น.183 วันนี้ สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึง ๕.๐๐ น. แล้ว จะได้ พูดกันถึงเรื่องบรมธรรมต่อไป คือจะพูดถึง "บรมธรรมกับการ ศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน". ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น ก็อยากจะพูดเป็นพิเศษ ในข้อที่ให้สังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าอุปสรรค ต่อการลุถึงบรมธรรม ว่าถ้ามันจะมีขึ้นในโลกสมัยนี้ ก็เพราะ อะไร ๆ ในโลกสมัยนี้ มีการจัดการทำอย่างไม่ตรงกับความมุ่งหมาย ของบรมธรรมนั่นเอง. อาทิเช่น การศึกษา การเมือง การเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม ตกมาถึงสมัยนี้ มันทำไปในลักษณะที่ไม่ถูกตรงตามความมุ่งหมายของบรมธรรม และที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะเหตุที่ว่า คนในโลกไม่สนใจต่อบรมธรรม จึงจัดทำสิ่งต่าง ๆ ไปในลักษณะที่ ไม่ตรงต่อความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม อันเป็นของจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ นั่นเอง. ๑๑๗
น.184 มนุษย์ไม่สนใจต่อบรมธรรม ถึงกับไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษา เป็นต้น มันจึงไปกันคนละทาง ดังนั้นสิ่งเหล่านั้นเอง จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการ บรรลุบรมธรรม และก็มีอยู่หลายเรื่อง. สำหรับวันนี้เราจะพูดถึงเรื่อง การศึกษา ซึ่งจะได้ พิจารณากันดูโดยละเอียด ในฐานะเป็นสิ่งที่ถือกันว่าสำคัญที่สุด เป็นรากฐานของ สิ่งทั้งปวง. การศึกษาขั้นพื้นฐานของโลกในสมัยนี้ หรือแผนการศึกษาทั้งหมดของโลก สมัยนี้ ไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม เข้าไว้ด้วย ขอให้สังเกตดู. เหมือนกับที่เรา พูดถึงกันบ่อย ๆ ว่า ไม่มีการทำให้เด็ก ๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม ; ไม่มีหลักสูตรอะไรสอนให้ เด็ก ๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม ; นั่นแหละ คือการที่ไม่รวมเอาเรื่องของบรมธรรม เข้ามาไว้ใน หลักสูตรของการศึกษา. เมื่อคนเราลงไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะไปได้ อะไรเป็นสิ่งสูงสุด. แผนการศึกษาสมัยนี้จึงไม่รวมเอาบรมธรรมไว้ แม้ที่เป็นจริยธรรม สากล หรือตามหลักจริยธรรมสากล ที่เราพูดถึงกัน ๔ อย่างว่า ความสุข, ความเต็มของ ความเป็นมนุษย์, หน้าที่เพื่อหน้าที่, ความรักสากล ; ก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้มาพูดถึง ในฐานะเป็นวัตถุประสงค์ของการศึกษาเลย. เขาเอาอะไรเป็นวัตถุประสงค์ของการศึกษา ? ได้ยินเขาพูดกัน หรือถึงกับ ยึดถือเป็นหลักว่า Education for survival การศึกษานี้เพื่อการอยู่รอด. การศึกษานี้เพื่อ การมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ ; ฟังดูให้ดีว่ามันเป็นอย่างไร ? มันมีกลิ่นไอของคนขี้ขลาด ของคนกลัวตาย หรือของคนอะไรทำนองนั้น. คำว่า "อยู่รอดได้" นี้ ไม่ได้หมายความว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ เพราะฉะนั้นอุดมคติของการศึกษาที่ว่าเพื่ออยู่รอดนั้น เป็นเรื่องของคนขี้ขลาด ; แล้วยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าจะไปเอาอะไรกันที่ไหนในที่สุด. ผมไม่บูชาอุดมคติเพียงแต่ว่า เอาตัวรอดเป็นยอดดีทำนองนี้.
น.185 อุดมคติอันนี้ ก็ยังสู้อุดมคติทางชีววิทยาไม่ได้เสียอีก. ชีววิทยา ถือว่า The fittest is the survival ที่เหมาะสมนั่นแหละ ที่จะอยู่รอด คือสิ่งที่จะอยู่รอด. มันยัง ชี้ระบุชัดลงไปว่า ต้องประพฤติกระทำทุกอย่าง ให้มีความเหมาะสมที่จะอยู่ในโลก มันจึง จะอยู่รอด. ดังนั้นถ้าถือตามหลักชีววิทยา การศึกษาก็คือการทำให้เหมาะสมที่จะอยู่ ในโลก การประพฤติกระทำทุกอย่างให้เหมาะสม ที่จะอยู่ในโลก ; นี้ยังชัดเจนกว่า. แต่แล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่รอดตามทางของวัตถุ เพราะชีววิทยาเขา หมายถึงเรื่องทางวัตถุ เรื่องทางรูปธรรม. เพราะฉะนั้น การที่ให้การศึกษามีความ มุ่งหมายแต่เพียงมีชีวิตอยู่รอดนี้ ผมว่ามันน่าหวัว เป็นเรื่องของเด็ก ๆ หรือเรื่องของ คนขลาด. ความอยู่รอดที่พูดถึงนั้น หมายแต่ทางวัตถุทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มี บรมธรรม ซึ่งเป็นการอยู่รอดทางวิญญาณ ทาง spiritual : ไม่มีการอยู่รอดทางวิญญาณ คือที่วิญญาณจะรอดไป ; ไม่มีสิ่งซึ่งทำให้วิญญาณจะรอดไปจากสิ่งซึ่งเป็นมาร เป็นซาตาน อะไรทำนองนี้. ที่ว่าไม่ตาย มีชีวิตอยู่รอดได้นั้น มันเป็นเรื่องอยู่รอดทางวัตถุ ไม่ได้ อยู่รอดทางวิญญาณ. ขอให้จำคำ ๒ คำนี้ไว้ให้ดีตลอดไป และให้นึกถึงมันอยู่เสมอ ว่าทางวัตถุ กับทางวิญญาณ นี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. ผมอยากจะพูดว่า การศึกษานั้น เพื่อการประหารเสียซึ่งสัญชาตญาณ อย่างสัตว์ ; Education for subduing the animal - instinct. ถ้าไปพูดกะเขาบ้าง ก็จะพูดอย่างนี้ หรือถ้ามีใครพูดอยู่แล้วอย่างนี้ ก็เห็นด้วยเต็มที่. การศึกษาเพื่อจะ ปราบปรามเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ คือ animal - instinct. เพราะว่าสัญชาตญาณ อย่างสัตว์นี้แหละ คืออันตราย ; มันไม่ตาย มันรอดชีวิตอยู่ได้ แต่มันมีสัญชาตญาณ อย่างสัตว์ ทำไปตามความรู้สึกอย่างสัตว์ เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ซึ่งมันรอดอยู่ได้ มีการสืบพันธุ์ไม่ให้สูญ แล้วก็ป้องกันอันตรายได้ มีอาหารกิน ไม่ตาย เพียงแค่นั้น.
น.186 ลองคิดดูเถอะว่า เด็ก ๆ เพิ่งคลอดออกมาจากท้องแม่นี้ ยังเต็มไปด้วย สัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วก็โตขึ้นมาในลักษณะอย่างนั้น ก็เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว. ที่นี้สติปัญญาอย่างมนุษย์ มันงอกงามขึ้นมา ๆ มันก็เพิ่มสมรรถภาพให้แก่ ความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จึงร้ายกาจมาก เป็นผลของ animal instinct ; ไม่มี human - conduct โดยกำเนิดหรือโดยธรรมชาติได้ คือว่าไม่มีการกระทำที่เป็นผลของ การศึกษาอย่างมนุษย์ ที่มีใจสูงได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาของเราก็ควรมุ่งที่จะประหัต ประหารสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นให้สิ้นไป ให้มีการประพฤติกระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูง เกิดขึ้นแทน. ตรงนี้อย่าลืมความหมายของคำว่า "มนุษย์" ซึ่งสรุปสั้นๆ ว่า "ใจสูง" คำว่า มนุษย์ แปลว่าใจสูง คือหมายความว่ามันสูงไปกว่าที่จะปล่อยไปตามสัญชาตญาณของสัตว์ แม้ว่าปทานุกรมในอินเดีย จะมีว่ามนุษย์คือลูกหลานของพระมนู อย่างนี้ก็ตาม คำว่า พระมนู ก็หมายถึงคนที่มีใจสูงสุดของมนุษย์ ฉะนั้นต้องมีความเป็นมนุษย์ตรงที่มีจิตใจสูง แล้วการศึกษาก็ต้องเพื่อสิ่งนี้. ทีนี้การที่จะให้มีจิตใจสูง เพราะทำลายสัญชาตญาณอย่างสัตว์เสียได้นั้น เรามี วิธีปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่เล่าเรียน เหมือนกะที่ได้กล่าวแล้วหลายครั้งหลายหนว่า การศึกษา ในพุทธศาสนา นี้ หมายถึง training เป็นอย่างน้อย คือการกระทำลงไปจริง ๆ ไม่ใช่เพียง แต่ศึกษาเล่าเรียน แล้วก็ยังแยกเป็น ๒ ฝ่าย คือ training นี้ แยกออกได้ เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายที่จะต้องละมัน หมายถึงการข่มขี่กิเลส หรือข่มขี่ความรู้สึกของ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ คือส่วนที่เป็นความรู้สึกฝ่ายต่ำ ข่มขี่มัน ; แล้วก็พัฒนามันใน ส่วนที่มันเป็นความดี ความงาม ความถูกต้อง ที่จะเป็นบรมธรรมต่อไปข้างหน้า พร้อมกัน ไปในขณะเดียวกัน,
น.187 นี่ เมื่อรวมกันเข้า ทั้งการกระทำเพื่อปราบปรามส่วนที่ควรปราบปราม และ พอกพูนส่วนที่ควรพอกพูน พร้อมกันไปด้วยการกระทำจริง ๆ นี่เราจึงเรียกว่า การศึกษา. แล้ว การศึกษาก็เพื่อกระทำให้หมดสิ้นซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์. ผมเห็นว่าการ ศึกษาควรจะมีอุดมคติอย่างนี้. ทีนี้ถ้าจะพูดอย่างผลของมัน การศึกษาก็ต้องเพื่อมนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. การทำลายเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ จะทำให้มนุษย์ได้รับผล คือการได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือบรมธรรมนั่นเอง ; ไม่ใช่ได้แต่เพียงความรอด อยู่ได้ รอดชีวิตอยู่ได้ อย่างนั้นมันคนขลาด หรือเป็นเรื่องของเด็ก ๆ. เราควรจะยุติกันว่า การศึกษานี้เพื่อมนุษย์จะมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ โดยการทำลายเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แล้วมีการ ประพฤติกระทำอย่างมนุษย์ที่มีใจสูงโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงเพื่อรอดอยู่ได้ ซึ่งเป็น ปัญหาของคนสมัยนี้ ขี้ขลาดและกลัวกันมาก กลัวจนทำอะไรไม่ถูก. การศึกษาแผนปัจจุบันของโลก, ในที่นี้ก็อยากจะระบุว่าของพวกฝรั่ง, เพราะ การศึกษาส่วนใหญ่ของโลกนั้น เดินตามแผนของพวกฝรั่ง พูดว่าการศึกษาของพวก ฝรั่งจะถูกกว่า. พวกนี้เอาเรื่องศีลธรรม เอาเรื่องศาสนาออกไปจากปทานุกรมยิ่งขึ้น ทุกที เอนไซโคลบีเดียชุดใหญ่ ชุดละ ๑๒ เล่มใหญ่ ๆ สำหรับเด็ก ของบริษัทที่มีชื่อ เสียงที่สุดของอังกฤษ ในการที่เขาทำเอนไซโคลบีเดีย คุณไปค้นดูเถอะ ไม่มีคำว่า Moral, Morality, Religion ในปทานุกรมชุดนั้น. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสังเกตดู สังเกตเห็น ว่ามันเป็นอย่างไรกัน. มองดูด้วยเจตนาดีที่สุดแล้ว ก็มองเห็นว่าเขากำลังแยกออกจากกัน ถ้าใครจะสนใจเรื่องศาสนา เรื่องศีลธรรม ก็ให้ไปค้นคว้าเอาเอง เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก จากส่วนพื้นฐานหรือส่วนใหญ่. แต่ที่เขามีไว้นั้นเป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น แล้วแถมยังมี
น.188 คำว่า communism อะไร อย่างละเอียดหลาย ๆ หน้า นี่ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขากลัว แต่ส่วนที่มันจะเป็นที่พึ่งได้ คือเรื่องศาสนา เรื่องพระเจ้า เรื่องศีลธรรมกลับไม่มีใน ปทานุกรม. นี้ก็แปลว่าเด็ก ๆ ไม่ต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้กัน หรือยุวชนนั้นไม่มีโอกาส ที่จะรู้จักสิ่งเหล่านี้ รู้จักแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ ยั่วยวนให้หลงใหลในวัตถุ นี้มีกันละเอียดลออ มากมายเต็มไปทั้งนั้น ; พร้อมทั้งสิ่งที่เขากลัว คือคอมมูนิสม์ ซึ่งก็เป็นเรื่องทางวัตถุ เป็นเรื่องแย่งชิงวัตถุ ต่อสู้กันทางวัตถุ นั่นแหละ ขี้ขลาดจนทำอะไรไม่ถูกเห็นไหม ? ความขลาดความกลัวมีมาก จนทำอะไรไม่ถูก จนทำไปในทางที่จะช่วยตัวไม่ได้. การศึกษาแผนปัจจุบันของโลกเลย กลายเป็นเรื่องของวัตถุไปหมด แล้วก็เป็นวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการเป็นอยู่ของคนที่อยากจะ กินดี - อยู่ดี หรือว่าวัตถุที่จะเป็นปัจจัยของสงคราม เป็นเรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรต่างๆ ก็หมุนไปแต่ในเรื่องทางวัตถุ ให้ได้มาซึ่งวัตถุ เพื่อเป็นปัจจัยของ สงคราม เพื่อจะแย่งชิงวัตถุของกันและกัน. นี่มันเป็นสิ่งที่มากมาย มหึมา เป็นภูเขาเลากา ก็แต่เรื่องวัตถุทั้งนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องวัตถุทั้งนั้น การศึกษาถูกกระทำให้เป็นไปเพื่อ เป็นทาสของวัตถุ แต่ในลักษณะอย่างนี้. นี่คือการศึกษาแผนใหม่ มีความมุ่งหมายอย่างนี้ มีรากฐานอย่างนี้ มีการกระทำอยู่อย่างนี้. การศึกษาของพวกพุทธบริษัทแต่กาลก่อนไม่เป็นอย่างนี้ ต้องขอใช้คำว่า "ของพวกพุทธบริษัทแต่กาลก่อน" ในประเทศของพวกที่เป็นพุทธบริษัทแต่กาลก่อน ไม่มีอุดมคติอย่างนี้. ทีนี้พวกพุทธบริษัทได้สูญเสียความเป็นพุทธบริษัท ไปเป็นทาส ความเจริญสมัยใหม่ มันจึงหมุนการศึกษาไปตามพวกฝรั่ง เรื่องทางจิตทางวิญญาณก็ค่อย ๆ ละลายไป เลือนไป จางไป จนไม่มีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แยกเอาไปไว้ เป็นแขนงนิด ๆ เรียกว่าปรัชญา. แขนงปรัชญานี้ ก็ยังเป็นเรื่องทางปรัชญาไปทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติ เป็นความรู้สำหรับคุยอวดความเป็นนักปราชญ์ ไม่ใช่สำหรับการ
น.189 ปฏิบัติ คือเป็นแขนงน้อย ๆ ของทั้งหมด แล้วในที่สุดก็ลากเอาปรัชญานั่นแหละ วกกลับ มาเป็นบริวารเป็นทาสทางวัตถุอีก ของการแสวงหาวัตถุอีก. นี่แหละ การศึกษาตกอยู่ในลักษณะที่น่าสมเพชอย่างนี้. เราพุทธบริษัท ก็พลอยเป็นคนขี้ขลาด ขี้กลัว กลัวจนทำอะไรไม่ถูก เหมือนพวกฝรั่งไปด้วย. แล้วมี อาการที่น่าสังเวชเกิดขึ้น เด็ก ๆ ของเรา แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ต้องท่องรายการเกี่ยวกับ เมืองฝรั่ง รู้เรื่องสถิติต่าง ๆ ของเมืองฝรั่งดีกว่าในเมืองไทย ไปดูเอาเองก็แล้วกัน เรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรียนวิชาภูมิศาสตร์ ท่องเรื่องของเมืองฝรั่งหรือทั่วโลก จนกระทั่งไม่รู้ ว่าพระพุทธเจ้าเกิดที่ส่วนไหนของโลก. เด็ก ๆ ต้องท่องวิชาภูมิศาสตร์เรื่องเกี่ยวกับโลก มากกว่าที่จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเกิดในส่วนไหนของโลก. เด็ก ๆ ของเราลืมตาขึ้นมาในโลก ในลักษณะอย่างนี้ ลืมตาขึ้นมาในห้องซึ่งแขวนไว้แต่วัฒนธรรมของฝรั่ง เด็ก ๆ ก็มัวเมาใน วัฒนธรรมฝรั่ง ยกหูชูหางในเมื่อได้มีอะไรที่แสดงว่าเป็นฝรั่ง แม้กระทั่งการร้องเพลงฝรั่ง ก็เป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ ยิ่งกว่าการร้องเพลงไทย เต้นรำอย่างฝรั่ง ทำท่าทางอย่างฝรั่ง นุ่งห่มอย่างฝรั่ง นี่จะโทษใครก็ไม่ได้ ต้องเป็นการโทษกรรม การกระทำที่หลงผิดไป ทีละนิด ๆ ๆ. เด็กนักเรียนหญิง นิยมเพลงฝรั่ง ถึงกับร้องได้เหมือนฝรั่ง มีโปรแกรมวิทยุ คราวพิเศษ ครั้งหนึ่งผมนั่งทนฟังอยู่ จนตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม มันก็ยังร้องกันอยู่ได้ เพื่อจะอวดว่าเด็กหญิงคนนั้นร้องเพลงฝรั่งเหมือนฝรั่ง ทั้งน้ำเสียงทั้งอะไรทุกอย่างทั้งทำนอง ทั้งอะไรหมด. นี่ เขาออกอากาศที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง แล้วก็มีพวกเพื่อนทั้งหญิงทั้งชาย คอยเชียร์ว่าการร้องทำได้ดีเหมือนฝรั่ง. นี่แหละ เขาบูชาการร้องเพลงได้เหมือนฝรั่งนี้ ยิ่งกว่าการศึกษา ยิ่งกว่าพระเจ้า ยิ่งกว่าอะไรหมด ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยมีในหมู่เด็กไทยของเรา อย่างนี้. แล้วคุณก็ลองสังเกตดูให้ดี ในรั้วมหาวิทยาลัยของคุณนั่นแหละ จะมีเด็กชนิดนี้ อยู่มากน้อยเท่าไร คือบูชาความเป็นอย่างฝรั่งมากน้อยเท่าไร. เด็กผู้ชายก็เถอะ ระวังให้ดี
น.190 ถ้ามันเผลอไป ๆๆ ๆ ไปจนถึงกับนิยมวัตถุแล้ว มันก็จะต้องผสมโรงเข้าในฝูงเดียวกัน คือฝูงของผู้ที่นิยมวัตถุ นิยมเนื้อหนัง นิยมอะไร ๆ อย่างที่พวกฝรั่งเขาเป็นกันอยู่มาก ; ซึ่งพุทธบริษัทชาวไทยไม่เคยเป็น แล้วก็สูญเสียสภาพเดิมของตน แล้วก็ค่อยเป็น ๆ ๆ ๆ ไปตามตัวอย่างนั้น. เด็กฝรั่งนั้น เท่าที่ผมทราบ ที่ว่าได้รับการศึกษาตามแบบที่ว่าดีที่สุดของเขานั้น คือ ไม่มีครูบาอาจารย์ เป็นประชาธิปไตยจนไม่มีครูบาอาจารย์. คำว่าครูบาอาจารย์ ตามแบบไทย โดยเฉพาะแบบของพุทธบริษัทนี้ ครู คือ ผู้ยกวิญญาณของสัตว์โลก. คำว่า "ครู" นี้อย่างน้อยก็เป็น spiritual - guide คือเป็นมรรคุเทศก์ทางวิญญาณ. ครูที่ เป็นครูอย่างเต็มที่ อย่างถูกต้อง ก็คือผู้ยกดวงวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้นมา ๆ โดยวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นจนปลาย. นี่เราเรียกว่าครูบาอาจารย์ มีพระคุณเหนือเกล้าเหนือเศียร มีพระคุณ ยิ่งกว่าบิดามารดา. เพราะว่าบิดายังไม่ได้ยกสถานะทางวิญญาณ บิดาเพียงเป็นผู้ให้กำเนิด ชีวิตมา และยกสถานะทางวิญญาณก็เป็นส่วนน้อย เพียงแต่เป็นพื้นฐานให้ครูบาอาจารย์ ที่สำนักศึกษานั้นยกต่อไป จนดวงวิญญาณของเด็ก ของเยาวชน ของคนนั้นสูงสุด เท่าที่มันจะสูงได้ ; นี้คือครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนรับจ้างสอนหนังสือ เด็กสมัยใหม่ ในโรงเรียนสมัยใหม่ของโลกนั้น เขาให้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้น ครูกับศิษย์เป็นเพื่อน หรือบางทีก็ยิ่งกว่าเพื่อน ล้อครูเล่นก็ได้ สไตรค์ครูเล่นก็ได้ ขนาด จุดประทัดโยนใส่ครูเล่นสนุก ๆ ก็ได้ เขาให้ครูยอม เพื่อให้เด็กฟรี เพื่อให้เด็กเป็นอิสระ แล้วเป็นเพื่อนกันกับเด็ก อย่างนี้เรียกว่าไม่มีครูบาอาจารย์ มีแต่เพื่อน มีแต่ ประชาธิปไตยชนิดที่เพื่อ ประชาธิปไตยเพื่อ. นี่ ขอภาวนาอย่าได้มีขึ้นในเมืองไทย ประเทศพุทธบริษัท ครูบาอาจารย์ขอให้เป็นครูบาอาจารย์ มีพระคุณ อยู่เหนือเกล้า เหนือเศียร.
น.191 ทีนี้สมัยนี้มันจะยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือว่า จะไม่มีบิดามารดา. ในโรงเรียน ไม่ได้สอนพระเดชพระคุณของบิดามารดา ไม่ได้ย้ำเรื่องนี้ เช่นเดียวกับไม่ได้ย้ำเรื่อง พระคุณของครูบาอาจารย์. เด็กมีบิดามารดา เฉพาะที่ว่าจำเป็นจะต้องขออาหารกิน จะต้อง ได้อาหารกิน จะต้องได้เงินใช้ ; ไม่ใช่ขอด้วยซ้ำไป เด็กสมัยนี้จะไม่ก้มหัวลงกราบตีน พ่อแม่ เพื่อขอเงินใช้ ขออาหารกิน เพราะเขาถูกอบรมให้เข้าใจไปว่า บิดามารดาต่างหาก มีหน้าที่ที่จะต้องให้เงินเขาใช้ ให้อาหารเขากิน ที่พูดนี้จะเกินความจริงไปหรือไม่ ขอให้ สังเกตดูให้ละเอียด ในระบบการศึกษาแผนใหม่ที่เขาใช้ เขากระทำแก่เด็ก จนเด็กเกิด ความรู้สึกอย่างนี้ ; จนเด็กเกิดความรู้สึกว่า ถ้าบิดามารดาไม่ให้อาหารกิน ไม่ให้เงินใช้ ไม่ให้การศึกษา นั้นเป็นบิดามารดาที่บกพร่อง หรือใช้ไม่ได้ ไม่ใช่บิดามารดา. บิดา มารดามีหน้าที่แต่จะต้องตามใจลูกอย่างนั้น และก็ไม่มีพระคุณอะไร เพราะลูกเกิดออกมา โดยความสนุกสนานของบิดามารดาทางกามารมณ์ เด็ก ๆ จะคิดเสียอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น เขาเลยกลายเป็นเจ้าหนี้ เด็ก ๆ กลายเป็นเจ้าหนี้ แก่บิดามารดา ฉะนั้นความรู้สึกที่จะยอม แก่บิดามารดา จะเคารพบูชาบิดามารดา อย่างเทพเจ้า อย่างพระพรหม นี้มันไม่มี. แต่ใน วัฒนธรรมตะวันออกของเรา โดยเฉพาะพุทธศาสนานั้น ถือว่า "พฺรหฺมาติ มาตา ปิตโร - บิดามารดา คือพระพรหมของลูก " นี่เป็นพุทธภาษิต คือบิดามารดา เป็นพระพรหมของลูก เป็นทุกอย่าง. ที่นี้การศึกษาอย่างใหม่ ไม่ทำให้เป็นอย่างนี้ แต่ทำให้บิดามารดาเป็นลูกหนี้ ต้องใช้หนี้แก่ลูก ต้องให้เงิน ใช้ให้การศึกษา กระทั่ง ตามใจในการที่จะแต่งงาน นี่คือวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งผมเรียกชื่อเอาเองว่า วัฒนธรรมฝรั่ง. คำว่า บิดามารดา ครูอาจารย์ ตามความหมายของพุทธบริษัทไทยโดยเฉพาะนี้ มันไม่เหมือนกับความหมายอย่างพวกฝรั่ง หรือการศึกษาอย่างพวกฝรั่ง. วัฒนธรรม ฝรั่งนั้น ถือความเป็นญาติเพียงชั่วคน - สองคนเท่านั้น ไม่นับข้างหน้า ๗ ข้างหลัง ๗ อย่างวัฒนธรรมของพุทธบริษัท. คุณเข้าใจไหม ? ว่าพุทธบริษัทต้องนับความเป็นญาติ เอาตัวเองเป็นจุดกลาง ถอยสูงไปถึงพ่อแม่, พ่อแม่ของพ่อแม่, พ่อแม่ของพ่อแม่ของ
น.192 พ่อแม่ ถอยไปข้างหลัง ๗ ชั้น แล้วไปข้างหน้าอีก ๗ ชั้น รวมเป็น ๑๔ ชั้น. ฝรั่ง เขาจะนับกันแต่เพียงชั้นหนึ่งหรือสองชั้นเท่านั้น. นี่คือความที่มันแตกต่างกันมากโดยทาง วัฒนธรรม ฉะนั้นเด็ก ๆ ตามแบบฝรั่ง แบบฟรีอย่างไม่มีครูอาจารย์ ไม่มีบิดามารดา มันจึงไม่มีขอบเขต. นึกถึงเรื่องในหนังสือพิมพ์ที่อ่านเมื่อวานซืนอีกว่า มันนัดไปแก้ผ้า กันที่ฟลอริดา ที่หาดทรายตั้งหกหมื่นคน ตำรวจต้องใช้เฮลิคอปเตอร์มากมายในการ ปราบปราม ในการจับเอาไปหลาย ๆ ร้อยคน ก็ยังหยุดมันไม่ได้. นี่แหละ เด็กที่ฟรีตามแบบฝรั่ง และผลของการศึกษาในปัจจุบัน ทำให้ เด็ก ๆ เหล่านั้นสมัครจะทำอย่างนั้น แล้วสูบกัญชาด้วย หมายความว่าพอใจในสิ่งมึนเมา ของเสพติดด้วย. นี่การศึกษาชนิดนี้จะนำไปสู่บรมธรรมได้อย่างไร. ถ้าการศึกษา ในโลกกำลังเป็นเสียอย่างนี้มากขึ้น ๆ ก็ไม่มีหวังที่จะเจอกันกับบรมธรรม. เพราะฉะนั้น เรียกว่าเด็กในมหาวิทยาลัย อย่าเรียกว่านิสิต นักศึกษาอะไรเลย เรียกว่าเด็ก ๆ อมมือ ในมหาวิทยาลัย จะถูกกว่า. เรียกด้วยคำว่า "เด็ก" นี้ถูกกว่า ถูกกว่าที่จะไปเรียกเป็น นิสิต นักศึกษาอะไรทำนองนั้น. แล้วสิ่งที่เราเรียกกันว่าฮิปปี้ หรือลัทธิของฮิปปี้นั้น ก็คือผลของการศึกษาสมัยนี้. เราจะพูดกันโดยละเอียดว่าลัทธิฮิปปี้นี้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ในวันนี้จะพูดแต่เพียงว่ามันเป็นผลของการศึกษาแบบสมัยปัจจุบัน ผลิตลัทธิ ฮิปปี้ออกมา. สรุปสั้นๆ ก็คือว่า ทางด้านหนึ่งก็คือการเกลียดระเบียบกฎข้อบังคับทาง ศีลธรรม ความกดดันทางศีลธรรมที่มีอยู่อย่างแบบเก่า คือต้องเคร่งครัดในศีลธรรมนี้ กดดัน เด็กพวกนี้ไม่ชอบ ; แล้วอีกทางหนึ่ง คือขาดความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องปรมัตถ- ธรรมของชีวิต ขาดความรู้ทางปรมัตถธรรมของชีวิต ที่ผมเรียกว่าบรมธรรมนี้. เรื่อง บรมธรรมนี้ คือปรมัตถธรรมของชีวิต เพราะเขาขาดความรู้เรื่องนี้. ดูเอาเถิด อย่าง แรกนั้นคือความถูกบังคับกดดันของศีลธรรม ของระเบียบของอะไรต่าง ๆ ที่คนสมัยโบราณ
น.193 เขายินดีรับ แต่เด็ก ๆ สมัยนี้ไม่ยินดีรับ. เมื่อทั้ง ๒ อย่างนี้รวมกันเข้า ก็เกิดลัทธิฮิปปี้ คือตามใจตัว ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ที่มีอิสรภาพ เสรีภาพ ; แล้วมันก็เกิดเอง ไม่ต้องมีใครไปทำให้เกิด มันก็เกิดเอง สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ หรือตามกฎ ของพระเจ้า. เมื่อทนการควบคุมของศีลธรรมไม่ได้ ก็หาทางออก เป็นเสรีภาพ เมากัน ยิ่งกว่าเมาเหล้า มันก็ต้องไปตามใจของกิเลส แล้วพวกนี้ก็จะมีหน้ามาเผยอพูด ว่าเป็น เรื่องทางวิญญาณ หาอิสรภาพทางวิญญาณ. แต่ว่ามันคนละความหมาย เพราะว่าวิญญาณ ของมนุษย์หรือของอารยชน ของพระอริยเจ้า ก็อย่างหนึ่ง วิญญาณของภูตผีปีศาจ ก็อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าพูดว่า "ทางวิญญาณ" ก็ต้องวิญญาณของอารยชนของพระอริยเจ้า จึงจะได้ ไม่ใช่วิญญาณของภูตผีปีศาจ ที่เมาในกามารมณ์ แล้วใช้ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือสำหรับอ้าง เพราะฉะนั้นผลก็เกิดขึ้น คือลัทธิฮิปปี้. การตามใจตัว ไม่อยู่ในขอบเขตของอะไร ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมสากลหรืออะไรทำนองนั้น มีอะไรเป็นของตัวหมด สิ่งนี้เป็นผลของการศึกษาที่จัดไปไม่ถูกตามความต้องการของ พระเจ้า. การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ที่จัดไปไม่ถูกตามความต้องการของ พระเจ้า ซึ่งผมเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรม หรือพระธรรม. ลองคิดดูให้ดี ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะเกิด มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นปัญหาหนักที่สุด. พุทธบริษัทแท้จริงที่ยังเหลืออยู่บ้าง ก็กำลังหนาว ๆ ร้อนๆ ว่าลัทธิ อย่างนี้จะครอบงำเรา คือครอบงำหมดทั้งโลก. การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน นำไปสู่ลัทธิฮิปปี้นี้ ยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งขึ้นทุกที. นี้เพียงตอนก่อหวอด ต่อไปในอนาคต จะยิ่งขึ้นทุกที คือการบูชาความสุขทางเนื้อหนัง หรือถือเอาความสุขทางเนื้อหนังเป็น พระเจ้า อย่างที่เขาพูดกันไว้แต่กาลก่อนนั้นแหละ ไม่แปลกอะไร. อย่าเข้าใจว่าลัทธิฮิปปี้นี้ เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่ปี ในพวกฝรั่ง มันเกิดมาแล้ว ครั้งพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล แต่ว่าอยู่ในรูปอย่างอื่น แต่ความหมายเดียวกัน คือฟรี
น.194 อย่างภูตผีปีศาจ เป็นอิสรภาพอย่างภูตผีปีศาจ อย่างนี้มีมาแล้วก่อนพุทธกาล. มนุษย์ที่มี จิตใจหลงอิสรภาพ เสรีภาพ แล้วก็ฟรีตามความต้องการของกิเลสนั้น คือลัทธิฮิปปี้อย่าง ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ของแปลก. แล้วมันมีเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ไม่ได้ เพราะระบบศีลธรรม จริยธรรม ระบบศาสนายังมีอยู่ ระบบที่มีความเคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ยังมีอยู่ มันโผล่ออกมาไม่ได้. ทีนี้พอมาถึงสมัยที่โลกนี้ก้มหัวลงเป็นทาสของวัตถุ บูชาความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังเป็นสรณะ เป็นพระเจ้า มันก็โผล่ออกมาได้ มันเป็นรูโหว่ใหญ่ เลยก็โผล่ออกมา เป็นช่องโหว่สำหรับความรู้สึกที่เป็น animal-instinct มันดันออกมา. การศึกษาไม่ได้จัดเพื่อจะปราบปรามเสียซึ่ง animal - instinct เสียแล้ว มันก็โผล่ออกมาๆ จนมาในรูปเป็นอย่างที่ว่า นักศึกษานัดกันหกหมื่นคนไปแก้ผ้ากันที่หาดทราย ในที่ สาธารณะ ต่อหน้าธาระกำนัล แล้วต่อไปมันก็จะมีอะไรมากไปกว่านี้ คือเลยการเปลือยกาย ไปอีก. เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตดู ระบบการศึกษาอยู่ในสภาพอย่างไร อยู่ในสภาพ เป็นทาสของวัตถุนิยมหนักขึ้น ๆ หนักขึ้น ๆ เป็นฝีมือของนักปราชญ์สมองใส เป็น ศาตราจารย์สมองใสทั้งนั้น ที่วางแผนการศึกษา แล้วผลก็เป็นอย่างนี้ แยกดูเป็นอย่าง ๆ ก็ได้ : พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา อย่างที่เขาว่า ๆ กันนั้น ก็ถูก การที่แบ่งกฎเกณฑ์อย่างที่เขาว่า นี่ก็ถูก แต่ทีนี้เราดูพุทธิศึกษาก่อน. พุทธิศึกษา มัน แปลว่าสติปัญญาสูงสุด นั้นมันเป็นทาสของวัตถุนิยม. พุทธิศึกษาตกไปเป็นทาสของ วัตถุนิยมหมดเนื้อประดาตัว. ตามหลักพุทธศาสนาเรา ถือว่าสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" นั้น ต้องเป็นเจ้า - เป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาส. ถ้าสิ่งที่เรียกว่าปัญญาความรู้ ตกไปเป็นทาสแล้ว ไม่เรียกว่าปัญญา. เดี๋ยวนี้คำว่า "พุทธิ" หรือปัญญานั้น ตกไปเป็นทาสของความสุข ทางเนื้อหนัง พุทธิศึกษาของโลก ตกไปเป็นทาสของวัตถุ ทางเนื้อหนัง,
น.195 จริยศึกษา ก็เป็นเพียงบทท่องจำ หาดูก็ยังยาก จริยศึกษากลายเป็นเพียง บทท่องจำ บทอาขยานทำนองนั้นไป ไม่ใช่จริยะ คือการประพฤติ ปฏิบัติอยู่ ที่กาย วาจา จิต อยู่ที่เนื้อที่ตัว มันเป็นเพียงบทท่องจำในสมุด แล้วก็ยังหาดูยาก ยังมีเป็นส่วนน้อย ; ไม่มีโรงเรียนไหน ที่มีระเบียบวางไว้ ให้คะแนนผู้ที่บังคับตัวเองได้ ผู้ที่ทำอะไรลงไปจริงๆ ตามหลักศีลธรรมและศาสนา มันกลายเป็นบทท่องจำในสมุด หรือบทท่องบทสวด อย่างสวดมนต์ ร้องเพลงไปเสีย. เพียงสวด "องค์ใดพระสัมพุทธ ฯลฯ ... " เท่านี้ ก็ว่าเป็นจริยศึกษาเต็มที่แล้ว เป็นเรื่องนกแก้ว นกขุนทองมากกว่า. พิธีรีตองเหล่านี้ ทำโดยไม่รู้ความหมาย ให้นักเรียนมีแต่ความเป็นนกแก้วนกขุนทอง เกี่ยวกับจริยธรรม หรือศาสนา. กิจการลูกเสือ ที่ว่าจะมีหวัง ทีแรกผมนึกหวังมาก แต่แล้วมันก็กลายเป็น พิธีรีตอง เด็กเดินไปอย่างละเมอ ๆ เหมือนกัน ยังไม่จริงจังถึงขนาดที่มันจะเป็นจริยศึกษา โดยสมบูรณ์ได้ มันเป็นเรื่องพิธีรีตอง เรื่องสนุกสนานไปเสีย กลบเกลื่อนเนื้อแท้ของ มันไปเสีย. นี่ จริยศึกษาเป็นเพียงบทท่องอาขยาน แล้วก็ยังหาดูยาก หรืออยู่ในสมุด อีกด้วย. ส่วนพลศึกษา นั้น กำลังโก้ดี ขออภัยที่พูดคำโสกโคก คือว่า มันโก้ดี แล้วก็บูชากันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นการกีฬา มีระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ระหว่างบุคคล แต่แล้วสนามกีฬา กลายเป็นที่ฝึกฝนความเห็นแก่ตัว ขอให้คุณได้ดู ในส่วนนี้ด้วย. ที่ว่า "โก้ดี" นั้น สนามกีฬานั้นเอง เป็นสนามสำหรับฝึกหรือเพิ่ม ความเห็นแก่ตัว. กองเชียร์นั้น คือสปีริตแห่งความเห็นแก่ตัว อย่าไปเข้าใจว่า อ้ายนี่ มันดีวิเศษ ที่แท้มันคือภูตผีปีศาจแห่งความเห็นแก่ตัว แล้วมาอยู่ในรูปของกองเชียร์ ฉะนั้นมันจึงมีการชกต่อยวิวาทกัน ตรงในสนามกีฬานั่นเอง. เมื่อลูกบอลล์อยู่ในมือ นั่นเอง ก็มีการทะเลาะวิวาท มีการทำอันตรายกันอย่างภูตผีปีศาจในสนามกีฬา. การ
น.196 ตรียมกีฬา ก็คือการเตรียมที่จะไปชนะเขา เอาเกียรติให้แก่เรา ผิดจากความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ แต่โบราณกาลของการมีกีฬา คือเพื่อให้มีการเล่นออกกำลังกาย เพื่อเสียสละในเมื่อถูกผู้อื่นล่วงเกินพลั้งพลาด เดี๋ยวนี้ในสนามกีฬานั่นแหละ คือลัทธิ "ฟันต่อฟัน - ตาต่อตา" และจะมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ จนกระทั่งกองเชียร์ใช้ระเบิดขวด คุณดูเถิด คำว่า "โก้ดี" พลศึกษากำลังโก้ดี มันโก้อย่างไร. โก้ก็คือ ที่มีเนื้อหนัง เป็นพลังขึ้นมาก็สำหรับรักษา หรือแสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัว. โรงเรียนไหนก็เห็นแก่ โรงเรียนของตน ประเทศไหนก็เห็นแก่ประเทศของตน กีฬาระหว่างชาติก็มีชกต่อยกัน จนฟันหัก หัวแตก. นี่แหละสูงสุดอยู่ที่นี่ สำหรับพลศึกษา. ทีนี้ หัตถศึกษา หัตถศึกษาในที่สุดคือคว้าดวงจันทร์ได้เลย มือยาวไปคว้า เอาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มาไว้ได้ในอำนาจ ไม่ใช่เพียงแต่สานตะกร้ากระบุงเท่านั้น ยอมให้ว่าในอนาคต มันจะถึงขนาดเที่ยวไปคว้าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวมาถือไว้ได้ แต่แล้วมันก็เพื่อประโยชน์อะไร ? ดีที่ตรงไหน ? ไปลองคิดดู มันก็มีแต่ว่าอวดโชว์ผู้อื่น ว่าของกูดี ของกูดีกว่าใคร ของกูวิเศษกว่าของใคร อวดชูหรูหรา ร่าอยู่อย่างนี้ มันก็ไป ไม่รอด ในการที่จะมีบรมธรรม. หัตถศึกษาเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องอำนาจวาสนา หรืออะไรที่จะไปเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง. ไปเอาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์มาเคี้ยวกินได้ มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย. นี่ ผมพูดอย่างนี้ ก็คงมีคนจำนวนมาก หาว่าผมเป็น pessimistic อะไรไป ในทำนองนั้น ก็ตามใจ. ผมพูดตามความรู้สึกเสมอ พูดตามความรู้สึกที่มองเห็นสิ่งที่เป็น อันตราย และยังมองไม่เห็นในแง่ดี คือในแง่ optimist ในแง่ที่ว่ามันจะรอดไปได้อย่างไร เพราะมันถลำลึกเข้าไปอย่างนั้นมากขึ้น ๆๆ การศึกษาของโลกถลำลึกลงไปในบ่อในหลุม ของซาตาน ของพญามาร ทางเนื้อหนังมากขึ้นทุกที จึงไม่มีวี่แววที่ว่าจะไปสู่บรมธรรม
น.197 การศึกษาของมนุษย์ มันต้องพูดอย่างกำปั้นทุบดินว่า ต้องเพื่อให้มนุษย์ได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เพราะฉะนั้นเขาก็คงไม่ปฏิเสธอุดมคตินี้แม้ในเวลานี้ แต่เขาไปตีความ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ นั้น ไปเสียอย่างอื่น คือไปทางวัตถุ ไปทางเนื้อหนัง โดยถือเสียว่า ถ้าเนื้อหนังมันดีแล้ว ใจมันก็ดีอย่าง dialectic - materialism ซึ่งเป็นกันทั้งโลก. ถ้าร่างกายดี จิตใจก็ดี ; ปัญหาทางวัตถุหมด ปัญหาทางจิตใจก็หมด ; มันถือเป็นเรื่องเดียวกันเสียอย่างนี้ นำเอาเรื่องทางวิญญาณไปเป็นบริวารเป็นทาสของเรื่อง ทางเนื้อหนังไป. ส่วนเราต้องการแยกออกจากกัน ให้เรื่องทางวิญญาณเป็นนายเป็นเจ้า ควบคุมวัตถุ ควบคุมเนื้อหนัง นั่นแหละจึงจะถือว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ต้องการแยกออกจากกัน ให้เรื่องทางวิญญาณเป็นนายเป็นเจ้าควบคุมวัตถุ ควบคุมเนื้อหนัง นั่นแหละจึงจะถือว่าได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ทีนี้ เขาตีความ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เป็นเรื่องเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เรียกว่ากินดี - อยู่ดี นั่นแหละ ยกเป็นสรณะสูงสุด เป็นพระเจ้า. ส่วนเราให้ถือตามหลักพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า กินอยู่แต่พอดี อย่ากิน ส่วนเกิน อย่ามีส่วนเกิน อย่าใช้ส่วนเกิน กินอยู่แต่พอดี เท่าที่จำเป็น เพื่อจะให้ไปได้ อะไรอีกอันหนึ่งซึ่งสูงสุด ที่เรียกว่า "บรมธรรม". เพราะฉะนั้นการกิน - การอยู่นี้ เป็นเพียงอุปกรณ์ เป็นปัจจัยอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อมีชีวิตอยู่ ; แล้วให้ประพฤติ กระทำให้ได้มาซึ่งบรมธรรม. เดี๋ยวนี้เขายกเอาการกินดี - อยู่ดี เป็นสิ่งสูงสุด เป็น บรมธรรมเสียเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือให้ได้บรมธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องจึงกลับกัน. การศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดอย่างไรก็ตาม มันกลายเป็นเพื่อ กินดี - อยู่ดี มีความ กินดี - อยู่ดี เป็นบรมธรรมไปเสีย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือเพียงเพื่ออยู่ได้ มีชีวิตอยู่ใน ลักษณะที่เหมาะสม แล้วตะเกียกตะกายต่อไป ๆ จนถึงจนได้บรมธรรม. คำว่า บรมธรรมเพียงขนาดจริยธรรมสากลนี้ มันก็ไม่ได้ ; บรมธรรมเพียงขนาดจริยธรรมสากล
น.198 ที่เราพูดกันมาแล้วก็คือ มีความสุขที่แท้จริง, มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์, มีการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักสากล. ความสุข ของคนสมัยนี้ ก็คือเนื้อหนัง คือสิ่งที่ทางคริสเตียนเขาเรียกว่า เนื้อหนัง ได้แก่ความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้เรียกว่า เนื้อหนัง; นี้คือความสุขในความหมายของจริยธรรมสากล เขาไปเปลี่ยนความหมาย ให้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ความสุขที่สะอาด ที่ถูกต้อง. ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ของเขานั้น ก็คือว่า วัตถุเต็มเปี่ยม ร่างกายสมบูรณ์ไปด้วยเหยื่อ เขาเรียกว่าเต็มเปี่ยม นี่คือความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ของระบบเนื้อหนังนี้. หน้าที่เพื่อหน้าที่ ที่เขาว่า ๆ นั้น ก็คือเพื่อดื่ม เพื่อกิน ที่นี่วันนี้และเดี๋ยวนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราอาจจะตายเสียก็ได้ Eat drink and be merry: for tomorrow we may die. ท่องกันแต่บทอย่างนี้. ฉะนั้นหน้าที่ ก็เพื่อกิน เพื่อดื่ม, ได้กินได้ดื่ม เสียเร็ว ๆ นี่คือหน้าที่. หน้าที่เพื่อหน้าที่ เขาหมายเสียอย่างนี้ คิดดูเถิด. ทางเราว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่หมายความว่าหน้าที่เพื่อหน้าที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่งาน เพื่อเงิน เพื่อกินเพื่อดื่ม เพื่อเนื้อหนัง. อันสุดท้าย ความรักสากล ของเขาก็คือ เอาใครต่อใครมาเป็นพวกของตัว เพื่อไปปล้นคนอื่น. ความรักสากลมันคืออย่างนั้นไปเสีย ลงทุนลงแรงหว่านล้อมมาเป็น พวกเราให้มากที่สุด เพื่อไปปล้นคนอื่น ; นั่นคือความรักสากล ของวัตถุนิยม มันเป็น อย่างนั้น. ถ้าความรักสากลตามมโนนิยม ไม่มีเขาไม่มีเรา ไม่มีตัวตนของเขา ของเรา ; ความเป็นอันเดียวกันทั้งหมด มันก็เกิดขึ้นมาทันที. มนุษย์มีเพียงคนเดียวในสากลจักรวาล ไม่มีเป็นคน ๆ แล้วมีเขามีเรา คือมันเหมือนกันหมด เป็นคน ๆ เดียวกันแท้. นี่ คือความ
น.199 รักสากลตามแบบมโนนิยม. ความรักสากลตามแบบเนื้อหนัง หรือ ัตถุนิยม คือหา พรรคพวกให้มาก ๆ แล้วปล้นคนอื่น เอามาให้เป็นของเราให้หมด. นี่ ความรักเพื่อน ของวัตถุนิยมเป็นอย่างนี้. แล้วก็ไม่ใช่ผลของอะไรอื่น นอกจากผลของการศึกษา ที่เดิน ไปผิดทาง จึงเปิดช่องโหว่ให้มนุษย์เกิดความคิดอย่างนี้ แล้วตกไปสู่กระแสแห่งความคิด อย่างนี้มากขึ้น ๆ. ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เราจะมานั่งตั้งกองค่ามนุษย์กัน ในเวลาหัวรุ่งเช่นนี้ แต่เรา มาหลับตาพินิจพิจารณาด้วยจิตใจ ที่ถือว่ามันละเอียดลออที่สุด ในเวลาอย่างนี้ คือตอน หัวรุ่ง ; มองดูโลกตามที่เป็นจริง ตามแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ปญฺญา ปาสาท มารุยฺห ; ให้หาโอกาสสงบสงัด แล้วขึ้นสู่ปราสาทแห่งปัญญา คือยอดภูเขาแห่งปัญญา แล้วมองดูมนุษย์ทั้งหลาย ที่กำลังเป็นอยู่อย่างไร ที่กำลังถูกความทุกข์ - ความโศกบีบคั้น อย่างไร. ท่านสอนให้ขึ้นสู่ยอดเขาสูงสุดของปัญญา แล้วก็ดูมนุษย์ทั้งหลาย ที่เกลื่อนกล่น อยู่ในกองทุกข์นี้อย่างไร เช่นเดียวกับบุคคลขึ้นสู่ยอดภูเขา แล้วมองเห็นพื้นดินเบื้องล่าง ฉะนั้น. นี่แหละ เราหาโอกาสขึ้นสู่ปราสาทของปัญญา แล้วก็มองดูโลกตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นอยู่อย่างไร. แล้วเราจะขึ้นสู่ปราสาทของปัญญาได้ก็ต้องอาศัยการศึกษา การ ศึกษาทำให้เกิดปัญญา และปัญญาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปัญญาที่ตลบแต่ลง. การศึกษา ทำให้เกิดปราสาทแห่งปัญญา ขึ้นไปได้แล้วมองดูโลก มองดูชีวิตตามที่เป็นจริง แล้วก็รู้สึกอย่างไร เห็นอย่างไร มีอะไรอย่างไรก็จะได้จัดได้ทำ แก้ไขไปให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการที่เราพูดถึงการศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบันนี้ ที่เกี่ยวข้องกับบรมธรรม ในลักษณะอย่างไร หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย เราจึงพูดกันอย่างอิสระ เพราะว่าเราก็ชอบ อิสรภาพ เสรีภาพ ชอบประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ว่าตามแบบของมโนนิยม หรือ ทางวิญญาณ. เรายืนยันว่า การศึกษานั้น เพื่อกำจัดเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์ มิใช่เพียงเพื่อมีชีวิตรอด. มีชีวิตรอดอยู่ แล้วยังจะต้องกำจัดเสียซึ่งสัญชาตญาณอย่างสัตว์
น.200 พื่อให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. เพราะฉะนั้นการศึกษานี้ มันต้องเพื่อ บรมธรรม. สรุปความสั้น ๆ ว่า การศึกษาทั้งหมดของมนุษย์นี้ ต้องเพื่อบรมธรรม อื่น ๆ เป็นบริวาร เป็นปัจจัยแวดล้อมของบรมธรรม. การศึกษาต้องเพื่อบรมธรรม ไม่ใช่ เพื่อความรอด. การศึกษาไม่ใช่เพื่ออาชีพ ถ้าพูดว่าการศึกษาเพื่ออาชีพ มันเป็นเด็ก อมมือเกินไป ในโรงเรียนไหน ในมหาวิทยาลัยไหน จะสอนว่าการศึกษาเป็นไปเพื่อมี อาชีพ ผมว่านั่นพูดอย่างเด็กอมมือ อนึ่ง การศึกษานี้ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย. เขามักจะสอนกันว่า การ ศึกษานี้ เพื่อประชาธิปไตย บูชาประชาธิปไตย. ผมพูดแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น ถ้ามันเป็นของมนุษย์ ก็ดีอยู่ แต่ถ้าเป็นของวัตถุนิยมแล้ว มันก็ทำโลกนี้ให้เป็นนรก. ถ้าทุกคนเป็นวัตถุนิยมจัด แล้วก็ได้ประชาธิปไตยไปเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ก็เป็นการช่วยกันหมุนโลกให้เป็นนรก คือความเดือดร้อนนานาประการ ที่เกิดจากการลุ่มหลงวัตถุ. การศึกษานี้ไม่ใช่เพียงเพื่อประชาธิปไตย แต่เพื่อ ความถูกต้อง เพื่อธรรมาธิปไตย อย่าเพื่อประชาธิปไตยเลย. การศึกษา ต้องเพื่อธรรมาธิปไตย เมื่อเป็นธรรมาธิปไตยแล้ว เป็นเผด็จการ ก็ได้ เป็นประชาธิปไตยก็ได้รู้เป็นอะไรก็ได้. การศึกษานั้น เพื่อธรรม เพื่อบรมธรรม เพื่อธรรมาธิปไตย ให้ธรรมะครองโลก. ฉะนั้นการศึกษานี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อความรอด หรือความเอาตัวรอดเป็นยอดดี. ซึ่งนั่นเด็ก ๆ หรือคนขลาดจะพูดว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี. การศึกษาไม่ใช่เรื่องของคนขลาด เป็นเรื่องของคนมีปัญญา ต้องมีปัญญาแท้จริงและสูงสุด. ฉะนั้นการศึกษา ต้องเพื่อธรรมเพื่อธรรมาธิปไตย ไม่ใช่เพื่ออาชีพ ไม่ใช่เพื่อความรอด ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย ไปตามแบบสมัยวัตถุนิยม.
น.201 ที่นี้คุณก็ไปพิจารณาดู ว่าการศึกษาของโลกสมัยปัจจุบันนี้ มันกระทำแก่ บรมธรรมอย่างไร มันมีผลแก่บรมธรรมอย่างไร แล้วคุณก็จะพบได้เองว่า อะไรเป็น อุปสรรคแห่งการบรรลุถึงบรมธรรม ในปัจจุบันนี้ ในเวลานี้ ในโลกนี้; อะไรเป็น อุปสรรคแห่งการถึงบรมธรรม; และรู้ได้เลย ว่าเมื่อบรมธรรมที่แท้จริง ที่ถูกต้อง ของ พระเจ้า หรือของธรรม นั้น มันเป็นสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้ สำหรับมนุษย์สมัยนี้ แล้วเขาก็ ตั้งบรมธรรมอย่างอื่น ขึ้นมาแทน คือบรมธรรมทางเนื้อหนัง ความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่มีที่สิ้นสุด ที่กำลังพูดถึงกันอยู่ จนทำ โลกนี้ให้ปราศจากบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เรื่องมันมีอย่างนี้. นี่ วันนี้เราพูดถึงบรมธรรม เท่าที่เกี่ยวกันกับโลกทางการศึกษาของโลกใน สมัยปัจจุบัน หรือโลกในสมัยปัจจุบัน ที่มีการศึกษาอย่างนี้. คุณบวชมาในผ้าเหลือง ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีบรมธรรม บูชาบรมธรรม ก็ต้องสนใจ ให้ถูกต้อง แล้วก็จะไม่เสียเวลาที่บวช แม้ในชั่วระยะอันสั้นนี้. เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงสำหรับวันนี้
Buddhadasa