น.364 วันนี้ จะพูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ การมีอุดมคติ. คำว่า "อุดมคติ" นี้ แม้จะเป็นภาษาบาลี ก็ไม่เคยพบในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ; เข้าใจว่าเป็นคำใหม่ ที่คิดขึ้นใช้ในยุคนี้ ในประเทศไทย. แต่ถึง อย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่า อุดมคติ นั้น ก็เป็นสิ่งที่มีมาแล้วในครั้ง พุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล แต่เขาเรียกโดยชื่ออื่น : เขาจะไม่มี คำอะไรมากไปกว่าคำว่า "ธรรม" อีกเหมือนกัน. ในภาษาบาลี สันกฤต มีคำว่า "ธรรม" ใช้ในความหมายที่ประหลาด กล่าวคือ ใช้ได้ในทุกกรณี คือเรียกว่า "ธรรม" เฉยๆ ; ชาวอินเดียก็ยังใช้ คำนี้ จนกระทั่งถึงบัดนี้. เช่นกล่าวว่า "ทำอะไรต้องประกอบไปด้วยธรรม" อย่างนี้ก็หมายความว่า ทำอะไรต้องประกอบไปด้วยอุดมคติ แม้แต่จะกินข้าว กระทั่งถึงจะบริโภคกามารมณ์ ๒๙๘
น.365 กิจกรรมระหว่างเพศ ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรม หรืออุดมคติ; ซึ่งเขาเรียกว่า "ธรรม" เฉย ๆ. แม้การกระทำให้มีอุดมคติ ให้ถูกต้องตามอุดมคติ นั้นก็เรียกว่าการประพฤติธรรม การประพฤติธรรม กับการที่ทำให้มีอุดมคติ ให้ถูกต้องตามอุดมคติ ก็เรียกได้ว่าเป็น สิ่งเดียวกัน. คำว่า “ธรรม" กินความหมดทุกอย่าง ไม่ยกเว้นอะไร. แม้ที่เป็นฝ่ายผิด ฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาป ก็เรียกว่าธรรมฝ่ายผิด ; หรืออธรรม ก็หมายถึงธรรมฝ่ายที่เป็นบาปหรือฝ่ายที่เป็นอกุศล. ภาษาบาลีเรียกว่า อธรรม แต่ก็หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมอยู่นั่นเอง คือที่เป็นบาปเป็นอกุศล ก็เรียกว่า อธรรม. เพราะฉะนั้นอุดมคติจึงมีทางที่จะเป็นธรรมฝ่ายบาป ฝ่ายชั่ว ฝ่ายอกุศลก็ได้, ก็เลยเป็น อุดมคติที่เป็นอธรรม หรือเป็นฝ่ายคนพาล. อุดมคติของคนพาล อุดมคติของ บัณฑิตจึงไม่เหมือนกัน ทั้งที่เรียกชื่อว่าอุดมคติเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงสิ่ง ที่เรียกว่า อุดมคติ เราต้องหมายถึงส่วนที่ถูกต้อง หรือเป็นธรรมเสมอ. อุดมคติที่ผิด ของพวกโจร พวกอะไร เขาก็เรียกอุดมคติไปตามแบบของเขา. ทีนี้ก็ยังจะต้องระวังต่อไปถึงข้อที่ว่า อุดมคตินี้เป็นสิ่งที่เมาได้ ; และเป็น สิ่งที่เพ้อได้ จนเป็นที่ตั้งแห่งความบ้าชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันว่า บ้าอุดมคติ. ถ้าดูในภาษา อังกฤษ ก็พอจะเข้าใจได้คือว่า Ideal แปลว่า อุดมคติ, แต่ถ้า Idealist ก็แปลว่า บ้าอุดมคติ ; มันเป็นรูปศัพท์ที่ผันแปรได้อย่างประหลาด Idealist ควรจะแปลว่า ผู้บูชา อุดมคติ หรือมีอุดมคติ ก็กลายเป็นมีอุดมคติจนบ้า จนใช้ไม่ได้ คือมันเกินไป หรือ อุดมคติที่เพื่อ. ตรงนี้ขอเตือนว่า เรื่องเหล่านี้ต้องระวังให้ดี ๆ ในการใช้คำพูด ภาษาไทย ก็ตาม ภาษาต่างประเทศก็ตาม ลำบากมาก ; แม้แต่ที่เราพูดกันนี้ก็ยังลำบาก. ในเมื่อ เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าอุดมคติแล้ว ก็ยังต้องระวัง มันจะเป็นอุดมคติที่เพ้อ หรือกลายเป็น บ้าอุดมคตินั่นเอง อย่างนี้มันไม่ใช่อุดมคติ. พูดง่าย ๆ ก็ว่าความถูกต้องนั้น มันอยู่ที่
น.366 พอดี; ถ้าเกินไปมันก็ผิด. อย่างที่เราเรียกว่า ถูกมากเกินไป หรือดีมากเกินไป มัน ใช้ได้เมื่อไร ลองคิดดู. ถ้าดีก็ใช้ได้ ถ้าดีเกินไปกลับใช้ไม่ได้ ; ต้องระวัง อะไรที่ดี เกินไปแล้วมันกลายเป็นเรื่องบ้า ๆ. ยกตัวอย่างเรื่อง มาเทอรคอม (Martyrdom) ของคริสเตียน. มาเทอรดอม คือลัทธิที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาอุดมคติ เพื่อรักษาศาสนาของตน ไม่ยอมเปลี่ยน ศาสนา. ผู้ที่ถูกล่อ ถูกบังคับ ถูกขู่เข็ญให้เปลี่ยนศาสนา เขาไม่ยอมจนกระทั่งต้อง ตายเพราะเหตุนั้น นี้เขาเรียกว่ามาเทอร (Martyr). ลัทธิอย่างนั้นเรียกว่ามาเทอรคอม. นี่มันก็เนื่องกับอุดมคติ. คำ ๆ นี้เป็นฝ่ายคริสเตียน เราเอามาใช้เป็นคำทั่วไปก็ได้ คือ ว่าบูชาความดีจนยอมเสียชีวิตก็ได้ ; แล้วมีได้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ ลดลงมากระทั่งเรื่อง เด็ก ๆ. เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ยอมตามความต้องการของผู้ชาย ที่บ้าคลั่งด้วยความกำหนัด จนกระทั่งตัวเองตาย, อย่างนี้เขาก็ยกเป็นมาเทอร แล้วก็ตั้งเป็น Saint เป็นอะไร เมื่อ ตายแล้ว. นี่แสดงว่าบูชาอุดมคตินี้อย่างยิ่ง. นี้ก็เป็นเรื่องที่น่านึก ใช้ได้แก่คนทุกคนและทุกกรณี ทุกกาละเทศะ ทุกยุค ทุกสมัยหรือไม่ ? คนสมัยนี้อาจจะเห็นว่า มาเทอรคอมนี้เป็นเรื่องบ้า บ้าจนยอมตาย เป็นต้น ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด หรือการกระทำที่เห็นว่า ไม่ใช่อุดมคติ. แต่คนโบราณ เขาไม่ถือว่าบ้า เขาถือว่าเป็นเรื่องถูก เรื่องดีอย่างยิ่งด้วยซ้ำไป. ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในเวลานี้ ที่คนไม่กล้าถืออุดมคติ กลัวเพื่อนจะว่าบ้า. คุณก็คงจะเคยประสบมาแล้ว ที่ว่า เรา หรือเพื่อนของเราบางคนอยากจะทำอะไรให้ดี แต่กลัวเพื่อนว่าบ้า. กลัวเพื่อนจะสไตรค์ ไม่คบ เพราะว่าคนนี้ทำอะไรดี ไม่ทำอะไร อย่างเรา ๆ. แต่ในที่สุดดูให้ดีจะเห็นได้ว่า มันเป็นเรื่องแก้ตัว โกหก ตลบแต่ลงทั้งนั้น. อย่างเช่นแก้ตัวว่า ผมก็ไม่อยากจะสูบบุหรี่หรือไม่อยากจะกินเหล้า แต่กลัวเพื่อนเขาจะ
น.367 ไม่คบ เลยต้องสูบบุหรี่ หรือกินเหล้าต่อไปตามเดิม. แท้จริงนั้นเขาควรจะพูดว่า กลัว ภูตผีปีศาจมันจะไม่คบ มากกว่าที่จะกลัวว่าเพื่อนไม่คบ. เพื่อนที่ชอบสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ควรจะถูกเรียกว่าภูตผีปีศาจ ไม่ควรจะเรียกว่าเพื่อน เพราะไม่มีอุดมคติ ไม่บูชาความดี ไม่บูชาความถูกต้อง, แต่บูชาเนื้อหนัง เอาความเอร็ดอร่อยของเนื้อหนังเป็นหลัก, ตัวก็เลยเข้าใจผิดในอุดมคติ หรือต่อคำว่า อุดมคติ. เพราะฉะนั้น จึงมีอุดมคติกัน ไม่ค่อยจะได้ น้อยคนที่จะมีอุดมคติ. ในที่สุดก็ถือเสียว่า อุดมคตินี้ไม่ไหว กินก็ไม่ได้ ซื้ออะไรกินก็ไม่ได้. สู้เงินไม่ได้ ซื้ออะไรกินได้. มันก็เหมือนเด็กเล็ก ๆ ได้กินได้เล่น แล้วก็เป็นเรื่องสูงสุด ; นั่นมันเป็นอุดมคติของเด็ก ๆ ไปอย่างนั้น. ทีนี้คนโต ๆ แล้ว อายุมากจวนจะตายแล้ว ก็ยังเป็นอย่างนั้น. แท้จริงสิ่งที่เรียกว่าอุดมคตินั้น มันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้; แล้วยังจะเป็นเหตุ ให้ได้สิ่งที่กินได้มาอย่างที่น่ากิน. ถ้าไม่มีอุดมคติแล้ว ถึงจะได้กิน ก็ได้กินของสกปรก. อย่างคอรัปชั่นเอาเงินมากิน เงินนั้นมันสกปรก, ซื้ออะไรมากินมันก็สกปรก มัน ไม่เรียกว่าอุดมคติของความถูกต้อง หรือของบัณฑิต, มันเป็นอุดมคติของภูตผีปีศาจ ของโจรขโมย. ถ้าว่ามีอุดมคติแท้ ๆ ที่เป็นธรรมแท้ ๆ มันก็นำไปสู่ความสำเร็จ ความมี ชื่อเสียง ความอะไรที่บริสุทธิ์, ได้เงินมาก็เป็นเงินบริสุทธิ์, เอามากินมันก็ยังบริสุทธิ์. ฉะนั้น อุดมคติเป็นยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้, แล้วยังจะเป็นเหตุให้ได้กินสิ่งที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ของสกปรก . พุทธบริษัทจึงถือความถูกต้อง หรืออุดมคตินี้เป็นหลัก ว่ามันดี มันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้ หรือสิ่งที่จะให้ได้สิ่งที่กินได้ เช่นเงินเป็นต้น. เราต้องมีอุดมคติ จึงจะได้เงินที่สะอาดมา หรือได้เงินที่บริสุทธิ์ มากินมาใช้ แล้วก็ไม่สกปรก. สรุปความแล้ว อุดมคติต้องยิ่ง หรือเหนือไปกว่าสิ่งที่กินได้, แล้วก็เป็น อุดมคติของชีวิตไปเลย. ให้เรียกว่า ชีวิตนั้นคืออุดมคติเสียดีกว่า เพราะว่าชีวิตที่ ปราศจากอุดมคติ มันก็มีค่าเท่ากับตายแล้ว ในสายตาของผู้ที่เป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง.
น.368 ชีวิตที่ปราศจากอุดมคตินั้นถือว่าเหมือนกับตายแล้ว. แต่พวกคนพาล หรือคนที่มีลัทธิ ของตัวเอง ตามใจเนื้อหนังของตัวเอง อาจจะเห็นเป็นการถูกต้องก็ได้ เป็นชีวิตอยู่ก็ได้. นี้เกี่ยวกับการสับสน ความสับสนของภาษาของคำ ของกลุ่มชนที่แบ่งกันไปเป็นพวก ๆ ตามลัทธิที่ตนถืออยู่. เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดกันถึงอุดมคติในที่นี้เราหมายถึง อุดมคติ ที่มันเป็นไปในผักฝ่ายของความถูกต้อง คืออยู่ข้างฝ่ายความถูกต้อง ตามหลักของธรรม. ทีนี้ เมื่อเรารู้จักอุดมคติ จนถึงกับยอมรับนับถือ ก็เหลือแต่ต้องระวัง, ระวังว่าอย่าให้ไปบ้าในอุดมคติเหมือนที่กล่าวแล้ว. เราจะต้องแยกออกเป็น ๒ คำเสมอ ว่า หลงอุดมคติ กับ บูชาอุดมคติ นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. ถ้าหลงอุดมคติ นี้ก็คือ บ้าในอุดมคติ ข้าอุดมคติมันก็เป็น Idealist มันก็ใช้ไม่ได้ ; แต่ถ้าบูชาอุดมคติ เป็นเรื่องที่ใช้ได้. เพราะฉะนั้นคำว่าอุดมคติจึงมีว่า อุดมคติของปัญญาหรืออุดมคติ ของกิเลสตัณหา. ถ้ากิเลสตัณหาครอบงำ อุดมคติก็มีอยู่ในรูป ๆ หนึ่ง ; ถ้าไม่มีกิเลส ตัณหา มีแต่สติปัญญา อุดมคติก็ย่อมอยู่ในรูปอีกรูปหนึ่ง. ฉะนั้นระวัง คน ๆ เดียวกัน นั่นแหละ จะมีอุดมคติที่เปลี่ยนผลุบผลับ กลับไปกลับมาอย่างน่าละอายที่สุด. การบูชาอุดมคตินั้นก็แสดงอยู่แล้วว่า เป็นการกระทำของผู้ที่มีปัญญา ; ส่วนการบ้า หรือการหลงอุดมคตินั้น เป็นการกระทำของคนที่ไม่มีปัญญา. แม้แต่คำว่า ปัญญานี้ก็เหมือนกัน ก็มี ๒ ความหมาย ปัญญาบริสุทธิ์กับปัญญาคดโกง. เมื่อพูดถึง ปัญญาในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงปัญญาบริสุทธิ์ ; ปัญญาเฉโก ภาษาบาลีใช้คำว่าเฉโก สำหรับปัญญาที่คดโกง ; เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่เป็นปัญญาของความคดโกง. เช่น cunning ในภาษาสากล ก็หมายถึงปัญญาเหมือนกัน แต่มันหมายความถึงความคดโกง หรือว่าฉลาดไปในทางของกิเลส. อย่างนี้ก็ไม่ใช่อุดมคติที่เราพูดถึง หรือต้องการ ; ถ้าเกิดขึ้นก็หมายความว่าเป็นเรื่องหลงในอุดมคติ.
น.369 ทีนี้ ต้องรู้ว่าอุดมคตินั้นไม่ใช่วัตถุแห่งความยึดมั่นถือมั่น คำว่าบูชาอุดมคติ นี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น อย่าเอาไปปนกัน. ถ้าอุดมคติของปัญญาแล้วก็ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่นถือมั่น แม้เราจะพูดภาษาไทยว่า "ยึดมั่นในอุดมคติ" อย่างนี้ก็ไม่ใช่ความ ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ต้องเป็นความยึดมั่นด้วยปัญญาซึ่งก็ไม่ควรจะเรียกว่า ยึดมั่น ถือมั่น ; แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็เลยต้องเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน ความยึดมั่นในอุดมคติ หรือความมั่นคงในอุดมคตินี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน, แล้วก็ไม่ใช่วัตถุแห่งความหวังด้วย. เรื่อง ความหวัง นี้ก็เหมือนกัน มันเป็นคำที่กำกวม มี ๒ ความหมาย. ถ้า หวังด้วยกิเลสตัณหาก็มีความทุกข์ เต็มที่. ถ้าหวังด้วยสติปัญญา นี้ไม่ควรจะเรียกว่า ความหวัง มันคือความต้องการ หรือความตั้งใจ ความประสงค์หรือความปรารถนาที่ บริสุทธิ์. แต่ภาษาไทยมันตีกันยุ่ง ; ถึงภาษาบาลีก็เหมือนกัน บางคำในที่บางแห่งมัน เป็นกลาง ๆ ต้องมีคำประกอบเข้ามาว่าด้วยอะไร ด้วยกิเลสตัณหา หรือด้วยสติปัญญา. ถ้าเป็นความปรารถนาด้วยสติปัญญา มันก็เป็นการใช้ได้ เป็นความประสงค์ที่ใคร ๆ ก็ต้องมีความปรารถนา. แต่ถ้าหวังด้วยกิเลสตัณหาหรือด้วยความโง่แล้ว มันก็ใช้ไม่ได้. ทีนี้ในภาษาไทยเราพูดว่าหวัง มีความหวัง ในประโยคนี้มักจะพูดกันว่า "ชีวิตนี้อยู่ได้ด้วย ความหวัง" นั่นมันจะเป็นความหวังของความโง่เสียหมด. อุดมคตินี้ ไม่ใช่วัตถุของ ความหวัง ไม่ใช่อารมณ์ของความหวังชนิดนั้น ; คือไม่ใช่ความหวัง ที่จะทำให้เกิดความ ผิดหวัง. ความหวังที่ทำให้เกิดความผิดหวังนั้น คือความหวังของความโง่. ผมถืออุดมคติ ชนิดที่ไม่เคยผิดหวัง เพราะว่าไม่หวังชนิดนั้น ; ผู้ที่เป็น สาวกของพระพุทธเจ้าทุกคนก็ต้องไม่หวังชนิดนั้น ไม่ควรจะมีความหวังชนิดนั้น ; เราจึง ไม่เคยผิดหวัง เพราะว่าเราไม่หวัง ; เรามีสติปัญญา มีการกระทำประจำวัน ไปวันหนึ่ง ๆ ตามสติปัญญา ไม่เคยมีความหวัง และก็ไม่เคยผิดหวังเลย มันจึงมีความสบาย ไม่ต้อง
น.370 ป็นโรคจิต หรือโรคประสาท ซึ่งรู้สึกว่าผิดหวัง อยู่ทุกชั่วโมง. อย่างนั้นเรียกว่าไม่มี อุดมคติ หรือมีอุดมคติที่บ้าบอที่สุด จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาตลอดเวลา ถึงเรื่องความ ไม่ได้ตามต้องการ หรือตามความหวัง หรือตามอุดมคติของเขาผู้นั้น. ฉะนั้นถ้าจะพูด ว่ามีอุดมคติอย่างถูกต้องแล้ว มันก็ต้องนอนหลับสนิท ไม่ใช่นอนสะดุ้งอยู่ด้วยความกลัว หรือความผิดหวัง หรือความกลัวว่าจะผิดหวัง. ต้องแยกความยึดมั่นถือมั่นออกไปเสีย จากอุดมคติ. คำว่า "ยึดมั่นถือมั่น" เราหมายถึงยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ไม่ใช่ด้วยสติ ปัญญา. ที่ผมเคยบอก เคยพูด เคยสอนอะไรมาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง เรื่องความ ยึดมั่นถือมั่นนั้น ว่ามันเป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานทั้งนั้น. ที่เรายึดอุดมคติ มัน ไม่ใช่เป็นการยึดมั่นถือมั่นชนิดนั้น. ในภาษาไทยเรามีใช้พูดกันว่า "ยึดมั่นในอุดมคติ" ข้อนี้ต้องเปรียบเทียบไปถึงความเคร่ง ความถือขลังถือศักดิ์สิทธิ์ ถือความจงรักภักดี อะไรก็ตาม ที่มีความหมายคล้าย ๆ กัน. ความเคร่งครัด นี้ ฟังดูก็น่าจะดีอยู่, แล้วคนก็ชอบ นิยมกันมาก. ความ เคร่งครัดนี้ ถ้าเคร่งครัดด้วยปัญญา มันก็ใช้ได้, ถ้าเคร่งครัดด้วยอุปาทาน ด้วยกิเลส ตัณหา มันก็ไม่ไหว. ภิกษุ สามเณร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอาจารย์วิปัสสนารู้ว่า คนเขาชอบเคร่ง แล้วก็ทำเคร่งให้คนเขาหลงใหลบูชา. อย่างนี้ความเคร่งชนิดนี้ก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วว่ามันเป็นอย่างไร. แต่ทีนี้แม้ว่า ที่จะพูดว่าเคร่ง เคร่งเพื่อจะให้บรรลุมรรค ผลเร็ว ๆ นี้ก็ไม่เคยสำเร็จเลย ; เพราะว่าการบรรลุมรรคผลนั้น มันต้องการความพอดี ของสติปัญญาอยู่เสมอ. แม้ว่าจะมีการเคร่งทำให้หนัก ทำให้สุดความสามารถ มันก็ ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ความโง่ ; มันเป็นเพียงการกระทำเต็มที่ ตามอำนาจของ สติปัญญาทั้งนั้น. คำบัญญัติเฉพาะควรจะมีเป็นอย่างนี้ คือการกระทำเต็มที่ตาม อำนาจของสติปัญญา ; มันไม่ใช่ความเคร่ง ไม่ใช่เคร่งด้วยการเข้าใจผิดมาแต่ทีแรก
น.371 แล้วก็เคร่งเอา ๆ เพื่ออวดคนก็ตาม เคร่งด้วยความหลงผิด ๆ ว่ามันจะได้อะไร ๆ ในขั้น สุดท้ายก็ตาม. ยังมีอีกชนิดหนึ่ง คือ ถือขลัง ถือให้มันขลัง. มันอาจจะถือให้ขลังได้จริง เหมือนกัน ด้วยการทุ่มเทกำลังใจอะไร ; แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ว่าเป็นเรื่องของสติปัญญา หรือไม่ ? ถ้ามันไม่เกี่ยวกับความผิด ความถูกแล้ว ก็ถือขลังได้ เพื่อผลตามที่ต้องการ ; แต่ถ้าเกี่ยวกับความผิดความถูกแล้ว ก็ต้องเลือกเอาแต่ที่จะเป็นไปตามทางที่ถูก. ถือให้ ขลัง หรือว่าถือให้มันศักดิ์สิทธิ์ ถือด้วยจิตใจชนิดที่เรียกว่ามุมานะทุ่มเททั้งหมดนี้ ถ้าทำผิดนิดเดียว มันก็ใช้ไม่ได้ต่อสิ่งที่เรียกว่า อุดมคติ. คำว่าอุดมคติจึงเป็นคำที่ ไพเราะ และเป็นคำที่มีความหมายพอดี คือฉลาดจริงๆ ไม่งมงายด้วยความเคร่งความขลัง ความอะไรเหล่านั้น. แม้ที่สุดแต่คำที่เรียกว่า ความภักดี ความอุทิศ หรือเสียสละด้วยความจงรัก ภักดีเหล่านี้ มันก็ต้องระวังอยู่เหมือนกันอีก เช่นเราซื่อตรงจงรักภักดีต่ออุดมคติอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ความบ้าคลั่ง. เมื่อเราดูโดยทั่ว ๆ ไปในปัจจุบันนี้จะพบว่า ความเคร่ง ความขลัง หรือความจงรักภักดีอะไรนี้ มักจะเป็นเรื่องของความงมงาย, ไม่เกี่ยวกับมีปัญญาเสีย โดยมาก. ต้องระวัง ให้มันเกี่ยวกับปัญญาไว้เรื่อย ก็จะมีอุดมคติได้, จะเป็นการ กระทำชนิดที่ทำให้มีอุดมคติได้. ผมได้บอกแล้วว่า อุดมคตินี้เป็นคำใหม่ ๆ คิดขึ้นมาใหม่ๆ ในประเทศไทย ใช้กับอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล คือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" . เพราะฉะนั้น อุดมคติในพุทธศาสนานี้ ก็คือ "อุดมธรรม" หรือเรียกว่า บรมธรรม, ที่เราพูดถึงกัน ทุกวัน ๆ ว่า บรมธรรม, อุดมธรรมก็เหมือนกัน. ปรมะ หรือ บรม แปลว่าอย่างยิ่ง, อุดมแปลว่าสูงสุด ; ตามภาษาไทยแปลกันอยู่อย่างนี้. ถ้าถือตามหลักพระพุทธศาสนา
น.372 สิ่งที่เรียกกันไพเราะในสมัยนี้ ว่าอุดมคตินั้นก็คือบรมธรรม ; ถ้าหมายถึงการถืออุดมคติ หรือ การบูชาอุดมคติ ก็ได้แก่การปักใจลงไปอย่างถูกต้อง. อย่างนี้ในพุทธศาสนา เรียกว่า สัจจะ หรือ อธิฏฐานะ. สัจจะ - คือความจริงใจต่ออุดมคตินั้นเอง, นี้ก็คือการบูชาอุดมคติ. หรือว่า อธิฏฐานะ - การตั้งใจมั่น, ตั้งใจทับลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่า อธิฏฐานะ. เราเข้าใจข้อนี้ได้โดยการดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง : มีการบำเพ็ญสัจจบารมี อธิฏฐาน- บารมี มีอาการเหมือนกับที่เรียกว่า บูชาอุดมคติ, แล้วก็ใช้เวลาระยะยาว. ถ้าถือเอา ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์แล้วก็เหลือเชื่อ; บำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขย แสนกัปป์. กัปป์ ๆ หนึ่งก็ไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว, แล้วมันอสงไขย ๆ อสงไขยกัปป์ ; ๔ อสงไขย กับ ๑ แสนกัปป์ เป็นตัวเลขที่เราเข้าใจไม่ได้ในเวลานี้ ; เข้าใจได้แต่ว่า มันมากที่สุด นานที่สุดในการที่จะบูชาอุดมคติเรื่อยมา ๆ ด้วยการบำเพ็ญสัจจบารมี อธิฏฐานบารมี ; แม้แต่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็มีสัจจะ มีอธิฏฐานะ มีการบูชาความจริงความถูกต้อง เหมือนที่เล่าไว้ในชาดกต่าง ๆ, กระทั่งชาดกเรื่องลิงล้างหู. “ชาดกนี้เขาเรียกว่า "ครหิต ชาดก" แปลว่า ผู้ถูกติเตียน ; ผู้ถูกติเตียนก็คือมนุษย์. มนุษย์ผู้มีการบูชาเงินบูชาทอง, บูชาอะไรเป็นของกูนี้ คือผู้ที่ถูกติเตียน. ชาดกนี้เรียกว่าเรื่องผู้ที่ถูกติเตียน คือคนชนิดนี้. พระโพธิสัตว์ที่เป็นลิงนี้ยังมีอุดมคติ ไม่บูชาเงินทอง หรืออะไรทำนองนั้น. นี้เราอย่าถือเอาว่าเป็นเรื่องจริง หรือไม่จริง อะไรทำนองนั้น, เราเอาแต่ความมุ่งหมายของเรื่อง ที่มุ่งหมายจะให้บูชาอุดมคติ บูชา ความดี ความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมอะไรนี้. นี้แปลว่าการบูชาอุดมคตินั้น เป็นเนื้อเป็นตัวทั้งหมดของผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า. ถ้าไม่เช่นนั้นไม่อาจจะลงทุนสร้าง บารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ไปได้ แปลว่าทุ่มเทกันหมด ; ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ยึดมั่นด้วย อุปาทาน.
น.373 ถ้าเราไปดูที่การกระทำ มันจะคล้าย ๆ กับ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน, อยากจะได้ อะไรมากจนทุ่มเทมากขนาดนั้น. แต่อย่าลืมว่าในการบำเพ็ญสัจจบารมี อธิฏฐานบารมีนั้น ต้องมีปัญญาบารมี ฯลฯ อะไรนำหน้าอยู่ ; แล้วก็มีการเสียสละอยู่เป็นเครื่องประกัน. คือมีทานบารมี เสียสละเรื่อย เป็นเครื่องประกัน ไม่ให้อุดมคตินี้วกไปหาความเห็น แก่ตัว หรือความสุขทางเนื้อหนังได้ ; เป็นการบำเพ็ญบารมีเพื่อสละออกไป ก็ไม่มี ทางจะผิด. ถ้าไม่มีข้อนี้เป็นเครื่องประกัน, มันก็วกไปหา "เอาได้ นั่นแหละดี" ; “เอานั่นแหละดี" "ได้นั่นแหละดี". ถ้ามันมีปัญญาบารมีนำหน้าอยู่เรื่อย มันผิดไม่ได้. อย่างที่พูดมาแล้วว่า อุดมคติต้องเป็นเรื่องของปัญญาเสมอ ; ไม่ใช่ของความยึดมั่น ถือมั่น. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีด้วยการเสียสละอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าง เหลือเชื่อก็ตาม มันก็ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น. ชาดก เช่น สกชาดก ก็เล่าถึงเรื่อง โพธิสัตว์เป็นกระต่าย เป็นสัตว์เดรัจฉาน กระโดดลงไปในกองไฟ ให้คนที่กำลังผิงไฟที่หนาวจัดอยู่นั้น ได้กินเนื้อตัวเอง คือเนื้อ ของกระต่ายที่เป็นโพธิสัตว์นั้น. เราเรียกว่าบูชาอุดมคติได้ แต่ไม่ใช่เรื่องบ้าบอ เหมือน ที่คนสมัยนี้จะเรียกจะพูด เช่นมาเทอรดอมก็หาว่า เป็นเรื่องบ้าบอ. นี้เป็นเรื่องที่น่าจะถูก กล่าวหาอย่างนั้นมากขึ้นไปอีก. เพียงแต่จะทำตัวให้เป็นสุขโดยให้ตัวเป็นอาหารแก่ผู้อื่น โดยไม่มีเหตุผล หรือมีเหตุผลที่มองเห็นไม่ได้ อย่างนี้ คนสมัยนี้เขาไม่ถือว่าเป็นอุดมคติ ; แต่ในหลักพุทธศาสนามันมีอยู่อย่างนี้. หรือพระเวสสันดรให้ทานลูก ให้ทานเมีย ให้ทานอะไร อย่างนี้ ก็ถูก ยกขึ้นเป็นปัญหาสำหรับถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ ว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก. พวกที่มี ปริญญายาวเป็นหางมาจากเมืองนอกนี้ ก็ว่าพระเวสสันดรทำผิด เหมือนพวกฝรั่งว่า ทั้งนั้นแหละ คุณลองไปสังเกตดูให้ดีเถิด. ขออภัยผมใช้คำหยาบ ๆ และโสกโคก ว่า มีปริญญายาวเป็นหาง นี้หมายความว่าไปเรียนมามากจากเมืองนอก, เขาก็ว่าพระ
น.374 วสสันดรทำผิด ๆ บ้า ๆ บอๆ ตามความคิดที่พวกฝรั่งเขาคิดอย่างนั้น เขาอ่านชาดก เรื่องนี้แล้ว เขาตำหนิติเตียนมาก. ผมก็ถูกถามมากที่สุด ปัญหาอย่างนั้น ว่าการกระทำ อย่างนั้นผิดมนุษยธรรม เป็นป่าเถื่อนใช่ไหม ? เขาถามอย่างนี้. บางทีผมก็อธิบาย บางทีผมก็ไม่อธิบาย ; เมื่อเห็นว่าคนนี้ไม่อาจจะเข้าใจได้ ผมก็ไม่อธิบาย. แต่ว่า เราเป็นพุทธบริษัท เรามีพระคัมภีร์ของเราอย่างนี้ เราจะต้องเข้าใจ ว่าอย่างไร ? จะต้องถือหลักที่ว่า ถ้ามีปัญญาประกับอยู่ด้วยแล้ว ก็เป็นอุดมคติ เสมอ. อุดมคติของพระเวสสันดรก็เพื่อจะบรรลุภูมิธรรมระดับหนึ่ง คือมีจิตใจสูง เหนือกิเลส เหนือความทุกข์ คือเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็จะช่วยขนสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไปให้หมด ; นั่นแหละอุดมคติของท่านมีอยู่อย่างนั้น. อุดมคติของโพธิสัตว์นั้นคือ จะช่วยให้ทุกคนถึงนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้ามีทางที่จะเป็นได้อย่างไร ก็ยอมเสียสละ อุปสรรคทั้งหมดทั้งสิ้น ; อย่างน้อยก็เพื่อทดสอบจิตใจ ในวันสุดท้ายของการเป็นปุถุชน ของพระพุทธเจ้า. พูดอย่างนี้เข้าใจง่ายหรือสั้นดี. พระพุทธเจ้าเองก็ยังอธิษฐานว่า จะตายก็ตายไปที่ตรงนี้ ถ้าไม่บรรลุ ธรรมที่ต้องการแล้ว จะไม่ลุกขึ้นเป็นอันขาด. เมื่อคราวนั่งลงที่โคนต้นโพธิ์ในวัน ตรัสรู้นั้น ประทับนั่งลงด้วยการอธิษฐานจิตว่า :- "เลือดเนื้อเอ็นหนัง หรืออะไรก็ตาม มันจะเหือดแห้งไป เหลือแต่กระดูกขาวโพลนก็ตาม, ถ้าไม่บรรลุธรรมที่เราอยากจะรูใน วันนี้แล้ว เราจะไม่ลุกขึ้น" หมายความว่า จะต้องตายอยู่ที่ตรงนี้. อย่างนี้ไม่ใช่ ถือเคร่ง หรืออะไรอย่างบ้า ๆ บอ ๆ; แต่เป็นผลสุดท้ายของสติปัญญา. เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจว่า การกระทำอย่างนี้เป็นการกระทำด้วยอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน แล้วก็ไม่ควรจะเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่น ตามที่เขาเรียกกันมาแต่เดิม แต่จะเรียกว่า สัจจะบ้าง อธิษฐานจิตบ้าง, เพื่อได้สิ่ง หรือบรรลุ สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; เรียกว่าอุดมคติของพระโพธิสัตว์ เสียสละชีวิตก็ได้ อะไรก็ได้ ได้ทั้งหมดเลย เพื่อมนุษย์
น.375 ทุกคนจะได้บรรลุถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี้หมายความว่า ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ผู้เดียว จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ มันหมายความว่า เพื่อมนุษย์ทุกคน จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้รับ จึงทำอย่างนี้. พุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็ยังถือเคร่งในอุดมคติของโพธิสัตว์ Bodisatava ideal นี้ถือเคร่งมาก สอนกันมาก. เราก็ไม่ไปตำหนิติเตียนเขา เพราะถ้าเขาถือเคร่งตามหลักนี้ มันก็มีประโยชน์อยู่ ; เพราะว่าเป็นการยากมาก ที่คน ๆ หนึ่งจะไปช่วยคนอีกคนหนึ่ง เป็นการยากที่คนจะไปช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ; ถ้าไม่วาดอุดมคติไว้สูง ก็ไม่ค่อย จะมีใครสนใจหรือยอมทำ. นี้ก็เลยเทิดทูนอุดมคติช่วยผู้อื่นนี้ ให้ทุกคนตั้งหน้า ตั้งตาบำเพ็ญบารมี รับในทำนองนี้ ถ้ายังเหลือสักคนหนึ่ง, แล้วเราก็ยังจะไม่ข้ามฟาก ไม่ขึ้นไปฝั่งโน้น จะต้องกลับมาขนจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้นให้หมดทุกคน เราจึงจะไป ; อย่างนี้เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์. ส่วนพวกเถรวาท หรือฝ่ายนี้อย่างไทย ๆ เรา ไม่ค่อย สนใจ หรือไม่ใคร่ให้ความสนใจในอุดมคตินั้น มักจะถือไปในทำนองที่เรียกว่าไป คนเดียว เอาตัวรอดคนเดียว ; ถูกหาว่าเป็นอย่างนี้อยู่เสมอ. พวกมหายานเขาดูหมื่น พวกเถรวาทในข้อนี้อยู่เสมอ. ทีนี้ ดูถึงเรื่องไปคนเดียว เอาตัวรอดคนเดียวนี้ เป็นอุดมคติหรือไม่ ก็ไปคิดเอาเอง. คือมันเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กลับไปกลับมา ถ้าคนมีใจแคบจนไม่นึกถึง ผู้อื่นเสียเลย คน ๆ นี้ก็ไปคนเดียวไม่รอด เพราะใจมันยังต่ำเกินไป ซึ่งแม้แต่จะไป คนเดียวก็ไปไม่รอด. นี่ยังใจแคบ ยังตระหนี่ ยังเห็นแก่ตัวจัด ไม่เห็นแก่ผู้อื่นเสียเลย อย่างนี้ใจก็ยังไม่สูงพอ แม้แต่ที่จะไปเพียงคนเดียวของตัวเอง ; แล้วเห็นแก่ตัวจัด ความเห็นแก่ตัวจัดนั้นแหละคือทั้งหมดของกิเลส. ฉะนั้นไปคนเดียวโดยไม่มีการ เห็นแก่ตัวนี้ ลองนึกดูว่าจะไปอย่างไร ? มันก็ขัดขวางกันอยู่ในตัว, ไปจากความเห็น แก่ตัวไม่ได้.
น.376 คำว่าไปนิพพาน นี้ไปจากความเห็นแก่ตัว ; ถ้าเรามีความเห็นแก่ตัว มันก็ไปไม่ได้. ฉะนั้นทางที่จะไปเอาตัวรอดแต่คนเดียวนั้น มันเป็นไปไม่ได้. ถ้า พูดละก็ได้แต่โดยแท้จริงมันไปไม่ได้. แต่ถ้าว่าเราจะตระเตรียมพอสมควร เพื่อไปคน เดียวก่อน อย่างนี้มันก็มีทางเหมือนกัน แต่ใจก็ต้องนึกถึงผู้อื่นอยู่นั่นแหละ มันต้อง เห็นแก่ผู้อื่น ต้องนึกถึงผู้อื่น โดยไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าสมมุติว่าคนสักคนหนึ่งจะว่ายน้ำ ข้ามฟากไปฝั่งโน้นก่อน เพราะเขาว่ายน้ำได้ มันก็ต้องไปเอาเรือเอาแพจากฝั่งโน้น มารับคนฝั่งนี้ มันจึงจะถูก. นี้เหมือนพระเวสสันดร หรือเหมือนการกระทำของ พระพุทธเจ้านี้ เป็นการไปคนเดียวทีแรก ข้ามไปฝั่งโน้นให้ได้ก่อน แล้วก็เอาอะไร มารับคนฝั่งนี้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว. โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ใช่ทำ เพื่อเอาตัวรอดผู้เดียว. ฉะนั้นการที่ใคร ๆ จะมาหาว่า เถรวาทถือลัทธิเอาตัวรอดแต่ผู้เดียวนี้ก็ไม่ถูก ถ้าเขาเป็นเถรวาทอย่างถูกต้อง ; เว้นแต่จะเป็นเถรวาทอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ว่าเอาเอง นึกเอา เอง ตัดช่องน้อยดุ่มไปแต่คนเดียว อย่างนี้ก็ไม่ใช่ และไม่ถูกต้อง ตามหลักของพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น อุดมคติที่บริสุทธิ์จะต้องนึกถึงผู้อื่นด้วย นึกถึงแต่ตัวเองไม่ได้ ; แล้วมัน ก็เป็นอุดมคติอยู่ในตัว คือว่าทำให้ไม่เห็นแก่ตัว. เรื่องไม่เห็นแก่ตัวนี้ พูดกันมามาก แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรกันอีกนัก. อุดมคติของพระพุทธเจ้า ของความถูกต้องนั้น มันก็อยู่ที่เห็นแก่ผู้อื่น พร้อมกันไปกับที่เห็นแก่ความรอดพ้นของตัว เรียกว่า อุดมคติ ในพุทธศาสนา เป็นอย่างนี้. ทีนี้ อุดมคติของพวกวัตถุนิยมมันก็ไปอีกทางหนึ่ง คือบูชาวัตถุเป็นอุดมคติ เอาวัตถุเป็นใหญ่ แสวงหาความสุขจากวัตถุ แล้วก็มัวเมาในความสุข ; แล้วถือว่าความ เอร็ดอร่อยในความสุขนั้นเป็นอุดมคติ. อย่างนี้เราเรียกว่า อุดมคติที่เป็นวัตถุนิยม ที่พวกคริสเตียนเขาเรียกว่า “เนื้อหนัง" มีเนื้อหนังเป็นอุดมคติ. พวกอุดมคติชนิด
น.377 เนื้อหนังนี้ เขาก็ถือเอาเรื่อง ได้เป็นอุดมคติ. ได้นั่นแหละดี ; แต่พวกเราถือว่า ดีจึงจะได้. พวกโน้นถือว่า ได้นั่นแหละจึงจะดี ; แต่พวกเรากลับถือว่า ดีนั่นแหละจึงจะได้, ดีถึงจะเอา. ถ้าถือว่า ได้นั่นแหละดี มันก็หมายถึงกิเลสเป็นเจ้าของอุดมคติ ; ถ้าถือว่า ดีจึงจะได้ นี้คือปัญญาหรือความบริสุทธิ์เป็นเจ้าของอุดมคติขึ้นมา. อุดมคติจึงมีอย่าง วัตถุนิยม และอย่างมโนนิยม หรือธรรมนิยม ; ต้องไม่ปนกัน. เดี๋ยวนี้น่าใจหาย ที่ว่าโลกสมัยนี้กำลังเป็นวัตถุนิยม เป็นหนักขึ้น ๆ. อุดมคติ ของโลกทั้งโลกมันก็เปลี่ยนไปในทางวัตถุนิยม ถือว่า ได้นั่นแหละดี ; และได้นั่นก็เป็น เรื่องเนื้อหนังทั้งหมด ไม่ใช่เป็นธรรมะ. เพราะฉะนั้นโลกจึงสกปรกมากขึ้น ร้อนเป็น ไฟมากขึ้น อย่างที่เราพอจะเข้าใจได้ เช่นสงครามร้อน สงครามเย็น สงครามระหว่าง ประเทศชาติ สงครามระหว่างหมู่คณะ สงครามระหว่างบุคคล ; แม้ในครอบครัว ๆ หนึ่ง ก็อยู่กันอย่างร้อนเป็นไฟ เพราะบูชาอุดมคติวัตถุนิยม. ทีนี้ขอเราดูให้ดีว่า อุดมคติที่แท้นั้น มันต้องเป็นอุดมคติ เป็นเรื่องที่ ถูกต้อง น่าบูชา น่านับถือ, เป็นเรื่องธรรมนิยม. เรื่องเนื้อหนังนั้นไม่ใช่ตัวอุดมคติ ชีวิตตัวร่างกายนี้มันเป็นเปลือกสำหรับรองรับอุดมคติอีกทีหนึ่ง ; อย่ายกขึ้นมาเป็นตัว อุดมคติเสียเอง. เรามีวัตถุ เราใช้สอยวัตถุเหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มีการเกี่ยวข้องกับวัตถุ ; แต่ไม่ได้บูชาวัตถุ. เพียงใช้วัตถุหรือชีวิตร่างกายนี้เป็นเพียงเปลือก เป็นภาชนะสำหรับ รองรับ คือรองรับอุดมคติ. ตัวอุดมคติจึงเป็นนามธรรม เป็นมโนธรรม ; ตัวชีวิต ที่แท้จริง มันก็ต้องเป็นอุดมคติ ไม่ใช่เพียงสักว่าร่างกายที่เป็นเปลือก ๆ นี้ มีชีวิตอยู่แล้ว ก็เรียกว่า มีชีวิตอยู่ ; มันต้องมีชีวิตอยู่อย่างเต็มไปด้วยอุดมคติ เพราะฉะนั้น ชีวิต ก็คืออุดมคติ อุดมคติก็คือชีวิต จึงจะถูกต้อง. ฉะนั้น อุดมคติ หรือชีวิตก็คือสิ่งที่มี บรมธรรม หรือเป็นบรมธรรม ซึ่งเราได้พูดกันมาแล้วอย่างละเอียดลออว่า บรมธรรม คืออะไร ?
น.378 รุปสั้น ๆ ก็ว่า ชีวิตที่เป็นอุดมคตินั้น จะต้องมีบรมธรรมข้อที่ว่า มี ความสุขอย่างถูกต้อง, มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน และมีความรักสากล ไม่มีเราไม่มีเขา. ชีวิตอย่างนี้เรียกว่า ชีวิต ที่เป็นอุดมคติ หรืออุดมคติก็คือชีวิต ; แล้วก็เป็นสิ่งเดียวกับบรมธรรม. ให้บรมธรรม เป็นชีวิต หรือให้ชีวิตเป็นบรมธรรม แล้วแต่จะพูด ; รวมความแล้วบรมธรรมนั้นเอง เป็นอุดมคติ. มีความสุขอย่างถูกต้องก็เป็นยอดสุดของสิ่งที่ควรปรารถนา ; แล้วมีความ เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ นี้ก็เป็นยอดสุดของหน้าที่การงาน การกระทำต่าง ๆ ; แล้วทำงานอยู่ทุกวันนี้ก็ทำเพื่อความถูกต้อง เพื่องานนั่นเอง ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อ ตัวกู-ของกู ; ฉะนั้นใจจึงกว้างพอที่จะรักผู้อื่น เหมือนกับรักตัวเองในลักษณะเดียวกัน ชนิดเดียวกัน จนไม่มีเรา ไม่มีเขา. เพราะฉะนั้น บรมธรรมก็คืออุดมคติ, อุดมคติ ก็คือบรมธรรม ในเมื่อเราหมายถึงอุดมคติที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้นบรมธรรมที่เป็น อุดมคตินั้นก็คือ อุดมคติเพื่อนิพพานของคนทุกคน. นิพพาน ก็แปลว่า ไม่ทิ่มแทง ไม่เผาลน ไม่ร้อยรัด, คือไม่เบียดเบียน ทั้งนั้น ; แล้วก็เป็นนิพพานของคนทุกคน ๆ คือทุกคนไม่ได้รับการเบียดเบียน. พูดอีกที ก็คือว่า นิพพานของทุกคนนั่นแหละ คืออุดมคติของเรา ของพุทธบริษัท. ข้อที่ว่า นิพพานเป็นบรมธรรมนั้น มีหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อยู่แล้ว เราไม่ต้องพูด ; เหลืออยู่แต่ว่า นิพพานของใคร ? ก็ต้องว่า นิพพานของ ทุกคน. จะว่านิพพานของเราคนเดียวนี้พูดได้ แต่เป็นไปไม่ได้. นิพพานของคน คนเดียว ที่มีความเห็นแก่ตัว นี้เป็นไปไม่ได้. เมื่อพูดว่านิพพาน, ธรรมชาติก็เปิด กว้างสำหรับทุกคน คือต้องไม่เห็นแก่ตัวเสียก่อนจึงจะเป็นนิพพานได้. เมื่อไม่เห็นแก่ตัว คนทุกคนก็เลยหลอมเป็นคน ๆ เดียวกันหมด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอุดมคติโดยแท้จริง แล้วเป็นนิพพานของทุกคน.
น.379 "นิพพาน" ศัพท์นี้แปลว่า เย็น เคยพูดกันมามากแล้ว ; เย็นคือไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ลำบาก ไม่ทำให้เป็นทุกข์. ถ้าถืออุดมคติอย่างนี้มันก็เย็นกันไปหมดทั้งโลก ทุก ๆ โลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านหวัง ; มีพุทธศาสนา มีธรรมวินัย หรือมีการสั่งสอน หรือส่งสาวกออกไปสั่งสอน นี้ก็เพื่อความสุขของโลกทั้งเทวดาและ มนุษย์. คำว่าโลกหมายถึงทุก ๆ โลก ; มันจึงเป็นอุดมคติจริง ๆ. อุดมคติของคนสมัยนี้มันเป็นเนื้อหนังไปหมด และยิ่งกว่านั้นยังทำให้เกิดความ ยุ่งยากลำบากกันไปหมดทุกคน. อุดมคติที่เอาวัตถุขึ้นมาใช้ มาผลิตมาประดิษฐ์ เพื่อ บำรุงบำเรอเนื้อหนังมากจนเกินขอบเขต เกิดความจำเป็นไม่รู้ว่ากี่พันกี่หมื่นเท่า. คุณ ต้องดูในข้อนี้ ว่าการศึกษา การค้นคว้า การผลิตอะไรออกมา เพื่อบำรุงบำเรอเนื้อหนังนี้ มันมากเกินความจำเป็นหลายร้อยหลายพันเท่า. การแสวงหา หรือบริโภคเกินความ จำเป็นนี้เขาถือว่าเป็นบาป ; พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นบาปเพราะเป็นความโง่, คริสเตียน ก็ถือว่าเป็นบาป เป็นบาปทันทีเลย ในการที่มีอะไรเกินกิน เกินใช้ เกินความจำเป็น นี้เป็นบาปทันทีเลย ; เป็นการทรยศต่อพระเจ้าหรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก. เดี๋ยวนี้ วัตถุนิยมกำลังเป็นอย่างนี้ เป็นโลกของคนบาป เป็นโจรปล้นธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ ลัทธิวัตถุนิยมในปัจจุบันนี้เป็นโจรปล้นธรรมชาติ เอาธรรมชาติมาเป็นตัวกู- ของกู แล้วทำลายธรรมชาติ. ยกตัวอย่างเช่นขุดโลหะแร่ธาตุ ขุดน้ำมัน ขุดอะไรขึ้น มาจากใต้ดิน แล้วก็เอามาเพื่อทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์กัน. พวกเรือบิน เรือรบ รถถัง อะไรก็ตาม ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไปวันหนึ่ง ๆ มากกว่านำมาใช้ประโยชน์เพื่อความอยู่ เป็นสุข. เขาใช้เพื่อฆ่ากัน ล้างผลาญกัน ทำลายกันไม่มีที่สิ้นสุด. คุณมีความรู้ดีกว่าผม ลองไปคำนวณดูเองก็ได้ว่า เขาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใน การสงครามมากน้อยเท่าไร ? ขุดเอาธรรมชาติใต้ดินขึ้นมาเพื่อล้างผลาญกันนี้ก็อย่างหนึ่ง,
น.380 อีกส่วนหนึ่งก็คือ ใช้บำรุงบำเรอเนื้อหนังของตน เกินกว่าที่มันจำเป็นจะต้องใช้, กี่ร้อย กี่พันเท่าไปดูเอาก็แล้วกัน ที่มนุษย์ประดิษฐ์อะไร เป็นของเหลือเพื่อฟุ่มเฟือย, อันนี้ มันกลับทำให้มีความเห็นแก่ตัวหนักขึ้น ๆ จนจะต้องรบราฆ่าฟันกันไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด. นี่จะเรียกว่าอุดมคติ หรือไม่อุดมคติ, คิดดูก็แล้วกัน. การที่เป็นโจรปล้นธรรมชาติ เอามาเป็นตัวกู-ของกู แล้วขุดค้นธรรมชาติขึ้นมาทำลาย หรือว่ามาบำรุงเนื้อหนังใน ลักษณะอย่างนี้ มันเป็นอุดมคติ หรือไม่อุดมคติ. เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอุดมคติให้ถูกต้อง ความเป็นมนุษย์จึงจะเป็นไปได้ สมตามความมุ่งหมายของคำว่า "มนุษย์" ที่แปลว่ามีจิตใจสูงและสูงสุด. อย่าไปมัวตกเหว หรือว่าตกทะเลไฟ ในทะเลแห่งความร้อน ทะเลแห่งความทุกข์นี้ แล้วก็หลงว่าเป็น อุดมคติ มันจะเข้าลักษณะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความทุกข์ชนิดที่ไม่รู้จักนี้เป็น อุดมคติไป. เมื่อกิเลสครอบงำ สติปัญญาเข้ามาไม่ได้แล้ว อุดมคติมันก็เปลี่ยน ไปอย่างหนึ่ง ; เมื่อสติปัญญากลับมาครอบงำกิเลสได้ อุดมคติก็เปลี่ยนไปอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้นมันจึงยุ่งไปหมด อุดมคติประจำวันจึงกลับไปกลับมา กลับไปกลับมา. อย่าง คนหนุ่ม ๆ จะหาคู่ครองให้ดีให้สวย ให้รวย หรืออะไรก็ตาม, นี้ มันก็มีอุดมคติที่ฝันไว้ อย่างใดอย่างหนึ่ง. แต่พอกิเลสเกิดขึ้นอะไร ๆ ก็ได้ อะไร ๆ ก็เอาทั้งนั้นเลย. นี่มัน กลับไปกลับมาอย่างนี้ ไม่รักษาความเสมอต้นเสมอปลาย ความคงเส้นคงวาของอุดมคติ ไว้ได้ : แม้ในเรื่องบุญกุศลของพวกทายกทายิกา. เมื่อวานนี้มีผู้เอาหนังสือเซ็นใน ภาษาจีนมาอ่านให้ฟังเรื่องหนึ่ง เข้าที. จะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ก็ได้. นิทานชนิดนี้มีที่ น่าสนใจอย่างหนึ่ง ที่เขาใช้คำพูดสั้น ๆ ที่สุดเพียงไม่กี่คำ. ภิกษุฝันว่าเสือกัด ตกใจตื่นขึ้นตัวสั่น กลัวอย่างยิ่ง. พอรู้ตัวว่า อ้าว ฝัน ก็เลยดีใจว่ามันเป็นแต่เพียงฝัน ไม่ใช่เสือกัดจริง. แล้วเกิดเสียใจว่า อ้าว ! มันควรจะ ฝันต่อไปให้เสือกินเราหมดตัว เราก็จะได้บุญมาก. นี่พิจารณาดูนิทานนี้มีราว ๒๐ - ๓๐
น.381 คำพูด แต่มีคติมาก. เมื่อฝันว่าเสือกินก็กลัว ตื่นขึ้นมากลัวตัวสั่น ; คุณก็คงจะเคย ฝันทำนองนี้. ครั้นตื่นเต็มที่รู้ว่า อ้าว ฝันไป แล้วเลยหายกลัวและก็สบายใจ. ทีนี้ ความโลภยังมีอยู่ว่า นี่ถ้าฝันต่อไปให้เสือกินเนื้อเราหมดทั้งตัว ก็เท่ากับเราให้ทานเนื้อ แก่เสือ เราก็ได้บุญมาก. นี่ความตลบแตลงของจิตใจ หรืออุดมคติ ; นี่แหละคือ ความยึดมั่นถือมั่น. ความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้อุดมคติตลบแตลง อย่าไปบูชา ความยึดมั่นถือมั่น แม้ในเรื่องบุญเรื่องกุศล. พวกทายกทายิกาก็คงจะโดนปัญหาอย่างนี้ กันอยู่เป็นประจำวัน คือความตลบแตลงของอุดมคติ. นี่เราต้องมีความมั่นคง ทรหด บึกบึน ในเรื่องอุดมคติ ที่จะยึดไว้ให้ถูกต้อง และยึดไว้ให้ได้. และมันก็เป็นสิ่งที่ เขยิบได้ตามสติปัญญา ไม่ต้องกลัวในข้อนี้ ; พยายามเขยิบสติปัญญาขึ้นไป อุดมคติ ก็จะถูกต้อง และเขยิบขึ้นไปได้เอง. ขอให้เพิ่มพูนสติปัญญาอยู่เสมอ ตามพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า :- "จงเพิ่ม พูนทางแห่งปัญญา, ท่านจงพอกพูนทางแห่งปัญญา, หรือพอกพูนทางแห่งสันติ อยู่เสมอ ๆ". ศึกษาให้รู้, แล้วรักษาความรู้ไว้ให้คงเส้นคงวา ก็เรียกว่าเป็น มนุษย์ อุดมคติ. เป็น มนุษย์อุดมคติ ดีกว่าเป็น มนุษย์อันธพาลในทางวิญญาณ. พวกคุณ ก็ยังหนุ่มอยู่ย่อมมีโอกาสที่จะทำได้มาก เพราะฉะนั้นรู้ไว้ก็คงจะไม่เสียหลาย เวลาหนึ่งชั่วโมงของเราก็หมดแล้ว.
Buddhadasa