น.382 วันนี้ จะได้พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ ปูชนียวัตถุ. สำหรับคำว่า "ปูชนียวัตถุ" นี้ ทุกคนพอจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร เพราะว่า เป็นที่รู้จักกันทั่ว ๆ ไปในประเทศไทยในยุคนี้แล้ว ว่าหมายถึง พระพุทธรูป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งอื่น ๆ ที่มีความหมายอย่าง เดียวกัน. พระพุทธรูป เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า สิ่งที่เป็น ตัวแทนของพระพุทธเจ้ามีอยู่หลายอย่างเป็นลำดับ ๆ มา. สิ่งแรกที่สุด ก็ได้แก่เนื้อตัวของพระพุทธองค์นั่นเอง เมื่อยังเป็นมนุษย์ มี ชีวิตอยู่, ต่อมาก็ได้แก่ พระสารีริกธาตุ, ต่อมาก็ได้แก่พระสถูปเจดีย์, ต่อมาก็ได้แก่ พระพุทธรูป และวัตถุอื่น ๆ ; นี้พูดตามลำดับที่มันเกิดขึ้น. ๓๑๖
น.383 เมื่อพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ เนื้อตัวร่างกายของพระองค์เป็นตัวแทน ของ พระธรรมอีกทีหนึ่ง แล้วก็เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้านั่นเองอีกทีหนึ่ง โดยมีร่างกาย ของพระองค์นั้น เป็นที่รับเครื่องสักการะบูชาของมนุษย์. เมื่อดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระธาตุต่าง ๆ ของพระองค์ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อรับเครื่อง สักการะของมนุษย์ มีพระสถูปเกิดขึ้นเป็นที่บรรจุพระธาตุ ; พระสถูปก็เป็นตัวแทนของ พระองค์ ในฐานะเป็นเครื่องรับสักการะของมนุษย์. ที่นี้ก็มีสิ่งอื่น ๆ ซึ่งประดิษฐ์ สร้างขึ้นเกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านี้ ก็พลอยเป็นเครื่องหมาย หรือตัวแทน เป็นเครื่องรับ สักการะในนามของพระพุทธองค์เป็นลำดับ ๆ มา. อย่างต้นโพธิ์นี้ เราเรียกว่าเป็นเจดีย์ชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะว่าเป็นที่ที่พระ พุทธองค์เคยทรงใช้สอย เคยเกี่ยวข้องด้วย ; ตลอดถึงพระเจดีย์อื่น ๆ ที่สร้างขึ้นใน ชั้นหลัง. พระเจดีย์ชั้นแรกที่สุด ก็ได้แก่สัญญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น ในสมัยที่ยัง ไม่มีพระพุทธรูป. ก่อนแต่จะมีพระพุทธรูป ก็มีสัญญลักษณ์ที่เป็นเครื่องหมายต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำขึ้นแทนพระองค์ เช่น สัญญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สถูปสาญจี สถูปภารหุต สถูป อมราวดี ที่เราจำลองเอามาสร้าง ติดไว้ที่ฝาผนังของตึกมหรสพทางวิญญาณ หรือที่ เรียกว่าโรงหนังนั้น. นั่นใน พ.ศ. ราว ๔๐๐ เศษเขาสร้างสัญญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ ในลักษณะอย่างนี้ ; ยังไม่สร้างพระพุทธรูป. เพราะว่ายุคนั้นเป็นยุคที่มีสติปัญญา อย่างสูงสุด เห็นว่าพระศาสดาตัวจริงนั้นไม่อาจจะแสดงได้ด้วยวัตถุ หรือด้วยรูปร่าง โดยเฉพาะที่เป็นรูปร่างอย่างคน หรืออย่างเจ้าตัว คือพระองค์เอง ; เพราะว่ารูปร่างกาย นั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า เหมือนดังที่พระองค์ทรงปฏิเสธไว้แล้ว ว่าเนื้อหนังร่างกายไม่ใช่ พระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ; เอาพระธรรมซึ่งไม่มีรูปร่างเป็นวัตถุ นั่นแหละเป็นองค์ตถาคต. ฉะนั้น ในยุคนั้นทั่วไปในประเทศอินเดีย ไม่ว่าศาสนาไหน ลัทธิไหน ก็มี ความรู้ที่สูงพอ ๆ กัน ว่าองค์พระศาสดาที่แท้จริงนั้น ไม่สามารถจะแสดงได้ด้วยวัตถุ
น.384 เขาจึงไม่ทำพระพุทธรูป หรือรูปพระศาสดาใด ๆ ก็ตามในสมัยนั้น. ไม่ว่าศาสนาไหน ก็ถือตรง ๆ กันหมดในเรื่องนี้ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี หรือเป็นวัฒนธรรมของ ประเทศไป ; จึงสร้างวัตถุสัญญลักษณ์ขึ้นแทน สืบต่อจากพระธาตุ หรือพระเจดีย์ คือสิ่งที่เนื่องด้วยพระพุทธองค์ เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และนิพพาน เหล่านี้เป็นพระเจดีย์ที่เนื่องด้วยพระองค์. เกี่ยวกับสัญญลักษณ์ของพระพุทธองค์โดยตรง เขาก็สร้างสัญญลักษณ์อย่างนี้ ขึ้น เช่น เป็นรูปตรีรัตนะ รูปเสามีไฟลุกของพวกอมราวดี ซึ่งหมายถึงแสงสว่าง หรือ อะไรทำนองนั้น. ที่ประตูสาญจี แสดงสัญญลักษณ์ดอกบัวบานเป็นการประสูติเกิดขึ้น ทางพระกาย, ต้นโพธิ์เป็นสัญญลักษณ์ของการตรัสรู้, วงล้อเป็นสัญญลักษณ์ของการ เผยแผ่พระธรรม, พระสถูปที่เขาสร้างขึ้นสำหรับคนสำคัญที่ล่วงลับไปแล้ว. คนสำคัญ ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาสร้างพระสถูปขึ้นด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเขาจึงเอารูปพระสถูป มาเป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธองค์ ปางปรินิพพาน. อย่างนี้เราเรียกว่า สัญญลักษณ์ ทั้งนั้น ไม่ใช่พระพุทธรูป ยังไม่มีพระพุทธรูปหรือรูปเหมือน ; เขาถือว่าพระองค์จริง แสดงไม่ได้ด้วยรูป. นี้จึงเกิดมีสัญญลักษณ์ หรือปูชนียวัตถุ เนื่องด้วยพระพุทธเจ้า เป็นลำดับ ๆ กันมาอย่างนี้ เราเรียกว่า "ปูชนียวัตถุ" เดี๋ยวนี้เราก็รู้จักกันแต่พระพุทธรูปเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นปูชนียวัตถุ ในเวลานี้จึงหมายถึงพระพุทธรูปเป็นส่วนใหญ่ ; แล้วเราก็ยกเอาพระพุทธรูปนี้มาเป็น ตัวเรื่องสำหรับพูดกันก่อน ที่เกี่ยวกับปูชนียวัตถุ ; และพูดกันเพื่อให้เข้าใจว่า บรมธรรม เกี่ยวกันอยู่กับปูชนียวัตถุอย่างไร. ถ้าเราทำผิดพลาดไป ก็มีผลร้ายได้เหมือนกัน. พระพุทธรูปเกิดขึ้นในโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๖๐๐ เศษ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วเกิดขึ้นมาก จนมาในตอนหลังนี้ มีมากที่สุด โดยที่ทำเป็นองค์เล็ก ๆ สำหรับแจก สำหรับเป็นเครื่อง รางอะไรทำนองนั้น ; จนกล้าจะอวดได้ว่าบุคคลในโลกที่มีคนสร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด ไม่มีใคร นอกจากพระพุทธเจ้า ; คือพระพุทธรูปนั้นเองเป็นอนุสาวรีย์ถึงพระพุทธเจ้า.
น.385 ใน พ.ศ. ๖๐๐ เศษ เริ่มสร้างพระพุทธรูปขึ้นในอินเดีย โดยบุคคลหมู่หนึ่ง ซึ่งเขาไม่ถือลัทธิอย่างที่ชาวอินเดียถือ เพราะเขาเป็นชาวต่างประเทศ คือพวกกรีกที่เข้า มาอยู่ในอินเดีย แล้วเกิดนับถือพุทธศาสนาขึ้นมา ; แต่ว่าตอนนั้นก็สร้างกันน้อย. ทีนี้ก็ยิ่งมากขึ้นในเมื่อชาวอินเดียเอง ก็เปลี่ยนกลับไปนับถืออย่างพวกกรีก คือไม่กลัว การห้ามไม่ให้สร้างรูปเหมือน เลยสร้างกันขึ้นมากโดยมีข้อแก้ตัวพูดง่ายๆ ว่าเราไม่ได้สร้าง รูปเหมือน แต่เราสร้างสัญญลักษณ์ เอาพระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์. คุณต้องเข้าใจให้ดีว่า สัญญลักษณ์ กับรูปเหมือนนั้นมันคนละอย่าง. รูปเหมือนเราพยายามทำให้เหมือน จะเป็น image หรือ idol ก็ตาม ; มีความมุ่งหมาย จะทำให้เหมือน. ส่วนสัญญลักษณ์นี้ไม่ใช่รูปเหมือน เป็น symbol ไม่ใช่มุ่งหมายจะ ให้เหมือน ; แต่เป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงบุคคลผู้นั้นในความหมายที่ลึกซึ้งกว่า ไม่ใช่ เอาความเหมือนเป็นวัตถุประสงค์ เอาความหมายหรือความมุ่งหมาย หรือคุณธรรมอะไร เป็นความหมายของสัญญลักษณ์นั้น. เขาก็มีทางออกว่า ไม่ได้สร้างรูปเหมือนที่เป็น ของห้าม แต่สร้างสัญญลักษณ์คือเป็นอนุสาวรีย์ หรือเป็นปูชนียวัตถุ. นี้จึงเรียกว่าเป็น ข้อแก้ตัวที่ทำให้รอดไปได้ แล้วก็สร้างกันมากขึ้น ๆ; และสร้างกันหลายยุคหลายสมัย หลายถิ่น ฉะนั้นจึงมีแบบต่าง ๆ กัน มีรูปของสัญญลักษณ์ต่าง ๆ กันไป. พระพุทธรูปเกิดขึ้นมากมาย เมื่อพุทธศาสนาแผ่ไปในประเทศต่าง ๆ ในตอน หลัง ๆ ในตอนที่พระเจ้าอโศกส่งคณะธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ นั้น ตอนนั้นก็ยังไม่มีพระพุทธรูป. ในสมัยพระเจ้าอโศกยังไม่มีพระพุทธรูป ฉะนั้น พระธรรมทูตจึงเอากิ่งโพธิ์ไป หรือเอาพระธรรมที่จารึกเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็นสัญญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งไป; คือมุ่งหมายให้คนไปประกาศพระศาสนามากกว่า เป็นส่วนใหญ่ ; ที่เอากิ่งโพธิ์ เอาอะไรไป เป็นเรื่องประกอบ. แล้วในที่สุดก็ไปกลายเป็นปูชนียวัตถุ ไปทั้งนั้น อย่างต้นโพธิ์นี้ก็เป็นปูชนียวัตถุก่อนพระพุทธรูป เก่าแก่กว่าพระพุทธรูป แล้วก็ยังอยู่สืบมาจนถึงทุกวันนี้.
น.386 แต่เมื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคหลังต่อมา เมื่อมีพระพุทธรูปเกิดขึ้น แล้ว ก็นิยมเอาพระพุทธรูปนั่นแหละไปแทนกึ่งโพธิ์ ; กระทั่งพวกมหายานเกิดขึ้น ก็สร้างรูปอวโลกิเตศวรแทนพระพุทธรูป เพราะได้รวมพระพุทธรูปเข้าไว้ด้วย ; นี่ก็เลย เป็นปูชนียวัตถุฝ่ายมหายาน แพร่หลายมากที่สุด เขานิยมทำเป็นแผ่นเล็ก ๆ แบบพระพิมพ์ แจก มันจึงมีมาก ในประเทศไทยทางตอนใต้ ที่เป็นถิ่นของมหายาน ตามถ้ำตามภูเขา พบพระพิมพ์ดินดิบ จำนวนหมื่นจำนวนแสน ไม่แพ้สมัยนี้ก็ได้. พอตกมาถึงสมัยนี้ พระพุทธรูปกลายเป็นเครื่องราง ก็เลยพิมพ์กันเป็นแสนเป็นล้าน ; จึงอวดหรือคุยได้ว่า ผู้ที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด เห็นจะไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า คือพระพุทธรูป นี่เอง. ทีนี้ เราจะลองพูดกันถึงพระพุทธรูปในฐานะเป็นปูชนียวัตถุ. อยากจะ ขอร้องให้สังเกตดูให้ดีว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธรูปนี้ ก็มีการใช้พระพุทธรูปไปใน หลายความหมาย. พวกที่มีสติปัญญาหรือว่าในยุคศาสนายังไม่ฟั่นเฟือน ก็ใช้พระพุทธรูป ไปในฐานะเป็นสัญญลักษณ์อย่างที่กล่าวมาแล้ว ; พอโง่มาอีกหน่อยก็ใช้พระพุทธรูป อย่างรูปเหมือน ว่าเป็นรูปเหมือนของพระพุทธเจ้า ถือเอาเป็นรูปพระพุทธเจ้า ; ทีนี้ มันค่อยๆ กลายมาเป็นรูปเจว็ด คือเป็นรูปที่มีผีสิงอยู่ มีวิญญาณสิ่งอยู่ เหมือนกับบุคคล อีกคนหนึ่ง ซึ่งเราจะไปติดต่อด้วย ไปขอร้องอะไรได้ ; อย่างนี้เป็นรูปเจว็ด ไม่ใช่ สัญญลักษณ์ ไม่ใช่รูปเหมือน. ต่อมาก็กลายเป็นเครื่องราง วัตถุเครื่องรางคุ้มกันภัย. พระพุทธรูปได้กลายเป็นเครื่องราง วัตถุเครื่องคุ้มกันภัย ; มันไม่เหมือน กับเจว็ดทีเดียว แต่มันก็ยังมีอะไรคล้ายกันอยู่มาก. ในที่สุดก็เป็นคล้าย ๆ กับว่าเป็น เหมือนกะเทวรูป หรืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเป็นที่บูชา อ้อนวอน ขอร้อง เซ่นสรวง อะไรอย่างนี้ ; พระพุทธรูปกลายเป็นวัตถุสำหรับเซ่นสรวงไป. คุณพิจารณาดูให้ดีว่า พระพุทธรูปอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ถูกมนุษย์กระทำขึ้น หรือใช้ไปในลักษณะต่าง ๆ
น.387 กันมากมาย ; นับตั้งแต่เป็นสัญญลักษณ์ไม่ใช่รูปเหมือน เป็นสัญญลักษณ์ก่อน แล้วมา กลายเป็นรูปเหมือน, แล้วมากลายเป็นรูปเจว็ด, มากลายเป็นเครื่องราง, มากลาย เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ สำหรับบูชาอ้อนวอน เซ่นสรวงกันอย่างนั้นอย่างนี้ จนเลยมีพระพุทธรูปบางองค์ชอบฉันอย่างนี้ องค์อื่นชอบฉันอย่างโน้นไม่เหมือนกัน. ในฐานะที่พระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์ นี้ยังเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้มีสติ ปัญญา คือพุทธบริษัท ใช้สัญญลักษณ์นี้เป็นวัตถุอนุสรณ์สำหรับให้ระลึกก่อน แล้ว พิจารณาเข้าไปก็เข้าถึงธรรม. ที่มีสัญญลักษณ์เป็นดอกบัวบาน ก็หมายความว่ามันไม่โง่ มันเบิกบานออกมาเหมือนดอกบัว มันเกิดขึ้นเป็นความเจริญเป็นความสวยงาม เป็นอะไร ก็ตาม. เขาทำให้ดอกบัวบานนั้นมีไฟลุกขึ้นมาเป็น ๓ ยอด เป็นสัญญลักษณ์ตรีรัตนะ อย่างนี้ก็ยิ่งดีขึ้น คือมันเป็นแสงสว่าง เพราะว่าเปลวไฟหมายถึงแสงสว่าง หรือมันจะ เผากิเลสด้วยก็ตามใจ. บางพวกทำเป็นเสามีไฟลุก ก็หมายความว่าเป็นหลักสำคัญ เป็นหลักฐานที่มั่นคง ; ที่เป็นไฟลุกก็คือเป็นแสงสว่าง. นี่สัญญลักษณ์มันมุ่งหมาย ที่จะให้แสดงถึง ที่ลึกลงไป คือเป็นคุณธรรม ; เป็นความบริสุทธิ์สะอาด หรือว่า เป็นความสว่างไสวแจ่มแจ้ง หรือว่าเป็นความเยือกเย็นเป็นสุข ; ล้วนแต่เป็นสัญญลักษณ์. พระพุทธรูปที่เป็นสัญญลักษณ์ก็ต้องดูกันในแง่ที่เป็นสัญญลักษณ์ อย่า ไปดูในแง่ของรูปเหมือน, มันจะบ้า ; เพราะว่าตั้งหมื่นองค์ แสนองค์ ล้านองค์ ก็ไม่ เห็นเหมือนกันสักองค์, เว้นแต่ที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สมัยหลัง ๆ. ถ้าเป็นพระพุทธรูป ที่เขียนขึ้น ที่สลักหินขึ้น ที่ปั้นขึ้นนั้น แสนองค์ก็ไม่เหมือนกันสักองค์หนึ่ง แล้วจะเอา เป็นรูปเหมือนได้อย่างไร ; แต่มันเป็นสัญญลักษณ์. เพราะฉะนั้นดูให้รู้ว่า นั่นเป็น สัญญลักษณ์ของอะไร.’ พระพุทธรูปที่ทำถูกตามความมุ่งหมายของสัญญลักษณ์โดยศิลปิน ที่แท้จริงนั้นก็มีอยู่ และมีมาก มีสัญญลักษณ์มาก ดูให้ดี.
น.388 พระพุทธเจ้าเป็นผู้งดงาม เป็นผู้มีทรวดทรงงดงาม มีความงาม ; พระ- พุทธรูปที่สร้างถูกต้องก็มีความงาม. นอกจากความงามทางร่างกายแล้ว ยังมีความงาม ในทางนามธรรมทางคุณธรรม. ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่างาม และจับอกจับใจ ; แล้ว ก็ยังมีสัญญลักษณ์แห่งความอิ่ม พระพุทธรูปที่สร้างถูกต้อง ต้องมีลักษณะของ ความอิ่ม, คือไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา สำหรับจะอยากอะไรอีกต่อไปแล้ว ต้องดูออก เป็นความอิ่มในพระพักตร์ของพระพุทธรูป หรือในอะไรก็ตาม ; แล้ว ก็มีความฉลาด เป็นยอดมนุษย์ที่ฉลาด. หน้าตาของพระพุทธรูปที่ถูกต้อง จะต้องมีแววของความฉลาด ถึงที่สุด ; มีปัญญาถึงที่สุด จนในยุคหลังนี้ต้องทำดวงไฟ เป็นเกตุมาลายอดแหลม ข้างบนนั้นช่วย ช่วยให้เข้าใจได้ว่า มีแสงสว่าง คือมีปัญญาถึงที่สุด. ที่จริงทำยากมาก ที่จะทำให้หน้าคนแสดงยอดสุดของปัญญา ; แล้วก็มีสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ คือไม่ มีความชั่ว ไม่มีความลับ ไม่มีอะไรที่ปกปิด ไม่มีความเศร้าหมอง ; ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ที่จะสร้างพระพุทธรูปให้เป็นอย่างนั้น. ที่สร้าง ๆ กันนี้พระพุทธรูปบางองค์มีหน้าตาไม่ให้ความรู้สึกดังกล่าว. คุณ ดูให้ดี ; ไม่ใช่ผมจะพูดคำหยาบลบหลู่อะไร แต่ผมพบพระพุทธรูปเป็นส่วนมาก หน้าตาไม่แสดงแววฉลาด หรือความอิ่ม หรืออะไร ; หน้าตาเศร้าสร้อยก็มี หน้าตา น่าเกลียดก็มี หน้าตาเป็นเจ้าชู้ก็มี ; ไม่มีสัญญลักษณ์ที่ถูกต้อง. อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปยังจะต้องแสดงความเมตตา มหากรุณา ; จะทำอย่างไรจึงจะแสดง หน้าตามีมหากรุณานี้ มันต้องเป็นศิลปินชั้นเลิศ ชั้นยอด ; ยิ่งกว่านั้นจะ ต้องมีแวว แห่งความอดทน จะต้องทำให้หน้าคนแสดงความงาม ความบริสุทธิ์ สติปัญญา และ อดทนบึกบึนด้วย ก็ยิ่งทำยาก. พระพุทธรูปบางองค์หน้าตาคล้ายกับยักษ์มาร หน้าตา ถลนแสดงความบึกบึนมากเกินไป จนไม่มีอะไรอื่นเหลือ. พระพักตร์ ของพระพุทธรูป ยังจะต้องแสดงความซื่อตรง ความสุภาพ ความอ่อนโยนอีก ซึ่งต้องมีมากมายหลายอย่าง พูดกันไม่ไหว. รวมทั้งจะต้องมี
น.389 พุทธลักษณะสำคัญอีกส่วนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีสุขภาพอนามัยดี. ข้อนี้ พูดถึงมากที่สุด ในพระบาลีที่คนสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้มีอนามัยดี มีความ กระปรี้กระเปร่า ; นี่พระพุทธรูปก็ต้องแสดงสัญญลักษณ์อันนี้. แล้วในที่สุด ซึ่ง จะทำยากที่สุดก็คือ มีสัญญลักษณ์แห่งความว่าง หรือสุญญตาวิหาร ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ทั้งวันทั้งคืนตถาคตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร มีจิตใจว่างจากอะไร ๆ ทุก ๆ อย่าง. เราจะทำพระพุทธรูปให้มีสัญญลักษณ์ของความว่างได้อย่างไรบ้าง ก็ลองไปคิดดู. โดยมากพระพุทธรูปที่ทำขึ้นนี้ ไม่เต็มขนาดของความเป็นสัญญลักษณ์ของ คุณธรรมหลายๆ ประการ หลาย ๆ ชนิดของพระพุทธเจ้า ; แล้วเมื่อคนโง่ด้วยเรื่อง เหล่านี้ ก็สร้างให้สวยให้งามไปตามความรู้สึกคิดนึกของคนสร้าง เพราะฉะนั้นจึงมักจะพูด กันว่า ไปเหมือนคนสร้างเสียมากกว่า เหมือนช่างที่ปั้นที่สร้างเสียมากกว่า ที่จะเหมือน พระพุทธเจ้า. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราต้องมองพระพุทธรูปทั้งหมดนั้นในฐานะเป็น สัญญลักษณ์ อย่าไปมองเป็นรูปเหมือนพระพุทธเจ้า ซึ่งจะเป็นเรื่องบ้าบอที่สุด. นี่เรียกว่า ปูชนียวัตถุ คือพระพุทธรูปนั้นเป็นสัญญลักษณ์ที่จะระลึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วบูชา ด้วยจิตใจ เป็นปูชนียวัตถุ. ส่วนรูปเหมือนนั้นช่วยไม่ได้, คือเราหาไม่ได้ ไม่สามารถ จะทำได้, ถ้าไปคิดว่าเป็นรูปเหมือนแล้ว มันก็ย้อนหลังไปตั้ง ๕ พันปี ๖ พันปี ที่เขาบูชารูปเคารพ รูป idol คือรูปเคารพเป็นรูปเหมือน ; นี้ถูกประณามเป็นความ ป่าเถื่อนไปแล้ว. ทีนี้มาถึงรูปเจว็ด. บางคนหรือคนเป็นส่วนมาก มีพระพุทธรูปอย่างรูปเจว็ด โดยถือว่ามีผีมีวิญญาณสิงอยู่ในนั้น บูชาเซ่นสรวงอ้อนวอนขอร้อง กระทั่งขอให้มีลูกก็มี. สำหรับคนที่ไม่มีลูก ก็ไปบูชาอ้อนวอนบนบานพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง ตามที่เขา เล่าลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ขอให้มีลูกได้, พระพุทธรูปที่สวนโมกข์เก่าของเราก็มีคนบางคน ไปกระทำอย่างนั้น. นี่มันต่างกันอย่างไร.
น.390 ส่วนที่เป็นเครื่องรางนั้น นับว่าทำกันผิดพลาดมาก เพราะเข้าใจคำว่า เครื่องรางผิด ; เอาพระพุทธรูปไปรวมกลุ่มไว้กับพวกเครื่องราง ตะกรุด พิสมร หรือ ของสกปรกอย่างอื่นก็มี, เอาไปถือเป็นของชนิดเดียวกันใส่ไว้ในถุงเดียวกัน นับถือ อย่างเดียวกัน, เป็นเครื่องรางไป; อย่างนี้ก็เป็นไปอีกแบบหนึ่งของบุคคลที่ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้านั้นคืออะไร. ที่จริงมันก็ถูก คือเป็นเครื่องรางนี้ถูกต้อง. ผมก็มองเห็น และเชื่อว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นเครื่องราง พระธรรมก็เป็นเครื่องราง หรือพระพุทธรูป ที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นเครื่องรางได้ แต่ต้องนึกถึงเครื่องราง ที่แท้จริง คือธรรมะที่คุ้มครองคนให้กระทั่งไม่ตาย. ธรรมะที่แท้จริงนั้น ถ้ามีแล้วถึงแล้วก็ทำให้คนไม่ตาย ไม่รู้จักกับความตาย. แต่ว่ามันเป็นเครื่องรางในทาง spiritualism คือว่ามันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ทาง มโนธรรม ไม่ใช่ทางวัตถุ. ที่นี้สติปัญญาของคนมันต่ำลง ไม่รู้จักเครื่องรางคือพระธรรม ก็เลยเอาพระพุทธรูปที่เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ของพระธรรมนี้ไปเป็นเครื่องราง ประเภทเดียวกับ ตะกรุด พิสมร ซึ่งเกิดขึ้นโดยทางของไสยศาสตร์ สมัยก่อน พุทธกาล นับตั้งแต่ถือเครื่องคุ้มครองอื่น ๆ เช่นต้นไม้ เช่นจอมปลวก อะไรเรื่อย ๆ มา กระทั่งมา เป็นวัตถุเช่นตะกรุด เช่นพิสมร อย่างนี้มันเป็นเรื่องของคนที่ไม่มีปัญญา นอกพุทธศาสนา เป็นไสยศาสตร์ เมื่อเอาพระพุทธรูปเล็ก ๆ ไปรวมไว้ในชุดนั้น ในกลุ่มนั้น มันก็ไม่ถูก เพราะว่าความมุ่งหมายอันแท้จริงของพระพุทธรูปนี้ เป็นสัญญลักษณ์ของพระธรรม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นเครื่องรางได้จริงในทางจิตใจ. ทีนี้ก็เอาไปเป็นเครื่องรางสำหรับ ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก จนกระทั่งพวกโจรก็แขวนเครื่องรางชนิดนี้เป็นพวงเบ้อเร่อ แล้วก็ นอนตายอยู่กับเครื่องรางนั้น ; นี่ก็ผิดวัตถุประสงค์ ปูชนียวัตถุถูกเอาไปใช้ผิดวัตถุ ประสงค์. ตามที่กล่าวมานี้เราจงมองดูให้เห็นว่า พระพุทธรูปนี้ถูกใช้ไปในลักษณะ ต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ถูกต้องที่สุด จนถึงไม่ค่อยจะถูกต้อง จนไม่ถูกต้องเสียเลย. ถ้าเราใช้
น.391 พระพุทธรูปถูกต้อง เป็นอนุสาวรีย์ คือวัตถุสำหรับจิตพุ่งไปยังสิ่งนี้ที่เป็นตัวแทน อันได้ แก่พระพุทธเจ้าพระองค์จริง. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงก็คือพระธรรม คือที่ว่า เห็นธรรม ก็เห็นตถาคต เห็นตถาคตก็คือเห็นธรรม. ถ้าเราเห็นอนุสาวรีย์คือพระพุทธรูป จิตต้อง มุ่งไปถึงพระพุทธเจ้าองค์จริงก่อน ว่า พระองค์ที่มีชีวิตอยู่ในอินเดียครั้งสองพันกว่าปีมา แล้ว ; แล้วก็ให้มุ่งเลยไปถึงตัวพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ร่างกายไม่ใช่ตถาคต ธรรมต่างหากเป็นตถาคต" . เพราะฉะนั้นใคร ไปไหว้พระพุทธรูปที่ใด ในโบสถ์ไหน หรือที่ไหน ก็ตาม ก็ให้ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ของพระธรรม ต้องมีจิตใจถึงธรรม จึงจะเป็น การถูกต้อง, แล้วสัญญลักษณ์นั้นก็จะเป็นปูชนียวัตถุได้จริง. ถ้าไปไหว้ในฐานะเป็น อย่างอื่น เป็นรูปเหมือน เป็นเจว็ด เป็นเครื่องราง เป็นอะไร ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา, กระทำแก่พระพุทธรูปนั้นอย่างไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นเรื่องนอกพุทธศาสนาไป ; ถูกจัด เป็นสีลัพพตปรามาส เป็นกิเลสหมายเลข ๑ ที่ต้องละ ที่ปุถุชนจะต้องละก่อนที่จะเป็น พระอริยบุคคลได้. สรุปความสั้น ๆ ว่า พระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์ของพระธรรม, ถ้าเรา ใช้ถูกต้องก็เป็นเครื่องช่วยให้เข้าถึงบรมธรรม. ถ้าเราใช้พระพุทธรูปถูกต้องพระพุทธรูป ก็จะเป็นเครื่องมืออันหนึ่ง ที่เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือให้เราเข้าถึงบรมธรรม อันเป็นวัตถุ ประสงค์ ; ถ้าเราใช้ผิดวิธี มันก็กลายเป็นเครื่องกั้นขวาง ไม่ให้เข้าถึงบรมธรรม มีผล ตรงกันข้าม ดำเป็นขาว หน้าเป็นหลังไปเลย. ถ้าเราใช้ถูกก็ช่วยให้เข้าถึงบรมธรรม ถ้าเราใช้ผิดก็เป็นเครื่องกั้นขวางบรมธรรม ปิดบังบรมธรรม. ที่จะใช้เป็นเครื่องรางสำหรับอุ่นใจแก้ความกลัวนั้น ก็นับว่าถูกต้อง มีส่วน ถูกต้อง แต่ก็ว่ายังงมงาย ; เพราะว่ามันจะต้องอุ่นใจด้วยธรรม จึงจะเป็นการอุ่นใจ
น.392 ที่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาพระพุทธรูปใช้เป็นเครื่องรางตามธรรมดา มันก็เป็น เครื่องรางธรรมดาไป. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สวนศักดิ์สิทธิ์ ป่าศักดิ์สิทธิ์ เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันอุดม, ดังมีบทสวดใน เขมา- เขมสรณทีปิกคาถา ที่เราสวด ๆ กัน ก็มีข้อความนี้ ; พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วนานิ จะ, อารามะรุกขะ เจตะยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา, เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง, เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ. แปลว่า : มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ ; นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะ อันสูงสุด ; เขาอาศัยสรณะ นั้นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. ที่เราสวดกันอยู่มีข้อความว่า ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุดก็หมาย ความว่า มันเป็นที่พึ่งจริงไม่ได้ มันเป็นที่พึ่งหลอก ๆ ชั่วคราว. ต่อเมื่อถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง รู้อริยสัจจ์ด้วย จึงจะเป็นที่พึ่งอันสมบูรณ์ อันเกษม อันสูงสุด. ที่เราใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องรางโดยที่ไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้ความมุ่งหมาย อย่างนี้ เป็นที่พึ่งที่ไม่เกษม ที่ไม่สูงสุด ; เป็นเพียงแต่หลอกให้อุ่นใจได้บ้าง ในกรณี ที่ไม่มีทางอื่นช่วย เท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้นจะใช้พระพุทธรูปเป็นเครื่องรางที่ถูกแล้ว แต่ต้องใช้ให้ถูก ให้ถึงขนาดของความเป็นเครื่องราง. เราดูพระพุทธรูปเล็ก ๆ ที่ใช้แขวนคอ ที่ใช้เป็นเครื่องรางหรือเป็นอะไรก็ตาม ต้องดูในฐานะเป็นสัญญลักษณ์ไว้เรื่อย ก็จะเป็นเครื่องช่วย เป็นเครื่องมือให้เห็นธรรม และเอาธรรมนั่นแหละเป็นเครื่องราง เพื่อขจัดความกลัว หรือความตายออกไปได้. นี่เรื่องพระพุทธรูปมันก็มีส่วนที่จะต้องศึกษา หรือเข้าใจกันอย่างนี้.
น.393 ปูชนียวัตถุที่รอง ๆ ลงมา หมายถึงสมัยนี้ ที่เรียกกันว่าพระธาตุ หรือ พระสารีริกธาตุ ที่อินเดียเป็นผงขี้เถ้า. ส่วนที่เมืองไทยเป็นเม็ดไข่มุกเล็ก ๆ เม็ดละเอียด ๆ. เอาเถอะ จะอะไรเป็นอย่างไรก็ตามใจ จะจริงหรือปลอมอะไรก็ตามใจ แต่เราถือว่าเป็น พระธาตุ เนื้อตัวของพระองค์ ร่างกายของพระองค์ที่ถูกเผา แล้วเหลือเป็นของเหลือ เป็นซากเศษที่เหลืออยู่ เรียกว่าพระธาตุ. นี่ก็เหมือนกันกับพระพุทธรูปอีก ถูกใช้ใน ลักษณะเดียวกันกับพระพุทธรูปอีก ที่แท้มันควรจะถือเป็นสัญญลักษณ์ ; แต่เขาถือกัน ไปในรูปความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ มีวิญญาณอยู่ในนั้น อ้อนวอนได้ปาฏิหาริย์ได้ ลอย มาได้ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทำนองมีจิต มีวิญญาณ เป็นเทพเจ้า เป็นพระเจ้าอะไรไป. มันก็มีลักษณะอาการคล้ายกับพระพุทธรูป ถ้าใช้ถูกก็เป็นสัญญลักษณ์, ถ้าใช้ไม่ถูกก็เป็น ของศักดิ์สิทธิ์ ชนิดเดียวกับของศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่น ๆ. ถ้าไปอ้อนวอนพระธาตุอะไรเข้า มันก็กลายเป็นรูปเจว็ดไป เป็นของอย่างเจว็ดไป. เราใช้พระพุทธรูปอย่างไร เราควร ใช้พระธาตุอย่างนั้นจึงจะถูกต้องกว่า. ปูชนียวัตถุทุก ๆ อย่างที่รองไปจากพระธาตุ เช่น พระเจดีย์ โบสถ์ วิหาร อะไรต่าง ๆ ก็เหมือนกัน เป็นสัญญลักษณ์ไปเสียทั้งนั้นจึงจะถูกต้อง. นับตั้งแต่ต้นโพธิ์มา ที่ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามาก ก็ดูในฐานะเป็นสัญญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ พระสถูป พระเจดีย์ก็ให้เป็นสัญญลักษณ์แห่งการปรินิพพาน ; ให้มันเป็นสัญญลักษณ์ ที่มีความ หมายเป็นธรรมไปให้หมด แม้ในสมัยปัจจุบันนี้. ปูชนียวัตถุ โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ อะไรต่างๆ ต้นโพธิ์อะไรทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานี้ ให้เป็นสัญญลักษณ์อันหนึ่งซึ่งเราเข้าใจ ความหมาย แทงทะลุตลอดไปถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จึงจะเป็นปูชนียวัตถุที่ถูกต้อง ของพุทธบริษัท. ถ้าไม่เช่นนั้นมันจะเป็นปูชนียวัตถุของคนงมงาย หรือคนนอก พระพุทธศาสนาไปก็ได้ คือเป็นไสยศาสตร์. ปูชนียวัตถุสำหรับงมงายก็มี ปูชนียวัตถุ สำหรับสว่างไสวแจ่มแจ้งรู้ธรรมะก็มี ใช้มันให้ดี ๆ.
น.394 นี้มาดูกันในแง่หนึ่งที่ว่า เมื่อมีความเข้าใจผิด ก็มีการกระทำที่ผิด ; แล้วก็ ทำสิ่งที่สูงสุดให้กลายเป็นสิ่งที่ต่ำลงมา กระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปเลย ; ที่ถูกกลายเป็นผิด ไปเลย ที่สูงกลายเป็นต่ำไปเลย. เช่นพระพุทธรูปก็ควรจะเป็นสิ่งสูงสุด คือเป็นสัญญ- ลักษณ์ของพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. ผมพูดว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริง คุณต้องสังเกต ให้ดีนะ. พระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าพระองค์จริง เราเห็น สัญญลักษณ์หรือพระพุทธรูปนี้แล้ว เรามีจิตใจส่งตรงไปยังพระพุทธเจ้าพระองค์จริง ; มันก็มีประโยชน์ คือคอยเตือนกันอยู่เสมอทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี. เมื่อเข้าไปในโบสถ์ ก็ช่วยได้มาก ทำให้มีสมาธิจิตแรงมากนึกถึงได้แรง สำหรับคนธรรมดาทั่วไปต้องเข้าไป ในโบสถ์ ; พระพุทธรูปที่ทำไว้ดี หรือถูกต้องตามหลักของจิตวิทยาด้วย จะช่วยให้มี การสำรวมจิตดี มีสมาธิดี มีจิตส่งไปยังพระพุทธเจ้าพระองค์จริงได้ง่าย ก็นับว่าเป็นวัตถุ ที่ล้ำค่ามีค่าสูงสุด. แต่เดี๋ยวนี้มันเกิดความถอยค่า ลดค่า ต่ำลงไป ๆ เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ตามลำดับ ของคนขลาด ของคนขี้ขลาด ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปนั้น ๆ. เมื่อคนฉลาด เข้าไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธรูป ก็มีความหมายไปตามเดิม ; พอคนโง่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ พระพุทธรูป ก็มีความหมายลดลงมา ๆ ตามความขลาดของคนโง่. เขากลัวอะไร เขาก็ไป เรียกร้องเอาจากพระพุทธรูป ; สิ่งนั้นเลยกลายเป็นที่บวงสรวงอ้อนวอนเหมือนเทพารักษ์ ไปก็มี เหมือนรูปเจ็ดไปก็มี หรือเป็นเครื่องรางอย่างงมงายโง่เขลาของคนขลาดก็มี ; มันเป็นเรื่องของความขลาดทั้งนั้น ที่ทำให้ลดค่าของสิ่งสูงสุดลงไป. ในที่สุดกลายเป็นเครื่องปิดบัง ; ปิดบังบรมธรรม ปิดบังการบรรลุ มรรค ผล มาติดอยู่ที่นี่ มาติดอยู่ที่รูปเจ็ดนี้ จนผมเรียกว่าเป็นภูเขาหิมาลัยไปขวาง ทางไปสู่ พระนิพพาน ; เลยถูกค่าใหญ่คราวนั้น เพราะเรียกพระพุทธรูปว่าภูเขาหิมาลัยขวาง ทางไปพระนิพพาน ; อันได้แก่พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น ตามทัศนะของ
น.395 พวกเด็ก ๆ เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องเอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า. นี่คนโต ๆ แล้วแต่มันสมอง ยังเหมือนเด็ก ๆ ก็เอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า แล้วถือไปในรูปของคนขลาด ก็เลย เกิดเป็นเครื่องกีดขวางทาง หรือจับตรึงไว้ที่นี่ตอกหมุดแน่นไม่ให้เขยื้อนไปได้ ; ติดอยู่ ที่นี่ จิตใจไม่ก้าวหน้าไปถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จริงได้ เพราะมัวแต่เห็นแก่ตัว มัว แต่เห็นแก่ประโยชน์ของตัว ความขลาดของตัว อะไร ๆ ของตัว ; สร้างพระพุทธเจ้า ขึ้นมาตามความต้องการของตัว มันก็ติดอยู่ที่นี่ ก็เลยกลายเป็นภูเขาหิมาลัยไปในที่สุด มันก็เรียกว่าเสียเกียรติ ทำให้เสียความหมายหมด ทั้งแก่พระพุทธรูปหรือแก่ตัวเอง ที่ อ้างว่าเป็นพุทธบริษัท ไปลดค่าของพระพุทธรูปให้ต่ำลงมาจากความเป็นสัญญลักษณ์ของ สิ่งสูงสุด คือบรมธรรม. ในเรื่องนี้ เราจะต้องดูให้ดีว่า พระพุทธรูปนั้นมีความหมายอย่างไร ? ปูชนียวัตถุนี้มีความหมายอย่างไร ? ถ้าเราเรียกว่า ปูชนียวัตถุ คุณก็พอจะเดาได้ว่า หมาย ถึงวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งการบูชา. ปูชนีย แปลว่า เป็นที่ตั้งแห่งการบูชา. พระพุทธรูป เป็นปูชนียวัตถุในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งการบูชา, ไม่มีอะไรที่จะเป็นวัตถุควรบูชายิ่งไปกว่านี้. แต่ว่าสิ่งที่ควรบูชาอันแท้จริงสูงสุดนั้นคือ พระธรรม . พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า สิ่งที่ ควรเคารพบูชาอย่างยิ่งนั้นคือพระธรรม ; ตถาคตเองก็บูชาพระธรรม พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ก็บูชาพระธรรม. แต่นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ใช่วัตถุ เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงวัตถุ ซึ่งเป็นวัตถุรูปธรรม เราจึงเอาสัญญลักษณ์ของพระธรรม ของบรมธรรมนั่นแหละมาเป็น ปูชนียวัตถุ. จะบอกเสียอีกทีว่า คำว่าวัตถุในภาษาบาลีความหมายมันกำกวม และดิ้นได้. คำว่า วัตถุ หมายถึง วัตถุรูปธรรม พวก material อะไรต่าง ๆ นี้ เป็นตัววัตถุที่แท้นี้ ได้อย่างหนึ่ง ; แล้ววัตถุอีกคำหนึ่งนั้นมันหมายถึงวัตถุประสงค์ คือไม่ต้องเป็นรูปธรรม หมายถึงสิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมาย ที่เป็นวัตถุประสงค์ ไม่เป็นรูปธรรมก็ได้ เป็นที่ตั้งแห่งจิตใจ
น.396 เป็นที่จดจ่อแห่งจิตใจ เป็นอะไรก็ได้ ; นี้ก็อีกคำหนึ่ง และก็คือคำว่า วัตถุนั้นเหมือนกัน วัตถุมีความหมาย ๒ อย่าง อย่างนี้. เมื่อเราพูดถึงปูชนียวัตถุ เราก็หมายถึงวัตถุรูปธรรมคือ พระพุทธรูปซึ่งเป็น ของแข็งเห็นอยู่ ในกรณีนี้พระพุทธรูปก็เป็นปูชนียวัตถุที่เต็มตามความหมาย. อีกอย่างหนึ่ง ก็มีคำว่า อนุสาวรีย์วัตถุ, คำนี้ประหลาด จะเป็นคำบาลี ก็ไม่ใช่ เป็นอะไรก็ไม่เชิง, แต่พอจะเข้าใจกันได้ว่า อนุสรณ์ คือเป็นที่ระลึก วัตถุ เป็นที่ระลึก. อันแรกเป็นที่บูชา อันนี้เป็นที่ระลึก คือจูงใจให้ระลึก ๆ ระลึกไปจนถึง ตัวธรรม ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริงเป็นบรมธรรม, มีบรมธรรมอยู่ในพระพุทธเจ้า พระองค์จริง มันก็ช่วยให้ระลึกอย่างนั้น ต่อไป ยังมีที่เรียกว่า สังเวชนียวัตถุ คือวัตถุให้เป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช. ความสังเวชนี้ แปลว่าสลดใจ หยุดฟุ้งซ่าน หยุดประมาท. ถ้าเรามีความสังเวช ก็หมายความว่า เราหยุดโง่ หยุดโง่อย่างฟุ้งซ่านอย่างประมาท. สังเวชนียวัตถุนี้นับ ตั้งแต่สถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าลงมา จนถึงพระพุทธรูปเป็นต้น พอเราเห็น พระพุทธรูป เราต้องสามารถสร้างความรู้สึก ที่เรียกว่าสังเวาะหรือสังเวชนี้ คือหยุดบ้า หยุดฟุ้งซ่าน หยุดอะไรกันเสียที, แล้วมีจิตใจที่สงบลงมา ; เรียกว่าสังเวชนียวัตถุ นี้มีค่ามากกว่าปูชนียวัตถุ หรืออนุสาวรีย์วัตถุเสียอีก เพราะไหว้กันเฉย ๆ บูชากันเฉย ๆ นึกถึงกันเฉย ๆ ; แต่อันนี้เขาระบุความหมายไว้ชัดลงไปว่า สลด สังเวชลงไป คือว่า หยุดมีความทุกข์ไปพักหนึ่ง หรือว่าได้เข้าถึงธรรมจริง ๆ พักหนึ่ง ในขณะที่มีความสังเวช อย่างนี้. แต่อย่าไปเข้าใจว่า เป็นความสังเวช เศร้าใจ สลดใจ นั่งร้องไห้อยู่ ซึ่งมันเป็น ความหมายในภาษาคน. ถ้าเป็นความหมายในภาษาธรรม ก็หมายความว่าหยุดฟุ้งซ่าน หยุดประมาท หยุดโง่ หยุดหลง ; มาเป็นจิตใจที่เข้าถึงธรรมได้.
น.397 นอกจากนี้ ยังมีคำอื่น ๆ อีกมาก ที่ไม่จำเป็นจะต้องเอามาพูด เช่น คุรุ- ฐานียวัตถุ วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ซึ่งก็คล้ายกับปูชนียวัตถุ. มี synonym อีกมาก ไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ผมอยากจะเรียกของผมเองคำหนึ่งว่า บรมวัตถุ คู่กันกับ บรมธรรม คำนี้ไม่มีใครพูด แต่พอพูดขึ้นคนก็รู้ว่า หมายถึงอะไร. บรมวัตถุก็คือ วัตถุสูงสุด วัตถุอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับบรมธรรม คือธรรมะ ที่สูงสุด หรืออย่างยิ่ง. บรมธรรม เป็นนามธรรม ไม่มีเนื้อไม่มีตัว คนโง่เข้าใจไม่ได้ ถึงไม่ได้ ; ต้องมีวัตถุออกมา แสดงแทนออกมา เราเลยต้องเรียกวัตถุนี้ว่า บรมวัตถุ ในฐานะที่เป็นวัตถุตัวแทนของบรมธรรม มันก็ได้แก่สิ่งเหล่านี้ เช่นพระพุทธรูป หรือ พระธาตุ หรือต้นโพธิ์ หรือพระเจดีย์ โบสถ์วิหาร. ถ้าเราใช้ถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เกี่ยวข้องกันอย่างถูกต้องแล้ว มันก็เป็น บรมวัตถุ ทั้งนั้นเลย ; เพราะว่าเรามุ่งหมาย บรมธรรม เราอยากจะมีสิ่งเหล่านี้ในฐานะเป็นบรมวัตถุ เป็นสัญญลักษณ์ของบรมธรรม ความหมายก็อย่างเดียวกัน : พระพุทธรูปเป็นสัญญลักษณ์ของบรมธรรม. คือพระพุทธ- เจ้าพระองค์จริง มีบรมธรรมอยู่ข้างใน ; เราก็มีวัตถุนี้เป็นสัญญลักษณ์ของสิ่งนั้น. เพราะฉะนั้นรวมความแล้วก็ว่าจะเรียกว่าอะไรวัตถุ อะไรวัตถุก็ตามใจ มัน เป็นสัญญลักษณ์ของบรมธรรม. คุณลองไปทำบัญชีจดให้หมดเถอะ พระพุทธรูป หรือ พระธาตุ หรือต้นโพธิ์ หรืออะไรทุกอย่างนี้ เป็นสัญญลักษณ์ของบรมธรรม เราเลย เรียกรวมเสียว่า บรมวัตถุ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของบรมธรรม ผลสุดท้ายเรื่องสำคัญ สำหรับพวกเราก็มีว่า ระวัง ระวังให้ดี ๆ อย่าทำผิดในเรื่องนี้ ต้องศึกษาให้เข้าใจ อย่าปล่อยไปตามเรื่องตามราว ; แล้วระวังให้ดี อย่าทำผิดในเรื่องนี้ ; อย่าทำพระ- พุทธเจ้าพระองค์จริงที่แสดงออกด้วยวัตถุเหล่านี้ ให้กลายเป็นอย่างอื่นไปเสีย. เรื่องทำผิดนั้นมันมีได้ ๒ ความหมาย คือการกระทำผิด ๆ ที่เราทำผิดต่อ สิ่งเหล่านี้ มีอยู่ ๒ ความหมาย, ความผิดที่ ๑ คือลดค่าของสิ่งเหล่านี้วูบลงไปเป็น
น.398 ๓๓๒ ปรมธรรม ของต่ำ ลดค่าของพระพุทธรูปลงไปเป็นเจ็ด หรือเป็นอะไร อันเป็นความผิดอย่างทีแรก เราโง่ทำของสูงสุดให้ลดค่าลงไปเป็นของต่ำ. ความผิดที่ ๒ ก็คือเราทำสิ่งซึ่งเป็นสื่อ หรือเป็นหนทางแห่งการบรรลุธรรมนี้ ให้กลายเป็นเครื่องขีดกัน ขีดบังบรมธรรม เสียเอง. สิ่งนี้เขาต้องการให้เป็นสื่อไปสู่บรมธรรม, เรากลับไปทำสิ่งนี้ให้กลาย เป็นภูเขาขวางหน้า เป็นแม่น้ำขวางหน้า เป็นอะไรขวางหน้าเสีย ไม่ให้สามารถไปถึง บรมธรรม. ความผิดข้อนี้ร้ายกาจอย่างลึกซึ้ง ; ความผิดที่ ๑ ร้ายกาจอย่างโง่ ๆ ไม่ค่อย ลึกซึ้งมองเห็นชัด คือไปทำของวิเศษ ให้ไม่วิเศษ ทำของบริสุทธิ์ให้สกปรก ทำของดี ให้ไม่ดีไป ; แต่แล้วมันก็มีผลอย่างเดียวกัน คือปิดบังขวางหนทางของบรมธรรม. สรุปความว่า วัตถุอะไรเหล่านี้ ปูชนียวัตถุ สังเวชนียวัตถุ เช่น พระพุทธรูป ฯลฯ เราต้องถือว่าออกมาจากบรมธรรม คลอดออกมาจากบรมธรรม; บรมธรรม มีอยู่ในจิตใจของพระพุทธเจ้า ในร่างกายของพระพุทธเจ้ามีบรมธรรม. ที่นี้คนเข้าถึง บรมธรรมไม่ได้ ก็เข้าถึงร่างกายของพระพุทธเจ้า ; พอร่างกายของพระพุทธเจ้าปรินิพพาน สลายไปอีก คนก็สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาแทน จนกระทั่งมาเป็นพระพุทธรูปอยู่เดี๋ยวนี้. เราต้องถือว่าพระพุทธรูปนี้คลอดออกมาจากบรมธรรม มีต้นตออยู่ที่บรมธรรม ออกมา จากบรมธรรม. ฉะนั้นมันต้องเป็นสิ่งที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้คนเข้าถึงบรมธรรม เพื่อ ไปสู่บรมธรรม. พระพุทธรูปนี้ออกมาจากบรมธรรม ก็เพื่อกลับไปสู่บรมธรรม ; หรือว่าทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ต้องให้กลับไปกลับมา กลับเข้ากลับออก ก็ต้องให้ เป็นสิ่งเดียวกันไปเลย. เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึง ปูชนียวัตถุ แล้วต้องหมายถึงตัวบรมธรรมนั้นเอง อย่า ไปหมายเพียงแค่พระพุทธรูป ; ปูชนียวัตถุที่แท้จริง คือ ตัวบรมธรรม นี่พูดภาษา ธรรม ภาษาพูดจริง ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน ; ปูชนียวัตถุที่แท้จริงไม่ใช่พระพุทธรูป ; ปูชนียวัตถุที่แท้จริงคือตัวบรมธรรมนั่นเอง. ฉะนั้นจงพยายามให้สุดความสามารถของตน
น.399 แต่ละคน ๆ คือบูชาปูชนียวัตถุให้ถูกตัวปูชนียวัตถุ ; ปูชนียวัตถุที่แท้จริงคือบรมธรรม บูชาปูชนียวัตถุให้ถูกบรมธรรม เพราะว่าบรมธรรมคือตัวปูชนียวัตถุที่แท้จริง. ดังนั้น จำคำพูดเพียง ๒ - ๓ คำไว้ก็พอ ที่พูดมาตั้งชั่วโมง ว่า ให้บูชาปูชนียวัตถุให้ถูกตัว บรมธรรม ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุที่แท้จริง ; นอกนั้นเป็นตัวแทนชั้นนอก ๆ ออกมา นอก ๆ ออกมา เป็นเปลือกนอกออกมาตามลำดับ ๆ. นี่ขอกำชับว่า พวกคุณในฐานะเป็นนักศึกษาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ว่าไม่เป็นนักศึกษา คุณจะต้องเป็นนักศึกษาให้มันเป็นนักศึกษา คือบูชาปูชนียวัตถุนี้ ให้ถูกตัวบรมธรรม ซึ่งเป็นปูชนียวัตถุที่แท้จริง. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลง.
Buddhadasa