Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคต้น ครั้งที่ ๒๑ — บรมธรรม กับ การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

บรมธรรม ภาคต้น —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.437 วันนี้ จะได้พูดถึงเรื่อง บรมธรรม กับ การมัวแก้ปัญหาชีวิตกันแต่ใน ทางวัตถุหรือเนื้อหนัง . อะไรที่เรียกว่า "เนื้อหนัง" นี้เราก็ได้ พูดกันแล้วโดยละเอียด ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า คนเราในปัจจุบันนี้ สนใจแต่เรื่องทางเนื้อหนังและเฝ้าแก้ปัญหาทางเนื้อหนังกันมากยิ่งขึ้น ทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องส่วนรวมของโลก ว่าที่แท้แล้ว เรื่องส่วนรวมของโลก ก็สืบเนื่องไปจากเรื่องส่วนตัวของบุคคล เมื่อบุคคลแต่ละคนเป็นอย่างไร โลกทั้งหมดก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามันเป็นเพียง ที่รวมของบุคคลทุกคน. เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงคำว่า โลก ก็คือคนทุกคนในโลก นั่นเอง. เดี๋ยวนี้คนแต่ละคนในโลก ถูกกระทำให้สนใจหรือเข้าใจ เข้าเกี่ยวข้อง แต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุ จึงมัวสาละวนกันแต่เรื่องทางวัตถุมากเกินไป, จนถึงกับไม่สนใจ ๓๗๑

น.438 หรือเหลียวแลเรื่องทางฝ่ายจิต ; จนกระทั่งเรื่องทางฝ่ายจิตกลายเป็นสิ่งที่เร้นลับเข้าใจ ไม่ได้ และค่อยเลือนหายไปในที่สุด. สิ่งที่จะต้องสังเกตดูให้ดี ก็คือ การที่มนุษย์สมัยนี้ เมื่อสนใจในเรื่องฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกายมากเข้า ก็จะรู้สึกว่า เรื่องทั้งหมดมีแต่เรื่องเดียวคือ เรื่องทางฝ่ายร่างกาย ; ไม่ได้แยกออกเป็น ๒ เรื่อง คือเรื่องกายกับจิต ; เห็นว่ามีแต่กายอย่างเดียว สำคัญอยู่ที่ วัตถุอย่างเดียว ; ถือเสียว่ามันมีปัญหาเดียวคือเมื่อทางร่างกายหรือวัตถุดีแล้วก็หมดปัญหา. แม้ว่าคนสมัยนี้จะมีคำว่า จิต พูดกันอยู่ หรือคำว่า วิญญาณ พูดกันอยู่ก็มีความหมายเพียง ระบบประสาท, ความรู้สึกทางประสาท. ความเข้าใจอย่างนี้ มันดูเป็นเรื่องที่น่าหวัว เพราะว่าถ้าคนหรือสัตว์ก็ตาม ที่มีชีวิตนี้ ไม่มีความรู้สึกทางระบบประสาทเป็นต้นแล้ว มันจะมีชีวิตได้อย่างไร. ฉะนั้น เรื่องทางระบบประสาท หรือความรู้สึกเพียงเท่านี้ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องมีเป็นธรรมดา และมันเนื่องกันอยู่กับร่างกายจริง ; เพราะว่าถ้าไม่มีความรู้สึกทำนองนี้แล้ว มันก็มี ชีวิตไม่ได้. ร่างกายที่มีชีวิตก็ต้องมีความรู้สึก ที่เป็นความรู้สึก เช่นระบบประสาท เป็นต้น. ที่เขาเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า จิต. พุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น ที่เป็นเครือเดียวกัน มีความหมายของ คำว่า "จิต" นั้นเป็นอย่างอื่น , จึงมีปัญหาเกิดขึ้นเป็น ๒ ฝ่าย หรือ ๒ เรื่อง คือ ทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายจิต. แม้เรื่องทางฝ่ายกาย จะหมดปัญหาไปแล้ว เรื่องทางฝ่ายจิต ก็ยังเหลืออยู่อีกมาก ; มากกว่าเรื่องทางร่างกายมากมาย หลายเท่าหรือหลายสิบเท่า. ตรงกันข้ามกับคนสมัยนี้ ซึ่งเป็นวัตถุนิยม จะมีความรู้สึกว่าเรื่องทางฝ่ายกาย หรือฝ่าย วัตถุนั้น มีปัญหามากมายหลายสิบเท่า ยิ่งกว่าเรื่องทางฝ่ายจิต ; จนถึงกับได้พูดว่า ถ้าเรื่องทางกายดีแล้ว เรื่องทางจิตก็ดีเอง. นี่เอาเรื่องทางฝ่ายจิตไปเป็นของพ่วงกันอยู่

น.439 กับเรื่องทางกาย ; และก็เห็นไปว่าเป็นของนิดเดียวเท่านั้น เหมือนกับเรือลำนิด ๆ พ่วงท้ายเรือลำใหญ่เบ้อเร่อ ; ปัญหามันมีต่างกันอยู่อย่างนี้. ทีนี้ เราจะพิจารณากันเฉพาะพฤติการณ์ของคนในโลกสมัยนี้ ที่มัวแก้ปัญหา กันเฉพาะ แต่ทางฝ่ายกาย หรือฝ่ายวัตถุอย่างเดียว ; เพราะว่าเมื่อเราเข้าใจข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว คงจะมีประโยชน์ในการที่จะช่วยกันแก้ปัญหาของสังคม ; หรือแม้ ที่สุดแต่ปัญหาของเราเองโดยเฉพาะ ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนไปตามร่องรอยของสังคม คือจะ พลอยกลายเป็นวัตถุนิยมไปด้วย. ดังนั้นเราจะได้พิจารณากันดูให้ดี ๆ ถึงปัญหาอันนี้โดย เฉพาะ แม้ว่าจะเป็นการซ้ำซาก ก็เป็นการซ้ำซากที่ทำให้เข้าใจได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เอาละ เราจะพูดกันแต่เรื่องปัญหาทางฝ่ายกายอย่างเดียว จนกระทั่งถึงเรื่อง ที่คาบเกี่ยวกันอยู่กับปัญหาทางฝ่ายจิต ; เมื่อเราแยกออกมาเป็น ปัญหาทางฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกายแล้ว เราอาจจะแบ่งออกเป็น ๓ ตอน หรือ ๓ ส่วน. ปัญหาตอนแรกที่สุด ก็เป็นปัญหาเรื่องการไม่มีปัจจัย ที่จำเป็น แก่ชีวิต เช่นไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มีอนามัยที่ดี, เรียกว่าไม่มีปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิต ; กระทั่งปัญหาที่คนไม่รู้หนังสือ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาจัดเป็นปัญหาใหญ่ด้วย. ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ไม่มีกินไม่มีใช้ หรือว่าไม่มีอนามัยดีเท่านั้น ยังมีเรื่องไม่รู้หนังสือด้วย. เรื่องไม่รู้หนังสือ นี้ อยากจะพูดแทรกเป็นพิเศษที่ตรงนี้ว่า เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่า เรื่องการไม่รู้หนังสือนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเหตุให้ขัดข้อง ในการที่จะก้าวหน้า หรือแก้ปัญหาอย่างอื่น ๆ ; แล้วก็กลัวกันมากที่สุด พยายามกันมากที่สุด เรื่องที่จะให้ คนรู้หนังสือ. แต่ถ้าเราย้อนไปดูในครั้งโบราณ ที่คนยังไม่รู้หนังสือนั้น กลับกลาย เป็นว่ามีวัฒนธรรมดีกว่าคนที่รู้หนังสือ มีความสงบสุขในสังคมยิ่งกว่าสมัยที่คนรู้หนังสือ. นี้ตามความรู้สึกของผม จะเท็จหรือจริงอย่างไรก็ไปสังเกตดูเอาเอง ไปศึกษาในแง่ของ ประวัติศาสตร์ก็ได้,

น.440 ๓๗๔ ความเป็นอยู่ หรือระบบการปกครอง หรืออะไรต่าง ๆ ของคนสมัยที่ไม่รู้ หนังสือนั้น ไม่ยุ่งยากลำบาก ไม่คดโกง เหมือนกับสมัยที่คนรู้หนังสือ. เดี๋ยวนี้เขา มีปัญหาหนัก เรื่องคนไม่รู้หนังสือ แล้วพยายามกันมาก ; จะพยายามแต่ปาก หรือเพื่อ ผลทางโฆษณาอย่างอื่นก็ไม่ทราบได้; แต่เอาตามที่ปรากฏอยู่จริงนี้ก็ขวนขวายกันมาก เรื่องที่จะให้คนรู้หนังสือ. เพราะฉะนั้น สมัยนี้เขาจึงมีปัญหาใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้นเป็น ๓ เรื่อง คือเรื่องไม่มีกินไม่มีใช้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ไม่มีอนามัยดีนี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ไม่รู้หนังสือนี้ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มเข้ามา. ปัญหาตามธรรมชาติแท้ ๆ ก็จะมีเพียงว่า ไม่มีกิน ไม่มีใช้เพียงพอ และไม่มีอนามัยที่ดี. ปัญหาข้อนี้ก็ต้องแก้ได้ด้วยการทำให้มันมี, เมื่อ มันไม่มี ก็ต้องทำให้มันมีขึ้นมา. ปัญหาถัดไปก็มีว่า ในการที่จะทำให้มันมีขึ้นมา จะให้โลกมีกินมีใช้ จะให้มีอนามัยดี เหล่านี้ก็มีปัญหาตรงที่ว่า เต็มไปด้วยความยากลำบาก , แล้วก็นำมา ซึ่งความทุกข์ เป็นทุกข์ทางใจด้วยก็ได้ ในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้. พวกวัตถุนิยม มุ่งแก้ปัญหานี้ด้วยการมีเครื่องทุ่นแรง. เครื่องมือเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์ขึ้นตามแบบ สมัยใหม่ ที่เรียกว่าเครื่องทุ่นแรงทุกชนิดนี้จะแก้ปัญหาเรื่องไม่มีกิน ไม่มีใช้ ; เขา หวังที่จะพึ่งเครื่องทุ่นแรง. หรือว่าความก้าวหน้าด้วยวิชาความรู้ทางเทคนิคต่าง ๆ เช่น เรื่องการเกษตร เรื่องการอุตสาหกรรม หรือเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งล้วนแต่ว่าเป็นเรื่อง เทคนิคที่เขาค้นพบได้ใหม่ ๆ ทำให้มีขึ้นเจริญขึ้น ประกอบพร้อมกันไปกับการทุ่นแรง. คือว่ามีวิชาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเทคนิคที่ประกอบกันไปกับเครื่องทุ่นแรง เพื่อแก้ปัญหา เหล่านี้, แล้วก็หวังกันอย่างนี้ แล้วก็ระดมทุ่มเทกันลงไปในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ จะต้องคิดดูให้ดีว่า การที่มีความรู้ มีปัญญาแก้ปัญหาทางวัตถุทำนองนั้น เกิดเป็นปัญหาขึ้น ๒ ทาง คือว่าคนโดยมากทำไม่ได้ : เช่นเราเห็นกันอยู่ว่า ชาวนา ส่วนมากนี้จะมีเครื่องทุ่นแรงไม่ไหว, มีไม่ได้. แม้แต่เครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก ๆ ก็ยังไม่มี

น.441 อย่างว่าจะเย็บผ้าก็ต้องเย็บด้วยมือ ไม่มีจักรจะใช้เย็บ นี้เป็นอย่างต่ำที่สุด ; กระทั่งเครื่อง ทุ่นแรงอย่างอื่นจนระดับสูงขึ้นไป นี้ก็มีไม่ได้ นี้อย่างหนึ่ง. แล้วอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่า จะมีได้ มีสมบูรณ์แล้วก็ยังมีความรู้สึกเป็นทุกข์ในทางฝ่ายจิต คือความไม่ได้ อย่างใจ ความไม่พอกับความต้องการ ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเนื่องในการแข่งขัน. ยิ่งเพิ่มการทุ่นแรงมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความหมายของการแข่งขัน หนักมากขึ้นเท่านั้น ; มันก็มีปัญหาทางฝ่ายจิตแทรกขึ้นมา. ดังนั้นคนจนจึงต้องมีธรรมะ หรือต้องมีศาสนา เพื่อระงับความกระวนกระวายในข้อนี้ เพราะว่าขาดเครื่องทุ่นแรงเป็นต้น ; ส่วน คนมั่งมีที่มีเครื่องทุ่นแรง ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางจิต สำหรับดับความร้อน ความ วิตกกังวลความทะเยอทะยานนั้น นี้เรียกว่าปัญหามันเกิดคาบเกี่ยวกันขึ้นมา ซับซ้อน กันขึ้นมา โยงไปถึงสิ่งอื่น. นี่คือการแก้ปัญหาทางกายมันไม่เพียงพอ มันก็โยงไป ถึงการแก้ปัญหาทางฝ่ายจิตด้วย. ปัญหาอันสุดท้าย อันที่ ๓ จึงมีว่าแม้จะมีกิน มีใช้ มีอนามัยดี กระทั่ง รู้หนังสือกันหมดแล้วก็ตาม ก็ยังหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ; คือทางฝ่ายกายนี้มันหมด ปัญหาแล้วทุกประการ ก็หาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ เพราะว่าได้มีโรคภัยไข้เจ็บทางจิตทาง ประสาทนี้เพิ่มขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน. โรคประสาทหรือโรคจิต ชนิดที่ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน ได้เกิดมีขึ้นมา. แม้แต่เชื้อโรคทางกาย ซึ่งเป็นเรื่องทางกาย ทางวัตถุแท้ ๆ นี้ มันก็มีแปลกออกมา เนื่องจากทางจิตมันแปลกออกไป. ปัญหาเรื่อง อนามัย เรื่องอะไรมันก็ไม่มีทางจะสิ้นสุดลงได้ ; แม้ว่ามีกิน มีใช้ มีอนามัยดี ตามที่ ต้องการในระดับหนึ่งแล้ว มันก็ยังมีปัญหาเพิ่มขึ้นมาใหม่ ; เป็นความไม่สมบูรณ์ ไม่เพียงพออยู่นั่นเอง. โรคประสาท โรคจิตเพิ่มขึ้นมาก เพราะความสมบูรณ์แต่ทางร่างกาย หรือฝ่ายวัตถุนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ โรคความเห็นแก่ตัวนี้มันเพิ่มมากขึ้น

น.442 คุณก็ควรเข้าใจคำว่า "โรคความเห็นแก่ตัว" นี้ให้ดี ๆ. โรคความเห็นแก่ตัวนี้มัน ทรมานทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต : เห็นแก่ตัวมากจนนอนไม่หลับ ทรมานทางฝ่ายกาย ; ทีนี้ทางฝ่ายจิตก็มีความเสื่อมทรามในส่วนศีลธรรม. นี่เป็นเรื่องทางวิญญาณไปแล้ว คือมี ความเสื่อมทรามทางวิญญาณ ทางศีลธรรม แล้วก็เบียดเบียนกัน ฆ่าฟันกัน มีวิกฤตกาล ถาวร เป็นสงครามนิรันดรไม่มีที่สิ้นสุดอะไรทำนองนี้ ; ล้วนแต่มาจากโรคเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น. การที่เราเป็นโรคจิต โรคประสาท ไปอยู่กันเต็มโรงพยาบาลนี้ก็ มีมูล มาจากโรคเห็นแก่ตัว. ข้อนี้มันยืดยาวต้องไปพิจารณาดูเองอีกทีหนึ่ง พูดกันตั้งชั่วโมง ก็จะไม่หมด ; แต่ให้รู้ว่า ความเห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้นทุกที ทำให้เป็นโรคประสาท และโรคจิตชนิดทางฝ่ายร่างกาย หรือวัตถุ, แล้วก็เป็นโรคฝ่ายวิญญาณ คือศีลธรรมเสื่อม จนเบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนตัวเองด้วยการถูกกิเลสเผาลน เหมือน อยู่ในกองไฟ ; เบียดเบียนผู้อื่นก็คือ ไม่มีศีลธรรม แล้วก็เบียดเบียนผู้อื่นด้วยการ แย่งชิง, ใช้สงครามร้อนสงครามเย็น เป็นเครื่องมือสำหรับการแย่งชิง การทำลายผู้อื่น โรคที่ประหลาด หรือปัญหาที่ประหลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โรควัตถุเพื่อ นี่ผมเรียกเอาเอง เพราะไม่รู้จะเรียกอย่างไร. การที่วัตถุมันเพื่อ เกินความจำเป็น มากนักนี้ มันกลายเป็นโทษ เป็นอันตราย เป็นความรบกวนมนุษย์ให้มีปัญหาไม่มี ที่สิ้นสุด, แล้วก็ยังอยากจะเพื่ออยู่นั่นเอง ; เพื่อจนต้องเอาไปทิ้งก็ยังมีการทำอยู่นั้น. นี้ก็มีมูลมาจากเครื่องทุ่นแรง เดี๋ยวก็มีปัญหาเรื่องข้าวไม่มี เดี๋ยวก็มีปัญหาเรื่องข้าวมีมาก เกินไป, มีปัญหาเรื่องดีบุกไม่มี มีปัญหาเรื่องดีบุกมากเกินไป, เรื่องยางไม่มี หรือว่า มียางมากเกินไป ; อยู่กันแต่อย่างนี้. เรื่องวัตถุเพื่อนี้ มีความยุ่งยากซับซ้อนมาก เป็นความปั่นป่วนของโลกทาง เศรษฐกิจ และแม้ทางส่วนตัวบุคคล ในบ้านเรือนเต็มไปด้วยปัญหาของวัตถุเพื่อ ; คือ

น.443 เราไปนั่งพิจารณาดูให้ดี ในบ้านเรือนที่มีทรัพย์สมบัติ มีอะไรเครื่องใช้ไม้สอยมาก เจริญที่สุด นั่นแหละเต็มไปด้วยของเฟ้อทั้งนั้นเลย. ของที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ทั้งนั้นเลย. นี่มันเพื่อในส่วนที่จะมีสำหรับใช้สอย. สิ่งของที่ขายอยู่ในห้าง ในร้าน บริษัท ที่ขายของ นี้ก็เหมือนกัน ส่วนมากจะมีแต่สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีก็ได้. นี่คุณทำใจให้ดีๆ ทำใจให้บริสุทธิ์ แล้วก็ไปนั่งพิจารณาดู ไปเดินพิจารณาดู แต่ถ้าทำใจไม่ดี ทำใจไม่เป็นธรรมแล้ว จะเห็นว่าจำเป็นไปทั้งหมด ; ของที่ฟุ่มเฟือยนั้น จะมองเห็นเป็นของจำเป็นไปหมด. วัตถุเพ้อเป็นปัญหาหนัก เป็นการลงโทษของ พระเจ้าอย่างยิ่ง ที่ทำให้มนุษย์ลำบากไม่มีที่สิ้นสุด คือไม่รู้สึกว่าเพ้อ, แล้วก็จะมุ่งหา มุ่งสร้างมุ่งทำกันขึ้นมาให้มากไปกว่าที่มีอยู่แล้วอีก. นี่คือความบ้าหลังในทางวัตถุมีอย่างนี้ มัวแก้ปัญหากันแต่ทางวัตถุนี้ มันมีลักษณะอย่างนี้ มีผลอย่างนี้ ; ที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า การมัวแก้ปัญหากันแต่ทางฝ่ายวัตถุ. อยากจะขอย้ำข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอยู่เสมอเรื่อยไปว่า อนุชนรุ่นหลังเกิดขึ้นมา ก็ถูกกระทำให้มีความเข้าใจผิดโดยไม่รู้สึกตัว เหมือนกับถูกมอมให้มึนเมา โดยไม่รู้สึกตัว ในการที่จะลุ่มหลงไปแต่ในทางวัตถุ. เราอย่าลืมว่าอนุชนลืมตาขึ้นมาในโลกนี้ เขาจะ ทำตามอย่างผู้ใหญ่โดยไม่รู้สึกตัว ; นี่ มันง่ายข้อนี้ : ถ้าผู้ใหญ่เป็นวัตถุนิยม ลูก เด็ก ๆ ก็เป็นวัตถุนิยม : ถ้าผู้ใหญ่เป็นธรรมนิยม ลูกเด็ก ๆ ก็เป็นธรรมนิยมขึ้นมา โดยไม่รู้สึกตัวได้. นี้วัฒนธรรมประจำบ้านเรือนมีอิทธิพลมากอย่างนี้ ทำให้คนเราเป็น อะไรตาม ๆ กันไปโดยไม่รู้สึกตัว แล้วเป็นกันหมด. เพราะฉะนั้นเพียงชั่ว generation เดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนได้, ยิ่งมาตั้งหลาย generation มันก็เป็นเต็มที่ ให้เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ไปทันที โลกอีกแบบหนึ่งไปทันที ; เรียกว่าหลับหู หลับตา เอากันใหญ่ในเรื่องทาง วัตถุ จนกลายเป็นเรื่องวิ่ง, เจริญอย่างวิ่ง, ไม่ใช่อย่างเดิน ; เป็นอย่างวิ่ง หรืออย่าง วิ่งเร็ว แล้วก็ไปลงเหวแห่งความร้อนใจ ทั่วไปหมดทุกหัวระแหง ไม่ยกเว้นใคร ; โดยที่

น.444 นเหล่านั้นไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไรกัน หรือมันมีมูลมาจากอะไรกัน. นี่รู้แต่ว่า มันมีปัญหา ยุ่งยากไปหมด แล้วก็มัวแก้กันแต่ปลายเหตุผิว ๆ เผิน ๆ ไม่ได้แก้กันที่ตัวต้นเหตุอันแท้จริง คือเรื่องทางจิต หรือเรื่องทางวิญญาณ. ทีนี้ เราดูถึงสภาพที่มันเป็นอยู่จริง : การที่ขาดความรู้สภาพที่เป็นอยู่จริงว่า เป็นอย่างไรนั้น เกิดมาจากการที่มันขาดความรู้ทางฝ่ายจิต หรือทางฝ่ายวิญญาณ. ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผู้ที่กำลังประสบความสำเร็จทางวัตถุ ทางฝ่ายร่างกายมีเครื่องทุ่นแรง มีความรู้ทางเทคนิคดี กำลังประสบความสำเร็จทางฝ่ายวัตถุนี้, เขาก็อิ่มใจ พอใจ ยินดี ตัวเอง นับถือตัวเองในที่สุด; นี่คือโง่อย่างที่สุด ไปสำคัญเอาว่าปัญหาหมดแล้ว. นี่แหละความหลง หรือความโง่อย่างที่สุดมันอยู่ตรงที่เข้าใจว่า ปัญหาหมดแล้ว, สบายแล้ว ๆ, ดีกว่าผู้อื่นแล้ว. จงไปดูความเข้าใจอย่างนี้ของประเทศที่อิ่มพัฒนา สมบูรณ์ในทางพัฒนาและการสังคมสงเคราะห์. เดี๋ยวนี้ทุกประเทศรวมทั้งประเทศเราด้วย ก็ชะเง้อหวังเรื่องความสมบูรณ์ ในทางพัฒนา และการสังคมสงเคราะห์, มีการกระทำที่ ให้อยู่ดีกินดีเต็มที่, แล้วก็ประกัน สังคมสงเคราะห์ ให้คนที่ทุพพลภาพเจ็บไข้ หรือคนแก่ หรือคนทั่วไปก็ตาม ที่ต้องการ การประกันสังคมสงเคราะห์ จะให้มีงานทำเรื่อย ให้มีอนามัยดีเรื่อย ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีส่วนกลางที่จะรักษา ไม่ต้องเป็นทุกข์ นอนตาหลับ ; นี่เขารู้จักกันแต่เพียง ๒ เรื่องนี้. พวกคุณก็กำลังจะมีความรู้สึกอย่างนี้ และกำลังบูชาเพียงเท่านี้ก็ได้ นี่ผมคาดคะเนเอา แต่แล้วระวังดูให้ดีว่า นั้นยังเป็นเพียงความโง่ความหลงที่สุดอย่างหนึ่ง ว่าปัญหาหมดแล้ว ปัญหามีเพียงเท่านั้น. การที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปเหมือนกับเครื่องจักร คงจะควบคุมได้ อย่างนี้เป็นความโง่ความหลงที่สุด ; ที่แท้มันเป็นเรื่องทางจิตใจ ซึ่งจะ ควบคุมไม่ได้เหมือนเครื่องจักร.

น.445 คนที่อยู่ดีกินดีแล้ว มีหลักประกันสังคมสงเคราะห์ดีแล้วนั้นแหละ มันก็ยังมีปัญหา, ไม่ใช่ปัญหาทางศีลธรรมมันจะหมดไปได้โดยเหตุที่มีการประกัน เพียงเท่านั้น. แม้ในประเทศที่มีสังคมสงเคราะห์ดี ก็ยังมีความเสื่อมทางจิตใจ ทาง ศีลธรรม และกำลังเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะฆ่ามนุษย์ฝ่ายตรงกันข้าม. เมื่อมีความสมบูรณ์ ทางวัตถุทางเนื้อหนัง กระทั่งมีความอุ่นใจทางสังคมสงเคราะห์แล้ว ทีนี้ ก็มีงานที่จะต้อง ทำต่อไปก็คือ จะต้องมีการฆ่าฝ่ายตรงกันข้ามอยู่นั่นเอง ; โดยเหตุที่ว่า เขาจะมาเป็น อุปสรรค ทำลายความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทางวัตถุของเรา, เขาจะมาเป็นคู่แข่งขัน กระทั่ง เป็นศัตรู กระทั่งทำลายลัทธินี้ที่เราบูชา. โดยหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามเป็นอุปสรรค เป็น ศัตรูของความเป็นอยู่อย่างนี้ คือความหลงบูชาความเป็นอย่างนี้ มันมากเกินไป, มันก็มีการทำสงคราม คือฆ่ากันต่อไป ต่อไปอีก อย่างไม่มีสิ้นสุด แล้วก็นอนตาไม่หลับ เหมือนกัน. ข้อที่เอามาหลอกตัวเอง หรือปลอบใจตัวเอง ให้ชื่นชมยินดีอยู่เพียงแค่กินดี อยู่ดี มีการสังคมสงเคราะห์ดีนี้ มันจึงไม่พอ เพราะเหตุนี้. นี่แหละความเจริญทาง ฝ่ายวัตถุที่ขาดความเจริญในทางฝ่ายจิต, ความรู้ทางฝ่ายวัตถุ ที่ขาดความรู้ในทางฝ่าย วิญญาณมันให้ผลเพียงเท่านี้ ; คือมัวแก้ปัญหากันแต่ทางฝ่ายวัตถุหรือฝ่ายร่างกาย ยิ่งแก้ เท่าไรปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นในทางฝ่ายวัตถุ ที่เรียกว่าวัตถุเพ้อ วัตถุอาละวาด วัตถุครองโลก วัตถุครองจิตใจของมนุษย์จนมนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์วัตถุ เป็นมนุษย์ เครื่องจักรอะไรชนิดหนึ่งไป . โลกสมัยนี้กำลังสนใจ และกำลังเจริญไปแต่ในทางอย่างนี้ ที่กำลังทำให้ ตัวเองเป็นเหมือนเครื่องจักรชนิดหนึ่งในทางวัตถุ. วิชาเทคนิคต่าง ๆ หรือพวก technicians ต่าง ๆ ที่เขามีกันอยู่ คุณดูเถอะมันทำอะไรได้ นอกจากทำให้วัตถุเพื่อ. คำว่า เพื่อ นี้ คือมันก้าวหน้า จนล้ำหน้าเรื่องทางฝ่ายจิตมากเกินไป. ผมขอประกาศตัว หรือจะเรียกว่า

น.446 ออกตัว หรืออะไรก็ตามใจว่า ผมไม่ได้คัดค้านการเจริญทางวัตถุ ไม่ได้คัดค้านความ เจริญก้าวหน้าทางวัตถุ. แต่คัดค้านที่มันเพื่อ หรือมันล้ำหน้าความเจริญทาง ฝ่ายจิตมากเกินไป . นี่คุณดูให้ดี มันคนละเรื่องคนละอัน. ขอคัดค้านความเพ้อทางวัตถุที่ล้ำหน้าความเจริญทางฝ่ายจิต; แต่ไม่ได้ คัดค้านความเจริญทางวัตถุ ; เพราะว่าต่อไป มันอาจจะมีมากกว่านี้อีกมาก ในเรื่อง ความเจริญทางวัตถุนั้น. แต่คนควรต้องรีบเพิ่มความเจริญทางฝ่ายจิตขึ้นไปให้ทันกัน ; มิเช่นนั้นแล้ว วัตถุนั้นแหละมันจะกัดเอา หรือมันจะฝั่งมนุษย์ลงไปในนรก ในเหวใหญ่ในนรก. ความเพื่อทางวัตถุนี้ระวังให้ดี, ถ้าความก้าวหน้าทางจิตใจมันไม่ทันกัน, อย่างประเทศไทยเราหรือประเทศไหนก็ตาม, จะพัฒนานั่น พัฒนานี่ จะสร้างเขื่อนยักษ์ จะสร้างอะไรก็ได้, จะสร้างระบบไฟฟ้าปรมาณูอะไรก็ตาม แต่ถ้าความเจริญทางจิตใจ ไปไม่ทันกันแล้ว มันจะมีปัญหาเต็มไปหมด นับตั้งแต่มีการทุจริตในการพัฒนานั้นเอง มีคอรัปชั่นในการพัฒนา ตั้งต้นขึ้นมาด้วยอย่างนี้ ; พัฒนาขึ้นมาแล้วก็ยิ่งเพิ่มคอรัปชั่น ที่ลึกที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปทุกที. นี่มนุษยชาติที่เคยได้รับเกียรติว่าเจริญ หรือเป็นสุภาพบุรุษ หรือไม่มีความ คดโกง นี้มันจะหาไม่ได้แล้วในโลกนี้. ในโลกมันกลายเป็นประเทศชาติที่มีความคดโกง ความทุจริตอะไรตาม ๆ กันไปหมด เพราะความเพื่อทางวัตถุ หรือเพ้อในการพัฒนาทางวัตถุ. เพราะฉะนั้นปัญหามีอยู่ว่าทำอย่างไร ความเจริญ ความก้าวหน้า หรือความรู้ทางฝ่ายจิตจะขนานเคียงคู่กันไปกับความเจริญทางฝ่ายวัตถุ. เดี๋ยวนี้มันกำลังทิ้ง กันไกล, ทิ้งกันไกล จนทิ้งหมดเลย จนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, เรื่องทางจิตทางวิญญาณ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเพราะมีความเข้าใจผิดอย่างเดียว ว่า ไม่มีความสำคัญ ; สำคัญอยู่แต่เรื่อง ทางฝ่ายวัตถุ.

น.447 นี่เราพูดถึง บรมธรรม กันเรื่อยทุกวัน ๆ เราพูดถึงบรมธรรม แล้วก็เตือนอยู่ว่า อย่าไปเข้าใจไขว้กันเสีย บรมธรรมทางวัตถุก็เป็นอย่างหนึ่ง บรมธรรมทางฝ่ายจิต ก็เป็นอย่างหนึ่ง. บรมธรรมทางฝ่ายวัตถุนั้น คือบรมธรรมปลอม ความเพื่อทางวัตถุ มันก็ไม่มีทางที่จะถึงที่สุด หรือสูงสุดลงไปที่จุดไหนได้ เพราะว่าความอยากความต้อง การไม่มีที่สิ้นสุด. เรื่องทางเนื้อหนัง ที่เป็นกิเลสตัณหา ไม่มีทางจะสิ้นสุดมันก็ไม่เป็น บรมธรรมอย่างยิ่งหรือสูงสุดตรงไหนได้ ; มันก็ไหลไปอย่างนั้นเอง, มันก็เพิ่มกำลัง เพิ่มกระแสอะไรมากขึ้น ๆ เผาลนมนุษย์มากขึ้น แต่เขาก็บูชากันว่าเป็นบรมธรรม คือเหมาเอาว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้นมีเพียงเท่านี้. คำว่า บรมธรรม ที่ถูกเป็นเรื่องทางฝ่ายจิต แล้วจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ; ขอ ให้มีความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต จะแก้ปัญหาทางฝ่ายวัตถุได้ แต่มันต้องในระดับที่ไม่เพื่อ. เพราะฉะนั้นต้องระวังคำว่าเพ้อ หรือไม่เพื่อไว้ให้ดีๆ ต้องอยู่ในระดับที่ไม่เพ้อ. เรื่อง มีกินมีใช้ทางปากทางท้องนี้ ก็ต้องไม่เพ้อ. ถ้าคนมีจิตใจสูง มีคุณธรรมทางจิตใจสูง จริงแล้ว ก็ไม่ต้องอดตายแน่ จะต้องพอมีกินมีใช้ตามสมควรแก่อัตตภาพ ; แต่ไม่ หรูหรา เหมือนที่เขาต้องการกันสมัยนี้, ไม่หรูหราฟุ่มเฟือยเหมือนที่เขาต้องการสมัยนี้ ; จะมีแต่เพียงพอกินพอใช้ อย่างที่เรียกว่า กินอยู่พอดี . มันอาจจะไม่มีกินดีอยู่ดีตาม ความต้องการของคนสมัยนี้จริง, แน่นอน ; แต่มีการกินอยู่พอดีตามที่ธรรมชาติต้องการ . ขอเตือนเสมอว่า อย่าให้คำพูด ๒ คำนี้ ปนกันยุ่งไปหมดว่า กินอยู่พอดี กับ กินดีอยู่ดี. ถ้ามี บรมธรรมทางจิตแล้ว เพียงแต่กินอยู่พอดีนี้ก็ไม่มีปัญหาแน่. ทีนี้ พูดถึงเรื่องอนามัย หรือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ถ้า มีวัฒนธรรมทางจิต เพียงพอ มีบรมธรรมทางจิตเพียงพอ โรคภัยไข้เจ็บจะไม่ท่วมท้นโลกมากเหมือนสมัยนี้ . นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องแยกดูกันโดยละเอียด ว่า โรคภัยไข้เจ็บทางกายนี้ มันมาจากโรคภัยไข้เจ็บทางวิญญาณอย่างไร, ขอยืนยันเป็นเพียง hypothesis ไว้ที่หนึ่ง

น.448 ก่อนว่า ความเจ็บไข้ทางเนื้อหนัง ทางวัตถุนี้ มันมาจากทางจิต . ยกตัวอย่าง แม้ แต่โรคกระเพาะอาหาร โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ เหล่านี้ ก็มีมูลมาจากโรคทางจิตทาง วิญญาณก่อน จึงเป็นโรคกระเพาะอาหารเป็นต้นได้. เพราะว่าทางจิตทำให้ระบบประสาท หรือระบบของจิตใจไม่ปรกติ, มันเอาเลือดไปเลี้ยงความบ้าของมันสมองเสียมากเกินไป จนไม่เอามาย่อยอาหาร, นานเข้าก็เป็นโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นที่วัตถุแท้ ๆ เป็นที่ กระเพาะอาหาร ; แต่คนก็ไม่นึกว่า มีมูลมาจากเรื่องทางจิต. ไปจัดเป็นโรคทางกาย ก็ถูกแล้ว เพราะมันปรากฏที่กาย ; แต่มูลเหตุแท้จริงนั้นมาจากความวิตกกังวล ที่ไม่เคย นอนหลับสนิทจนตลอดชีวิต ถ้ามากเข้ามันก็เป็นโรคทางกายปรากฏออกมา. ถึงแม้โรคทางจิต มันก็โรคทางกายนั่นแหละ, บ้าคลั่งไปอยู่โรงพยาบาล ปากคลองสานนั้น ก็เป็นโรคทางกาย คือระบบประสาท ระบบมันสมอง มันเสื่อมเสียไป นั่นไม่ใช่โรคทางจิตแท้ ๆ โรคกิเลสนั่นแหละจึงจะเป็นโรคทางจิต หรือโรคทางวิญญาณแท้ ๆ . เดี๋ยวนี้เขารู้กันแล้วว่า โรคจิตที่ไปอยู่ปากคลองสานนั้นไม่ใช่โรคจิต เป็น เรื่องของระบบประสาทที่เกี่ยวอยู่กับร่างกาย. เขาก็ยังงงอยู่ว่า โรคจิตแท้ ๆ คืออะไร เพราะเขารู้เรื่องจิตแต่เพียงจิตชนิดที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับร่างกาย. มันต้องมาเรียนเรื่องทาง ศาสนาโดยเฉพาะ ให้รู้เรื่องโรคทางจิตทางวิญญาณจริง ๆ เสียก่อน, แล้วก็จะรู้ว่า นั่นแหละมันเป็นต้นเหตุของโรคทางจิตด้านนอก กระทั่งโรคทางกาย. โรคทางจิต ด้านใน ทางจิตแท้ ๆ นั้นมันเป็นต้นเหตุของโรคจิตด้านนอก ๆ กระทั่งเป็นโรคที่ปรากฏ ออกมาทางเนื้อ ทางหนัง ทางร่างกาย. คำว่า อนามัยนี้ ไม่ได้หมายเพียงว่าอนามัยทางกายเหมือนที่เข้าใจกัน, ต้องมีอนามัยทางจิตด้วย . สมัยนี้เขาก็พูดถึงอนามัยทางจิต แต่แล้วก็มีความหมายอยู่ แค่อนามัยทางกาย คือจิตที่เนื่องกันอยู่กับกาย, แล้วก็คุยโวโอ้อวดต่าง ๆ นานาว่า รู้เรื่อง อนามัยทางจิต. ผมว่าไม่ได้เท่าปีกรั้น ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอนามัยทางจิตของ

น.449 ทางฝ่ายศาสนา ; ไม่ว่าของศาสนาไหน ไม่ต้องพูดถึงของพุทธศาสนาอย่างเดียว. แต่ว่าทางฝ่ายศาสนาเขาไม่เรียกว่าอนามัยทางจิต เพราะเขาไม่รู้จักเพียงแค่ร่างกายอย่างเดียว เหมือนคนสมัยนี้ หรือไม่รู้เรื่องอนามัยในความหมายอย่างคนสมัยนี้. ขอให้ศึกษาธรรมะเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ชั้นสูงสุดนี้ในฐานะที่ว่าจะเป็น ประโยชน์แก่อนามัยทางจิตเถิด. คุณจะต้องศึกษาธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ หรือ อุปกรณ์เพื่ออนามัยทางจิตด้วย ; แล้วอนามัยทางกายก็จะดีเอง. โรคภัยไข้เจ็บตั้ง ๘๐, ๙๐, ๙๕ เปอร์เซ็นต์จะหายไป จะไม่เกิดขึ้น เพราะมีอนามัยทางจิตดี. อนามัยทางจิตดี แล้วก็ไม่เป็นคนสะเพร่า ไม่ทำมีดบาดมือไม่เดินตกล่อง. คนที่เดินหกล้มปากแตกนั้น ก็เพราะขาดอนามัยทางจิต เวลานั้นจิตกำลังฟุ้งซ่าน หรือกำลังเลื่อนลอย หรือกำลัง กลัดกลุ้ม หรือกำลังอะไรอย่างหนึ่ง จึงเดินหกล้มปากแตก. นี่พูดแล้วมันก็น่าหวัว หรือไม่น่าเชื่อว่า โรคภัยไข้เจ็บทางกายทั้งหมดนี้ มีมูลมาจากโรคภัยไข้เจ็บในทาง ฝ่ายวิญญาณ. ธรรมะทุกอย่างเป็นเรื่องแก้ไขโรคทางวิญญาณทั้งนั้น : โดยหัวข้อ ใหญ่ ๆ ก็มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ เรื่อง แต่โดยรายละเอียดก็มีหลายสิบหลายร้อยเรื่อง ; ทั้งหมดนั้นเพื่อแก้ไขโรคทางวิญญาณ. เมื่อไม่มีโรคทางวิญญาณ โรคทางกายก็พลอย ไม่มีไปด้วย, หรือมีน้อยเหลือเกิน. การที่มีเชื้อโรคทางวัตถุล้วน ๆ เช่นโรค อหิวาต์ โรคอะไรเกิดขึ้นนี้ ดูแล้วก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าโรคทางฝ่ายจิต เพราะมันทรมานมาก กว่ากันมาก ; และบางทีมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามนุษย์มีความรู้ดีในทางฝ่ายจิต, ซึ่ง สามารถจะมีร่างกายที่เข้มแข็ง ต่อต้านเชื้อโรคชนิดนี้ได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์เลวลง ๆ ในทางฝ่ายจิต ฉะนั้นสภาพทางร่างกายมันก็ เลวลงๆ ; สภาพทางร่างกายเลวลง ความต่อต้านทางร่างกายมันก็เลวลง . เชื้อโรค

น.450 ในลักษณะหนึ่งมันทำอันตรายแก่ร่างกายนี้ได้ แต่มันไม่ทำอันตรายแก่ร่างกายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีความเข้มแข็ง มีความต่อต้านสูง เพราะว่ามันมีจิตสูง. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่พบ พวกโยคีที่มีกายและจิตแข็งแกร่ง คือแข็งทั้งกายและจิตตามป่าตามดง เป็นโรคชนิดนี้ โรคที่เกิดจากเชื้อโรคเพียงเท่านี้. หรือว่าถ้าจิตสูงจริง ๆ กินยาพิษก็ได้ อย่าว่าแต่เชื้อ โรคเลย. นี่เดินกันคนละทางอย่างนี้. ทีนี้เรามาโง่ทางวัตถุ เป็นทาสทางวัตถุ วัตถุมันก็กดเราให้จมลง ๆ ต่ำลง กระทั่งมีความอ่อนแอทางร่างกาย กระทั่งมีเชื้อโรคนิดหนึ่งก็ทำอันตรายได้ ไม่มีความต้านทานสูงเลย . แม้โรคเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ทำอันตรายมนุษย์ให้ตายหมด ทั้งโลกได้ เพราะมนุษย์เลวลงในทางความต้านทาน เพราะบูชาเนื้อหนัง จนเนื้อหนัง อ่อนแอต่อการต้านทานโรค. ปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างสมน้ำหน้า, ขออภัยพูดหยาบ ๆ เพราะ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ. สมน้ำหน้าที่ว่ามนุษย์บูชาวัตถุมากเข้าเท่าไร ก็ต้องได้รับผล ตอบแทน หรือการลงโทษตอบแทนมากอย่างสาสมกันทีเดียว. ปัญหาจึงเต็มไปหมด ยุ่งยากเต็มไปหมดจนเวียนหัว จนไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร ; ยิ่งแก้ก็ยิ่งเข้าลึก, ไม่ใช่ว่า ยิ่งแก้แล้วมันยิ่งดี แต่ยิ่งแก้มันยิ่งเข้าไปลึกมากกว่าเดิม. ข้อนี้อาจจะฟังยาก แต่ไม่ยาก เกินไปจนเข้าใจไม่ได้ คุณไปคิดดูให้ดีเถอะ. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็พูดวลีหนึ่งมีว่า : "วัวยิ่งแล่น ไถก็ยิ่งกินลึก" นี้หมายความว่า วัวมันยิ่งกระชากไปเท่าไร ไถมันก็ยิ่งกินลึกมากเข้าเท่านั้น มันเป็นเรื่อง ของความโง่. เรายิ่งโง่มากเข้าไปเท่าไร โง่ลึกเข้าไปเท่าไร, ปัญหามันก็ยิ่งมากยิ่งลึก เข้าไปเท่านั้น. ฉะนั้นจะระดมทุ่มเทกำลังเครื่องทุ่นแรง กำลังเทคนิค กำลังอะไร ยิ่งลึกเท่าไร, ปัญหาก็ยิ่งลึกตามมากขึ้นไปเท่านั้น. มันไม่เป็นไปในทางแก้ แต่เป็นไป ในทางทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. มันเหมือนกับฝ่ายสนองตอบ เช่นเรา อยากได้เงินบาทหนึ่ง พอได้มาบาทหนึ่ง ก็ไม่พอใจ, เพราะว่าอยากได้ ๕ บาท ๑๐ บาท

น.451 เสียแล้ว ; อย่างนี้เรื่อยไปจนไม่มีที่สิ้นสุด ความพอใจเกิดขึ้นไม่ได้. เรื่องสนอง ความต้องการทางวัตถุนี้ก็เหมือนกัน ยิ่งแก้มันยิ่งกินลึก. เดี๋ยวนี้ยิ่งไปไกลกว่านั้นอีก, ที่น่าเศร้าใจ น่าตกใจก็คือว่า เครื่องมือ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้นี้ มันกลายเป็นเครื่องมือที่ไปเพิ่มกำลังให้แก่ปัญหา. ยกตัวอย่าง ที่เราสร้างเครื่องมือสื่อมวลชนขึ้นมาได้ เพื่อจะแก้ปัญหาของสังคมนี้ มันกลับไปเพิ่มปัญหา ทางสังคม คุณไปมองดู : เราประดิษฐ์อะไรขึ้นมา เพื่อจะแก้ปัญหายุ่งยาก หรือความ เดือดร้อน แล้วก็สร้างขึ้นมา. อย่างสร้างเครื่องวิทยุขึ้นมาสำเร็จอย่างนี้ ส่งกระจายเสียง ไปทั่วโลกอย่างนี้ พวกชาวโลกก็หาได้ใช้ไปในทางที่จะแก้ปัญหานั้นไม่ มันกลับเพิ่ม ปัญหา คือเป็นสื่อสำหรับแพร่โรคติดต่อ หรือเชื้อโรคทางวิญญาณนี้ ให้ระบาดไปทั่วโลก ; ก็มีโรคมากขึ้น มีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม. เช่นเราจะเล็งถึงการศึกษา มีระบบการศึกษาดีมาก. แต่แล้วมันก็ถูกใช้ไป ในทางทำให้คนเป็นทาสของวัตถุ, แล้ว ปัญหามันจะสิ้นสุดอย่างไร เพราะปัญหา มาจากวัตถุนิยม . อะไร ๆ ที่สร้างขึ้นมาก็เป็นเหยื่อของวัตถุนิยม, ผม เพราะฉะนั้นความ เจริญก้าวหน้าทั้งหมดนี้ มันก็เป็นการช่วยฝ่ายภูตผีปีศาจ ที่จะรังควานมนุษย์มากขึ้น เท่านั้นเอง, แล้วก็เรื่อย ๆ ไป, นี้คือความตกเป็นทาสของวัตถุนิยมมีลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ถ้าเป็นมนุษย์ที่มีมโนธรรม มีความนิยมในทางธรรม หรือทางจิตนี้จะมีอย่างนี้ไม่ได้ จะมีภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ จะไม่ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; จะเป็นอยู่พอดี กินอยู่ พอดี มีอนามัยพอดี มีความแข็งแกร่งจากธรรมชาติ โดยธรรมชาติ เพื่อต่อต้านโรคภัย ไข้เจ็บตามธรรมชาติของมันได้. นี่แหละ เรามีวิธีการที่จะต่อต้าน หรือแก้ปัญหาตามแบบของฝ่ายมโนนิยม หรือบรมธรรมในลักษณะอย่างนี้ ; เราไม่พึ่งเครื่องจักร ไม่พึ่งเครื่องทุ่นแรง ไม่พึ่ง เทคนิคอะไร เราก็สามารถจะต่อต้าน แก้ปัญหาเรื่องไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มีอนามัยดีนี้ได้ ;

น.452 ละจะเป็นไปในลักษณะที่พอดี. คุณดูก็แล้วกันว่า ทำไมคนจึงเหลือมาจนถึงสมัยนี้ มาเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ของคนสมัยนี้ได้ ; ทำไมมันไม่ตายหมด. คนที่ไม่รู้หนังสือ ไม่มี อนามัยดีอะไรเหล่านั้น ทำไมจึงไม่ตายหมด, ทำไมจึงมาเป็นบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของคนสมัยนี้ได้. ถ้ามีความสูงทางจิตใจ มันไม่มีปัญหาอย่างนี้ แม้แต่การงานก็เป็น ของเล่นไป ไม่หนักอกหนักใจ ไม่วิตกกังวล ไม่มีการนอนไม่หลับ เหมือนที่กำลังเป็น กันอยู่ในหมู่นักวัตถุนิยม หรือนายทุน หรืออะไรก็ตาม. แล้วปัญหาเรื่องความเจ็บ ความไข้นั้น มันเป็นปัญหาน่าหัวเราะมากทีเดียว คุณไปคิดดูให้ดีเถิด. พวกที่ถือศาสนา ถือพระเจ้า ถือมโนนิยมนั้น เขาหัวเราะเยาะความ เจ็บไข้ ความตาย . นี่คุณก็ต้องสังเกตนะ ผู้ที่เต็มไปด้วยคุณธรรมทางนี้ เขาหัวเราะ เยาะความเจ็บ ความไข้ ความตาย, ไม่ใช่กลัวอย่างความกลัวขึ้นสมอง เหมือนคนสมัยนี้. ความเจ็บนิดหนึ่งก็กลัวกันได้อย่างมากมาย, ความตายก็กลัวกันอย่างทำอะไรไม่ถูก. ส่วน พวกบริษัทของศาสนานั้น เขาหัวเราะเยาะความเจ็บไข้ ความตาย ความอะไรก็ตาม. พวกหนึ่งก็เชื่อว่า ความตายนี้เป็นความประสงค์ของพระเจ้า จะเรียกตัวเรา ไปอยู่กับพระเจ้า เราก็ยินดีที่จะไป. เพราะฉะนั้นความตายก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจไปเลย ไม่ใช่น่ากลัว. การเจ็บไข้ ก็เมื่อถือว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ก็นอนเจ็บไข้อย่างยิ้มแย้มได้. หรือความวิบัติต่าง ๆ ในโลกนี้ เช่นแผ่นดินไหว น้ำท่วม อะไรก็ตาม ก็เป็นความประสงค์ของพระเจ้า, เขาก็หัวเราะได้. ถ้าจะต้องตายมันก็ตาย อย่างเดียวกันอีก คือตามประสงค์ของพระเจ้า. หรือว่า มนุษย์ที่มีปัญญา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็หัวเราะได้ ไม่ต้องกลัว. นี้มันแก้ปัญหากันคนละแบบอย่างนี้, เพราะฉะนั้นคุณต้องระวังให้ดี ๆ. พวกวัตถุนิยม ที่เป็นทาสของวัตถุ เขาก็บอกว่า โอย, ป่วยการ, เรื่องศาสนา นี้เอาไว้สำหรับปลอบใจคนที่ไม่มีความสามารถ. คุณเคยได้ยินไหมประโยคนี้ ! พวก

น.453 นักการศึกษาก้าวหน้าสมัยใหม่นี้ เขาประณามศาสนาว่า ศาสนานี้มีไว้เพียงเพื่อปลอบใจ คนทุพพลภาพ : ทุพพลภาพไม่มีกินไม่มีใช้ก็เอาศาสนาเป็นเครื่องปลอบใจว่า เออ, มัน เป็นอย่างนี้เอง มันเป็นกรรมของเรา. หรือปลอบใจ เมื่อทำอะไรไม่ได้มากเหมือนเขา ไม่มีเครื่องจักร ไม่มีอะไรทำ ก็ปลอบใจว่าเราก็สันโดษยินดี. นี่มันเป็นความคิดของ คนเหล่านั้น ที่เขามักจะตั้งปัญหาถามในรูปทำนองอย่างนี้. มันเป็นการถามที่ล้อเลียน หรือเยาะเย้ยไปในตัว. เพราะเรื่องอบรมจิตให้ มีจิตเป็นจิตพิเศษ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวอะไรนี้ เขาว่ามันเป็นเรื่องปลอบใจคนโง่. แม้ว่า ยิ้มตาย เพราะว่าพระเจ้าต้องการ นี้ก็ว่าเป็นเรื่องปลอบใจคนโง่ เพราะว่าในถิ่นนั้น ๆ ในประเทศนั้น ๆ มันไม่มีพัฒนาการทางทำมาหากิน ไม่มีการอนามัยดี มีโรคภัยไข้เจ็บ มาก เป็นคนจน ก็ต้องมีเครื่องมาปลอบใจ หรือหลอกให้ยินดีไปตามแกน ๆ อย่างนั้น ; เรื่องศาสนาก็มีเพียงเท่านี้เอง เขาว่าอย่างนี้. นี่คือคำพูดของคนที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ; แม้เป็นคริสเตียนก็ทิ้งศาสนาคริสเตียน, เป็นศาสนาไหนก็ทิ้งศาสนานั้น, มันดีแต่ว่าศาสนาพุทธเรายังไม่เป็นเอามาก ๆ ถึงเพียงนั้น. เราต้องลองคิดดูถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนาในอินเดียสองพันกว่าปี สามพันปี มานี้. อินเดียสมัยนั้นมันก็ไม่ได้แห้งแล้งอย่างอินเดียสมัยนี้, อย่าเข้าใจผิดนะ. การทำผิด ของประชาชนพลเมืองทำให้แผ่นดินแห้งแล้ง เกี่ยวกับเรื่องทางพี่สิคส์มันจึงมีอดอยากมาก. ประเทศอินเดียสมัยโน้นยังชุ่มชื้น ยังอุดมสมบูรณ์ จึงไม่ควรจะพูดว่า ศาสนามีไว้สำหรับ ปลอบใจคนที่ยากจน เพราะอยู่ในประเทศที่แห้งแล้ง. มันก็จริงถ้าพูดอย่างหลับหูหลับตา. ดินแดนพาเลสไตน์ที่เป็นที่เกิดของศาสนาคริสเตียนหรืออาหรับนี้, สมัยโน้นมันก็ไม่ได้ แห้งแล้งเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ มันยังมีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ เพราะว่าโลกยังดีอยู่ ยังไม่ถูกทำลายเหมือนสมัยนี้, หรือไม่ได้ผันแปรมาอย่างสมัยนี้. เพราะฉะนั้นจะพูดว่า ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ เกิดขึ้นในยุค ในสมัย ในถิ่นที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง อดอยากยากแค้น ไม่มีอนามัยเหลือเลย นี้ไม่ถูก.

น.454 เขาดูถูกว่า สมัยนั้นการแพทย์ไม่เจริญ คนเจ็บป่วยมาก ต้องมีอะไรมา หลอกใจ อย่างเรื่องพระเจ้า หรือศาสนา, อย่าได้เป็นทุกข์ในเรื่องเจ็บไข้ ; นั่นก็ถูก อยู่นิดเดียวส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่จริงเขาเป็นโรคภัยไข้เจ็บน้อยกว่าคนสมัยนี้ เป็นโรคภัย ไข้เจ็บยากกว่าคนสมัยนี้ ; แล้วเขามีความกินอยู่พอดี คือพอสบายดีแล้วในทางกาย ส่วน ทางสติปัญญามันยังไม่พอ ; เขาคิดว่า ยังมีอะไรดีกว่านี้ เขาจึงคิดค้นจนพบหลักของ ศาสนา จนพบหลักของการทำให้จิตมีความสุขสูงขึ้นไป จากความพอแล้วในทางร่างกาย ทางร่างกายนั้น มีการกินอยู่พอดี สบายดี อนามัยก็ดี นี่แหละคนสมัยนี้โง่เอง มองดูประเทศอินเดียสมัยนี้ มองดูดินแดนพาเลสไตน์ สมัยนี้ ซึ่งเป็นถิ่นแห้งแล้งกันดารอดอยากยากแค้น ในอินเดียก็มีความยากจน อดตายก็มี เขาก็มีพุทธศาสนาเพื่อจะแก้ปัญหานี้ ; คิดไปอย่างนี้ ว่าไปอย่างนี้ คนพูดบ้าเองโง่เอง. ขอให้มองเห็นว่า มันเป็นการก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่ง ออกไปทางฝ่ายจิต. คนสมัยวัตถุนิยม เขาไม่มองในแง่นี้ แต่มองไปในแง่ว่า เพราะขาดแคลนทางวัตถุ จึงต้องปลอบใจตนเอง. ที่แท้ความอิ่มหมีพีมันทางวัตถุจะต้องมีแล้วตั้งแต่สมัยโน้น. พวกฝรั่งสมัยนี้ก็ไม่เข้าใจคำที่พระเยซูพูดว่า - ชีวิตมนุษย์ ไม่ได้เนื่องกัน อยู่กับขนมปัง แต่มันเนื่องกันอยู่กับธรรมะของพระเจ้า" . คือเมื่อพระเยซูไปนั่ง ทำความเพียรบนภูเขา มีมารมาบอกว่า ถ้าเก่งจริง เป็นลูกพระเจ้าจริง, ก็จงเสกก้อนหิน ทั้งภูเขานี้ให้เป็นขนมปังดูซิ. พระเยซูจึงตอบประโยคนี้ออกมา, ซึ่งพวกฝรั่งสมัยนี้เอง ก็ไม่เข้าใจ ที่ว่า "ชีวิตนี้มิใช่เป็นอยู่ได้ด้วยขนมปัง แต่เป็นอยู่ด้วยพระธรรมของ พระเจ้า" นี่หมายความว่า พวกคนร่ำรวยสมัยนั้น ไม่ยินดีรับคำสอนของศาสนา เพราะไปเข้าใจว่าเราเป็นมนุษย์มีชีวิตรอดอยู่ได้เพราะอาหารต่างหาก, คำว่าขนมปัง หมายถึงอาหาร ฉะนั้นต้องทำทั้งหมดให้เป็นอาหารขึ้นมาจึงจะนับถือ นี่พระเยซูพวกจิต นิยมก็บอกว่าชีวิตไม่ได้เป็นอยู่ได้เพราะอาหาร เพราะขนมปัง, แต่เป็นอยู่ได้เพราะธรรมะ ของพระเจ้า.

น.455 นี่พระเยซูเป็นผู้รู้หรือเข้าใจในเรื่องนี้ จึงตอบมารอย่างนี้. เพราะฉะนั้นมาร ก็ไม่มีอะไรนอกจากความหมายทั้งหมดของวัตถุนิยม. พวกฝรั่งเดี๋ยวนี้แม้พวกคริสเตียน ก็น้อยคนที่จะเข้าใจว่า "มนุษย์ไม่ได้อยู่ด้วยขนมปัง, แต่อยู่ได้ด้วยพระธรรมของพระเจ้า" ทั้ง ๆ ที่คำพูดเหล่านี้เขาก็ท่องอยู่ทุกวัน สวดอยู่ทุกวัน อ่านอยู่ทุกวัน. พวกศาสนาอื่น ก็เหมือนกันจะต้องเข้าใจว่า ชีวิตไม่ใช่มีอยู่ได้ด้วยอาหาร หรืออาหารอย่างเดียว, จะต้อง ด้วยธรรมะเท่านั้น. นี้ก็หมายความว่าชีวิตนี้คือชีวิตจริง ไม่ใช่ชีวิตเนื้อหนังร่างกาย ; ชีวิตที่เป็นเนื้อหนังร่างกายนั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็นอยู่ด้วยอาหาร. แต่ ชีวิตคนนี้ มันควรจะมีความหมายสูงกว่านั้น ต้องเป็นอยู่ด้วยธรรม ; เรื่องทางจิตทางวิญญาณ มันจึงเกิดขึ้น. ทีนี้ เมื่อเรามีความเข้าใจถูก ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ อย่างที่เรียกว่า เห็นได้ด้วยตนเอง, เห็นและคิดได้ด้วยตนเองว่า ระบบศาสนานี้มันไม่ใช่เพื่อหลอก คนให้ยินดีไปวันหนึ่ง ๆ เพราะว่ายากจน หรือว่าหมดปัญญา หมดทางสู้; แต่เขา ต้องการให้จิตของคนวิวัฒนาการไปเหนือวัตถุ จนกระทั่งว่ามันเป็นกลาง ไม่เป็นจิต หรือไม่เป็นวัตถุ ที่เรียกว่า "ว่าง" ไม่ยึดถือว่า เป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้. มัน เป็นธรรมชาติล้วน ๆ จึงว่างจากสิ่งที่จะเรียกว่ากาย หรือเรียกว่าจิต ; นี้คือตอน ลึกสุดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ที่เป็นโลกุตตรธรรม : จะไม่มีกาย จะไม่มีจิต, จะมี แต่ความว่าง ซึ่งอธิบายกันได้ยืดยาว ต้องพูดกันคราวอื่น. หรือคุณต้องไปหาอ่าน ดูเอง เรื่องความว่างนี้ ไม่รู้สึกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา, ไม่มีทั้งกาย ไม่มีทั้งจิต มันไปไกลลิบไปเลย ; นั่นแหละยอดสุดของความก้าวหน้าทางฝ่ายจิต หรือบรมธรรม มันต้องไปถึงขนาดนั้น, ทีนี้เราก็จะรู้สึกว่า น่าหัวเราะ หรือน่าสงสาร ที่พวกฝรั่งมาถึงก็ถามว่า พวกท่านมีวิธีแก้ปัญหาความอดอยาก อนามัยเลวกันอย่างไร ? นี้เขามาถึงเห็นบ้านเราเป็น กระท่อมซอมซ่อ เป็นกระต๊อบ เป็นอยู่อย่างนี้ เขาก็สันนิษฐานเอาเองว่าแย่แล้ว การ กินอยู่ฝืดเคือง อดอยาก อนามัยเลวมาก ; ก็เลยถามทำนองเยาะเย้ย ทำนองล้อเลียน

น.456 ฝงอยู่ในคำถามนั้น. เขากลัวจะเสียมารยาท ไม่กล้าล้อโดยตรง ถามโดยตรง ก็ถาม ด้วยคำถามแฝงเยาะเย้ย ล้อเลียนว่าพวกคุณแก้ปัญหาเรื่องความยุ่งยากลำบากไม่มีกินไม่มีใช้ เรื่องอนามัยไม่ดีนี้กันอย่างไร, ในเมื่อมัวแต่ไปวัดไปวา ทำบุญให้ทาน หรือเป็นอยู่ อย่างนั้น. นี่ความที่เขาเคยชินแต่เรื่องความก้าวหน้าทางวัตถุ, มีอาชีพดี มีสังคม สงเคราะห์ดี, หมดปัญหาเรื่องความเจ็บความไข้ ความไม่มีงานทำ อะไรต่าง ๆ นี้มันน่าหวัว ขอให้พวกเราเข้าใจถึงหัวใจ หรือจุดปลายทางของเรื่องทางจิตทางวิญญาณนี้ แล้วจะหมดปัญหาเรื่องนี้, แล้วก็จะมองเห็นชัดว่า ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียวนั้น เป็นอันตรายที่สุด, ว่าการสังคมสงเคราะห์ที่ฟังไพเราะที่สุดของโลกสมัยนี้ก็เป็นเรื่องแต่ ทางฝ่ายวัตถุ ฉะนั้นสังคมสงเคราะห์แบบนี้มีมากขึ้นเท่าไร คนก็จะอ่อนแอลงเท่านั้น เลวลงเท่านั้น ; อ่อนแอลงจนไม่ช่วยตัวเองได้ตามลำพัง ด้วยเรื่องกำลังจิต กำลัง สติปัญญา ต้องอาศัยระบบเครื่องจักร มีการช่วยกันผลิต แล้วมีการสังคมสงเคราะห์อย่างนี้ เรื่อยไป; แล้วก็ทนอยู่ด้วยความหวาดกลัว นอนไม่หลับ แล้วไม่อาจจะระงับสงคราม อันยืดเยื้อนี้ได้. คุณเป็นนักศึกษา ก็ให้เป็นนักศึกษาดี ๆ ก็แล้วกัน อย่าไปหลงเรื่องการศึกษา ชนิดที่ยิ่งศึกษายิ่งโง่ของคนสมัยนี้ ในโลกนี้ ในเวลานี้เลย. ยิ่งศึกษายิ่งโง่ ยิ่งศึกษา มากยิ่งมีปัญหามาก ยิ่งพัวพันหนักขึ้นเหมือนสัตว์ที่มันชักใย พันตัวเองหนาเข้า ๆ ; แล้ว เมื่อไรก็ไม่รู้ ที่มันจะทำลายสิ่งห่อหุ้มเหล่านั้นออกมาได้. สู้ตัวด้วงตัวหนอนก็ไม่ได้ ที่มันมีวันมีเวลาที่จะทำลายสิ่งห่อหุ้มเหล่านั้นออกมาได้ ส่วนมนุษย์ ในโลกวัตถุนิยมนี้ ดูยังไม่มีหวังที่จะทำลายใยที่ชักพันตัวเองนี้ออกมาได้ จนกว่าเมื่อไร เขาจะหายโง่ มาสนใจเรื่องบรมธรรม หรือความก้าวหน้าทางจิตทางวิญญาณกันเสียบ้าง เท่านั้นเอง. เพราะว่าสิ่งนี้มันจะทำลายสิ่งที่ห่อหุ้มครอบงำ ปิดบัง เผาลน อะไรต่าง ๆ ได้หมด. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด .

น.457 โปรดแก้คำผิด ใน บรมธรรม ภาคต้น หน้า บรรทัด คำที่ผิด แก้เป็น (๕) ๖ ก็ไม่มาก แล้วมันก็ไม่มาก (๗) ๗ (จากล่าง) กิเลส ประเภท กิเลส เรียกว่า (๘) ๑.๓ รู้จักกิเลส ผล เท่ากับรู้จัก ส่วนผล ก็คือรู้ (๙) ๒ (จากล่าง) อื่น ๆ อื่น (๑๓) ๑ รูปโครงพุทธศาสนา ซึ่งเขา รูปโครงของพุทธศาสนา ซึ่งลัทธินี้ (๒๕) ๑ ๓ (๒๕) ๑ ๓ ส่วน พุทธ ส่วนพุทธ - (๒๖) สุดท้าย จุดแรง จุดแรก ให้ ๔ ให ( ๒๙) ๗ คือเวทนา คือรูป เวทนา (๒๙) ๑๔ สานุสสติ สานุสสติ- ๑๐ ๙ (จากล่าง) อย อยู่ ๑ ๑ ๘ เหลือ เหลือ ๑๔ ๒ อนาคารก อนาคาริก ๑๕ ๒ (จากล่าง) ปรัสถ ปรัสถ์ ๑ ๖ ๖ อย่า อย่าง ๒๕ -๓๙ ๑ เรื่องเกี่ยวกับการบวช เรื่องความหมายของการบวช ๔๐ ๑๕ ชีวิตมัก ชีวิตมัน ๔ ๙ ๗ จต จิต ๕๐ ๘ ปริวาร บริวาร ๕๑ ๓ (จากล่าง) เป็นของกู (ขีดออกเสีย) ๖๐ ๙ ได ได้ ๖๔ ๒ มาจากราชา มาจากราก ๖๕ ๑ สิ่งเรียที่ก สิ่งที่เรียก ๖๖ ๓ สังคม ปัจเจกชน ๖๖ ๓ ปัจเจกชน สังคม ๖๙ ๑๐ มีกน มีกิน ๗๑ ๔ (จากล่าง ) อหิงสา อหิงสา ๗๑ ๕ (จากล่าง) คำกล่าว คำเก่า ๗๙ ๕ เรานี้ เรานี้แหละจะเอา ๘๗ ๙ (จากล่าง) ความถูก อย่างถก

น.458 ลำที่ผิด แก้เป็น ๘๙ ๙ อัษฎางคิก อัฏฐังคิก ๙ ๓ สุดท้าย สมาธ สมาธิ ๑๐๔ ๙ หวง หวัง ๑๐๕ ๒ (จากล่าง) 3 เว้นวรรคหลัง "ไม่มีรูป" ๑๑๑ ๑๔ ได้ดีกว่า ได้จริงกว่า ๑๑ ๒ ๘ โกกุตตร บรม ๑๒๕ ๗ (จากล่าง) ต้องให้เงิน ใช้ ต้องให้เงินใช้ (แล้ววรรค) ๑๒๕ ๑๐ ( จากล่าง) มาตา มาตา - ๑๒๙ ๔ จิต ใจ ๑๓ ๑ ๘ (จากล่าง) กน กิน ๑๓ ๓ ๒ ตถุ วัตถุ ๑๓ ๓ ๙ ปญฺญา ปาสาท ปญฺญาปาสาท - ๑๓๗ ๔ (จากล่าง ) ประถมศึกษา ประถมศึกษา ๑๔๐ ๓ เริ่ม เรื่อง ๑๔๐ ๙ สุดท้าย อยู่มีกัน มีกันอยู่ ๑๔๖ เลก เลิก ๑๖๒ ๒๓ สายเลือด สายเลือดหรืออะไรอย่างนี้ ๑ ๗๖ ๖ สต สติ ๑๗๗ ๔ มันมัน มัน ๑๘๒ ๒ ได ได้ ๑๘๒ ๖ คนโกง คดโกง ๑๙ ๓ ๕ รู้จักทำให้เขา ทำให้เขารู้จัก ๑๙๕ ๗ ให ให้ ๑๙๘ ๔ (จากล่าง) สงความ สงคราม ๒๐๕ ๒ เถด เถิด ๒๐๕ ๘ การณ์ กาล ๒ ๑๑ สุดท้าย เพื่อเงิน เพื่อเงิน ๒ ๓ ๓ ๕ อสระ อิสระ ๒๓๕ ๗ พุทธสฺ พฺธส ๒๓๕ ๗ มิทาโสว มิ ทาโสว ๒๖๓ - ๒๖๗ ๑ กับการงาน กับการทำงาน ๒๖๘ ๒ ตอง ต้อง ๒๖ ๙ ๑ (จากล่าง) ธรรม ;/กระทำ ธรรม หรือธรรมะ ; /กระทำ. ๒๗๑ ๓ เอง อีก

น.459 คำที่ผิด แก้เป็น ๒๗๘ ๘ (จากล่าง ) วา ว่า ๒ ๙ ๓ ๔ ที่เขาเรียก ที่เรียก ๒๙๔ ๘ (จากล่าง) วจจเร วุจฺจเร ๒๙ ๔ ๑๔ หิริ โอตฺตปฺป สมฺ หิริโอตฺตปฺปสมฺ ๓๐๗ ๑๒ สถชาดก สสชาดุก ๓๐๘ ๗ (จากล่าง) รู รู้ ๓๐๙ ๑๐ รับ (ขีดออกเสีย) ๓๐๙ (จากล่าง) ๓ ไม่มี ยังมี ๓๑๓ ๙ เกิด เกิน ๓๓๑ ๗ ไม่ได ไม่ได้ ๓๓๕ ๓ ๓๘ ๘ กัตตุ แบ่งแยก กรรตฺ มีแบ่งแยก ๒ (นับขึ้น) ๓๔๔ ๕ (นับขึ้น ) สัญญเจต สัญเจต ๓๔๔ ๙ (จากล่าง) อาหาร การาหาร ๓๔๔ สุดท้าย วญญา วิญญา ๓๔๕ ๒ (จากล่าง ) โฮ ฮอร์ ๓ ๕๑ ๑ ๕ ๓๑ ๓๕๑ ๓๖๔ ๙ (จากล่าง) เกิด ที่ทำให้เกิด

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต