น.164 วันนี้จะได้พูดถึง ระดับของบรมธรรม. ระดับหรือลำดับของบรมธรรม หมายความว่าคน ๆ หนึ่ง หรือ พวกหนึ่ง หรือสมัยหนึ่ง ย่อมมุ่งหมายในสิ่งที่เราเรียกกันว่า “บรมธรรม" นั้น ในระดับที่ต่างกันหลาย ๆ ระดับ. ดังนั้นเราจึง กล่าวได้ว่า มีลำดับแห่งบรมธรรมอยู่เป็นลำดับ ๆ. แม้ว่าเราจะได้กำหนด บรมธรรมระดับที่ถูกต้องและสูงสุด ไว้อย่างไรแล้ว ก็ตาม กระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็ยังมีคนที่ต้องการ บรมธรรมสำหรับเขา โดยเฉพาะ ในลักษณะ ที่เป็นอย่างอื่น เพราะว่าคำว่าบรมธรรมนั้น มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ทางจิตใจของใคร ใครรู้ และรู้ไปตามความรู้สึก หรือตามที่ตนพอใจ หรือแม้ที่สุดแต่ตามที่ตนเห็นว่า เป็นความจริง ; ซึ่งแต่ละราย ไม่มีทางจะเหมือนกันเลย. ๙๘
น.165 ตรงนี้ อยากจะขอซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "ความจริง" สักนิดหน่อย. ที่เราเรียกกันว่าความจริงนั้น มันดิ้นได้ มันกำกวม ถ้าเอาตามที่บัญญัติรับรองกัน มัน ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง และมักจะจริงแต่ปากว่า คือตามที่เขาบัญญัติไว้อย่างไร รับรอง กันไว้อย่างไรแล้วก็ท่องจำไว้ ว่าความจริงอย่างนั้น ๆ แต่สำหรับความจริงที่แท้จริงนั้น มันอยู่ที่ความรู้สึกของคน ๆ นั้น เขาเห็นว่ามันจริงอย่างไร เขาเข้าใจว่ามันจริงอย่างไร รู้สึกได้เพียงเท่าไรนั่นแหละมันเป็น ความจริงที่แท้ของบุคคลคนนั้นโดยเฉพา ะ. เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องเฉพาะคน ด้วยเหมือนกัน. ต่อเมื่อเขาได้มีการศึกษา หรือว่า มีสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นทำให้จิตใจเปลี่ยนเขยิบระดับขึ้นไป ความคิดเปลี่ยนระดับไป ความ จริงของเขามันก็ค่อยเลื่อนไป ๆ เลื่อนไปๆ จนกว่าจะถึง ความจริงแท้ในระดับสูงสุด. ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ ทุกคนต่างก็มีความจริง ตามระดับแห่งจิตใจของตน ๆ เฉพาะคน ด้วยกันทั้งนั้น ขอให้ไปลองสังเกตดู มิเช่นนั้นแล้ว คนเราจะเถียงกัน เรื่องความจริงไม่ได้. เดี๋ยวนี้มีแต่การเถียงการแย้งยันกันเรื่องความจริง อย่างนั้น อย่างนี้ อยู่ทั้งนั้น เพราะว่ามันแล้วแต่คนนั้นจะกำลังรู้สึกอยู่อย่างไร. นี่ ขอบเขตของปรัชญา จึงกำกวมดิ้นได้ หรือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ในลักษณะที่ไม่แน่นอนอย่างนี้. ทีนี้เราจะไม่เอาปรัชญาเป็นหลัก เราเอาเรื่องความรู้สึกในใจจริง ๆ เป็นหลัก สำหรับบรมธรรม ว่าเรารู้สึกกันอยู่โดยแท้จริงอย่างไร. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ลองย้อน ระลึกไปถึงสมัยที่มนุษย์แรกมีขึ้นในโลก ยังเป็นครึ่งสัตว์ครึ่งคน เช่น apeman เป็นต้นมา เรื่อย ๆ มาจนกระทั่งเป็นมนุษย์ทุกวันนี้ แล้วก็มองดูในใจของเขาแต่ละระดับ ว่าเขา ต้องการอะไรเป็นสิ่งสูงสุดในชีวิตของเขา. สำหรับระดับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ก็ไม่มีอะไร นอกไปจากเรื่องกิน ที่เป็น สิ่งที่ปรารถนาสูงสุด ; แล้วก็ไม่มีอะไร ยิ่งกว่าการพักผ่อน เป็นข้อถัดไป ; ส่วนเรื่อง
น.166 กามารมณ์นั้น แทบจะไม่มี. ข้อนี้อย่าลืมว่าสัตว์เดรัจฉานทำการสืบพันธุ์ระหว่างเพศ โดยไม่ต้องมีความหมายทางกามารมณ์ มันเป็นเรื่องสัญชาตญาณล้วน ๆ ทางร่างกาย. ความสุกงอมของต่อมแกลนด์ต่าง ๆ บังคับให้เป็นไปเหมือนกับเครื่องจักร มันจึงทำอย่าง เครื่องจักร และเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ปีหนึ่งมีฤดูสืบพันธุ์เพียงไม่กี่วัน อย่างนี้ ไม่ควรจะเรียกว่ากามารมณ์. กามารมณ์ควรหมายถึงเรื่องของสติปัญญา และความคิดฝัน อย่างของมนุษย์. ฉะนั้นสำหรับสัตว์ ก็มีแต่เรื่องกิน เป็นเรื่องใหญ่. จนมีสุภาษิต บรมโบราณว่าไว้ว่า การที่จะผูกมัดสัตว์ จะต้องใช้อาหาร อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้พอมาถึง คนในอันดับแรก พวก ape มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องกิน. สำหรับความปลอดภัยนั้น ไม่ต้องพูดถึง นั่นมันเป็นเรื่องที่จะต้องกลัว มันกลัวตาย มันก็ต้องอยู่ด้วยความกลัว. แต่เมื่อไม่กลัว เมื่อเป็นปกติ สบายดีอยู่นี้ มันต้องการ อะไรเป็นสิ่งสูงสุด ; ถัดจากเรื่องกินแล้ว ต่อมาจึงค่อยขยายเป็นเรื่องนั่นนี่ขึ้นมาเป็น ลำดับ ๆ. เมื่อความคิดวิวัฒนาการ มันก็ขยายความรู้สึกเอร็ดอร่อย หรือเป็นสุขที่สูง ขึ้นมา จึงมีเรื่องกามารมณ์ตามมาสำหรับมนุษย์. เอามาบวกกันเข้ากับความกลัวตาย กลัวจะไม่ได้อยู่เพื่อเสวยกามารมณ์ มันก็เป็นสิ่งสูงสุดขึ้นมา สำหรับคนระดับนี้ และมัน ต้องการสิ่งนี้. พอมาถึง ระดับมนุษย์สมัยนี้ ปัญหาเรื่องกลัวตายทำนองนั้นไม่มี ก็เหลือ แต่กามารมณ์หนักขึ้น. คำว่า กามารมณ์ นี้ หมายถึงเรื่องทางเพศ ถ้ายังไม่เกี่ยวกับเพศ มันเป็นเรื่องวัตถุล้วน ๆ ก็จะไม่เรียกว่ากามารมณ์ เช่นคนเราหิวอาหาร หิวตามธรรมดานี้ ไม่เรียกว่ากามารมณ์ ถึงจะกินอร่อย ก็ยังไม่ถึงขนาดที่จะเป็นกามารมณ์ กามารมณ์นั้น มันเพ่งอร่อยโดยตรง แสวงหา ประดิษฐ์ประดอย กินให้อร่อยโดยไม่ต้องหิว อย่างนี้ เรียกว่า กินเหยื่อ ไม่ใช่กินอาหาร. กินเหยื่อ คือกินให้อร่อย ส่วนกินอาหาร นั้น กินเท่าที่จำเป็น. ขอบเขตของกามารมณ์ มันจึงอยู่ที่เรื่องระหว่างอร่อย แล้วก็เอียงไป
น.167 ในทางเพศ เอาเรื่องเพศเข้ามาผนวก ; เรื่องรูป เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น เรื่องรส เรื่องสัมผัส เหล่านี้จะเอียงไปในทางเพศ. ที่นี้ สำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้สึกทางเพศ เช่นยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ มันก็มี สิ่งสูงสุดในความต้องการนั้นเหมือนกัน อยากจะได้อร่อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไป ถามเด็กเล็ก ๆ ว่าต้องการอะไรมากที่สุด ก็เป็นเรื่องกินเรื่องเล่นดังที่กล่าวแล้ว. เรื่องกิน เรื่องเล่นนี้ ให้ความเอร็ดอร่อยทางกายทางจิตใจ ฉะนั้นบรมธรรมของเด็ก ๆ ก็ไม่หนี เรื่องกินเรื่องเล่น. มีคำพูดว่า "ต้องการเพียงว่า ให้ได้กิน ให้ได้เล่น ก็สบายใจแล้ว" ให้ได้กินเนื้อสะเต๊ะหมดจาน แล้วไปขี่ประตูที่แกว่งไปแกว่งมาได้ เล่นสนุก ๆ นี้ดูจะเป็น ความรู้สึกสูงสุดในทางเอร็ดอร่อย. นี่ ถ้าเด็กโตขึ้นมา ๆ มันก็เปลี่ยนไป ๆ แต่ก็อยู่ในรูป ได้กิน -ได้เล่นอยู่นั่นแหละ. ครั้นพอมาถึง คนระดับวัยหนุ่มสาว ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องกามารมณ์มากขึ้นทุกที ความรู้สึกทางเพศมีมากขึ้น. ฉะนั้น ความรู้สึกทางเพศนั่นแหละ มันเป็นของสูงสุด ของคนหนุ่มสาว แม้ว่าจะกำลังศึกษาเล่าเรียน ก็มีน้อยคน จนกล่าวไม่ได้ว่ามันเป็นหลัก ที่จะบูชาการศึกษาเล่าเรียน. เพราะว่ามันศึกษาเล่าเรียน ก็เพื่อผลดีเกี่ยวกับความแสวงหา รสจากเพศตรงกันข้าม. เรียนดีนี้ ก็เพื่อได้แต่งงานดี : นี่พูดกันตรง ๆ อย่างนี้ดีกว่า สำหรับคนหนุ่มคนสาว. ที่นี้ ที่มันมากไป มันก็เอาเรื่องกามารมณ์เข้ามาแทรกเสียตั้งแต่ ในระหว่างเรียน ไม่เป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง บังคับไม่อยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องของเขาก็คือ เรื่องความรู้สึกระหว่างเพศ ที่ตรงตามความต้องการ จึงได้พูดว่า เรียนหนังสืออยู่ ก็ส่องกระจกหวีหัว, เคี้ยวอาหารอยู่ ก็ส่องกระจกหวีหัว. ยกตัวอย่างในการ แต่งเนื้อแต่งตัว แล้วก็พยายามที่จะมีการกระทำชนิดที่เป็นการยั่ว เป็นการดึง หรือ เป็นการตกเบ็ดระหว่างเพศ เป็นการแต่งตัวที่ยั่วยวน การพูดจาที่ยั่วยวน จริตกิริยา ที่ยั่วยวนอะไรทำนองนี้ เป็นเรื่องตกเบ็ดในระหว่างเพศ อุตส่าห์ทนทำด้วยความลำบาก
น.168 ในเรื่องการเสริมสวยอะไรนี้ ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่มันเห็นเป็นเรื่องสนุก จนทนทำได้ เพราะมันเห็นเป็นสิ่งสูงสุด. เพราะฉะนั้น บรมธรรมของเขาในเวลานั้น มันอยู่ที่นั่น เพียงเท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การศึกษาเลย. จะพอมีสักคน - สองคน หรือไม่กี่คนเท่านั้น ที่เมาการศึกษายิ่งกว่าความรู้สึกทางเพศ. ส่วนมากก็จำต้องบังคับความรู้สึกทางเพศ ให้การศึกษาลุล่วงไปด้วยดีก่อน นี้ก็ยังนับว่าน่าชม ; แต่ในจิตใจแท้จริง ความรู้สึก แท้จริง มันก็ยังเป็นเรื่องทางเพศ ยิ่งในสมัยนี้แล้ว ยากที่ใครจะรอดตัวไปได้จากสิ่งนี้ เพราะความเจริญทางนี้มันมากเกินไป. พอมาถึง คนขนาดเป็นบิดา - มารด า คนที่ไม่เคยเป็นบิดามารดาก็คงจะ เข้าใจได้ยาก ถึงผมเองก็ไม่เคยเป็นบิดามารดา แต่ว่าทางจิตใจพอจะรู้สึกหรือเข้าใจได้ จากการสังเกตเป็นเวลานมนาน เห็นอยู่ พอจะมีความรู้สึกอะไรที่พอเทียบเคียงกันได้. อย่างเป็นพระ เป็นหัวหน้า กระทั่งเป็นเจ้าอาวาส เป็นสมภาร อะไรทำนองนี้ ถ้ามี การทำหน้าที่ที่ถูกต้อง มันก็มีอะไรที่คล้ายกับความที่เป็นบิดามารดาอยู่มาก คือจะต้อง เอาจิตใจไปใส่ไว้ที่ภิกษุสามเณร เด็กเล็ก คนในวัด เป็นต้น มันก็คือภาระที่หนัก ในการที่จะปฏิบัติต่อคนที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่วิเศษสุด สำหรับคน ในระดับเป็นพ่อเป็นแม่เขามันก็ต้องได้แก่สิ่งที่เป็นไปตรงข้าม คือเรื่องต่าง ๆ มันเป็นไปได้ ด้วยดี เป็นที่เบาใจ มีเงินใช้ มีอำนาจวาสนา มีอะไรที่จะบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปได้ เรียกว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนั่นเอง เป็นสิ่งสูงสุดของพ่อบ้านแม่เรือน. ในทางส่วนตัว ก็ยังมีเรื่องกามารมณ์ มีอะไรไปตามเรื่องนั้น มันก็ซ้ำกันกับที่แล้วมา แต่ว่าสิ่งที่อยากจะได้มาปลดเปลื้องภาระหนักนี้ มันก็อยู่ที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในชีวิต ในอาชีพ ในอะไรก็สุดแท้. ทีนี้ พอมันล่วงไป ๆ ถึงความเป็น คนแก่ สิ่งเหล่านี้มันก็เลือนลางไป ; คงจะ เหลือเป็นเรื่องของความหวัง ; หวังจะได้อะไร แล้วได้สิ่งนั้นแหละ มันก็เป็นบรมธรรม
น.169 เป็นสิ่งสูงสุดของเขา ซึ่งคงจะไม่เหมือนกันนัก มันแล้วแต่วัฒนธรรม หรืออะไรที่ได้ แวดล้อมอยู่. ถ้ามีวัฒนธรรมทางศาสนาแวดล้อมอยู่ เช่นถือศาสนาว่าตายแล้วเกิดอีก เราจะได้อะไรในการเกิดใหม่ ก็หวังอันนั้นเป็นบรมธรรม. หรือว่าสอนกันโดยตรงว่า จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ก็หวังพระเจ้าเป็นบรมธรรม. ถ้าไม่ถือศาสนาอะไรเลย ก็ยัง เหมือนกะว่าเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ที่อยากจะหลับตาตายให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง บรมธรรม จึงตื้น ๆ อยู่เพียงเท่านั้น. ที่ว่ามานี้ ลองเทียบระดับดู ว่าระดับเด็ก ซึ่งกินความไปถึงมนุษย์สมัยแรก ๆ แม้เป็นคนโต ๆ แล้ว ก็มีความรู้สึกในระดับเด็ก ๆ, แล้วก็ระดับหนุ่มสาว, แล้วก็ระดับ พ่อบ้านแม่เรือน, แล้วก็ระดับคนแก่คนชรา คนที่จะต้องตายไป. นี่ว่าตามปกติ ตามธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรแทรกแซง มันก็ต่างกันอยู่เป็นระดับ ๆ อย่างนี้. ทีนี้ ถ้าคน สูงอายุเหล่านั้นมีวัฒนธรรม แยกแขนงออกไปถึงกับว่ามีการออกไปบวชอยู่ป่าอยู่ถ้ำอยู่เขา มันก็เป็นเรื่องรวม ๆ กันอยู่ในเทือกเดียวกันนั้นแหละ แม้แต่การออกบวชนั้น บางทีก็หวัง เพียงกามารมณ์ก็มี ในอินเดียโบราณหรือถึงสมัยนี้ มีเขียนไว้ชัดในคัมภีร์ ว่าออกบวช เป็นชฎิล เป็นโยคี เป็นอะไร ก็เพื่อหวังจะได้เกิดในสวรรค์ที่มีกามารมณ์อย่างยิ่งก็มี. เช่น คราวหนึ่งมีผู้ทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า สตรีเป็นที่มุ่งหมายแห่งการบูชายัญญ์ คือทำพิธีบูชา ยัญญ์กันใหญ่โต เพื่อผลคือกามารมณ์. ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องชี้ความเป็นมา ซึ่งเราจะมองเห็นทิวทัศน์ในความเป็นไป ของมนุษย์เป็นยุค ๆ มา แล้วก็เป็นระดับ ๆ ขึ้นมาตามปกติ อย่างนี้. ทีนี้เราศึกษาจากถ้อยคำบัญญัติทางธรรม หรือทางศาสนากันดู ว่าเขาได้แบ่ง ระดับความสูงของจิตใจไว้อย่างไร แล้วมันเข้ากันได้กับเรื่องที่ว่ามานี้หรือไม่. คือเขาได้มี การแบ่งภูมิชั้น state หรือสถานะของจิตใจไว้เป็นชั้น ๆ ข้อนี้ไม่ใช่พุทธภาษิต แม้บางคน
น.170 ขาจะถือว่าเป็นพุทธภาษิต ผมพิจารณาดูในพระคัมภีร์แล้วเห็นว่าไม่ใช่ แต่ว่ามันก็เป็น เรื่องที่ไม่ขัดกันกับหลักธรรมทั่วไป แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงเอออวยด้วย ว่าการแบ่งอย่างนี้ ก็นับว่าถูก คือเขาแบ่งเป็น ๔ ชั้น ดังนี้ - กามาวจรภูมิ ชั้นที่ลุ่มหลงอยู่ในกาม, - รูปาวจรภูมิ ชั้นที่ลุ่มหลงอยู่ในรูป, - อรูปาวจรภูมิ ชั้นที่ลุ่มหลงอยู่ในสิ่งที่ ไม่มีรูป - โลกุตตร ภูมิ ชั้นเหนือโลก. กามาวจรภูมิ ชั้นที่ลุ่มหลงอยู่ในกาม ก็คือสัตว์ที่บูชากามารมณ์เป็นสรณะ มีกามารมณ์เป็นสิ่งสูงสุดของชีวิตจิตใจ. หมายถึงคนทั้งนั้น แต่ว่าแม้สัตว์นรกที่ทนทุกข์ อยู่ในนรก ก็อยู่ในพวกนี้ ถึงแม้ว่าสัตว์นรกจะยังไม่มีกามารมณ์ มันก็หวงกามารมณ์ มีจิตใจในระดับที่หวังในกามารมณ์ ; ถัดมาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่หวังกามารมณ์, แล้ว ก็สัตว์ในสวรรค์คือเทวดา ก็ลุ่มหลงบูชากามารมณ์. คำว่าสวรรค์นี้ มีสวรรค์ชั้น กามารมณ์ ไม่ใช่สวรรค์ชั้นพรหม จึงพูดว่า มนุษย์และเทวดา รวมทั้งสัตว์ในนรก ลุ่มหลงในกามารมณ์พวกนี้จิตใจอยู่ในระดับกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ พวกที่สูงขึ้นไป เขาไม่ได้บูชากามารมณ์ เขาบูชาสิ่งที่ไม่เป็น กามารมณ์ หลีกห่างจากกามารมณ์ แต่ไปบูชาสิ่งที่มีรูป เป็นรูปธรรมหรือว่าความสุขที่จะ ได้มาจากสิ่งที่มีรูป แต่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ นี่เป็นชั้นพรหมขึ้นมาชั้นแรก คือพวก รูปพรหม. ถัดไปอีก อรูปาวจรภูมิ มันก็ทำนองเดียวกัน แต่เปลี่ยนไปนิดหนึ่งไปบูชา ความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูป หมายถึงความรู้สึกทางจิตใจนี้ไม่มีรูป ไม่ใช่วัตถุ เข้าหา ความสุขจากสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ; มันแห้ง มันจืดจาก กามารมณ์ แต่ก็ยังต้องการความสุข. นี่ ๓ ชั้นแล้ว ในพวกที่เป็น อวจระ คือลุ่มหลงในกาม ลุ่มหลงในรูป ลุ่มหลงในอรูป.
น.171 ทีนี้ภูมิสุดท้าย ก็คือภูมิที่ไม่ลุ่มหลง เรียกว่าอยู่เหนือโลก โลกุตตระภูมิ. โดยทั่วไป ที่พูดสอนกันอยู่ กามาวจรภูมิ เขาก็หมายเอาว่าเป็นมนุษย์นี้ หรือว่าตายไปเป็นสัตว์นรก หรือว่าตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจรภูมิ เพราะฉะนั้นคน พวกนี้ก็อยู่ในนรก ในสวรรค์ หรือในมนุษย์โลกต่อตายแล้ว คือเขาพูดไปในทางต่อตาย แล้ว ; ตายไปเกิดเป็นรูปพรหม ตายไปเกิดเป็นอรูปพรหมต่อตายแล้วทั้งนั้น ; แล้วก็อยู่ ที่ภพอื่น โลกอื่น ที่ไหนก็ไม่รู้ เขาพูดกันอย่างนั้นทั่วๆ ไป. ทีนี้ผมเห็นว่าพูดอย่างนั้น มันยังไกล และไม่มีประโยชน์อะไรแก่มนุษย์ จึงพูดให้มันมีอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ แล้ว เขาก็หาว่าพูดเอาเอง พูดผิด ๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ผมก็บอกว่า เรื่องต่อตายแล้วนั้น เป็นเรื่อง ยังทำอะไรไม่ได้ ก็อย่าเพ่อพูดก็ได้ ; จะมีก็มีไปตามความพอใจของใครก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ มันมีปัญหาเฉพาะหน้า ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ที่เราก็อาจจะจัดการกับมันได้ ฉะนั้น กามาวจรภูมิ จึงหมายถึงจิตใจในบางขณะ หรือในบางคน บางโอกาส ที่มันลุ่มหลง อยู่ในถาม เมื่อนั้นเรียกว่าจิตใจของเรานี้ มันตกลงไปในเรื่องกาม ทางเพศ. ทีนี้บาง ขณะ บางเวลา บางบุคคลในโลกนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ จิตใจของเขาไม่ตก ไปในทางกาม แต่ไปลุ่มหลงในเรื่องวัตถุล้วน ๆ หาความสุขจากวัตถุล้วน ๆ เช่นสะสมแสตมป์ สะสมรูป ซิกาแร็ต เลี้ยงปลา เลี้ยงหมา เลี้ยงต้นไม้ ฯลฯ หรือเล่นของเล่นอะไรก็ได้ ; ถ้าจิตใจ ไม่เอียงไปทางกาม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องรูปล้วน ๆ ซึ่งลุ่มหลงมากมายได้เหมือนกันในสำหรับ บางคน หรือคนๆ เดียวกัน ในบางเวลา. ชั่วโมงหนึ่งก็ไปลุ่มหลงอยู่ในเรื่องกามารมณ์ อีกหลาย ๆ ชั่วโมง ก็มาบ้าอยู่กับเรื่องเหล่านี้ ส่วนกามารมณ์เป็นเรื่องเล็กสำหรับคนนี้ อย่างนี้มันก็มี. นี่ จะจัดเป็นภูมิเดียวกันไม่ได้. ทีนี้บางคน บางเวลา ลุ่มหลงกับสิ่งที่มันไม่มีรูป เช่นลุ่มหลงไปในทาง เกียรติยศ ลุ่มหลงไปในบุญกุศล ลุ่มหลงอะไรก็ตาม ที่มันไม่มีรูปเป็นความลุ่มหลง อย่างแรงยิ่งไปกว่า ๒ อย่างแรกเสียอีก. หรือว่าในคน ๆ เดียวกันนั้น สักครึ่งชั่วโมง
น.172 ไปยุ่งเรื่องทางเพศ อีก ๒-๓ ชั่วโมง ไปยุ่งกับเรื่องวัตถุสมบัติสิ่งของ แต่แล้วเวลา แทบทั้งหมด หรือจิตใจของเขาแท้ๆ นั้น ไปหลงอยู่กับเรื่องนามธรรม เรื่องเกียรติ เรื่องความดี เรื่องบุญกุศล ไปหลงอยู่แต่ในสิ่งเหล่านั้นเป็นสรณะ เป็นชีวิตจิตใจ ; อย่างนี้จะถือว่าเขามีภูมิจิตใจเหมือนสองพวกแรกนั้น ก็ไม่ได้ มันมีอีกชั้นหนึ่งต่างหาก อีกภูมิหนึ่งต่างหาก. เราเอาส่วนใหญ่เป็นหลัก. เพราะฉะนั้นในคน ๆ เดียว เราเองนี้แหละ บางเวลาก็เป็นกามาวจรภูมิ บางเวลาก็เป็นรูปาวจรภูมิบ้าง และบางเวลาก็ยังขึ้นเป็นอรูปาวจรภูมิบ้าง ทีนี้ มันเป็นอย่างไหนมาก ก็จัดไว้ในภูมิอย่างนั้น ; หรือว่าเวลาไหนเป็นอย่างไร ก็จัดไว้ เป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน. เราคนเดียว จิตนี้ บางขณะจิต ไปเป็นกามาวจรภูมิลุ่มหลงบูชา กามารมณ์ แม้จะไปตกระกำลำบาก จะยากจนเป็นคนขอทาน จะเป็นคนเจ็บป่วยอะไร ก็ตาม จิตมันยังฝันอยากกามารมณ์ ; หรือว่าทำมาหาได้กินสบายไป มันก็บูชากามารมณ์ หรือว่ามีโชคดี เหมือนบางคนรับมรดก ถูกลอตเตอรี่ ก็แสวงหากามารมณ์เต็มที่ เหล่านี้ ก็เป็นแค่กามารมณ์ แค่กามาวจรภูมิไป. ถ้าว่าสูงขึ้นมา หรือบางขณะ ๆ มันมีอะไรสะกิด หรือมันเอือมระอา มันก็ แวดล้อมไปในทางที่ไม่ใช่กามารมณ์ เช่นไปพักผ่อน บางเวลาต้องการไปเล่นสิ่งของ แก้เอือมกามารมณ์. หรือบางเวลาก็ต้องการอยู่นิ่ง ๆ ใครอย่ามากวน ไปนั่งริมทะเลเงียบ ๆ ให้ลมพัดอยู่คนเดียว. นี่แหละ จิตใจก็เปลี่ยนอยู่อย่างนี้ เป็นภูมิเป็นชั้นก็มีมากชนิด หลายสิบ หลายร้อย หลายพันชนิด แต่ว่าเราจัดให้เป็นชั้น ๆ ก็ได้ ๓ ชั้น เรื่องกาม เรื่องรูป เรื่องอรูป พูดอย่างภาษาวัดก็คือ ชั้นกาม ชั้นรูป ชั้นอรูป. เมื่อไรถ้าสมมติว่ามันเบื่อไปหมด เบื่อในสิ่งเหล่านี้ อยากจะหยุดอยากจะสงบ โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องมีอะไรมาแวดล้อมช่วย เมื่อนั้นจึงจะเป็น โลกุตตรภูมิ. ฉะนั้น
น.173 มันอาจจะมีได้สักแว็บหนึ่ง วันละแว็บ-สองแว็บ เดือนละแว็บ - สองแว็บ ปีละแว็บ- สองแว็บ ในบุคคลธรรมดาสามัญในโลกนี้ ที่จิตใจไปไกลถึงขนาดว่า อย่ามีอะไรมากวน อย่ามีอะไรมาแตะต้อง อย่ามีอะไรมาทำแก่จิตใจ; แต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้สังเกต และน้อย เกินไปกว่าที่จะหยิบเอามาพูดเป็นเรื่องเป็นราวได้. นี่หมายความว่าคนหนึ่ง ๆ ในขณะหนึ่ง ๆ ในปีหนึ่ง ๆ ยังมีเปลี่ยนได้อย่างนี้. ทีนี้เราไม่เอา เรามองดูให้กว้างกว่านั้น เช่นว่าคน ๆ หนึ่ง เกิดมามีอายุ ๙๐ ปี เมื่อเขาเป็นเด็ก ๆ กระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว ตอนนี้ไม่ต้องสงสัย ก็เป็นเรื่องอร่อย ก็เป็น เรื่องกามาวจรภูมิไปหมด ; ส่วนใหญ่เป็นกามาวจรภูมิ ต้องถือว่าเป็นกามาวจรภูมิแม้เด็ก ๆ จะต้องการนอนพัก จะต้องการเล่นของเล่น ต้องการอะไร มันก็เป็นเรื่องรักด้วยจิตใจ ประเภทชั้นกามาวจรทั้งนั้น มันไม่สูงไปกว่านั้นได้. ครั้นโตเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่ เป็นตาขึ้นมา เรื่องกามารมณ์มันเลือนไปจางไป ตามธรรมชาติก็ได้ ; อวัยวะร่างกายภายในเปลี่ยนไปตามวัยตามธรรมชาติ มันก็อยาก จะพักผ่อน หรือเปลี่ยนเรื่อง คนแก่ ๆ จึงไปอยู่กับต้นไม้ อยู่กับสัตว์ อยู่กับของ สะสมอะไร ต่าง ๆ เรื่องกามารมณ์นั้น เป็นเรื่องมองแล้วสั่นหัว ; ถ้าจะเหลือ มันก็เหลืออยู่ตาม ธรรมชาติ สัญชาตญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เอามาเป็นประมาณ ไม่เอามาเป็นหลัก. หลัก สำคัญมันเอียงไปทางการพักผ่อนมากขึ้น มันก็ไปพักผ่อนด้วยวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ถ้าเกี่ยวกับกามารมณ์ มันไม่เป็นการพักผ่อน. สำหรับคนหนุ่มคนสาว หลงหรือโง่ไปว่าอร่อยอยู่ในกามารมณ์นั้น เป็นการ พักผ่อน ; ไปดูหนังหรือว่าไปทำอะไรกันสกปรกลามกอนาจารอะไรกัน ว่าเป็นการ พักผ่อน ; นี่ลองคิดดูเถอะ ว่ามันเป็นอย่างไร. เมื่อคืนนี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เขาออกมา ๒ - ๓ วันแล้วว่า มีนิสิตเป็นอันมากในอเมริกา นัดไปเปลือยกายกันที่ฟลอริดา หกหมื่นคน. คุณคิดดูเถิด ว่าลงทุนเท่าไร ทำความเดือดร้อนให้แก่คนอื่นเท่าไร หกหมื่น
น.174 คนนั้นนัดกันไปเปลือยกาย แล้วก็ไปเปลือยกันจริงๆ แล้วก็เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยหญิงชาย ทั้งนั้น. นี่แหละ ที่ผมเคยพูดว่าฮิปปี้ ที่แฝงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ยังไม่แสดงตัว เดี๋ยวนี้ ก็แสดงตัวแล้ว ไปสูบกัญชาด้วยเหมือนกัน ตามที่หนังสือพิมพ์ลง. ถ้าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ตามที่หนังสือพิมพ์ลง, แล้วก็เชื่อได้ ว่าเป็นเรื่องจริง, ก็แสดงอยู่แล้วว่า บรมธรรม ของเด็ก ๆ เหล่านี้คืออะไร. มันก็คือบ้าคลั่งในทางกามาวจรภูมิ ถึงจุดเดือด. นี้แสดงว่า มนุษย์เรามีการศึกษา มีอะไรที่แปลกประหลาดยิ่งขึ้นทุกที จนทำให้บูชาสิ่งเหล่านี้ จนกล้ายอมเหน็ดเหนื่อย ยอมให้ตำรวจจับไปเป็นร้อย ๆ เพราะไม่ยอมสละความคิดเห็น หรือการกระทำ. นี่เรื่องมีมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง. นี่ก็เป็นเรื่องกามาวจรภูมิเดือดจัด หรือขึ้นสมอง หรืออะไรทำนองนั้น ; มันเห็นว่าอ้ายนั่นแหละ คือการพักผ่อน ; ถือว่าการไปยั่วยุทางจิตทางกามารมณ์มากขึ้น นี้เป็นการพักผ่อน. แต่คนแก่ ที่เป็นไป อย่างถูกต้องตามธรรมชาติ จะให้รู้สึกอย่างนั้นไม่ได้ มันต้องการที่จะไม่มีอะไรยั่วยุมากขึ้น จึงไปวัด ไปหาศาสนา ไปป่าไปเขา ไปนั่งอยู่นิ่ง ๆ คนเดียวก็ได้. คำว่า “พักผ่อน" นี้ มันหลอกถึงขนาดนี้ ช่วยกันระวังให้ดี ๆ. ทุกคนต้องการพักผ่อน แต่ไปดูหนัง หนังนั้นมันกระตุ้นจิตใจให้เร่าร้อน มันจะเป็นพักผ่อนได้อย่างไร. แล้วยิ่งหนังเดี๋ยวนี้ด้วยแล้ว ยิ่งร้ายกาจมาก. ที่ว่าไป ดูหนังนั้น โกหกทั้งนั้น ที่แท้พาแฟนไปนั่งทำอะไรกันมืด ๆ ในโรงหนังมากกว่า มัน ก็ยิ่งเป็นเรื่องเละเทะอะไรกันมากขึ้น ไม่ใช่การพักผ่อน. เพราะฉะนั้นอย่าเลิกเรียน หนังสือ แล้วไปดูหนังเพื่อการพักผ่อน นี่เป็นการโกหกตัวเองอย่างร้ายที่สุด. หนังสมัยนี้ ผมพูดว่าไม่ดูเสียได้ยิ่งดี ผมไม่เคยไปดูเลย แต่รู้ว่ามันมีอะไร ตามที่เขามาเล่าให้ฟัง หรือโปสเตอร์หน้าโรงหนัง. ทั้งหมดนั้นมันแสดงว่าจิตใจอยู่ในระดับต่ำ จะเรียกว่า ระดับสวรรค์ ระดับอะไรก็ได้ แต่มันเป็นอย่างภูตผีปีศาจ สวรรค์อย่างภูตผีปีศาจ เป็น อมนุษย์ชนิดนั้น แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นกามาวจรภูมิอยู่นั่นเอง เป็นอะไรไปไกลกว่านั้น ไม่ได้.
น.175 คนแก่ที่จะพักผ่อนด้วยการเล่นบอน เล่นโกศล ก็ไม่ถูกนัก เพราะเป็นเรื่อง ปลุกเร้าความรู้สึกให้แก่จิตใจอยู่เรื่อยเหมือนกัน แต่ว่ายังดีกว่าเรื่องกามารมณ์ พักผ่อน กว่ากามารมณ์. ทำให้หลงรักเหมือนกัน แต่ยังดีกว่ากามารมณ์. ที่สูงขึ้นไปอีก ไม่ใช่เรื่องเล่นบอน เล่นโกศล เป็นเรื่องไปนั่งหวังอะไร อยู่ในจิตในใจ ในเรื่องความดี เรื่องบุญเรื่องกุศล มันก็ไม่ใช่พักผ่อน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มันยังดีกว่าชั้นภูมิที่สองนั้นอีก มันพักผ่อนกว่า. เห็นไหม ? มันต้องมีความหวัง ต้องมี ambition ต้องมีอะไรที่เร้าใจอยู่เสมอ. เรื่อง hope หรือความหวังนี้ ต้องมีอยู่ เสมอ. ที่จริง ความหวังก็คือความหิวนั่นเอง มองให้ดีเถอะ ความหวังชนิดไหนก็ตาม คือความหิว จะเป็นการพักผ่อนได้อย่างไร. นี่แหละ มันมาสูงสุดอยู่ที่นี่ สำหรับ ภูมิที่ลุ่มหลงนี้ ภูมิ ๓ ภูมิที่ลุ่มหลงเรื่องกาม เรื่องรูป เรื่องอรูป ไม่ใช่การพักผ่อนเลย แต่เราก็มองว่าเป็นการพักผ่อนมาตามลำดับ ๆ ๆ. การพักผ่อนที่แท้จริง อันสุดท้าย คือโลกุตตรภูมิ มีจิตใจอยู่เหนือสิ่ง เหล่านี้หมด เหนือโลก เหนือวิสัยโลก เหนือกระแสโลก โลกแตะต้องไม่ได้ ไม่มีอะไร เป็นความหวัง ไม่มีที่หวังอะไร ไม่หวังอะไร อยู่เหนือสิ่งที่จะต้องหวัง นี่เขาเรียกว่า "โลกุตตรภูมิ" นี่เป็นการพักผ่อน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ระดับของจิตใจที่สูงขึ้นมาถึง ขนาดนี้ เรียกว่าโลกุตตรภูมิ. ถ้าจะพูดถึงการพักผ่อน ก็เป็นการพักผ่อนโดยสมบูรณ์. เพราะฉะนั้นเวลาไหนที่จิตใจของเราไม่ต้องการอะไร ไม่หวังอะไร สักแว็บหนึ่ง นั่นแหละ สงเคราะห์เข้าไว้ในฝ่ายโลกุตตรภูมิ. เรากระโดดขึ้นไปได้เว็บหนึ่ง แล้วพลัดตกลงมาอีก ก็ตามใจ มันก็ยังดี เพราะฉะนั้น พยายามศึกษาทำความเข้าใจ รู้จักทำจิตใจ ให้ไม่ ต้องการอะไร ให้ว่าง ให้พักผ่อนกันเสียบ้างเป็นระยะ ๆ สักเล็กน้อย ในวันหนึ่ง ๆ ก็ยังดี มันเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง. จิตที่ว่างจากตัวกูแม้สัก ๕ นาที มันก็ยังเป็นการพักผ่อน แท้จริง,
น.176 ดี๋ยวนี้ เราก็ยังได้อาศัย ว่างจากตัวกู นี้ เป็นการพักผ่อนโดยธรรมชาติ ตาม ธรรมชาติอยู่มาก แม้ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือของเรา เช่นเรากำลังนอนหลับไม่ฝั่น อย่างนี้ ก็เป็นการพักผ่อน ; หรือบางทีสิ่งต่าง ๆ แวดล้อมเหมาะสมดี จิตของเราไม่ต้องการ อะไรเลย สงบอยู่เฉย ๆ อย่างนี้ก็เป็นการพักผ่อน. คือว่าเมื่อไปลุ่มหลงหนักเข้า มันเหน็ดเหนื่อย มันก็หยุดพักผ่อนโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือของเราแท้ ๆ ; ถึงอย่างนั้นก็ยังดี แล้วเราก็รอดตายมาได้ ก็เพราะอันนี้แท้ๆ เลย ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นโรค เส้นประสาท ก็เพราะอันนี้แท้ๆ เลย. ทีนี้ถ้าว่าคนเป็นโรคเส้นประสาทหรือเป็นโรคจิต ก็เพราะไม่รู้จักพักผ่อน ไม่มีการพักผ่อนแม้โดยธรรมชาติ นอนก็นอนไม่หลับสนิท นอนก็นอนสะดุ้ง. ทั้งหมดนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ภูมิทั้ง ๔ นี้ มันมีได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ใน บุคคลคนหนึ่ง ๆ เมื่อเราแบ่งเป็นระยะ ๆ ๆ แล้ว ; อย่าเอาไปเป็นเรื่องต่อตายแล้ว มันทำ อะไรไม่ได้ มันทำได้อย่างงมงาย อย่างละเมอเพ้อฝัน. เราทำให้เสร็จที่นี่ต่อตายแล้ว ก็เป็นอันว่าทำด้วยเหมือนกัน. เรื่องต่อตายแล้วนั้นต้องทำที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ต้องทำกับ เรื่องที่มีอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ต้องรู้จักมัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่กำลังมีอยู่ในจิตใจของเรา ให้รู้ว่ามันเป็นพิษเป็นสง รู้ว่ามันเป็นเครื่อง ทำให้เดือดร้อนอย่างไร ก็แก้ไขมัน ให้จิตใจนี้มันเปลี่ยนระดับ เปลี่ยนระดับจนอยู่ เหนือสิ่งเหล่านี้ ก็มีโลกุตตรภูมิที่นี่ในโลกนี้ เดี๋ยวนี้; ต่อตายแล้วไม่มีปัญหา ถ้ามันอยู่เหนือความต้องการใด ๆ หมดแล้ว ตายแล้วมันก็ไม่เกิดอีก มันไม่มีปัญหา อะไรอีก. ทีนี้ถ้าเรา อยากได้สวรรค์ ก็สร้างกันเดี๋ยวนี้ มันก็ได้ แม้แต่ว่าสร้างเอาใน ความรู้สึก บูชากามาวจรภูมิเป็นสรณะยิ่งกว่าพระเจ้า ตายแล้วถ้าเกิดอีก ก็ไปเกิด ในสวรรค์แน่. เพราะฉะนั้นอย่าเพ่อไปคิดถึงมันดีกว่า ถ้าต้องการอะไรให้ทำที่นี่ และ
น.177 เดี๋ยวนี้ให้ได้ แล้วมันก็จะได้. อยากตกนรก ก็ทำสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อนใจให้มากเข้า มากเข้า ร้อนเหมือนกะไฟเผาอยู่ในใจ ก็เป็นนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ ให้สำเร็จเสียก่อนเถิด ตายแล้วไม่ต้องกลัว ถ้ามีการเกิดอีก ก็ต้องไปเกิดในนรก. ถ้า อยากไปเกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉาน ก็โง่ให้มากเข้า โง่ให้มากเข้า โง่จนไม่รู้จะโง่อย่างไร ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ก็ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตายแล้วก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแน่. หรือว่า อยากเป็นเปรต ก็ได้ หิวกระหายหิวสร้างวิมานทางอากาศ หิวให้มาก ๆ เข้า จนนอนไม่หลับ จนคอแห้ง ก็จะเป็นเปรตที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ตายแล้วก็ได้เป็นเปรตแน่. ทีนี้ อยากเป็นอสุรกาย ที่หมายถึงความขี้ขลาด ขลาดอย่างไม่มีเหตุผล ขลาดจนไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ต้องมีอะไร ปกปิดซ่อนเร้นอยู่ นี่เป็นอสุรกายที่นี่ ทำให้ได้เถอะ ตายแล้วก็เป็นอสุรกายแน่. นี่กล่าว ในพวกฝ่ายชั่วฝ่ายที่เหมือนกับถูกลงโทษ แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการมาวจรภูมิ เป็นสัตว์ที่ยัง บูชากามารมณ์อยู่. ด้วยอาการอย่างนี้ จึงว่าจัดการที่นี่ และเดี๋ยวนี้ดีกว่า คือมันเป็น สิ่งที่ทำได้ หรือ practica l และ ทำได้ดีกว่า ส่วนเอาไปฝากไว้ชาติหน้า ต่อตายแล้วนั้น เป็นเรื่อง' ละเมอ; แล้วที่นี่ก็ไม่ทำ มันก็เป็นเรื่องสับสนไปหมด นั้นก็คือความโง่. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนสังเกตดู ว่าภูมิ ๔ ภูมินี้ กามาวจรภูมิ นี้ มันต่ำสุด เขาเอาไว้ต่ำสุด จมอยู่ ในกาม ; รูปาวจรภูมิ มันสูงขึ้นมา ไม่เปียกแฉะอยู่ด้วยกาม มันแห้งสนิท แต่มันก็ ยังมีตัวกู-ของกู จะไปเอากับสิ่งที่เป็นรูป มีรูปบริสุทธิ์เฉย ๆ นี่ก็ยังสูงกว่ากามาวจรภูมิ; ที่นี้ถัดไปคือ อรูปาวจรภูมิ ละเอียดประณีตขึ้นไปกว่า รูปาวจรภูมินั้นมันหยาบ ยังเปลี่ยน แปลง เอาที่ไม่มีรูปดีกว่า ละเอียดกว่า ประณีตกว่า ได้อย่างใจกว่า มันก็ยังดีกว่า สูงกว่าอันที่สอง ; แต่แล้วทั้ง ๓ ภูมินี้ ก็เป็นพวกลุ่มหลง จึงมีอันที่สี่ เข้ามาเป็นพวก ไม่ลุ่มหลง อยู่เหนือความลุ่มหลง ที่ว่าเหนือโลก. นี่สำหรับเปรียบเทียบสิ่งที่เรียกว่า “บรมธรรม" มันเป็นลำดับ ๆ กันอยู่อย่างนี้ .. ถ้าคนมีจิตใจต่ำ มันก็บูชากามารมณ์ เป็นบรมธรรม ถ้าสูงขึ้นไป ก็บูชาความสุขที่เกิดจากสิ่งที่มีรูปเป็นบรมธรรม สูงขึ้นไปอีก
น.178 ก็บูชาความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นบรมธรรม. ทีนี้ ถ้าสูงขึ้นไปอีก ไม่บูชาอะไร ไม่ลุ่มหลงอะไร อยู่เหนือสิ่งทั้งปวง ก็เป็นโลกุตตระ เป็นบุคคลที่อยู่เหนือโลกไป. บรมธรรม ได้มีระดับอยู่อย่างนี้ มีลำดับอยู่อย่างนี้ ตอนแรก ๆ คนก็ลุ่มหลง กามารมณ์กันไป จะหมายเอาคนในยุคโน้นก็ได้ แล้วคนต่อ ๆ มาค้นพบเรื่องทางรูปฌาน ก็ลุ่มหลงรูปฌานกันพักหนึ่ง ต่อมาค้นพบเรื่องอรูปฌาน ก็ลุ่มหลงอรูปฌานกันอีกพักหนึ่ง จนกว่าจะเกิดบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า รู้เรื่องโลกุตตระเหนือโลก มันก็สิ้นสุด เป็น โลกุตตรธรรมในระดับสูงสุด. ทีนี้ สำหรับคน ๆ หนึ่ง ถ้าเขามีสิ่งแวดล้อมดีๆ อะไรดี ถูกต้องตาม ธรรมชาติดี ; คน ๆ นั้น ชีวิตตอนแรก ๆ ของเขา เป็นกามาวจรภูมิ ชีวิตถัดมาเป็น รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ชีวิตบั้นปลายสุดของเขา เป็นโลกุตตรภูมิ เป็นพระอรหันต์. นี่ ไปหลับตาคำนึงคำนวณดูให้ดี ๆ ว่าบรมธรรมมันมีระดับอยู่อย่างไร ถ้าจะ ให้ดีก็ลองคำนวณดูให้ดี ว่าเราขณะนี้อยู่ในระดับไหน ส่วนใหญ่จะต้องจัดไว้ในระดับไหน. ทีนี้เวลาปลีกย่อย จิตใจของเราเปลี่ยนไปในทางภูมิไหน ได้สักกี่มากน้อย ในวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง เรากำลังอยู่ในการศึกษา เมื่อการศึกษาของเราผ่านไปแล้ว ประสบ ความสำเร็จแล้ว จิตใจของเราเปลี่ยนไปอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่น่าจะนึกดู. นี้เรียกว่าเรารู้ เรื่องภูมิ หรือชั้นของบรมธรรม พร้อมกันไปกับการศึกษาให้รู้ว่ามันอยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวนี้ ชาตินี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ อย่าไปเอาเป็นเรื่องตายแล้ว หรือเป็นเรื่องวาดเป็นโลกไว้ใน ที่อื่น วาดสวรรค์ก็เป็นโลกอยู่ที่อื่น พรหมโลกก็เป็นโลกอยู่ที่อื่น โลกุตตรภูมิ นิพพาน ก็เป็นเมือง อยู่ที่อื่น อย่างนั้น มันเป็นเรื่องน่าหวัว เป็นเรื่องสำหรับเด็ก. สวรรค์อยู่ ในอก นรกก็อยู่ในใจ นี้ก็หมายความว่ากามาวจรภูมิก็อยู่ในใจ พรหมโลก ทั้งรูปพรหม
น.179 และอรูปพรหม ก็อยู่ในใจ คือเมื่อใจมีความสุขตามแบบนั้น แล้วโลกุตตรภูมิ เมือง นิพพาน เมืองอะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียกกันอย่างไร ในภาษาไหน มันก็อยู่ในใจ. คือ เมื่อใดมีตัวกู - ของกูเดือดจัดขึ้นมา ก็เป็นวัฏฏสงสาร เป็นความทุกข์ ; เมื่อใดว่าง จากสิ่งเหล่านี้เมื่อนั้นก็เป็นนิพพานอยู่ในใจ. ขณะที่เรามีจิตใจเย็นเป็นอิสระสงบ ก็เป็นนิพพานชนิดเด็กเล่นไปก่อน ก็ยังดี เป็นนิพพานชิมลองเป็นนิพพานชั่วขณะ เป็น นิพพานประจวบเหมาะ ก็ยังดี. สิ่งแวดล้อม มันล้อมเข้ามาทุกทิศทุกทางโดยบังเอิญ ให้จิตของเราหยุด หรือว่างได้ก็เป็นนิพพานตัวอย่าง นิพพานชิมลอง เพราะฉะนั้น นิพพานก็อยู่ในใจ อะไร ๆ ก็อยู่ในใจสำเร็จอยู่ที่ใจ ฉะนั้นให้ระวังเรื่องใจ เรื่องทางจิตใจ จัดการให้ดี ๆ. ที่ว่ามานี้ คือระดับ หรือลำดับ ; ถ้ามีระดับ มันก็ต้องมีลำดับของบรมธรรม เท่าที่เราจะรู้ไว้เป็นหลักคร่าว ๆ เป็นแนว ๆ สำหรับนักศึกษาอย่างทุก ๆ องค์ที่กำลังอยู่ใน สภาพเช่นนี้. ทีนี้ อยากจะพูดโดยอุปมาบ้าง เพราะเรื่องอุปมานี้ดี มันเป็นเครื่องยึดหรือ ตรึงความจำ ให้จำได้แม่นยำหรือแน่นแฟ้นขึ้น. คุณต้องทราบเสียก่อนว่าสมัยโบราณ เขาไม่มีกระดาษจะเขียนหนังสือ ไม่มีเทปจะบันทึกเสียง ไม่มีอะไรทุกอย่าง เขาต้องจารึก ลงไปในใจ ในสมอง ฉะนั้นต้องมีวิธีที่ฉลาด ที่จะให้จารึกอยู่แน่นแฟ้น ลืมยาก นั่นคืออุปมานั่นเอง เพราะเรื่องมันเป็น subjective มากไป เป็น abstract ไม่มีตัว ไม่มีตน เป็นนามธรรม เขาต้องเอามาพูดให้เป็นเรื่องวัตถุที่มีตัวมีตนขึ้นมา โดยอุปมา. ทีนี้เรื่องวัตถุนี้ มันเห็นชัด จำง่าย ดังนั้นเราจึงจำได้ง่าย ไม่ลืม ไม่มีสมุดบันทึก ไม่มี การบันทึกเสียง ไม่มีอะไรที่จะใช้กันอย่างสมัยนี้ เขาก็จำได้ โดยฝากไว้ใน "สมุดอุปมา" เปรียบเทียบให้เป็นวัตถุธรรมขึ้นมา.
น.180 ในที่นี้ ก็พูดอุปมาชีวิตทั้งหมดนี้ ด้วยเรื่องการตกน้ำ, ตกน้ำตกทะเล การจมน้ำ ; เปรียบพวกคนธรรมดาสามัญ พวกมนุษย์ปุถุชนนี้ เหมือนคนตกน้ำ ตกลงไปในทะเล ตกแล้วตกอีก ตกแล้วตกเล่า ว่ายอยู่ในทะเล, กามารมณ์นั่นแหละ เป็นเหมือนทะเล รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เอร็ดอร่อยแก่อายตนะ แก่ความรู้สึก นั่นคือเหมือนทะเล. ไปคิดดู ก็จะเห็น คือมันอ่อน จนเกาะอะไรไม่ได้ แต่มันก็ให้ความ อร่อย. คนก็ไม่อยากขึ้นจากน้ำ อยากตกทะเล จมอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหมือนกับคนตกน้ำ น้ำเข้าหู เข้าตา เข้าจมูก หายใจก็ลำบากไปหมด เรื่องกามาวจรภูมิ ก็เป็นเรื่องตกน้ำ อย่างยิ่ง. ทีนี้สูงขึ้นไป ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ เรื่องรูป เรื่องอรูป ก็เป็นเรื่องตกน้ำ ชนิดหนึ่ง คือว่ามันไม่หลอกมาก มันเป็นน้ำชนิดที่ไม่เป็นอันตรายมาก. คนที่เบื่อ การตกน้ำ จมแล้วจมอีก ตายแล้วตายอีก ตายแล้วเกิดอีก อยู่ในกามารมณ์นี้ก็อยากจะ ขึ้นจากทะเล ขึ้นจากน้ำ ก็ชะเง้อคอขึ้น เหลียวดูทิศทางรอบด้าน ดูเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ดูว่าจะมีบกหรือฝั่ง หรือเกาะอยู่ที่ไหน เหลียวมองอยู่เรื่อย ค้นหาอยู่เรื่อย ไม่อยากจะ จมน้ำ ไม่ไปมัวยุ่งที่จะเพลิดเพลินอยู่ในน้ำ มันก็มองเห็นอะไรเป็นที่สังเกต ว่าทาง นั้นแหละเป็นฝั่งแน่ หรืออย่างน้อยก็เป็นเกาะ ก็พยายามตะเกียกตะกาย ว่ายน้ำ ๆ ๆ ๆ ว่ายมุ่งไปทางนั้น นั่นแหละคือความพยายามที่จะไปสู่บรมธรรมอันใหม่ บรมธรรมที่ถูก ที่ดีกว่า บรมธรรมชนิดลุ่มหลงอยู่ในกามารมณ์ คือตกทะเลหรือตกน้ำ อันไม่รู้จักสิ้นสุด ซึ่งเขาเรียกว่า วัฏฏะ. วัฏฏะ มีอยู่ ๓ factors คือ ความอยาก แล้วทำตามความอยาก แล้วได้ผลตาม ความอยาก แล้วก็อยากใหม่อีก แล้วก็ทำอีก ได้ผลอีก แล้วก็อยากอีก ทำอีก ได้ผลอีก วนทำอยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่าวัฏฏะน้ำวน. น้ำที่วนนั้น คนตกแล้วขึ้นมายากออกมายาก จากน้ำวน.
น.181 ทีนี้ อยากออกจากน้ำวน ก็ต้องตัดกระแสวน มุ่งไปหาฝั่ง เปลี่ยนบรมธรรม เพราะว่าที่เคยคิดว่าเป็นบรมธรรมนั้น ที่แท้เก๊ หลอก ปลอม ไปหาใหม่ที่ดีกว่า ฉะนั้น จึงออกแรงเหนื่อยยากลำบากเท่าไรก็ยอม ว่ายมุ่งไปยังทางฝั่งนั้น ก็ไปจนถึงเขตที่เห็นชัด ใกล้ฝั่งแน่นอน เป็นอันผิดไม่ได้อีกต่อไป นี้พวกหนึ่ง เข้ามาถึงเขตนี้แล้วมองเห็นฝั่ง อยู่ในสายตาอย่างแน่นอน ผิดไม่ได้ หลงไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า โสดาบัน เปรียบได้ เหมือนการบรรลุมรรคผลขั้นพระโสดาบัน. ต่อจากนี้ ว่ายเข้าไปอีก ว่ายเข้าไปอีก จนถึงเขตที่แน่นอนเหมือนกับอยู่ จ่อหน้า ใกล้เกาะใกล้ฝั่งอย่างนี้ ก็เป็น พระสกิทาคามี เป็นมรรคผลขั้นพระสกิทาคามี. ทีนี้ว่ายเข้าไปอีก จนถึงว่ายไม่ได้ คือเท้าถึงพื้นแล้ว นั้นแน่นอนเหลือเกิน เพราะเท้าถึงพื้นแล้วอย่างนี้ ก็เป็นมรรคผลขั้น พระอนาคามี. ทีนี้ไม่ต้องว่าย ก็เดิน เดิน เดินขึ้นไปอยู่บนบก เหยียบบก นั่งอยู่บนบก ปลอดภัยสบาย แห้งสนิท นี้ก็เป็น พระอรหันต์. บรมธรรมก็เปลี่ยนมา ๆ จนถึงระดับ สูงสุด คือเป็นพระอรหันต์. ที่ว่ามานี้ เขาเรียกว่าอุปมาของการบรรลุมรรคผล หรือบรมธรรม เป็น โลกุตตรภูมิแท้ นับตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นโลกุตตรภูมิแท้ มีรายละเอียดซึ่งจะพูดกันวันอื่น. นี่ ขอให้เข้าใจโดยอุปมา การอุปมากับเรื่องที่มันรู้อยู่ดี ว่าคนตกทะเลแล้ว ก็ว่ายเข้าไปหาฝั่ง หาเกาะ แล้วก็ใกล้ แล้วก็ถึง แล้วก็ขึ้นบก นี้อุปมาเป็นวัตถุ เป็น บุคคลขึ้นมา เพื่อประกับกันไว้กับความรู้ทางจิตใจ ที่ว่ากามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ มีระดับอย่างไร ๆ จิตใจเป็นมาอย่างไร ลำดับอย่างไร
น.182 ไปจนกระทั่งบรรลุ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล จนกระทั่งอรหัตต์ ซึ่งล้วนแต่เป็น นามธรรมไปหมด กระทั่งนิพพาน. นิพพาน เปรียบเหมือนเกาะ ในภาษาบาลี นิพพาน เรียกว่า ทีปะ ซึ่งแปลว่าเกาะ หรือทีปะ คือแสงสว่าง. ในสมัยที่เขาไม่มีกระดาษเขียนหนังสือ ไม่มีเทปบันทึกเสียง ไม่มีอะไรจะทำ อย่างไร เขาก็บันทึกไว้ในใจ ลงไปในอุปมา อุปมาก็อยู่เหมือนกระดาษ เราก็จำได้ เข้าใจได้ นึกเมื่อไรก็นึกออก. ที่บันทึกภาพบรมธรรม ไว้ในภาพคนตกทะเล แล้ว ขึ้นฝั่งได้ในที่สุด คิดเอาก็แล้วกันว่าเป็นบรมธรรมจริงหรือไม่. ตกทะเล หมายถึง ตายแล้วตายอีก ตายแล้วตายอีก ตายแล้วตายอีก ทางนามธรรม เรามีความทุกข์เรื่องนี้ แล้วมีความทุกข์เรื่องอื่นอีก อย่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ ทีนี้เราจะก้าวพ้นความทุกข์เหล่านี้ ไปได้ ก็โดยวิถีทางของการเลื่อนบรมธรรมไปตามลำดับ. ก่อนนี้เราสมัครตกทะเล เอาทะเลเป็นบรมธรรม เอากามารมณ์เป็นบรม- ธรรม บูชากามารมณ์ เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลก กล้าพูดว่าทั้งโลก กำลังบูชาทะเล บูชา กามารมณ์ บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง รุกเข้าไปจนกระทั่งในขอบรั้วของมหา- วิทยาลัย ไม่มีเนื้อที่เหลือ. นี่เรียกว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ยุวชนของโลกนี้ จะตกทะเลกันหมด หรือมากยิ่งขึ้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง มีกามารมณ์เป็นบรมธรรม. นี่เราจะเอากับเขา หรือไม่ก็ได้ มีประชาธิปไตย มีสิทธิ เสรีภาพ แต่แล้ว ก็อยากจะให้นึกดูว่าควรจะเอาหรือไม่. เรามาบวช ตอนปิดภาคเรียน เราได้มาศึกษา อะไร มาศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แล้วจะเอาอย่างไร ก็ไปเลือกดูเอง. ถ้าการศึกษา ความรู้ความเข้าใจมีพอ ก็จะรู้จักเลือก, รู้จักเลือก, รู้จักเลือก, เลือกโดยถูกต้อง. นี่ขอ ให้การที่ปลีกตัวมาบวชชั่วขณะหนึ่งนี้ ให้ได้ประโยชน์ให้มากที่สุด เกี่ยวกับเรื่อง บรมธรรม ที่มีอยู่เป็นระดับ ๆ หรือเป็นลำดับอย่างนี้ ซึ่งจะหาคำอธิบายโดยละเอียด ต่อไปข้างหน้า. เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงอีกครั้งหนึ่ง.
Buddhadasa