Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคต้น ครั้งที่ ๑๖ — บรมธรรม กับ ชาวบ้าน

บรมธรรม ภาคต้น —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.345 วันนี้ จะได้กล่าวถึง เรื่อง บรมธรรม กับ ชาวบ้าน . สิ่งที่เรียกว่า “บรมธรรม" นั้น ต้องหมายถึง ภูมิธรรมในประเภทปรมัตถธรรม หรือโลกุตตรธรรมเสมอไป. คำว่า บรมธรรม ก็แปลว่า ธรรม ชั้นสูง หรือว่าที่เป็นธรรมอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ถ้าเป็นธรรมอย่างยิ่ง ก็ต้องมีเนื้อความที่ยิ่ง จึงได้เรียกว่าปรมัตถ์ คือบรมอัตถะ. และ ความยิ่งนี้มันต้องยิ่งกว่าธรรมดา คือยิ่งกว่าวิสัยโลกตามธรรมดา ; เพราะฉะนั้น จึงได้เรียกว่า "โลกุตตรธรรม" - ธรรมที่ยิ่งไปกว่า วิสัยโลกตามธรรมดา, หรือว่าแม้แต่จะเริ่มเอียงไปในทางสูงกว่าวิสัย โลก ตามธรรมดาก็ยังได้. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะถูกถามว่า ถ้าอย่างนั้นพวกชาวบ้านจะมีบรมธรรม ได้อย่างไร ? ชาวบ้านนี้เป็นพวกที่อยู่ในวิสัยธรรมดา หรือยิ่งกว่าธรรมดา ! สำหรับ ๒๗๙

น.346 คำถามนี้ ขอตอบอย่างสั้น ๆ ที่ก่อนว่า ชาวบ้านตามแบบพุทธบริษัทไทยสมัยโบราณ ที่ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม ย่อมมีบรมธรรมอยู่แล้วในตัว ; แม้ว่าจะไม่ใช่ระดับสูงสุด ก็ต้องจัดไว้ว่า อยู่ในแนวของบรมธรรม. การที่พูดว่า ชาวบ้านพุทธบริษัทแบบไทยนี้ ก็หมายเอาภูมิธรรม หรือ คุณธรรมที่มีอยู่จริง มิได้หมายเพียงว่าเป็น ๆ กันไปตามธรรมเนียม ตามทะเบียน. ขอให้ คิดดูให้ดีว่า ชาวบ้านพุทธบริษัทแบบไทยที่ยังไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมสมัยใหม่ นี้ต่าง กันอย่างไรกับชาวบ้านสมัยนี้. เมื่อพูดถึงชาวบ้านก็มักจะใช้คำว่า พวกตาสี ตาสา ยายมี ยายมา กันมากเกินไป; นั้นก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่า "ชาวบ้าน" นี้ ควรจะหมายขึ้นมาถึงว่า แม้ผู้ที่มีสติปัญญา มีชาติมีสกุล สูงกว่าชาวไร่ชาวนาก็ยังได้, เพราะคำว่า “ชาวบ้าน" นี้หมายถึงคนที่ยังไม่ได้บวช และเป็นชาวบ้านแบบที่มีวัฒนธรรม เคร่งครัดในศาสนา ตามแบบโบราณ จะเป็นตาสี ตาสา หรือไม่ใช่ตาสี ตาสา ก็ได้ทั้งนั้น. ความมุ่งหมาย ของเราอยู่ตรงที่ว่า . เป็นชาวบ้านที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของพุทธบริษัท อย่างไทย ; หรือพูดให้ระบุชัดลงไป ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดพวก ไม่จำกัดศาสนาก็ยังได้ คือได้แก่ชาวบ้านที่ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม นี้แน่นอนกว่า. เขาจะเป็นคริสเตียน หรือเป็นอิสลาม หรือเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยมแล้ว จะมีบรมธรรมอยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัวก็ได้. นี่เรียกว่าเราขยายขอบเขตของบรมธรรมออกไป ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้, แต่ก็อยู่ในสภาพที่เป็นจริง หรือมีอยู่จริง. คนที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม ก็คือไม่เห็นแก่ตัว เพราะไม่ เห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง. ไม่เห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนังเสียอย่างเดียวเท่านั้น ก็จะเป็น บรมธรรม ขึ้นมาทันที, เป็นขึ้นมาในตัวเองทันที. คนที่เขาเห็นแก่ศาสนา เห็นแก่พระเจ้า เห็นแก่ความดี ความจริง หรือแม้ที่สุดแต่คนที่เขามาพูดตามประสาของเขา

น.347 ว่าอายผีสางเทวดา ; เขาเป็นคนที่ละอายต่อผีสางเทวดา ก็หมายความว่า ไม่กล้าทำอะไร ผิด ๆ แม้ในที่ลับที่ไม่มีใครเห็น. นี่ก็คือมีความละอายต่อบาป, ชาวบ้านอย่างนี้ เรา เรียกว่า ชาวบ้านที่มีบรมธรรมอยู่ในตัวโดยไม่รู้สึกตัว. พวกคุณอายุยังน้อย ไม่สามารถทันเห็นสภาพของ ปู่ ย่า ตา ยาย ในสมัยก่อน แต่ก็พอจะนึกเห็นได้บ้างว่า ปู่ ย่า ตา ยาย นั้น อยู่ในสภาพที่กลัวบาป ละอายแก่บาป มากกว่าคนสมัยนี้; นี้ก็เพราะว่าไม่ตกไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ ของเนื้อหนังนั่นเอง. วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปมาก ; หรือถ้าพูดให้ถูก ก็คือวัฒนธรรมสลายตัวไปมาก. วัฒนธรรมไทยแท้แต่โบราณของพุทธบริษัทนั้น สลายตัวไป สลายตัวไปมาก เพราะ อารยธรรมแผนใหม่. คำว่า อารยธรรมแผนใหม่ นี้คุณต้องเข้าใจว่า มันเป็นอะไร ? เขาเรียกกันว่า อารยธรรม, ที่แปลว่าธรรมที่ประเสริฐ, ธรรมของพระอริยเจ้า. ชื่อมันสูงสุดหรือมัน โด่งดัง แต่เนื้อตัวของมันกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเลวลงหรือสกปรก หรือ มอมแมมไปด้วยเรื่องทางเนื้อหนัง. เพราะฉะนั้น อย่าเอาคำพูดเป็นเกณฑ์เป็นอันขาด สมัยนี้ยิ่งสับสนไปหมด. เช่นคำว่า อารยธรรม นี้เป็นตัวอย่าง ตัวหนังสือหมายความถึง ธรรมของอารยชน หรือของพระอริยเจ้า ; แต่แล้วมันกลับไปมอมแมมด้วยเรื่องเนื้อหนัง มากไปกว่าเดิม. นี่เราไม่ได้ใช้คำ ๆ นี้พูด, แล้วอารยธรรมต่อไปข้างหน้า มันก็แทบ จะไม่มีศีลธรรมอะไรเหลือก็ได้, มันเป็นอารยธรรมทางวัตถุ. อารยธรรมทางวัตถุนั้น ทางหนึ่งก็มีลูกระเบิด กระทั่งลูกระเบิดปรมาณู นั่นแหละคืออารยธรรม. อีกทางหนึ่งก็คือเนื้อหนัง ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ที่เขาประดิษฐ์ประดอยกันขึ้นใหม่ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่คืออารยธรรม ที่คนสมัยนี้พูดตาม แบบใหม่ของเขา, เรื่องกิน เรื่องเล่น เรื่องอะไรที่มันประเสริฐวิเศษตามแบบของเขา ;

น.348 พร้อมกันนั้นก็ต้องมีอาวุธปืนใหญ่ อาวุธปรมาณู อาวุธอะไรสำหรับรักษา หรือแสวงหา ความสุขทางเนื้อหนัง. เมื่อก่อนเขาไม่มีอย่างนี้ ไม่ก้าวหน้าในทางนี้ แล้วก็ไม่มีอย่างนี้ นั่นแหละคือตัวอารยธรรม แต่เรายังไม่ได้เรียก ยังไม่มีคำนี้เรียก. คำว่า อารยธรรม หรือ civilization นี้ระวังให้ดี อย่าเอามาปนกันกับเรื่องบรมธรรม ; มันถูกใช้ไปใน ความหมายต่างกันไปเสียแล้ว ทั้งที่ตัวหนังสือมันเป็นเครือเดียวกัน. สำหรับชาวบ้าน ที่ยังไม่เป็นทาสของวัตถุนิยมนั้น มีบรมธรรมอยู่ในตัว ; นี้หมายถึงว่าจะ มองดูกันในแง่จริยธรรมสากล หรือในแง่ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ก็พอกล่าวได้ว่า เขามี หรือเริ่มมี หรือเดินไปในกระแสแห่งบรมธรรม. เกี่ยวกับความสุข ชาวบ้านแบบโบราณเขามีความสุข ความเย็นใจ มากกว่า คนสมัยใหม่นี้ คนสมัยโบราณเขามีความสุขเย็น คือสุข ข สะกด. คนสมัยนี้มีความสุก ร้อน คือสุก ก สะกด. ขี่เรือบินนั่งรถยนต์กันสนุกสนาน แต่ว่าในใจมันก็ร้อน ยิ่งกว่า ความร้อนในเครื่องยนต์ ของรถยนต์ ของเรือบินนั้นเสียอีก : ร้อนด้วยตัณหาอุปาทาน บีบคั้นแผดเผา. คนขี่ก็ร้อน ในใจของคนขี่ก็ร้อน ในตัวยานพาหนะนั้นก็ร้อน. เพราะฉะนั้นจึงมีความสุกชนิดสุก ก สะกด คือสุกร้อน เหมือนกับต้มให้สุก เผาให้สุก เช่นนั้น ; แต่แล้วก็เอาความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อหนังมาปิดไว้ มากลบเกลื่อนไว้ เหมือนยาพอกแผลไปวันหนึ่ง ๆ. ถ้าจะดูกันใน ความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ : คนโบราณมีความเต็มแห่ง ความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว หรือโดยธรรมชาติมากยิ่งกว่าคนสมัยนี้, ซึ่งกลวงเป็นโพรง, กลวงเป็นโพรงมากขึ้นทุกที, เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง ดูแต่ไกลดูสวย แถมมีดอกด้วยซ้ำไป แต่เข้าใกล้ ที่ไหนได้ กลวงเป็นโพรง มีไฟไหม้อยู่ในโพรงกลวงไปหมด นานมาแล้ว ยังมีแต่จะตายแหล่มิตายแหล่.

น.349 ดูกันในแง่ที่ ๓ ที่ว่า ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. คนที่เขา มั่นคงในศาสนา ยึดมั่นในบุญในกุศลไม่ได้ทำงานเพื่อเนื้อหนัง, นี้ระวังให้ดี. นี้ผม ไม่ได้หมายความว่า คนโบราณจะไม่รู้จักเนื้อหนัง, หรือว่าไม่เห็นแก่เนื้อหนังกันเสียเลย ; เขาเห็นเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ; แต่เห็นเรื่องศาสนา หรือ เรื่องพระเจ้า เรื่องพระธรรม เป็นเรื่องที่ ๑ ; ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ซึ่งเอาเรื่อง เนื้อหนังเป็นเรื่องที่ ๑ ; สามารถที่จะขว้างทิ้งศาสนา หรือพระพุทธเจ้าเสียเมื่อไรก็ได้ ถ้ามีคนเอาเนื้อหนังมาให้มากสักหน่อย. เพราะฉะนั้นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ตามแบบของ ธรรมชาตินั้น จะทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือทำตามหน้าที่ แล้วไม่คิด อะไรมาก. ปู่ ย่า ตา ยายของเราทำงานตามหน้าที่ ไม่คิดอะไรมาก ; ก็หมายความว่า ไม่วิตกกังวลถึงอดีต ถึงอนาคตมากเหมือนคนสมัยนี้ เพราะฉะนั้น จึงนอนหลับสนิท กว่าคนสมัยนี้. ส่วนอันสุดท้าย ที่เรียกว่า ความรักสากล นั้น ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรามีมากกว่า คนสมัยนี้อย่างไม่รู้สึกตัว. พวกคุณจะอายุน้อยเกินไปไม่ทันเห็น ก็ขอให้ใช้ความสังเกต ให้มาก : คนสมัยนี้ทำอะไรก็ต้องการประโยชน์ที่น้อมเข้ามาหาตัว สู่ตัว สู่พวกของตัว ก็เพื่อตัวจะมีส่วนมีหุ้นทั้งนั้นเลย. ในสมัยโบราณ, ไม่ต้องโบราณนัก, สมัยผมเด็ก ๆ นี้ก็ยังมีอะไรหลายๆ อย่าง ที่แสดงว่า เขาเชื่อ แล้วก็มองไปในทางที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่น้อมเข้ามาสู่ตัว. ยกตัวอย่างสักคำหนึ่ง เช่นคำว่า “นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้ หมายความว่า เขาจะปลูกอะไร ๆ เขาก็คิดกันในรูปนี้ : ตนเองไม่ต้องได้กิน เขาให้ นกได้กินแล้วเขาก็ได้บุญ ; ถ้าคนกินมันก็เป็นทาน. เรื่องนี้มันเป็นไปได้ในสองแง่ คืออย่างแรกเขาไม่ต้องการจะมีความทุกข์ ฉะนั้น เมื่อเขาจะปลูกผลหมากรากไม้ หรือ

น.350 ๒๘๔ ปลูกพืชพันธุ์ลงไปในแผ่นดิน เขาตัดบทออกไปเสียก่อนว่า "นกกินเป็นบุญ คนกิน เป็นทาน เราไม่ได้กินเลยก็ไม่เป็นไร" เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กลัวขโมยลักหรือไม่กลัว ความวิบัติอะไรอย่างไรอย่างหนึ่ง ในสิ่งที่เขาปลูกไป. นี่ป้องกันไม่ให้เขาเกิดเดือดเนื้อ ร้อนใจเพราะสิ่งที่ทำลงไปนี้ เช่นจะต้องมีขโมยบ้าง มีโรคศัตรูพืชบ้าง อะไรบ้าง. อีกแง่หนึ่งคือว่า เขาไม่ต้องการกินเองเลย เขาปลูกมันไว้ เพื่อว่ามันจะมีผล ต่อเมื่อเขาตายแล้ว. เช่นปลูกต้นไม้ที่มีอายุมาก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี จึงจะเป็นผล แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสจะกิน แต่เขาหวังว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" เพราะ ฉะนั้นเขาจึงปลูกไว้, หรือว่าเว้นมันไว้ ตามเรือกตามสวน ตามป่า ทิ้งเว้นไว้ให้. ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ใครจะมาเก็บลูกไม้ในป่า เช่น ลูกหว้า หรือลูกก่อ สักหน่อยหนึ่ง มันก็โค่นต้นลงมาเลย, แล้วก็เก็บเอาทีเดียวหมด ขายหมด , ทีเดียวเลิกกัน , ต้นตาย. คนโบราณไม่ทำ เขาถือเป็นอย่างที่เรียกว่าอุบาทว์ ใครทำอย่างนั้นคือคนอุบาทว์ ฉะนั้น เขาก็มีความละอาย ความกลัวไม่ทำ. เพราะฉะนั้นในครั้งนั้นการที่จะปลูกต้นไม้ ไว้เพื่อ คนชั้นหลังได้ดูดอก ได้กินผลนั้นมันมีได้ง่าย มีมากในที่สาธารณะต่าง ๆ. เมื่อผมเด็กๆ ผมอ่านหนังสือแบบเรียนของพวกฝรั่ง เคยอ่านเรื่อง "ยอน กับแอปเปิล" มีเรื่องว่า :- ตาแก่คนนั้น อายุมากแล้ว แกก็ยังปลูกแอปเปิล. แอปเปิล นั้นต้องปลูกหลาย ๆ สิบปีจึงจะมีลูก. เด็ก ๆ หรือคนหนุ่ม ๆ หัวเราะเยาะตาแก่คนนี้ ว่า บ้าปลูกแอปเปิล. ตายอนตอบว่า คอยดูไปก็แล้วกัน. ครั้นตายอนคนนี้ตายแล้ว แอปเปิลเป็นลูกขึ้นมา พวกเด็ก ๆ นั่นแหละกินแอปเปิลที่ตายอนปลูกไว้ แล้วเอ่ยชื่อถึง ตายอนนี้เรื่อยไป. นี่จะเห็นได้ว่าแม้ในต่างประเทศ หรือในศาสนาอื่น เขาก็มีหลักอย่างนี้, แต่พร้อมกันนั้น มันก็แสดงอยู่ในตัวว่า เด็ก ๆ นั้นมันเริ่มจะบ้าแล้ว เริ่มจะเลวแล้วที่ไป

น.351 หัวเราะใส่ตายอนว่า ปลูกทำไม แกเองจะไม่ได้กิน, ลุงจะปลูกไปทำไมในเมื่อลุงไม่มี หวังว่าจะทันได้กิน. เรื่องคิดอะไรแคบ ๆ เพื่อตัว อย่างนี้มันจะแพร่หลายมากขึ้นทุกที ครอบงำคนในโลกนี้มากขึ้น. พุทธบริษัทไทย ตามแบบเดิมของเรา ก็เคยมีจิตใจอย่างนั้น เรียกได้ว่า เขามีความรักสากล มีความรักที่กว้างออกไปยิ่งกว่าตัวเอง ; เป็นความรักที่ไม่มีขอบเขต. "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้คิดดูก็แล้วกัน ไม่มีขอบเขต แล้วมันก็ไม่เห็นแก่ตัว. เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอยู่อย่างชาวบ้าน แบบโบราณ ที่คนสมัยนี้เห็นว่าครึกระนั้น มีบรมธรรม เต็มอยู่ในนั้น ซึ่งคนสมัยนี้ไม่มี. คนสมัยก่อนเย็น คนสมัยนี้ร้อนเป็นไฟนรกเผาอยู่ ในใจ. คนสมัยก่อนหัวใจเต็ม คนสมัยนี้หัวใจกลวง. คนสมัยก่อนทำงานเพื่อความดี เพื่อพระเจ้า เพื่อศาสนา, คนสมัยนี้ทำงานเพื่อตัวกู. คนสมัยก่อน ทุกคนมีความสุข ทำไว้นี้ เพื่อทุกคน ใครกินก็ได้, คนสมัยนี้ไม่ทำอย่างนั้น. นี่แม้จะดูกันโดยจริยธรรม- สากลแล้ว คนขนาดชาวบ้าน ๆ เขาก็มีบรมธรรม ในเมื่อยังไม่ถูกวัตถุนิยมแผนใหม่ ครอบงำ. มองดูกันในแง่พุทธศาสนา โดยเฉพาะ บรมธรรม หมายถึง อหิงสา - ไม่เบียดเบียน คือไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ; มันก็ยิ่งดียิ่งเต็มเปี่ยมอยู่ ด้วยความไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น, เพราะว่าตัวเขาก็เย็น แล้วก็อยากให้ผู้อื่นมีความสุข, "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" ภาวนาอยู่เสมออย่างนี้, จิตใจก็เต็มไปด้วยความ ไม่เบียดเบียน ; นี้ก็คือมีบรมธรรม. แม้จะไม่ใช่บรมธรรมขั้นสุดยอด คือยังไม่เป็น นิพพานสมบูรณ์ แต่ก็เป็นนิพพานประจวบเหมาะอยู่เรื่อยไป ; นิพพานตามสถานการณ์ ในขณะนั้น เวลานั้น สำหรับบุคคลชนิดนั้นอยู่เรื่อยไป. ทีนี้เราควรจะนึกกันให้มาก เพราะว่า ถ้าเป็นอยู่ไปตามแบบของธรรมชาติง่ายๆ แบบชาวบ้านนี้ ก็มีบรมธรรม มีปรมัตถธรรม มีโลกุตตรธรรม ในระดับใดระดับหนึ่ง.

น.352 ตรงนี้อยากจะขอพูดถึงคำว่า บรมธรรมหรือปรมัตถธรรม นี้อีกหน่อยที่เรียกว่า บรมธรรม หรือ ปรมัตถธรรม โดยเฉพาะคำว่า “ปรมัตถธรรม" นี้มักจะปนกันยุ่งไปหมด. คำว่า ปรมัตถ แปลว่า อัตถ์อันสูงสุด หรือประโยชน์อันสูงสุด ; มันไปพ้องกับคำบาง คำที่ทำให้เข้าใจเขว. ถ้าปรมัตถ์หมายถึงหนังสือหรือวิชาแล้ว ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง. ถ้า ปรมัตถ์หมายถึงประโยชน์ หรือการกระทำแล้ว ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง. เพราะฉะนั้นปรมัตถ- ธรรม หรือโลกุตตรธรรมนี้ ไม่ใช่วิธีการแบบนั่งแจกเม็ดมะขามของพวกอภิธรรม. คำว่า อภิธรรมนี้แปลว่า ธรรมส่วนยิ่ง หรือธรรมส่วนเกิน. ที่ว่าธรรม ส่วนยิ่ง แล้วให้มีความหมาย จำกัดลงไปว่า บรรลุภูมิธรรมที่สูง อย่างนี้มันก็ใช้ได้. แต่เดี๋ยวนี้ มันเป็นธรรมส่วนเกินในส่วนปริยัติธรรม จึงต้องนั่งแจกเม็ดมะขาม. นี่พวก คุณอาจจะไม่รู้เรื่อง ต้องไปดูตามศาลาวัดที่เขานั่งแจกเม็ดมะขามเรียนอภิธรรม, เพราะ มันมาก มันยุ่ง, แบ่งเป็นจิต เจตสิก รูป เป็นต้น. อันหนึ่ง ๆ ก็แบ่งเป็นหลาย ๆ หมวด, หมวดหนึ่งก็แบ่งเป็นหมวดย่อยหลาย ๆ หมวด, แล้วมันก็สัมพันธ์กัน ระหว่างหมวดใหญ่หมวดย่อยยุ่งไปหมด จนต้องใช้ของที่เป็นตั๋ว เป็นคะแนนสำหรับนับ หรือใช้เม็ดมะขามมันสะดวกดี. การเรียนอภิธรรมแบบแจกเม็ดมะขาม อย่างนี้ เป็น ส่วนเกิน, เป็นปริยัติในส่วนเกิน, คือเป็นปริยัติด้วย และเป็นส่วนเกินด้วย, เพราะ ฉะนั้นมันไม่ใช่ปรมัตถธรรม หรือโลกุตตรธรรม. ปรมัตถธรรม หรือโลกุตตรธรรมนั้น ไม่รู้อภิธรรมชนิดนั้นเลยแม้แต่ นิดเดียว ก็ได้, ในเมื่อมีจิตใจสูง, มีจิตใจว่างจากความยึดมั่นถือมั่น. แต่แล้วอภิธรรม แบบแจกเม็ดมะขามนั้นเขาก็เรียกว่า "ปรมัตถ์" เหมือนกัน, เรียกว่า พระปรมัตถ์ หรือ บรมอัตถ์ อะไรก็ตาม, ซึ่งเป็นชื่อเดียวกัน. ถ้าเรียกชื่อที่เป็นแบบฉบับ เขาเรียกว่า "อภิธรรม".

น.353 คำนี้แปลว่าธรรมอันยิ่ง มันก็เป็นไปได้. ถ้าธรรมะอันเกิน แล้วมัน ก็เพื่อ คือมนุษย์ไม่ต้องเรียน มนุษย์ทั่วไปไม่ต้องเรียน จะเรียนกันก็เฉพาะมนุษย์ที่เป็น นักปรัชญา - อยากจะเป็นเจ้าปัญญา ทางสติปัญญา ทางปรัชญา. บรมธรรมของเรา ไม่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นของเพ้อ เกินจำเป็น ทำให้เสียเวลา. ปรมัตถ- ธรรมของเราต้องตั้งหน้าตั้งตาประพฤติ กระทำให้ถูกต้อง ให้มีความสะอาด สว่าง สงบ ให้มีความสุข ให้มีความเต็ม ให้มีจิตบริสุทธิ์ ให้รักผู้อื่น. พูดให้ชัดลงมาก็คือว่า ต้องเป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งมีจิตว่าง ไม่ได้ไปยึดอะไร, ว่างจากที่จะ ยึดอะไรว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู. พูดให้ชัดลงไปอีกหน่อยก็ว่า จิตไม่มี concept คือ ไม่ได้ปรุง, ไม่ได้ปรุง ๆ กันขึ้นมาจนเป็นรูปความคิดว่า ตัวกู ว่า ของกู ; concept ชนิดนี้ มันเป็นไปด้วยอำนาจของ กิเลส ตัณหา ความเห็นแก่ตัว ; มันปรุงขึ้นมาในรูปเป็น ความยึดมั่น ถือมั่น. ความยึดมั่นถือมั่น คือความสำคัญมั่นหมายด้วยจิตใจ อย่างเนื้อเต้น ใจเต้น อะไรเต้นไปหมด ว่าตัวกู - ของกู ; อย่างนี้เรียกว่า ยึดมั่นถือมั่น. เมื่อไป ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ไม่ว่าง เหมือนกับมือไปทำอะไรอยู่ ยืดอะไรอยู่ มือมันก็ ไม่ว่าง. ถ้ามือว่างก็หมายความว่า ไม่ได้ยึดอะไรอยู่ ; ในทางจิตใจก็รูปร่างเดียวกัน คือเราไม่ได้ยึดมั่นอะไรอยู่ ว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู, แล้วก็ปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระ ที่จะไปทำอะไรก็ได้ ; คือจิตไม่ติดธุระอยู่ด้วยเรื่องกิเลส หรือตัวกู ของกู, กำลังเป็น อิสระ กำลังว่าง กำลังสบาย กำลังโปร่ง กำลังมีปัญญา เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ได้ และทำด้วยสติปัญญา ไม่เดือดพล่านอยู่ด้วยตัวกู - ของกู คือไม่เห็นแก่ตัวเอง ซึ่งก็ต้อง เห็นแก่ผู้อื่นเป็นธรรมดา, นี่คือสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรม . ถ้าพูดถึงว่า สูงสุด หรือยิ่งแล้ว มันต้องยิ่งที่ ว่าง. ไม่ใช่มายิ่งอยู่ที่ อยากเรียน อยากรู้ อยากเป็นปราชญ์ อยากเรียนสิ่งที่ผู้อื่นเรียนไม่ได้ ; ไม่ใช่ยิ่งอยู่ที่นั่น มันไม่สูงอยู่ที่นั่น. เพราะฉะนั้นอภิธรรมอย่างยิ่ง ปรมัตถธรรมอย่างยิ่งนั้น อยู่ที่ว่าง อย่างยิ่ง เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นิพพานนี้เป็นบรมธรรม" นิพพานก็คือ

น.354 ว่างอย่างยิ่ง - "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ" ; นิพพานก็คือว่างอย่างยิ่ง, เพราะเป็นเรื่องว่าง เป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น และก็เป็นเรื่องบรมธรรม. ทีนี้ การเป็นอยู่ตามแบบโบราณของชาวบ้านนั้น มันมีอะไรที่ทำให้ยึดมั่น ถือมั่นน้อย เขาจึงว่าง หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นส่วนใหญ่. แต่แล้วคนสมัยนี้ก็ไป ประณามดูหมิ่นว่า ไม่ก้าวหน้า เป็นคนไม่ก้าวหน้า ; บางทียอมรับครึ่งเดียว ซึ่งเป็น เรื่องน่าหวัว. พวกนักการเมือง นักปรัชญาการเมืองสมัยนี้หาว่า แบบเก่านั้น จริงอยู่ มีความสูงในทางมโนธรรม หรือจิตใจ, แต่ทางวัตถุไม่ก้าวหน้า. นี่เขาต้องการจะ ก้าวหน้าทางวัตถุด้วย ; แต่แล้วมันทำไม่ได้ที่จะทำให้ของสองอย่างนี้ก้าวหน้าสูงสุด ด้วยกัน เพราะว่าโดยพฤตินัยแล้วมันเป็นไปไม่ได้. คนที่จะก้าวหน้าทางวัตถุอย่างยิ่ง หรือสูงสุดนั้น เป็นคนเมาวัตถุ หลงใหลในวัตถุ. เมื่อทำชนิดที่วัตถุก้าวหน้าสูงสุด ทางจิตใจมันก็ตกต่ำไป. ถ้าจะให้อยู่เป็นผาสุก ก็ต้องก้าวหน้าทางวัตถุแต่เท่าที่จำเป็น เท่าที่พอเหมาะเท่านั้น แล้วให้จิตใจมันก้าวหน้าไปให้มาก คือเอาจิตใจเป็นใหญ่. เพราะฉะนั้นที่เป็นมาแต่โบราณนั้น เรียกว่าถูกกฎธรรมชาติ หรือว่าเป็น เกลอกับธรรมชาติอยู่มาก. พอมาถึงสมัยนี้ ก็เป็นโจรปล้นธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ ไม่เป็นเกลอกับธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นชาวบ้านสมัยโบราณ จึงอยู่อย่างธรรมชาติ เป็นไปอย่างธรรมชาติมากกว่าคนสมัยนี้ ; จึงมีบรมธรรม คือว่างจาก ตัวกู ได้มาก กว่าคนสมัยนี้. แต่แล้วเขาก็ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน หรือเป็นนักวิจัยอะไรเหมือนคนสมัยนี้. เขามีการกระทำอะไรที่ดีที่งาม ที่ถูกต้องอยู่ในตัว เขาก็ไม่รู้จักมันก็ได้ ; แล้วบรรลุ มรรคผล เป็นพระอริยบุคคลโดยเขาไม่รู้สึกตัวเลยก็ได้ ; นั้นแหละคือความบริสุทธิ์ คนสมัยนี้อยากดี อยากเด่น อยากอวด แล้วก็เต็มไปด้วยความสงสัย เพราะฉะนั้นจึงมีการวิจัยตามหลักวิชาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วก็มีแต่วิจัยอยู่นั้น ;

น.355 มีแต่เรื่องวิจัย เรื่องรู้ ส่วนเรื่องทำ หรือเรื่องความจริงนั้นไม่ค่อยมี หรือไม่มีเอาเสียเลย. เพราะฉะนั้น ชาวบ้านเขาก็ไม่ได้อยากรู้ความดีความเด่นของตัว เขาอยากมีแต่ ความสงบสุข ฉะนั้น มันจึงบริสุทธิ์กว่าคนที่อยากจะวิจัย เพื่อความดีความเด่น หรือความก้าวหน้าอะไรของตัวก็ตาม. พวกชาวบ้านจึงไม่ค่อยรู้ว่าตัวมีอะไร หรือว่ามี ความก้าวหน้าในทางธรรม ในทางศาสนาแค่ไหน ; เขาไม่ต้องการจะวิจัย หรือวิเคราะห์ สังเคราะห์อะไร เขาอยู่กันอย่างสบายเท่านั้นเอง ; หมายความว่าเขาเป็นเนื้อเป็นตัวของ ธรรมะเสียเอง เขาไม่ต้องมัวมาวิจัยธรรมอยู่ เหมือนคนนักศึกษาสมัยปัจจุบัน. การศึกษาสมัยปัจจุบันมีแต่วิจัย อะไร ๆ ก็วิจัย แล้วก็วิจัยอยู่นั่นแหละ ; ไม่เคย มีผลของธรรม หรือมีตัวธรรมเลย. เราถามชาวบ้านที่เป็นอยู่กันอย่างเป็นสุขนั้น เขาก็ ไม่รู้ว่า เป็นสุขเพราะเหตุอะไร ; มันเป็นไปในเนื้อในตัว ในขนบธรรมเนียมประเพณี ในอะไรไปเสียหมด. เหมือนอย่างว่า เราพูดกันอยู่บ่อย ๆ ที่นี่ว่า พอเข้ามาในสวนโมกข์ แล้วก็เย็นใจ สบายใจ ; เขาก็ไม่ต้องรู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ; เมื่อมีความเย็นใจ พอใจก็พอแล้ว. ถ้าเป็นนักศึกษา นักค้นคว้า นักวิจัย จึงค้นว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น. ก็รู้ว่า อ้าว เพราะว่า เมื่อเดิน ยืน อยู่ในสวนโมกข์นี้มันลืมไป ลืมยึดมั่นถือมั่นไป ; อะไร ๆ อยู่ที่บ้าน ทิ้งไว้ที่บ้าน, ลืมไป. จิตไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็น ตัวกู - ของกู, เพราะว่าธรรมชาติบรรยากาศอะไรในที่นี้ มันแวดล้อมจิตใจไปในลักษณะให้หยุดให้ว่าง ก็เลยสบายใจ ลืมไปแม้กระทั่งว่า เรามีชีวิตอยู่ ว่าตัวเรามีอยู่ ตัวเรามีชีวิตอยู่ในโลก นี้ก็ลืมไป; จิตก็เลยสบาย. ถึงคนส่วนมากก็ไม่ได้วิจัย หรือไม่รู้เรื่องนี้, บางที ผมก็บอกให้รู้ เพื่อจะได้เข้าใจธรรมะบ้าง ว่าเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นอย่างไร. นี่ชาวบ้านเขาอยู่กันแบบนี้ เขาไม่ใช่นักวิจัย แต่เขากลับมีสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์นั้นมาก ไปเสียกว่า พวกที่วิจัยกันจนเพื่อ วิจัยกันจนไม่ได้ทำอะไร. ชาวบ้านเขาอยู่กันตามแบบโบราณ ตามแบบวัฒนธรรมโบราณของพุทธ- บริษัทไทย ไม่เป็นทาสวัตถุนิยม เขาก็อยู่กันสบาย. อนาคตไม่มี คือหมายความว่า

น.356 ไม่เป็นห่วงในอนาคต เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อะไรมาถึงเข้าเฉพาะหน้าวันนี้ ก็ทำดีที่สุด ; อย่างจะคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง ก็ไม่ได้คิดไปในรูปวิตกกังวล ในอนาคต อะไร. สำหรับ วันนี้ก็ทำให้ดีที่สุด วันนี้เป็นวันต้องทำให้ดีที่สุด ; นี่เป็นเคล็ด ของการทำให้สบายใจ . ส่วนคนสมัยนี้จะต้องนึกว่าอะไร จะมีเงินเท่าไร จะต้องส่ง ลูกไปเรียนเมืองนอก จะต้องใช้เงินกี่หมื่น กี่ปี; มีเรื่องที่ต้องเป็นห่วงวิตกกังวล อะไรมาก ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีความหยุดพักในทางจิตใจ. ถ้าอยู่กันตามแบบเก่าของพุทธบริษัท ก็พอใจในการงานที่กระทำอย่างที่ เรียกว่ามีสันโดษ. เดี๋ยวนี้คนสมัยนี้โง่ จนตีความหมาย ของคำว่า "สันโดษ" ผิด ; เช่นไปเหมาเอาว่ามันสันโดษคือยินดีในสิ่งที่มีอยู่ แล้วไม่ต้องทำอะไร ; นี้เป็นคนโง่ที่สุด แล้วยังตู่ให้คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของผิดไปเสียด้วย. สันโดษ นั้นหมายถึงยินดี ในสิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่ พอใจอยู่ เช่นเราทำไร่ ไถนา ทำสวน ขุดดินลงไปทีหนึ่ง ก็พอใจว่าสำเร็จไปได้ที่หนึ่ง มันก็อิ่มอยู่เรื่อย อิ่มอยู่ตลอดเวลา. เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็น คนอิ่มอยู่ตลอดเวลา เป็นคนนอนหลับสนิทอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวิตกกังวล ; ซึ่งคนสมัยนี้ วิตกกังวลจนเป็นโรคประสาทวิกลจริต. นี้ก็เรียกว่าเขามีความว่าง มีความไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่เป็นพื้นฐานอยู่โดยไม่รู้สึกตัว ; แล้วก็พอใจมีบีติ มีความพอใจตนเอง เคารพตัวเอง อยู่เสร็จ แล้วก็มีความสุขจากความสงบอยู่เสร็จ ชีวิตเป็นบรมธรรมเสียเองอย่างนี้. ขอให้ คุณมองดูซ้ำอีกทีหนึ่งว่า ในชีวิตชนิดนั้นแหละมีบรมธรรมในรูปความสุข, ในรูปความ เต็มของความเป็นมนุษย์, ในรูปของการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, ในรูปของความรักสากล ; อยู่กันอย่างเยือกเย็นเป็นสุข ตามธรรมชาติไป. บางคน เกิดมาเหมือนกับมีพรสวรรค์ นี้ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องสังเกตว่าเพื่อน ของเราบางคนเกิดมา เหมือนมีพรสวรรค์ คือเขาเป็นคนที่มีนิสัยเย็น โกรธยาก หวั่นไหว ยาก รักยาก อะไรยาก เขามีใจที่เรียกว่า "เป็นใจพระ" มาแต่กำเนิด. สันดาน ซึ่งมีใน

น.357 คนบางคน อย่างนี้ได้เปรียบ จนเราเรียกว่ามีพรสวรรค์. จะเป็นเพื่อนเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ หรือชาวบ้าน คนแก่คนเฒ่าอะไร ก็เหมือนกัน เราจะสังเกตเห็นได้ว่า บางคนนี้เขาไม่ หวั่นไหว ยิ้มละไมอยู่ในใจเรื่อย อะไรมาให้โกรธก็ไม่โกรธ, อะไรมาให้รักก็ไม่รัก เป็นคนได้เปรียบเพราะมีพรสวรรค์ ; อย่างนี้ยิ่งเป็นบรมธรรม. แต่ว่าดูเหมือนจะหา คนอย่างนี้ได้ยากขึ้นทุกที คล้าย ๆ ว่าพืชพันธุ์มันจะสูญไป. คนสมัยก่อนมีอย่างนี้ หาได้ง่าย เดี๋ยวนี้พืชพันธุ์นี้กำลังจะสูญไป เพราะความเจริญแผนใหม่ คนที่มีพรสวรรค์ อย่างนี้ยิ่งจะหายาก แต่ก็ยังพอสังเกตเห็นได้บ้าง. เช่น เด็ก ๆ เพื่อนของเราบางคน move ยาก, มี sensitive น้อยในทางที่ จะรักจะโกรธจะเกลียดอะไร ควรรู้จักไว้ด้วยว่า นั่นเป็นบรมธรรมที่มีรากฐานมาในนิสัย สันดาน และก็ง่ายที่จะเป็นผู้มีความสุข. แต่แล้วคุณย่าคุณยายที่เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ไม่สนใจ ว่ามันเป็นบรมธรรม หรือมันเป็นเพราะอะไร แกก็สบายไปตามเรื่องของแก ก็แล้วกัน เพราะแกไม่เป็นนักวิจัยอย่างพวกเรา. นี้เรียกว่าชาวบ้านเขาก็มีบรมธรรมแล้ว มีมาก มีตามธรรมชาติ มันเป็นเรื่องตามธรรมชาติ ตามความประจวบเหมาะของทุกอย่าง นับตั้งแต่มีวัฒนธรรมดี, มีบรรพบุรุษดี, ได้อยู่ในบ้านเมืองที่มีศาสนามีอะไรดี, มีครูบา อาจารย์ มีอะไรทุกอย่างดี มันเป็นไปเองได้ เป็นพืชพันธุ์ที่ดีขึ้นมาในโลก นี้พวกหนึ่ง. ทีนี้ ดูกันในแง่ต่อไป ว่านอกจากที่จะมีบรมธรรมอย่างง่าย ๆ ตามธรรมชาติ อย่างนี้แล้ว เราจะมีบรมธรรม ชนิดที่เราจะสร้างสรรค์ขึ้นมาอีก จะได้หรือไม่. ความสุข อย่างที่ว่ามานี้ มันเป็นการประจวบเหมาะเอง ไม่ค่อยต้องสร้างสรรค์ หรือตั้งอกตั้งใจ อะไรมาก ; ถ้าเป็นนิพพานก็เรียก ตทังคนิพพาน - คือความเย็นที่เป็นไปเอง เป็น เรื่องประจวบเหมาะ. แต่มันไม่พอ มันรออยู่ไม่ได้ ถ้าจะต้องสร้างสรรค์ เขาก็เรียกใหม่ อีกอย่างหนึ่งว่า วิกขัมภนะ . วิกขัมภนะ แปลว่า เราบีบบังคับมันเข้า นี่คือสิ่งที่จะต้อง

น.358 สร้าง เราจะต้องจงใจสร้างขึ้นมาก็ทำได้เหมือนกัน ; ก็มีทางที่จะทำได้ และทำให้มัน มากยิ่งขึ้นไปได้. จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? ก็ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า ต้องกระทำ หรือ ต้องบังคับให้กระทำ. นี้จะมาถึงเรื่องแผนการ หรือเรื่องวิจัย หรือเรื่องอะไรกันบ้าง ; แต่แล้วก็เป็นไปตามเดิม สำหรับ ย่า ตา ยาย ของเรา ท่านก็เชื่อคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ไม่ต้องวิจัยด้วยตนเอง ก็บังคับตัวเองให้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ถึงแม้จะวิจัยมันก็ต้องพบผลอย่างเดียวกันนี้, พบหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันนี้. ที่นี้คุณตา คุณยายของเราก็ได้เปรียบที่ไม่ต้องไปนั่งวิจัยให้ปวดหัว, ทำไปพลาง สังเกตไปพลาง ทำไปพลาง สังเกตไปพลาาง ถ้าเป็นเรื่องเย็นใจ มันถูกต้องแล้ว ก็ทำต่อไปได้เลย. ทีนี้ เราจะมาพูดกันถึงหลักเกณฑ์ สำหรับการทำให้เป็นขึ้นมามากกว่า หรือ เร็วกว่า ตามแบบของวิกขัมภนะนี้. มันก็ไม่มีอะไรมากมายเหมือนที่คิดกันว่า จะต้อง เรียนจบพระไตรปิฎก นั้นมันบ้า. ผมพูดคำหยาบ ๆ มันน่าโมโหที่ว่า พูดชนิดนั้น มันทำให้ล้มละลาย. ถ้าว่าต้องเรียนพระไตรปิฎกเสียก่อนจึงจะทำได้ละก็ มันทำให้ล้ม ละลายหมด ; ไม่มีใครเรียนได้กี่คน. คนเป็นพระอรหันต์ได้โดยไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎก และไม่ต้องรู้เรื่องพระไตรปิฎก รู้แต่เรื่องจิตใจภายในว่าเป็นอย่างไร แล้วก็คอยควบคุม ทำไปให้ถูกต้อง. การ ที่เราจะมีบรมธรรม; สิ่งที่ต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาเฉพาะอันแรก ที่สุดก็คือ ความละอายและความกลัว ; คุณจำชื่อไทย ๆ ไว้ดีกว่า ว่าความละอาย และความกลัว. คนเดี๋ยวนี้ไม่มีความละอาย ไม่มีความกลัว ต่อความทุกข์หรือความชั่ว ถ้าเราทำผิดเกิดร้อนใจขึ้นมา ไม่มีใครรู้ของเราหรอก เราต้องละอายให้มาก และกลัว ให้มากกว่าสิ่งใดหมด ; มันเป็นความเสื่อมเสียทางมนุษยธรรม ทางคุณธรรมของ มนุษย์ มันยิ่งกว่าเสียเงินเสียทอง เสียข้าวเสียของ เสียลูกเสียเมีย. แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่คิด

น.359 นั้น คิดว่าไม่เสียอะไรเลย ; การที่มีความชั่วเกิดขึ้นมาในใจ ยิ่งไม่มีใครรู้ แล้วก็ยิ่ง ไม่เสียอะไรเลย ; บางทีก็ยิ่งสนุกสบายเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังไปเสียอีก. แต่ถ้าคนที่มี ความละอายความกลัว ตามแบบของพระพุทธเจ้า ที่เขาเรียกว่า หิริและโอตตัปปะนี้แล้ว มันละอาย มันกลัว. ความละอายและความกลัวนี้แหละ บังคับให้เราทำบาป ทำผิดทำชั่วไม่ได้. เมื่อจิตวุ่นวายขึ้นมา เป็นจิตมีความยึดมั่นถือมั่นก็ละอายและก็กลัว ทีนี้ ในเรื่องทุก ๆ อย่างที่คุณจะทำ แม้ในเรื่องศึกษาเล่าเรียน ในเรื่องปัญหา ปลีกย่อยอะไรก็ตาม ให้นึกถึง ๒ ข้อนี้ให้มาก, คือความละอายแก่ใจเอง ความกลัว อยู่ในใจเอง, นี้นึกให้มาก. แต่อย่าละอาย หรือกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ; นั่นมันไม่ใช่ ความละอาย หรือความกลัวที่ถูกต้อง ; ต้องมีความรู้ถูกต้อง เมื่อไม่ทำตามความรู้ หรือทำไม่ได้ตามความรู้, ก็ต้องมีความละอาย และความกลัว. ผมชอบเปรียบข้อนี้ เป็นอุทาหรณ์ เป็นอุปมาว่า. เหมือนกับคนตกล่องที่นอกชาน, เพราะว่านอกชาน ต้องมีล่อง มันใกล้ชิดสัมพันธ์กันอยู่เสมอ เราต้องเดินไปเดินมาอยู่เสมอมันหลีกไม่ได้ ; ฉะนั้นก็มีแต่ว่าอย่าตกล่อง การที่เราไม่ตกล่อง เพราะเรากลัวเจ็บเป็นส่วนใหญ่, แล้วเรา ก็ละอายคนเขาหัวเราะ ว่าเดินตกล่อง. ถ้าเรามีความละอายพอ มีความกลัวพอ ก็ไม่เดิน ตกล่อง ทั้งที่นอกชานมีหลายล่อง. ความระมัดระวังมันมี เพราะว่ามีความละอาย และความกลัวเป็นพื้นฐานอยู่. ถ้าเราจะมีบรมธรรม หรือความสงบใจ หรืออะไรให้มากขึ้น เราต้องสร้าง ความละอาย และความกลัวนี้อยู่เป็นพื้นฐาน ; แล้วก็ต้องทำให้ถูกวิธีถูกเวลา ไม่ใช่ว่ามี ความละอายหรือกลัวจนทำอะไรไม่ได้ ; นั้นมันผิดวิธี. ที่ว่าทำให้ถูกเวลา ก็หมายความ ว่าต้องกลัวทุกที่ที่ตกล่อง, อย่าลืม อย่าเผลอ อย่าเฉย อย่าปล่อยเลยไปตามเลย. หรือ ว่าถ้าระมัดระวังไว้ตลอดเวลาทั้ง ๓ ก็ยิ่งดี คือจะเข้าไปหาล่อง หรือกำลังอยู่ใกล้ล่อง หรือว่าเมื่อตกล่องเสร็จแล้ว ก็ต้องเป็นผู้มีความละอาย ความกลัวอยู่เสมอ มีหิริโอตตัปปะ

น.360 ๒๕๔ นี้เป็นพื้นฐาน. แต่คนมักจะถือเสียว่า คำพูดอย่างนี้ไม่มีความหมาย ถือเป็นเรื่องต่ำ ๆ เป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่เป็นเรื่องบรมธรรม. นี่ เพราะสอนกันมาผิด, อย่าเข้าใจว่า ความละอายหรือความกลัว หรือหิริโอตตัปปะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ที่จริงนั้น เป็นเรื่องใหญ่. มีนิทานของพวกชาวพุทธเรา ที่คล้ายกับเรื่องสฟิงซ์ของอียิปต์นั้น มีว่า คนหนุ่มที่เป็นกษัตริย์ ๓ คนไปเที่ยวในป่า ไปที่สระโบกขรณี คือสระบัวใหญ่ บึงใหญ่ ถูกยักษ์ในสระ ที่เรียกว่า รากษส เป็นยักษ์ที่อยู่ในน้ำ จับตัวเอาไป ถามว่ารู้เทวธรรม ไหม ? คนนั้นไม่รู้ ตอบไม่ถูก ก็กักตัวไว้ จะเอาไปกินเสีย. จนคนสุดท้าย คนที่เป็น พี่ชายไปตาม แล้วก็พูดกับยักษ์ในปัญหาเดียวกัน คนที่เป็นพี่ชาย คือเป็นโพธิสัตว์ นี้เขารู้ เขาว่า เทวธรรมคือ หิริโอตตัปปะ เขาอธิบายให้ยักษ์ฟัง ยักษ์ก็เลยกินไม่ได้ ; ยักษ์ก็เลยปล่อยหมดทั้งสามคนพี่น้อง ; จึงมีบทสวดมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้. อย่างชาวบ้าน เขาสวดมนต์ว่า : หิริ โอตฺตฺป สมฺปนฺนา สุกกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปปุริสา โลเก เทวธมฺมา - ติ วุจจเร. อันนี้เรียกว่า เทวธรรม คือธรรมสูงสุด ได้แก่หิริโอตตัปปะ ; เหมือนกับเรื่อง สฟิงซ์ที่ว่า ตอบปัญหาไม่ได้สฟิงซ์ก็กินเสีย, ตอบปัญหาได้สฟิงซ์ก็อกแตกตาย. นี้แสดง ว่าคนโบราณเขาสนใจเรื่องหิริโอตตัปปะกันอย่างยิ่ง อย่างที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานต้องรู้ ถ้าไม่รู้ยักษ์ก็จะกิน คือว่า ความทุกข์ความยากลำบากจะย่ำยีเอา ; นี้เป็นส่วนหนึ่งที่เรา ต้องมี. อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปัญญา ที่จะต้องพิจารณาคุณ หรือโทษ ของสิ่งนี้ อยู่เสมอ. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นมีคุณอย่างไร ? ความยึดมั่นถือมั่นมีโทษอย่างไร ?

น.361 หนึ่งมันเป็นเย็น อย่างหนึ่งมันเป็นร้อน, มันมีอยู่อย่างไร ? พิจารณาอยู่เสมอ เรียกว่าต้องใช้ปัญญา : อันที่ ๑ มีหิริโอตตัปปะ อันที่ ๒ มีปัญญา, ควบคู่กันไป. ขอให้ดูให้ดีว่า ปัญญาอย่างนี้ ปัญญา common - sense ก็พอ, ไม่ใช่ปัญญา วิเศษวิโสเป็นนักปราชญ์อะไรมา. ปัญญา common - sense แท้ ๆ เลย เย็นอย่างไร ร้อน อย่างไร เห็นอยู่แท้ ๆ ว่า มันเกิดขึ้นมาอย่างไร. แต่ว่าถ้าไม่เอามาพิจารณาอยู่เสมอมัน ก็ลืมได้ มีความประมาทได้ เพราะฉะนั้นต้องเอามาพิจารณาอยู่เสมอ ; ให้มีปัญญาอย่างนี้ อยู่เสมอ มันเป็นของง่าย. ถ้าเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวบ้านในสมัยที่นิยมธรรมะกัน ขนาดหนัก เขามีบทกล่อมลูกเรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ อย่างนี้แล้ว ยิ่งง่ายที่จะมี common - sense อย่างนั้น ; ไม่ต้องมีปัญญาพิเศษอะไรกันนัก รู้สึกได้เอง เกิดได้เอง เข้าใจได้เอง เป็นไปได้เอง. นี่เรียกว่า ชาวบ้านกับบรมธรรมอยู่เป็นเกลอกัน ใกล้ชิดกัน ; บรมธรรม เป็นของชาวบ้าน ขอแต่เป็นชาวบ้านให้มาก ๆ เถอะ เดี๋ยวนี้คนในโลกนี้ไม่เป็นชาวบ้าน ผมพูดอย่างนี้พังถูกหรือไม่ถูก ? คนสมัยนี้ในโลกนี้ไม่ใช่ชาวบ้านมากขึ้นทุกที ; มันจะไป เป็นภูตผีปีศาจแห่งเนื้อหนังมากขึ้นทุกที อย่างนี้ไม่ใช่ชาวบ้านตามแบบของพระพุทธเจ้า. คนสมัยนี้ไม่เป็นชาวบ้านมากขึ้นทุกที ไปเดินตามก้นฝรั่งมากขึ้นทุกที. นี้ไม่ใช่ค่าฝรั่ง แต่เป็นคำพูดที่มีความเข้าใจรัดกุม เข้าใจกันได้ดีอยู่แล้ว ; เพราะพวกฝรั่งที่เคร่งครัดเป็น คริสเตียนก็เป็นชาวบ้าน อยู่ใกล้กับบรมธรรม มีบรมธรรมก็มีอยู่มาก ; แต่เมื่อเรา พูดว่าเดินตามกันฝรั่ง ก็หมายถึงวัตถุนิยมจัด. แล้วต้องจำกัดความลงไปว่า ที่เรียกว่า “ชาวบ้าน" ในที่นี้หมายความว่า ไม่ตกต่ำลงไปเป็นทาสของวัตถุนิยม. ชาวบ้าน ชนิดนี้ไม่รู้จักคำว่า corruption คืออะไร ? ชาวบ้านสมัยใหม่เต็มไปด้วย คอรัปชั่น บูชา คอรัปชั่น ; ชาวบ้านที่เป็นปู่ ย่า ตา ยายของเราไม่รู้จักคอรัปชั่น ไม่บูชาคอรัปชั่น. คำว่า "ชาวบ้าน" ของผม มันมีความหมายแปลกอย่างนี้.

น.362 ชาวบ้านสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย มีอะไรให้สะดุ้งกลัว ก็พลั้งปากออกไปว่า "พุทโธ ๆ" "ธัมโม ๆ" ก็มี ; ชาวบ้านสมัยนี้จะไม่พลั้งปากอย่างนี้เสียแล้ว เพราะจิตใจมัน เป็นอย่างอื่นเสียแล้ว. ชาวบ้านสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย จะร้องว่า "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ติดพันขึ้นมา เมื่อเขามีความตกใจ หรือมีความวิบัติโชคร้ายอะไรมาถึงเข้า เขาก็พลั้งปาก อย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันจะหายไป มันจะไม่มี ผมจึงว่าความเป็นชาวบ้านอย่างนี้หมดไป ๆ ; หรือตามตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้ ที่พูดว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นี้จะยิ่งหายากเข้า ทุกที. นี่คือความเป็นชาวบ้านหมดเข้าทุกที มันจะเป็นชาวปีศาจแห่งวัตถุนิยมมากขึ้น. ที่มันน่าฟังที่สุด ที่เขาพูดกันติดปากก็คือคำว่า : "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร์". คุณอายุเท่านี้ คุณเคยได้ยินหรือไม่ ? ผมเคยได้ยินเสียจนเป็นของธรรมดา ที่คนแก่ ๆ จะพลั้งออกมาเสมอ หรือว่าร้องตะโกนขึ้นมาเสมอว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร". แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่ยอม คนสมัยนี้ ฟันต่อฟัน ตาต่อตา กูไม่ยอมมึง ไม่มี surrender แก่ผู้อื่น แก่ตัวเอง แก่ความเจ็บปวดเป็นต้น. คนโบราณเขาถือเป็นสรณะว่า พอแพ้นั่นแหละดี เป็นพระ ; ที่จะไปเอาชนะกะมันนั้น มันเป็นยักษ์เป็นมารขึ้นมา คนเดี๋ยวนี้ไม่ถือ. เดี๋ยวนี้คนที่เป็นชาวบ้านเช่นนั้นมันน้อยลงไป; มันจะเป็นเทวดาหรือเป็นผี เป็นปีศาจ หรือเป็นอะไรก็สุดแท้ ที่เป็นวัตถุนิยม. คนสมัยนั้นเขาภาวนากันเสมอ หรือสอนให้เด็ก ๆ ภาวนากันมากมายหลายอย่าง ผมก็ลืมเสียมากแล้ว. ที่ยังติดใจก้องอยู่ในหูคำหนึ่ง ประโยคหนึ่งว่า : "ขอให้มีความ อดทนเหมือนพระเตมีย์" ; การอธิษฐานจิตของพุทธบริษัท มีมากอย่างในอย่างหนึ่งมีว่า "ขอให้ข้า ฯ มีความอดทนอย่างพระเตมีย์". ถ้าคุณอยากรู้เรื่อง ต้องไปหาชาดกทศชาติ ๑๐ ชาติ มาอ่านดู เรื่องพระเตมีย์. "ให้มีปัญญาเยี่ยงมโหสถ ให้มีความอดอย่าง พระเตมีย์" อย่างนี้ มันเป็นการอดทนที่เหลือแสน เหลือที่คนสมัยนี้จะทนได้. คนสมัยนี้ จะไม่พูดถึงกัน ว่าให้มีความอดทนอย่างพระเตมีย์ ; คนสมัยนี้เขาไม่บูชาความอดทน,

น.363 ไม่บูชาความยอม ยอมให้แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร แล้วอดอย่างพระเตมีย์. คนสมัยนี้ ไม่มีความเป็นชาวบ้านเสียแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบรมธรรม. สรุปความกันที่ว่า พวกคุณอย่าดูถูกชาวบ้าน คุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย จะมีปริญญา หรือว่าพวกที่มีปริญญาเป็นหางยาวเฟือยนั้น อย่าดูถูกชาวบ้าน เพราะว่า เขามีบรมธรรมมากกว่า. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต