่น. ขอให้ทราบในเบื้องต้นว่า นักศึกษาโดยเฉพาะนักเรียน มีความยากลำบากในการที่จะ
น.109 เข้าใจพุทธศาสนา ก็เพราะคำพูดไม่พอ หรือคำพูดมีความหมายต่างกัน ประสบความ ยุ่งยากลำบากมาก จนทำให้ท้อถอย ไม่อยากจะเรียนเสียก็มี. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ แล้วทำความเข้าใจเสียใหม่ ให้ถูกกับจุดของมัน แล้วจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้. สำหรับวันนี้ จะได้พูดถึงคำ ๒ คำ คือคำที่เคยออกชื่อมาบ่อย ๆ ว่า "วัตถุนิยม" และ "มโนนิยม". ถ้าเราเข้าใจคำ ๒ คำนี้ถูกต้อง ก็จะช่วยได้มากในการที่จะเข้าใจ พุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้สนใจเป็นพิเศษ. แล้วอีกอย่างหนึ่ง ยังมี ผลพลอยได้ กว้างออกไปถึงว่า เราจะเข้าใจลัทธิต่าง ๆ ทางปรัชญาเป็นต้น ของสากล ได้โดยง่าย เพราะว่าเขาก็ใช้คำนี้อยู่ เป็นหลักทั่วๆ ไป. นี่แหละ เราจะมามัวไม่ประสี ประสาต่อคำชนิดนี้อยู่ มันก็น่าสังเวช คือเหมือนกับล้าสมัยไม่ทันสมัย หรือยิ่งกว่านั้น ก็คือ ไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากความคิดที่ฉลาด ๆ ของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน. และยิ่งกว่านี้อีก คำ ๒ คำนี้ หรือเรื่อง ๒ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาหนักอยู่ในโลก เวลานี้. อย่างที่ได้เคยพูดมาแล้วว่า ลัทธิวัตถุนิยมเป็นมูลเหตุของสงคราม ของ ความระส่ำระสาย หรือวิกฤติกาลทั้งหมดของโลก เพราะว่ามนุษย์ทั้งหมดกำลังเป็น วัตถุนิยมจัดยิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้สำหรับพวกเราโดยเฉพาะ ที่เข้ามาบวชนี้ มันเป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นฝ่าย มโนนิยม ที่เดินห่างออกมาจากวัตถุนิยม เดินถอยห่างออกไป ๆ จากวัตถุนิยม ไปสู่ มโนนิยม เราจึงบวช. ถ้าจะย้อนระลึกนึกถึงความเป็นมาของการบวชก็มีเรื่องแสดง อยู่ชัด ในประวัติของวัฒนธรรมสายนี้ คือเมื่อหลาย ๆ พันปีมาแล้ว เมื่อมนุษย์มีความ เจริญ มีวัฒนธรรมทางวัตถุ ถึงจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เป็นจุดที่ได้รับความพอใจสูงสุด ทางวัตถุ ก็มีมนุษย์จำพวกหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศอินเดียพากันมองเห็นว่าเท่านี้ยัง ไม่พอ หรือก็ได้รับความรำคาญ ระส่ำระสาย เอือมระอา เพราะความซ้ำซากของวัตถุ จึงได้หลีกออกไปอยู่ในป่า หาความสงบ ค้นคว้าหาเรื่องที่สูงไปกว่าหรือดีไปกว่าที่แล้วมา
น.110 จึงได้พบเรื่องทางจิตทางวิญญาณ สูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ จนกระทั่งมีสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ หรือฌาน หรือสมาบัติ อยู่ยุคหนึ่ง ; แล้วก็เดินต่อไปอีกยุคหนึ่งก็ถึงเรื่องที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน. เรื่องสมาธิ เรื่องฌาน เรื่องสมาบัตินั้น เป็นเพียงเรื่องทำจิตใจให้สงบ ; หยุด หรือสงบ ในลักษณะที่ลึกซึ้ง แล้วเกิดความสุขในทางจิตใจอีกแบบหนึ่งขึ้นมา เรียกว่าได้ตื่นชนิดตื่นตูม เห่อกันขึ้นมา ในเรื่องที่ว่าทำจิตใจให้ได้รับผลอันใหม่ ยิ่งไป กว่าเรื่องเงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัติ ลูกเมียที่บ้าน. นี่เขาก็ทำกันจริงจัง เป็นล่ำ เป็นสัน ทำกันไปจนถึงที่สุดของแนวนี้ แต่ว่ายังไม่เป็นความสิ้นไปแห่งกิเลส มันเป็น เพียงการควบคุม หรือบีบบังคับกิเลสไว้เท่านั้น เรียกง่ายๆ ว่า กดหรือทับกิเลสไว้ไม่ให้ หือขึ้นมา ฉะนั้นมันจึงยังไม่สูงสุด. จนกระทั่งเกิดพวกสุดท้าย หาวิธีที่จะขุดรากเหง้า ของกิเลสให้สูญสิ้นไป คือวิธีที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ซึ่งก็อาศัยฌาน สมาธินั้น เหมือนกัน แต่ไม่ใช้ไปในทางหาความสุขชนิดนั้น ; ใช้ไปในทางสร้างกำลังใจ กำลัง ปัญญา ทำให้รู้จักเรื่องอวิชชาหรือความโง่ที่เป็นต้นตอของกิเลส แล้วทำให้อวิชชานั้น สิ้นไป เกิดความรู้แจ้ง เป็นเรื่องญาณ. คำว่า ญาณ นี้ ไม่ใช่ ฌาน คำมันใกล้ ๆ ปน ๆ กันยุ่ง : ฌาน หมายถึงเพ่ง หรือสงบ บีบบังคับกิเลสกดทับไว้, ส่วน ญาณ นี้ เป็นความรู้สำหรับตัดหรือทำลาย กิเลส ขุดรากเหง้าของกิเลส มีผลเป็นสิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" ที่ว่า "มรรค" นั้น คือ การทำลายกิเลส, "ผล" ก็คือผลจากการที่ไม่มีกิเลส, "นิพพาน" คือความเย็นที่ เกิดมาจากความไม่มีกิเลส ; นี้เป็นเรื่องสูงสุดด้านวัฒนธรรม ทางจิตใจ ทางวิญญาณ. เพราะฉะนั้นการบวชนี้ จึงเป็นการเดินออกมาจากวัตถุนิยมที่บ้านเรือน ออกมาสู่ความสงบสงัดในป่า เพื่อผลอันสูงขึ้นไปทางจิตใจ. ในขั้นแรกก็เพื่อความ
น.111 สงบใจ ด้วยอำนาจของฌานสมาบัตินั้นก่อน แล้วต่อมาก็มีผลเป็นความสงบสูงสุด เพราะความสิ้นไปแห่งกิเลส. นี่ เรารู้จักกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่าการบวชกัน ในลักษณะ อย่างนี้ว่า เดินออกจากวัตถุนิยม มาสู่มโนนิยม ก็แปลว่ามนุษย์ได้เริ่มรู้จักทั้ง ๒ สิ่งนี้ เป็นอย่างดี. ทีนี้ก็น่าจะนึกถึงกันอีกแง่หนึ่งคือว่า พวกมโนนิยมนี้ จะทิ้งวัตถุโดยเด็ดขาด หรือไม่ต้องอาศัยวัตถุเสียเลย อย่างนั้นหรือเปล่า ? หรือแม้แต่ว่าพวกวัตถุนิยม จะไม่ต้อง อาศัยเรื่องทางจิตใจเสียเลยหรือเปล่า ? เอากันอย่างทีแรก ก็ว่า แม้แต่ พวกที่เป็นวัตถุ นิยมจัด ก็ยังเป็นมนุษย์ มีจิตใจ รู้จักใช้จิตใจเป็นสื่ออะไรต่าง ๆ ; นี้ก็ยังเกี่ยวข้อง กับจิตใจ ; ที่ไปถูกเรียกว่าวัตถุนิยม ก็เพราะเหตุว่าเขามุ่งแต่วัตถุ. ทีนี้พวกที่เรียกว่า เป็นมโนนิยม นิยมเรื่องทางจิตใจ ก็ยังต้องกินอาหาร ยังต้องนุ่งห่ม ยังต้องมีที่อยู่ อาศัย ฉะนั้นก็ยังต้องเนื่องด้วยวัตถุอยู่นั่นเอง แต่เพราะเหตุที่ไม่มุ่งวัตถุเป็นผล มุ่งให้ วัตถุเป็นเพียงอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อชีวิตเป็นอยู่ได้ แล้วใช้ชีวิตทั้งหมดแสวงหาเรื่อง ทางจิตใจ ในฐานะที่เป็นเรื่องลึกกว่า สูงกว่า ดีกว่า บูชาเรื่องทางจิตใจ นี่ก็เป็นพวก มโนนิยม. ถ้าจะกล่าวให้ดีไปกว่าที่กล่าวมาแล้ว ก็น่าจะมีคำอีกคำหนึ่ง ผุดขึ้นมาคือ คำว่า "ธรรมนิยม" แต่เป็นคำที่ไม่มีการใช้ในยุคปัจจุบัน ฉะนั้นจึงเอามาพูดยาก แต่เรา อาจจะมองเห็นได้ ว่ามันมีอยู่อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะเรียกว่า ธรรมนิยม คือสามารถประสาน วัตถุนิยม และมโนนิยม ให้กลมกลืนไปด้วยกัน. ผู้ที่มีความเจริญทางจิตใจก็สามารถ ควบคุมวัตถุ ใช้สอยวัตถุให้เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น โดยใช้วัตถุเป็นเครื่องมือ เหมือนกับร่างกาย ใช้จิตใจเป็นตัวการสำคัญ ให้มีความถูกต้องอย่างดีที่สุด ระหว่าง ร่างกายกับจิตใจ อย่างนี้เรียกว่าเป็น เรื่องตรงกลาง หรือเป็น สายกลาง หรือเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ก็ได้ ; เราจะเรียกส่วนนี้ว่าเป็น ธรรมนิยม ก็จะถูกต้อง. แต่ทีนี้
น.112 นื่องจากว่า ธรรมนิยม นี้ ก็เล็งถึงจิตใจอยู่ มีความหมายเป็นเรื่องของจิตใจอยู่เต็มที่ จึงเลยถูกสงเคราะห์ในคำว่า “มโนนิยม" ไป เพราะมันมีอยู่ ๒ คำเท่านั้น ที่ใช้กันอยู่ ในโลก ซึ่งเป็นหลักสำหรับพูดจาทางศาสนา ทางปรัชญา. ธรรมนิยม นั้นเอง จึงเป็น แขนงส่วนหนึ่งของคำว่า มโนนิยม ฉะนั้นจึงพูดกันแต่เพียง ๒ คำ หรือพูดกลับกันอีก ทีหนึ่ง ก็คือคำว่า "มโนนิยม" นั้นแยกแขนงออกมา เป็นความรู้ทางจิตใจ ที่สามารถครอบงำสิ่งทั้งสอง คือร่างกายและจิตใจได้อีกทีหนึ่ง. การออกบวชของเราในพุทธศาสนา แสวงหา มัชฌิมาปฏิปทา ตามหลัก พระพุทธศาสนา ก็คือแสวงหาวิชาความรู้ ที่สามารถจะใช้ทั้งร่างกายและทั้งจิตใจ ทั้งคู่นี้ ให้ถูกต้อง และมีประโยชน์มากที่สุด. นั่นแหละเป็นเรื่องที่คุณทั้งหลาย จะต้องการ หรือไม่ต้องการ หรือเดี๋ยวนี้ต้องการเพียงจะรู้เท่านั้น ไม่ต้องการจะปฏิบัติ หรือว่าต้องการจะปฏิบัติด้วย จนตลอดชีวิต เพื่อผลอันดี เพื่อจะได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ ก็ต้องสนใจเรื่องนี้อยู่ดี. แม้จะเป็นนักศึกษาล้วน ๆ หากินด้วยการสอน การเป็นครูล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติก็ควรต้องเข้าใจคำ ๒ คำนี้อยู่ดี ; ถ้าจะเป็นผู้ ปฏิบัติเพื่อเอาชนะทุกข์แล้ว ก็ต้องรู้จักสิ่งทั้ง ๒ นี้ ในฐานะเป็นเหมือนกับรากฐาน เป็นความรู้รากฐาน พื้นฐาน ให้ถูกต้อง แล้วเรื่องต่าง ๆ มันก็จะเดินไปได้ง่าย ; แล้วก็ จะขจัดปัญหาที่ว่าคำพูดไม่พอ หรือคำพูดมีความหมายที่บัญญัติไว้ต่าง ๆ กันด้วย ซึ่งเรา จะได้ดูกันต่อไป. สำหรับคำ ๒ คำ คือ "วัตถุนิยม" กับ "มโนนิยม" นี้ ถ้าถือตามตัวหนังสือ วัตถุนิยม ก็แปลว่านิยมวัตถุเป็นหลัก, มโนนิยม ก็คือนิยมทางจิตใจเป็นหลัก. ความ หมายของมัน ซึ่งถ้าถือเอาตามตัวหนังสือแล้วก็ ใช้เป็นความหมายสากล ได้แก่ปรัชญา หรือศาสนาทุกแขนง ก็มีอยู่อย่างนี้. วัตถุนิยม ก็คือเพ่งเล็งแต่วัตถุ ไม่เอาเรื่องจิตใจ เข้ามาเกี่ยว, ส่วน มโนนิยม นั้น เอาคุณธรรมหรือเอาคุณสมบัติเกี่ยวกับทางจิตเป็นหลัก
น.113 และก็อย่าลืมว่าจิตนั้น มันอยู่ไม่ได้โดยไม่มีทางร่างกาย เพราะฉะนั้นมันก็รวมร่างกาย หรือวัตถุ เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราไม่เล็งเอาเรื่องร่างกายเป็นหลัก เราเล็งเอาคุณธรรม หรือคุณสมบัติทางจิตใจนั้นเป็นหลัก ที่จะพูดว่าอะไรเป็นอะไร. อย่างความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยืดยาว ที่นิยมศึกษากันเป็นรากฐานของวิชา อื่นทุก ๆ แขนงนั้น มันก็เป็นเรื่องวัตถุนิยม เสียส่วนใหญ่ ; เพราะว่าถือเอาวัตถุเป็นหลัก ถือเอาปรากฏการณ์ทางภายนอกเป็นหลัก ว่าสมัยนั้น ๆ สภาพของโลกมนุษย์เป็นอย่างไร ก็เอานั้นเป็นหลักบันทึกลงไป ฉะนั้นประวัติศาสตร์ที่นักศึกษาเรียนกันในโรงเรียน ใน มหาวิทยาลัยนั้น มันเป็นเรื่องวัตถุเป็นส่วนใหญ่. แต่ถ้าเราไปเรียนเรื่องทางวัฒนธรรม ทางปรัชญา ทางศาสนาแล้ว เรื่องประวัติศาสตร์ก็เลยกลายเป็นเรื่องการบันทึกความ เปลี่ยนแปลงทางจิตใจของมนุษย์ ; นั่นเป็นมโนนิยม. พวกวัตถุนิยม จะถือเอาแต่วัตถุ ที่ปรากฏเป็นหลักฐานพยานต่าง ๆ มาเขียน ประวัติศาสตร์ โดยถือเสียว่าเรื่องทางจิตใจนั้น เป็นเรื่องไม่มีเนื้อมีตัว ไม่แน่นอน และเป็นเรื่องสันนิษฐาน ก็เลยไม่เอา ; พวกนี้เป็นวัตถุนิยมจัดเต็มที่. นักประวัติศาสตร์ มีน้อยคน ที่จะเขียนประวัติศาสตร์เป็นไปในฝ่ายจิตใจ เพราะไม่มีวัตถุพยานดังกล่าวแล้ว ยิ่งสมัยนี้ก็ยิ่งเป็นไปในทางวัตถุ เอาวัตถุเป็นหลักมากขึ้น. ฉะนั้น เราควรจับใจความสำคัญให้ได้ว่า วัตถุนิยม เอาปรากฏการณ์ทางวัตถุ เป็นหลัก ส่วนมโนนิยม เอาคุณสมบัติ คุณธรรมทางจิตใจ ซึ่งไม่มีปรากฏการณ์ทาง วัตถุนั้น เป็นหลัก. แล้วมนุษย์สมัยนี้ก็ยังไม่มีความมุ่งหมายไปในทางมโนนิยม จะมีพูด ถึงบ้าง ก็พูดถึงเป็นส่วนน้อย เพราะไม่มีการค้นคว้ามากเหมือนทางวัตถุ และถ้าพูดถึง เรื่องจิตใจบ้าง ก็เป็นเรื่องจิตใจขั้นต่ำ ขั้นต้น เป็นเรื่องจิตใจส่วนที่ยังต่ำ ยังเนื่องกันอยู่ กับร่างกายหรือวัตถุ เป็นเสียอย่างนั้น. เรื่องจิตใจที่สูงขึ้นไป เป็นอิสระจากวัตถุนั้น
น.114 ขาไม่สนใจ ; ดังนั้นจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของวัตถุอยู่ตลอดเวลา. มันก็กลายเป็น โลกของวัตถุ มีปัญหาทางวัตถุ ก็เลยเกิดผลเป็นปฏิกิริยาขึ้นมา ในลักษณะดังที่เห็น ๆ กันอยู่ คือความวุ่นวายทางวัตถุนั้นเอง มนุษย์จึงไม่มีจิตใจสงบอยู่ได้ เพราะไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้เรื่องนี้. ทีนี้ เราจะดูความหมายของคำ ๒ คำนี้ตามหลักของพระพุทธศาสนา คือขอให้ ระวังอย่าเอาไปปนกันให้ยุ่ง. เมื่อเราพูดถึงวัตถุนิยม มโนนิยม ตามความหมายสากล ทั่วไป เป็นปรัชญาสากล เป็นวัฒนธรรมสากลอะไรก็ตาม มันมีการจำกัดความ หรือ คำนิยาม หรือการประพฤติปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง ; ถ้ามองดูตามหลักของพุทธศาสนา หรือ ตามหลักของพุทธบริษัทโดยแท้จริงแล้ว มันกลับจะไปอีกอย่างหนึ่ง ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี : เมื่อพูดว่าตามหลักสากลทั่วไป เราก็พอที่จะถือเอาพวกฝรั่งเป็นมาตรฐาน หรือถือเอาผู้ที่มีการศึกษาอย่างฝรั่ง ; พวกที่มีการศึกษาสูงสุดของสมัยนี้ พวกนี้จะถือ อย่างเถรตรง คือเอาตามตัวหนังสือเป็นหลัก. ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติทางศาสนา เพื่อไปสวรรค์ ตามความรู้สึกทั่วไปของสากล หรือของศาสนาบางศาสนาด้วยซ้ำไป เขาก็จะ ถือว่าเรื่องสวรรค์นั้นมันเป็นเรื่องจิตใจ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติทางศาสนาเพื่อไปสวรรค์ มันก็เป็นเรื่องมโนนิยม เป็น spiritualism. ในฐานะที่เขาถือว่าเป็นเรื่องของศาสนา แล้ว ก็ถือว่าเป็น spiritualism ไปหมด. ทีนี้พอพูดถึงสวรรค์ ในพุทธศาสนาเรานี้ถือเป็น วัตถุ เพราะคำว่า สวรรค์ นั้น คือภาวะที่สมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จนกระทั่งทางใจด้วย ที่มีรสประณีตสูงสุด เป็นของทิพย์ คือว่า ได้อย่างใจ ในเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; ถ้าสวรรค์ในลักษณะ อย่างนี้แล้ว เราเรียกว่าเป็นวัตถุนิยม. ขอให้เข้าใจให้ดี : เมื่อพวกอื่นเขาถือว่าเป็นเรื่องทางศาสนา เป็นเรื่องทาง จิตใจ เป็นเรื่องที่อยู่ในโลกอื่น เขาถือว่าไม่ใช่วัตถุนิยม เป็นเรื่องมโนนิยม ; แต่พวก
น.115 พุทธบริษัทถือว่า นั่นแหละคือตัววัตถุนิยมจัด หรือสูงสุด เพราะมันเพ่งเล็งความเอร็ด อร่อยทางเนื้อหนัง แม้เนื้อหนังที่เป็นของทิพย์ กามารมณ์ก็เป็นของทิพย์. เนื้อหนัง แม้ที่เป็นของทิพย์ อย่างนี้เราถือเป็นวัตถุนิยม. นี่ ขอให้เข้าใจ สังเกตดูให้ดีๆ ที่พวกโน้นเขาถือเป็นมโนนิยม เรากลับจัดเป็นวัตถุนิยม. อะไรเป็น มโนนิยม ของพุทธบริษัท เล่า? มโนนิยมของพุทธบริษัท ก็คือ ความสงบทางจิตใจ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ จึงจะเริ่มถือว่าเป็นมโนนิยม. ความ สงบเย็นแห่งจิตใจ ไม่เกี่ยวกับการยั่วยุของกามารมณ์ ไม่เกี่ยวกับความปรนเปรอของ กามารมณ์. เรื่องกามารมณ์ถือว่าเป็นเรื่องร้อน หมายความว่าเรื่องกามารมณ์นี้เป็นเรื่อง เปียกแฉะ แต่ร้อน และเผาลน. ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน พอจะเข้าใจได้ ว่าเปียกแฉะ ก็คือเลอะเทอะ สกปรกไปหมด แต่แล้วก็เผาให้ร้อน นั่นคือความหมายของกามารมณ์. เราต้องการความสงบทางจิตใจ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ไม่เปียกแฉะและไม่ร้อน เป็นสงบ เย็นที่แท้จริง ; ถ้าอันใดนำมาซึ่งผลอย่างนี้ ก็ให้ถือว่าเป็น มโนนิยม. ความสุข ความ สงบเย็น ชนิดนี้ จะมาจากฌาน สมาบัติ คือการบังคับจิตใจก็ได้, หรือว่าจะมาจาก สติปัญญาสูงสุด เป็นญาณทัศนะต่างๆ ทำลายกิเลสหมดไป ไม่ต้องบังคับจิตอีกต่อไป เพราะไม่มีกิเลส อย่างนี้ก็ได้ ; เป็นความสงบเย็นทั้งนั้น แม้ว่าจะต่างกันเป็นชั้น ๆ. เราถือมโนนิยม เป็นอย่างนี้ ในเมื่อผู้อื่นถือว่า ถ้าได้กินดี - อยู่ดี ในภาวะที่ฟุ่มเฟือย ถูกอกถูกใจไปทุกอย่างแล้ว ก็เอาจิตใจที่สบายนั่นแหละเป็นมโนนิยม ; อย่างนี้ผิดกันลิบ. ดูโลกสมัยนี้บูชาผลของวัตถุนั่นแหละว่าเป็นมโนนิยม จนถึงกับพวก dialectic materialist ถือว่า เมื่อร่างกายหรือวัตถุดีแล้วใจก็ดีเอง. ดูเถอะ ฟังดูซิ อุดมคติของพวก dialectic materialist. ถือว่าปรับปรุงวัตถุให้ดี ร่างกายก็ดี เมื่อร่างกายดี ไม่ต้องทำอะไร จิตใจมันก็ดีเอง. เขาเอาจิตใจเป็นของเล็กนิดเดียว อยู่ใต้อำนาจของวัตถุ เรื่องมันจึง ไปกันใหญ่ ไปกันตามเรื่องทางวัตถุ เรียกว่าควบห้อ วิ่งไปเลย ตามกระแสของวัตถุ ตามแนวของวัตถุ เจริญด้วยวัตถุ ; ทั่วโลกเวลานี้เขาคิดว่าอย่างนั้น.
น.116 ที่ไปจัดเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง การทหารอะไร ให้มีการอยู่ดี-กินดี ทางวัตถุสูงสุด แล้วจิตใจก็จะดีเอง ตัดเรื่องศาสนา เรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเป็น เรื่องจิตใจล้วน ๆ ออก. ถ้าเขาพูดถึงวัฒนธรรม พูดถึงศาสนาบ้าง เขากลับเอามาเป็น บริวารของวัตถุ. วัฒนธรรมของเขาก็คือเรื่องทางวัตถุ ความก้าวหน้าทางวัตถุ ; ทาง ศาสนาก็เป็นเพียงขนบธรรมเนียม พิธีรีตอง มาช่วยเหลือพวกปฏิบัติงานทางวัตถุ ให้สบาย ใจ ให้อุ่นใจอะไรบ้าง. นี้แหละมาลดค่าของพระเจ้า ลดค่าของศาสนา ลงไปมากมาย เกือบหมดสิ้นอย่างนี้ เอามาเป็นปริวารของวัตถุ. นี่ เรียกว่าพวกที่มีศาสนา มีพระเจ้า ก็ยังเป็นเสียอย่างนี้ ; แล้วพวกวัตถุนิยมจัดสุดโต่ง ก็ยิ่งไม่มีศาสนา ไม่มีพระเจ้า. เขา ถือว่า คำว่าศาสนา คำว่าพระเจ้า ก็คือวัตถุนั่นเอง คือกฎทางวัตถุนั้นเอง ; นี่ เรียกว่า dialectic materialism ไปสุดโต่งอย่างนี้ ในบรรดาวัตถุนิยม. พวกวัตถุนิยม ที่อ้างตัวว่าดีมาก ยังถือเอาสวรรค์เป็นมโนนิยม อย่างนี้ก็น่า สงสาร ในเมื่อเราถือว่าสวรรค์ก็เป็นวัตถุนิยม. พวกนั้นเมื่อไปบูชาวัตถุหนักเข้า ๆ. เลย ถือว่า สวรรค์ก็เป็นเรื่องหลอก ๆ เป็นเรื่องในความฝัน เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ พลอยไม่เชื่อ พระเจ้า แล้วพลอยไม่เชื่ออะไรเลย, โดยใจจริงก็ไม่เชื่อ แต่ว่าเป็นธรรมเนียมประเพณี มีมาก็ทำ ๆ ไปอย่างนั้นเอง. นี้ก็ต้องถือเป็นพวกวัตถุนิยมโดยเนื้อแท้อีกเหมือนกัน. นี่แหละ โลกกำลังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเป็นสวรรค์กันจริง ๆ ตามความหมายของศาสนาที่สูงสุดเพียงแค่สวรรค์ หรือว่าเป็นมรรค ผล นิพพาน ทาง ศาสนา ของพวกที่ไปจนถึงมรรคผลนิพพานนั้นยังไม่มี, มันยิ่งไม่มีหนักขึ้น ๆ แล้วก็ พากันตีความหมายของคำว่าสวรรค์ผิด. ในคัมภีร์กล่าวไว้อย่างหนึ่ง ก็มาตีความหมาย เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าตัวเองนั้น ต้องการปรารถนามัวเมาแต่ในเรื่องกามารมณ์. ในศาสนาพุทธเราเอง ก็มีการตีความหมายด้วยสำคัญเอาเองผิดอย่างนี้ คือ พวกทายกทายิกาทั้งหลาย ยกมือท่วมหัว ปรารถนานิพพาน. นิพพานไม่ใช่สวรรค์
น.117 แต่นิพพานของเขามีความหมายเป็นนครแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยความสุขตามที่ตน ปรารถนา มันก็ยังไม่พ้นจากกามารมณ์ เพราะเขาไม่รู้จักอะไรมากไปกว่านั้น. นี่ คือ สภาพที่น่าสังเวชที่สุด ในหมู่พุทธบริษัท หรือพุทธศาสนา ที่ทายกทายิกาส่วนใหญ่ ถูกกระทำให้เข้าใจผิดไป ว่านิพพานคือเมืองแก้ว ล้วนแล้วไปด้วยความสุขตามที่ปรารถนา แล้วก็ฝันหวานเหมือนกับเรื่องพระศรีอารย์ เหมือนกับแดนสุขาวดีอะไรทำนองนั้นไป ; ซึ่งมิใช่นิพพานที่ถูกต้อง ที่แท้นั่นมันก็เป็นสวรรค์อีกนั่นเอง ; นิพพานของคนชนิดนี้ ที่กลายเป็นสวรรค์นั้น ก็กลายเป็นวัตถุนิยมไปอีกเพราะเหตุนี้. นิพพานจริง ๆ นั้น คือความสงบเย็นแห่งกิเลส มีที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็ได้ ใน โลกนี้ก็ได้ ไม่ต้องหลังจากตายแล้ว, คือความที่จิตใจสงบเย็น ไม่มีความร้อนเพราะ อะไรหมด ทางวัตถุก็ไม่ร้อน ทางจิตใจก็ไม่ร้อน. แม้ทางวัตถุจะเป็นไปในลักษณะที่ เรียกกันว่าร้อน จิตใจมันก็ไม่ยอมร้อน แต่เป็นความเย็น ; นิพพานอย่างนี้จึงจะเป็น มโนนิยม. ถึงแม้พวกคริสเตียน เราลองอ่านดูให้ดีจากคัมภีร์ของเขาทั้งหมด คำว่า "โลกแห่งพระเจ้า" โลกของพระเจ้านั้นเขาก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสวรรค์. โลกของ พระเจ้านั้น พวกคริสเตียนก็หวังว่ามีอะไรตามที่มนุษย์ต้องการ. สิ่งที่มนุษย์ต้องการ ก็ไม่พ้นไปจากความอยู่ดีกินดี ตามความรู้สึกทางอายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ; แล้วยังมีคัมภีร์เบ็ดเตล็ดบางคัมภีร์ เขียนไปในลักษณะอย่างนั้น ให้เขาเข้าใจ อย่างนั้น. แต่ถ้าเราดูให้หมดทั้งคัมภีร์ และจับใจความสำคัญให้ได้ แม้ ศาสนาคริสเตียน ก็มุ่งหมายไปยังความไม่มีตัวตนเหมือนกัน. ความไม่มีตัวตน ของศาสนาประเภทนั้น ก็หมายความว่าเอาตัวตนนี้ไปให้พระเจ้าเสีย อย่ามีตัวกู - ของกู เป็นของกูมอบให้พระเจ้า เสีย. นี้เป็นอุบายอย่างหนึ่งที่จะไม่มีตัวตน. เมื่อไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู - ของกูแล้ว มันก็ไม่มีกิเลส มีความสงบระงับแห่งกิเลสเป็นที่มุ่งหมาย คือมีความเย็นเป็นที่มุ่งหมาย
น.118 หมือนกัน. ยอดสุดของคำสอนในคริสเตียน ก็คือคำสอนที่ว่า "มีอะไรก็ให้เหมือน กับไม่มี" เขาระบุไว้ชัดว่า : มีภรรยา ก็ให้เหมือนกับไม่มีภรรยา, คือในจิตใจเป็นเหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติ ก็ให้มีจิตใจเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ , มีความทุกข์ ก็เหมือนกับไม่มีความทุกข์, มีความสุข ก็เหมือนกับไม่มีความสุข, ไปซื้อของที่ตลาด อย่าเอาอะไรมา. นี่ ถ้าแปลกหูสำหรับพวกคุณ ก็ให้ไปคิดดู ในคัมภีร์ของเขาก็มีสอนอย่างนี้ คือ โครินเธียนส์ ตอนท้าย ๆ ของไบเบิล. ที่ว่าเราซื้อของมาจากตลาด ซื้อแล้วหิ้วมา ในใจก็ไม่สำคัญมั่นหมายว่าของกู ยังเป็นของพระเจ้า ยังเป็นของธรรมชาติ; นี่ ก็เรียก ได้ว่า ไปซื้อของที่ตลาด ไม่เอาอะไรมา. มีลูกมีเมียก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าของกู : มีทรัพย์สมบัติ กระทั่งมีสุข มีทุกข์ ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าของกู เพราะฉะนั้นมันก็เย็น ทำนองเดียวกัน ; นั่นแหละ เป็น มโนนิยมสูงสุดในศาสนาคริสต์. แต่แล้วพวก ทายก ทายิกา ก็เหมือน ๆ กับพวกเรา ไปวาดภาพสวรรค์ หรือโลกของพระเจ้า แผ่นดิน ของพระเจ้าไว้ ในลักษณะที่สมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ มันก็ผิดหมด มันเป็นวัตถุนิยมไป ในตัว อย่างเต็มที่. นี่ เชื้อแห่งวัตถุนิยมได้ฟักตัว หรือก่อหวอด เป็นเชื้อโรคขึ้นมา แล้วก็แผ่เป็นโรคระบาดเข้าไปในศาสนาทุกศาสนา. สวรรค์ในศาสนาที่มีพระเจ้า ก็เป็น สวรรค์ตามที่มนุษย์ต้องการ ; นิพพานในศาสนาพุทธ ก็ถูกเพ่งเล็งไปเป็นนครที่สวยงาม และสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสิ่งที่มนุษย์ต้องการ. นี่ เป็นวัตถุนิยมกันไปหมดอย่างนี้ เราก็ บวชในผ้ากาสาวพัสตร์เหลือง ๆ เข้ามาอย่างนี้ก็ระวังให้ดี ในฐานะที่เป็นนักศึกษา ควร จะมีความเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าจุดมุ่งหมายอันแท้จริงนั้นมันเป็นอย่างไร. อะไรเรียกว่า วัตถุนิยม อะไรเรียกว่ามโนนิยม. เราจะไม่เสียทีที่ได้เป็นมนุษย์ และไม่เสียที ที่ได้พบ พระพุทธศาสนา.
น.119 ในที่นี้ ขอร้องให้ทุก ๆ องค์ อย่าเข้าใจว่านี่เป็นคำพูดพล่อย ๆ ไม่มีสาระ ไม่มีน้ำหนักอะไร. ขอให้ถือว่าเป็นคำที่มีสาระ มีน้ำหนักรุนแรงที่สุด คือที่ว่า “อย่าให้ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วพบพระพุทธศาสนาด้วย". ตามธรรมดาก็เกิดมาเป็นมนุษย์กันทุกคน ยอมรับว่าเป็นมนุษย์กันทุกคน ไม่ว่าชนชาติไหน ภาษาไหน. อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ คือเป็นเรื่องมโนนิยม. อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ พระพุทธศาสนา คล้าย ๆ กับว่าจะอวดดี หรือยกตัวสักหน่อย ว่าเรามีโชคดี มีลาภ ในการที่ได้พบพุทธศาสนา. ในฐานะที่เป็นผู้มีโชคดี มีลาภ ก็ควรจะได้สิ่งที่ดี ที่เป็น ลาภนั้น ให้ได้จริงๆ มันก็เป็นมโนนิยม คือเล็งถึงมโนนิยมที่สูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้ เราก็บวชในผ้าเหลือง เห็นอยู่โต้ง ๆ แล้ว ว่ายอมรับพุทธศาสนา มีพุทธศาสนา แต่แล้วถ้าไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่ได้อะไรเลย นั่นแหละคือสิ่งที่น่าสงสาร น่าสังเวช น่าเศร้าที่สุด กว่าเรื่องใด ๆ. เพราะฉะนั้นเมื่อได้บวชอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับ ได้กระโจนลงในพุทธศาสนาเต็มที่แล้ว ควรจะได้ผลของพุทธศาสนาให้ถูกต้อง อย่าให้ เป็นเรื่องของตาแก่ยายแก่ ที่ว่านิพพานเป็นเรื่องของเมืองแก้ว สมบูรณ์ไปด้วยสิ่งที่ มนุษย์ต้องการปรารถนา. พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสอย่างนั้น ไม่เคยสอนอย่างนั้น สอน แต่เรื่อง นิพพาน คือ ความดับเย็น. ไหน ๆ พูดถึง เย็น แล้ว ก็อยากจะเปรียบเทียบโดยความหมาย ๒ อย่างนี้ คือ ถ้า เย็นทางวัตถุ คุณก็เคยเรียนฟิสิคส์ เคมีมาแล้ว ที่เย็นก็คือเย็นเพราะมันมีอุณหภูมิน้อยๆ ๆ ลงไป วัตถุนั้นมีอุณหภูมิน้อย ๆ ลงไปจนเรารู้สึกเย็น เพราะว่าอุณหภูมิมีน้อยกว่าใน ร่างกายของเรา นี่ เป็นความเย็นทางวัตถุ ทางฟิสิคส์ ; ที่นี้ ความเย็นทางจิตใจ ทางมโน ทางวิญญาณ ทางศาสนานี้ หมายถึงเย็นชนิดที่เป็นคุณธรรมทางจิตใจ. พูดเสียเลยก็ได้ว่า
น.120 คำว่านิพพานนี้ แปลว่าเย็นมาแต่เดิม ภาษาชาวบ้านพูดแปลว่าเย็น. ถ้าพูดกับวัตถุ เช่นถ่านไฟร้อน ๆ มันเย็น, อาหารเย็น กินได้ นี้ก็เรียกว่าวัตถุเย็น. ที่นี้ขึ้นมาถึงระดับ กลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เล็งถึงสัตว์เดรัจฉาน ถ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ฝึกดีแล้ว ไม่มี อันตราย ไม่มีโทษจากสัตว์ตัวนี้อีกต่อไป ก็เรียกว่า สัตว์ตัวนี้เย็น คือเป็นนิพพาน เหมือนกัน. ทีนี้พอมาถึงคน ถ้าเขาเย็นใจอิ่มใจ สบายใจ ก็เรียกว่านิพพาน. พวกแรก สมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ จนหยุดความใคร่ไปได้ นี้ก็เป็นเย็นชนิดหนึ่ง ; แล้วต่อมา เขาก็รู้จักทำจิตใจให้เป็น สมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ แล้วเขาก็เย็น เพราะกิเลสถูก กดทับไว้ นี้ก็เย็น ; ต่อมาในอันดับสุดท้าย ก็คือทำลายรากเหง้าของกิเลสหมด แล้วก็ เย็นตลอดกาล เย็นแท้จริง นี้ก็คือเย็น. ที่ว่าเย็นเพราะสมบูรณ์ทางกามารมณ์นั้น ชั่วคราว มาก คือยังมีร้อนอยู่ในตัว โดยไม่รู้สึก เป็นเพียงปรากฏการณ์หลอก ๆ; เราจัดไปไว้ ฝ่ายวัตถุ. ส่วนเย็นเพราะบังคับจิตได้ หรือว่าเย็นเพราะทำลายกิเลสหมดแล้ว นั่นเป็นเรื่อง เย็นจริง เย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน. ได้บอกแล้วข้างต้นว่า คำพูดในภาษาของชาวบ้านไม่มี สำหรับใช้พูดทาง ศาสนา เพราะว่าศาสนาไปค้นพบเรื่องใหม่ เช่นเรื่องเย็นทางจิตใจ คือนิพพานทางใจ ขึ้นมา แต่แล้วไม่มีคำพูดจะเรียกมันว่าอะไร ก็ต้องไปยืมคำพูดชาวบ้านที่เด็ก ๆ พูดว่าเย็น อย่างถ่านไฟเย็น ข้าวต้มเย็น นี้มาใช้เป็นชื่อของสิ่งนี้อีก เรียกว่านิพพาน อีกเหมือนกัน โน้นก็นิพพาน นี่ก็นิพพาน แต่ว่านิพพานอย่างของเด็ก ๆ นั้นเป็นคำธรรมดา ส่วนคำว่า นิพพาน เย็นอย่างนิพพานของพระพุทธเจ้านี้ เป็นคำบัญญัติเฉพาะเป็น technical term พูดว่า นิพพานทางฝ่ายพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้านี้ หมายถึงเย็นเพราะไม่มี กิเลส. ถ้าพูดอย่างฝ่ายฮินดู พวกพราหมณ์สมัยก่อนพระพุทธเจ้า เย็นของเขา หมาย เพียงฌาน สมาบัติ. ทีนี้เย็นของชาวบ้านจำพวกหนึ่ง ใช้แก่สัตว์เดรัจฉาน หมายถึงสัตว์ ที่หมดอันตราย ไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์อีกต่อไป. พูดถึงเย็นทางวัตถุแท้ๆ ก็หมายถึง วัตถุร้อน ๆ มันเย็นลงไป เช่นถ่านไฟเย็น ข้าวต้มเย็น อาหารเย็น กินได้ อย่างนี้.
น.121 คำว่า "นิพพาน" คำเดียว ใช้ได้ตลอดสาย ตั้งแต่ที่เป็นวัตถุที่สุด จนถึงวัตถุ ที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนถึงที่เป็นจิตใจสูงสุด ฉะนั้นคำว่า "นิพพาน" ในความหมายหนึ่งก็เป็น วัตถุนิยม นิพพานอีกความหมายหนึ่ง ก็เป็นเรื่อง มโนนิยม ตามลำดับชั้น เรียงไปจนถึง สูงสุด. นี่แหละ คำเพียงคำเดียว มีอย่างนี้ แล้วก็เป็นอย่างนี้กันมากคำ หรือแทบทุกคำ ที่มีความสำคัญในทางพุทธศาสนา ฉะนั้นเราต้องระวังให้ดี. ทีนี้เรามาพูดกันถึงความผิด - ความถูก เกี่ยวกับคำ ๒ คำ คือเกี่ยวกับวัตถุ และจิตใจนี้. ถ้าเราจะพูดให้ถูกตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ว่าเราจะเป็นวัตถุนิยมล้วน ๆ มันก็แย่มาก จะเลวร้ายไปยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน จะมีความทุกข์มาก ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; แต่จะเป็นมโนนิยมล้วน ๆ โดยไม่มีร่างกาย มันก็เป็นไปไม่ได้ มันก็ตายเท่านั้นเอง. เราจะตัดร่างกายทิ้งออกไป เหลือแต่จิตใจล้วน ๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ มันก็คือตาย ฉะนั้น มโนนิยม ก็หมายความว่าเอาจิตใจเป็นใหญ่. เรื่องที่จะว่าให้ฟังนี้ เป็นเรื่องในคัมภีร์ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่มีใครเคยเห็น : เคยมี คนเข้าใจผิดกันในสมัยพุทธกาลโน้น คือเกิดมีลัทธิขึ้นมาว่า ร่างกายนี้เอง เป็นตัวรองรับ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้เรามีความทุกข์ ฉะนั้น เขาต้องการจะไม่มีร่างกาย เขาก็บำเพ็ญ ความเพียรตามวิธีของเขา จนได้เกิดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า "อรูปพรหม" คือไม่ต้อง มีร่างกาย มีแต่จิตใจล้วน ๆ อย่างนี้ก็มี ; เป็นเรื่องบ้าบอ เข้าใจผิด หรืออธิบายผิด ในตอนหลังก็ได้ แต่เขาเขียนไว้อย่างนั้น. ทีนี้ มีอีกทางหนึ่งตีกลับตรงกันข้าม ว่าเรา ไม่ต้องการมีจิตใจเลย มีแต่ร่างกายล้วน ๆ เรียกว่าเป็นอสัญญีสัตว์ ชาวบ้านเรียกว่า “พรหมลูกฟัก" พวกนี้เกลียดจิตใจมาก ว่าไปคิด ไปนึก ได้นั้น มีปัญหายุ่งยากมาก เพราะจิตใจนั่นเอง ถ้าอย่ามีจิตใจเสีย ก็คิดนึกอะไรไม่ได้ เราก็จะต้องสบายเป็นแน่ ฉะนั้น ตัดจิตใจออกไปเสียเลย ไม่อยากไม่ต้องการ บำเพ็ญความเพียรตามวิธีของเขาให้เหลืออยู่ แต่ร่างกายล้วน ๆ ไม่มีจิตใจ อย่างนี้ก็มี. นี่ คือพวกวัตถุนิยมที่เดือดจัด กล้าจัด คลั่งจัด เขามุ่งหมายให้เหลือแต่ร่างกาย. สัตว์พวกนี้เขาเรียกว่า "สัตว์มีขันธ์ ๆ เดียว" คือมีแต่
น.122 ร่างกายคือรูปขันธ์. อีกพวกหนึ่ง ว่าไม่เอาร่างกาย จะเอาแต่จิตใจอย่างเดียว นี้ก็เป็น "สัตว์ที่มีขันธ์ ๔ ขันธ์" คือมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวม ๔ ขันธ์. ส่วน คนธรรมดาสามัญของเรานี้ มี ๕ ขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. นี่ก็ แปลว่า ปัญหานี้เคยเกิดขึ้น อย่างขนาดหนัก ตีกันยุ่งไปหมด เคยมีความเข้าใจผิด - เข้าใจถูก อะไรไปต่าง ๆ. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านบังเกิดขึ้นในโลก ท่านรู้ความพอดี ท่านจึงบัญญัติเอา แต่ความคิด ที่วางอยู่ตรงกลาง ในระดับกลาง เราต้องเกี่ยวข้องทั้งร่างกายและ เกี่ยวข้องทั้งจิตใจ แล้วเอามาสัมพันธ์กัน ผสมกัน แล้วพัฒนามันให้ถูกพร้อม ๆ กันไป โดยถือเรื่องของจิตใจเป็นหลัก ไม่ถือเอาความต้องการของร่างกาย เป็นหลัก เพราะถ้าปล่อยไปตามเรื่องของร่างกาย มันก็เอียงไปทางกามารมณ์ ถ้าเอาเรื่อง ของจิตล้วน ๆ เป็นหลัก มันก็เกลียดกามารมณ์ เดี๋ยวก็เป็นเรื่องทำลายร่างกาย. เราพูด ได้ว่า ถ้ามีการกระทำที่ผิดทางวัตถุ มันก็เกิดเป็นลัทธิที่เรียกว่า " กามสุขัลลิกานุโยค" ขึ้นมาทันที ; เคยได้ยินไหม ที่พระสวดธัมมจักก์ คือประกาศหลักพระพุทธศาสนาว่า กามสุขัลลิกานุโยค นั่นเป็นความเข้าใจผิดทางร่างกาย. ถ้าไปทำความเข้าใจผิด ทางจิตใจ มันก็เกิด "อัตตกิลมถานุโยค" ขึ้นมาทันที คือพยายามทำลายร่างกาย พยายามลดคุณภาพของร่างกาย ลดกำลัง impulse อะไรต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อมิให้ร่างกายทำอะไรแก่จิตใจได้ ถือไปอย่างนั้น นี้มันสุดโต่ง ไปในทางไม่บำรุงบำเรอร่างกาย ; แต่ที่สุดโต่งไปในทางบำรุงร่างกาย จึงได้เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นกันมาก ในโลกสมัยนี้. คุณไปดูให้ดีโลกสมัยนี้กำลังเป็น กามสุขัลลิกานุโยค หวังแต่ความสุขทางเนื้อหนัง กระทั่งนั่งกินข้าว ก็ต้องเอียงคอหวีผม แต่งหน้า นี่ก็เป็นเครื่องวัด คุณไปวัดเอาเอง. เด็กรุ่นสาว กินข้าวก็ยังต้องนั่งเอียงคอ ส่องกระจกหวีผมแต่งหน้า นั่นมันลุ่มหลงเท่าไร ไปวัดเอาเอง แล้วคำนวณดูซิ ว่าจิตใจ
น.123 ของเขาตกไปในกระแสแห่งกามสุขัลลิกานุโยคสักเท่าไร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตนี้ เพื่อผลทาง กามารมณ์. ผู้หญิงก็เพื่อล่อผู้ชาย ผู้ชายก็เพื่อล่อผู้หญิง ฉะนั้นจึงมีการตกเบ็ดซึ่งกัน และกัน. การแต่งเนื้อแต่งตัว ของผู้หญิงสมัยนี้ ที่แต่งไปตามสมัยนิยมนั้น เป็นบาป อยู่ในตัว โดยไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น. เข้าใจไหม ? การที่ผู้หญิงสมัยนี้เขาแต่งตัว ตามแบบสมัยนิยมของเขา นั่นแหละ คือการทำบาปอย่างยิ่งอยู่ในตัวแล้วเพียงเท่านั้น. ถ้าคิดไม่ได้ ก็แย่มาก ไปกินเบ็ดเข้าแล้วก็ได้ คือว่าเพื่อตกเบ็ดคนที่ดู และจะแต่งหน้า แต่งผม แต่งเล็บ หดกระโปรงอะไรก็ตาม เพื่อจะตกเบ็ดคนที่เห็น. การคิดตกเบ็ดผู้อื่นนั้น จะเป็นเรื่องถูกต้องได้อย่างไร มันก็เป็นเรื่องบาป ฉะนั้นทางศาสนาจึงถือเป็นบาปทันทีเลย. นี่ก็แปลว่าเดี๋ยวนี้เป็นบาป ปรับให้เป็นบาป กันทั้งโลก เพราะผู้หญิงหดกระโปรงเข้ามาเรื่อย แต่งอะไรให้เป็นไปในทางยั่วยวนมาก ขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ด้วยจิตใจที่รู้สึกเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพียงร่างกาย แต่ทำไป ด้วยจิตใจที่ต้องการจะตกเบ็ดจิตใจของผู้ดู ให้มาอยู่ในอำนาจของตน. หญิงสาวก็ต้อง การจะตกเบ็ดชายหนุ่ม จึงมีเจตนาที่จะแต่งตัวด้วยแฟชั่นอันนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่แต่งกาย อย่างนั้นจึงชื่อว่า ทำบาปทันที. โลกสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยคนบาป แล้วมันยุ่งเท่าไร คุณดูเถอะ ถ้าผู้หญิงก็มัวตกเบ็ดผู้ชาย ผู้ชายก็มัวกลืนเบ็ดของผู้หญิง โลกในอนาคตจะ เป็นอย่างไร. นี่โลกวัตถุนิยมที่กำลังเจริญขึ้น ๆ จะเป็นอย่างไร. จะได้เห็นกันเสียทีว่าคำๆ นี้ ไม่ใช่เล่น คำ ๆ นี้แหละเป็น ตัวการอันร้ายกาจ เป็นพญามาร เป็นซาตานร้ายกาจ คือคำว่า วัตถุนิยมนี้. สมัยปู่ย่าตายายของเรา ไม่ใช่นมนานอะไร ไม่กี่สิบปีมานี้ อุตส่าห์ปกปิด เนื้อหนังร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากลำบากแก่ผู้เห็น แล้วตัวเองก็ไม่เป็นผู้หลอก ลวงตกเบ็ดเขา. แต่เดี๋ยวนี้ผู้หญิงนั่งเปิดขาขึ้นมา จะนั่งเก้าอี้ก็ไม่ได้ แม้นั่งกับพื้น
น.124 ต้องเอาผ้าปิด. เรื่องอย่างนี้ คุณทั้งหลายย่อมเห็นกันมาแล้ว ขึ้นรถจิ๊ปก็ไม่ได้ สำหรับ ผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยกระโปรงสั้น ๆ อย่างนั้น แล้วมันลำบากตัวเองเท่าไร แล้วมันมี ประโยชน์ที่ตรงไหน แล้วทำกันไปทำไม ; ก็เพื่อตกเบ็ดผู้ชายเท่านั้นเอง. นี้จะโดย ไม่รู้สึกตัวก็ได้ เช่นว่าหญิงไทย ไปนิยมตามหญิงฝรั่ง เมื่อผู้หญิงฝรั่งมีความโง่มาก ปล่อยให้ผู้ชายเขาหลอกให้ทำอย่างนั้นได้ โดยเฉพาะพวกออกแบบเครื่องแต่งตัว ออกแบบ เสื้อกระโปรง นั้นเป็นผู้ชาย เขาก็มีความสะดวกอะไรอยู่มาก ในการที่จะจับจุด ในการที่ จะเอาผู้หญิงเป็นเหยื่อ แล้วก็ออกแบบแฟชั่นชนิดที่ตกเบ็ดคนได้ดี ผู้หญิงเล่าก็ชอบ เพราะจะหาประโยชน์ได้ดี เพราะต้องการวัตถุ ต้องการเงิน ต้องการประโยชน์ทางวัตถุ แต่แล้วมันก็มีความหลอกลวงซ้อนขึ้นมา ว่านี่เป็นแฟชั่น นี่เป็นความนิยม นี่ไม่ใช่ลามก อนาจาร นี่เป็นศิลปะ. นี่แหละคือผลอันลึกลับซับซ้อนของวัตถุนิยม. ถ้าเรียกอย่างโวหารสมมติก็ว่า ซาตานของพระเจ้า กำลังมาเล่นงานในมนุษย์อย่างขนาดหนัก มาหลอกให้โง่ มาหลอก ให้หลง มาหลอกให้บ้า มาหลอกให้เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. ผู้ชายเอง ยังไม่ออกแบบให้เปิดอะไรกันมากมาย ส่วนผู้หญิงเขาออกแบบให้เปิดมากขึ้น ๆ แบบ ยั่วยวนอะไรมากขึ้น นี้ก็เพราะจะใช้ผู้หญิงเป็นเหยื่อ หรือเป็นอาหารทางเนื้อหนัง ทางกิเลสนี้มากขึ้น. ก็แปลว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นภัยร้ายกาจทุกด้าน ทำให้เสื่อมเสีย ศีลธรรม ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากเกี่ยวกับทางเพศ ทางกามารมณ์ จนพลอย ระส่ำระสายกันไปหมด ; อย่างที่เห็นได้ แม้ในสถานการศึกษา เด็ก ๆ มีวิญญาณเป็น กามารมณ์ไปตั้งแต่กำลังเรียนวิชาอยู่. สมัยก่อนโน้น เขาเรียนวิชาเพื่อวิชา เดี๋ยวนี้เรียน วิชาเพื่อเป็นเครื่องมือไว้แสวงหากามารมณ์. หนักเข้า ๆ ก็เลยนั่นกันเสียตั้งแต่บัดนี้เลย. เมื่อยังเป็นนักเรียน เมื่อยังเป็นวัยที่เป็นอาศรมพรหมจารีอยู่นี้ ก็บูชาเรื่องกามารมณ์เสียแล้ว รอคอยไม่ได้ จนกว่าจะเรียนสำเร็จเสียก่อน. นี่ก็นับว่าเลวลงทุกที ๆ แล้วใครจะช่วยได้ พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าวัตถุนิยมมันมาแทนพระเจ้า วัตถุนิยมมากลายเป็นพระเจ้า
น.125 เสียเอง ฉะนั้นเราจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง พูดธรรมะแม้กับนิสิตนักศึกษา คนขนาดความรู้ ชั้นมหาวิทยาลัย ไม่รู้เรื่อง นี่ก็เพราะเขากำลังบ้าคลั่งวัตถุนิยม แม้จะตั้งเป็นกลุ่มพุทธ- ศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม ; เมืองไทยก็ตาม เมืองนอกก็ตาม มันเป็นเรื่อง ละเมอ ๆ ทั้งนั้น. นี่ อย่าหาว่าเป็นการดูถูกดูหมิ่นเลย การที่คุณกระเด็นออกมาบวชได้ชุดหนึ่ง ในปีนี้เพียงเท่านี้ ผมจะเรียกว่าละเมอน้อยหน่อยเท่านั้น เพราะคุณมีความคาดคะเน มีความหวังที่ดี ที่ถูกต้องอยู่มาก มีความละเมอน้อยหน่อย. แต่ว่าส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิก กลุ่มพุทธศาสตร์แต่เพียงสักว่าทะเบียน สักว่าเกียรติ สักว่าหรูหรา สักว่าเป็นดีกว่าไม่เป็น นั้นมีมาก. พวกนี้ผมเรียกว่าพวกที่กำลังละเมอ คือเป็นสมาชิกกลุ่มพุทธศาสตร์ในมหา วิทยาลัยก็เป็นอย่างละเมอ. เมื่อผู้ที่ยังอยู่ในลักษณะที่เป็นนักศึกษาแท้ ๆ ก็มาเป็นผู้ละเมอ เสียอย่างนี้แล้ว ก็น่าเศร้า. ยิ่งเมืองนอก ก็ยิ่งร้ายกว่า เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิก กลุ่มพุทธศาสตร์ เพียงจะได้ศึกษาพุทธศาสนาในฐานะเป็นวิชาประกอบ วิชารอบตัว วิชา ที่จะช่วยให้เครดิตดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อจะปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส หรือเอาผลทางศาสนาอย่างไร. นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ผมสังเกตเห็น แต่จะจริงหรือไม่จริง ขอให้ไปดูเอาเองอีกที ฉะนั้น ผมจึงยินดี ที่ว่าไม่กี่องค์ที่บวชชุดนี้ แม้ว่ามีความละเมอน้อย ก็ยังยินดี ; ยินดี ที่ว่าบางที จะเป็นโอกาสดี เป็นโชคดี ที่จะมาทำความเข้าใจเรื่องพุทธศาสนาที่แท้จริงกันได้สำเร็จ ในคราวนี้ ; สำเร็จก็ไม่ใช่สำเร็จอะไรมาก สำเร็จเพียงว่า รับประกันความปลอดภัย ว่าจะไม่เข้าใจผิดต่อไปข้างหน้า แล้วจะได้เดินต่อไป ; ไม่ใช่ว่าสำเร็จถึงกับเดินถึง จุดหมายปลายทางแล้ว เพียงรับประกันในเบื้องต้น ขั้นต้นว่าจะไม่มีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับพุทธศาสนา แล้วควรจะมีแสงสว่างในการที่จะเดินต่อไป จนถึงจุดหมายปลายทาง ในอนาคต. การที่จะมาคิดว่าศึกษาพุทธศาสนาเผื่อ ๆ ไว้บ้าง เพื่อเป็นเครดิตที่ดี เป็น ความรู้รอบตัวที่ดี อย่างนี้ยังไม่พอ ยังจะเลื่อนลอย ยังไม่มีจุด แล้วก็มักจะเลื่อนลอย
น.126 ไม่เท่าไรก็จะพร่าและเลื่อนเลอะไปหมด ลืมไปได้ในที่สุด. ถ้าไม่ต้องการให้ลืมให้เลือน แล้ว ต้องเข้าถึงจุด จนกระทั่งเกิดใจรัก เกิดใจสมัคร เกิดใจอุทิศบูชา ภักดีขึ้นมา จึงจะได้. ทั้งหมดนี้ เราก็พูดให้เห็นถึงข้อที่ว่า อุปสรรคอันร้ายกาจ ก็คือสิ่งที่เรียก ว่าวัตถุนิยม ; แล้วมันก็คู่กับมโนนิยม เราจึงเอาเรื่องนี้มาพูดให้เข้าใจ ในฐานะเป็น พื้นฐานของความรู้อย่างอื่น ๆ ทั่วไป ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ให้จำไว้ว่า มีวัตถุนิยมกับ มโนนิยม นี้คู่กันอยู่ อย่างตรงกันข้าม. ถ้าจะให้ดี ให้มีอยู่ตรงกลาง ก็คือ ธรรมนิยม กล่าวคือมโนนิยมที่สามารถประสานระหว่าง ๒ ฝ่าย คือวัตถุและจิตใจนี้ ให้ได้ผลดีที่สุด. ถ้าเขายอมให้ตั้งคำใหม่ ผมก็จะตั้งคำว่า "ธรรมนิยม" แต่ไม่รู้จะใช้คำภาษาอังกฤษว่า อย่างไร เขามีกันอยู่แต่เพียง materialism กับ spiritualism ถ้าเราจะใช้คำว่า "ธรรม" คำว่าธรรมในภาษาอังกฤษไม่มี ขืนแปลก็มีแต่จะเขว จะใช้ Dhammicism อย่างนี้ คงไม่มีใครฟังถูก เพราะฉะนั้นจึงใช้แต่ว่า มีวัตถุนิยม มโนนิยม แล้ว เราจะต้อง ทำการประสานสิ่งทั้ง ๒ นี้ให้ดี โดยให้มีวัตถุนิยมเป็นบ่าวของมโนนิยม รับใช้ มโนนิยม ให้มโนนิยมนำหน้า ออกหน้า ลากวัตถุไปในทางที่ถูกต้อง ให้โลกนี้มีความ ผาสุก รวมทั้งตัวเราเองด้วย เวลาชั่วโมงนี้ของเราก็สิ้นสุดลงพอดี
Buddhadasa