Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคต้น ครั้งที่ ๒๐ — บรมธรรม กับ การรู้เท่าทันเนื้อหนัง

บรมธรรม ภาคต้น —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.418 วันนี้ จะได้พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ การรู้เท่าทันเนื้อหนัง. คำว่า "รู้เท่าทันเนื้อหนัง" นี้ มีเค้าเงื่อนสืบต่อมาจากเรื่องที่พูดกันเมื่อวาน คือเรื่องกามวัตถุ ซึ่งเราสรุปรวมเรียกว่าเรื่องเนื้อหนัง. ความรู้ เท่าทันเนื้อหนังก็หมายถึงไม่ตกเป็นทาสของเนื้อหนังโดยไม่รู้สึกตัว. ความไม่ตกเป็นทาสของเนื้อหนังนี้ เมื่อกล่าวโดยแท้จริงแล้ว ย่อมจำเป็น อย่างยิ่งแก่คนเรา ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ : นับตั้งแต่เป็นเด็ก จนกระทั่งเป็น ผู้ใหญ่ จนกระทั่งเป็นผู้แก่ชรา ดังที่เราเคยแบ่งชีวิตนี้เป็น ๔ อาศรม คือพรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ และสันยาสี ; เป็นเด็กที่ดี, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดี, เป็นผู้มอง เห็นความสงบในด้านจิตใจ ว่าเป็นความสุขที่สูงไปกว่าความสุขทางเนื้อหนัง, แล้วก็ บำเพ็ญตนเป็นผู้ส่องแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น. ทั้ง ๔ ระยะนี้ ถ้ามีการตกเป็นทาสของ เนื้อหนังแล้วก็ย่อมล้มละลาย. ๓๕๒

น.419 ดังที่เราจะเห็นได้ในเมื่อเราพิจารณาดู ความล้มเหลวในการศึกษาเล่าเรียน ของเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มสาวที่มีขึ้นมา ก็เพราะความเป็นทาสของเนื้อหนังโดยรู้สึกตัวบ้าง โดยไม่รู้สึกตัวเสียเลยบ้าง. พ่อบ้านแม่เรือนไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องทรัพย์ เรื่อง เกียรติ หรือเรื่องความมีสังคมดี อย่างนี้ก็เพราะสิ่งเดียวกัน คือไปตกเป็นทาสของเนื้อหนัง มากเกินไป. ในที่สุดวิกฤตกาลต่าง ๆ ของโลกเกิดขึ้นเป็นสงครามยืดเยื้อ พิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นว่า มันมีมูลเหตุมาจากการที่บูชาเนื้อหนังกันมากเกินไป. มันไม่ใช่พิพาทเรื่อง ดินแดน หรือว่าเรื่องอะไรอื่น นอกจากลัทธิบูชาเนื้อหนังฝั่งอยู่ในจิตใจ ; มันก็ต้องมี ความกลัวที่จะสูญเสีย ก็ต้องมีการป้องกัน มีการขยายออกไป มีการแสวงหา ไม่มีที่สิ้นสุด ; มันก็เลยมีการกระทบกระทั่งกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ; กระทั่งว่า เวลาวันคืนล่วงไปด้วยการ กระทบกระทั่ง โดยส่วนบุคคล โดยหมู่คณะ โดยประเทศชาติ นี่เป็นการกระทบกระทั่ง ซึ่งพูดตามภาษาธรรมะก็ว่าแย่งชิงกามารมณ์ เหมือนสุนัขตัวหนึ่งมีชิ้นเนื้อในปาก ก็ถูก สุนัขตัวอื่นรุมแย่ง. ครั้นเมื่ออยู่ไปจนถึงวัยที่ควรจะแสวงหาความสงบทางจิต ทางวิญญาณ ก็ล้มเหลว มัวแต่บริโภคความสุขทางเนื้อหนัง , แล้วแย่งชิงกัน จนกระทั่งเน่าเข้าโลง ไปเลย ไม่เคยประสีประสาถึงเรื่องที่จะออกพักผ่อนทางจิตทางวิญญาณ อย่างที่เราเคยพูด กันมาแล้ว. นี้ก็ไม่ต้องพูดถึงขั้นที่เป็นผู้เที่ยวแจกของส่องตะเกียง หรืออะไรทำนองนั้น วิวัฒนาการของชีวิตไม่เป็นไปถึงที่สุดไม่สมบูรณ์. ความเป็นมนุษย์ไม่เต็มเปี่ยม, เพราะ ความที่ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง ; ซึ่งตรงกันข้ามกับบรมธรรม ๔ อย่าง อย่างที่เคยพูดถึง หรือบรมธรรมคือนิพพานในพระพุทธศาสนา. สรุปความสั้น ๆ ในส่วนนี้ว่า มนุษย์ไม่ได้สำนึกในความที่ตนเป็นทาสของกาม- วัตถุ ประเภทแรก คือกามารมณ์ หรือที่เราสรุปเรียกว่า เนื้อหนัง คำเดียวสั้น ๆ ; ตลอด จนถึงไม่ได้สำนึกในการเป็นทาสเรื่องผัสสาหาร ซึ่งไม่ถึงขนาดกามารมณ์ ; ตลอดถึง

น.420 การเป็นทาสในการสืบพันธุ์ ที่ธรรมชาติเป็นนายจ้าง. มนุษย์เป็นลูกจ้างในการสืบพันธุ์ ; ซึ่งพอจะเข้าใจกันได้, มนุษย์ไม่สำนึกในการที่ตนตกเป็นทาสของเนื้อหนังในหลาย ๆ ประเภทเช่นนี้ แล้วกลับพอใจในการที่กำลังเป็นทาส หรือได้เป็นทาสอย่างนั้น คือมีความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เป็นที่มัวเมา ก็เลยพอใจที่จะเป็นทาส โดยไม่สำนึกตัวก็มี โดย สำนึกตัวก็มี. ถ้าไม่สำนึกตัว มันก็เป็นไปเองอย่างง่ายดาย ตกเป็นทาสถึงที่สุดอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้สึกตัวอย่างนี้. ถ้าเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ถือว่าไม่เป็นทาส เช่น บางพวกบัญญัติว่า เป็นความถูกต้องทางศีลธรรมไปเลย ถึงกับบูชาเป็นสิ่งสูงสุด วิเศษสูงสุด ดังเช่นในลัทธิ ตันตริก หรือก่อนหน้านั้น ก็ถือลัทธิบูชากามารมณ์เป็นนิพพาน กระทั่งในวันนี้หยก ๆ นี้ ในปัจจุบันวันนี้ก็ยังบูชากัน เป็นของวิเศษสูงสุดกว่าสิ่งใดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. นี่แหละ เรียกว่าที่ไม่รู้สึกตัวก็เป็นไปอย่างนั้น ที่รู้สึกตัวก็สมัครใจที่จะเป็นอย่างนั้น แล้วก็แก้ไข ศีลธรรม ให้ความเป็นอย่างนั้นเป็นความถูกต้อง หรือเป็นของธรรมดาในภาษา วิทยาศาสตร์. พอมาถึงสมัยนี้ ก็เลยเข้าใจยาก คือเข้าใจเป็นความถูกต้องไปเสีย. นี่เท่ากับว่า ทำให้เป็นการสำคัญผิด ให้เด็ก ๆ สำคัญผิด มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่อ้อนแต่ออกเรื่อยมา ว่าการได้ตามใจตัวเองในทางเนื้อหนังนี้ เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด ประเสริฐที่สุด ; และ วัฒนธรรมเก่าแก่โบราณที่ไม่ต้องการจะเป็นทาสทางเนื้อหนัง ก็เลยค่อยๆ สูญไป ๆ. วัฒนธรรมไทยมีมูลมาจากพุทธศาสนาตำหนิติเตียนการเป็นทาสทางเนื้อหนังนี้ และก็เป็น ของเก่าแก่บรมโบราณ ตั้งแต่สมัยหิน คนบ่าสมัยถือตาบูเป็นหลัก ก็ประณาม over sex นี้ ว่ามันเป็นสิ่งบาปอย่างยิ่ง. สมัยนี้เขาไม่รู้สึกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงมีผลเกิดขึ้นในหมู่ มนุษย์ ในภาวะที่ไม่น่าปรารถนา เช่นความเสื่อมเสียทางศีลธรรม หรือสงครามนิรันดร หรือว่าอะไรอื่นอีก ซึ่งเนื่องมาจากสิ่งเหล่านั้น. เพราะฉะนั้นเราควรจะสนใจสิ่งที่ เป็นบาป หรือเป็นตัวซาตาน เป็นตัวพญามารที่แท้จริงนี้กันเสียบ้าง.

น.421 สำหรับคำว่า "เนื้อหนัง" แม้จะเป็นคำสั้น ๆ เพียงคำเดียว มันก็มีความหมาย ครอบคลุมโลก คือครอบคลุมไปทั้งโลก ปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมดในวิสัยโลกเกิดขึ้นจากสิ่งนี้ ; อย่างความคิดเห็นของซิกมัน ฟรอยด์ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ว่าปัญหาทั้งหมดของมนุษย์ หรือ motive ต่าง ๆ ของมนุษย์นี้รวมอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ : แม้ที่ปฏิบัติทางศาสนา ก็เพื่อผลทางกามารมณ์ จะไปอยู่กับพระเจ้าก็เพื่อผลทางกามารมณ์, ไปไกลถึงอย่างนี้ สำหรับความคิดนึกของคนสมัยนี้. ทำดีก็เพื่อกามารมณ์, ที่ทำบาปลงไปก็เพราะกามารมณ์ การศึกษาเล่าเรียนของเด็ก ๆ ก็เพื่อกามารมณ์, ความสุขของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับกามารมณ์ : อะไรก็เป็นเรื่องอย่างนี้ไปหมด มันเรียกว่ามีอำนาจครอบงำโลก. แต่เราจะต้องขอมีข้อแม้สักหน่อย ว่าในทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หรือใน โลกของพระอริยเจ้านั้น อะไร ๆ ไม่ใช่เพื่อกามารมณ์ หรือไม่ใช่โดยกามารมณ์ หรือ เพราะกามารมณ์ อย่างซิกมัน ฟรอยด์ว่า ; ยังมีอุดมคติอย่างอื่น มีบรมธรรมโดยเฉพาะ เป็น motive เป็นจุดที่หมาย หรือเป็นอะไรที่มนุษย์จะประพฤติหรือกระทำ. แต่ถ้าว่า โดยทางโลก ในฝ่ายโลก วิสัยโลก อย่างชาวโลกกันละก็จริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่าง ซิกมัน ฟรอยด์ ว่า. สำเร็จอยู่ที่คำ ๆ เดียวคือ เนื้อหนัง ในที่นี้. ทีนี้ ขอให้ระลึกย้อนไปถึงเรื่องที่พูดกันเมื่อวานนี้ ที่แบ่งออกเป็น ๓ ; กามวัตถุ ให้เป็นที่ตั้งของสิ่ง ๓ ฝ่าย หรือ ๓ ประเภท คือ - กามารมณ์ - ผัสสาหาร - แล้วก็การสืบพันธุ์. อันดับที่แรก เมื่อถามวัตถุ ถูกใช้ไปในทางกามารมณ์ เพื่อกามารมณ์ อย่างนี้เรามีวิธีอันแรกสุดคือรู้เท่าทัน. เราจะต้องรู้เท่าทันว่า กามวัตถุถูกใช้ไปเพื่อ กามารมณ์นี้ มันมีอะไรที่จะต้องสนใจ. ถ้าเราไม่ต้องการจะตกเป็นทาสของกามารมณ์ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ? อย่างน้อยเราจะต้องรู้จักธรรมชาติ หรือข้อเท็จจริง หรือ

น.422 ความลับของสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ ซึ่งได้สรุปความให้ฟังแล้วว่า ความเอร็ดอร่อยทาง กามารมณ์นั้น มันเป็นเพียง mechanism ทาง mentality ตามกฎของธรรมชาติ เมื่ออารมณ์ข้างนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กระทบอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวิธี mechanism แต่มันเป็น ทาง mentality คือฝ่ายจิตทางระบบประสาท ไม่ใช่ฝ่ายวัตถุธรรมดาทางพี่สิคส์ข้างนอก. แต่มันก็เหมือนกันที่สุด คือมีกฎเกณฑ์ที่เหมือนกันที่สุดกับเรื่องทางฟิสิกส์ เช่นมีการ กระทำอย่างนี้ หรือมีการกระทบอย่างนี้ ปฏิกิริยาย่อมจะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้, มันก็กลาย เป็นมูลเหตุอันต่อไป ; แล้วปฏิกิริยาก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำให้ระบบประสาทหรือต่อม แกลนด์ต่าง ๆ มีความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นความรู้สึกสูงสุด พอเหมาะพอดีกับที่จะ เป็นความกระตุ้นเป็นความบำรุงบำเรอกล่อมเกลาหรือ entertainment แก่ระบบประสาทนั้น. พูดง่าย ๆ เป็นเพียง mechanism ตามกฎของธรรมชาติ แต่มนุษย์ก็หลงไปว่าเป็นเรื่องวิเศษ. เรามีบทประพันธ์คำโคลงบทหนึ่งว่า :- (สิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องจักรในกาย) สัมผัส กำหนัด นั้น เครื่องจักร ในกาย อารมณ์ พบ อินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลัก ธรรมชาติ ต่างหาก แต่โลกหลงว่าแก้ว ก่ำกาม. ที่ว่านี้ คือความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังนี้ ที่แท้เป็นผลของเครื่องจักรหรือ ว่าเป็นตัวเครื่องจักรชนิดหนึ่งในร่างกายนี้ ; พออารมณ์กับอินทรีย์กระทบพบกันแล้ว ทำงานเหมือนเครื่องจักร ไปตามกฎของธรรมชาติ เที่ยงตรงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; มีเพียงเท่านี้. แต่มนุษย์หลงว่าแก้วก่ำกาม คือว่ามึนเมาในกาม ว่านี้เป็นของวิเศษที่สุด.

น.423 กับ การรู้เท่าทันเนื้อหนัง นี่เป็นข้อที่จะต้องรู้จัก หรือจะต้องรู้เท่าทัน และว่ากามารมณ์นี้มันเป็นเรื่อง imagination มากไปกว่าที่ธรรมชาติกำหนดไว้ และมากก็เพราะการศึกษาของมนุษย์ ที่ ศึกษาอบรมมาในลักษณะอย่างนี้ ให้มีความคิดฝัน หรือความฝันที่เรียกกันว่าผันตื่นๆนั้น อันเป็นที่นิยมกันขึ้นมาในหมู่มนุษย์. การศึกษาอบรมก็เพื่อให้เป็นคนคิดฝันเก่ง ประดิษฐ์ ประดอยเก่งแม้ในทางจิต. การทำมโนภาพ หรือความเคลิ้มฝัน มันก็เป็นไปรุนแรง เป็นไปได้มาก. มนุษย์สมัยปัจจุบันด้วยแล้ว ยิ่งเก่งกว่ามนุษย์สมัยโบราณ ; เพราะฉะนั้น เราจึงแยกทางเดินกันกับสัตว์เดรัจฉาน คือมาเป็นผู้ที่สามารถจะเสวยรสของกามวัตถุนี้ ในลักษณะที่เป็นกามารมณ์ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานทำไม่เป็น, มีได้แต่เพียงเป็นผัสสาหาร หรือว่าเป็นการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ในวงจำกัด. มนุษย์ขยายขอบเขตได้ไม่มีความจำกัด กลายเป็นเรื่องกามารมณ์ไป, แล้วก็ต้องเป็นเรื่องเพศตรงกันข้ามทั้งนั้น. ถ้าเกิดแก่ฝ่าย สตรี ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุรุษ ; ถ้าเกิดแก่ฝ่ายบุรุษ ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรี. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ จึงต้องเป็นเรื่องเพศตรงกันข้าม อย่างมีพระพุทธภาษิตในอังคุตตรนิกาย กล่าวไว้ชัดในเรื่องนี้ เช่นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นรูปอะไรที่จะครอบงำจิตใจของบุรุษ แล้วฝั่งแน่น ตั้งมั่นอยู่ เหมือนรูปแห่งสตรี ; แล้วเสียงก็เหมือนกัน กลิ่นก็เหมือนกัน รส ก็เหมือนกัน ฯลฯ. ทางฝ่ายสตรี ก็ตรัสว่า ไม่มีรูปอะไรที่จะครอบงำจิตใจสตรี แล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนรูปของบุรุษ , ฯลฯ เช่นเดียวกันครบทั้ง ๖ อายตนะ ; แปลว่า เป็นทั้งสองฝ่าย ทั้งบุรุษและสตรี. ยกตัวอย่างฝ่ายบุรุษ เหมือนพวกคุณเป็นบุรุษ กำลังบวชเป็นภิกษุอยู่ด้วย ก็จะต้องระลึกถึงข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : - ไม่เห็นมีรูปอะไรครอบงำจิตใจบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนรูปของสตรี ; ไม่มีเสียงอะไร ที่จะครอบงำจิตใจบุรุษ ตั้งมั่นอยู่ เหมือนเสียงแห่งสตรี, กลิ่นแห่งสตรี, รสแห่งสตรี, โผฏฐัพพะแห่งสตรี, มโนภาพแห่ง

น.424 ตรี, เพราะว่า imagination นี้เป็นไปกลมกลืนทันควันทันท่วงที อย่างสนิทสนมใน ขณะนั้น ; ซึ่งจะต้องรู้จักแยกแยะในทางภาษาจิตวิทยา โดยเฉพาะที่เขาเรียกกันมาว่า อภิธรรม หรืออะไรก็ตาม คือว่า : - รูป นี้ก็คือ สิ่งที่อาศัยแสงสว่าง แล้วกระท้อนกลับเป็นคลื่นแสงมา นี่มัน ก็เป็นเพียงภาพกระทบตา ตามอำนาจของคลื่นแสงที่มากระทบ, เป็นธรรมชาติล้วน ๆ อย่างนี้. แม้เป็นภาพของผู้หญิง มันก็เป็นเพียงภาพตามกฎทางพี่สิคส์อย่างนี้, ถ้าไม่มี imagination ว่าเป็นภาพแห่งสตรี มันก็ไม่มีความหมายอะไร. ทีนี้ สัญญาในอะไรต่าง ๆ สัญญาในอดีตนี้ก็มีอยู่มาก ที่ทำให้มีความรู้เรื่อง เกี่ยวกับบุรุษสตรีอะไรทำนองนี้ ; มันจึงสามารถสร้างความหมายว่าสตรี. "ความหมาย" - ภาษาบาลีเรียกว่า สัญญา. คำว่า "สัญญา" บาลีใช้ในความหมาย ในลักษณะ อย่างนี้ ; เช่นอิตถีสัญญา สำคัญว่าสตรี, ความรู้สึก ความสำคัญมั่นหมายอะไรต่าง ๆ ว่า สตรีนี้ ต้องเกิดขึ้นมาอีกทีหนึ่ง, ไม่ใช่เป็นเพียงภาพที่มากระทบเฉย ๆ. นี้เรียกว่า imagination ในส่วนนี้ เป็นความสำคัญมั่นหมายในแบบของ imagination แท้ ๆ เกิดติด ทันควันขึ้นมา ; แล้วก็บังหน้าไม่ให้รู้สึกว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติตามกฎธรรมดา เป็น เพียงคลื่นแสงเป็นภาพมากระทบเท่านั้น ; เรารู้ไม่ได้ เรารู้ได้แต่ส่วนที่เป็นสัญญา ที่ปรุงขึ้นมาทันควันว่า "สตรี" เป็นรูปของสตรี มีความหมายเพียงว่า สตรี คือ เพศ ตรงข้ามนี้เป็นส่วนใหญ่. เสียง ก็เหมือนกัน ก็เป็นคลื่นของเสียงที่มากระทบตามอัตราของความสั่น- สะเทือนเท่านั้น เท่านี้ ; ซึ่งเสียงของสตรีมี vibration สูงกว่าของบุรุษ. แต่เราไม่ รู้สึกว่าเป็นเพียง vibration หรือผลของ vibration คือเป็นสักว่าเสียงเท่านั้น ; เรามีความ สำคัญมั่นหมายเป็นสัญญาว่า เสียงของสตรี เพราะจำได้ดีว่าเป็นเสียงของสตรี. แม้จะเป็น เสียงเทียม เช่นเสียงที่บันทึกหรือเสียงอื่น ๆ ของบุรุษบางคนที่มีอะไรผิดปรกติ เราก็ยัง

น.425 ทำความสำคัญว่า เสียงสตรี. แม้ว่าเสียงที่ออกมาจากจานเสียงหรืออะไรก็ตาม มันต้องมี Imagination ต่อเสียงนั้นว่าเป็นเสียงของสตรี. หรือถ้าจะว่าทางรูป เช่นรูปถ่ายของสตรี, รูปถ่ายนั้นจะไม่ทำอะไรได้ เว้นไว้แต่จะมี imagination ว่าเป็นสตรี เป็นรูปถ่ายของสตรี, เป็นสตรี. ถัดไปถึงเรื่อง กลิ่น ก็เหมือนกันอีก ; ต้องมีความหมายของสตรี หรือเพศ ตรงกันข้าม ว่า ของเพศบุรุษหรือสตรี. ถ้าพูดถึง รส ก็หมายถึงว่า รสที่เป็นฝีไม้ลายมือ หรือเนื่องด้วยสตรี อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปกัดกินเนื้อคน ; แต่ว่าสิ่งที่ปรุงมาสำหรับ กินนี้ มันเนื่องด้วยสตรี เป็นเรื่องของฝีมือสตรี หรือโดยเฉพาะของผู้ที่เป็นที่ต้องประสงค์. โผฏฐัพพะ กระทบทางผิวหนังก็ต้องมีสัญญาว่าโผฏฐัพพะของสตรี ผิวหนังของสตรี ; จะเป็นของเทียมหรือของจริงก็ตาม, ถ้ามันให้เกิด imagination ว่าเป็นโผฏฐัพพะของ สตรีได้ มันก็เหมือนกัน. ส่วนความคิดปรุงแต่งในใจล้วน ๆ เป็น ธัมมารมณ์ เป็นความ คิดฝันยิ่งเป็นไปได้ง่าย เป็นไปได้เร็ว เป็นไปได้โดยไม่ทันรู้สึก เมื่อหวนระลึกถึง สัญญาในอดีต ระลึกด้วยสัญญาในอดีตในความหมายของสตรี หรือรสหรืออะไรของสตรี. รวมความแล้วเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหมดนี้ มันก็ต้องเป็นเรื่อง เกี่ยวกับเพศตรงกันข้ามเสมอ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่มากระทบ ; แต่เรา ไม่มองในแง่ที่ว่าเป็นธรรมชาติ เรามองในแง่ที่เป็นความหมายชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๓ ชั้นที่ ๔ อะไรขึ้นมา ในสิ่งที่มีความหมายอันไม่ใช่ธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นเราจึงฟังภาษาธรรม ของเขาไม่ใคร่ออก เช่นรูปสักว่ารูป, ใช่ว่าสัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา ; เสียงก็สัก ว่าเสียง, ใช่ว่าสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา ; กลิ่นสักว่ากลิ่น ใช่ว่าสัตว์บุคคล ตัว ตน เรา เขา ; รสสักว่ารส ใช่ว่าสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ; สัมผัสผิวหนัง ก็สักว่าสัมผัส ผิวหนัง ใช่ว่าสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ; อย่างนี้เราฟังไม่ถูก.

น.426 นี่ก็คือเขาหมายความว่า ให้เห็นเป็นธรรมชาติ แต่เราก็มีความหมายเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ทั้งนั้น, เป็นหญิงหรือเป็นชาย ชื่อนั้นชื่อนี้ เป็นที่ต้อง ประสงค์มุ่งหมาย. นี้คือความหลอกลวงทางเนื้อหนัง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ ; ซึ่งต้องรู้เท่าทัน, พูดอย่างหยาบสมัยนี้ก็ว่า อย่าให้มันเป็นนายเหนือหัว คือมันจะไสคอ ไปที่ไหนก็ได้ ; ความรู้เท่าทันหมายถึงอย่างนี้, มันจะบังคับให้ทำอะไรก็ได้. สำหรับถามวัตถุที่เป็นผัสสาหาร คือความบีบบังคับของต่อมแกลนด์ที่ทำ ให้เกิดความรู้สึกหิวทางฝ่าย mentality อย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีส่วนที่ต้องรู้เท่าทัน ว่ามัน เป็นเพียงความสุกงอมของต่อมแกลนด์ตามกฎเกณฑ์ทางพี่สิคส์ด้วยซ้ำไป เพราะว่าเนื้อหนัง นี้เป็นเรื่องพี่สิคส์ ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณ ตรงนี้ต้องรู้ว่า คำว่าจิตมี ๒ ประเภท : จิตประเภทที่อยู่ใต้อำนาจของร่างกาย เช่นความรู้สึกที่เกิดมาจากต่อมแกลนด์ ที่สุกงอมหิวกระหายในทางฝ่ายจิต ; จิตชนิดนี้ ไม่ใช่จิตแท้ เป็นแต่เพียงจิตที่เป็น re-action ของต่อมแกลนด์เหล่านั้น พวกคอมมูนิสม์ เอาจิตชนิดนี้ไปเป็นจิตแท้ ถือเป็นว่าถ้ากายดีแล้วจิตก็เป็นจิตดี อย่างนี้ไม่ถูก ; นี้มัน ไม่ใช่จิต, เป็นเพียงปฏิกิริยาของต่อมแกลนด์ต่าง ๆ. จิตประเภทแท้ ๆ ต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือต่อมแกลนด์, จะบังคับต่อม แกลนด์ได้ จึงจะเรียกว่าจิต. นี่ให้เรารู้ว่า เอ้า, มันเป็นเพียงเท่านี้ เราก็ควรจะบังคับ ได้ หรือว่าแก้ไขผ่อนผันบรรเทาไปได้ โดยที่ไม่เป็นความเสื่อมเสียทางศีลธรรมหรือว่า ในทางที่จะไม่ทำให้มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา. นี่เราเรียกว่าอาหารฝ่ายจิตใจต่ำ ๆ ที่เนื่องกัน อยู่กับต่อมแกลนด์ เมื่อมันหิวอาหารก็ต้องจัดการให้มันถูกเรื่องเพื่อผลไประงับความ กระวนกระวาย. เมื่อไม่มีทางอื่น จะต้องบริโภคอาหารประเภทนี้ ก็จะต้องทำไปใน ลักษณะที่ว่า เพื่อการบำบัดความกระวนกระวาย ของต่อมแกลนด์เหล่านั้นให้ถูกวิธี อย่าให้กลายเป็นกามารมณ์ขึ้นมา,

น.427 อันดับที่สอง พวกคุณควรทราบว่า ทางฝ่ายศีลธรรม กระทั่งถึงทาง ฝ่ายศาสนาก็มีวิธีที่จะบรรเทา หรือควบคุม หรือว่าถอนรากเง่าสิ่งเหล่านี้ไปได้ ตามวิธีปฏิบัติทางศีลธรรม หรือทางศาสนา. ความบีบคั้นของต่อมแกลนด์นั้น เรา สามารถจะบรรเทาลงไปได้โดยวิธีการจัด หรือการกระทำอะไรลงไปทางร่างกาย. เช่น พวกโยคีบำเพ็ญตบะให้ร่างกายทุพพลภาพก็ได้ หรือว่าทำให้ไม่เหมาะที่จะเกิดความรู้สึก อย่างนี้ก็ได้ ; มันก็บรรเทาความบีบคั้นนั้นได้. หรือทำร่างกายให้เกิดความเจ็บปวด เท่านั้น มันก็บรรเทาความรู้สึกนั้นได้. คนโบราณเขาสนใจกันมาก เราจะเห็นว่าเกิดระบบทางศีลธรรมขึ้นเพื่อเรื่องนี้. ในประเทศจีนในสมัยโบราณมีการผ่าตัดต่อมแกลนด์เหล่านี้ คือผ่าตัดเนื้อหนังส่วนที่เกี่ยว กับต่อมแกลนด์เหล่านี้ มีกระทำแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ ทารกหญิงชายก็ตาม ; กระทั่งมีผู้ เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ตามแบบโบราณ เที่ยวได้ตะโกนรับทำให้ตามหมู่บ้าน สำหรับเด็ก เกิดใหม่ ใครต้องการจะทำ operation อันนี้ก็ทำให้เป็นของพื้นบ้านธรรมดา โดยผู้หญิง ที่ไม่มีความรู้อะไรมากมายนอกจากทำการขูดการตัด การแต่งอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ; นี่ก็ด้วยความมุ่งหมายจะควบคุมความรู้สึกของต่อมแกลนด์เหล่านี้ เพื่อว่าเด็ก ๆ โตขึ้น จะได้เป็นเด็กที่บังคับจิตใจเรื่องนี้ได้ง่ายๆ ไม่เสื่อมเสียศีลธรรมได้ง่าย ๆ. ทำอย่างนี้มันเป็น treatment ในทางเนื้อหนังต่อเนื้อหนังทางฟิสิกส์ ส่วน ที่มีการบำเพ็ญตบะทรมานร่างกายให้ทรุดโทรม ให้เหี่ยวแห้งไป ตามความมุ่งหมายของ พวกโยคีมุนีบางประเภทนั้น ก็จัดได้ว่ามันสูงขึ้นมา เกี่ยวกับทางจิตใจที่ขึ้นอยู่กับร่างกาย ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า เราบรรเทาได้ในเมื่อทำการบีบคั้นทางร่างกายเข้าไป ก็สามารถจะบีบ คั้นต่อมแกลนด์เหล่านั้นได้ ; นี่เป็นขั้นต้น. ข้อนี้จะเห็นได้ว่ามันเป็นสิ่งที่บังคับได้ ในเมื่อมีการบังคับจิตได้ คือมีวิธี กระทำอันดับที่ ๒ ; เรามีการบังคับสิ่งเหล่านี้ได้ในเมื่อบังคับจิตได้ ; จึงมีระบบทำสมาธิ

น.428 อนเรื่องปฏิกูลสัญญา. วันแรกบวชเราก็ได้รับการสั่งสอน เรื่องปฏิกูลสัญญา ให้ใช้ เป็นเครื่องมือต่อสู้ความรู้สึกฝ่ายต่ำอย่างนี้. พิจารณาโดยความเป็นปฏิกูล หรือให้ยิ่งขึ้น ไปก็ได้ กระทั่งเป็นธาตุตามธรรมชาติเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ; นี้เป็นเรื่องบังคับจิต. แต่มันก็เนื่องอยู่กับร่างกาย อย่างที่กล่าวแล้วว่าจิตประเภทนี้ไม่ใช่จิตแท้, มันเนื่องอยู่ กับร่างกาย, เช่นความกำหนัดเกิดขึ้นเมื่อต่อม prostate เต็มไปด้วยน้ำเมือก, นั่นความ รู้สึกทางความกำหนัดเกิดขึ้นนั้นเป็นปฏิกิริยาของต่อมแกลนด์ที่เต็มไปด้วยน้ำเมือก ทีนี้ น้ำเมือกเกิดขึ้นเมื่อมีความกำหนัดทุกคราว ความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้น น้ำเมือกก็เพิ่มขึ้นใน ต่อม prostate. ถ้ามันมีมากและมีเต็ม มันก็รบกวน คือเกิดความกำหนัดรบกวน ; ถ้ามัน ไม่มีมันก็ไม่รบกวน. การป้องกันอย่าให้มี ก็คืออย่าให้มีจิตที่กำหนัด : เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูฟังเสียง ฯลฯ หรือเมื่อสัมผัสทางผิวหนัง หรือว่าแม้แต่เพียงความคิดฝัน. การอยู่ ห่างไกลกันก็มีความกำหนัดได้ โดยได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ฯลฯ หรือคิดขึ้นใน ใจเอง. ถ้าพูดตามภาษาโบราณ ตามหลักโบราณของพวกฤๅษี โยคี มุนี นี้เขาถือว่า น้ำเมือกนี้กลั่นออกมาจากเยื่อในกระดูกเลย (คือ marrow) ที่มีอยู่ในระหว่างโพรงกระดูก. เมื่อคนเห็นภาพทีไรก็กำหนัด หรือฟังเสียงทีไรก็กำหนัด ; marrow นี้ไหลออกมาเป็นของ เหลว ซึมออกมาทั่วตัว ซาบซ่านแล้วก็ไปรวมอยู่ที่ต่อม ที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าต่อม prostate มีผลเป็นความกำหนัด ; เขาเรียกสิ่งนี้ว่า วิริยะ. วิริยะซึ่งแปลว่าความเพียร นั่นแหละ เป็นชื่อของน้ำเมือกที่ถูกใช้ไปในทางความกำหนัด. ถ้าไม่มีความกำหนัด อ้ายสิ่งนี้ไม่เรียกว่า วิริยะ คือว่ามันกลายเป็นทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าเป็นโอชะคือ ไปบำรุงจิต บำรุงสมอง ให้มีความสดชื่นแจ่มใส. แต่ถ้าถูกใช้ไปในทางกามารมณ์ กลายเป็นวิริยะ ทำให้เกิดความร้อนเกี่ยวกับความรู้สึกทางกามารมณ์. เพราะฉะนั้น ถ้าควบคุมได้ มันก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นวิริยะ, มีแต่เป็นโอชะอย่างเดียว ทำให้มันสมอง แจ่มใส สดชื่น จิตใจเบิกบาน. พวกโยคีจึงระวังในการที่จะไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า วิริยะ

น.429 ขึ้นมาในร่างกาย ; ให้มันกลายเป็นโอชะบำรุงความสดชื่นแจ่มใสของร่างกายอยู่เรื่อยไป. เขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปรกติ. ส่วนเม็ดอัณฑะที่กลั่นเชื้อที่เป็นเชื้อชีวิตนั้น มันก็ไม่มีโอกาสที่จะมาประสม กับน้ำเมือกที่ต่อม prostate มันก็ขับถ่ายออกทางอื่น ก็เลยไม่มีเรื่อง ไม่มีปัญหาที่จะทำให้ เป็นคนที่มีจิตผิดปรกติ วิปลาส ; กลายเป็นคนที่ปรกติที่สุดและมีความสดชื่นแจ่มใสที่สุด. ทั้งที่ว่าเชื้อชีวิตจากเม็ดอัณฑะไม่มีโอกาสจะพบน้ำเมือกในต่อม prostate : ไม่ได้ถือว่าเป็น เรื่องผิดปรกติ หรือทำให้คนวิปลาส. เพราะฉะนั้นการที่บังคับจิตได้ มันจึงเป็นการแก้ปัญหาการบีบคั้นของต่อม แกลนด์ทั้งหลายได้. แต่มันก็มีเทคนิคของมันเฉพาะซึ่งก็ต้องศึกษาของมันเฉพาะ หรือ มันก็ลึกซึ้งยุ่งยากไปตามเรื่องของมันเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอุทิศตน เพื่อ ศึกษาเพื่อปฏิบัติ ให้เต็มเทคนิค หรือเต็ม course ของมัน มันจึงจะมีผล ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า เป็นเรื่องที่สูงไปกว่าธรรมดา ; โดยกฎที่ว่าถ้าบังคับจิตได้ก็บังคับความบีบคั้นของสิ่งนี้ได้. อันดับที่สาม เป็นเรื่องใช้ปัญญา ใช้พิจารณา ที่เป็นเรื่องทางจิตล้วน ได้แก่บำเพ็ญสมณธรรม หรือการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักพุทธศาสนา นับ ตั้งต้นแต่เห็นปฏิกูล มีปฏิกูลสัญญาเรื่อยมาจนถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. จนกระทั่ง เกิดญาณทัศนะ ที่เพียงพอแก่การบรรลุมรรคผล แล้วก็บรรลุ มรรค ผล; นี่มัน เป็นเรื่องทางจิตแท้. เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็มีจิตชนิดที่บังคับเรื่องวัตถุร่างกาย เรื่องต่อมแกลนด์เหล่านั้นได้ จนเป็นพระอรหันต์ แล้วก็มีจิตใจพิเศษที่รำงับปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่เกิดจากต่อมแกลนด์เหล่านั้นได้, จึงไม่มีกิเลสประเภทนี้. เพราะจากกิเลสประเภทนี้ ที่ทำให้เกิดความโกรธ ความโง่ ความหลง อะไรอื่น ๆ อีก.

น.430 มื่อตัดต้นตอของมันได้ มันก็หมายความว่า กิเลสทุกชนิดก็พลอยรำงับไป ; คือไม่เอาอะไรเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา, ไม่เอา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ส่วนใด, หรือเวทนาอันเกิดมาจากส่วนเหล่านั้น. ส่วนใดเป็นเวทนาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯลฯ ไม่เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ขึ้นมาได้, ก็ไม่อาจจะเกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้. นี่มันเป็นความรู้เท่าทันอย่างยิ่ง แล้วก็ทำลาย หมดไปเลย. มันอาจจะดีเกินไปสำหรับชาวบ้าน แต่ก็เป็นหน้าที่โดยตรงสำหรับบรรพชิต. นี่ ที่กล่าวมานี้เรียกว่ารู้เท่าทันเนื้อหนังใน ๓ ระดับ นับตั้งแต่บีบคั้นทาง ร่างกาย, แล้วก็ควบคุมปฏิกิริยาของส่วนทางกาย ที่เรามักจะเรียกกันว่าจิต, แล้วก็มี สติปัญญาในขั้นสูง ที่เปลี่ยนแปลงจิตแท้ ๆ จริงๆ เสียเลย, มีความรู้เท่าทัน, และบรรเทา, และควบคุม, และตัดรากเง่า, มีได้อย่างนี้เป็นเค้า ๆ สำหรับคุณจะได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป. ทีนี้ก็มาถึง ถามวัตถุกรณีเป็นที่ตั้งแห่งการสืบพันธุ์ นี้ว่า ไม่รู้เท่าทันแล้ว ตกเป็นทาสของการสืบพันธุ์ นี้หมายความว่า น่าดู หรือบริสุทธิ์ขึ้นมา กว่ากามารมณ์หรือ การบีบคั้นของต่อมแกลนด์ เกิดความกระวนกระวายทางเนื้อหนัง. การสืบพันธุ์นั้น มันมีความมุ่งหมายที่บริสุทธิ์ของมันในตัว แต่มนุษย์ก็เข้าใจผิด ไม่รู้ความมุ่งหมาย ที่แท้จริงนั้น เลยตกเป็นทาสของกามารมณ์ที่ธรรมชาติจ้าง. มนุษย์เป็นลูกจ้าง ธรรมชาติเป็นนายจ้าง, จ้างให้ทำสิ่งที่ ไม่ชวนทำ สกปรกยุ่งยากลำบาก หลายๆ อย่าง แต่มนุษย์ก็ทนทำ สมัครทำด้วยความเต็มใจในการสืบพันธุ์ ; แล้วก็ ในวงจำกัดแคบ ๆ อย่างดีที่สุด ก็เพื่อจะมีลูก มีหลานมาสืบมรดก, เป็นที่อุ่นใจว่า เมื่อแก่ชราแล้วเขาจะได้เป็นผู้เลี้ยงดูเรา อย่างนี้เป็นต้น อย่างที่เขามีลูกมีอะไรกันตาม ธรรมดา หากไม่มีก็ว้าเหว่ ถ้ามีก็อบอุ่น อย่างนี้เป็นต้น ; แล้วก็ประสงค์จะมีการ สืบพันธุ์.

น.431 แต่ว่าในที่สุดนั้น มาพิจารณาดูแล้ว มันเป็นเรื่องถูกธรรมชาติจ้างหรือหลอก จ้างด้วยกามารมณ์. คนที่สมรส แต่งงานนั้น ลองพิจารณาดูเถิด หวังกามารมณ์เป็น เบื้องหน้า, ไม่ได้หวังการสืบพันธุ์เป็นเบื้องหน้า เพียงถือเป็นผลพลอยได้มากกว่า. ถ้าไม่มีเรื่องกามารมณ์แล้วดูจะไม่มีใครแต่งงาน แล้วก็จะกลัวการมีบุตร และคลอดบุตร. นี่ธรรมชาติฉลาดกว่า เอากามารมณ์เป็นเหยื่อ แล้วจ้างเขาให้สมัครทำ ; นี้เลวเกินไป โง่เกินไป. ส่วนที่ต้องการจะมีบุตรไว้เลี้ยงตัว ไว้สืบตระกูลนั้นยังดีขึ้นมากว่าอีกชั้นหนึ่ง. แต่ว่ายังมีความคิดที่ดีกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง คือว่าอย่าให้มนุษย์สูญพันธุ์ เพื่อว่ามนุษย์จะได้ถึง พระเจ้า หรือถึงบรมธรรม. เพราะการที่เรามีคนเกิดทะยอย ๆ กันไว้ เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์นี้ ก็เพื่อให้มันก้าวหน้าเรื่อยไป ๆ ตามวิธีที่ถูกต้อง แล้วก็ถึงบรมธรรม คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้. เมื่อพ่อแม่ไม่อาจจะถึง ลูกก็ควรจะไปต่อไปอีก, เมื่อลูกยังไม่ถึง หลาน เหลน ต่อไปมันก็ควรจะไปต่อไปอีกจนกระทั่งถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ได้มีลูกหลานกันด้วยความมุ่งหมายในลักษณะอย่างนี้ ; เขามีลูกหลานเอาไว้ตบแต่ง ให้สวยๆ เอาไว้ขายแพง ๆ อย่างนี้มากกว่า. นี่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการที่จะ มีการสืบพันธุ์ไว้. คุณลองคิดดูว่า มนุษย์เกิดมาในโลกสมัยก่อนสมัยหิน, แล้วก็มาถึงสมัยหิน สมัยอะไรต่าง ๆ กว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ถึงบรมธรรมนี้มันนานเท่าไร, มัน กี่ล้าน ๆ ปี, คุณไปคิดดูเอาเอง, กี่ล้าน ๆ ปี จึงเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก. เราต้อง ถือว่า วิวัฒนาการของสิ่งที่มีชีวิตนี้ เป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายอันนี้ทั้งนั้น คือในที่สุด จะต้องถึงนิพพาน จะต้องมีวิวัฒนาการไปจนถึงนิพพานจนได้ ; แม้จะไปโง่ไปหลง ในกามารมณ์เป็นวรรคเป็นเวรก็เป็นไปพักหนึ่ง สมัยหนึ่ง ยุคหนึ่ง ; พอเกิดเจ็บปวด ขึ้นมา เอือมระอาขึ้นมา ก็จะหมุนไปหานิพพานได้. หรือว่าคน ๆ เดียวนี้ ถ้าถือว่า

น.432 กิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก ความเข็ดหลาบก็ทำให้ถึงนิพพานได้ ; จะเป็นการเกิด ชนิดไหนก็ตาม. ถ้าสมมุติว่า เป็นการเกิดจากท้องแม่ เกิดหลาย ๆ ชาติ, เกิดต่อไปมันก็ดี ขึ้น ๆ จนถึงนิพพานได้ ในหมื่นชาติ แสนชาติอะไรก็ตาม. หรือว่าจะถือเอาชาติเป็นขณะ จิต ที่เกิดตัวกู ครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติครั้งหนึ่ง มันก็เดือดร้อนไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ทุกครั้งที่เกิด เป็นทุกข์ทุกทีที่เกิด มันก็รู้จักเบื่อ ; ไม่ทันแก่เฒ่าเข้าโลง ก็ต้องการ ความสงบเย็น หรือได้พบความสงบเย็นได้. นี่แหละ วิวัฒนาการต้องเป็นไป เพื่อนิพพานทั้งนั้น เพราะว่าที่อื่นไม่ใช่ จุดจบ ; สิ่งที่เรียกว่า นิพพานเป็นจุดจบของความว่ายเวียน หรือของวัฏฏสงสาร. เพราะฉะนั้นจะต้องมีความเข้าใจกันว่า มีบุตรมีการสืบพันธุ์นี้ ไม่ใช่เพื่อความอุ่นใจว่า มีบุตรหรืออะไรใกล้ๆ ที่นี่ ; มันต้องมุ่งหมายว่า มนุษย์จะต้องอยู่ต่อไป จนกว่ามนุษย์ จะถึงบรมธรรม. เพราะฉะนั้นถ้า ใครจะสมรสจะแต่งงาน มีคู่ครองก็ควรจะนึกว่า การกระทำนี้เพื่อมนุษย์จะได้มีเหลืออยู่และจะเดินต่อไป จนกว่าจะถึงพระเจ้า หรือบรมธรรม. การสมรส หรือการแต่งงานนั้นก็จะไม่สกปรก หรือไม่เป็นที่ ตั้งแห่งการติเตียน แต่เป็นการประพฤติธรรมอยู่ในตัว , หรือปฏิบัติธรรมอยู่ในตัว คือทำให้ถูกต้องทางศีลธรรมมีความมุ่งหมายที่ดีที่ถูก ; แล้วก็กระทำไป ก็จะเป็นการ ปฏิบัติธรรมเป็นผลดีเรื่อย ๆ ไป ทั้งแก่ส่วนรวม และส่วนตัว. ทำให้ตัวเองรู้จักอะไร สูงขึ้นไป ลึกขึ้นไป เลื่อนชั้นตัวเองได้. ในที่สุด การสืบพันธุ์ก็ไม่ใช่การรับจ้าง ธรรมชาติ, ไม่ได้ตกเป็นทาสของธรรมชาติ เพื่อการสืบพันธุ์, ไม่ได้ตกเป็นทาสของการ สืบพันธุ์. สรุปแล้วเราไม่ตกเป็นทาสของกามารมณ์, ไม่ตกเป็นทาสของต่อมแกลนด์ ทางเนื้อหนัง, ไม่ตกเป็นทาสของการสืบพันธุ์ ก็เพราะว่ารู้เท่าทันเนื้อหนัง. เพราะฉะนั้น

น.433 จึงย้ำแล้วย้ำอีกถึง การรู้เท่าทันเนื้อหนังให้หมดสิ้น แล้วก็ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งใด ; จะเป็นกามารมณ์ก็ตาม, เป็นผัสสาหารก็ตาม. เป็นการสืบพันธุ์ก็ตาม. นี้จึงจะเรียกว่า มนุษย์ ซึ่งแปลว่า มีจิตใจสูง. คำว่ามนุษย์จะแปลอย่างอื่นก็ได้, แต่แปลว่าจิตใจสูงนี้ ถูกต้องตามรูปศัพท์. มนุษย์ควรจะมีจิตใจสูง ไม่ตกต่ำ ไม่เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ จึงจะเรียกว่ามนุษย์. มิฉะนั้น จะไม่ใช่มนุษย์ จะเป็นคนที่เหมือนกับสัตว์, ยังใกล้กับสัตว์อยู่มาก. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่าการรู้เท่าทันเรื่องของเนื้อหนังนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ที่ทุกคน จะต้องรู้ ไม่ว่าคนเด็ก หรือคนหนุ่มคนสาว หรือกระทั่งพ่อบ้าน แม่เรือน กระทั่ง คนแก่ชรา ; เพราะว่าอันนี้เป็นอุปสรรคขวางหน้าของการบรรลุบรมธรรม. แต่ทีนี้ ปัญหาหนัก มันเกิดอยู่ที่ว่า เดี๋ยวนี้มนุษย์เราก็ตกเป็นทาสหรือถูก ลากไป ตามความนิยมของโลกในสมัยปัจจุบัน. พูดตรงๆ อย่างพวกคุณนี้ก็ตกเป็นทาส ของความนิยมของโลกสมัยปัจจุบัน : คุณต้องเรียนอย่างที่เขานิยมกัน แล้วคุณก็มุ่งหมาย กระทำอย่างที่เขากระทำกัน ตามความเจริญแผนใหม่ อย่างที่เขาเรียกกันว่า ความก้าวหน้า ความเจริญอะไรก็ตาม. แล้วคุณไปพิจารณาดูให้ดีว่า แผนใหม่ แผนปัจจุบันนั้น มันเป็นอะไร ? เป็นวัตถุนิยม หรือเป็นมโนนิยม. ถ้าเป็นวัตถุนิยมแล้ว ก็ไม่แคล้ว ไม่คลาดที่จะต้องตกไปเป็นทาสของสิ่งที่ว่านี้. คุณลองดูโลกของพวกวัตถุนิยมสมัยนี้ เขาไม่เห็นว่า อย่างที่เราเรียกว่าสมัยนี้ เป็นทาสของกามารมณ์ ; แต่เขากลับเห็นว่าเป็นชัยชนะต่อกามารมณ์ คือเขาได้กอบโกย เอากามารมณ์มากิน มาดื่มอย่างสนุกสนาน ตามใจชอบ ; เขาเรียกว่าเป็นผู้ชนะ. แต่ เรากลับเรียกว่าเป็นทาส ; มันตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้. นี่ไประวังเอาเอง ไปเลือกเอา เองให้ดี ๆ ถ้าพูดกันตามภาษาจริง ๆ แล้ว คนเหล่านี้เอาความเป็นทาสนั่นแหละมาเป็น

น.434 ชัยชนะ ; เอาความเป็นทาสของกามารมณ์ ของผัสสาหาร ของการสืบพันธุ์นี้มาเป็น บรมธรรมเสียเอง. บรมธรรมก็มาด้วนสิ้นสุดสะดุดหยุดลงที่นี่ ของพวกวัตถุนิยมนี้ ; จึงว่า วัตถุนิยมเขาก็เอาวัตถุนั่นแหละเป็นยอด เป็นสุด เป็นเลิศ เป็นหลัก. นี่พวกคุณ จะไปไหวไหม ? คือว่าจะเอาด้วยไหม ? เมื่อเขาเอาวัตถุนั้นมาเป็นบรมธรรมเสียแล้ว ปัญหาของเขาก็ไม่มี, ปัญหาของเขาก็สิ้นสุด. เขาจึงไม่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการจะต้องควบคุมกิเลส. หรือ ควบคุมกามารมณ์, ควบคุมอาหาร ควบคุมการสืบพันธุ์ ; เขาไม่มีปัญหาเหมือนพวก เราเลย. เพราะเขาเอาสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งวิเศษสุดที่มนุษย์ควรจะได้เสียแล้ว. ส่วนเรา ถือว่าสิ่งนั้นเป็นอุปสรรคศัตรูขวางหน้าต่อการบรรลุบรมธรรม เพราะว่าบรมธรรมของเรา เป็นอย่างอื่น มีเป็นอย่างอื่น. พวกวัตถุนิยมไม่มีปัญหาที่จะควบคุม หรือกำจัดสิ่งเหล่านี้; เขามีปัญหา แต่เพียงว่า จะได้สิ่งเหล่านี้มามาก ๆ และโดยเร็วอย่างไรเท่านั้น ; ปัญหามันต่างกัน อย่างนี้. มีปัญหาที่จะกอบโกยสิ่งเหล่านี้เข้ามาไว้ในอำนาจของตัวโดยรวดเร็วมาก ๆ อย่างไร. นี่วัตถุนิยมที่เป็นเหตุให้เกิดลัทธิการต่อสู้ ระหว่างลัทธิชนกรรมาชีพกับพวก นายทุน. พวกนายทุนก็ต้องการอย่างนี้ ชนกรรมาชีพก็ต้องการอย่างนี้ ต้องการ เหมือนกันเลย ที่จะกอบโกยสิ่งเหล่านี้ ; มันก็ต้องได้รับกัน. ปัญหาของโลกก็ไม่มีที่ สิ้นสุด เพราะว่าตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้กันทั้งโลก. นี่ปัญหาของเรามีว่า จะควบคุม สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร จึงจะถอยหลังออกมาได้จากการรบราฆ่าฟันกันเป็นการถาวร. หรือ เบียดเบียนตัวเองเป็นการถาวร. พวกที่เขาอ้างตัวเองว่า เขามีการเต็มเปี่ยมทางพัฒนา, ประเทศบางประเทศ อย่าออกชื่อเขาเลย เขาถือว่าเขามีการทำมาหากินดี มีอาชีพดี มีสังคมสงเคราะห์สูงสุด,

น.435 เขากำลังภูมิใจอยู่ว่า เขาถึงสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะต้องทำ. พอเขามาที่นี่ มาถึงบ้านเรา เขาจะถามทีเดียว : ทีแรกเขาจะถามว่า นี่พวกคุณแก้ปัญหาเรื่องลำบาก เรื่องยุ่งยาก เรื่องเจ็บไข้ เรื่องไม่มีอะไรจะกินกันอย่างไร ในเมื่อพากันไปศึกษาธรรมะแต่เรื่องด้าน จิตใจเสีย ; เขาจะถามอย่างนี้เสมอ เพราะเขาถือว่า นั้นเป็นสิ่งสูงสุดจะต้องได้, แล้วเรา ยังไม่ได้ขวนขวายในสิ่งเหล่านั้น ไปขวนขวายในเรื่องจิตใจ ; เขาก็สงสัย หรือบางทีเขาก็ ดูหมื่นว่า นี่ยังป่าเถื่อน ยังไปหลงในเรื่องจิต อาชีพยังไม่ทันก้าวหน้า สังคมสงเคราะห์ ยังไม่สูงสุด. เราก็ไม่อาจจะทำความเข้าใจกันได้ เพราะว่าเรามุ่งหมายบรมธรรมอย่างอื่น เขามุ่งหมายเพียงแค่นั้น. เราจะให้เรื่องอาชีพ หรือเรื่องสังคมสงเคราะห์อะไรก็ตาม เป็นเพียง ปริมาณที่พอเหมาะพอดีแก่การที่จะสนับสนุนคนให้ถึงบรมธรรมที่แท้จริง ในส่วน ลึกของจิตใจ ; ไม่มามัวเมาลุ่มหลงในเรื่องเหล่านี้ เช่นว่าหลงอาชีพหรือสังคมสงเคราะห์ เพื่ออยู่ดีกินดี, แล้วอยู่ดีกินดีก็เพื่อเป็นทาสกามารมณ์, เพื่อผัสสาหาร, การสืบพันธุ์ อะไรทำนองนี้. มันไขว้กันอยู่อย่างนี้เสมอ. พวกวัตถุนิยมเขาหมดปัญหาก่อนเรา, เพราะเขาพอใจที่จะจมปลักอยู่ในการเป็นทาสของกามารมณ์ หรือผัสสาหารและการสืบพันธุ์ ส่วนพวกเราเมื่ออ้างตัว เป็นพวกธรรมนิยม หรือมโนนิยม หรือจิตนิยมอะไรทำนองนั้น มันก็ยังมีปัญหาเหลืออยู่ ที่จะต้องเผชิญกันเข้ากับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ต่อสู้. ยังมีปัญหาที่จะ ต้องจัดการกับเรื่องบรมธรรมขั้นที่เป็นของพวกวัตถุนิยมต่อไปอีก ในเมื่อพวกวัตถุนิยม เขาพอใจแล้วที่จะได้บรมธรรมเพียงแค่นั้น. เรามีปัญหาว่าจะจัดการกับบรมธรรมของพวกวัตถุนิยม ที่มาขวางหน้าเราอยู่นี้ อย่างไร เพื่อเราจะได้เดินต่อไปถึงบรมธรรมขั้นที่เป็นของเราเอง. นี่คุณบวชในพุทธ- ศาสนาคุณจะเอาหรือไม่เอา ? ในพระพุทธศาสนามันมีหลักอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วสอนไว้อย่างนี้. คุณบวชเข้ามาในพุทธศาสนานี้เรียกว่าจะเป็นการเผลอ ถลำตัว

น.436 ข้ามาในหมู่ของคนที่มีอะไร ๆ ชนิดที่เราไม่ปรารถนาก็เป็นได้ ; ไปดูเอาเอง. ผมจึงมองดู ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นกับพวกคุณ ก็คือว่าการศึกษา การกระทำอะไรต่าง ๆ ของโลก สมัยนี้ของคุณ กำลังมุ่งไปทางวัตถุนิยม แล้วคุณจะมาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อจะได้ อะไร ? ผมตอบว่า บวชนี้เพื่อจะได้ความรู้ที่จะไปจัดการกับวัตถุนิยม อย่าให้ วัตถุนิยมพาเดินผิดทาง หรือเกิดเป็นพิษร้ายขึ้นมาแก่คุณเท่านั้นเอง. ให้ชีวิตนี้ มีชัยชนะอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ชัยชนะเหนือวัตถุนิยม. นี่การบวชเข้ามาทีหนึ่ง คงจะไม่เป็นหมัน แม้ว่าบวชเพียงระยะเล็กน้อยก็ตาม ถ้าทำให้ดีแล้ว จะไม่เป็นหมัน จะมีประโยชน์มาก. สรุปแล้วเราจะต้องรู้เท่าทัน รู้เท่าทัน สิ่งเหล่านี้ คือรู้เท่าทันเนื้อหนัง ; ซึ่งแยกออกไปเป็น ๓ อย่าง : เป็นกามารมณ์ เป็นผัสสาหาร เป็นการสืบพันธุ์ รวมอยู่ในคำว่าเนื้อหนัง. ในฐานะที่คุณเป็นนักศึกษา ก็อย่าได้ตกหลุมพรางของวัตถุนิยม อย่าได้จม อยู่ในเนื้อหนัง. นี่เป็น technical term พิเศษเฉพาะคำหนึ่ง, พูดว่า เนื้อหนัง คำเดียว แต่ว่าเป็นเหวลึกกว้างใหญ่ สำหรับโลกทั้งโลกจะตกลงไปได้. คำว่าเนื้อหนังคำเดียวนี้ หมายถึงเป็นเหวที่ลึกซึ้ง กว้างใหญ่เต็มไปด้วยถ่านไฟที่โลกทั้งโลกจะตกลงไปได้สบายๆ หรือหลาย ๆ โลกก็ได้ ที่จะตกลงไปได้ : โลกเทวดา โลกมาร โลกพรหม โลก อะไรก็ตาม ; ถ้าเผลอก็ตกเหวอันนี้ได้ด้วยกันทั้งนั้น, คือเหวเนื้อหนังนี้. ฉะนั้น ระวังให้ดี คำว่า เนื้อหนัง มีความหมายอะไรนิด ๆ เท่านั้น แต่มันมีอะไรมาก เกินประมาณ ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้. ขอให้ทุกคนมีความรู้เท่าทันต่อเนื้อหนังนี้ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ด้วยกัน ทุกคน. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต