น.202 วันนี้จะได้พูดถึงเรื่อง บรมธรรมกับชีวิตนักศึกษา โดยมีความ สัมพันธ์กันกับเรื่องที่แล้วมา. วันก่อนได้พูดถึงบรมธรรมกับการ ศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน ว่าอยู่ในสภาพที่หันหลังให้บรมธรรม. ทีนี้เราควรจะได้พูดถึงกันบ้าง ว่าถ้าจะไม่หันหลังให้กัน ควรจะ เป็นอย่างไร ; เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการมองกันแต่ในด้านร้ายด้านเดียว หรือเล็งผลทรามแต่ด้านเดียว. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ถือเป็นหลักว่า พุทธศาสนาไม่มองอะไรในด้านดีหรือ ด้านทราม แต่จะมองในแง่ที่จะแก้ไขด้านทรามให้กลายเป็นด้านดี ทำด้านร้ายให้กลายเป็น ด้านดีเสมอไป. พวกฝรั่งเข้าใจผิดพุทธศาสนา หาว่าพุทธศาสนาเป็น pessimistic เต็มตัว. ที่จริงไม่ใช่เป็นอย่างนั้น พุทธศาสนาพูดเรื่องทุกข์มากที่สุด ก็เพื่อจะรู้จักมัน แล้วแก้ไข หรือดับมัน. อย่างนี้จะเรียกว่าเป็น optimism ก็ไม่ใช่ pessimism ก็ไม่ได้ คือมันเป็น ๑๓๖
น.203 การเชื่อมโยงกัน เพื่อจะแก้ที่ร้ายให้กลายเป็นดี แก้ทุกข์ให้กลายเป็นไม่ทุกข์ต่างหาก. เราไม่ได้มองสิ่งใดโดยความเป็นของเสีย - ของร้าย - ของเลว โดยส่วนเดียว แต่ว่า พร้อมกันนั้น ต้องมีทางออกที่จะแก้ไขมัน. สรุปความในข้อนี้ก็คือว่า ขอให้นักศึกษาที่เป็นพุทธบริษัท อย่ามองอะไร ในด้านเดียว หรือโดยส่วนเดียว เช่นยืนยันชีวิตนี้เป็นทุกข์อย่างนี้เป็นต้น หรือเป็นสุข สนุกสนานก็ตาม ขอให้มองในแง่ที่ว่า ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ แก้ไขได้ เปลี่ยนแปลง ได้ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแก้ไขได้. เรามองดู สิ่งทั้งหลายในฐานะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ปรับปรุงได้ให้ตรงตามที่เราประสงค์ หรือใครๆ ควรที่จะประสงค์ได้. แม้ว่าการศึกษาของโลกในปัจจุบัน หรือตัวโลกในปัจจุบันหันหลัง ให้บรมธรรม มันก็เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ; เมื่อคนอื่นเขาไม่แก้ เราก็แก้ของเรา ก็ยังได้. หัวข้อวันนี้ว่า บรมธรรมกับชีวิตนักศึกษา คำว่า "ชีวิตนักศึกษา" เมื่อเรา พูดถึงคำว่านักศึกษา ในที่เช่นนี้ ก็ควรจะเป็นนักศึกษาที่แท้จริง หรือเต็มตัว แล้วก็ กำลังศึกษาอยู่. มันเป็นการถูกแล้ว ที่จะเรียกบุคคลที่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ว่า ‘นักศึกษา" แต่ที่จะไปเรียกว่า "อุดมศึกษา" นี้ ผมรู้สึกว่าน่าหัวเราะ นิสิตในมหา- วิทยาลัยเป็นเพียงนักศึกษา นั้นถูกแล้ว แต่การศึกษานั้นจะจัดเป็นอุดมศึกษา นี้น่า หัวเราะ. ดูเราจะเข้าใจผิดกันไปตั้งแต่ต้นเสียแล้วก็ด้วยข้อนี้เอง. คำว่า "อุดม" แปลว่า สูงสุดในระดับ supreme เราเรียกว่า "อุดม" ก็ต้องระดับสูงสุด. แต่ความรู้สึกของผม รู้สึกว่าระดับมหาวิทยาลัยนี้เป็นเพียงนักศึกษา ในระดับที่ย่างเข้ามาสู่ความเป็นนักศึกษา. ประถมศึกษา มัธยมศึกษานั้น เป็นเพียงเตรียมเพื่อการศึกษาเท่านั้น ยังไม่เป็นตัวการ ศึกษาด้วยซ้ำไป เป็นเพียงเตรียมสิ่งต่าง ๆ เตรียมรู้หนังสือ เตรียมรู้จักคิด รู้จักนึก เตรียมอะไรสำหรับเป็นกุญแจสำหรับจะทำการศึกษา. ทีนี้พอมาเป็นนักศึกษาระดับมหา- วิทยาลัย ก็คือเป็นนักศึกษาเท่านั้น ไม่น่าจะคุยโตถึงว่าเป็นอุดมศึกษา. เพราะคำว่า
น.204 อุดม หรืออุตตมะนี้ มันแปลว่าสูงสุด คือสุดแล้ว ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีกแล้ว. เพราะฉะนั้นดูเด็ก ๆ ของเราจะลืมตัวไป ทะนงตัวไป ว่าเป็นอุดมศึกษาในชั้นนี้ จึงมี ลักษณะยกหูชูหางเห็นผู้อื่นต่ำไปหมด เห็นครูบาอาจารย์เสมอกัน ในมหาวิทยาลัย ทั่ว ๆ ไปในโลก. ถ้าพื้นฐานมันผิดแล้ว เนื้อตัวของมันก็ต้องผิด หมายความว่ามัน ผิดระดับ ผิดจังหวะ ผิดอะไร ๆ อยู่หลาย ๆ อย่าง. ที่แท้ มันยังไม่ใช่อุดมศึกษา ก็ตรงที่ว่ามันไม่มี บรมธรรม อยู่ในการศึกษานั้น เหมือนที่เรากำลังพูดกันมาแล้ว จนเข้าใจได้ว่าในมหาวิทยาลัยในโลกทุกแห่ง ไม่มีพูดถึง บรมธรรม. เด็กๆ เหล่านั้นยังไม่รู้จัก สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ผมเรียกว่า "เด็ก ๆ" ก็โดยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว ว่ายังเป็นเด็ก ๆ เพราะว่าไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. เพราะฉะนั้น หลักสูตรในอุดมศึกษามันต้องให้รู้ ว่าเกิดมาทำไม แล้วทำสิ่งนั้นอยู่นั่นแหละ จึงจะเป็น อุดมศึกษา. ทีนี้ในมหาวิทยาลัยไหนก็ไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าเกิดมาทำไม อะไรเป็นจุดสูงสุด เป็นภาวะสูงสุด เป็นผลได้ที่สูงสุดของการเกิดมา. เขาจะถือไปว่า นี้มันเป็นเรื่องทางวิญญาณเกินไปเสียแล้ว นั่นก็แปลว่าเป็น การประจานตัวเอง ว่าเป็นโลก หรือเป็นวัตถุนิยมจัด ไม่รู้เรื่องทางมโนนิยม, หรือทาง วิญญาณแม้แต่สักนิดหนึ่ง แล้วจะเรียกนักศึกษาว่าชั้นอุดมศึกษา มันก็น่าขันอย่างที่ว่า น่าหัวเราะอย่างที่ว่า. เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นั้นก็เป็นเด็กอมมือด้วยซ้ำไป. แม้จะมีการศึกษาอะไรกันมาก แต่ไม่ศึกษาในข้อที่ว่าเกิดมาทำไม ความเป็นเด็กอมมือ มันก็ไม่สิ้นสุดลงได้ แม้จบการศึกษา มีปริญญายาวเป็นหางหลาย ๆ อย่าง ก็ไม่พ้นความ เป็นเด็กอมมือไปได้ เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. นี้เรากำลังพูดถึงชีวิตนัก ศึกษา เรากำลังศึกษาอยู่อย่างจริงจัง อย่างขะมักเขม้น ก็ควรจะมีการศึกษาเรื่องที่ดีที่สุด คือที่สูงสุด คือชั้นอุดม. เรื่องที่เป็นชั้นอุดมชั้นสูงสุด จึงจะเรียกว่าอุดมศึกษาได้ ; ฉะนั้น มันก็หลีกเรื่อง บรมธรรม ไปไม่พ้น หรือแม้แต่ที่จริยธรรมสากลเขาบัญญัติไว้แล้ว
น.205 ว่าคือความสุขที่ถูกต้อง ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ และความรัก สากลเหล่านี้ คุณเอามาพูดกัน ในการพูดจาประจำวันหรือเปล่า ? ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น เอามาพูดจากันเป็นประจำวันหรือเปล่า ? หรือว่ามันอยู่ในหลักสูตรหรือเปล่า ? หรือว่า มันอยู่ในหลักสูตรโดยอ้อม โดยไม่ใช้ชื่ออย่างนี้ก็ตาม หรือเปล่า? ดูๆแล้ว มันยังไม่มี แล้วก็น่าหัวเราะที่จะไปเรียกว่าอุดมศึกษา. เอาคำสูงสุดมาใช้ แต่แล้วก็กลายเป็นเด็กอมมือ ไปทันที จะไม่ให้พูดว่าน่าขันหรือน่าหัวเราะได้อย่างไร. ทีนี้เรามาดูกันเลย ว่าชีวิตนักศึกษาที่แท้จริง จะต้องเป็นไปในลักษณะ ที่ใกล้ชิดบรมธรรมยิ่งขึ้นไปทุกที ยิ่งขึ้นไปทุกทีอย่างไร . ข้อนี้ผมขอร้องให้ทุก ท่านเป็นตัวของตัว ไม่ใช่เป็นตัวของความละเมอเพ้อฝัน ไปตามความนิยมของชาวโลก หรือของแผนการศึกษาของชาวโลกที่หลับตาเดิน เดินไปไหนก็ไม่รู้ ไม่ไปสู่จุดบรมธรรม แล้วคุณก็ไม่เป็นตัวของตัว หลับตาเดินละเมอให้เขาจูงไปตามแผนนั้น นี่ผมเรียกว่า ไม่เป็นตัวของตัว. เราต้องเป็นตัวของตัวโดยธรรม ไม่ใช่เป็นตัวของตัวโดยกิเลส โดยมานะทิฏฐิ นั้นมันอย่างหนึ่ง. ที่นี้เป็นตัวของตัวโดยธรรม คือมันเป็นตามที่ เป็นจริง ตามที่ถูกต้อง มีความเป็นตัวของตัวโดยธรรม แล้วเราจึงมาเลือกดูระบบ การศึกษา ว่ามีความหมายอย่างไร แม้เขาจะได้วางระบบไว้แล้ว แต่ว่าความหมาย ยังไม่ถูกต้อง เราก็จะทำให้มันมีความหมายถูกต้องโดยความเป็นตัวของตัว. แต่ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้สไตรค์ ให้แอนตี้ ให้เรียกร้องอะไร ให้โกลาหลวุ่นวายไปหมด อย่างนั้นมันก็ไม่ถูก มันเป็นความเป็นตัวของตัว ของมานะทิฏฐิ ของกิเลสตัณหา. คำว่า มีความเป็นตัวของตัวก็คือ เราทำโดยไม่มีใครรู้ก็ได้ ทำอยู่เงียบๆ ให้ทุกสิ่งเข้ารูปเข้ารอย ให้เป็นไปตามร่องรอยของบรมธรรม ; ต่อไปเราก็ไปถึงแผนการศึกษา ๔ อย่าง อย่าง ที่ว่ามานั้นคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา. การศึกษาทั้ง ๔ อย่างนี้ เราอาจจะมีความหมายที่ถูกต้องของเราเอง อย่าลืมว่า "มีความหมายที่ถูกต้องของเราเอง" ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราก็มีสิทธิที่จะตีความหมายเอาใหม่
น.206 หาความหมายเอาใหม่ ตามที่มันมีเหตุผลที่จะเป็นไปเพื่อ บรมธรรม ซึ่งเราจะมาดูกัน ในพุทธิศึกษาเป็นเริ่มแรก. พุทธิศึกษา ของการศึกษาสมัยนี้เป็นอย่างไร ? ตามที่ผมได้ยิน ได้เห็น ได้ฟังนี้ เขาถือว่าพุทธิศึกษาเป็นภาควิชาการ เรียนหนังสือ เรียนส่วนที่เป็นหนังสือ เรียนส่วนที่เป็นการอบรมสติปัญญากันมากมาย เช่นในมหาวิทยาลัย มีการจัดการศึกษา เป็นคณะต่าง ๆ วิศวกรรม แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ดูจะเป็นพุทธิศึกษาไปหมด. พุทธิ ซึ่งแปลว่า ปัญญา, แล้วจัดจริยศึกษาเป็นการปฏิบัติที่เนื้อที่ตัว, พลศึกษา ทำให้ เกิดกำลัง, หัตถศึกษา ให้มีฝีไม้ลายมือ เป็นต้น อยู่มีกันอย่างนี้. แต่ผมเห็นว่า ไม่เข้ารูป : พุทธิศึกษา มันควรจะมีอะไรมากกว่านั้น คือมากกว่าเพียงแต่ให้รู้หนังสือ หรืออบรมสติปัญญาเป็นเครื่องมือ. พุทธิศึกษาที่แปลว่าปัญญานี้ ควรต้องเป็นปัญญา กันจริงๆ คือต้องมีความรู้เรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต ตลอดชีวิต คือรู้ว่า เกิดมาทำไม นั่นแหละ ; ผมก็มีแต่ย้ำมีแต่ซ้ำเรื่องความรู้เรื่องเกิดมาทำไมนี้. เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่ออะไร ? ได้โดยวิธีใด ? แล้วก็ให้ถูกต้อง อย่างถูกต้องในรูปของปรัชญา ในศีลธรรมหรือศาสนาก็ได้ทั้งนั้น แต่ว่าสมัยนี้เขาเมาปรัชญากัน ก็เอาในรูปปรัชญา ก็แล้วกัน ว่าเกิดมาทำไม. นี่ ตามความคิดของผมว่า เด็ก ๆ ชั้นประถมศึกษา หรือชั้นอนุบาลด้วยซ้ำไป จะต้องเริ่มการศึกษาด้วยวิธีใดที่เหมาะสม ที่ให้เขาค่อย ๆ รู้สึกหรือลืมตาขึ้นมา ว่าเกิดมา ทำไม. เด็กตัวเล็ก ๆ นี่แหละ ต้องให้เริ่มมีความเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเกิดมาทำไม. ไม่ใช่ เพียงแต่เรียนหนังสือ ก ขอ, ก กา, รู้หนังสือ รู้อะไรเรื่อยไป รู้คณิตศาสตร์ รู้เลข อะไรก็ตาม แล้วยังไม่มีความรู้เลย ว่าเกิดมาทำไม ; จนถึงมัธยมศึกษา จนอุดมศึกษา ชนิดที่ว่า ก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. นี่คือไม่มีพุทธิศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนชั้นมหา- วิทยาลัย ก็ยังไม่มีพุทธิศึกษา ส่วนรู้หนังสือ หรืออบรม ลับสมอง ลับสติปัญญา
น.207 ให้คมนั้น มันเป็นเรื่องฝีไม้ลายมือ เอาไปไว้พวกเครื่องมือพวกหัตถศึกษาดีกว่า มีฝีไม้ ลายมือที่จะทำงานในชีวิต. พุทธิศึกษานี้ ควรจะต้องเป็นความรู้เรื่องของชีวิต ว่าเกิดมาทำไมโดยตรง . ถ้าถือว่าเป็นการเรียนหนังสือ ก็ต้องเรียนเพื่อให้รู้ว่า เกิด มาทำไม ไม่ใช่เรียนแต่หนังสือล้วน ๆ. ในทุกแขนง มันต้องให้มีความรู้ว่า เกิดมา ทำไม เจืออยู่ด้วย นั่นแหละมันจึงจะเป็นพุทธิศึกษาได้. นี่ผมก็พูดอย่างละเมอเพ้อฝันเหมือนกัน คล้าย ๆ กับอ้างตัวจะเป็นผู้มีอำนาจ จัดการศึกษาเสียใหม่ทำนองนั้น นั้นมันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นการแสดงความคิดเห็นได้ ว่าพุทธิศึกษานี้ ยังไม่ถูกต้อง ควรต้องทำให้มีความกระหายที่จะรู้ว่าเกิดมาทำไม อยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก นี่เป็นรูปปรัชญา เด็กอนุบาลก็ต้องมีปรัชญา. มีความกระหายอยากรู้ ข้อนี้ เขาเรียกว่า philosophy ฉะนั้นต้องมีความกระหายอยากรู้ว่าเกิดมาทำไม ตั้งแต่เริ่ม การศึกษา ตั้งแต่เด็กพูดได้. มันควรจะมีข้อข้องใจอยู่ในตัวว่า เรามีอยู่ เราเกิดมา เกิดมาเพื่อทำอะไร. เรื่องนี้ มันก็เป็นปัญหาเดียวกับเรื่องที่ว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้นั้นคืออะไร อยู่ที่ตรงไหน. เด็ก ๆ ก็ควรจะคิดเป็น ไปตามประสาเด็ก ๆ ว่า อะไรดีที่สุด, เกิดมาทำไม อยู่ที่นั่น. เช่นที่อยากจะกินเนื้อสะเต๊ะให้หมดจาน แล้ว ไปขี่ประตูที่แกว่งได้ แกว่งไปมาอ็อดแอ็ด เล่นสนุกนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ หรือว่าเราเด็ก ๆ ควรจะได้หรือยัง. เพราะว่าถ้าไม่มีความรู้สึกเรื่องนี้ ตามประสาเด็ก พอสมควรแล้ว ก็จะเพาะเชื้อวัตถุนิยมอย่างร้ายกาจลงไปในจิตใจของเด็ก แล้วก็เป็นไป อย่างวัตถุนิยมจัด. นักศึกษาหนุ่มสาว แพรวพราวไปด้วยการศึกษานั้น เป็นผู้บูชาปาก บูชาท้อง บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังทั้งนั้น ในชั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษา มี เพียงเท่านั้น. เพราะฉะนั้นผลของการที่ไม่รู้ ว่าเกิดมาทำไม ก็คือไม่มีพุทธิศึกษาที่ ถูกต้อง. เป็นอันว่าพุทธิศึกษา จำกัดความลงไปว่าให้รู้เรื่องสำคัญที่สุด ที่มนุษย์ควรจะรู้ ว่าเกิดมาทำไม จะเรียนหนังสือ หรือทำอะไรก็ตาม ก็เพื่อรู้ข้อนี้. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว
น.208 จัดให้เป็นเครื่องมือทำมาหากินเป็นวิชาอาชีพไปหมด จะเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ อะไรก็ตาม เป็นวิชาอาชีพไปหมด ไปอยู่ในประเภทหัตถศึกษา ทั้งสิ้น. อันที่สอง คือ จริยศึกษา จริยศึกษาที่เป็นจริยศึกษาของนักศึกษาจริง ๆ นั้น ต้องเป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง. อย่าลืมว่าเราได้พูดเรื่องอาศรม ๔ กันมาแล้ว ตั้งแต่การ บรรยายครั้งแรก ๆ : เรื่องพรหมจารี ; คฤหัสถ์, วนปรัสถ์, สันยาสี, สี่อย่างนี้เป็นแนว ของชีวิตที่สมบูรณ์. ทีนี้เรามาเริ่มต้นที่พรหมจารี คือจริยศึกษาของนักศึกษาทุกระดับ ต้องเป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง จึงจะเรียกว่าจริยศึกษาของนักศึกษา. หมายความว่ากำลังอยู่ ในสภาพที่ต้องบังคับตัวเอง ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้อง ดีงาม ทุกกระเบียดนิ้ว. ผมพูดธรรมดา ๆ พูดภาษาไพเราะไม่ค่อยจะเป็น. ฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่บังคับตัวเองอยู่ใน ระเบียบวินัยอย่างถูกต้อง เป็นระเบียบเรียบร้อย งดงาม อยู่ทุกกระเบียดนิ้ว นี้จึงจะ เป็นจริยศึกษา ไม่ใช่เป็นลูกลิงทะโมน. คุณรู้สึกอย่างไร ก็ตามใจ ผมรู้สึกว่า ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ เต็มไปด้วยลิงทะโมน ที่กระโดดโลดเต้นอยู่อย่างไม่รู้ความหมาย ว่าเกิดมาทำไม. ผมไม่รู้สึกว่าเป็นจริยศึกษาที่ตรงไหน หาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามแผนของจริยศึกษา หรือพรหมจารียาก ไม่บูชาการศึกษา บูชาการเล่นมากกว่าการ ศึกษา ทั้งที่การเล่นนั้น เขาให้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สัก ๕ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับอนามัย เพื่อความผาสุกความปกติของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องต้องบูชา. นี่แหละ เขาสอนให้บูชากีฬา บูชาอะไรอย่างชีวิตจิตใจ หรืออยากจะเป็นกองเชียร์มากกว่าอยาก ที่จะเรียนหนังสือ. เรื่องเป็นกองเชียร์นี้ก็คือเรื่องเพาะนิสัย พอกพูนนิสัยแห่งความเห็น แก่ตัว เห็นแก่พวกของตัว ; อย่างนี้ยิ่งไม่ใช่จริยศึกษา. จริยศึกษาต้องรีบทำลายความเห็นแก่ตัว หรือความเห็นแก่พวกของตัว. อันนี้มันเป็นเมฆหมอกที่เข้ามากลบเกลื่อน หรือปิดบังตัวจริยศึกษา. ฉะนั้นต้องเต็ม
น.209 ไปด้วยความสำรวม ความมัธยัสถ์ มากขึ้นทุกที ตามวัยของความเป็นหนุ่มสาว. เมื่อ เป็นเด็ก ๆ ก็เล่นหวัว หัวเราะร่วน ร่าเริงกันบ้าง. เมื่อมาเป็นหนุ่มสาว ต้องมัธยัสถ์ บึกบึนสำรวมเสงี่ยมเจียมตัว. โดยเฉพาะยิ่งเป็นสาว สำหรับเด็กหญิง ยิ่งต้องมัธยัสถ์ สำรวม. เดี๋ยวนี้ยิ่งเป็นลิงทะโมน ยิ่งเป็นสาว ยิ่งไม่สำรวม ไม่สำรวมยิ่งไปกว่า เด็ก ๆ ด้วยซ้ำไป. นี้เรียกได้ว่าไม่มีความเป็นจริยศึกษา หรือเป็นพรหมจารี เป็นอะไร อยู่ในนั้น ; ในที่สุดก็ไม่มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ไม่มีพระรัตนตรัย ในชีวิต นักศึกษาที่โลดโผนอย่างเพรียวลม ในสมัยนี้ ; ไม่มีความเป็นบิดามารดา ความเป็น ครูบาอาจารย์ หรือความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตใจของเขา. เขาถือ บิดามารดา เป็นผู้ที่ต้องคอยอำนวยสิ่งที่เขาต้องการ ต้องให้เงินใช้ ต้องให้อาหารกิน ต้องให้เล่าเรียนดี ต้องให้ได้แต่งงานดี บิดามารดามีหน้าที่อย่างนั้น เพราะบิดามารดา ทำให้เขาเกิดมา ด้วยความสนุกของบิดามารดาเอง. มีเรื่องจริงที่น่าเล่าต่อพวกคุณโดยเฉพาะ ที่ผมก็เคยเล่าแก่บางคนมาแล้ว ว่าที่กรุงเทพฯ มีนักศึกษาหญิง กลับมาจากเมืองนอก หรูหรามาด้วยปริญญามาอย่างกะว่า เทพี หยาดฟ้า อะไรมา แล้วก็มาในรูปที่เห็นบิดามารดาเป็นลูกหนี้ บิดามารดากลาย เป็นลูกหนี้. เขาเรียกร้องเอาจากบิดามารดา กระทั่งใช้บิดามารดา ถ้าเขาต้องการอะไร เช่นอย่างคนใช้ หยิบน้ำ หยิบอะไรให้ บิดามารดาต้องจัดต้องทำให้เขา ถ้าคนใช้ไม่ได้ ทำไว้. หนักเข้า แม่ที่แสนจะอดทนแล้ว ทนไม่ไหว เอ่ยปากออกมาว่า ลูกช่างไม่ รู้จักบุญคุณของแม่เสียเลย. แม่ - ทั้งที่สุภาพที่สุด ก็ยังออกปากมาได้อย่างนั้นว่า ลูก ช่างไม่รู้จักบุญคุณของแม่เสียเลย. นักศึกษาสาวคนนั้น ก็ตวาดเอากับแม่ว่า แม่ไม่รู้จัก บุญคุณของฉันเลย ฉันไปเรียนสำเร็จมา ทำให้แม่มีหน้ามีตา ทำให้สกุลของเรามีหน้ามีตา แม่ช่างไม่รู้จักบุญคุณของฉันเสียเลย. เขาอ้างสิทธิอย่างนี้. นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ต้อง ออกชื่อ คนที่มาเล่าให้ฟัง เขากระซิบชื่อให้ฟังด้วย เขาไม่กล้าพูดดัง ๆ แต่ยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง ในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานนัก. นี่เลยกลายเป็นว่า ลูกทวงบุญคุณพ่อแม่
น.210 ไม่ใช่แม่ทวงบุญคุณลูก. ลูกทวงบุญคุณว่า เขาทำให้แม่มีหน้ามีตา ทำให้สกุลมีหน้ามีตา เด่นในสังคม. นั่นแหละ ผลของการศึกษามันไปได้ไกลถึงอย่างนี้. นี่ผมเรียกคนชนิดนี้ ว่าเป็นคนที่ไม่มีบิดามารดา เขามีลูกหนี้ คือบิดามารดาต้องใช้หนี้เขา. บิดามารดาอาศัย ความสนุกทางกามารมณ์ทำให้เขาเกิดมา ฉะนั้นเขาไม่ถือว่าเป็นบุญคุณ แล้วบัดนี้ เขาได้ทำให้บิดามารดามีหน้ามีตา บิดามารดาจึงเป็นหนี้เขา. อย่างนี้จะเป็นนักศึกษาที่มี จริยศึกษาได้อย่างไร. สำหรับข้อที่ถือว่าเขาไม่มีครูบาอาจารย์นั้น เขาถือว่าครู เป็นผู้รับจ้างเอาเงิน เดือนแพง ๆ ทำหน้าที่สอนหนังสือต่างหาก จะมีบุญคุณอะไรกัน. แล้วคนชนิดนี้ ก็ไม่ มีพระรัตนตรัย เพราะเขาไม่รู้จักพระรัตนตรัย. เขารู้จักพระรัตนตรัยในฐานะที่เป็น อุปสรรคศัตรู เขาไม่รู้จักในแง่อื่นเลย เขารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในฐานะ เป็นอุปสรรคศัตรูขัดขวางหนทางแห่งความสนุกสนาน ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ของเขา. มองเห็นคล้าย ๆ กับเป็นความดำมืดอะไรสักอย่าง ที่มาสะกัดกั้น ไม่ให้เขา ได้ทำตามใจตัวเอง เขามองพระรัตนตรัยในแง่เพสสิมิสต์. ฉะนั้นนักศึกษาชนิดนี้ จัดว่าไม่มีจริยศึกษา. เพราะฉะนั้น จริยศึกษาที่ถูกต้องของนิสิตชั้นมหาวิทยาลัยนี้ ต้องเป็น พรหมจารี ต้องมีความเป็นพรหมจารีบริสุทธิ์ผุดผ่อง บูชาการศึกษาพร้อมกันไปกับความ เป็นอยู่ในระเบียบวินัยของนักเรียน ของมนุษย์ ของความเป็นหญิง ของความเป็นชาย ของศีลธรรม ทุกอย่างที่งดงาม อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด มัธยัสถ์สำรวมที่สุด มีหิริโอตตัปปะมากที่สุด กลัวที่สุดที่จะสูญเสียความเป็นอย่างนี้ ; เป็นคนมีบิดามารดา มีครูบาอาจารย์ หรือมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ถ้าครบบริบูรณ์อย่างนี้ จึงจะ เรียกว่าเป็นผู้มีจริยศึกษา แม้ในมหาวิทยาลัยอย่างของคุณ. เดี๋ยวนี้ความเคารพครูบาอาจารย์ ก็ยังหายากเสียแล้ว ความเคารพพ่อแม่นั้น ก็ไม่ถูกอบรมสั่งสอน ถึงขนาดโต ๆ แล้ว
น.211 ก็ยังกราบตีนแม่ได้, แต่กลับไปสอนให้เหนือบิดามารดา ให้เกิดความทะนงโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้จักบิดามารดา เหนือบิดามารดา เพราะการศึกษาที่ไม่มีจริยศึกษา มีแต่ปากพูด มีแต่ หลักมีแต่ระเบียบอยู่ในกระดาษ. ฉะนั้นจริยศึกษาเรียกว่ายังไม่มี ยังขาดอยู่ ยังบกพร่อง อยู่ อย่างน่าเศร้าใจในวงการศึกษา. ทีนี้มาถึง พลศึกษา . พลศึกษาแปลว่ากำลัง ถูกแล้วต้องมีกำลัง แต่คำว่า "กำลัง" นี้ มีอยู่ ๒ ประเภท กำลังทางวัตถุ และทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้พวกวัตถุนิยม รู้แต่กำลังทางวัตถุ ทางกาย สร้างสมกำลังกายให้มันแข็งแรง มีอนามัยดี มีกำลัง. แล้วมีกำลังอย่างนี้ คิดดูเถิดว่ามันมีกำลังของอะไร ที่แท้มีกำลังที่น่าอันตราย เพราะขาด กำลังทางวิญญาณทางจิตใจ ที่จะควบคุมกำลังอันนี้ เพราะฉะนั้นกำลังกายอันนั้น มันก็ เดินไปตามทางของภูตผีปีศาจคือเห็นแก่กิเลส เห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง เห็นแก่ ตัวกู - ของกู จึงไปเล่นกีฬาชนิดที่เป็นไปเพื่อตัวกู - เพื่อของกู มันจึงมีการชกต่อยกัน มีการขว้างระเบิดขวดในสนามกีฬาของผู้มีกำลังแต่เพียงฝ่ายทางกายอย่างเดียว มีกำลังฝ่าย วัตถุนิยมอย่างเดียว ไม่มีกำลังทางมโนนิยม. เพราะฉะนั้นตามหลักของพุทธศาสนา สิ่งที่เขาเรียกว่ากำลัง หรือพละนั้นเขาหมายถึงธรรมะคือสติ ปัญญา วิริยะ สมาธิ ฯลฯ มีคุณธรรมเหล่านี้ทั้งนั้น ที่ว่ามีสติ มีความรู้ มีความเพียร มีสมาธิ นั้น เขาเรียกว่ากำลัง มีกำลัง ทางฝ่ายมโนธรรม, หรือทางฝ่ายวิญญาณ เดี๋ยวนี้นักศึกษาไม่มีกำลังฝ่ายนี้ มีแต่กำลัง ฝ่ายกาย มันก็เป็นยักษ์เป็นมารไปได้ง่าย เพราะฉะนั้นอย่าลืมเสียว่า เราต้องมีกำลัง ทั้ง ๒ ฝ่าย มีกำลังทางกาย และมีกำลังฝ่ายจิต. เราจะต้องมีกำลังจิตที่เพียงพอ เพื่อจะบังคับกำลังกายให้เดินไปถูกทาง กำลังจิตนั้นพูดตรงๆ ในพุทธศาสนาก็คือสมาธิ แต่ว่าคำว่าสมาธิในภาษาไทยใช้อย่างแคบๆ มีความหมายอย่างแคบ ๆ ดังนั้นผมบอก ให้เสียเลยว่า ให้จำไว้ว่าคำว่าความเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิในพุทธศาสนานี้ต้องประกอบ ด้วยองค์ประกอบ ๓ อย่าง หรือ ๓ แฟคเตอร์ คือ :
น.212 ๑. จิตบริสุทธิ์สะอาดดี pure หรือ clean คือไม่มีอะไรเจือ สะอาดบริสุทธิ์, ๒. จิตมั่นคงที่สุด หรือตั้งมั่นดี steady หรือ firm, ๓. จิตว่องไวในหน้าที่ของมันอย่างที่สุด, activeness คือ active ที่สุด ต้องครบทั้ง ๓ อย่างนี้ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่สมาธิ คือต้องประกอบไป ด้วยกำลังจิตที่ถูกต้องตามคำว่าสมาธิ. สะอาดดี ตั้งมั่น ว่องไวในหน้าที่ pure, firm และ active ๓ คำนี้ จำไว้ เราต้องมีจิตชนิดนี้ จึงจะเรียกว่ามีกำลัง. พลศึกษา การศึกษา เพื่อให้มีกำลัง ต้องมีกำลังชนิดนี้ด้วย อย่ามีแต่กำลังกล้ามเนื้อ สำหรับชกต่อยหรือสำหรับ แสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง. ถ้าคุณจะแย้งว่า มีกำลังไว้เพื่อการเรียน ผมก็จะยิ่งบอกว่าต้องเป็นกำลังจิต กำลังทางใจ กำลังสมาธิ อย่างนี้มันจึงจะเป็นกำลังเพื่อการเรียน. ถ้าคุณจะแย้งว่า มีกำลังเพื่อการงาน เพื่อทำการงาน ผมก็ว่าจิตที่เป็น ๓ อย่างนี้ คือสะอาด ตั้งมั่น ว่องไว ในหน้าที่ นี้จึงจะทำการงานได้ ถ้ามีแต่กำลังกายแล้ว มันก็เขวออกนอกทาง เมื่อไร ก็ไม่รู้. กำลังกายมันก็เหมือนเครื่องจักร ถ้าไม่มีสติปัญญาความรู้ที่ถูกต้องคอยควบคุม มันก็เป็นอันตราย หรือเป็นหมันเปล่าก็ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า พลศึกษา มันควรจะเป็น กำลังจิตที่ถูกต้อง แล้วก็จูงกำลังกายไปตามทางที่ถูกต้องรวมกัน . เดี๋ยวนี้เราไม่มี กำลังจิต เพราะว่าจริยศึกษามันผิดทาง, พุทธิศึกษามันผิดทาง พลศึกษา มันก็พลอย ผิดทางตามไปด้วย ฉะนั้นในสนามกีฬาจึงมีแต่ความเห็นแก่ตัว มีแต่เห็นแก่ตัวกู ๆ ตัวกู ๆ ของกู ๆ ของกู ๆ มีพวกกู มหาวิทยาลัยของกู จึงมีการทำร้ายกัน การเบียดเบียนกัน ในสนามกีฬา ในนามของกีฬา กีฬาเลยกลายเป็นที่เพาะฟักความเห็นแก่ตัว. ถ้าอย่างนี้ แล้ว หยุดเล่นกีฬาเสียทีจะดีกว่า จะไม่มีโอกาสฝึกความเห็นแก่ตัว คือเราอยู่ที่ห้องเรียน เราไม่มีโอกาสที่จะฝึกความเห็นแก่ตัว พอเราลงไปในวงการกีฬา ก็กลายเป็นการฝึก ความเห็นแก่ตัว พวกของตัว สีของตัว เกียรติของตัว ของคณะของตัว ของมหา วิทยาลัยของตัว ตามที่พวกกองเชียร์เขาไปเชียร์. เพราะฉะนั้นเลิกกีฬาแบบนี้เสียที
น.213 จะเป็นการกีฬาที่ดีขึ้นมา คือหยุดความเห็นแก่ตัวกันเสียที เพราะว่ากีฬานี้เขาต้องการ ทำลายความเห็นแก่ตัว จำไว้ว่ามันมีสะปิริตอย่างนั้น แล้วอะไรที่เป็นการทำลายความเห็น แก่ตัว อันนั้นเป็นกีฬา เพราะฉะนั้นจริยศึกษา พลศึกษา ต้องเป็นไปให้ถูกทาง. ทีนี้ก็มาถึง หัตถศึกษา . หัตถศึกษา แปลว่าการใช้มือ มันก็คือฝีไม้ลายมือ หัตถศึกษาก็คือวิชาอาชีพนั่นเอง หมายความถึงวิชาเทคนิคทุกแขนง เพื่ออาชีพ นั่นจัด เป็นหัตถศึกษา. ดังนั้นเราเอาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ อะไร ศาสตร์ ๆ ทั้งหมด ที่เป็นวิชาเทคนิคทั้งหมดนี้ ไปเป็นหัตถศึกษาเสียดีกว่า คือการมีฝีไม้ ลายมือเพื่อมีชีวิตอยู่รอดด้วยการมีอาชีพ ทั้งภาควิชาการ ทั้งภาคปฏิบัติของวิชาชนิดนั้น ทั้งหมด คือทั้งภาคตัวหนังสือและภาคทำจริง เหล่านั้นไปไว้ให้เป็นหัตถศึกษาเสียให้หมด เพราะว่าเพื่ออาชีพเท่านั้น ; ไม่ควรจะถือว่าเป็นพุทธิศึกษา. เรียนวิทยาศาสตร์ เรียน ประวัติศาสตร์ เรียนปรัชญา เพื่ออาชีพนั้น มันเป็นหัตถศึกษาตามแบบภาษาธรรม คือไม่ใช่ว่ากันทางภาษาวัตถุ. หัตถศึกษา แปลว่าฝีไม้ลายมือ คือ craftsmanship อะไร ทำนองนั้น มันเป็นไปเพื่อผลทางวัตถุ เพื่ออาชีพในที่สุด. เดี๋ยวนี้อย่าลืม ว่าเราไม่ใช่ เกิดมาเพื่ออาชีพ เราเกิดมาเพื่อสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. อาชีพเป็นเพียง อุปกรณ์เล็กน้อย ให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ เพื่อเราจะได้ทำไป ๆ เพื่อสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ . เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าอาชีพนั้น ไม่ใช่สิ่งทั้งหมด ทุกเรื่องของคนเรา. เดี๋ยวนี้กำลังเข้าใจผิดกัน กำลังบูชาอาชีพว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเดียวทั้งหมด ของเรา เราต้องทำอาชีพของเรา เพื่อเราจะได้เงิน แล้วเราจะมีกิน - มีใช้ - มีกาม - มีเกียรติ. อาชีพมีผลเป็น กิน กาม เกียรติ เลยบูชากันใหญ่ ; เลยเป็นทั้งหมดของ ชีวิตไปเสีย ไม่เหลือเนื้อที่ไว้ให้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ว่าคืออะไร และจะเข้ามา ที่ตรงไหน. คุณลองไปสังเกตดู คนที่เป็นนักธุรกิจเป็นอะไรก็ตาม ที่สำเร็จการศึกษา
น.214 มาแล้ว ประกอบอาชีพอยู่ เขาบูชาอาชีพเป็นสรณะ ไม่ฝันถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ฝันถึงพระเจ้า ไม่ฝันถึงบรมธรรมอย่างไร. ขอให้คุณพยายามไปดูเรื่องนี้ ให้มาก โดยเฉพาะในกรุง แล้วคุณจะเข้าใจเรื่องนี้ได้เอง. ในเรื่องหัตถศึกษา ให้มีฝีไม้ลายมือเพื่ออาชีพ แม้จะเป็นชั้นเทคนิคชั้นอะไร ก็ตาม มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต. ผมเลยสรุปเอาง่าย ๆ ว่า วิชาเทคนิคทั้งหมด ทั้ง ภาควิชาและภาคปฏิบัติ คือทั้ง technics & technique. ล้วนเป็นหัตถศึกษา. เขาคงไม่ จัดกันอย่างนี้ ในระบบการศึกษา ๔ อย่าง เขาจัดกันเป็นอย่างอื่น คือไปไขว้กัน แล้ว เอาสิ่งที่ไม่ใช่หัวใจ ไปเป็นหัวใจ เอาสิ่งที่เป็นหัวใจมาเป็นของไม่สำคัญ เลยเสียหายไปหมด. นี่ ชีวิตนักศึกษาที่เต็มไปด้วยพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษานี้ มันควรจะมีแผนการอย่างนี้ มีหลักอย่างนี้ แล้วปฏิบัติกันให้ถูกต้อง. อย่าเอาฝีไม้ ลายมือ วิชาอาชีพไปเป็นพุทธิศึกษาเลย ; ให้พุทธิศึกษาเป็นแสงสว่างของ ชีวิตตลอดชีวิต ; ชีวิตทั้งสาย เป็นแสงสว่างได้อย่างไร อันนั้นเป็นพุทธิศึกษา. ส่วน วิชาเทคนิค เช่นวิศวกรรมศาสตร์เป็นต้นนั้น เป็นหัตถศึกษา. นี้ผมไม่พูดชนิดที่ว่า ใครจะต้องเห็นด้วย หรือยอมรับ แต่ผมพูดไปตามความรู้สึกที่ว่า ควรต้องเป็นอย่างนี้ มนุษย์จึงจะรอดได้, มนุษย์จึงจะรอดเป็นมนุษย์ไปได้. ถ้ามิเช่นนั้น มนุษย์ก็จะฆ่า ตัวเองตาย เชือดคอตัวเองตาย เพราะวัตถุนิยมให้ผลอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ว่ามันเป็น มากขึ้น ๆ ทุกที หาความสงบในโลกนี้ไม่ได้ ยิ่งขึ้นทุกที เพราะการศึกษาที่เดินไปผิดทาง. เรานี่แหละ ถ้าเอาชีวิตนักศึกษาของเราเป็นอุดมศึกษาจริง มันต้องเดินถูกทาง. ผมได้พูดถึงคำว่าชีวิตนักศึกษา ก็อยากจะพูดเลยไปถึงคำว่า ชีวิตประจำวัน ของนักศึกษา เสียด้วย. ชีวิตประจำวันของนักศึกษาต้องให้เต็มอยู่ด้วยการศึกษา ๔ อย่าง อย่างที่ว่านี้ ให้ถูกต้อง และถูกต้องเป็นประจำวัน ทั้งพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา ; แล้วความถูกต้องนั้น จะอยู่ในรูปของระบบหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า Plain
น.215 living, high thinking. plain living คือกินอยู่อย่างต่ำ. high thinking มุ่งกระทำ อย่างสูง ; กล่าวคือกินอยู่ให้ต่ำที่สุด แล้วมุ่งกระทำให้สูงที่สุด นั่นแหละความหมายของ Plain living high thinking. พวกฝรั่งก็พูดอย่างนี้เป็น และเป็นผู้ให้กำเนิดคำพูดอย่างนี้ ด้วยซ้ำไป. Plain living high thinking มันเป็นภาษาฝรั่งอยู่แล้ว แต่ฝรั่งนั่นแหละ เข้าใจคำว่า ต่ำ เข้าใจคำว่า สูง นั้นผิดไปเสีย. มันเป็นสูงทางวัตถุไปเสีย. มุ่ง กระทำอย่างสูง มันสูงทางวัตถุไปเสีย เพื่อกิน เพื่อเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังไปเสีย เป็นอยู่อย่างต่ำก็ถูก คือเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ; แต่พอว่า มุ่งกระทำอย่างสูง มันสูงทางวัตถุ นิยมไปเสีย. นั่นแหละคือต่ำ มันก็กลายเป็น มุ่งกระทำอย่างต่ำไปเสีย. ถ้าเข้าใจคำว่า “สูง" ถูก เป็นเรื่องมโนนิยม สูงทางจิตทางวิญญาณ มันก็ถูก ฝรั่งพูดก็ถูก ไทยพูดก็ถูก ใครพูดก็ถูก. เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจคำว่า "สูง" ให้ถูก; คำว่า "ต่ำ" ก็ต้อง เข้าใจให้ถูก. คำว่า ต่ำ นี้ ไม่ใช่หมายความว่าให้ต่ำทราม หรือผิด หรือเลว plain นั้นก็คือเป็นอยู่ง่าย ๆ ไม่ใช่ต่ำทราม แต่ก็เรียกว่าต่ำ เพราะมันต่ำไปข้างล่าง มันก็ ต้องต่ำ เรากินอยู่หลับนอนต่ำ แต่ใจของเราใฝ่สูง ; ไม่ใช่ต่ำสกปรก แต่เราต่ำเพื่อ ไม่ให้โอกาสแก่กิเลส. กินอยู่อย่างต่ำ - อย่างง่ายนี้ เพื่อไม่ให้โอกาสแก่กิเลสเท่านั้น เอง ถ้าคุณไปกินอยู่สูง ก็หมายความว่าให้โอกาสแก่กิเลส เพราะว่ากิเลสเท่านั้น มัน ต้องการกินอยู่สูง. ได้พูดกันแล้ว เรื่องการบวชนี้ จะไม่กินส่วนเกิน คือส่วนที่ไม่จำเป็น เรียกว่าส่วนเกิน เราจะไม่กิน เช่นไม่กินอาหารเย็น ไม่นั่งนอนบนที่นอนสวยงาม ฯลฯ อะไรต่างๆ นี่เรียกว่าไม่กิน - ไม่ใช้ส่วนเกิน นั้นมันคือต่ำ ง่าย ๆ ราคาถูกที่สุด ; ไม่มี ปัญหาว่าจะไม่มีอะไรกิน ถ้าเรากินอย่างต่ำ. ถ้าเราไปมุ่งกินอย่างสูง อาหารในโลกนี้ จะไม่พอให้กิน เป็นปัญหาที่นักเศรษฐกิจ นักอนามัยเขากลัวกันนัก ว่าโลกนี้จะไม่มี อะไรกิน. ถ้ามุ่งกินอย่างต่ำ มันยังมีอะไรกินไปอีกนาน ถ้ามุ่งกินอย่างสูง มันก็ขาด แล้วตั้งแต่เดี๋ยวนี้. พวกนายทุนกลัวมาก พวกคอมมูนิสต์ก็อยากจะได้ สิ่งที่เรียกว่า
น.216 "กินดี - อยู่ดี" เพราะฉะนั้นอย่าลืม ที่พูดมาแล้ว เรื่องกินดี - อยู่ดี กับกินอยู่แต่พอดี นั้นมันคนละเรื่องกัน. เราต้องกินอยู่พอดีเสมอตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสุมี ฯ ไม่ใช่ให้กินดี-อยู่ดี กินดี - อยู่ดี ขยายขึ้นไปจนไม่มีขอบเขต. กินดี อยู่ดี นี้แหละทำลายโลก ให้โลกไม่พอกิน. ถ้ากินอยู่พอดีแล้ว จะช่วยให้โลกนี้มี ความผาสุกไปอีกนาน เพราะฉะนั้น plain living หมายถึงกินอยู่พอดี เรียกว่าต่ำ หรือ plain. ถ้ากินดี - อยู่ดี กะเถิบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าอย่างไร จน luxury แล้ว ก็ยังว่า ไม่พอ อยู่นั่นแหละ ; จนเพ้อ เหลือเฟือ ก็ยังว่าไม่พออยู่นั่นแหละ. นี่ กินดี - อยู่ดี มันขยายออกไปอย่างนี้เรื่อย เป็นเทวดามันก็ยังไม่พอ. เพราะฉะนั้น plain living ต้องกินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว อย่างที่ผมขอร้องให้ทุกคนที่อยู่ ที่นี่เป็น. กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว นี่คือ moto ของที่นี่. คำว่า "กินข้าวจานแมว” หมายความว่ากินเท่าที่จำเป็น ง่าย ๆ อย่างแบบฉัน ในบาตร อะไรอย่างนี้. "อาบน้ำในคู่" หมายความว่าไม่ต้องอยู่อย่างหรูหรา ไม่ต้อง มีห้องน้ำ ไม่ต้องมีห้องนอน ไม่ต้องมีห้องหรูหราอะไรต่าง ๆ. อาบน้ำในคู คือสภาพ ของคนที่อาบน้ำในดู. "เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว" คืออย่ามีตัวกู - ของกู อย่าปล่อย ตัวกู - ของกู ยกหูชูหางขึ้นมา พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง แม้งานชั้นต่ำต้อย เช่นเรา นิยมทำงานอย่างกุลี ที่สวนโมกข์นี้ พระเณรนิยมทำงานอย่างกุลี เพื่อกดไว้ซึ่งความมี ตัวกู - ของกู ; แล้วทำงานอย่างไม่ต้องมีใครขอบใจ ผมไม่ขอบใจ ไม่ให้รางวัล เพราะ เขาทำงานชนิดนี้ มันเป็นเรื่องฝึกฝนตัวเขา เพื่อผลแก่ศาสนา แก่พระพุทธเจ้า ผมไม่มี หน้าที่จะไปขอบใจเขา. เขาทำอะไรเหนื่อยเกือบตาย ผมก็ไม่มีหน้าที่ที่จะไปขอบใจเขา ให้เขา เป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะเรียกร้องสิทธิ ทวงสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ที่พวกนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชอบใช้กันนัก ในการทวงสิทธิ
น.217 อย่างนั้นอย่างนี้. ทีนี้เราเป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว ไม่มีตัวกูที่จะทวงสิทธิกับใคร. บทว่า plain living สรุปไว้อย่างนี้. สำหรับ high thinking นั้นมุ่งหมายสูง มุ่งถึงอุดมธรรม บรมธรรมสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือหมดตัวกู ไม่มีตัวกู ; หมดตัวกู แล้วก็ทำอะไรได้ทุกอย่าง ที่เป็นบรมธรรม มีความสุขเต็มที่ มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่เพียง เพื่อหน้าที่ แล้วมีความรักสากลได้จริง. เมื่อหลักเกณฑ์ส่วนใจความมันไปคนละรูปอย่างนี้ อะไร ๆ มันจึงเป็นคนละรูปไปหมด กับที่เป็นวัตถุนิยม เพราะเรานิยมนามธรรม หรือ มโนนิยม มันก็ตรงกันข้ามไปหมด กับวัตถุนิยม ฉะนั้น แม้แต่สิทธิ หรือหน้าที่ ก็ตรงกันข้าม. บรมธรรม ทางมโนนิยม ว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงาน เพื่อเงิน. ได้พูดกันบ้างแล้ว คงเข้าใจแล้ว ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้ระวังให้ดีให้มัน บริสุทธิ์เถอะ เดี๋ยวนี้มันถูกสอนให้เด็ก ๆ ทำหน้าที่เพื่อเรียกร้องสิทธิ. ผมว่าเป็นลัทธิ ภูตผีปีศาจ. การที่สอนให้ทำหน้าที่เพื่อเรียกร้องสิทธิ เป็นลัทธิของภูตผีปีศาจ แต่เขา ก็ถือว่าเป็นวิชาที่ถูกต้อง สอนอยู่ในปรัชญา ในมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เพื่อเรียกร้องสิทธิ อย่างนั้นอย่างนี้ ; แต่เราว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่ใช่เพื่อเรียกร้อง สิทธิ. เรามีหน้าที่อย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น. ทีนี้ ถ้าเรามีสิทธิ ก็คือเรามีสิทธิ ที่จะทำหน้าที่ ผมอยากจะพูดอย่างนี้. เรามีสิทธิที่จะทำหน้าที่ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อ จะเรียกร้องสิทธิ . เพราะฉะนั้นการทวงสิทธิ เรียกร้องสิทธิ สะไตรค์ในมหาวิทยาลัยนั้น มันมีไม่ได้ เพราะเรามีสิทธิเพียงที่จะทำหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพราะเราเป็น มนุษย์. ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ของมนุษย์ เราก็ไม่ใช่มนุษย์. ทีนี้เมื่อเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือทำงานเพื่องาน โลกก็หมดปัญหา ไม่มี การแย่งชิง ไม่มีการลุ่มหลงในเรื่องเนื้อหนัง มันก็มีผลเกลื่อนไปหมด ทุกคนมี ความสุขได้ เพราะว่าผลที่แสดงออกมา มันเหลือส่วนที่มนุษย์ต้องการ. เดี๋ยวนี้ใครๆ
น.218 ก็ทำหน้าที่ เพื่อทวงสิทธิ เรียกร้องสิทธิ เอามาเป็นของกู มันก็มารวมอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง มากเกินไป คนอื่นก็ขาดแคลน โลกก็ขาดแคลน เพราะว่าทุกคนทำหน้าที่เพื่อสิทธิ เรียกร้องและเอามาเป็นของกู. จริยธรรมสากลจึงไม่มีหลักอย่างนี้ จึงปฏิเสธอย่างนี้ ไม่ทำงานเพื่อเงิน แต่ว่าทำงานเพื่องาน เหมือนพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของ บุคคล ผู้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ท่านไม่ได้ทำเพื่อเอาผลอะไรจากใคร. เรา คนธรรมดาสามัญ ปุถุชน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทีนี้ผลงานที่กลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตเรานั้น ก็ให้มันเป็นเรื่องของหน้าที่ หรือของขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มันเป็นไปตามนั้น แต่ใจของเราอย่าไปบูชา อย่าไปเรียกร้อง. เช่นข้าราชการทำงานเพื่อหน้าที่ ส่วน เงินเดือนนั้นเป็นเครื่องบูชา มันเหมือนดอกไม้ธูปเทียนที่เขาเอามาบูชาที่ฝ่าเท้าของเรา. เราเป็นคนที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เรื่อยไปก็แล้วกัน เงินเดือนจะกลายเป็นเหมือนฝุ่นละออง ที่ฝ่าเท้า. แต่ถ้าเราทำงานเพื่อเงิน เงินเดือนจะมาสุมอยู่บนหัว จะมาสุมอยู่บนหัวของเรา เพราะเราบูชาเงิน บูชาเงินเดือน แล้วมันก็มีปัญหา มีความทุกข์ เพราะบูชาเงินนั้น. ถ้าเงินมาอยู่เสียที่ฝ่าเท้า เป็นฝุ่นละอองใต้ฝ่าเท้า มันก็ไม่เป็นไร เราจะใช้มันอย่างไรก็ได้ จะใช้บริโภค ใช้สอยไปอย่างไรก็ได้ มันเป็นฝุ่นละอองที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่มาเป็นกงจักร อยู่บนหัว. ผู้ที่ทำงานเพื่องานนั้น เงินเดือนจะมาเป็นฝุ่นละอองอยู่ใต้ฝ่าเท้า. ผู้ทำงานเพื่อเงิน เงินเดือนจะมาเป็นกงจักรอยู่บนหัว พัดผันให้เลือดไหลอยู่ตลอดเวลา. คำว่า "สิทธิ" กับ "หน้าที่" มีการเข้าใจแตกต่างกันอย่างนี้ เขาทำหน้าที่ เพื่อมีสิทธิ และเรียกร้องทวงสิทธิ อย่างที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทวงกันเรื่อยตลอดโลก ไม่มีเวลาว่าง ทวงสิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้. พวกเราเป็นพุทธบริษัทเป็นพวกธรรมนิยม มโนนิยม เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ถ้าจะพูดถึงสิทธิ เรามีสิทธิที่จะทำหน้าที่ แล้วทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน อย่างที่ว่า ; เราจะไม่ทำหน้าที่เพื่อทวงสิทธิ เหมือนคน วัตถุนิยมทั่วไปในโลก.
น.219 ขอให้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ถ้าทวงสิทธิ ก็ทวงสิทธิเพื่อจะทำหน้าที่ ไม่ใช่ทวงสิทธิเพื่อเรียกร้องเอานั่น - เอานี่. แล้วหน้าที่นี้ ก็ต้องเป็นความถูกต้อง บริสุทธิ์ถูกต้อง ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นต้องเป็น การศึกษาที่ถูกต้อง ให้มีพุทธิศึกษาถูกต้อง, จริยศึกษาถูกต้อง, พลศึกษาถูกต้อง, หัตถศึกษาถูกต้อง, นั่นคือหน้าที่. เราจึงมีหน้าที่แต่เพียงทำหน้าที่ให้ถูกต้อง แล้วสิ่ง ต่าง ๆ เป็นไปเอง ชีวิตนี้จะมีอะไรหล่อเลี้ยงไม่ต้องตาย แล้วก็ทำต่อไปเพื่อได้สิ่งสูงสุด ; ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน เอามาหาความสุขทางเนื้อทางหนัง เหมือนความใฝ่ฝันของ คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ ทั้งที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย หรือไม่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยก็ตาม. เขาถูกการศึกษาของโลกที่ผิด ๆ สมัยนี้ จูงไปผิดๆ ให้บูชาวัตถุ เป็นเรื่องวัตถุนิยม โลกยุ่งเหยิงไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นเราเป็นตัวเองกันเสียบ้าง เลือกให้ถูก ให้ตรง ว่ามันควรจะเป็นอย่างไร แล้วทำไปอย่างนั้น ; แต่ก็ไม่ต้องไปทะเลาะ วิวาทกับใคร. นี่แหละ อาศัย Plain living high thinking เป็นอยู่ให้ง่าย ๆ เหมือนอย่าง ที่เราเป็นอยู่ ตามพระพุทธเจ้าท่านสอน. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ตื่นแต่ดึก ให้หนุน หมอนไม้ ให้รบกับกิเลสทันที. ท่านตรัสเปรียบให้ภิกษุนึกถึงพวกลิจฉวี กษัตริย์พวกหนึ่งในอินเดียสมัย พุทธกาล รัฐเล็ก ๆ แต่เก่งกาจมาก ถึงขนาดรบพุ่งกับมหาประเทศ เช่นแคว้นมคธ แคว้นโกศลได้ เพราะว่าตระกูลกษัตริย์ลิจฉวีนี้ พากันหนุนหมอนไม้ ตื่นแต่ดึก อย่าง ตีสี่อย่างนี้ ฝึกวิชาอาวุธในกลางดึก มีการเคารพสตรี ในฐานะไม่ใช่ของเล่น. คำว่า เคารพสตรีนี้ คือยกสตรีไว้เหนือฐานะของความเป็นของเล่นสนุกของเพศชาย. โลก สมัยนี้ตรงกันข้าม เอาสตรีเป็นของเล่นของเพศชาย หลอกให้กระโปรงสั้นเข้าไปทุกที ๆ อย่างนี้เป็นของเล่นของผู้ชายมากขึ้นไปทุกที ; อย่างนี้เรียกว่าเหยียดสตรี. กษัตริย์ วงศ์ลิจฉวียกย่องสตรีไว้เหนือฐานะของเล่น ฉะนั้นจึงเป็นรัฐเล็ก ๆ ที่เก่งกล้า สามารถ รบชนะรัฐใหญ่ เช่นมคธรัฐได้. ทีนี้ต่อมาเลิกหนุนหมอนไม้ นอนบนฟูก หนุนหมอน
น.220 ข้างแดง นอนจนตะวันสาย สายแล้วก็ยังไม่ตื่น เหยียบย่ำสตรีลงไปเป็นของเล่น ไม่เท่าไร รัฐกิจฉวีก็สูญเสียความเป็นรัฐอิสระ. ฉะนั้นทรงขอร้องให้ภิกษุหนุนหมอนไม้ ตื่นแต่ดึก ฝึกวิชาอาวุธคือต่อสู้กับ กิเลส ด้วยสติปัฏฐาน ไม่เห็นอะไรเป็นของเล่นของควรบูชา แบบกามารมณ์ คือเป็น ภิกษุโดยแท้จริง เป็นอนาคาริกโดยแท้จริงอย่างนั้นเถอะ แล้วก็จะพ้นจากมาร ; จึงทรง ขอร้องว่า "กลิงครูปธาโน ภิกฺขเว วิหรถ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้อยู่โดย มีท่อนไม้เป็นหมอนเถิด ; เมื่อเธออยู่อย่างนี้ มารจักไม่ได้โอกาส" เมื่อหนุน หมอนไม้อยู่ มารจักไม่ได้โอกาส; ลองเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างนั้นดูบ้าง ในหอ พักนักศึกษาในวิทยาลัย ลองหนุนหมอนไม้ ตื่นแต่ดึก ฝึกวิชาอาวุธ คือฝึกเรื่อง ที่มันเป็นหน้าที่ แล้วก็ไม่เห็นเพศตรงข้ามเป็นของเล่น เป็นเหยื่อนั่นแหละ ผมว่าจะ เป็นมหาวิทยาลัยที่แท้จริงขึ้นมา เป็นอุดมศึกษาที่แท้จริงขึ้นมา แล้วคิดดูเถิด มีแต่ได้ ไม่มีใครตาย. หอพักนักเรียนไหน ตื่นแต่ตีสี่ ฝึกวิชาอาวุธ หนุนหมอนไม้ ไม่มี ใครตาย ไม่มีใครเสียอะไร มีแต่ได้ที่ดี ที่งาม ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม เดี๋ยวนี้มีแต่นอนสาย นอนบนเตียงนอนสบาย นอนไม่อยากตื่น ไม่อยากลุก ตามใจ กิเลส ตามใจเนื้อหนัง. นี่ ก็คือทั้งหมดที่ผมอยากจะขอให้พิจารณา ให้เห็นว่าบรมธรรมในชีวิต นักศึกษานั้น จะมีได้อย่างไรเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างไร จะมีได้อย่างไร เอาไปคิดดูให้ดี ๆ ; มาอยู่ที่นี่ ฝึกอย่างภิกษุอย่างนี้ ก็เป็น มหาวิทยาลัยทางวิญญาณ อยู่แล้ว. มหาวิทยาลัย ทางวัตถุ ทางเนื้อหนังของพวกคุณ ควรจะเหลือบดูมหาวิทยาลัยทางวิญญาณของ พระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง แล้วก็จะเข้าใจชีวิตนักศึกษาที่จะเป็นอิสระ ที่จะเอา ตัวรอดได้ โดยแน่นอน. เวลา ๑ ชั่วโมง ของเราก็หมด สำหรับวันนี้.
Buddhadasa