น.127 วันนี้ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. แล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่จะ พูดอะไรกันสักเรื่องหนึ่ง ตามเคย. สำหรับวันนี้จะได้พูดถึง สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" คำว่า "บรมธรรม" อาจ จะไม่มีในปทานุกรมในสมัยนี้ ซึ่งอาจจะพูดได้ว่า เพราะไม่สนใจกันมากจนถึงกับมีคำ ๆ นี้ ใช้ เลยไม่มีคำบัญญัติเฉพาะขึ้นใช้ ; แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" นี้ ก็เป็น สมบัติของธรรมชาติ ซึ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะรู้จักและควรจะมี. คำว่า "บรมธรรม" มีใช้ในพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นคำบัญญัติเฉพาะใน พุทธศาสนา แต่ว่าในภาษาไทยธรรมดา ยังไม่เคยเห็น อาจจะมีในสมัยหนึ่งก็ได้ หรือ อย่างน้อยก็จะมีในอนาคต. สำหรับคำว่า "บรมธรรม" แปลว่า ธรรมอันเป็นบรม คือสูงสุด หรืออย่างยิ่ง ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านั้น นั่นเอง. สิ่งนี้ อาจจะเรียกชื่อใน ภาษาอื่น เป็นอย่างอื่น และเราก็ไม่ได้พิจารณาดูให้ดี จึงไม่ได้สะดุดตาสะดุดใจ เพราะเขา ๖๑
น.128 อาจจะเรียกไว้ในชื่ออื่น เช่นคำว่า "พระเจ้า" เป็นต้น. แต่เมื่อกล่าวโดยหลักทั่ว ๆ ไป แก่ทุกคน หรือตามธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" ก็คือ สิ่งที่มนุษย์จะต้องได้ จะต้องถึงในที่สุด : สิ่งนี้เป็นคำตอบของปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์จะถามกันอยู่ด้วยความวิตก กังวลอย่างยิ่ง เช่นจะถามว่า เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อจะได้อะไร ? อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ของมนุษย์ ? หรือแม้ที่สุดแต่ว่า อะไรเป็นความมุ่งหมายของการบวช ดังที่คุณทั้งหลาย กำลังบวชอยู่นี้ ? นี่ จะเห็นได้ว่า ถ้าคนไหนไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" แล้ว ก็แปลว่าเป็นคนที่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นั่นเอง ; เป็นคนที่เกิดมาอย่างเคลิ้ม ๆ อย่างละเมอ ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ; อันนี้เอง เป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่าง เป็นหลักเป็นเกณฑ์ อย่างมีความมุ่งหมายที่แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงได้ปล่อยไปตามความ สะดวก ปล่อยไปตามอารมณ์ ในที่สุดโลกนี้ก็ประสบความยุ่งเหยิง ความไม่เป็นระเบียบ และความไม่มีสันติภาพ. เพราะมนุษย์ไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" สนใจแต่เรื่อง ปากเรื่องท้อง เรื่องเนื้อหนัง อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว และมนุษย์ก็เลยรู้สึกเอาเองตาม สัญชาตญาณอย่างสัตว์ว่า ความสุขทางเนื้อหนังนั่นแหละ เป็นบรมธรรม นี่แหละไป คำนวณดูเองก็แล้วกัน ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น. ถ้ามนุษย์คิดว่า ความสุขทางเนื้อหนังเป็นบรมธรรม มันก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์ แม้สิ่งที่เรียกว่าความสุขทางเนื้อหนัง จะมีรูปร่างต่างกันบ้าง แต่มันก็มีความหมายเหมือน กันแท้เลย ฉะนั้นเพื่อว่าจะหลีกเลี่ยงความเป็นสัตว์ หรือความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้น ในโลก โดยไม่มีสันติภาพ เราก็จะต้องค้นหาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “บรมธรรม". คำพูดที่เป็นกลาง ๆ ว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงได้รับ นั่นแหละเป็นคำ นิยามที่ถูกต้อง สำหรับคำว่า "บรมธรรม" ; แล้วควรจะแถมท้ายลงไปอีกว่า ได้กันในชาตินี้ ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว หลังจากตายแล้ว หรือชาติอื่น ๆ อีกมากชาติ,
น.129 สำหรับการบวชของพวกเรา ก็เพื่อจะรู้ จะเข้าใจ จะได้ บรมธรรม เร็วเข้ากว่าคนที่ไม่ได้บวช ดังนั้นจึงเป็นวัตถุประสงค์มุ่งหมายของคนทุกคน ทั้งที่ บวชและไม่บวช ; และยังกล่าวออกไปได้ อย่างที่บางคนจะไม่ยอมรับ คือกล่าวได้ว่า เป็นที่ต้องประสงค์ทั่วไป ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ไม่เพียงแต่มนุษย์พวกเดียว. ขอบอกกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้าว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่เสมอว่า "ตถาคต เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สุข ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์" ; "ระเบียบธรรมวินัยของตถาคต ยังมีอยู่ในโลกเพียงใด นั่นแหละคือความสุขของสัตว์ ทั้งเทวดาและมนุษย์" ; "เธอ ทั้งหลายจงจาริกเที่ยวไปประกาศพรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์และความสุข ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์" ดังนี้ คำว่า "ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์" เป็นคำธรรมดาไปเลย สำหรับ พระพุทธเจ้า. ทีนี้ สิ่งที่เรียกว่า “บรมธรรม" ซึ่งเป็นของขวัญจากพระพุทธเจ้า ก็พลอยเป็นของที่ต้องการทั้งเทวดาและมนุษย์ไปด้วย. ตรงนี้ จะขอถือโอกาสพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “เทวดา" กันเสียสักหน่อย ; เมื่อ พูดถึง มนุษย์ ก็มีความหมายถึงการงาน คือหมายไปถึงความที่เหงื่อไหลไคลย้อย หรือ อย่างน้อยก็หนักอกหนักใจ ปวดหัวเป็นโรคเส้นประสาท. นี่หมายความว่ามนุษย์ คือสัตว์ ที่ต้องทำการงานอย่างหนัก. ทีนี้ เทวดา ก็คือพวกที่ไม่ต้องทำการงานอย่างหนัก และก็ มีอะไรเป็นที่พอใจ แต่การกล่าวเช่นนี้ หมายถึงเทวดาในศาสนาพุทธ หรือเครือเดียวกัน กับศาสนาพุทธ เช่นศาสนาพราหมณ์เป็นต้น คือได้รับความเอิบอิ่มทางกามารมณ์อย่าง สมบูรณ์ โดยไม่ต้องเหงื่อไหลไคลย้อย. แต่คำว่า "เทวดา" ในศาสนาคริสเตียนเป็นต้นนั้น หมายเป็นอย่างอื่น ; ที่เรียกว่า angel นั้นหมายถึงเป็นบริวารของพระเจ้า รับใช้พระเจ้า ทำหน้าที่ต่าง ๆ ไม่ค่อยได้พูดถึงการเสวยสุขทางกามารมณ์. นี่แหละ ความหมาย ของคำว่าเทวดาอาจจะผิดกันอยู่บ้าง แต่ตรงเป็นอันเดียวกันก็คือว่า ผู้ไม่มีทุกข์ร้อน ผู้สวยงาม ผู้อยู่อย่างสบาย ผู้รุ่งเรือง, คำว่า "เทวดา" นี้ แปลว่าผู้รุ่งเรือง และอีกคำ
น.130 ที่มาจากราชาศัพท์ทางหนึ่ง ก็แปลว่า ผู้เล่น. ผู้รุ่งเรือง ก็คือมีความสวยงามรุ่งเรือง ; ผู้เล่น ก็คือไม่มีภาระเกี่ยวกับกิจการงาน มีความสนุกสนานในสิ่งที่ต้องการได้ โดยไม่ต้อง ทำการงาน. เทวดากับมนุษย์ ต่างกันเพียงเท่านี้. มนุษย์ต้องลากแอก ลากไถ แบก ภาระการงาน เทวดาไม่ต้อง. เพราะฉะนั้นถ้าหากในโลกมนุษย์นี้ มีมนุษย์บางคน ไม่ต้องมีการงาน ไม่ต้องเป็นห่วงวิตกกังวล ไม่มีภาระหนัก แล้วไปพักผ่อน เล่นหัวอะไร ตามสบายใจเรื่อย อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นเทวดาที่เต็มตามความหมายเลย. ถ้าเขามีได้เป็น บางชั่วโมง ก็เป็นเทวดาบางชั่วโมง นอกนั้นก็เป็นมนุษย์ หรือลดต่ำยิ่งกว่านั้นก็เป็น สัตว์นรก คือมีความร้อนอกร้อนใจ เผาไหม้อยู่ข้างในบางชั่วโมง อย่างนี้เป็นสัตว์นรก ; เวลาที่ทำงานในหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย ก็เป็นมนุษย์ ; เวลาอิ่มเอิบอยู่ด้วยกามารมณ์ ชั่วโมงนั้นก็เป็นเทวดา อย่างนี้ก็ได้. เพราะฉะนั้น ความหมายของเราในที่นี้ ก็หมายความว่า บรมธรรมนี้จะเป็น ของสูงสุดทั้งแก่ผู้ที่กำลังเหน็ดเหนื่อยด้วยการงาน และทั้งแก่ผู้ที่กำลังสนุกสนานเพลิด เพลิน สบายดีอยู่ โดยไม่ต้องทำการงาน ที่เรียกว่าเทวดา. จะเป็นเทวดาในสวรรค์ อย่างในที่สอน ๆ กันอยู่ หรือเทวดาในมนุษย์โลกนี้ ก็ตามใจ บรมธรรมนี้จำเป็นแก่ทุกคน และแม้แต่แก่สัตว์นรก ซึ่งหวังยาก แม้มันไม่มีโอกาส มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หรือเป็นวัตถุ ที่ประสงค์สำหรับสัตว์นรกอยู่นั่นเอง คือว่าจะหลุดจากนรกจะมาสู่บรมธรรม. ดังนั้น เราพูดว่า ทั้งมนุษย์และอมนุษย์จะดีกว่า มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับบรมธรรมเป็นสิ่ง สูงสุด หรืออันดับสุดท้าย. เพราะฉะนั้นควรจะรู้จักบรมธรรม ถ้าไม่รู้จัก ก็ดูจะเป็น มนุษย์ได้ยาก อย่าว่าแต่จะเป็นเทวดาเลย. ทีนี้จะพูดถึง คำว่า “บรมธรรม" คำว่า บรมธรรม โดยบทนิยามก็แปลว่า สิ่งสูงสุด เดี๋ยวนี้ในภาษาทางปรัชญาหรือจริยธรรมสากล เขาใช้คำนี้ว่า Summum Bonum คือในรูปภาษาลาติน ก็แปลอย่างเดียวกันว่า สิ่งที่ดีที่สุดความดีที่สูงสุด คือ The utmost
น.131 สิ่งเรียที่กว่า บรมธรรม ๖๕ goodness : แล้วขยายความออกไปว่า : ที่มนุษย์ควรจะได้รับ that man can get : แล้วก็ขยายความออกไปว่า : ในชีวิตนี้ in this very life คือในชีวิตนี้จริง ๆ จึงใช้ทั้ง this ทั้ง very. Summum Bonum : The utmost goodness that man can get in this very life นี่มันเป็นบทนิยามกลาง ๆ ที่กว้างไปหมด แล้วมันก็ไปมีปัญหาอยู่ตรงที่ สิ่งนั้นคืออะไร ? สิ่งที่ดีที่สุด นั้น ได้แก่อะไร ? นี้เราก็ถือเอาโดยหลักพื้นฐานทั่วไป คือ เอาหลักจริยธรรมสากลก็แล้วกัน. หลักจริยธรรมสากลก็คือหลักที่พวกนักจริยธรรม กล่าวคือคนประเภทที่เรียกว่า ethicist นั้น เขาไปศึกษาค้นคว้ากันมานมนานเต็มทีแล้ว แล้วก็มากผู้มากราย จนในที่สุดยุติกันไว้เป็นที่รับรองต้องกันว่า Summum Bonum นั้น พอที่จะจำแนกออกเป็น ๔ อย่าง : อย่างแรกคือ ความสุข Happiness. อย่างที่สอง คือ ความเต็ม Perfectness. อย่างที่สามคือ หน้าที่บริสุทธิ์ Duty for duty's sake, อย่างที่สี่คือ ความรักที่เป็นสากล Universal love. นี่แหละ คือหลักจริยธรรมสากล อันเกี่ยวกับความหมายของสิ่งที่ดีที่สุด Summum Bonum ของทางฝ่ายจริยธรรมสากล ยังไม่ใช่เรื่องทางศาสนา ซึ่งยังจะหมายพิเศษยิ่งไปอีก. ในที่นี้ คุณก็ลองจำไว้ให้ดีว่า มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพียงไร. ข้อหนึ่ง ที่ว่า ความสุข ก็ต้องจำกัดความลงไปว่า ความสุขที่ถูกต้องและ แท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินทางเนื้อหนัง. (คำว่า "เนื้อหนัง" คำนี้ เป็นคำด่า คือค่าคนที่ตะกละตะกลามกามารมณ์อย่างหลับหูหลับตา). happiness ความสุขที่แท้จริงนี้ มันต้องไม่เกี่ยวกับสิ่งนั้น. สุขอย่างเนื้อหนังเป็นเรื่อง pleasure มากกว่า ถึงแม้คำว่าความสุข หรือ happiness นี้ ก็ยังจะต่ำไป คืออาจจะเข้าใจ ไขว้เขวกันอยู่นิดหน่อย หรือไม่มีคำใช้ เลยใช้คำว่า happiness ที่หมายถึงความสุข ทั่ว ๆ ไปในหมู่มนุษย์ ตามบ้านตามเรือนตามปกติสุขของมนุษย์ในสังคม. ที่จริงมันควร
น.132 จะใช้คำว่า blissfulness มากกว่า คือเป็นเรื่องที่เย็นอกเย็นใจ ทางจิตใจจริง ๆ ในชั้นลึก จริง ๆ : blissfulness สำหรับสังคม, peacefulness สำหรับปัจเจกชน, อย่างนี้มี ความหมายที่ลึกและดีกว่า happiness ; แต่ว่าเขาอาจจะใช้คำว่า happiness : นี้ ให้ กินความทั่วไปก็ได้เหมือนกัน คือเอาแค่ความหมายที่ถูกต้อง ว่ามันเป็นความสุขสะอาด อันแท้จริงก็แล้วกัน อย่าเป็นเรื่อง pleasure ทางเนื้อหนัง. ฉะนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่อง ที่ไม่มีความสกปรก ไม่มีความมืดมัว ไม่มีความเร่าร้อน จึงจะเป็นความสุขอันแท้จริง ผมชอบเรียกว่าสะอาด สว่าง สงบ จึงจะเรียกว่า ความสุขอันแท้จริง ซึ่งเดี๋ยวนี้ยังหา ได้ยากในหมู่มนุษย์ แม้จะใช้คำว่า happiness นี้ ก็ยังหาได้ยากในหมู่มนุษย์ อาจจะไป เข้าใจผิดเอาเสีย เป็นเรื่องความสุขทางเนื้อหนัง กำลังเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสอยู่โดย ไม่รู้สึกตัว. นี่ พวกนักจริยธรรมสากลนั้นเอง ระวังให้ดี บางคนอาจจะต่ำลงไปถึงขนาด ที่เรียกว่า เรื่องกินดี - อยู่ดีนั่นแหละ เป็นความสุข แต่จิตใจก็ยังกระหาย ชะเง้ออยู่ด้วย ความหิว อย่างนี้ทางพุทธศาสนาไม่ถือ ไม่ยอมรับ ว่าเป็นความสุข. มันต้องเป็น ความสุขชนิด หยุดความหิวทางวิญญาณได้. ความหิวทางวิญญาณนั้น หยุดได้ จึง จะเป็นความสุข. ที่ยิ่งกิน ยิ่งหิว, ยิ่งดื่ม ยิ่งหิว, ยิ่งเสพ ยิ่งหิวนั้น มันก็ไม่ใช่ ความสุข แต่โดยมากก็ไปบูชากันอย่างนั้น โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเด็กสาว ระวังให้ดี เข้าใจคำว่า "ความสุข" ผิดเอาอย่างมากๆ, เป็นเรื่อง pleasure ไปเสียหมด. เอาละ เรายุติกันที่ว่าความสุข ก็คือ ความสงบสุขที่ถูกต้อง. นี่ เป็นข้อแรก ของบรมธรรม อย่างจริยธรรมสากล. ข้อที่สอง ความเต็ม Perfectness นี้มัน เต็มทางจิตทางวิญญาณ ไม่ใช่เต็ม ทางวัตถุ แต่ก็ผนวกเอาความเต็มทางวัตถุเข้าไปด้วย. วันก่อน เราได้พูดกันแล้ว ถึงเรื่องวัตถุนิยม มนุษย์เห่อกระหายเรื่องวัตถุนิยม ต้องการความเต็มของมัน แต่ทีนี้
น.133 วัตถุนิยมนั้น มันเต็มไม่ได้ เพราะมันเอากิเลสเป็นมาตรฐาน. ทีนี้กิเลสเป็นสิ่งที่ไม่ รู้จักเต็ม ข้อนี้สำคัญมาก จงฟังให้ดี : และจำไว้ให้ดีว่ากิเลสนั้นเป็นสิ่งที่เต็มไม่ได้และ ไม่รู้จักเต็ม ฉะนั้นจะเอาความเต็มของวัตถุ ซึ่งเป็นเหยื่อของกิเลส เป็นที่ตั้งของกิเลส มันก็เต็มไม่ได้ ; มันต้องเป็นเรื่องทางจิตใจหรือทางมโนธรรม จึงจะมีความเต็มได้. ทีนี้เราเอาตามความรู้สึก common sense ก็ได้ว่า เต็มก็คือใส่ไม่ลงอีกต่อไป คือมันอิ่ม เรื่องทางจิตนี้ ถ้าประพฤติปฏิบัติหรืออบรมมันอย่างถูกต้องแล้ว มันถึงจุดที่อิ่มได้ ไม่กลับหิวอีก ไม่เหมือนทางกายหรือทางวัตถุ อิ่มแล้วก็หิวอีก อิ่มแล้วก็หิวอีก; ส่วน ทางจิตนั้น ถ้าเข้าถึงจุดสูงสุดของความรู้และการปฏิบัติแล้ว มันอิ่มได้ตลอดกาล ฉะนั้น มันจึงเต็มได้. เพราะฉะนั้น ความเต็มของความเป็นมนุษย์ ก็คือความสมบูรณ์ด้วย คุณธรรมอย่างมนุษย์ มีจิตใจสูงอย่างมนุษย์ มีสิ่งที่ควรจะได้นั้น ได้เต็ม ไม่มีความ กระหาย ทะเยอทะยาน หรือหิวทางวิญญาณอีกต่อไป. นี่แหละ ความเต็มของความ เป็นมนุษย์. ทีนี้ เราดูดวงจิต ดวงวิญญาณของมนุษย์สมัยนี้ มันไม่เคยเต็ม มันไม่เต็มได้ และยิ่งกว่านั้น มันพร่องอยู่มากทีเดียว เกินระดับธรรมดา. เหมือนกับนักจิตวิทยาบางคน บอกว่า มนุษย์นี้ ที่เรียกว่าปกติ สามัญปกตินั้น ยังเป็นบ้าอยู่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือมีความ เข้าใจผิด ยึดถือเอาผิด มีความไม่สมประกอบในด้านวิญญาณอยู่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ถือเอา ระดับนี้เป็นระดับยังพร่อง ยังไม่เต็มก็ได้. คนทั่วไปนี้ยังพร่องอยู่ อย่างดีที่สุด ก็ยังพร่อง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เต็มของความเป็นมนุษย์. ถ้าสนใจเรื่องนี้กัน ให้ดี ๆ แล้ว จะเกิดความไม่ประมาท. ความไม่ประมาทเป็นธรรมะสูงสุด ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เป็นพินัยกรรม คือคำสั่งคำสุดท้าย ที่ท่านตรัสแล้วนิพพานไป มีว่า "ท่าน ทั้งหลายจงเต็มไปด้วยความไม่ประมาท" แล้วท่านก็นิพพานไป ถือว่าเป็นพินัยกรรม แก่พวกเรา และเป็นคำสุดท้าย. ฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าเรายังไม่เต็ม นี่เราก็จะไม่ประมาท และมีสติสัมปชัญญะและความขยันขันแข็ง รวมกันไปเลย.
น.134 ปฺปมาท = ความไม่ประมาท คำนี้แปลเป็นภาษาไทยยาก อย่าเข้าใจเพียงว่า ความไม่อวดดี หรืออะไรทำนองนั้น นั่นมันเป็นภาษาไทยสั้น ๆ นิดเดียว. ความไม่ ประมาท ตามหลักธรรมะ หมายถึงสมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา และขยันขันแข็งอยู่ตามนั้น. ขอให้เรารู้ความที่เรายังไม่เต็ม แล้วเราก็ไม่ประมาท และหวังที่จะได้มาซึ่งความเต็มของความเป็นมนุษย์ นี้ข้อที่สอง ความเต็มเป็นอย่างนี้. ข้อที่สาม หน้าที่บริสุทธิ์ Duty for duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่ นี้เราพูดเป็นไทย ๆ ก็พูดกันอยู่แล้วก็ได้ว่า งานเพื่องาน. ถ้างานเพื่อเงิน เพื่อ วัตถุหรือเพื่อประโยชน์อะไรที่เป็นตัวกู - ของกูแล้ว ก็ไม่ใช่ Summum Bonum ไม่เป็น Summum Bonum ที่พูดกันเกร่อว่า "งานเพื่อเงิน" นั้นแหละ คือถอยห่างไปจาก Summum Bonum : ทำงานเพื่องาน หรืออะไรทำนองนี้ละก็ เป็น Summum Bonum. เราต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าทำหน้าที่เพื่อเงิน หรือเพื่อประโยชน์อะไรที่เป็นเรื่อง ตัวกู - ของกู ทางเนื้อหนัง. เดี๋ยวนี้ความยุ่งยากลำบากอย่างใหญ่หลวงอันหนึ่งใน ประเทศไทยเรา ที่เรียกว่าคอรัปชั่นนั้น มีมูลมาจาก "งานเพื่อเงิน" ทั้งนั้น. ถ้าเปลี่ยน เป็น งานเพื่องาน เสียเมื่อไร คอรัปชั่นนี้ จะหายวับไปกับตาเลย ; นี่ พูดอย่างนี้. พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านทำงานมากกว่าคนสามัญ แต่ท่านทำงาน เพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความบริสุทธิ์ของความเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ เชื้อเชิญ ท่านให้ทำงาน, แล้วก็ทำเพื่อหน้าที่ เพื่องานนั้นเอง หน้าที่ของท่าน ก็คือช่วยสัตว์โลก ท่านก็ต้องทำหน้าที่ช่วยสัตว์โลกไปตามหน้าที่ของท่าน โดยไม่หวังเอาอะไรตอบแทน แม้แต่นิดเดียว หรืออณูเดียว. เรื่องมันจึงเป็นเรื่องสูงสุด ประเสริฐที่สุด สะอาดที่สุด มีค่ามากที่สุดอย่างนี้. ส่วนมนุษย์นั้น มนุษย์ทำงานเพื่อประโยชน์แห่งตัวกู-ของกูต่างหาก ไม่ได้ทำงานเพื่องานหรือทำงานเพื่อหน้าที่ มันเปลี่ยนไกลออกไปทุกที ๆ.
น.135 คนอาจจะแย้งว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วกินอะไร เอาอะไรมากิน ? นั้นคือคนโง่ที่สุดในโลก ไปคิดดูเถิด ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว เกิดสงสัยว่าจะเอา อะไรกิน มันก็เป็นเรื่องที่ว่าร่างกายมันทำ ผลคือปฏิกิริยาที่เกิดแก่ร่างกาย มันก็มีกินมีใช้ ส่วนของร่างกาย, ส่วนของจิตใจนั้น อย่าหมายมั่นปั้นมือ สำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู- ว่าของกู. ทุกอย่างเป็นของธรรมชาติ ตัวเราแท้ๆ ตัวชีวิตแท้ ๆ เป็นของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการงานหรือผลงานที่ทำ มันก็เป็นของธรรมชาติ ; จิตใจอย่ากล้าไปสำคัญ มั่นหมายว่าของกู มันจะกลายเป็นโจรปล้นธรรมชาติ. ทีนี้ก็ปล่อยไปตามความรู้สึก ที่ถูกต้อง แล้วก็ทำไป ผลที่เกิดขึ้น คนนี้กิน คนนี้ใช้ ตามระเบียบที่กฎหมายคุ้มครอง ประเพณีคุ้มครอง มันก็มีกนและเกินกว่าที่จะกินเสียอีก แล้วก็กินอย่างบริสุทธิ์สะอาด ไม่ตะกละเหมือนคนที่ทำงานเพื่อตัวกู-เพื่อของกู. นี่พูดกันอย่างสั้น ๆ หน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นอย่างนี้. ข้อที่สี่ อันสุดท้ายที่เรียกว่า ความรักสากล Universal love ก็คือมีใจกว้าง, ใจกว้างถึงขนาดไม่มีตัวเอง เห็นแก่ผู้อื่น ; หรือว่าอย่างน้อยที่สุดเราเป็นจุดน้อย จุดหนึ่ง ในทั้งหมดเป็นสากล, ก็มีความรักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว. ไปคิดดูให้ดี สมมติว่ามีคนอยู่ ห้าพันล้าน เราก็เพียง ๑ ในห้าพันล้านนั้น มันเล็กเกินไป; ไปนึกถึงห้าพันล้าน ยกเสีย ๑ คน นั้นดีกว่า. นี่เป็นเรื่องความรักที่กว้างขวางที่เป็น universal. คำว่า universal นี้ จะต้องขยายออกไป เลยมนุษย์ไปถึงสัตว์ต่ำ ๆ ในเบื้องล่าง ไปถึงเทวดา ในเบื้องบนด้วย จึงจะเป็น universal หรือสากลตามแบบของพุทธบริษัท เพราะฉะนั้น เราต้องมีความรักสากลที่ลืมตัวเอง รักทั่วไปจนลืมตัวเอง จนไม่มีตัวเองเหลืออยู่ นี้เป็นข้อสุดท้าย. ต้องดูให้ดีอีกทีหนึ่งว่า ทั้ง ๔ ข้อนี้สัมพันธ์กันอย่างที่แยกกันไม่ได้ ต้อง มาด้วยกันครบทั้งสี่ คุณดูให้ดี : คนที่รักตัว ก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่ได้ ; คนที่เห็นแก่ตัว ก็เป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมไม่ได้ ; แล้วก็มีความสุขไม่ได้. เพราะเร่าร้อนอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว
น.136 จึงมีความสุขไม่ได้ ; แล้วก็มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ทางจิตทางวิญญาณไม่ได้ มีแต่ความเร่าร้อนอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ที่บริสุทธิ์ไม่ได้ คือทำเพื่อตัวเองเสียเรื่อย. ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มันก็เป็นความรักสากลอยู่ในตัว ; มีความสุข มีความเต็มอยู่ในตัวแล้ว. ถ้าเรามีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์จริง ก็มีความสุข ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความรักสากลอยู่ในตัว. ฉะนั้นทั้ง ๔ ข้อเป็นสิ่งเดียวกัน แต่เรา แยกให้เห็นเป็นมุม ๆ ไปเท่านั้น. นี่คือบรมธรรม Summum Bonum ตามหลัก จริยธรรมสากล. เราควรจะรู้ไว้เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน มิเช่นนั้นจะไม่รู้อะไร. บรมธรรมอีกด้านหนึ่ง ก็คือ บรมธรรมตามหลักของศาสนา. ตามหลักของ ศาสนานี้ ไม่ใช่จริยธรรมสากล เป็นของเฉพาะพวก เฉพาะหมู่ และไปไกล ไปลึก ในทางจิตทางวิญญาณ ไม่เนื่องด้วยสังคม คือไม่ผูกพันกันเป็นสังคม ใครไปได้ไกล เท่าไรก็ไป, นี่ ทางศาสนาก็มุ่งหมายอย่างนี้. แต่แล้วเมื่อทุกๆ คนดี สังคมก็ดีเอง ; แล้วก็มีอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ว่า ให้เห็นแก่ผู้อื่น ให้ช่วยผู้อื่นด้วย ตัวเองไปได้แล้ว ช่วยผู้อื่นด้วย. บรมธรรมทางศาสนานี้เนื้อแท้เหมือนกัน เอาจริยธรรมสากลนั้นมาเป็น ใจความก็ได้ ประเดี๋ยวจะชี้ให้เห็น ; แต่ที่ระบุไว้ชัดในเรื่องทางศาสนานั้น มีชื่อ ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ว่าในศาสนานั้นจะอยู่ในรูปไหน : ถ้าเป็นศาสนาประเภทที่มีพระเจ้า ที่เรียกว่า Theism. ศาสนาประเภทนี้ก็มีพระเจ้าเป็นหลัก ก็มี "แผ่นดินของพระเจ้า" เป็น Summum Bonum เป็นคำบัญญัติเฉพาะว่า "แผ่นดินของพระเจ้า" หรือ "โลก ของพระเจ้า" ที่คนจะเข้าไปถึง เข้าไปอยู่ด้วย นั่นแหละเป็น Summum Bonum . ฉะนั้นพวกที่ถือศาสนาพระเจ้า โดยเฉพาะพวกคริสเตียน เขาก็ภาวนาแต่ที่จะได้เข้าไปสู่ แผ่นดินของพระเจ้า. แผ่นดินของพระเจ้า ในที่นี้ มีความหมายเป็น Summum Bonum.
น.137 ถ้าเป็นศาสนาประเภทที่ไม่ได้พูดถึงพระเจ้า หรือ GOD ในลักษณะอย่างนั้น ก็มันเป็นพวก Atheism : เราก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน อย่างพุทธศาสนาเรานี้ก็เรียกว่า นิพพาน คือความสิ้นสุดแห่งความทุกข์. เอาคำกลาง ๆ ที่ใช้ได้แก่ทุกศาสนา ที่ไม่มี พระเจ้าดีกว่า คือ ความสิ้นสุดลงแห่งความทุกข์โดยสิ้นเชิง นี้เป็น Summum Bonum ถ้าอย่างพุทธศาสนาก็เรียกว่า "นิพพาน" ; อย่างศาสนาฮินดู ชนิดเวทานตะนั้น ก็มี ปรมาตมัน เป็นชื่อของ Summum Bonum : หรือศาสนาไชนะ ที่เป็นคู่แข่งขันกันกับ ศาสนาพุทธ ก็มี ไกวัลย์ เป็น Summum Bonum. ปรมาตมัน หมายความว่าอัตตา ตัวตนที่อยู่ถาวรและใหญ่ยิ่งทั้งหมด, ไกวัลย์แปลว่า ความเป็นทั้งหมด, มีสภาพที่ เป็นไกวัลย์ คือว่าเป็นทั้งหมดและเป็นอนันตกาล เข้าถึงสิ่งนั้น ก็เรียกว่าเข้าถึง สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ในศาสนาไชนะอย่างนี้เป็นต้น. แม้ศาสนาอื่น ก็เหมือนกัน เขามีคำบัญญัติเฉพาะคำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงสิ่งสูงสุด และเป็นทั้งหมด เรียกว่า Summum Bonum ทางศาสนา. เราพิจารณาดู ก็จะเห็นได้ว่าในที่สุด มันไปด้วยกันได้ แม้ทางจริยธรรมสากล. พูดถึงสำหรับพุทธศาสนาก่อน มีสิ่งสูงสุดคือนิพพาน เป็นบรมธรรม, มีพุทธภาษิต กล่าวไว้ว่า "ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวนิพพานว่าเป็นบรมธรรม" เป็นบาลีก็ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" - พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. คำว่า "นิพพาน" นี้ ให้ถือเอาความหมายที่ถูกต้อง. โดยหลักทั่วไป ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา หรือศาสนาไหน โดยหลักทางภาษาพูดในประเทศอินเดียตั้งแต่เดิมมา กระทั่งสมัยพุทธกาล กระทั่งถึงบัดนี้ มีคำว่า "อหิงสา เป็นชื่อของบรมธรรม" คือมีคำกล่าวมาแต่โบราณ อยู่คำหนึ่ง ว่า "อหิํสา ปรโม ธมฺโม" - อหิงฺสาเป็นบรมธรรม. อหิงสา แปลว่า ไม่กระทบกระทั่ง คือไม่เบียนเบียน, ความไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม. ทีนี้ "ความไม่ เบียดเบียน" คำนี้มันหมายได้กว้างไปถึงไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ ตนเองก็ไม่เดือดร้อน และผู้อื่นก็ไม่เดือดร้อน นั่นคือ บรมธรรม.
น.138 ถ้าตนเองเดือดร้อนอยู่เพราะอะไรก็ตาม กระทั่งเพราะกิเลส เพราะความทุกข์ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ก็เรียกว่า "เบียดเบียน" แล้ว. ต้องไม่มีความเบียดเบียน อันนี้ด้วย ในส่วนตนเอง และผู้อื่นก็ไม่ถูกเบียดเบียนด้วย นี้เป็นบรมธรรม อยู่กัน อย่างเป็นสุข ทั้งในส่วนตัวและโดยสังคม. ความไม่มีความทุกข์โดยสิ้นเชิง นั้นแหละ เป็นอหิงสา แล้วก็เป็นบรมธรรม. ทีนี้ในวงพุทธศาสนา วงจำกัดนี้ ใช้คำว่า นิพพาน เหมือนกับที่ได้กล่าว มาแล้วเมื่อกี้นี้. นิพพาน แปลว่าเย็น. เย็นอย่างถูกต้องก็คือไม่มีกิเลส. กิเลสนั้น สรุปอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว คือตัวกู - ของกู; ความเห็นแก่ตัว หรือตัวกู - ของกูนี้ อยู่ในรูปต่าง ๆ กัน คือ เป็นความโลภ ความอยากได้ นี้ก็ร้อน, เป็นความโกรธ ความไม่ชอบใจ นี้ก็ร้อน, เป็นความโง่ ความหลง เป็นโมหะ นี้ก็ร้อน. นี่คือความร้อน ไม่เย็น ถ้าหมดกิเลสเหล่านี้เสีย ก็เป็น ความเย็นที่ถูกต้อง. นี้คือคำว่า "นิพพาน" ที่เป็นคำจำกัดความที่บัญญัติไว้เฉพาะในหลักพระพุทธศาสนา. แต่ถ้าเล็งถึงคำว่า "นิพพาน - นิพพาน" ทั่วไป ในภาษาพูดของชาวบ้านแล้ว มันไปอีกเรื่องหนึ่ง หมายถึงความเย็นทั้งหมด ไม่ว่าอะไร. ไฟดับลง ก็เรียกว่าไฟ นิพพาน ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง ก็เรียกว่าถ่านไฟนิพพาน. ข้าวต้ม ข้าวสวยในหม้อ เย็นลงกินได้ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันนิพพาน เพราะฉะนั้นคำว่านิพพานใช้กันตามบ้านเรือน ในครัว ในอะไร มันหมายถึงเย็นของวัตถุ. ถ้ามาใช้กับสัตว์เดรัจฉานที่เย็นสนิท คือ ไม่มีอันตรายเกิดขึ้นจากสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นต่อไปแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน. คนบางพวก ก่อนพุทธกาล เห็นว่ากามารมณ์นั้นทำให้เย็นอกเย็นใจ หยุด ความกระหายได้ ก็เรียกกามารมณ์ว่านิพพาน. ความอิ่มทางกามารมณ์ถูกเรียกว่านิพพาน
น.139 เสียพักหนึ่งก็มี. ต่อมาถูกพิสูจน์ว่ามันยังไม่จริง ได้พบว่าเรื่องสมาธิ สมาบัติ ของพวก ฤๅษีมุนี ตามที่สงบสงัดนั้นเป็นนิพพาน ก็เข้าใจสิ่งนี้ว่าเป็นนิพพานไปพักหนึ่ง. แต่แล้วก็ถูกพิสูจน์ว่ายังไม่ถึงที่สุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงพิสูจน์ความเย็นของความ หมดกิเลสนี้ว่าเป็นนิพพาน ก็ยังไม่เคยมีใครค้าน แล้วก็ยุติอยู่ในรูปของพุทธศาสนา. เราถือว่านี่เป็นบรมธรรม เป็น Summum Bonum ของพุทธศาสนา. เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เราเรียกว่า จุดหมายปลายทางของพุทธบริษัท ในฐานะ ที่เป็นพุทธบริษัท ทบทวนดูว่า : จริยธรรมสากล หลักทั่วไปของมนุษย์ ผู้มีสติปัญญา ในโลก บัญญัติบรมธรรมไว้ในฐานะเป็นความสุข, ความเต็ม, หน้าที่บริสุทธิ์, ความรัก สากล. ทีนี้ทางด้านศาสนา ก็เอาพระเจ้า เอาการได้อยู่กับพระเจ้า หรือความสั้นสุดแห่ง ความทุกข์ทางวิญญาณทางจิตใจ นี้เป็นบรมธรรม. คนที่เรียนแต่หนังสือ รู้จักแต่ตัวหนังสือ อาจจะเห็นว่าเป็นคนละเรื่อง หรือเห็นว่ามันต่างกัน เช่นจะค้านเอาดื้อ ๆ ว่า ไม่เห็นมีคำว่า พระเจ้า ไม่เห็นมีคำว่านิพพาน ในระบบจริยธรรมสากล อย่างนี้ก็แย่เลย คือคนประเภทนั้น ติดแต่ตัวหนังสือ รู้จักแต่ตัวหนังสือ ไม่รู้จักของจริง ที่เป็นความหมายของตัวหนังสือ ก็เป็นคนรู้แต่หนังสือ ไม่รู้ธรรมะ ซึ่งมีอยู่โดยมากในโลก แล้วก็กำลังจะเป็นกันอย่างนี้ มากขึ้นทุกที. ถ้ารู้แต่ตัวหนังสือ ถือเอาแต่ตัวหนังสือ อย่างนี้ก็ต้องเถียงกัน ทะเลาะกัน ไม่มีที่สิ้นสุด เต็มไปทั้งโลก. คำว่า "พระเจ้า" ก็มีความหมายพิเศษ คือมีคุณค่าตรงที่ว่า สามารถ อำนวยสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ต้องการ นั่นก็คือความสุข ความบริสุทธิ์ ความสะอาด ความอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องสันติทั้งนั้นเลย. พระเจ้าเป็นสากล พระเจ้าเป็นความรัก สากล เป็นที่เกิดแห่งความรักสากล เป็นที่ตั้งแห่งความรักสากล. ทีนี้ถ้าคนทำอะไร ตามคำสั่งพระเจ้า นั่นคือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะว่าพระเจ้าจะไม่สั่งให้มนุษย์ทำอะไร เพื่อตัวเองเป็นอันขาด ; พระเจ้าจะสั่งให้มนุษย์ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนทุกคน ให้
น.140 เห็นแก่คนทุกคน ให้รักคนทุกคนเหมือนกัน. นี่พระเจ้าที่ถูกต้อง. พระเจ้าจะต้อง เป็นแหล่งแห่งความสงบสุข เป็นต้นกำเนิดแห่งความสงบสุข เป็นตัวเต็ม ของสิ่งทั้งปวง. นี่คือพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่พระเจ้าอย่างที่เด็ก ๆ รู้จัก ; พระเจ้าที่เป็นบุคคล รักก็ได้ โกรธก็ได้ เกลียดใครก็ได้ ลงโทษใครก็ได้ ; นี้พูดอย่างบุคคล เป็น Personal God มีอารมณ์ดีร้ายเหมือนบุคคล เพราะว่าเขาไม่มีทางที่จะพูดให้เด็กรู้จักสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็น subjective คือรู้ได้ด้วยทางจิตใจของตนเองอย่างเดียว เขาไม่สามารถจะพูด เขาจึง พูดไว้ที่ก่อนแก่เด็ก ๆ ว่าพระเจ้ามีลักษณะอย่างบุคคล ให้น่ากลัว เมื่อโกรธขึ้นมาก็จะลงโทษ ให้; ถ้ารักขึ้นมาก็ให้รางวัล นั่นคือพระเจ้าสำหรับเด็ก ๆ เป็น Personal God เบื้องต้น สำหรับคนศึกษา. พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่บุคคล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร เรียกว่า Impersonal God ก็แล้วกัน คือไม่ใช่บุคคล. พระเจ้าชนิดนี้เองที่เราพูดถึง เป็นต้น กำเนิดแห่งความดี เป็นความเต็มของทั้งหมด ต้องการให้มนุษย์ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ทำหน้าที่บริสุทธิ์, มีความรักสากล ก็คือธรรมชาติอันลึกลับอันหนึ่ง. พระเจ้าคือธรรมชาติ มีรายละเอียดมากมาย ต้องไว้พูดกันวันอื่นจะดีกว่า. พระเจ้าก็คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ที่เป็น เจตนารมณ์ของจริยธรรมสากลนั้นเหมือนกัน. นี่ถ้าจะถามว่า ทำไม ใน จริยธรรมสากลไม่มีคำว่านิพพาน ? คำนี้บัญญัติเฉพาะ พวกเฉพาะหมู่ เฉพาะถิ่นที่เขาใช้พูดกันอยู่ คือภาษาบาลี. ถ้าจะพูดให้ถูกแล้ว happiness ที่ถูกต้องนั่นแหละ คือนิพพาน. นี้ก็มีหลักที่ตรงกันกับ พุทธศาสนา ที่สอนให้มีความ เต็มเปี่ยม คือหยุดอยาก สิ้นสุดแห่งความอยากแล้วทำอะไร หรือเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ โดยไม่เห็นแก่ตัว ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วมีเมตตาสากล รักทุกสิ่งที่มีชีวิตเสมอกันหมด. ฉะนั้นเราพูดได้ว่า ในจริยธรรมสากล ก็มีพระเจ้า ก็มีนิพพานซ่อนอยู่ลึก ไม่ปรากฏ เป็นคำพูด แต่มีอยู่เต็มเปี่ยม มีอยู่เต็มที่, แต่แล้วอาจจะน่าหวัวตรงที่ว่า แม้แต่นักจริยธรรม สากลที่บัญญัติกฎเกณฑ์เหล่านี้ อาจจะไม่รู้จักนิพพาน หรืออาจจะไม่รู้จักพระเจ้าก็เป็นได้ เพราะเป็นการบัญญัติไปตามหลักของเหตุผล ทางตรรก ทางปรัชญา ทางคำนึงคำนวณ
น.141 อะไรต่าง ๆ ก็เป็นได้. แต่ว่าการบัญญัตินี้ เอามาใช้ได้ คือมันมีความถูกต้องหรือ มีขอบเขตของความหมายกว้างพอ ที่จะเอามาเข้ากันได้ ในเมื่อเราอยากจะให้มัน เข้ากันหรือด้วยความหวังดี แต่ถ้าเราเกิดตั้งข้อรังเกียจ เกียดกันไม่อยากให้มาเหมือน กับศาสนาของเรา มีอะไรดีกว่าของเรา ก็มีแง่ที่เราจะยกขึ้นมายันไม่ให้เข้ากันได้ ก็ได้. ข้อนี้ขอให้จำไว้เป็นพิเศษ ซึ่งจะได้พูดกันวันหลังอีกที เพราะว่าหลักนั่น หลักนี่ เช่นหลักศาสนา หลักวิทยาศาสตร์ หลักจริยธรรม หลักปรัชญาต่าง ๆ ในโลกนี้ ถ้าเรามีเจตนาที่จะ "ญาติดี" ต่อกัน ก็สามารถจะทำให้เข้ากันได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์นั้น ถ้าเราไม่อยากจะให้เข้ากันได้ เราก็มีแง่ มีปม ที่จะ พูดยืนยันให้เข้ากันไม่ได้, มันเป็นเรื่องของการพูด หรือวิธีพูดเท่านั้น. และยิ่งเมื่อ พูดไปตามกิเลส ตามอารมณ์แล้วมันก็พูดได้มาก พูดให้เข้ากันได้ ก็ได้. พูดจนเข้ากัน ไม่ได้ ก็ได้ ; แต่ว่าโดยเนื้อแท้จริง ๆ แล้ว มันเป็นสิ่งเดียวกัน คือมันเป็นเรื่องของ ธรรมชาติ มันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เรื่องศาสนานี้ ก็เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เรื่องวิทยาศาสตร์ก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ จะผิด กันบ้างก็ตรงที่ว่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์นั้น พูดเฉพาะที่มีปรากฏการณ์ที่เห็นง่าย ๆ ส่วน เรื่องทางศาสนานั้นพูดถึงเรื่องราวของธรรมชาติที่ลึกซึ้งเกินไป พูดกันทางเรื่องจิตทาง วิญญาณที่ลึกซึ้งเกินไปจนพูดกัน ไม่รู้เรื่อง จนต้องหมุนมาพูดกันเป็นเรื่องคน เรื่องวัตถุ จนต้องพูดอย่างที่เรียกว่าปุคคลาธิษฐานอะไรขึ้นมา มันมีเท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้นเราอาจ จะรวมหมด คือลากมารวมกันหมดได้ในคำว่า "บรมธรรม". เอาสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่างทั้งหมดของมนุษย์มารวมอยู่ได้ภายใต้คำว่า "บรมธรรม" โดยไม่ต้องมีอะไร ขัดแย้งกันเลย. ทีนี้ขอให้พิจารณาเป็นการรวบความ หรือสรุปความ : บรมธรรมนี้ ไม่ใช่ เรื่องวัตถุ ไม่ใช่วัตถุนิยม เป็นเรื่องที่ต้องจัดไว้ในฝ่ายมโนธรรม หรือมโนนิยม และ
น.142 ไปในขั้นลึก เกินกว่าจะเป็นเรื่องความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเรื่องผี เรื่องสาง เรื่องอะไรที่มองไม่เห็นตัว ; มันเป็นเรื่องที่เหนือเทวดา เหนืออะไรไปหมด จะเรียกว่า อะไรก็ตามใจ จะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ จะเรียกว่านิพพานก็ได้ เรียกว่าอะไรก็ได้ มันเป็น เรื่องทางมโนธรรม เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่วิสัยของมนุษย์โลก ที่กำลังหลงอยู่ใน วัตถุนิยม เพราะวัตถุนิยมนั้นเอง เป็นสิ่งกีดขวาง กีดกั้น ขวางทางต่อบรมธรรม. ถ้ามนุษย์ไม่ลุถึงบรมธรรมในสมัยนี้ ก็เพราะว่า มีวัตถุนิยมเป็นเครื่องกีดกั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมองดูให้ดี มองดูให้ยุติธรรม อย่าเข้าข้างตัว เพราะว่าเราอาจจะเป็น ผู้หลงใหลในวัตถุนิยมอยู่ ลองคิดดูว่า โลกทุกวันนี้ เอากันทั้งโลกเท่าที่เรารู้จักโลกทุก วันนี้ มีอะไรเป็นบรมธรรม. ผมเกือบจะไม่ต้องบอก โลกทุกวันนี้ก็เอาวัตถุนิยมเป็น บรมธรรม. เอาความสุขทางเนื้อหนังเป็น บรมธรรม. คำสอนของนักจริยธรรมสากล ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ ในคัมภีร์ตำราทาง จริยธรรม หรือแม้ในปทานุกรมชั้นดี ก็ไม่มีใครสนใจ. คำพูด หรือความเห็นของนัก จริยธรรม ก็เป็นหมันไปได้. ในปทานุกรมขนาดใหญ่ เช่น เอนไซโคลปีเดียบริเทนนิกา ลองไปเปิดดูเถอะ มันมีคำอย่างนี้ มันมีเรื่องจริยธรรม เรื่องอะไรสมบูรณ์อย่างนี้ แต่ไม่มีใครเปิดดู หรือเปิดดูก็ดูในฐานะเป็นความรู้สำหรับพูดที่โปรเฟสเซอร์จะเอามาพูด สำหรับนักศึกษาจดหรือจำ เป็นความรู้ที่ไม่ต้องใช้ปฏิบัติ เป็นความรู้สำหรับตอบปัญหา หรือแสดงภูมิของวิชาความรู้อย่างนี้เสียมากกว่า. อย่างนี้ลองคิดดูในมหาวิทยาลัยของคุณ นั่นแหละ มีคำว่าบรมธรรมพูดถึงกันที่ตรงไหน อย่างไร. ครูบาอาจารย์คณะไหน แขนงไหน ที่สอนสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับนี้ ผมไม่เคยได้ยิน. คณะวิทยา- ศาสตร์ ก็สอนโด่งไปทางวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรม ก็สอนโด่งไปทางวิศวกรรม ; บรมธรรมของมนุษย์ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน โดยที่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไปหาเอาเอง อย่างนี้ เสียมาก. เพราะฉะนั้น ในมหาวิทยาลัย แม้ในแขนงศาสนา แขนงทางศีลธรรม ถ้ามี ก็ไม่พูดถึงสิ่งนี้เป็นชิ้นเป็นอันอะไร พูดอย่างเป็นหลักวิชา เป็นทฤษฎี ตามหลักเกณฑ์
น.143 ปัจจุบันไปเสียหมด, เพราะฉะนั้นเด็กๆ โตขึ้นมา เป็นหนุ่มสาวขึ้นมา จนได้ปริญญา ก็ไม่เคยวี่แววเรื่องบรมธรรมที่จำเป็นแก่ชีวิต ที่ต้องการรีบด่วนที่สุด เหมือนเราอยากน้ำ จะได้กินน้ำกันเร็ว ๆ อย่างนี้ ไม่มีพูดถึงกันเลย. พวกนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเรานี้ ประเทศอื่นก็เหมือนกัน ประเทศอื่นยิ่งจะร้ายไป กว่านี้ ; ปล่อยให้เด็ก ๆ นิสิตนักศึกษาเหล่านั้นสนุกสนานเพลิดเพลินในเรื่องเนื้อหนัง พร้อมกันไปในตัว จนมีสภาพที่น่าสังเวชเกิดขึ้น ๆ ตามหลักที่ได้พูดกันวันก่อนแล้ว เรื่องพรหมจารี เรื่องคฤหัสถ์ที่แบ่งออกเป็นอาศรม ๆ. เมื่อเป็นพรหมจารี ก็ต้องเป็น นักเรียนที่ดี บูชาการศึกษาและระเบียบวินัย การประพฤติการปกครองต่าง ๆ ; ตั้งหน้า ตั้งตาบูชาแต่เรื่องสิ่งเหล่านี้ ไม่นึกถึงเรื่องเพศ เรื่องแฟน นี่เป็นพรหมจารีที่ดี. ต่อเมื่อ เสร็จการศึกษาแล้ว จะออกไปเป็นคฤหัสถ์ จึงจะนึกถึงเรื่องเพศเรื่องแฟนเรื่องอะไร เมื่อมันถึงเวลา เมื่อมันถึงขั้น ไม่เอามาปนกันยุ่ง. เดี๋ยวนี้ให้นิสิตมีเมียได้ คนมีลูก มีเมียแล้วก็เป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยได้ นี่จะจัดพวกนี้ว่าเป็นอะไร เป็นพรหมจารีก็ไม่ใช่ เป็นคฤหัสถ์ก็ไม่เชิง มันก็เป็นอสุรกายชนิดหนึ่ง เป็นผีชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องคอยหลบ คอยซ่อน ไม่กล้าแสดงตัวเปิดเผยว่าเป็นอะไร ถ้ามีเมียก็ต้องซ่อนไว้, ถ้ามีผัวก็ต้องซ่อนไว้ มีความลับที่ต้องปกปิด นี่แหละคืออสุรกาย. ระเบียบเรื่องเป็นพรหมจารีบริสุทธิ์ เป็น คฤหัสถ์บริสุทธิ์ ก็ไม่มี เลยเป็นไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง. ทีนี้เลื่อนลงมาถึงเด็ก ๆ เล็กๆ ; ที่อินเดีย ที่พุทธคยา ในโฮเตลใกล้สถานีนั้น เห็นเด็ก ๆ ฝรั่งที่มีเครื่องสพายบนหลังอันหนัก ทั้งหญิงทั้งชาย มันวิ่งจูบกันบนโรงแรม ที่พักอยู่ โดยคิดว่าไม่มีใครเห็น. นี่ ดูมันจะบูชาเรื่องเช่นนี้ยิ่งกว่าเรื่องการศึกษา และเรื่องหน้าที่การงานที่เขามอบหมายให้ทำ ; จะเป็นเด็กฝรั่งชาติไหนก็ไม่ทราบ ผมเห็น นี่เรียกว่ามันปล่อยปละละเลย จนกระทั่งเด็ก ๆ มีอะไรที่ไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมมาก
น.144 ถึงอย่างนี้. ถ้าอย่างนี้ จะมีบรมธรรมอะไรได้ มันก็หมายถึงเรื่องเนื้อหนังเท่านั้นเป็น บรมธรรม. สำหรับเราทั้งหลาย อยากจะขอพูดถึงข้อที่ว่า เป็นพุทธบริษัทในประเทศไทย โดยเฉพาะ หรือในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสูงสุด เราควรจะมีความรู้ อย่างน้อยสำหรับคำ สักคำหนึ่ง ที่เรียกว่า "บรมธรรม" หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ แล้วพยายามจะให้ได้ และพยายามที่จะไม่ก้าวก่าย เมื่อเป็นพรหมจารี ก็เป็นพรหมจารีให้บริสุทธิ์ กว่าจะถึงยุคถึงสมัยที่เป็นคฤหัสถ์ ก็ให้เป็นคฤหัสถ์ที่บริสุทธิ์ อย่าเป็นปีศาจ หรืออสุรกาย ที่จะมีอะไรปกปิดซ่อนเร้น เป็นความลับ หรืออะไรมีมากมาย จนท่วมท้นการศึกษา ท่วมท้นจริยธรรม ท่วมท้นศีลธรรมเสียอีก. นี่ ผมคิดว่าการรู้จัก บรมธรรมไว้เสียแต่เนิ่น ๆ และตลอดไปนี้ เป็นการปลอดภัยที่สุด เป็นการคุ้มครองคน ให้ตลอดรอดฝั่งไปได้. และให้มีความแน่ใจ ปักใจ อธิษฐานใจดิ่งลงไปว่า บรมธรรม นี้ เป็นสิ่งเดียว ที่ควรพูดถึง ควรบ่นถึง ควรพร่ำหา ควรพยายามตะเกียกตะกายดิ้นรน ควรจะนึกถึงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ; ภาษาไทยเรามีอย่างนี้ คือที่ว่า "ทุกลมหายใจ เข้าออก". สิ่งที่มีความหมายสูงสุด ที่จะพร่ำบ่น พร่ำนึกถึง อยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก ก็คือบรมธรรมสิ่งเดียว. นอกนั้นก็เป็นการทำไปๆ พยายามทำไป กำลัง ศึกษาก็ศึกษาไป กำลังทำหน้าที่การงานก็ทำไปตามเรื่อง เพื่อว่าในที่สุดจะได้ถึงบรมธรรม ที่แท้จริง. ฉะนั้นในระหว่างนี้ เราก็เป็นบรมธรรมชิมลองไปก่อนก็ได้ ตามที่จะมีได้ มากน้อยเท่าไร ชิมลองไป ๆ เป็นการอธิษฐานจิต สมาทานเป็นพรหมจารีที่ดี มันก็จะมี ผลสูงสุดที่จะทำให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; จะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ. อย่างน้อยที่สุด ผลของมัน ผมก็จะพูดว่าไม่ต้องเอาเด็ก ๆ ไปคุมการเลือกตั้งของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัปยศอดสู น่าบัดสีที่สุด ไม่ควรแก่ความเป็นพุทธบริษัทเลย.
น.145 นี่แหละ เราอย่าห่างเหินต่อบรมธรรม มีชีวิตที่อุทิศต่อบรมธรรม แล้วสิ่ง ต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี ไม่เสียทีที่คุณทั้งหลายกำลังเป็นนิสิตของสถาบันการศึกษาที่จะ เป็นความหวังในอนาคตของประเทศชาติได้หมดเลย - เป็นพระเจ้านั่นเอง ที่จะโปรด ปรานมนุษย์. ถ้าคนอื่นเขาไม่เอา ก็คือพวกเรานี้ ; เป็นบรมธรรม ก็คือเป็นพระเจ้า. พระเจ้าก็คือบรมธรรม, บรมธรรมก็คือพระเจ้า ; แล้วแต่เราจะพูด พูดภาษาคน หรือ พูดภาษาธรรม. พูดอย่างชาวบ้านพูด conventional mode of speaking ก็พูดว่าพระเจ้า มีอะไร มีพระเจ้าที่เป็นคน : ถ้าพูดอย่างปรมัตถ์ พูดอย่างความจริงที่สุด ก็คือไม่พูด ถึงคน แต่พูดถึงอำนาจสูงสุดของธรรมชาติ. นี่คือ สิ่งเดียวกัน ที่ คุ้มครองมนุษย์ ให้ได้ผลถึงที่สุด ในข้อที่ว่าเกิดมาทำไม ? เกิดมาทำไม ? เกิดมาทำไม ? แม้ที่สุดแต่ว่า บวชนี้ บวชทำไม ? หรือว่า มนุษย์ยังต้องสืบพันธุ์มีลูกหลานต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น จะสืบพันธุ์ ไปทำไม ? ข้อนี้ ก็ควรจะถือว่าสืบพันธุ์ไว้ เพื่อให้ถึงบรมธรรม. คือถ้าพ่อแม่คนชั้นพ่อชั้นแม่ ไม่อาจ จะถึงได้ ก็ขอให้ชั้นลูกหลานเหลน ถึงได้ในวันหนึ่งข้างหน้า. นี่แหละ ที่มนุษย์สืบพันธุ์ ก็เพื่ออย่างนี้ ไม่ใช่สืบพันธุ์เพื่อความสุขทางเนื้อหนังของพวกวัตถุนิยม ที่ตะกละกามารมณ์ ซึ่งเด็ก ๆ ของเรากำลังหมุนไปตามความหลงผิดอันนี้. ช่วยกันระวังให้ดี ช่วยบอกเขา เรื่อง บรมธรรม ช่วยแวดล้อมเขาให้สนใจใน บรมธรรม. เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงพอดี.
Buddhadasa