น.146 วันนี้ สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึง ๕.๐๐ น. แล้ว จะได้ พูดกันถึง สิ่งที่เรียกว่า "หนทาง" คือทางแห่งบรมธรรมโดยเฉพาะ เรื่องตัวบรมธรรม เราได้พูดกันแล้วแต่วันก่อน วันนี้จะพูดเฉพาะ ส่วนที่เรียกว่า ทาง เป็นข้อสำคัญ ; แต่แล้วก็ไม่พ้นที่จะพูดถึง สิ่งนั้นอีกด้วย. สำหรับคำว่า "หนทาง" นี้ มีความสำคัญ ที่คนโบราณได้สนใจกันมาก. ถ้าเราสำรวจดูเรื่องประวัติศาสตร์ศาสนา ของลัทธิศาสนาหรือของวัฒนธรรม แม้แต่ทาง ปรัชญา ก็พอจะจับเค้าได้ว่าสนใจเรื่อง "ทาง" กันมาไม่น้อยกว่า ๔-๕ พันปี มีคำว่า "ทาง" ใช้ ในรูปของปรัชญา หรือของศาสนามานานแล้ว. หรือแม้จะใช้คำอย่างอื่น ก็มีความหมายว่าเป็นหนทางอยู่นั่นเอง. ๘๐
น.147 เราควรจะนึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ภาษาของมนุษย์นั้นเป็นภาษาที่ใช้พูดเรื่อง ทางวัตถุกันมาก่อน เช่นจะย้อนระลึกไปถึงสมัยหิน ที่มนุษย์รู้จักแต่เรื่องทำมาหากิน หรือเรื่องทางวัตถุ มันก็มีคำเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว และใช้กันอยู่แล้ว เช่นคำว่าหนทาง หรือทางเดิน และคำอื่น ๆ อีกมากมาย จนครบถ้วนที่จำเป็นจะต้องพูดจา จะต้องทำความ เข้าใจกันในหมู่คนเหล่านั้น. พอมนุษย์เจริญต่อมาหลายพันปี เรื่องจิตใจส่วนลึกก็มีการ ค้นพบปัญหาเกี่ยวกับชีวิต แล้วรู้จักวิธีการที่จะทำให้สำเร็จตามนั้น. เขาก็ไม่ได้คิดคำใหม่ ให้แปลกออกไป ที่จะใช้เรียกสิ่งที่ค้นพบได้ใหม่นี้ ก็เอาคำธรรมดา ๆ นี้ไปใช้ เช่นคำว่า หนทาง หรือทางเดิน มาเป็นชื่อของ วิธีการที่จะประพฤติ หรือจะกระทำให้ชีวิตได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ฉะนั้นคำว่าหนทางนี้จึงใช้เป็นชื่อของตัวศาสนามาแล้ว หลายศาสนาด้วยกัน. คำว่า "หนทาง" กลายเป็นชื่อของสิ่งที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า "ศาสนา" กล่าวคือ ระบอบปฏิบัติทั้งหมด เพื่อให้มนุษย์หลุดรอดไปได้ หรือได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่ควรจะได้ก็ตาม ถูกเรียกว่า "หนทาง" ไปสิ้น. พวกเราสมัยนี้เสียอีก กลับเป็นคนโง่ ไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงโดยประจักษ์ที่ว่า มันเล็งถึงหนทางที่เราเดินด้วยเท้า แต่ทีนี้มันเปลี่ยนกันหน่อย เพียงว่ามันเดินด้วยใจ เท่านั้นเอง เมื่อได้ยินคำว่า "มรรค" ว่า "เต๋า" ฯลฯ ของคนโบราณหลายพันปีมาแล้ว ความเข้าใจก็เขวไปในทางว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องพิเศษ เป็นเรื่องใหม่ที่สุด ลึกลับที่สุด อะไรทำนองนั้น ; ไม่มีความเข้าใจอย่างกระจ่างว่า ก็หมายถึงหนทาง ถนน หนทาง แต่สำหรับใจเดิน. ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้เพียงเท่านี้ ก็จะสนใจกับสิ่งนี้กันมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่. ที่ไปมองเห็นเป็นสิ่งที่ลึกลับมืดมัว เข้าใจยาก เข้าใจไม่ได้ ฝากไว้ ก่อนเถิด ต่อจะตายหรือเมื่อไรก็ไม่รู้ จึงจะสนใจ; นี่เป็นผลของการที่ไม่รู้จักคำว่า "ทาง" ในทางวิญญาณ รู้จักแต่เรื่องทาง ทางวัตถุ. เมื่อพูดว่า "ทาง" ในลักษณะอย่างนี้ ก็ให้หมายความถึงทางวิญญาณ คือทาง spiritual.
น.148 อยากจะเล่าให้เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับความโง่ของพวกเราดีกว่า, ขออภัย ใช้คำหยาบ ๆ ตรงไปตรงมา, ว่าพวกอียิปต์สมัยสร้างสฟิงซ์ นั่นก็ตกสัก ๔ - ๕ พันปีแล้ว คนโบราณสมัยตั้ง ๔ - ๕ พันปีมาแล้วโน้น เขาสร้างสฟิงซ์ สร้างทำไมกัน ? เป็นปัญหาซึ่งนักโบราณคดีก็ขบคิดกันมาก ว่าอันนี้คืออะไร. สฟิงซ์ในลักษณะที่สร้างไว้ ก็ไม่ใช่ลักษณะทวารบาล เฝ้าสองข้างประตู ; หรือแม้ว่าจะสร้างเพื่อเป็นทวารบาลเฝ้า สองข้างประตู ความหมายมันก็ยังคงเดิมนั่นแหละ ถ้ารู้ว่าสฟิงซ์นั้นคืออะไร. ต่อเมื่อ เราไปค้นทาง mythology เราจึงได้เค้าเงื่อนว่า สฟิงซ์นั้นเป็นสัตว์ที่มีความหมายพิเศษมาก มันเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุด ใหญ่โตที่สุด มีอำนาจที่สุด แล้วก็เป็นธรรมที่สุด คือยุติธรรม ที่สุด เป็นสัตว์ที่จะออกมาสะกัดหน้าถามคนเดินทางทุกคน ว่า จะไปไหน ? ถ้าคนนั้น ตอบถูก สฟิงซ์ก็ปักหัวตาย. ถ้าคนนั้นตอบไม่ถูก สฟิงซ์ก็กินคนนั้น. คิดดูเถิด ว่าการที่จะถามว่า จะไปไหน ? นี้ มันไม่ได้ถามว่าจะไปธุระอะไร ที่ไหน ; แต่ถาม เป็นความหมายว่า เกิดมาทำไม ที่เกิดมานี้ เกิดมาทำไม ? เพื่อจะได้อะไรที่ไหนในที่สุด ? นั่นแหละคือมันถามว่า "จะไปไหน ?" มันถามปัญหาทางวิญญาณ คำพูดทางวิญญาณ ภาษา ทางวิญญาณไปทั้งนั้น ฉะนั้นมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสัตว์เดียรฉาน มันเป็นสัตว์อะไร ชนิดหนึ่ง เหมือนกับยักษ์ เหมือนกับมาร แต่มันไม่มีความเป็นอันธพาล มันมีความ ยุติธรรม มันมีความอะไร ๆ อย่างที่สัตว์เดียรฉานไม่มี มันจึงรู้ว่า เกิดมาทำไม ในลักษณะ ที่ถูกต้อง. ถ้าคนไหนรู้ ตอบถูก มันก็สลายตัวไปทันที ถ้าตอบไม่ถูก มันก็ทำอันตราย ผู้นั้น. นี้เรียกว่าพูดอย่างอุปมา เป็นเรื่องอุปมาไปหมด. ทีนี้ถ้าพูดอย่างไม่อุปมา พูดภาษาตรง ๆ ก็หมายความว่าชีวิตนั่นเอง มันมีปัญหา ตัวชีวิตนั้นเองมันมีความลึกลับ มันมีปัญหา ถ้าเราไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม มันก็กัดเรา ; ชีวิตนั้นแหละมันจะกัดเรา ตาย แล้วตายอีก ตายแล้วตายอีก ตายทางวิญญาณ หมายถึงว่ามีความฉิบหายทางวิญญาณ ปราศจากคุณงามความดี มีความทุกข์ทรมาน มันจึงกัดเอา. แต่ถ้าเรามีปัญญา มีวิชชา
น.149 มีความรู้ถูกต้อง มันก็แก้ไขปัญหาชีวิตได้หมด ก็เปรียบเหมือนกะว่ายักษ์ในชีวิตนั้น มันสลายตัวไป คือมันตายเอง. คนสมัยนี้ แม้พวกฝรั่งที่เป็นเจ้าแห่งการศึกษา ก็ไม่รู้ ; คิดว่ามีไว้สำหรับ เอาหินขว้างเล่น ไว้นั่งถ่ายรูปเล่น โดยไม่รู้ว่าสฟิงซ์คืออะไร และแม้แต่ชาวอียิปต์เอง ก็น่าจะไม่รู้เรื่องนี้เสียเป็นส่วนมาก เลยถือเป็นของที่มันศักดิ์สิทธิ์มหึมาน่าประหลาด เป็น ของอวดกันทางศิลปะทางอะไรก็ไม่รู้. คิดดูให้ดีเถอะ ว่าเขาลงทุนสร้างสฟิงซ์ด้วยหิน ทั้งแท่ง ใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งกว่าการก่อสร้างหรือปฏิมากรรมใด ๆ มันเพื่ออะไร ทำไม จึงลงทุนมากขนาดนั้น. แม้ว่าจะสร้างเพื่อเป็นทวารบาล เฝ้าสองข้างประตูที่จะไปสู่อะไร สักแห่งหนึ่ง มันก็เพื่อถามคนที่จะผ่านประตูนั้นแหละ ว่าจะไปไหน ? ในความหมาย อย่างเดียวกัน ในพิธีการอย่างเดียวกัน. เพราะฉะนั้นเรื่องจะเป็นทวารบาลหรืออะไร ไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่ว่าสำหรับถามมนุษย์ ว่าจะไปไหน ? ถ้าพูดอย่างเราพูดเดี๋ยวนี้ ก็ว่า มนุษย์รู้จักทางหรือไม่ ? รู้จักหนทางหรือไม่ ? ไปไหน ? ก็ไปสู่สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ จะต้องได้. เกิดมาทำไม ? เกิดมาก็เพื่อสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี่แหละ แกรู้จัก หนทางหรือไม่ ? ถ้าไม่รู้จักหนทาง ก็แปลว่า ไม่มีค่า ไม่มีราคา ไม่มีความหมาย ของ ความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นแกก็เหมือนกับคนตายแล้ว หรือตายอยู่ และจะตายต่อไป. นี่คนโบราณสนใจสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" กันอย่างไร ทางของชีวิตคืออะไร ? ที่ในมหาวิทยาลัยสมัยนี้ พูดถึงเรื่องเกิดมาทำไม กันหรือเปล่า ? มันไม่มี หลักสูตร ไม่มีวิชาแขนงไหน ที่จะมาถกกันว่าเกิดมาทำไม ? แยกวิชาเป็นแขนง ๆ กัน แต่เรื่องที่จำเป็นทางวัตถุแห่งสมัยปัจจุบันไปทั้งนั้น แม้จะมีสาขาปรัชญา ก็เป็นปรัชญา เพื่อวกไปเป็นผลทางวัตถุ แม้จะมีเรื่องศาสนามันก็เป็นเพียงวิชาที่เพ้อเจ้อ เพื่อเรียน ๆ ๆ ๆ อย่างวิชา ไม่ใช่เรียนเพื่อปฏิบัติ เพื่อรู้แจ้งทางจิตใจจนตอบปัญหาสฟิงซ์ได้. ในกลุ่ม พุทธศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม ก็เรียนเพียงเป็นความรู้รอบตัว แล้วก็อย่าประมาท
น.150 ว่าแม้ในประเทศไทยก็จะไม่เป็นเสียอย่างนั้น. ถ้าเป็นอย่างนั้นในประเทศฝรั่ง มันก็ดีไป เพราะว่าเป็นฝรั่ง ; ถ้าเป็นในเมืองไทย ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขพุทธศาสนาแล้ว จะน่า ละอายมาก เพราะฉะนั้นช่วยกันไปคิดดูให้ดี ปรับปรุงเรื่องนี้ให้ดี ดูแลเรื่องนี้ให้ดี. กลุ่มพุทธศาสตร์ในมหาวิทยาลัยนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีขึ้นเพื่อให้คนรู้จัก ทางแห่งชีวิต คือตัวศาสนา. อย่าถูกสฟิงซ์, คือความโง่ของตัวเอง, กัดเอาจนตายแล้ว ตายอีก ตายแล้วตายอีก. ในรั้วมหาวิทยาลัยเห็นพวกนิสิตสาว ๆ นั่งเคี้ยวอาหารพลางหวีผม ส่องกระจกไปพลาง นี่จะรู้จักทางได้อย่างไร มีนิสิตหนุ่ม ๆ ไปออ ไปแวดล้อม ไปเคลีย แล้วจะรู้จักหนทางได้อย่างไร. นั่นแหละคืออาการ หรือเวลาที่ถูกสฟิงซ์เคี้ยวกินอยู่ กัดกินอยู่ ตายแล้วตายอีก ไม่มีความรู้เรื่องทาง ไม่มีการเดินทาง แล้วก็ไม่ใช่ว่าบูชา การศึกษากันมากเท่ากับบูชาการสนุกสนานทางเนื้อทางหนังกันทั่วโลก ; เพราะฉะนั้น มามองดูกันเสียให้ดี จะเกิดความสลดสังเวชในการที่ไม่รู้จักทาง แล้วก็ตายอยู่ ตายอยู่ ตายอยู่ ๆ ๆ แม้ในชั้นเรียน แม้นอกห้องเรียน แม้ในสนามกีฬา นี้คือโทษของการที่ ไม่รู้จักทาง. ทีนี้ดูให้กว้างออกไปถึงพวกนักการเมือง นักเศรษฐกิจ นักอะไรก็ตามเถอะ ในโลกนี้ ไม่มีใครพูดถึง ทาง ไม่มีใครพยายามที่จะทำหน้าที่ของตนเพื่อบรรลุผล คือการ เดินทางไปถึง จุดหมายปลายทางของมนุษย์. นักการเมืองก็เพื่อจะครองเมืองหรือเพื่อจะ ครองโลก อย่างบ้าที่สุดก็คือครองโลก แล้วก็มุ่งหมายจะครองเมือง มุ่งหมายจะมีอำนาจ ในเรื่องการเมือง. นี่มันก็ดีกว่าเด็ก ๆ นิดเดียว ที่เด็ก ๆ มันเกิดมาเพื่อกินเพื่อเล่น ; นักการเมืองก็เกิดมาเพื่อจะมีอำนาจในเรื่องการเมือง แล้วในที่สุดก็เพื่อผล คือกิน คือเล่น ตามแบบของผู้ใหญ่ หรือคนโต ๆ. นักเศรษฐกิจหรือนักการทหาร นักอะไรก็ตาม ก็เพื่อผลที่เป็นทางวัตถุทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่นักปรัชญาในโลกเวลานี้ ก็พูดเรื่องอื่น พูด เรื่องปัญหาไม่รู้จบ ; ปัญหาใหญ่ที่จะพูดกันเรื่องอะไรจริง อะไรไม่จริง อย่างนี้มันก็
น.151 เพ้อเจ้อ เป็นวิชาที่ไม่รู้จักจบ. พวกศิลปะก็เหมือนกัน มันเหมือนกับคนเมาเหล้า มีความงาม ความประดิษฐ์ประดอยเกี่ยวกับความลึกซึ้งของความงามไม่มีที่สิ้นสุด แล้ว ก็วนเวียนอยู่ที่นั่น ที่ตรงนั้น ไม่ลืมหูลืมตา หรือว่าเมาไม่สร่าง แล้วจะรู้จักการเดินทาง ได้อย่างไร ที่ชีวิตจิตใจจะไปถึงที่สุดปลายทาง. ถ้าเขามีการเดินทาง ก็เป็นการเดินทาง ที่วกวนอยู่ที่ตรงนั้นเอง วนไปวนมาอยู่ที่ตรงนั้นเอง ประดิษฐ์แบบของศิลปะขึ้นใหม่ ๆ ไม่รู้จักกี่แบบ ๆ ; อย่างนี้ก็ไม่เป็นการเดินทางที่พุ่งตรงไปสู่จุดปลายทางได้เลย มันมี แต่วกวน หรือทำให้ยากมากเข้า เข้าใจยากได้มากเข้า หลงได้มากเข้า คล้าย ๆ กับทำเหล้า ที่มีรสดีกว่าก่อน กินเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็ไม่มี การเดินทาง. ทีนี้ เรามองดูกันจนถึงขนาดว่า แม้แต่นักศาสนา นักศาสนาที่เป็นกันตาม ทะเบียน ไม่ว่าศาสนาไหนที่เป็นกันตามประเพณี tradition ตามทะเบียนนี้ ; อย่างนี้ ก็ไม่มีการเดินทาง ทั้งที่ตัวศาสนานั้นเป็นตัวทาง. มันมัวแต่วนเวียนอยู่ด้วยอะไรที่เป็น ผลทางวัตถุไปเสียอีก มีพระเจ้า มีสวรรค์ มีอะไรก็เพื่อวัตถุไปเสียอีก แล้วมันก็วนเวียน ไม่เดินทางไปสู่บรมธรรมคือนิพพานเหมือนกัน ; กลับจะเอานิพพานเป็นเมืองแก้ว สมบูรณ์ไปด้วยสิ่งที่ตัวปรารถนาไปเสียอีก. อย่างนี้ไม่มีการเดินทาง ไม่เป็นการเดินทาง จึงไม่ไปถึงนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางได้โดยแท้จริง. นี้จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าน่าสังเวช ไม่มีการเดินทางที่แท้จริง ทุกชนิด ทุกประเภท มีการวิ่งว่อนวนไปวนมา สะกัดหน้า สะกัดกั้นหน้ากันเอง ไม่มีการพุ่งตรงไปยังปลายทางเลย. นี่หมายถึงในโลกนี้ นักการ เมือง นักการทหาร นักการเศรษฐกิจ นักการค้า นักปรัชญา นักศาสนา ศิลปินอะไร ก็ตามใจเถิด มีกี่ร้อยกี่พันพวก มันมีอาการเหมือนกับจะประกวดประชันประชันแย่งชิงกัน แข่งขันออกหน้า สะกัดหน้ากัน วิ่งวนอยู่ในโลก - วิ่งวนอยู่ในโลก ไม่ออกไปจากโลก ไม่เหนือโลก คือมีความรู้สึกที่ตกต่ำอยู่ในเรื่องอย่างโลก ๆ ไม่มีจิตที่สูงขึ้นไปเหนือระดับ ชาวโลกตามธรรมดา ที่รู้แต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ๓ คำนี้เป็นเครื่องวัด,
น.152 เรื่อง ๓ ก. คือเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันวนอยู่แต่ที่นี่ หรือว่า พูดให้ถูกก็คือเอาเรื่องเหล่านี้แหละ เป็นยอดสุดจุดหมายปลายทาง. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, -เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, แล้วก็เลยไม่ต้องไปที่ไหนจากที่นี่ แล้วก็สะกัดกั้นกันเอง แข่งขันแย่งชิงกันเอง ชกต่อยกันเอง ด้วยการทำสงครามกันเอง ไม่มีการเดินทาง. นี่ ขอให้หลับตามองโลกดูบ้าง ว่าที่พูดอย่างนี้จริงหรือเปล่า ? ถ้ามองเห็น ถูกต้องจริง นั้นจะเริ่มพบความสำคัญของการเดินทาง. ในหมู่พุทธบริษัทแบบที่เหลือแต่ tradition นี้ ก็มีอาการน่าหวัวเกี่ยวกับ "ทาง" นี้ จะเล่าให้ฟังไว้เผื่อว่าเด็ก ๆ รุ่นหลังอาจจะไม่ได้เห็น เด็ก ๆ รุ่นผมได้เห็นเป็น ธรรมดาเลย. พอคนจะตาย เข้าในระดับโคม่า เขามีการบอกทางให้แก่คนที่หลับตา กำลังจะตายนั้น ตะโกนใส่หูคนที่จะตาย ว่าอย่าลืม นิพพานอย่าลืม อย่าลืม นิพพาน อย่าลืม หรือว่าพระอรหันต์อย่าลืม, หรือบางทีก็ใช้ทำอย่างอื่น เช่น เอาหมากพลูใส่มือนี้ ดอกไม้นี้ เอาไป เอาไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์ บนดาวดึงส์. นี่ล้วนแต่เรื่อง การบอกทางทั้งนั้น บอกทางตะโกนเป็นเสียง ใส่หูคนที่ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว เหลือ แต่จะดับจิตครั้งสุดท้าย แล้วยังบอกว่านิพพานอย่าลืม. แต่เมื่อยังเป็น ๆ อยู่เขาก็ไม่รู้จัก นิพพาน แล้วมันจะ “นิพพานอย่าลืม" ได้อย่างไร และมันก็จะตายอยู่รอมร่อ. นี้มัน เหลือแต่ tradition ของสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งสมัยหนึ่งเขาเคยสนใจเรื่องนิพพาน กระทั่งมีบท กล่อมลูก เรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ อย่างที่เขียนไว้ที่สระของเรา. เขาสนใจเรื่องนิพพานกัน ก็เป็นการถูกต้องที่เขาจะกระซิบใส่หูคนเป็นครั้งสุดท้าย ว่านิพพานอย่าลืม ขณะที่ใกล้ตาย. แต่ขณะไม่มีใครรู้ว่านิพพานคืออะไร มันก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าหวัว มันก็เป็นที่สะดุดตา สะดุดใจผม เมื่อยังเด็กๆ เพราะเคยเห็นแต่อย่างนี้ เพราะเคยกระทำกันแก่ญาติแก่โยม ของเราอย่างนี้. นี่แหละ เรื่องสูงสุดนั้น มันเหลืออยู่แต่พิธี.
น.153 สรุปความเสียทีได้ว่า คนโบราณ สนใจเรื่องหนทาง สนใจเรื่องการเดินทาง สนใจเรื่อง ปลายทาง จุดหมายปลายทาง ว่าเกิดมาทำไมกัน มากทีเดียว เขาจึงทำอย่างนี้ได้ กี่พันปีมาแล้วก็ล้วนแต่สนใจ. ถือกันว่ามนุษย์เริ่มมีความรู้ทางวิญญาณ ทางปรัชญา ทางศาสนา ทางอะไรที่เป็นพิเศษนี้สัก ๘๐๐๐ ปี มาแล้ว ; ในอียิปต์ ก็ ๔-๕ พันปี นั้นก็นับว่าไปไกลเหมือนกัน ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ; ในอินเดียอย่างน้อยก็ ๓ พันปี. ทีนี้พอมาปัจจุบันนี้ กลับไม่มีใครสนใจเรื่องทาง ไม่มีการสนใจที่จะเดินทาง ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เข้ามาครอบคลุมหมด ผลทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง มาครอบคลุมหมด. ทีนี้เรามาพูดกันเรื่องทาง ใครจะว่าบ้าบอ ! หรือถอยหลังเข้าคลอง ก็ตามใจ แต่มันไม่มีเรื่องอื่นที่จะพูด ถ้าจะพูดกันเรื่องพุทธศาสนา เพราะว่า พุทธ- ศาสนานั่นแหละ คือตัวทาง. พุทธศาสนาตัวจริง คือตัวทาง ตัวหนทาง เรียกว่า “มรรคมีองค์แปด" รายละเอียดของเรื่องมรรคมีองค์แปดนี้ ไปหาอ่านได้จากหนังสือ มากมาย แต่บางทีจะจับใจความไม่ได้. มรรคมีองค์แปด คือ ความถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันเข้าเป็นความ ประพฤติหรือกระทำอันหนึ่ง ซึ่งเป็นการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน เรียกว่า ความถูกต้อง ๘ ประการ ซึ่งมีคำว่า สัมมา ๆ ๆ ที่แปลว่า ความถูกต้อง อยู่ข้างหน้า : ๑. สัมมาทิฏฐิ มาก่อนเพื่อน คือความคิดเห็น หรือความเข้าใจที่ถูกต้อง ๒. สัมมาสังกัปโป ความหมายมั่น หรือความใฝ่ฝัน หรือความปรารถนาถูกต้อง, ๓. สัมมาวาจา การพูดจาถูกต้อง ระบบของการพูดจาที่ถูกต้อง, ๔. สัมมากัมมันโต การกระทำทางกายถูกต้อง, ๕. สัมมาอาชีโว ดำรงชีวิต เลี้ยงชีวิตอยู่ อย่างถูกต้อง, ๖. สัมมาวายาโม พากเพียร พยายามอยู่ อย่างถูกต้อง, ๗. สัมมาสติ ระลึก ความรู้สึก ระลึกประจำใจ เผลอไม่ได้ ไม่เผลออย่างถูกต้อง, ๘. สัมมาสมาธิ มีจิตใจที่เป็นสมาธิ คือมั่นคงอย่างถูกต้อง,
น.154 เขาแปลกันเป็นภาษาปัจจุบัน มีดงนี้ : สัมมาทิฏฐิ คือ Right view: right understanding. สัมมาสังกัปปะ คือ ,, aim, right ambition. สัมมาวาจา คือ ,, speech สัมมากัมมันตะ คือ ,, conduct สัมมาอาชีวะ คือ ,, livelyhood สัมมาวายามะ คือ ,, effort สัมมาสติ คือ ,, attentiveness, right mindfulness. สัมมาสมาธิ คือ ,, concentration ๘ อันนี้ รวมกันเข้าเป็น ๘ ความถูกต้อง เป็น ตัวหนทาง เรียกว่า หนทาง ที่ประเสริฐ นั่นแหละคือตัวทาง ทาง เดียว สำหรับบุคคล เดียว เดินไปสู่จุดหมาย เพียงอันเดียว เรียกว่า "เอกายนมรรค" หนทางเส้นเดียว เท่านั้น ไม่มีหลายเส้น สำหรับ คน ๆ เดียว เท่านั้นเดินไป คือมันเดินแทนกันไม่ได้ และไปสู่จุดหมายอันเดียว เท่านั้น คือนิพพาน สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ หรือ Summum Bonum. เพราะฉะนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องความถูกต้อง ๘ ประการนี้กันให้มาก แล้ว ยังจะต้องเอามาทำเป็นอันเดียวกันอีก นี่หมายความว่าต้องครบทั้งแปด มิเช่นนั้นจะมาฟื้น เป็นเชือกเกลียวเส้นเดียวไม่ได้ ถ้ายังมีบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ มันก็ใช้ไม่ได้ เป็น หนทางขึ้นมาไม่ได้ แม้จะเรียกว่าทางเส้นเดียวก็จริง แต่มันประกอบอยู่ด้วยส่วนประกอบ หรือองค์ประกอบตั้ง ๘ อย่าง. อย่างเช่นเราจะเดินทาง สมัยก่อนเดินทางด้วยเท้า ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจว่า เราจะต้องเดินไปไหน มีแผนในใจ ว่าจะเดินไปไหน, และ ต้องมีความปรารถนาที่จะเดิน, แล้วก็ต้องมีการประพฤติการกระทำที่ดี ที่ไม่ทำให้
น.155 ใครเขาเกลียดชังในระหว่างทาง เพราะเขาจะฆ่าตายเสียก่อน. ต้องรู้จักหลบหลีกโจรผู้ร้าย บางทีจะต้องมีสะเบียงอาหารติดตัวไปให้พอตลอดเวลา แล้วจะต้องมีเรือมีแพ สำหรับ ข้ามน้ำข้ามคลอง ; แล้วก็ต้องมีความพยายามไม่ท้อถอย เหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็อดทน ต้องมีความพยายามเดินไปเรื่อย รู้จักระมัดระวังตัวดี ; ต้องมีกำลังใจที่เพียงพออยู่เสมอ ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางได้ ; แม้จะเดินทางไปอย่างวัตถุแท้ๆ ก็ยังประกอบ ไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง อย่างนี้. การเดินทาง ทางจิตทางวิญญาณ ก็ต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องมรรคมีองค์แปดเป็นพิเศษ เรียกเต็มที่ว่า "อัษฎางคิก- มรรค" คือมรรคประกอบไปด้วยองค์แปด ; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อริยมรรค" คือ หนทางอันเป็นอริยะ หรือหนทางที่ประเสริฐ หรือหนทางที่ไปสู่ความประเสริฐ หรือ ของบุคคลที่ประเสริฐ หรือไปสู่คุณธรรมที่ประเสริฐ. คำว่า "อริยะ" นี้แปลได้ว่า ประเสริฐ. คำสมาสนี้ มันแปลได้เป็นหลาย ๆ รูป ไม่ว่าภาษาไหน คำสมาสย่อมแปล ได้หลายรูป แล้วแต่ความมันจะแวดล้อม ที่ต้องการ หรือในที่นั้นๆ จะควรให้แปลว่า อย่างไร. คำว่า อริยมรรค ก็แปลว่า หนทางที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ประเสริฐที่สุด คือ บรมธรรม. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี่แหละคือตัวศาสนา หรือตัวพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ คืออริยมรรคมีองค์แปด พรหมจรรย์คือศาสนา. ที่ว่า พรหมจรรย์คือศาสนานั้น ให้รู้ไว้ว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่าน เรียกตัวศาสนาของท่านว่า "พรหมจรรย์" ท่านตรัสว่า "มา - มา มาประพฤติพรหมจรรย์" อย่างนี้ก็คือพระพุทธองค์บวชคน พระองค์บวชคนในยุคที่แรก ๆ เพียงพูดว่า "มา - มา ประพฤติพรหมจรรย์" เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ คือเพื่อได้นิพพาน ; ตรัสเท่านี้ก็เป็น การบวชเสร็จแล้ว สำหรับคนนั้น.
น.156 ว่า "มา - มาประพฤติพรหมจรรย์" นี้ ก็คือมาประพฤติศาสนา มาอยู่ใน ศาสนา. หรือว่าเมื่อท่านจะส่งสาวกชุดแรกไปประกาศศาสนา ท่านก็พูดว่า "ไปประกาศ พรหมจรรย์" ไม่ได้ใช้คำว่าศาสนา. คำว่า "ศาสนา" คำนี้ เป็นคำที่เราใช้กันอยู่ใน ปัจจุบัน คำว่า “พรหมจรรย์” คือคำที่พระพุทธเจ้าท่านใช้อยู่ในสมัยโน้น หมายถึงตัวสิ่ง ที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าศาสนา, สมัยโน้นไปประกาศศาสนา ก็ว่าไปประกาศพรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ความปลอดภัยของสัตว์ทั้งเทวดาและมนุษย์. คำว่า "พรหมจรรย์" เดี๋ยวนี้ลดความหมายลง เหลือแต่ว่าการประพฤติอะไรเคร่งครัด ใน แง่ใดแง่หนึ่ง มุมใดมุมหนึ่ง เช่นรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ของหญิงสาว ของชายหนุ่ม อะไรก็ตาม ความหมายมันแคบ. พรหมจรรย์ ในครั้งพุทธกาล คือตัวศาสนา ทั้งหมด ; แล้วก็ระบุโดยเฉพาะถึงมรรคมีองค์แปดนี้ ว่าเป็นพรหมจรรย์. ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์นั่นแหละ คือการเดินทาง ไม่ใช่ต้องเดินด้วยเท้า ไปไหนมาไหน นั่งอยู่ที่เดียวก็เป็นการเดินทาง ซึ่งเป็นการอบรม หรือพัฒนาจิตใจ ให้มีความพัฒนาไปเรื่อย พัฒนาไปเรื่อย การพัฒนาไปเรื่อย นั่นแหละคือการเดินทาง. จงพยายาม develop มัน ให้มัน develop เรื่อย นั่นแหละคือการเดินทาง. เพราะฉะนั้น เราต้องรู้เรื่องจิตใจดี รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับจิตใจดีจนพัฒนามันได้ มันก็เป็นการเดินทาง. อะไรเดินทาง ? มันก็คือชีวิต ทางเดินของชีวิต ชีวิตก็ต้องเดิน ชีวิตก็ต้องพัฒนา เพราะฉะนั้น การกระทำที่พัฒนาให้แก่ชีวิตได้ นี้คือการเดินทาง ในที่นี้ ในทางฝ่าย spiritual : เป็นการเดินทางฝ่าย spiritual ไปสู่ บรมธรรม ที่เราได้พูดถึงกันแล้ว. ทีนี้ ก็จะต้องนึกต่อไปถึงข้อที่ว่า คำพูดนี้มีความหมายเฉพาะเรื่อง. คำพูด คำเดียวกัน มีความหมายเฉพาะเรื่อง ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป เราจะต้องรู้จัก "ทาง" ในความ หมายที่ว่าชีวิตนี้เดินไป ไปสู่จุดหมายตามแบบนั้น ดังนั้นเราจะต้องเรียน จะต้องศึกษา ภาษาเฉพาะนี้ ความหมายเฉพาะนี้ให้เพียงพอ. เราจะมีการศึกษาพุทธศาสนาแม้ใน มหาวิทยาลัย หรืออะไรก็ตามเถิด แต่เพียงโดยความหมาย หรือคำบัญญัติ ที่เป็นเรื่อง
น.157 ธรรมดาเพียงอย่างเดียวนี้ เป็นไปไม่ได้ ; เราจะต้องอุตส่าห์กำหนดจดจำความหมายของ คำเฉพาะนั้นๆ เป็นคำ ๆ ไป : เช่นคำว่า "ศึกษา" เช่นเป็นนักศึกษา เป็นนิสิตตาม มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาสูงสุด คำว่า "ศึกษา" นี้ คุ้นหูเรามากที่สุด เด็กผู้ใหญ่ ก็ตาม แต่คำว่า "ศึกษา" ที่ถูกที่แท้ ตามความหมายเดิมภาษาบาลีนั้น มันหมายถึง การกระทำฝึกฝนตัวเอง คือหมายถึง training โดยเฉพาะ. เดี๋ยวนี้การศึกษาเราหมายถึง education ทั่วโลกก็หมายเอา education เรียกว่าการศึกษา. แต่ในพุทธศาสนา คำว่า ศึกษา หรือ สิกขา นี้ หมายถึง training คือต้องกระทำอยู่ ต้องปฏิบัติอยู่ ตัวการปฏิบัติ นั้นแหละ เป็นตัวการศึกษา. ศึกษาด้วยชีวิตที่เป็นการกระทำอยู่นั่นแหละจึงจะเป็น การศึกษา. ถ้าศึกษาพุทธศาสนา ก็ต้องศึกษาอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราจะตั้งกลุ่มพุทธศาสตร์ขึ้น เพียงแต่มีห้องสมุด แล้วอภิปรายกัน เรื่อย อย่างนี้ไม่เป็นการศึกษาพุทธศาสนา มันเป็นการศึกษาตามแบบของโลก ๆ ในสาขา วิชาความรู้แขนงหนึ่ง ในฐานะที่มันเป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่ง ไม่ใช่เป็น ตัวธรรมะ หรือ ตัว พุทธศาสนา. อย่าลืมข้อนี้ อย่ามองข้ามข้อนี้ ต้องสนใจให้ดีว่าพุทธศาสนานี้ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นวิชารอบตัวแขนงหนึ่งในโลกก็ได้ และกลุ่มพุทธศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเมืองไทยก็ดี เมืองนอกก็ดี ก็ศึกษากันแต่ในรูปนั้น เป็นวิชาความรู้แขนงหนึ่งเท่านั้น. พุทธศาสนายังแยกแขนงออกไปได้อีก จะมองดูในแง่ศีลธรรมก็ได้ จริยธรรม ก็ได้ ปรัชญาก็ได้ แม้แต่จิตวิทยาก็ได้ วรรณคดีก็ได้. ในคัมภีร์พุทธศาสนาอื่นก็ตาม มีลักษณะวรรณคดีเต็มไปหมด ตลอดต้นจนปลาย. เขาศึกษาพระคัมภีร์นั้นในลักษณะ วรรณคดีก็ได้ จะศึกษาในแง่จิตวิทยาก็ได้ ก็มีมาก จะศึกษาในแง่มนุษยวิทยาก็ดีที่สุด ; จะศึกษาในแง่ประวัติศาสตร์ก็มีชนิดที่ไม่มีเขียนไว้ที่อื่น แต่มีมากในคัมภีร์ศาสนานั้น ; เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียนศาสนากันอย่างไม่รู้จักจบ แล้วก็ไม่ถึงจุดหมายปลายทางของศาสนา. จะเรียนในรูปปรัชญา ก็ยิ่งไม่มีจบ ตรรกวิทยาก็มีมาก โดยเฉพาะในคัมภีร์อภิธรรมปิฎก
น.158 ของพุทธศาสนานี้ เต็มไปด้วยตรรกวิทยา ฉะนั้น ถ้าเอาพระไตรปิฎกมาเรียน ๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ผมเคยพูดคราวหนึ่งที่หอประชุมคุรุสภา ยืนยันว่า "ยิ่งเรียนพุทธศาสนา นั่นแหละ จะยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งเขาฟังไม่ถูกเลย เขาคัดค้านเต็มที่ ผมว่ายิ่งเรียนพุทธศาสนา ก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; ต้องเรียนชีวิตโดยตรง จึงจะรู้พุทธศาสนา. ว่าอย่างนี้เขาจะฟังถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ ในตอนหลังนี้. ถึงเดี๋ยวนี้ ผมก็ยังพูดอย่างนี้ ยิ่งเรียนพุทธศาสนาตามวิธีที่เรียน ๆ กันอยู่ในโลกเวลานี้ จะยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ต้องเรียนด้วยการเดินทา ง คุณต้องเดินทาง ต้องลงมือเดินทาง ให้ถูกต้องอย่างที่ว่านี้. ขอให้ฟังให้ดี ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เพราะว่าเรียนด้วย อุปาทาน ด้วยหมายมั่นปั้นมือที่จะเอาความรู้ ที่จะเอาความรู้ ไม่ใช่เอานิพพาน. มัน ต้องมีเจตนาที่ถูกต้อง ตามแบบของอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อจะดับทุกข์ หรือถึงที่สุด แห่งทุกข์นี้ จึงจะรู้พุทธศาสนา คือรู้นิพพาน หรือ Summum Bonum ที่ได้แล้ว ที่มีแล้ว คือ บรมธรรม ที่ได้แล้ว ที่มีแล้ว อย่างนี้จึงเรียกว่ารู้พุทธศาสนาตามแบบ หรือตาม ความหมายที่พระพุทธองค์ต้องการ. ทีนี้ คุณก็เอาไปเปรียบเทียบดูว่า การกระทำที่กระทำกันอยู่ในมหาวิทยาลัย ทุกหนทุกแห่ง ในสโมสรทางศาสนาที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยทุกหนทุกแห่ง แล้วเรียนกัน อย่างไร. ถ้าเรียนกันถูกต้อง ก็ย่อมวิเศษเหลือจะวิเศษ เพราะ ความรู้ทางศาสนา นั้น อย่างหนึ่ง ตัวศาสนาแท้ ๆ ก็อย่างหนึ่ง. ถ้าเราเรียนอย่างเดินทาง เดินทาง - เดินทาง กันจริงๆ ก็ต้องทำด้วยกาย วาจา ใจ จริง ๆ แล้ว จิตใจจะเปลี่ยนหมด เปลี่ยนเป็นมนุษย์ ที่มี ความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ไม่มีฮิปปี้
น.159 ที่แฝงอยู่ในมหาวิทยาลัย. นี่ ผมจะพูดหยาบคายรุนแรงไป ก็สุดแท้แต่จะมองกัน ผมกำลังพูดว่า มีฮิปปี้แฝงอยู่ในมหาวิทยาลัย ในเครื่องแบบของนิสิตของมหาวิทยาลัยเต็ม ไปหมดทั่วโลก เป็น ฮิปปี้ที่ยังไม่เปิดเผย. ฮิปปี้ที่น่าเกลียด แต่งตัวรุงรังนั้นมันเปิดเผย นั้นมันก็ไม่น่ากลัว มันเปิดเผย แล้ว ; แต่ที่มันกำลังมีอยู่ในจิตใจของนิสิตที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ที่ยังไม่เปิดเผยนี้ ระวังให้ดี! นี้คือความเข้าใจผิด เรื่องการเดินทาง ไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ไม่รู้ว่า อะไรไปที่ไหน ในที่สุดมันก็ไปหาทางออกตรงที่เอร็ดอร่อยทางวัตถุทางเนื้อหนัง ; และ ประชาธิปไตยก็ให้โอกาส ไม่ต้องเคารพระเบียบแบบแผนครูบาอาจารย์ ในมหาวิทยาลัย นั่นเอง ฮิปปี้ที่อยู่ในเครื่องแบบนิสิตของมหาวิทยาลัยกำลังพักตัวอยู่เรื่อย ๆ สักวันหนึ่ง ก็จะระเบิดออกมา นั่นแหละคือไม่มีการเดินทางที่ถูกต้องอยู่ในนั้น แล้วก็ยิ่งเตลิดออกไป ๆ เพราะการอำนวยของระบอบประชาธิปไตย หรือความเป็นอิสระตามลำพังก็ได้ เพราะขาด การเดินทางที่ถูกต้อง. นี่ ไม่ได้พูดเพื่อจะกระทบกระเทียบ กระแนะกระแหน หรือว่าเจตนาร้าย ต่อใคร แต่พูดเพื่อความยุติธรรมของสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" หรือ การเดินทาง และก็ เพื่อทุกคน ที่สนใจที่จะศึกษาพุทธศาสนา ให้ถูกตัวพุทธศาสนา ก็ต้องพูดอย่างนี้ ต้องชี้ตัวอย่างอย่างนี้ ต้องชี้ข้อเท็จจริงลงไปตรง ๆ อย่างนี้ จึงจะทันกับเวลาที่เรา มีน้อย. ต่อไปนี้ จะสรุปสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" ที่มีองค์แปดนั้น ให้น้อยเข้าเหลือสัก ๓ ความถูกต้อง คือจำนวน ๘ อย่างนั้น ถ้าเราย่นลงให้น้อยลงเหลือ ๓ ก็จะเหลือสิ่งที่ เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. พอผมพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นิสิตหนุ่มสาวก็จะ เริ่มง่วงนอน เพราะเคยชินหูแต่เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ตามวัดตามธรรมาสน์ ตาม หนังสือที่ขว้างทิ้ง, คำว่า ศีล สมาธ ปัญญา นี้ เป็นที่น่าเบื่อหน่ายแก่คนหนุ่มสาวสมัยนี้
น.160 เป็นที่สุด ซึ่งที่แท้มันก็คือเรื่อง ทาง นั่นเอง เรื่องทางมีองค์แปด อย่างที่ว่านั่นเอง. แต่ถ้าเรียกว่าความถูกต้อง ๘ ประการ ใช้ศัพท์แสงเป็นฝรั่งบางทีจะสนใจ ตาลืมขึ้นมาก็ได้ หูผึ่ง ตาโตขึ้นมาก็ได้ แต่แล้วมันก็เรื่องเดียวกัน. ถ้าพูดว่าไ ตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเรื่องให้ถูกต้อง ๘ ประการนั้นแหละ แต่ต้องเอาปัญญามาไว้ข้างหน้า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสปัญญามาไว้ข้างหน้า ว่าความเข้าใจถูกต้อง ความใฝ่ฝันถูกต้อง ๒ ข้อแรกนี้เป็น ปัญญา ; พูดจาถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง เลี้ยงชีวิตถูกต้อง ; ๓ ข้อนี้เป็น ศีล ; พากเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง ; ๓ ข้อนี้เป็น สมาธิ ; นี้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง. แต่มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่เอาปัญญามาไว้ข้างหน้า ก่อนอีก ๒ กลุ่ม คือพูดว่า ปัญญา แล้ว ศีล แล้ว สมาธิ นี้คือความลับที่ซ่อนอยู่ ที่กำลังเข้าใจผิดกันทั่ว ๆ เมืองไทย ที่ไปยึดถือหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เอาปัญญามา ไว้ก่อน เป็นปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้. ถ้าเป็นการศึกษาล้วน ๆ เราพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็ถูก แต่ว่าถ้า เป็นการปฏิบัติโดยตรงแล้ว ต้อง ปัญญา แล้ว ศีล แล้ว สมาธิ คือตัวปัญญามาก่อน. ถ้าไม่เช่นนั้น ศีลมันจะเป็นอย่างหลับหูหลับตา ไม่รู้ไปทางไหน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าจะ ไปทางไหน ศีลมันก็หลับหูหลับตา สมาธิมันก็หลับหูหลับตาคว้าละเมอ. ถ้าเอาปัญญา มาก่อน ปัญญาเป็นผู้รู้ เป็นผู้ชักเข้ามาหาหนทาง แล้วก็เดินทาง เพราะฉะนั้นศีล มันก็ไปถูกต้องตามทาง สมาธิก็ไปถูกต้องตามทาง เพราะปัญญานำหน้าเรื่อย. พูดถึงปัญญาอีก ก็ให้นึกถึงข้อที่ว่า คำพูดคำเดียว มีความหมายดิ้นได้ หลายอย่าง คำว่า ปัญญา ที่แท้ในพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องรู้จริง รู้จากภายใน และ รู้จริง เป็นปัญญาที่บริสุทธิ์. ขอให้จำคำว่า "ปัญญาบริสุทธิ์" เพราะปัญญานี้ ที่ไม่ บริสุทธิ์ก็มี คือปัญญาชาวบ้าน ปัญญาที่ทำคนให้เป็นทาสของกิเลสอย่างฉลาด ภาษาบาลี เขาเรียกว่าเฉโก ปัญญาชนิดนั้น เป็นปัญญาสำหรับชาวบ้าน ของคนทั่วไป ในการ
น.161 ทำการงานทั่วไป, ในการทำมาหากิน ในการเอาเปรียบผู้อื่น อย่างนี้เขาเรียกว่าเฉโก. คำนี้ก็แปลว่าปัญญาเหมือนกัน เป็นปัญญาอย่าง cunning ไม่บริสุทธิ์ เป็นปัญญา อย่าง สุนัขจิ้งจอก อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาที่พูดถึงอยู่นี้. ปัญญาที่พูดถึง ต้องบริสุทธิ์ มีเจตนา ถูกต้องบริสุทธิ์ เพื่อจะดับทุกข์ ; ไม่ใช่เพื่อทำมาหากินหรือเอาเปรียบผู้อื่น แข่งขัน แย่งชิง ; อย่างนี้เรียกว่าปัญญาแท้ จะต้องใช้คำว่า wisdom หรืออะไรทำนองนั้น คือ ปัญญาที่เป็นความรู้จริง และบริสุทธิ์ และยังจำกัดชัดลงไปว่า เป็นภายใน เกิดจากภายใน เห็นอยู่ในภายในด้วยตนเอง ตรงกับคำว่า intuition เป็นคุณศัพท์ประกอบ ก็เป็น intuitive wisdom เพื่อรับประกันไม่ให้มันเขวได้ เรื่องความรู้ หรือปัญญานี้ มีหลายชั้น รู้ไว้คร่าวๆ ที่หนึ่งก่อนก็ได้ เรายังไม่อาจจะพูดกันโดยละเอียด ว่าความรู้นั้น รู้โดยสัญชาตญาณ ก็มี มันรู้ไปเอง ตามสัญชาตญาณ มันก็ฉลาดโขอยู่เหมือนกัน เรียกว่า instinct. นี้ อย่าทำเล่นกับมัน มันฉลาดโขอยู่ โดยเฉพาะสัตว์ มันรู้จักทำรัง รู้จักหลีกภัย รู้จักทำอะไรอย่างฉลาดที่สุด เราก็ได้ใช้ปัญญาอย่างนี้กันอยู่มาก มันเป็น instinct. ที่นี้สำหรับมนุษย์ มีการศึกษา มีการเล่าเรียนอบรมพัฒนา มันก็เกิดปัญญา ประเภท intellect ขึ้นมา มันดีกว่า instinct. แต่แล้วก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์. intellect นี้มันเป็นทาสของเหตุผล เป็นทาสของสิ่งแวดล้อม ; ต้องมี intuition หรือ intuitive wisdom นี้อีกทีหนึ่ง คือ experience ทางวิญญาณมากพอ ผ่านไปแล้วอย่างเรียบร้อย. intuition เกิดขึ้นในทางฝ่ายวิญญาณ ลึกซึ้งถึงที่สุด นี้ จึงจะไม่ทำอะไรผิด จะไม่เป็น ทาสของสิ่งแวดล้อม จะไม่เป็นทาสของกิเลส. มีปัญญาอย่าง intellect นี้ ถ้าเป็นทาส ของกิเลสแล้ว เป็นอันตรายมาก คือคนเฉลียวฉลาดในโลกนี้ ซึ่งกำลังทำโลกให้ปั่นป่วน วุ่นวาย หาความสงบสุขไม่ได้นี้ มันฉลาดในทางเป็นทาสของกิเลส ฉะนั้น intellect นี้ ก็ยังพึ่งพามันไม่ได้ เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ เพราะยังไม่รู้จริง ยังเป็นไปตามอารมณ์ ไปตาม
น.162 กิเลส. ฉะนั้นคุณลองจำ ๓ - in นี้ไว้ให้ดี ๆ อาจจะมีคำพูดอย่างอื่นดีกว่านี้ ถูกต้องกว่านี้ ที่ผมไม่ทราบ แต่เพื่อจำกันไว้ง่าย ๆ ที่หนึ่งก่อน ก็ให้จำ ๓ in นี้ไว้ก่อนว่า : Instinct นี้เป็นไปตามธรรมดา พื้นฐาน Intellect นี้เราเพาะปลูกมันขึ้นมา ระวังให้ดี มันยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหมือนกัน ในทางเบื้องสูงมันยังไม่รู้ ว่า เกิดมาทำไม เป็นต้น. Intuition. หรือ intuitive wisdom นี้ดีกว่า นี้มันรู้หมด ผ่านหมด ว่าชีวิต คืออะไร มาจากไหน กำลังจะไปไหน จะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไหน มันรู้หมด. เรียกง่าย ๆ ว่า ๓ in. คือความรู้ ๓ ระดับสำหรับมนุษย์เกี่ยวกับการเดินทาง : โดย instinct เราก็เดินทาง คือ กิน นอน บริหารร่างกาย ฯลฯ เป็นการเดินทางทางวัตถุ รู้จักวิ่งหนี รู้จักขลาด รู้จักสืบพันธุ์ รู้จักอะไร ๆ ก็ตาม มันก็เป็นการเดินทางตามแบบ ของวัตถุ มันไม่พอ. การศึกษาเล่าเรียนสูงสุดกันในมหาวิทยาลัย ถ้าทำกันอยู่ในแบบนี้ ก็จะได้มาแต่ intellect เป็นมนุษย์ที่มี intellect มันก็ยังไม่พอ ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม มันจึงสร้างฮิบปี้ขึ้นมาในมหาวิทยาลัย แล้วออกมาเพ่นพ่านหลังจากนั้น. ต้องมี intuitive wisdom เรียกบัญญัติสั้น ๆ เฉพาะของฝ่ายเราว่า intuition ก็ได้ เพราะศึกษามาด้วยดีตลอด เวลาจนมี experience ทางฝ่ายวิญญาณนี้พอ จนเรารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร โดยแท้จริง. นื้อยากจะขอร้องให้กลุ่มชุมนุมพุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ระวังเรื่องนี้ เข้าใจเรื่องนี้ เป็นชั้น ๆ อย่างนี้ แล้วควบคุมมันให้ถูกต้อง มันจึงจะเหมาะสม มิฉะนั้นแล้วเชื้อ ฮิปปี้จะเกิดขึ้นในกลุ่มชุมนุมพุทธศาสตร์นั่นเอง ผมกล้ายืนยัน. กลุ่มที่เชื่อว่าจะปลอดภัย ที่สุดในทางจิตใจแล้ว มันก็ยังไม่ปลอดภัย โปรดอย่าถือว่าเป็นเรื่องทำเล่นๆ พูดเล่น ไปตามความสะดวก ไปตามสบาย ; มีกลุ่มนี้เพื่อความโก้หรูหรากว่ากลุ่มอื่น หรือว่า สูงกว่ากลุ่มอื่น อย่าได้ไปคิดอย่างนั้น. ขืนคิดอย่างนั้น มันก็คือว่าฆ่าตัวตายเสร็จแล้ว
น.163 ยังถูกสฟิงซ์กัดกินแหลกลาญ ไม่มีเหลืออยู่แล้ว ตายแล้วตายเล่าอยู่เป็นประจำวันแล้ว. นี้คือ การเดินทาง เป็นอย่างนี้ มันจะต้องปลอดภัยจากอันตรายเหล่านั้น คืออันตรายทางวิญญาณ อย่าให้ถูกหนอนทางวิญญาณบ่อนแทะอยู่ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ประจำวันในเวลานี้. ทีนี้เราเป็นนิสิต เป็นนักศึกษาที่มีสติปัญญา จะเรียนรู้วิชาอะไรก็เรียนรู้เถิด แต่ว่าวิชานี้ขาดไม่ไ ด้ ถ้าวิชานี้ขาดเสียแล้ว วิชาอื่นก็เป็นหมันหมด แล้วมีไว้สำหรับฆ่า ตัวเองทั้งนั้น. ถ้ารู้วิชาที่ว่า เกิดมาทำไม นี้จะช่วยคุ้มครองได้หมด ไม่มีการทำอันตราย ตัวเองหรือทำอันตรายผู้อื่น เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่า ความรู้เรื่องการเดินทางไปสู่ บรมธรรม นี้ เป็นเรื่องสำคัญ รายละเอียดจะต้องหามาศึกษาเพิ่มเติมเรื่อยไป. วันนี้เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงพอดี
Buddhadasa