น.400 วันนี้ จะได้กล่าวถึงเรื่อง บรมธรรม กับ กามวัตถุ. เมื่อวานที่แล้วมา ได้กล่าวถึงเรื่องปูชนียวัตถุ ส่วนวันนี้จะพูดเรื่องกามวัตถุ. สิ่งที่ จะต้องสังเกตกันอีกทีหนึ่งก็คือคำว่า "วัตถุ" ได้เคยบอกแล้วว่าใน ภาษาบาลีคำว่า วัตถุ มีได้ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม. วัตถุ ฝ่ายรูปธรรมก็หมายถึงวัตถุสิ่งของ จับฉวยแตะต้องได้ หรือเห็นได้ ; ส่วนคำว่าวัตถุ ในทางนามธรรมนั้น หมายถึงที่ตั้งที่อาศัย ที่จดจ่อ แห่งจิตใจ เช่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เรียกว่า "วัตถุ ๓" เป็นวัตถุแห่งการระลึกถึงเป็นต้น ; หรือพูดว่าที่ตั้งที่อาศัย อย่างนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรูปธรรม อาจเป็นมูลเหตุเป็นรากฐาน เป็น อะไรก็ได้. คำว่าวัตถุ มีความหมายเป็น ๒ อย่าง ในกรณีไหน มันหมายถึงอะไร เราก็ต้องดูให้ดี ๆ มิฉะนั้นอาจจะเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับทางธรรมหรือทางศาสนา. ๓๓๔
น.401 เมื่อพูดว่า กามวัตถุ ก็มีความหมายที่แปลได้ ๒ อย่าง : วัตถุคือกามอย่างนี้ ก็ได้ หรือว่า วัตถุแห่งกาม ก็ได้. วัตถุคือกาม หมายความว่า ความใคร่เป็นที่ตั้งแห่ง เรื่องราว, ถ้าเป็น วัตถุแห่งกาม ก็หมายความว่า วัตถุหรือสิ่งต่างๆ ที่เป็นที่ตั้งของความใคร่ ; กลับกันอยู่. สำหรับคำว่า กาม ก็เหมือนกัน มีความหมายกำกวม หมายถึงความรู้สึกในใจ ได้แก่ความใคร่ นี่ก็ได้, ที่หมายถึงของข้างนอก คือสิ่งที่ใจรู้สึกนี้ก็ได้ แต่คำนี้มัน แปลว่า ความใคร่ คือที่เป็นกัตตุการก เป็น active voice ก็หมายถึง ความใคร่, ถ้าเป็น passive voice กรรมการกก็หมายถึง วัตถุที่ถูกใคร่ ; เพราะฉะนั้น มันจึงแบ่งได้เป็น กิเลสกาม และ วัตถุกาม. กิเลสกาม คือตัวกิเลสที่เป็นเหตุให้ใคร่, วัตถุกาม ก็คือ วัตถุ หรืออารมณ์ที่จะมาเป็นเหยื่อของความใคร่ ; แล้วก็มีผลเป็นกามคุณ หรือกามสุข หรือกามรส ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า "กามารมณ์" คำว่า กามคุณ ตามภาษาไทย ควรจะแปลว่า สิ่งที่มีคุณแก่กาม, แต่คำว่าคุณ ไม่ได้แปลว่าคุณเหมือนในภาษาไทย. คำว่าคุณแปลว่า ค่า หรือคุณสมบัติ แล้วภาษาไทย เอามาใช้เป็นบุญคุณก็มี. คำว่าคุณในภาษาเดิม ภาษาบาลี หรือภาษาสันสกฤต แปลว่า ค่า หรือ value ; กามคุณ ก็คือ ค่าของกาม, แต่เราหมายถึงสิ่งที่มีค่าแก่กาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. ถ้าเรียกว่า กามารมณ์ ก็หมายความว่า อารมณ์แห่งกาม, เป็น object ของกาม. คำว่าอารมณ์นั้นแปลว่า เป็นที่ยินดีของจิต. กามารมณ์ ก็เป็นที่ยินดี ของกาม ; มีผลเป็นความรู้สึกเช่น กามรส - รสเกิดจากกาม, หรือกามสุข - ความสุข เกิดจากกาม ; รวมกันแล้วก็เป็น กามารมณ์ ในภาษาไทยทั่ว ๆ ไป. ส่วนในที่นี้มุ่งหมาย จะกล่าวถึงใจความที่รวมหมดว่า "กามวัตถุ" วัตถุหรือที่ตั้งอาศัยของกาม ; เป็นไปใน
น.402 รูปนามศัพท์. แล้วควรจะนึกเลยไปถึง กิริยาศัพท์ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นคำว่ากามกีฬา ในภาษาบาลี ก็มีใช้. กีฬา ก็คือคำว่า กรีฑา ในภาษาสันสกฤต หรือภาษาไทย : ประกอบการเล่น ในกาม เรียกว่ากามกีฬา หรือการบริโภคกาม. การบริโภคเพศตรงข้าม ใช้คำกิริยาว่า บริโภค แต่ไม่ได้หมายถึงกินทางปาก หมายถึงบริโภค ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ, ส่วนกินอาหารทางปากนี้มันอีกเรื่องหนึ่ง. คำว่า บริโภคนี้มีอีกความหมายหนึ่ง และเป็นคนละเรื่อง. การบริโภคกาม หรือบริโภคเพศ ตรงข้าม หมายถึงเรื่องทางใจทั้งนั้น. คำพูดเกี่ยวกับคำว่า กาม กาม นี้มีหลายคำ แต่แล้วมันสำคัญอยู่ที่สิ่งที่เรียก ในที่นี้ว่า "กามวัตถุ". กามวัตถุ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งของกาม คือความใคร่, ตัว วัตถุกามเป็นที่ตั้งของกิเลสถาม เป็นอารมณ์ของกิเลสกาม ; ถ้าทั้งสองฝ่ายยังไม่พบกัน ยังไม่มีเรื่อง. เพราะฉะนั้นจึงเป็นการกระทำของระหว่างสองฝ่ายร่วมกัน คือวัตถุกาม กับ กิเลสกาม สิ่งที่เรียกว่า กามารมณ์ จึงจะเกิดขึ้น. สำหรับกามวัตถุนี้มีการบริโภคทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กระทั่งทางใจเองด้วย แต่มักจะพูดถึงกันแต่เพียง ๕ อย่างข้างต้น ที่แท้มันเป็นทั้ง ๖ อย่าง รวมทั้งใจด้วย. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เราหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ยังมีความรู้สึก ที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ตา หู ฯลฯ ล้วน ๆ, ต้องมีคุณสมบัติที่เป็นความรู้สึก พวกประสาทอะไรมีพร้อมอยู่ ประกอบอยู่ สัมพันธ์กันอยู่ด้วยจิตใจ. ที่อาจจะไม่เข้าใจกันอยู่บ้างก็ตรงที่ว่า แม้จะมีเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ ต้องมีเรื่องใจด้วย ; ถ้าไม่มีใจ, ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ทำอะไรไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราแยกออกเป็น ๕ อย่างภายนอก ที่เป็นเครื่องมือของใจโดยตรงนี้เสียทีหนึ่งก่อน.
น.403 ตาเห็นรูปเพศตรงกันข้าม, หูฟังเสียงเพศตรงกันข้าม, ได้กลิ่นเพศตรงกันข้าม หรือรส จากเพศตรงกันข้าม อะไรก็ตาม นี้มันอาศัยใจเป็นผู้รู้สึก ฉะนั้นส่วนใหญ่จึงเล็งถึง ๕ อย่างข้างต้น เรียกว่า "เบญจถามคุณ" กามคุณมีอยู่ ๕ อย่าง. ทีนี้ทางใจล้วน ๆ เมื่อไม่เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้. มันก็ทำของ มันได้ คือสร้างพวกที่ภาษาธรรมะเขาเรียกว่าสัญญาในอดีต perception ต่างๆ ในอดีต เอามาทำในใจ ก็เกิดรสในทางอารมณ์นี้เหมือนกัน แม้ที่สุดแต่ความฝัน. เพราะฉะนั้น ใจล้วน ๆ ก็ทำหน้าที่ได้ คือว่าเอาเจตสิกธรรมส่วนหนึ่งมาเป็นอารมณ์ ได้แก่สัญญาในอดีต, แล้วจิตนั้นเองเป็นผู้รู้สึกต่ออารมณ์นั้น ซึ่งเขาเรียกว่าธัมมารมณ์. เพราะฉะนั้นมันจึง คิดฝันเอาอย่างไรก็ได้ ดังนั้นใจล้วน ๆ ก็บริโภคกามารมณ์ได้โดยอาศัยเรื่องในอดีต, หรือ เป็นเรื่องในอนาคตไปในที่สุดด้วยความคิดฝัน. หมายความว่าเรื่องที่เคยผ่านกันมาแล้ว ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง อย่างไรนั้น เอามาคิดและฝั่นด้วยใจล้วน ๆ ก็ได้. และในอายตนะ คือว่าที่ต่อ contact ภายในนี้ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบทั้งหกนี้ เขาเรียกมันอีกชื่อหนึ่งอย่างน่ากลัวว่า "อินทรีย์" อินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. สำหรับคำว่า อินทรีย์ หมายถึงสิ่งที่มีความสำคัญ คือเป็นตัวการ สำคัญ มีความใหญ่โต และความเป็นตัวการที่สำคัญคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ไว้ว่า ทางใจล้วน ๆ มันก็มีของมันได้เหมือนกัน. ในบรรดา ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น : ทางกาย หมายถึงผิวหนังทั่วไปทั้งหมดทั่วตัว นี้มีความสำคัญมาก มีความรุนแรงมาก ทำให้มี ปัญหามาก, เราเรียกว่า โผฏฐัพพะ ; นอกนั้นสำหรับตาเราเรียกว่า รูป, สำหรับหูเรา เรียกว่า เสียง, สำหรับจมูกเรียกว่า กลิ่น, สำหรับลิ้นเรียกว่า รส, เฉพาะทางผิวหนัง
น.404 รียกว่าโผฏฐัพพะ เราไม่มีคำเรียกในภาษาไทย. คนทั่วไปมักเอาไปปนกับคำว่าสัมผัส นี้ยังไม่ถูก มันยังไม่พอ มันต้องสัมผัสทางกาย หรือสัมผัสทางผิวหนัง จึงจะพอ. คำว่า สัมผัส มันกว้าง : สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสทางจมูก สัมผัสทางลิ้น แล้วก็ สัมผัสทางกาย. สิ่งที่ถูกสัมผัสทางกาย หมายถึงทางผิวหนังนี้ เราเรียกกันว่า โผฏฐัพพะ เปรียบเทียบดูกับรูป เสียง กลิ่น รส เป็นอารมณ์ หรือเป็นเหยื่อของอินทรีย์อย่างไร โผฏฐัพพะก็เป็นอารมณ์ของอินทรีย์ทางกาย ทางผิวหนัง อย่างนั้น. ปัญหาเรื่องเพศส่วนใหญ่มีเพราะสัมผัสทางผิวหนัง คือโผฏฐัพพะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นยังไม่ร้ายเท่า เพราะเหตุว่า ทางผิวหนังมีระบบสัมผัสรุนแรงมาก. เรื่องนี้ไปศึกษาเอาจากชีววิทยา กายวิภาค เกี่ยวกับประสาทว่า การเห็นรูป ฟังเสียง ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส นี้เป็นขึ้นมาอย่างไร, เกี่ยวกับปริมาณของเส้น ประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกมากน้อยอย่างไร, รูป เสียง กลิ่น รส เหล่านั้น จึงต่าง ๆ กัน. เกี่ยวกับรูป นี้มันก็มีคลื่นแสง ที่มีขนาดคลื่นต่าง ๆ กัน, ทำให้เกิดสัมผัส แก่ตาต่าง ๆ กัน, นับตั้งแต่ไม่ชอบดู จนถึงชอบดูที่สุด. เกี่ยวกับหู ก็เหมือนกัน : คลื่นเสียงในระดับ หรือขนาดต่าง ๆ กันมากระทบ ประสาทหู เขย่าประสาทในปริมาณที่ต่าง ๆ กัน เราจึงรู้สึกว่า เสียงนั้นต่างกัน ตั้งแต่ ต่ำที่สุดจนสูงที่สุด, น่าเกลียดที่สุด หรือไพเราะที่สุด. สำหรับกลิ่นที่มากระทบจมูก : แก๊สหรือไอระเหยนี้มาในปริมาตรที่ต่างกัน และมีความเข้มข้น หรือคุณสมบัติต่าง ๆ กัน ซึ่งมากระทบระบบประสาทที่ผิวจมูกใน ปริมาณที่ต่างกัน เราจึงรู้สึกว่าไม่ฉุน กระทั่งฉุนที่สุด. ระหว่างไม่ฉุนกับฉุนที่สุดนั้น แบ่งแยกออกเป็นกลิ่นเนือย ๆ แล้วก็กลิ่นหอม แล้วก็กลิ่นฉุนเกินไปจนไม่หอม ซึ่งที่แท้ เป็นของอย่างเดียวกัน ผิดแต่ปริมาณหรือน้ำหนักที่มากระทำแก่ประสาทต่างกัน.
น.405 ลิ้นก็เหมือนกันอีก : สิ่งที่มากระทบลิ้นมีคุณสมบัติต่างกัน ไปเขย่าระบบ ประสาทที่ลิ้น ในปริมาณต่างกัน มันจึงทำให้เกิดรส ตั้งแต่จืดขึ้นไปจนถึงขม อย่างนี้ เป็นต้น. ถ้าพอดีในระดับหนึ่ง จะรู้สึกเป็นหวาน, ถ้าความหวานมันเข้มข้นขึ้นไป มันก็เป็นเค็มเป็นขมได้ ตามจำนวนของปลายประสาทที่จะรู้สึกคราวเดียวมากน้อยเท่าไร. พอมาถึงผิวหนัง เกี่ยวกับความนิ่มนวล : ถ้ามีความนิ่มนวลมาก ทำให้ ประสาทรับสัมผัสทางผิวหนังรู้สึกได้มาก ; ถ้ามันเป็นของแข็งกระด้างมาก มันรู้สึก ได้น้อย คือมันสัมผัสได้น้อย ; ถ้ามันมีความอ่อน ความนิ่มมาก มันก็สัมผัสได้มาก ปริมาณสัมผัสทางผิวหนังมันจึงรู้สึกมาก เพราะฉะนั้นของที่เปียกและนิ่มนวลมันจึงทำให้ มีความรู้สึกมาก. ส่วนทางใจนั้นมันเกี่ยวกับความมากหรือน้อยเหมือนกัน : เรียกว่าอารมณ์ ใหญ่อารมณ์เล็ก. อารมณ์ใหญ่ก็คือทำความรู้สึกมาก มีความหวั่นไหวทางจิตใจมาก, ความรู้สึกทางใจจึงรุนแรงมาก. แต่ทุกอย่างก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีความมาก หรือน้อย. ถ้ามันตรงกัน พอดีกันกับประสาทในภายใน มันก็จะรู้สึกสบาย หรือ เรียกว่าอร่อย เป็นลักษณะบำรุงบำเรอ entertainment เกิดขึ้นที่นั่น ; จึงเป็นการอร่อย ทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางผิวหนัง หรือทางใจล้วนๆ. แต่ถ้าสิ่งเดียวกันนั้นมันน้อยไป หรือมันมากไป มันไม่มีลักษณะ entertainment มันจะกลับตรงข้าม หรือไม่ถึงใจบ้าง หรือเกินไปบ้าง. นี่แหละ ความไม่อร่อย หรือความอร่อยเกินไปจนทนไม่ไหว, ความจืด ความหวาน ความขม ฯลฯ, เราจะต้องรู้เรื่องเหล่านี้บ้าง ก็จะเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น ว่าทางผิวหนังนี้มีปัญหามากเพียงไร. ความรู้สึกทางเพศส่วนใหญ่มีปัญหามากที่ทางผิวหนัง คือ โผฏฐัพพะ, เพราะฉะนั้นเราจึงรวมเรียกง่ายๆ ว่า "เนื้อหนัง" .
น.406 กามารมณ์เป็นเรื่องของเนื้อหนัง ความสุขทางเนื้อหนัง ; รวมตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ใจที่มาตกเป็นทาสของอารมณ์ นี้ก็เป็นเรื่องเนื้อหนังไปหมด. ใช้คำ ว่าเนื้อหนังคำเดียวก็กินความหมด, แล้วทุกอย่างคือทั้ง ๕ หรือ ๖ อย่างนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์นี้ ต้องเป็นเรื่องระหว่างเพศ ; ถ้าเป็นเรื่อง เพศเดียวกันก็ต้องเป็นความลวง หรือ imagination ของเพศตรงกันข้าม ; เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจึงต้องเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับทางเพศตรงกัน ข้ามจึงจะเป็นความรู้สึกทางกามวัตถุ หรือกามารมณ์. ข้อสำคัญที่เราจะต้องศึกษากันต่อไป ก็คือว่า แม้ทั้งหมดนั้น มันจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับเพศตรงกันข้ามเหมือนกัน หรือเสมอกันก็จริง แต่ว่ามันมีความมุ่งหมาย ต่างกัน. เพราะฉะนั้นกามารมณ์ หรือกามวัตถุนี้ถูกใช้ หรือถูกกระทำไปในความ มุ่งหมายที่ต่างกัน อย่างน้อยก็ ๓ อย่าง หรือ ๓ ประเภท : (๑) เป็นกามารมณ์ โดยตรง (๒) เป็นอาหาร (๓) เป็นเรื่องการสืบพันธุ์. ถามวัตถุที่มุ่งหมายเป็นกามารมณ์โดยตรงนี้ มันมีความมุ่งหมาย เพื่อ ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เพื่อกิเลส หรือเพื่อรสเกิดจากเพศตรงกันข้ามตะบึงตะบันไป ไม่ได้มุ่งหมายเพียงเพื่อความเป็นอาหาร หรือไม่ได้มุ่งหมายเป็นการสืบพันธุ์ ; มุ่งหมาย แต่รสของกามารมณ์ล้วนๆ ทั้งชนิดที่เป็นธรรมดาสามัญและชนิดที่ประณีตกว่าธรรมดาสามัญ จนเรียกว่าเป็นของทิพย์ของสวรรค์อะไรไป. นี้มีเรื่องรุนแรงมาก มีปัญหารุนแรงมาก ; และยิ่งไปเข้าใจผิดและหลงใหลกันด้วยละก็ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตสูงสุดกว่าเรื่องใด จนเคย เป็นบรมธรรมมาแล้ว.
น.407 กามารมณ์นี้เคยถูกถือเป็นบรมธรรมมาแล้ว เหมือนที่ได้พูดให้ฟังแล้วว่า ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมนุษย์ในประเทศอินเดีย เคยยึดถือเอากามารมณ์สูงสุดเป็นนิพพาน ; นี่คือเป็นบรมธรรมมาแล้ว. ต่อมาความรู้สึกทางธรรมดีขึ้น จึงรู้ว่าไม่ใช่, แล้วไปหลง เอาความสุขในทางฌาน ทางสมาธิ เป็นนิพพานขึ้นมาพักหนึ่ง. ต่อมาจึงรู้ว่าไม่ใช่, จึงมาถือเอาความหมดกิเลส ความไม่ถูกกิเลสรบกวนด้วยประการทั้งปวงนี้ เป็นนิพพาน ; แล้วก็จบกันที่นี่. กามารมณ์เคยถูกบูชายกย่องขึ้นเป็นนิพพานมายุคหนึ่ง ; แล้วต่อมาคนขี้โกง คนไม่ตรง ก็ยังถือเอากามารมณ์เป็นสิ่งสูงสุดอยู่ก็มี เช่นพวก ตันตริกฝ่ายฮินดูโดยเฉพาะ เขาถือเอากามารมณ์เป็นสิ่งสูงสุด เป็นพระเจ้า หรือเป็นของโปรดปรานของพระเจ้า จึง มีลัทธิประกอบกามารมณ์ในโบสถ์ในวิหาร. มีหญิงเทวทาสีสมัครทำหน้าที่นี้ในโบสถ์ ในวิหาร ; มีซากเหลืออยู่ กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ จนมหาตมคานธีเคยขอร้องให้เลิกโดย สิ้นเชิง เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง. พวกพุทธบริษัทบางพวกก็ไปหลงกับเขาด้วย เป็นพุทธศาสนา ต้นตริก (Tantric Buddhism). พระพุทธศาสนาตันตริกมีขึ้นมา ก็มีอยู่ยุคหนึ่งพักหนึ่งเอากามารมณ์เป็นสาระ สำคัญ จนกระทั่งทำรูป ปรัชญาปารมิตาประกอบกามกิจกับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ; รูปปฏิมาของพุทธศาสนาอย่างตันตริกเป็นอย่างนั้น นี่ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องครอบงำจิตใจ มากที่สุด จนมนุษย์หลงไปว่าเป็นเรื่องสูงสุดอย่างนี้. ถ้าใช้กามวัตถุในลักษณะอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องกามารมณ์ ถือว่าเป็นเรื่อง โง่เขลาสุดโต่ง เกี่ยวกับกามวัตถุ ; เป็นเรื่องกิเลส เป็นเรื่องความทุกข์อย่างที่จะหลีก เลี่ยงไม่ได้ แต่ว่ามันกลบเกลื่อนไว้ด้วยรสของกามารมณ์. หรือบางทีก็มีลัทธิว่า ยอมสู้ ยอมทน อย่างที่ว่าต้องยอมแลกเอา ; อยากกินปลาก็ต้องถูกก้าง, เมื่อเล่นกับของสกปรก
น.408 ก็ต้องทนความคาว. ภาษาพูดอย่างนี้ก็มีใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ เช่น อยากไปเล่นกับกบ กับเขียด ก็อย่ากลัวคาว อย่างนี้เป็นต้น. นี่เป็นสาระของเรื่อง เป็นเรื่องลุ่มหลงอย่างหลับหูหลับตา ไม่ต้องกลัวความ ทุกข์ ไม่กลัวความสกปรกหรือกลัวอะไร. นี่พวกหนึ่ง ความมุ่งหมายที่ ๑ คือว่ารสอย่างนี้ เรียกว่า กามารมณ์ ; มีทั้งที่เป็นของทิพย์ ของสวรรค์. แต่แล้วก็ต้องรู้จักใจความ สำคัญของมันอย่างหนึ่งว่า ประเภทที่กระทำไปเพื่อกามารมณ์ นี้ต้องอาศัย imagination ผมไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรถูกต้องนัก ; คือ imagine ทำมโนภาพขึ้นมา. การบริโภคสิ่งที่ เป็นกามารมณ์นี้ สำเร็จอยู่ที่ imagination สร้างมโนภาพว่าเพศตรงกันข้ามได้สำเร็จ ; แต่มันเป็นอัตโนมัติเร็วมาก จนคนไม่รู้สึกว่าเป็นเพียงมโนภาพ. จะเข้าใจได้ก็โดยที่ว่า ดูไปจากของหลอก หรือของเทียม คือไม่ใช่คนจริงก็ได้, ไม่ใช่ผู้หญิงจริง ผู้ชายจริง เป็นของเทียมก็ได้, มาเป็นวัตถุของกามารมณ์ก็ทำได้ถ้าสร้าง imagination สำเร็จ ; คือเมื่อ มีสัญญาความสำคัญว่าเป็นอะไรนั้น สร้างขึ้นได้สำเร็จในมโนภาพ ; ฉะนั้นจึงกระทำได้ แม้แก่วัตถุของเทียม หรือเพศเดียวกัน. แม้ในเพศตรงกันข้าม ก็มีการสร้างมโนภาพอย่างเดียวกัน คือต้องทำสัญญา ความสำคัญว่า เป็นหญิงหรือชาย ในวัตถุที่เป็นหญิงหรือชายนั้นอีกครั้งหนึ่ง ; เป็นเรื่อง ทางจิตใจโดยเฉพาะ. ถ้ามิฉะนั้นความเป็นหญิง หรือเป็นชายนั้น มันจะเป็นเพียงวัตถุ หรือเป็นเพียงซากอะไรอย่างหนึ่ง. ถ้าทำ imagination นี้เก่ง ความรู้สึกนี้ก็สูง. ที่นี้ ตามปรกติธรรมดาสามัญ, การสร้าง imagination นี้เก่งและสูงได้โดยอัตโนมัติ เพราะ ความรู้สึกตามธรรมชาติ หรือความสุกงอมของต่อมหรือแกลนด์ต่างๆ หรือเพราะการ ศึกษาอบรมที่ได้รับมาในทางนี้ ตั้งแต่เล็กจนถึงเวลานั้น. เพราะฉะนั้นที่แท้มันเป็น imagination แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็น imagination รู้สึกเป็นของจริงไป.
น.409 อีกทางหนึ่งที่จะต้องรู้ก็คือ แม้จะเป็น imagination หรือจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็เป็นของธรรมดาเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งเป็น mechanism ชนิดหนึ่ง. เมื่ออารมณ์ กระทบอินทรีย์ คืออารมณ์ของข้างนอกได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กระทบอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ยังมีความรู้สึก มีประสาท มีความรู้ทางจิตอะไรสมบูรณ์นี้ มันก็มี re-action ปฏิกิริยาขึ้นมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีการปรับตัว เปลี่ยนแปลง แล้วเคลื่อนไปในลักษณะ mechanism มันจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง ๆ ไปตามลำดับ ตามกฎเกณฑ์ เหมือนกับเครื่องจักร, เช่น ตาเห็นรูปอย่างนี้ mechanism ก็ทำให้เกิด จักษุวิญญาณ. เมื่อตากระทบกับรูปเรียกว่าผัสสะ เกิดผัสสะขึ้นมานี้เป็น mechanism อันหนึ่ง. mechanism อันต่อไปก็คือ วิญญาณใจรู้ว่ามันเป็นอะไร ตานี้เห็นรูป ว่าเป็น รูปอะไรกันแล้วก็รู้สึก. มันก็มีเวทนาเกิดขึ้นเป็น mechanism ขั้นถัดไปอีก เป็นความสวย ไม่สวย อร่อย ไม่อร่อย, สบายแก่อายตนะ หรือไม่สบายแก่อายตนะ ; ตอนนี้ก็เป็น ความรู้สึกของกามารมณ์ได้สมบูรณ์. อาการปรุงแต่งเป็นเชิง mechanism ก็ไม่หยุดเพียงนี้ มันยังทำให้เกิดต่อไป เป็นสัญญา - ความรู้สึกว่า มันเคยเป็นมาอย่างไร มีมาอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรกันแน่ ; มีสัญญาในสิ่งนั้นว่าอะไร เช่นกระทั่งเป็นสัญญาว่า ตัวตน หรือของตน ตัวกูหรือของกู ; ทีนี้ก็เกิดวิตก คือเป็นความคิด เป็น concept อะไรต่างๆ ขึ้นมา จะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ จะยึดครองหรือจะทำอะไรอีก ก็ตามใจ, มันมีเรื่องมากต่อไปอีกในลักษณะเครื่องจักร ทั้งนั้น แต่มันเป็นเครื่องจักรกลไกทางนามธรรม หรือทางวิญญาณ. "วิญญาณ" ในที่นี้หมายถึง mentality ไม่ใช่ spiritual คือมันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของจิตที่เนื่องกันอยู่ กับประสาทหรือกาย เป็น mentality ไม่ใช่ spiritualism คือไม่ใช่ทางสติปัญญา ; เป็น แต่เพียงระบบของจิตที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน. ถ้าเข้าใจถูกต้องก็จะมีความรู้เพียงพอ ; หรือถ้าสังเกตเอาเอง อะไรก็ตาม ก็จะรู้สึกว่า ตั้งแต่สัมผัสกับกามวัตถุ จนเกิดความกำหนัด ความหลงใหลอะไรก็ตาม
น.410 ป็น mechanism ของธรรมชาติฝ่าย mentality : ไม่ใช่ของวิเศษวิโส อย่างที่เข้าใจกัน จนถึงกับบูชา mechanism. ทางวัตถุล้วน ๆ ทางพี่สิคส์เป็นอย่างไร ทางนี้ก็เหมือนกัน อย่างนั้น, แต่เมื่อตัววัตถุมันไม่ใช่พี่สิคส์ มันไม่ใช่ตัววัตถุของแข็งอะไร มันก็มีลักษณะ อาการของมันไปตามแบบของมัน. เหมือนกันแท้ในข้อที่ว่า เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ การปรุงแต่งของ mechanism กลไกของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติมีอยู่เพื่อเกิดปฏิกิริยา ไปตามลำดับ. อย่างนี้เราเรียกว่ากามารมณ์ทั้งนั้น ถ้าใช้ไปในลักษณะอย่างนี้ด้วยความ ลุ่มหลง. กามวัตถุที่มุ่งหมายเป็นเรื่องของอาหาร นี้อาจจะแปลกสำหรับ พวกคุณ ที่เคยรู้แต่ความหมายของคำว่าอาหารที่เคยกินทางปาก, ในทางธรรมะนั้น กินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ได้ ; เป็นเรื่องทางใจล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับวัตถุเลยก็เรียกว่าอาหาร. อย่างที่เขาแบ่งอาหารออกเป็น ๔ ชนิด คือ : - ๑. อาหาร ที่กินทางปาก คือข้าวปลาอาหาร นี้ก็เรียกว่าอาหารคือคำข้าว เรียกว่า กวพิงคฬาหาร ๒. อาหารทางใจ ที่เป็นเรื่องทางนามธรรม, ผัสสะเป็นอาหารเรียกว่า ผัสสาหาร คือการกระทบกันระหว่างกามวัตถุกับจิตใจนี้ มันเกิดผัสสะขึ้น ผัสสะนี้ก็เป็น อาหาร เรียกว่า ผัสสาหาร. ๓. อาหารแห่งความคิด คือมโนสัญญเจตนาหา ร เจตนาของจิตเป็นเหตุ ให้เกิดการกระทำ หมายความว่า เจตนาของจิตเป็นอาหารของการกระทำเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ออกมา. ๔. สุดท้ายเรียกว่า วิญญาณาหาร ซึ่งเขาหมายถึงปฏิสนธิวิญญาณโดยตรง เป็นเหตุให้เกิดใหม่ เกิดภพใหม่ เกิดชาติใหม่ ในลักษณะใดก็ตาม แต่ว่ามันเกิดภพใหม่
น.411 ชาติใหม่ได้ ; จะเป็นตัวกู ของกูในความรู้สึก หรือว่าเป็นเรื่องเนื้อหนังเข้าโลงแล้วเกิด ใหม่ก็ได้ทั้งนั้น, เรียกว่า อาหารทั้งนั้น ; คำว่า "อาหาร" มันกว้างขวางอย่างนี้. อาหารทางคำข้าวนี้ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ เป็นเรื่องของเนื้อหนังทาง ธรรมชาติล้วน ๆ หิวก็กินเข้าไปบำรุงร่างกาย ; มันรู้สึกหิวได้ทางฟิสิกส์ล้วน ๆ ผัสสา- หาร - อาหารทางผัสส ะนี้ เป็นเรื่องทางจิต มันเกี่ยวกับทางจิต ; เพราะฉะนั้นกามวัตถุ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ใช้เป็นเพียงอาหารอย่างนี้ก็มีสำหรับผู้ที่ไม่ลุ่มหลงทาง กามารมณ์ เป็นพระอริยเจ้า. พระอริยเจ้าที่ยังเป็นฆราวาสก็ยังเกี่ยวข้องกับกามวัตถุ แต่ เพียงในลักษณะเป็นอาหาร. เมื่อต่อมแกลนด์ต่าง ๆ มีความสุกงอม ย่อมเกิดความรู้สึก อยากอาหารประเภท ผัสสาหารนี้ เพราะฉะนั้นจึงไปเกี่ยวข้องกับกามวัตถุ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แม้เป็นสัมผัสทางผิวหนังระหว่างเพศ สามีภรรยาอะไรก็ตาม ก็กระทำเพียง ให้บำบัดความกระวนกระวายเกี่ยวกับความหิวทางผัสสาหาร, ไม่ใช่เป็นความลุ่มหลงทาง กามารมณ์เหมือนพวกบูชากามารมณ์. ฉะนั้น คนอาจจะปลอดภัยจากกามารมณ์ ทั้งที่ยังเกี่ยวข้องกับกามวัตถุ. นี้ หมายความว่าเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นอาหาร. การบริโภคเพศตรงกันข้ามนี้ทำไปใน ลักษณะที่เป็นกามารมณ์ก็ได้ ทำไปในลกษณะที่เป็นอาหารตามธรรมชาติ คือมีผัสสาหาร เป็นไปตามธรรมชาติ ของผู้มีความรู้สึก หรือผู้เข้าใจในเรื่องนี้ดีก็ได้ ; คือมีความมุ่งหมาย ว่า เพื่อบำบัดความกระวนกระวาย อันเกิดมาจากความสุกงอมแก่รอบของสิ่งที่เรียกว่า ต่อมหรือแกลนด์ ซึ่งเป็นของจำเป็นที่จะต้องมีในตัวมนุษย์. นี่เราก็ต้องรู้ความเกี่ยวพันกันเสียก่อนว่า ที่เรียกว่าต่อม gland นี้มันเป็นของ จำเป็นที่จะต้องมีในเนื้อตัวในร่างกายของมนุษย์เพื่อทำหน้าที่นั่นนี่ ไม่ใช่เฉพาะทางเพศ อย่างเดียว แต่เพื่อความเป็นอยู่รอดของชีวิต. เช่นโฮโมนนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสำหรับ ความรู้สึกทางเพศอย่างเดียว มันต้องเพื่อความเป็นปรกติของชีวิตด้วย เพื่อความเป็นอยู่
น.412 ได้ด้วย. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าต่อมแกลนด์นั้นมันต้องมี.ทีนี้เมื่อมันเจริญถึงขนาด ก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่มีความต้องการตามเรื่องตามราวของมัน. ฉะนั้นถ้าต่อมแกลนด์ เหล่านี้ยังอยู่ และทำหน้าที่ของมันและโดยปลอดภัย เขาจึงต้องมีการชดเชยให้ หรือการ ให้อาหารซึ่งเรียกในที่นี้ว่าผัสสาหาร เพื่อให้ระงับความกระวนกระวาย หรือความเดือดร้อน อันเกิดมาจากสิ่งนั้นได้ ; เพียงเท่านั้น, ไม่ใช่เลยไปเพื่อบำรุงบำเรอเป็น entertainment. ทางกามารมณ์. ทีนี้ ต่อมแกลนด์เหล่านี้ต้องมีเพื่อความจำเป็นแก่มนุษย์ เพื่อการสืบพันธุ์ เป็นต้น และการสืบพันธุ์นี้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ จึงต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อกันและกันทุกระยะ เพื่อให้การสืบพันธุ์เป็นไปได้ ; แล้วเราก็ไม่มีความลำบากทน ทุกข์ทรมานเกี่ยวกับปัญหาของต่อมหรือแกลนด์เหล่านี้. เพราะฉะนั้นการบริโภครสเกิด จากเพศตรงข้าม โดยอาศัยกามวัตถุนี้ กระทำอยู่ในระดับหนึ่งเพียงเพื่อเป็นอาหาร เป็นประเภทผัสสาหาร ที่กระทำไปอย่างถูกต้อง, ไม่เป็นกิเลสชนิดที่เป็นกิเลสโดย สมบูรณ์ หรือว่าเป็นกิเลส. เพราะฉะนั้นการบริโภคเพศตรงข้ามของพระอริยเจ้า ที่ไม่ใช่เพศบรรพชิต เช่น พวกพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ก็กระทำไปเพียงเพื่อเป็นผัสสาหาร เพื่อชำระ สะสางปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะภายใน เช่น ต่อมแกลนด์นี้เป็นต้น ไม่ให้ทำความกระวน กระวายจนเป็นความทุกข์ทรมาน แล้วก็อยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่าธรรม คือการ ประพฤติธรรมเหมือนกัน. กามวัตถุที่มุ่งหมายที่ ๓ คือเรื่องการสืบพันธุ์, การสืบพันธุ์ ก็ไม่พ้นไปจาก ที่ต้องอาศัยกามวัตถุ คืออวัยวะที่มีอยู่ในเพศ หรือระหว่างเพศตรงกันข้าม แต่มันเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง. ความมุ่งหมายเพื่อการสืบพันธุ์ล้วน ๆ นี้ ต่างจากความ มุ่งหมายเพื่อเป็นกามารมณ์ หรือเพื่อเป็นอาหารไปอีกทางหนึ่ง. มนุษย์ต้องการเหลืออยู่
น.413 ในโลก คือไม่ขาดสูญไป เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทุกอย่างมันต้องมี survival เหลืออยู่ เรื่อยมา ไม่สูญไป เราจึงมองเห็นในความจำเป็นข้อนี้ คือ การสืบพันธุ์, แต่ทีนี้งาน ที่ต้องสืบพันธุ์นี้ มันเป็นงานที่ไม่น่าทำ เป็นงานที่ไม่ชวนทำ พูดอย่างนี้ดีกว่า, คือมัน เป็นเรื่องยากลำบาก. ดูเอาเถอะ เริ่มแต่การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร การปฏิบัติ ทุกอย่างเกี่ยวกับการมีบุตรนี้ เป็นสิ่งที่น่าเอือมระอาไม่ชวนทำ ; ถ้าปล่อยไปตามเรื่อง ของมันล้วน ๆ ก็ไม่มีใครทำ แล้วมนุษย์หรือสัตว์มีชีวิตต่าง ๆ ก็สูญพันธุ์ไปหมด ฉะนั้น มันจึงมีค่าจ้าง มีการจ้างที่มาเหนือเมฆ คือรสของกามารมณ์ หรือรสของเพศตรงกันข้าม. ที่ธรรมชาติหรือพระเจ้า หรืออะไรก็ตามใจ ; พูดให้ถูกที่สุดก็คือ ธรรมชาตินี้จ้างสัตว์ ที่มีชีวิต ให้ทำหน้าที่ที่ไม่น่าทำนี้ได้ อย่างสมัครใจ อย่างเต็มใจ ก็ด้วยรสของเพศตรงข้าม เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาการสืบพันธุ์มาฝากไว้ หรือเป็นอันเดียวกันกับการบริโภครสของ เพศตรงข้าม เพื่อเป็นค่าจ้างให้สัตว์ทั้งหลายทำการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ชวนทำที่สุด แล้วก็อาศัยโรงงานหรือออฟฟิศเดียวกันอีก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่สัมพันธ์กันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่แยกไปจากกามวัตถุนั้นอีก. เพราะฉะนั้นกามวัตถุ ในที่นี้ถูกใช้ไปในฐานะเป็นโรงงาน หรือเป็นออฟฟิศสำหรับการสืบพันธุ์, แล้วก็เป็น สิ่งที่ทำให้เกิดค่าจ้าง ที่มนุษย์สมัครใจทำเกี่ยวกับงานที่ไม่ชวนทำเหล่านี้ได้อย่างเต็มใจ. กามวัตถุที่ถูกใช้ไปในวัตถุประสงค์เพื่อการสืบพันธุ์นี้ มันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งจากกามารมณ์ หรือจากความเป็นอาหารอย่างที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าถามว่า เพื่ออะไร ? ก็ตอบว่า เพื่อการ สืบพันธุ์. แต่กามวัตถุในที่นี้ถูกใช้เพื่อเป็นค่าจ้าง, ให้มนุษย์ทำการสืบพันธุ์โดยไม่มีข้อ ขัดแย้ง ไม่คัดค้าน ไม่อุทธรณ์ ไม่อะไรหมด ในการที่จะต้องทำสิ่งที่ไม่ชวนทำ. ดังกล่าวมาทั้ง ๓ ลักษณะ นี่คือเรื่องกามของวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับมนุษย์ ในความมุ่งหมายที่ต่างกัน ๓ ประการ อันได้แก่เพื่อกามารมณ์นี้อย่างหนึ่ง, เพื่อเป็น อาหารบำบัดความหิวตามธรรมชาติ ในทางฝ่ายจิตนี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็เพื่อประโยชน์ ในการสืบพันธุ์อีกอย่างหนึ่ง. อย่างแรก เป็นที่ตั้งแห่งกามารมณ์, นี้เป็นวัตถุที่ตั้ง
น.414 แห่งความบ้าหลังจริงจัง. อย่างที่ ๒ เพื่อบำบัดความกระวนกระวายที่เกิดมาจากความหิว ที่มาจากต่อมและแกลนด์ที่จำเป็นต้องมี ในร่างกายมนุษย์. ส่วนอย่างที่ ๓ เพื่อความ รอดอยู่ได้ของมนุษย์ไม่สูญพันธุ์ไป. ธรรมชาติได้จัดไว้ดีที่สุด จนมนุษย์รอดอยู่ได้ ไม่สูญพันธุ์ไป. นี่เราก็มองดูทีเดียวหมดทั้ง ๓ อย่าง เพื่อกามารมณ์ก็ตาม, เพื่ออาหารก็ตาม, เพื่อการสืบพันธุ์ก็ตาม, ต้องมีระเบียบ หรือมีความถูกต้องจึงจะได้. แม้เพื่อกามารมณ์นั้น ถ้าทำผดไม่มีระเบียบ ไม่มีความถูกต้อง มันก็เป็นอันตรายเป็นความทุกข์ เป็นความ ฉิบหายล้มละลายของมนุษย์ไปเลย. ถ้ายังอยู่ในระเบียบ มันก็ยังเป็นไปได้ เพราะว่า เขามีอิสรภาพ มีเสรีภาพที่จะต้องการเพียงกามารมณ์ ; ก็ขอให้ทำอย่างมีระเบียบ อย่าให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อน หรืออย่าให้ตัวเองเดือดร้อนมากเกินไป จนไม่ได้มีผลอะไร จากกามารมณ์. ฉะนั้นจึงมีศีลธรรมเกิดขึ้น มีจริยธรรมเกิดขึ้น ในการบริโภคกาม ในแง่ไหนก็ตาม ในความมุ่งหมายไหนก็ตาม ใน ๓ อย่างนั้น บรรทัดแรกของสูตร ที่เกี่ยวกับกามารมณ์ เช่นกามสูตรเป็นต้น เขาจะมีพูด ปรารภถึงว่า :- "การประกอบกามกิจนี้ เมื่อกระทำไปอย่างถูกต้อง จักเป็นการ ประพฤติธรรม ดังนี้สูตรนี้ จึงถูกเขียนขึ้น" ดังนี้. หมายความว่า สูตรชนิดนี้ เช่น กามสูตรนี้เป็นต้น เขียนขึ้นเพื่อให้กามกิจเป็นไปอย่างถูกต้องจนกลายเป็นการประพฤติ ธรรม. นี้ก็แสดงให้เห็นว่า เขามีความรู้ หรือมีความนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม แม้ในเรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์, เพื่อให้มีศีลธรรมในการประกอบกามารมณ์ ไม่ใช่กระทำ ไปอย่างปล่อยไปจนสุดขีดของกิเลส เป็นความบ้าหลัง. มนุษย์จะเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานก็ที่ตรงนี้ ; คือลุ่มหลงกามารมณ์ ที่เป็น กามารมณ์ไม่มีขอบเขต. ส่วนสัตว์นั้นไม่มีกามารมณ์ มีแต่เพียงการสืบพันธุ์ตาม ธรรมชาติ ; หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นอย่างที่ ๒ คือเป็นอาหารสำหรับบำบัดความกระวน-
น.415 กระวาย ; ไม่ถึงขีดกามารมณ์สุดเหวี่ยงเหมือนมนุษย์, ฉะนั้นมนุษย์จึงเลวกว่าสัตว์ใน ข้อนี้. เรื่องนี้คุณก็รู้ได้เองว่า สัตว์เกี่ยวข้องกันระหว่างเพศอย่างไร เพียงไร เท่าไร เมื่อไร ? มีลักษณะเป็นความมุ่งหมาย เพื่อการสืบพันธุ์ หรือระงับความกระวนกระวาย ของต่อมแกลนด์ที่สุกงอม ; ไม่มีความคิด ไม่มี imagination ไม่มีอะไรเหมือนมนุษย์ ที่ขยายออกไปได้ไม่มีขอบเขต ; เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องนี้เกี่ยวกับสัตว์ มันก็มีปัญหาเกี่ยวกับมนุษย์ที่จะเลวไปกว่าสัตว์ จึงต้องมีศีลธรรมเกี่ยวกับ ข้อนี้ เช่นศีล ข้อบัญญัติต่างๆ ห้ามไม่ให้ประพฤติล่วงเกินของรักใคร่ของผู้อื่น, หรือ over sex นั้นเป็นของที่ถูกติเตียน แม้แต่คนบ่าสมัยหิน. คนบ่าสมัยหินก็รู้ว่า over sex นี้เป็นเรื่องเลว ใช้ไม่ได้. มันจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เหมือน กับเรื่องอื่น ๆ อยู่เหมือนกัน. ทีนี้ถ้าเราทำให้ถูกต้อง เรื่องกามารมณ์ก็เป็นเรื่องอยู่ใน ขอบเขตของจริยธรรม ของศีลธรรม ก็เป็นสิ่งที่ทำไปได้ ตามความต้องการของผู้นิยม เสรีภาพ อิสรภาพของเขา ไม่ถูกประณามโดยความเป็นของเลวไปทั้งหมด. มันเป็น ของเลว เมื่อมันไม่มีขอบเขต หรือไม่มีศีลธรรม. พุทธบริษัทยังหวังที่จะไปเกิดในสวรรค์ พุทธศาสนาก็ยังพูดถึงสวรรค์ ซึ่ง เต็มไปด้วยกามารมณ์ชั้นดี ชั้นเลิศ เป็นของทิพย์ไปเลย. การทำบุญให้ทานของคน บางพวก ก็ยังปรารถนาสวรรค์ชนิดนี้, แต่แล้วก็ต้องรู้ว่านั่นมันเป็นกามารมณ์ ที่อยู่ใน ขอบเขตของศีลธรรม. ถึงแม้มันจะเป็นของทิพย์ เป็นของสวรรค์ไปอย่างไร มันก็ยัง เป็นบรมธรรมไปไม่ได้, แม้ว่าจะเคยถูกลวง ว่าเป็นบรมธรรมมายุคหนึ่งสมัยหนึ่ง. แต่แล้วในที่สุดมันอาจจะเป็นบทเรียนได้ ความดีของมันยังมีอยู่ที่นี่. กามารมณ์อันร้ายกาจนั้น ในที่สุดมันยังกลายเป็นบทเรียนได้ ให้ระลึกถึง คำพูดของคนโบราณพูดไว้ว่า : ความถูกก็เป็นครู ความผิดก็เป็นครู. นี่เขาฉลาดมาก
น.416 ว่าคนสมัยนี้ ที่เอาความผิดเป็นครู ไม่ค่อยจะได้ เพราะไปโกรธไปอะไรเสีย. ฉะนั้น การตกนรกก็เป็นครูที่ดีได้, การไปมัวเมาในสวรรค์ กามารมณ์อันเป็นทิพย์ ในที่สุดมัน ก็เป็นครูได้ คือมันทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อได้ เมื่อถึงจุดอิ่มจุดระอาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของกามารมณ์นั้นเอง เกิดนิพพิทา คือความเบื่อหน่าย ซึ่งเป็นเหตุให้บรรลุ มรรคผล นิพพานได้. เหมือนไปเล่นกับไฟ มันก็ร้อน, ร้อน มันก็สอนให้รู้ว่า ไม่ควรไปเล่นกับไฟ มันจึงเป็นบทเรียนก็ได้ เป็นหนทางก็ได้. มันเป็น experience ทางจิต ซึ่งเราต้องการมาก. experience มีทั้งทางเนื้อหนังและทางจิต และสูงขึ้นไปถึง ทาง spiritual. spiritual experience นี้เป็นสิ่งที่เราต้องการเป็น materialsสำหรับมา ประกอบกันเป็นสติปัญญา เป็นความรู้สำหรับบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ถ้าเราไม่มี สิ่งนี้เป็นบทเรียน เป็นต้นทุนหรือเป็นพื้นฐานแล้ว เราไม่มีทางบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. กามารมณ์ที่เป็นไปอย่างสูงสุดก็เป็น spiritual experience อย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน คือมันทำให้เกิดความรู้แจ้ง ในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งนั้น เกิดนิพพิทาในที่สุด. เพราะฉะนั้นถ้ากระโจนลงไปในไฟแล้ว ก็ให้รีบศึกษาเสียโดยเร็ว ให้รู้ว่ามันเป็นของร้อนอย่างไร จะออกจากไฟได้อย่างไร ; นี้เป็นบทเรียน. หรือมองอีก แง่หนึ่ง มันก็เป็นหนทางที่เราจะต้องผ่านไปทางนั้นตามมากตามน้อย ; ถ้าเราไม่ผ่านมา ทางนี้ เราก็ไม่รู้อะไรเลยนั่นเอง : จะผ่านลงไปท่วมหัวท่วมตัวก็ได้ หรือจะผ่านเพียง ขอบ ๆ ริม ๆ โดยไม่ต้องกระโจนลงไปก็ได้; หรือว่าถ้ามีสติปัญญามากพอ ก็ผ่านแต่ โดยทางจิตใจล้วน ๆ ก็ได้. มีคนเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เด็กอายุ ๑๕ ปี นี้มีเขียนไว้ใน คัมภีร์ เท็จจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ .. มันเป็นหนทางที่จะต้อง ผ่านไป แต่ว่าการผ่านไปนั้น จะเป็นการผ่านอย่างที่เรียกว่าโชกโชน หรือว่าผ่านอย่าง ไม่ถึงขนาดนั้น หรือว่าเพียงแต่ผ่านทางจิต ทางวิญญาณล้วน ๆ ไม่ต้องผ่านทางเนื้อหนังก็ได้. ทีนี้ เมื่อผ่านมาถึงนี่ ผ่านมาจนเกิดนิพพิทาแล้วอย่างนี้ มันก็บรรลุ ถึงบรมธรรมที่แท้จริง คือนิพพานได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น กามารมณ์นั่นเอง
น.417 ถ้าใช้ให้ถูกวิธี ก็เป็นบทเรียน หรือเป็นหนทาง เพื่อลุถึงนิพพานถึงบรมธรรมได้. เราจึงควรจะสนใจกามารมณ์ที่เกี่ยวกับบรมธรรมในลักษณะอย่างนี้ .. นี่เรียกว่าจะต้องทำ ให้ถูกต้องทั้งนั้นไม่ว่าอะไร ; เพราะว่าไม่ว่าอะไรหมด มันไม่ใช่มีแต่คุณหรือโทษโดย ส่วนเดียว มันแล้วแต่ว่าเราจะทำให้เป็นคุณ หรือเป็นโทษขึ้นมา. ถ้ามีความฉลาดพอ มันก็รู้จักทำสิ่งที่ผิดนั้นให้เป็นครู แล้วก็รู้ความถูกได้. ฉะนั้นเมื่อกามารมณ์เป็นสิ่งที่หลีก ไม่ได้ หลีกไม่พ้น ต้องประจำอยู่ในชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีความรู้สึกอย่างมนุษย์นี้ มันก็ต้อง ผ่านไปอย่างถูกวิธี ให้เป็นบทเรียน หรือเป็นหนทางของบรมธรรมให้ได้. คุณก็เป็นนักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย ถ้าไม่รู้เรื่องอย่างนี้บ้างก็น่าจะแย่, ไม่ไหว รู้จักศึกษาให้เข้าใจให้ดีว่า อะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอะไร จากวัตถุเดียวกัน คือกามวัตถุนี้ ซึ่งสามารถจะใช้ไปในความมุ่งหมายที่ต่างกัน ต่างกันอย่างไร, อย่างน้อยถึง ๓ อย่าง อย่างที่กล่าวมาแล้ว. อย่าเอาไปปนกันยุ่ง แล้วทำไปอย่างหลับหูหลับตา จนผิดศีลธรรม เกิดความทุกข์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น. พูดอย่างภาษาเด็ก ๆ พูดดีกว่าว่า "ทุกข์ฟรี" ทุกข์ฟรี นี้มันน่าหวัวมาก. ถ้าพูดว่า สุขฟรีก็น่ารักดี แต่ที่ไปมีความทุกข์ฟรี นี้น่าละอาย อย่างยิ่ง, เพราะไปทุกข์โดยไม่จำเป็นจะต้องทุกข์. ทุกข์เพราะความโง่ของตนเอง ทุกข์ ฟรีอย่างนี้ เป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างยิ่ง และมันอาจจะให้โทษร้ายกาจถึงขนาดที่ล่มจม หมดเลย ที่เกิดมาชาติหนึ่งไม่ได้อะไรเลย มีแต่ความเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เสียชาติเกิด, เพราะทำผิดในเรื่องนี้ ; เป็นความล่มจมทั้งทางวัตถุ และทางวิญญาณ ไม่บรรลุถึง บรมธรรมได้ ในการที่เกิดมาเป็นมนุษย์. ถ้าเรามีความเข้าใจถูก หรือกระทำถูกใน เรื่องนี้ กามารมณ์นั้นเองอาจจะเป็นเครื่องช่วยให้ลุถึงบรมธรรมได้ ; และก็โดยไม่ต้องมี ความทุกข์มากเกินกว่าจำเป็น คือไม่มีทุกข์ฟรี. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงเพียงเท่านี้.
Buddhadasa