น.324 วันนี้จะได้ พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ การทำงาน . คำว่า “บรมธรรม" ต้องหมายถึงสิ่งสูงสุด ในฐานะเป็นโลกุตตรธรรม หรือ ปรมัตถธรรม ดังที่กล่าวมาแล้วทุกครั้งไป. “การทำงาน" ก็คือ การทำการงานของ มนุษย์ หรือสิ่งที่เรียกว่า "งาน" เฉยๆ ก็ได้. คนทั่ว ๆ ไปแม้ในเวลานี้ ที่มีการศึกษาเจริญแล้วอย่างนี้ ก็ถือว่ามีปัญหา ใหญ่ ๆ ของตนเองอยู่ ๒ ปัญหา คือ เรื่องการทำงานอาชีพ กับ การปฏิบัติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับศาสนา. เขาแยกเรื่องการทำงานอาชีพออกเป็นเรื่องโลก ๆ แล้วเอาการปฏิบัติ ธรรมในทางศาสนาเป็นเรื่องธรรมะ จนมีพูดกันติดปากว่า คดีโลก คดีธรรม. นี้มัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาเป็น ๒ อย่าง ๒ เรื่องใหญ่ ๆ, ทำให้คนรู้สึกหนักสองเท่า เพราะ มันเป็นสองเรื่อง ; และมันเลยเกิดมีสิ่งที่น่าสังเวช หรือสมเพชขึ้นมา ก็คือว่า มันมี ๒๕๘
น.325 การบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง จนบางคนรู้สึกว่าทำมาหากินไม่พอกับที่จะทำบุญ, หรือ บางคนถูกหาว่าทำบุญจนไม่เป็นอันทำมาหากิน. นี้มันเป็นผลของการที่มนุษย์ทำให้เกิด มีหน้าที่ขึ้นมา ๒ อย่าง ; จะเป็นเรื่องถูกหรือผิด คุณลองพิจารณาดูกันต่อไป ในการ ที่มนุษย์มีปัญหาใหญ่ ๆ ๒ ปัญหา ส่วนผมมีความเห็นว่า ที่แท้จริงนั้นถ้ามองกันให้ลึกแล้ว การทำการงาน เป็นสิ่งเดียวกันกับการปฏิบัติธรรม ไม่มีคดีโลก ไม่มีคดีธรรม มีแต่คดีเดียว ซึ่งน่า จะเรียกว่าคดีธรรม : แต่ถ้าเรียกไป คนก็ฟังไม่ถูก เพราะเขายังมีเรื่องโลก ๆ อยู่มากและ ถือเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องธรรมนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย. เพราะฉะนั้นเลยเรียกกันว่า คดีของ คนทั่วไป จะถูกกว่า, ไม่เรียกว่าคดีโลก ไม่เรียกว่าคดีธรรม, แต่เรียกว่า "คดีแห่ง ความรอด". คำว่า ความรอด นี้ เป็นคำสำคัญที่สุด ที่เขาต้องการกันมาก. การศึกษา ก็เพื่อ survival คือความอยู่รอด ; ขบวนการยุติธรรมในโลก เขาก็อ้างว่าเพื่อความ อยู่รอด ; อะไร ๆ ก็เพื่อความอยู่รอดกันอยู่มาก. แต่แล้วเราดูกันในฐานะที่เราเป็น พุทธบริษัทนี้ เราจะเห็นว่า ความอยู่รอดนี้คือผลที่มุ่งหมายของศาสนา ทั้งที่เป็นคดีโลก และที่เป็นคดีธรรม ; ซึ่งควรจะมองให้เห็นอยู่ว่า ศาสนานี้ไม่มีคดีโลก ไม่มีคดีธรรม มีแต่คดีรอด, คดีที่ทำให้รอด, คดีที่เป็นความรอด. ที่ไปแบ่งเป็นโลก เป็นธรรม นี้คนไปแบ่งเอาเอง ว่าเอาเอง. ในทางศาสนาจะมีแบ่งเป็นประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์ โลกหน้า ประโยชน์สูงสุดอะไรก็ตาม, มันทิ้งธรรมไปไม่ได้. ประโยชน์โลกนี้แท้ ๆ ก็ต้องเต็มไปด้วยธรรม, ประโยชน์โลกหน้าก็เต็มไปด้วยธรรม, ประโยชน์สูงสุดก็ สมบูรณ์ไปด้วยธรรม ; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นมันก็เป็นทั้งหมด. การปฏิบัติธรรมก็เพื่อความอยู่รอด แม้ว่าชาวบ้านจะแยกว่าเป็นคดีโลก ออกไป เป็นเรื่องทำการงาน มันก็เพื่อความอยู่รอด. คุณจะต้องมองข้อเท็จจริงอันนี้
น.326 ให้มาก ; จะทำมาหากินก็เพื่ออยู่รอด, จะไปวัดเพื่อปฏิบัติทางศาสนา ก็เพื่ออยู่รอด ; เพราะว่าการอยู่รอดนั้นมันมีหลายระดับ หรืออย่างน้อยก็มี ๒ ชนิด คือว่าอยู่รอดทางกาย กับอยู่รอดทางวิญญาณ ; แต่แล้วมันก็เป็นการอยู่รอดอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นการทำให้อยู่รอด นั่นแหละคือการงาน. เพราะฉะนั้น การงานก็คือ การปฏิบัติธรรม, การปฏิบัติธรรม ก็คือการงาน . แต่คำว่าการงานจะต้องระบุชัดลงไปว่า การงานที่ถูกต้อง การงาน ที่บริสุทธิ์ ที่เราเรียกกันว่า ทำงานเพื่องาน อย่าทำงานเพื่อกิเลส, อย่าทำงานเพื่อเงิน, อย่าทำงานเพื่อเนื้อหนัง ; งานนั้นไม่บริสุทธิ์. ถ้างานบริสุทธิ์ต้องเป็นงานเพื่องาน ถ้าทำงานเพื่องานแล้ว เป็นการปฏิบัติธรรมขึ้นมาทันที ; เพราะงานนั้นมันบริสุทธิ์ มันต้องประกอบไปด้วยธรรมตั้งแต่ต้นจนปลาย ; หรืออย่างที่ผมชอบจะพูดว่า ต้องทำงาน ด้วยจิตว่าง ซึ่งเราจะได้พิจารณากันต่อไปอีกบ้าง. ถ้าเขาฟังไม่ถูก ว่าทำงานด้วยจิตว่างเป็นอย่างไร ก็ยิ่งสั่นหัวยิ่งขึ้นไปอีก. เพียงแต่พูดว่าการทำงานเป็นสิ่งเดียวกับการปฏิบัติธรรมนี้ก็ชักจะสั่นหัว ยิ่งพูดว่าทำงาน ด้วยจิตว่างขึ้นมาอีกที ก็เลยสั่นหัวหมดไม่มีอะไรเหลือ; คือถือเป็นเรื่องหมดหวัง สุดวิสัยที่จะทำได้ ก็เลยไม่อยากจะฟังอีกต่อไป. ถ้าเราสามารถทำงานเพื่องาน และให้เป็นการปฏิบัติธรรมพร้อมกันไปในตัว หรือเป็นสิ่งเดียวกันอย่างนี้ ปัญหาใหญ่ที่เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของมนุษย์ก็เหลือ ปัญหาเดียว, ไม่ใช่ เป็น ๒ ปัญหาอย่างที่ว่ามาแล้ว. พ่อบ้านแม่บ้านขยันทำงานหาเงิน แล้วก็ยังจะต้องคิดถึงเรื่องทำบุญทำทาน ในทางศาสนาอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็หนักอก หนักใจเรื่องมีไม่พอ ; หรือไม่แน่ใจว่า เรื่องศาสนานี้มันจะมีประโยชน์อะไร, มันเป็น ปัญหา ๒ ฝ่าย หนักทั้ง ๒ ฝ่าย นี่เพราะความเขลาของตัวเอง หรือว่าไม่ได้รับการศึกษา อันถูกต้องหรือเพียงพอ ความเขลาอันนี้จึงเกิดขึ้น. คุณลองไปสังเกตดูตามบ้านตามเรือน ตามที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง จะพบว่าเขามีความหนักใจด้วยปัญหา ๒ ปัญหาอย่างนี้, ที่นี้ เราจะมาทำให้เป็นปัญหาเดียว ให้เหลือเป็นปัญหาเพียงอันเดียว คือ การทำงาน.
น.327 ถ้าเราจะสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ด้วยการสงเคราะห์ที่สูงสุด เป็นการช่วยเหลือ หรือการสงเคราะห์ที่สูงสุดแล้ว ก็จงช่วยเหลือหรือสงเคราะห์เขาให้มีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องนี้ว่า การปฏิบัติธรรม กับการทำงานนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน, ไม่ใช่สองเรื่อง หรือสองสิ่ง . การที่เราจะไปช่วยทำงานให้เขาเสียเองนี้ยังไม่สูงสุด เราต้องช่วยให้เขา สามารถทำงานของเขาด้วยตัวของเขาเอง ให้ลุล่วงไปด้วยดี และง่าย ๆ ถึงขนาดว่า ทำอย่างเดียวเป็นทั้งการงาน และการปฏิบัติธรรม ; คือเป็นทั้งคดีโลก เป็นทั้งคดีธรรม ตามที่เขาเรียก พร้อมกันไปในตัว ; จะช่วยให้เขาพบความง่าย ความเบาสบายในการที่ จะมีชีวิตอยู่ ; เพราะว่าทำให้เขาฉลาด ลืมหูลืมตาสว่างในตัวชีวิต ในเรื่องของชีวิต พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า การให้ธรรมเป็นทานเลิศกว่าการให้ ใด ๆ หมด . สำหรับในที่นี้ เราก็ให้ ธรรม คือความรู้ทางธรรม ในข้อที่ว่า การ ทำงาน กับการปฏิบัติธรรมนั้นเขาต้องทำให้เป็นสิ่งเดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นความทนทรมาน เป็นความทุกข์ทนทรมานเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง. คนทุกคนต้องรู้จักทำการงานให้เป็นสิ่งเดียวกันกับการปฏิบัติธรรม พูดอย่างภาษาคน ละโมบก็ว่า ยิงทีเดียวได้นกสองตัว อะไรทำนองนี้ ; แต่ที่แท้เป็นเรื่องของคนฉลาด ที่ยิงทีเดียวได้นกสองตัว, ถ้าได้จริง ๆ. เพราะฉะนั้นเราจงทำเองด้วย แล้วก็ช่วยเหลือ ผู้อื่นด้วย ให้สามารถในการที่จะทำการงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม ด้วยการทำงาน บริสุทธิ์. เราจะเห็นว่า การทำงานในหน้าที่นี้ เป็นสิ่งประเสริฐสุดของมนุษย์ของคนเรา เพราะว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ; พูดไปพูดมาก็มีแต่สองคำนี้เท่านั้น. การทำงานอาชีพให้ดีที่สุดนั้นแหละ จะกลายเป็นการปฏิบัติธรรมที่ สูงสุดพร้อมกันไปในตัว : ขอแต่ให้ถือว่า งานนั่นแหละคือพระเจ้า . ถ้าเรา นับถือพระเจ้า อยากจะมีพระเจ้า เราก็ต้องเอาการงานนั้นแหละเป็นพระเจ้า ; เคารพบูชา การงานอย่างเป็นพระเจ้า, หรือถือเอา เป็นพระเจ้าไปเลยก็ได้ ไม่ต้องเปรียบเทียบก็ได้
น.328 ๒๖๒ ให้ทำการงาน แล้วก็จะมีพระเจ้าขึ้นมา. แต่อย่าพูดหรือคิดกันอย่างวัตถุนิยม อย่างที่ เขาคิดกันว่า ทำงานแล้วก็ได้เงิน, เงินก็เป็นพระเจ้า ; อย่างนี้ยิ่งเป็นวัตถุนิยมที่โง่เขลา งมงายอย่างยิ่ง ที่เอาเงินเป็นพระเจ้า. เอางานเป็นพระเจ้านั้น ไม่ใช่อันเดียวกันกับ เอาเงินเป็นพระเจ้า. เราทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเงิน ไม่ต้องพูดถึงเงิน ; เราเอางาน เป็นพระเจ้า. ชาวบ้านทั่วไปเขาว่า งานมันทำให้ได้เงิน งานอำนวยให้ได้เงิน เพราะ ฉะนั้นเงินจึงเป็นพระเจ้า. ถูกแล้ว, แต่มันเป็นพระเจ้าเงิน ของคนเหล่านั้น ไม่ใช่ ของเรา. ชาวบ้านเขาคิดกันได้ง่ายๆ ว่า งานนั้นคือเงิน, ทำงานแล้วก็ไม่มีอะไรให้ ; ไม่มีพระเจ้าอย่างอื่น. เด็ก ๆ ที่ไม่เคยมีพระเจ้ามาแต่ก่อน อย่างเด็กไทยเรานี้พอถูกคน ลัทธิอื่นมาสอนว่า เราอยู่ได้ด้วยพระเจ้า, กินอาหารของพระเจ้า, พระเจ้าให้เรากินเป็น ประจำวัน ; เรามีอาหารกินเพราะพระเจ้า. เด็ก ๆ ก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าเป็นเด็ก ก็หัวเราะ และคัดค้าน ว่าพ่อที่บ้านต่างหากส่งเงินมาให้กิน ; นี่เป็นเรื่องของนักเรียนที่เรียนอยู่ ในโรงเรียนของพวกที่สอนเรื่องพระเจ้า. นี่ลองคำนวณดูให้ดี เปรียบเทียบดูให้ดี ในคำพูดคำเดียวมีความหมายต่างกันอย่างนี้. ที่พูดว่า งานเป็นพระเจ้า เราต้องบูชางานอย่างพระเจ้านั้น เพราะว่างาน นั้นเป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ในธรรมะ ๔ ความหมาย. เราพูดกันแล้วพูดกันอีก เรื่อง ธรรมะ ๔ ความหมาย ย้ำแล้วย้ำอีก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องย้ำอยู่เสมอ :- ธรรมะ คือ ธรรมชาติ, ธรรมะคือ กฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือ หน้าที่ตามธรรมชาติ, ธรรมะคือ ผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ ; คำว่า ธรรม หรือธัมมะ คำเดียวนี้มันสำเร็จอยู่ที่การงาน คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาตินั่นเอง เราต้อง ทำหน้าที่อันนี้. ทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็คือทำทุกอย่าง นับตั้งแต่หาอาหารกิน แล้วก็บริหารร่างกายประจำวันที่จะต้องทำนี้ มันก็เป็นการงาน.
น.329 แม้การศึกษาเล่าเรียนชั้นไหน ระดับไหนก็ตาม มันก็เป็นการงาน เพื่อผลอะไรอย่างหนึ่งข้างหน้า. เรามีความรู้มีการศึกษาแล้ว เราก็ทำการงานที่เป็นอาชีพ โดยเฉพาะนี่มันก็เป็นการงาน. พร้อมกันนั้นเราก็ต้องรู้จักทำในภายใน คือทำจิตทำใจ ตามทางของศาสนา ให้เป็นปกติสุขอยู่ได้ ; แม้การปฏิบัติข้อนี้มันก็คือการทำงาน. คุณเข้าใจคำว่า "งาน" นี้ให้ดี ๆ, คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ อย่างที่จะ หลีกเลี่ยงไม่ได้. เพราะฉะนั้น เมื่อมันเป็น กฎของธรรมชาติ แล้ว มันเป็น พระเจ้า , ระวังให้ดี อย่าทำเล่นกับมัน. เมื่อมันเป็นกฎของธรรมชาติ หรือเป็นตัวธรรมชาติ, มันจึงเป็นพระเจ้า คือว่าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ; เราต้องทำให้ถูกต้องตามที่กฎธรรมชาติต้องการ. เราจะ เรียกว่า พระเจ้า ก็ได้ หรือจะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ หรือธรรมชาติเฉย ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องถือว่า งานนี้คือพระเจ้า ในลักษณะอย่างนี้. ถ้าให้ง่ายเข้ามาหน่อย ก็พูดว่า การทำงานนี้ทำให้มีพระเจ้าขึ้นมาในเนื้อในตัวของเรา. คุณฟังให้ดี ๆ ว่าการ ทำงานทุก ๆ อย่าง คือการทำให้มีพระเจ้าขึ้นมาในเนื้อในตัวของเรา ; นี้หมายถึงงาน บริสุทธิ์ ทำงานเพื่องาน ตามกฎธรรมชาติ อย่างที่พูดมาแล้ว. การทำเช่นนี้มันทำให้ มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือพระเจ้าขึ้นมาในเนื้อในตัวของเรา. พูดตามสำนวนศาสนาบางศาสนา เขาว่า ทำร่างกายนี้ให้เป็นวิหารของ พระเจ้า ไม่ใช่เป็นที่หาความสุขทางเนื้อหนัง. พูดอย่างพุทธบริษัทเราก็ว่าทำร่างกายนี้ ให้เป็นเรือแพสำหรับข้ามฟาก, เหมือนภาพปริศนาธรรม ภาพเขียนภาพหนึ่งอยู่ใน ตึกนั้น เขาขี่ซากศพข้ามฟาก คือร่างกายนี้ถูกทำให้เป็นยานพาหนะ ข้ามฟากจากวัฏฏ- สงสาร ไปสู่นิพพาน ; นี่มันก็เหมือนกับพวกอื่น อย่างคริสเตียนเขาพูดว่า "ร่างกายนี้ เป็นวิหารของพระเจ้า, อย่าทำให้สกปรก", อย่าใช้ไปทางเนื้อหนัง หาความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง ; ให้ทำร่างกายนี้ให้ถูกต้องตามกฎของพระเจ้า ให้เป็นวิหารที่อยู่ที่อาศัยของ
น.330 พระเจ้า. เนื้อตัวของเรานี้ต้องทำให้เป็นวิหารของพระเจ้า อย่าไปทำให้สกปรก เป็นที่ หาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เหมือนที่เด็ก ๆ สมัยนี้บูชากันนักหนา. การศึกษา การเล่าเรียนหรืออะไรทั้งหมด เพื่อความสุขทางเนื้อหนังทั้งนั้น, นั่นมันทำร่างกายนี้ให้ สกปรก จนไม่เป็นที่อยู่ที่อาศัยของพระเจ้าได้. ไปคิดดูให้ดีๆ พวกคุณก็รวมอยู่ใน จำพวกเด็ก ๆ เหล่านั้น. ไปคิดดูให้ดี ๆ มันอาจจะเป็นได้ ที่จะทำงานเพื่อเงิน; มีเงินมากแล้วก็ หรูหรากันให้สนุกสนานกันเสียที, อย่างนี้มันคิดจะทำร่างกายนี้ให้สกปรก ไม่ เป็นที่อยู่ของพระเจ้าไปเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว. เราจะต้องทำให้ตรงตามกฎของธรรมชาติ มีร่างกายนี้เพื่อเป็นที่ตั้งที่อาศัยของการกระทำชนิดหนึ่ง ตามหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ; แล้วก็เพื่อถึงสิ่งที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ตามกฎของธรรมชาติ. พุทธบริษัทเราว่า ทำให้เป็นเรือแพข้ามฟาก, คริสเตียนว่าทำให้เป็นวิหารของพระเจ้า. นี่คือข้อที่ว่า ทำงานให้ดี ๆ ให้บริสุทธิ์ ให้ทำงานเพื่องาน แล้วก็จะเป็นการทำให้พระเจ้าอยู่กับเรา อยู่ในเนื้อในตัวของเรา, ความดับทุกข์อยู่ในตัวชีวิตนั้นเอง ; เรียกว่าข้ามฟากจาก วัฏฏสงสารไปสู่นิพพาน คือดับเสียซึ่งภาวะที่เป็นทุกข์ ให้เหลืออยู่แต่ภาวะที่ไม่มีความ ทุกข์ ; ข้ามฟากจากวัฏฏสงสารไปสู่นิพพาน เขามีความหมายกันอย่างนี้. อย่าลืมในข้อที่ว่า ธรรมะคือพระเจ้า พระเจ้าคือธรรมะนี้ ว่ามีความหมาย อย่างไร ? ซึ่งเราพูดกันมามากแล้ว. ให้รู้จักธรรมะในฐานะที่เป็นพระเจ้า; ให้รู้จัก พระเจ้าในฐานะที่เป็นธรรมะ ; แล้วก็ทำเนื้อตัวนี้ให้เป็นที่อยู่ของธรรมะ ของพระเจ้า. ผู้ที่ทำการงานอย่างดีอย่างถูกต้อง อย่างบริสุทธิ์นั้น ให้รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ทำตามที่พระเจ้าสั่ง พระเจ้าจึงพอใจในเขา จึงโปรดปรานเขา. คนที่ไม่ทำงาน หรือทำงานไม่บริสุทธิ์นั้น เป็นคนดื้อดึงต่อพระเจ้า เป็นคนทำสงครามกับพระเจ้า, พูดว่าทำสงคราม กับพระเจ้านี้ มีความหมายพอแล้ว.
น.331 คุณไปคิดนึกดูเอาเองว่า มนุษย์นี้มันคือด้านสักเท่าไร ประกาศตนเป็น ปฏิปักษ์ต่อธรรมะ หรือต่อพระเจ้า แล้วทำสงครามกับธรรมะ หรือพระเจ้า. มันก็ไม่ มีอะไร พระเจ้าก็ใช้ฝุ่นที่เท้าของท่านสักเม็ดหนึ่ง เป็นซาตานออกมาตบหน้าคนนั้น มันก็พอสาสมกัน. อย่าไปกล้าท้าทายพระเจ้า หรือธรรมะ เพราะมันใหญ่เกินไป จนผม คำนวณให้ดูว่า ขี้ฝุ่นที่เท้าของท่านเม็ดเดียว ก็พอที่จะออกมาเป็นซาตาน เป็นยักษ์ เป็นมารตั้งฝูงตั้งมากมาย แล้วตบหน้าคนนั้นให้ล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดเวลา ; นี่แหละ น่ากลัว หรือไม่น่ากลัวลองคิดดู. ส่วนผู้ที่ทำงานบริสุทธิ์ หรือทำงานถูกต้อง มันเป็น การทำตามคำสั่งหรือทำตามความประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงโปรดปราน เขาจึงเป็น คนที่ได้รับอะไร ๆ ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี่เราพูดอย่างบุคคลาธิษฐานชนิดนี้กันมามากพอแล้ว ก็ลองดูอย่างธรรมา- ธิษฐาน หรือเป็นวิทยาศาสตร์กันดูบ้าง หรือจะดูอย่าง Logic ก็ได้ ว่าในการทำงานนั้น มันมีอะไร. คุณอาจจะไม่เคยเล่าเรียนเพราะเพิ่งบวช ๒-๓ วัน ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ข้อธรรมะ หรือชื่อของธรรมะ อันมีมากมายหลายสิบชื่อ. ชื่อธรรมะแต่ละชื่อ ๆ นั้น ล้วนแต่เป็นธรรมะ ; ธรรมะเหล่านั้นจะมีขึ้นมาทันที ในเมื่อเราทำการงาน. ตัวอย่าง ชื่อของธรรมะ เช่นว่า มี ศรัทธา มี วิริยะ มี สติ มี สมาธิ มี ปัญญา, มี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ฯลฯ. ชื่อธรรมะเหล่านี้ฝ่ายธรรมะที่เป็นกุศล ล้วนแต่เรียกว่า ธรรมะข้อหนึ่ง ๆ ธรรมะทั้งหมดทุกข้อนี้ ทุกชื่อนี้ จะมีในขณะที่ทำงานอย่างบริสุทธิ์ . ถ้าทำงาน เพื่อเนื้อหนังมันไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงกัน. ทำงานบริสุทธิ์เพื่อพระเจ้านี้เมื่อไร เมื่อนั้นจะมีธรรมะตามชื่อเหล่านี้ หลายสิบชื่อนี้ครบ. ถ้าคุณเป็นคนจริง และทำงานจริง คือทำสำเร็จ ก็หมายความว่า มี สติ ; เริ่มด้วย สติ , ถ้าเราไม่มี สติสัมปชัญญะ ที่เพียงพอ ย่อมไม่มีใครทำงานได้ จะมีแต่ความ ผิดพลาด มีแต่ความสะเพร่า มีแต่ความไม่เสมอต้นไม่เสมอปลาย ; เพราะฉะนั้นทำงาน สำเร็จเมื่อใด ก็เรียกว่ามีสติเมื่อนั้น.
น.332 วิริยะ ก็เป็นชื่อธรรมะข้อที่เป็นกำลังงาน เป็นความเพียร เป็นความ กล้าหาญ อะไรก็ตาม. การทำงานก็ต้องใช้ วิริยะ . ทีนี้เด็ก ๆ ของเราไม่ถูกสอน ให้มี วิริยะ ที่บริสุทธิ์ แต่ถูกล่อเหมือนเอาขนมมาล่อ เอาลูกกวาดมาล่อ ; เขาทำงาน ด้วยแรงล่อ ไม่ใช่ทำงานด้วยแรง วิริยะ ทำการงานจริงมันก็มีธรรมะสูงสุด เช่น วิริยะ ชนิดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิริเยน ทุกฺธมฺเจติ - คนล่วงทุกข์เสียได้ด้วยเพราะ วิริยะ .. ถ้าทำงาน ก็ต้องมี สมาธิ ในการทำงาน, ต้องมี ปัญญา ในการทำงาน ; หรือโดยพื้นฐานทั่วไปต้องมี ศรัทธา ในการงานนั้นเสียก่อน. ศรัทธา เป็นของเริ่มต้น, ริเริ่มต้นด้วย แล้วก็เป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลาด้วย. คำว่า ศรัทธา ไม่ใช่หลับตาเชื่อ ; ศรัทธาต้องมาคู่กันกับ ปัญญา หรือว่าผสมเป็นสิ่งเดียวกันอยู่กับปัญญา. เรามีปัญญา แล้วจึงเชื่อ เราไม่เชื่อก่อนมี ปัญญา. ถ้าใครพูดว่า มีศรัทธาก่อนมีปัญญา ผมคิดว่า เป็นคนพูดอย่างทำลายพุทธ- ศาสนา. การที่เอาศรัทธาให้มาก่อนนี้มันไม่ปลอดภัย ; แล้วไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้า ที่ท่านสอนว่า อย่าเชื่อ อย่าเชื่อคนอื่น แม้แต่ตถาคตพูดก็อย่าเพื่อเชื่อ ต้องไป คิดจนเห็นแจ้งในเหตุผลเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ. นี่ ศรัทธาต้องมาหลังปัญญา หรือมา พร้อมกันกับปัญญา อย่างนี้เสมอไป ; นี่ก็เป็นธรรมะที่จะต้องมีอยู่ตลอดเวลาในการ ทำงาน. ยกตัวอย่างหมวดธรรมสำคัญ ที่ชื่อ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ มีอยู่ตลอดเวลา ในการทำงานนั้น เป็นเครื่องมือวิเศษที่สุด เป็นของสารพัดนึกที่สุด คือ ธรรมะหมวดนี้ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ พูดให้ติดปากคล่องปากขึ้นใจไว้ : สัจจะ - มีความจริงใจในสิ่งที่จะกระทำ. หมะ - มีการบังคับตัวเองให้ทำ.
น.333 ขันตี - มีความอดกลั้นอดทน เมื่อมันเกิดความเจ็บปวด หรือยากลำบาก หรืออุปสรรคมีขึ้นมา. จาคะ - คือสละสิ่งที่เป็นอุปสรรคเหล่านั้นอยู่เรื่อย ; สลัดสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ ในเนื้อในตัวของเรานี้ออกไปเรื่อย. คำว่า "จาคะ" ไม่ใช่เรื่องให้ทาน ไม่ใช่เรื่องกุศลสงเคราะห์ง่าย ๆ ตื้น ๆ อะไรเช่นนั้น. คำว่าจาคะ ที่แท้จริง คือการสละสิ่งที่ ไม่ควรจะมีอยู่ในเนื้อ ในตัวของเราออกไป เช่นความตระหนี่ถี่เหนียวเป็นข้อต้น ข้อแรก เป็น ก ขอ ก กา ของจาคะ ; คือสละความตระหนี่ขี้เหนียว ที่มีอยู่ในเนื้อในตัวของตัวออกไป เรียกว่า จาคะ. นี้ไม่ใช่แต่เฉพาะความขี้เหนียวที่ต้องสละออกไป, อะไรทุกอย่างที่เป็นความ เห็นแก่ตัว ต้องสละออกไป . ความโลภ ความโกรธ ความหลง อะไรทุกอย่าง ทุกชื่อของกิเลสนี้ต้องสละออกไป ต้องระบายออกไป ; คือว่าเบ็ดรูไว้เสมอ ที่จะให้ มันไหลออกไป ๆ ตลอดเวลา นั่นแหละมันจึงจะเป็นจาคะ. นับตั้งแต่เอาอาหารให้สัตว์กิน เอาปัจจัยในการยังชีพแจกคน เรื่อยขึ้นมาจนถึงช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ อะไรก็ตาม นี่มันเป็นการเปิดระบายรูให้รั่ว ให้สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตัวนั้น รั่วไหลออกไปจากตัว เรื่อยไป ; จาคะหมายความอย่างนี้. เราอย่าประมาท อย่าเผลอในข้อนี้, จงเปิดรูรั่ว ให้สิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตน รั่วออกไปเรื่อย. สงเคราะห์คนอื่น เมตตากรุณาแม้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ มีความสุขเมื่อได้กินอาหาร เราก็มีความสุขด้วย ให้ทำไปเรื่อย ๆ เป็นประจำวันเลย. ยังมีมากอย่างด้วยกัน เอามาจาระไนไม่หมด. ในการทำงานนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องเสียสละความเห็นแก่ตัว คุณจะเล็ง ถึงการงานในการศึกษาก็ได้ แม้แต่การกีฬาก็ได้ ถ้ามันเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์ เป็น มนุษย์ละก็ เรียกว่าเป็นการงาน ไม่เฉพาะการงานทำไร่ไถนา อาชีพโดยตรง. คำว่า
น.334 การงานนี้เขาหมายหมดเลย ถึงหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องทำตามกฎธรรมชาติ. เราเกิด ขึ้นมา มีชีวิตขึ้นมา เราก็ต้องมีอาหารกิน, เราบริหารร่างกายให้ถูกต้อง เรื่องกิน เรื่อง อาบ เรื่องถ่าย ทุกอย่างนี้ก็เรียกว่าการงาน ; เราต้องศึกษาเล่าเรียน ให้มีวิชาความรู้ ความสามารถในหน้าที่ต่อไป นี้ก็คือการงาน การงานคือการศึกษา ; แล้วต่อไปเราก็ทำ การงานจริง ๆ ลงไป นี้ก็คือการงาน. แล้วเรายังต้องระวังเรื่องจิตเรื่องใจในภายใน ในทางวิญญาณอีก, นี้ก็คือการงานอีกเหมือนกัน. คำว่า “ การงาน" หมายหมดถึงสิ่งที่มนุษย์จะต้องทำทั้งทางกายและทาง วิญญาณ, ทั้งเพื่อผลทางกายและทางวิญญาณ . เมื่อจะต้องทำหมดอย่างนี้ คุณ ก็ต้องคิดดูว่า ธรรมะอันไหน ที่จะขาดไปเสียได้, ต้องมีครบไปหมด. ฉะนั้นธรรมะ ทุกชื่อ หลายสิบชื่อในพุทธศาสนา จะมีครบถ้วนอยู่ในการทำงาน. แม้จะทำงานอย่าง ที่เรียกว่า ทำมาหากิน. ทำมาหากินอยู่ในไร่ในนา มันก็มีธรรมะเหล่านี้ครบ : ต้องมี สัจจะ - ความจริงใจ, หมะ - บังคับตัวเอง, ขันตี - อดทน, จาคะ - ระบายรูรั่วให้ ความชั่วที่มันจะเป็นข้าศึกแก่หน้าที่การงานนี้ ให้รั่วไหลไปเรื่อย ให้คงทำงานอยู่ได้เป็น อย่างดีเรื่อย. คนที่ทำนานั้นก็ต้องมี ศรัทธา, ต้องมีความเพียร, ต้องมีสติ, มีสมาธิ, มีปัญญา. คนไม่มองกันในแง่นี้ ไปมองอย่างโง่เขลาว่า หาเงินไว้ก่อน แก่เฒ่าจึงค่อย ปฏิบัติธรรม; นี่โง่ถึงขนาดเป็นบ้าทางวิญญาณ. ความโง่ชนิดนี้ต้องถือว่ามากถึง ขนาดที่เป็นบ้าทางวิญญาณทาง spiritual ของพระเจ้า. คนที่ทำงานอยู่ควรจะพอใจ ควรจะบูชาตัวเอง ควรจะเคารพตัวเอง ว่านี้มันเป็นการกระทำทุกอย่าง มีธรรมะทุก อย่างอยู่ในนี้ หาให้พบ : มี ศีล ก็คือบังคับตัวเอง, มี สมาธิ คือความมั่นคงในการ ทำงาน, มี ปัญญา คือมีความฉลาดในการทำงาน ; มีศีล สมาธิ ปัญญา ครบอยู่ในการ ทำงาน. มีหน้าที่เพียงจะขยาย ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ ให้สูงให้มากขึ้นไปอีกตามลำดับ
น.335 จนเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ชนิดที่ทำการงานทางจิต ทางวิญญาณได้ คือดับทุกข์ทางจิต ทางวิญญาณได้. เพราะฉะนั้นงานก็คือสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะทุกชนิดทุกอย่าง แล้ว งานมันก็คือสิ่งสำคัญของชีวิตเท่านั้นเอง ; ดังนั้นเราถือว่า ชีวิตที่แท้จริงก็คือตัวการ งาน ตัวการงานนั้นแหละคือตัวชีวิต อย่าแยกชีวิตออกจากการงานเป็นคนละอย่าง คนละเรื่อง เดี๋ยวมันก็จะแยกกันออกไปเรื่อย. คุณลองคิดเสียว่า ชีวิตคือการงาน การงานคือชีวิตจะดีกว่า ; นี่หมายถึง ตัวชีวิตที่แท้ก็คือตัวการงาน. ถ้าปราศจากการงานชีวิตก็ไร้ความหมาย เหมือนกับไม่มี คือตายทางวิญญาณนั่นเอง. ถ้าปราศจากการงานอย่างที่ว่ามาแล้ว ชีวิตก็คือความตาย ; แล้วก็ตายทั้งทางกายทางวิญญาณด้วย. ลองไม่ทำการงานซิ ไม่มีอะไรกิน ก็ต้องตาย ทางร่างกาย ; ลองไม่ทำการงานทางวิญญาณซิ มันก็ปราศจากความสุขทางวิญญาณ หรือมีค่าเท่ากับไม่มีชีวิตอยู่. เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีธรรมะนี้ก็คือคนตายแล้ว ทั้งที่ ยังเดินได้อยู่นี่ มันก็คือคนตายแล้ว. เราจึงถือว่า ตัวจริงตัวแท้ของชีวิตนั้นคือการงาน การงานนั้นแหละคือตัวแท้ตัวจริงของชีวิต. อุตส่าห์ทำสมาธิ คือเพ่ง ๆ เพ่งพิจารณาอย่างละเอียดอย่างถูกต้องให้เห็น ความจริงข้อนี้ ให้เห็นชัดแจ๋วลงไปเลยว่า ชีวิตคือการงาน การงานคือชีวิต . เรา ไม่มีการงานก็คือว่าเราหมดชีวิตหรือสิ้นชีวิต. แล้วงานก็ต้องเป็นงานบริสุทธิ์อย่างที่ว่า งานเพื่องาน, ไม่ใช่งานเพื่อก็เลสหรือเพื่อเนื้อหนัง. นี่พูดอย่างตรง ๆ ภาษาวิทยาศาสตร์ ไม่พูดอย่างภาษาอุปมาเป็นพระเจ้าเป็นอะไร. แล้วคุณก็เคยเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ รู้จักใช้เหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็พอจะมองเห็นได้ เข้าใจได้. งานก็คือธรรม, ชีวิตก็คือธรรม, พูดอย่างนี้บางคนอาจจะงง. ตัวงาน ก็คือตัวธรรม ชีวิตก็คือตัวธรรม ; ธรรมะ ในที่นี้ไม่ใช่การกระทำ งาน, ตัวงานนั้น
น.336 คือตัวธรรม ชีวิตก็คือตัวธรรม หรือธรรมชาติ ; งานก็คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของ ธรรมชาติ. ชีวิตนี้เต็มไปด้วยหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, ก็คือธรรมด้วยกัน หรือรวมอยู่ในกลุ่มกฎของธรรมชาติด้วยกัน. นี่คือข้อที่ว่าให้มองดูให้ดีว่า งานนั้นเป็น บรมธรรมอยู่ในตัวมันเอง. หน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่บริสุทธิ์นั้น เรารู้จักกันแล้ว ว่าเป็นบรมธรรมข้อที่ ๓ ; งานคือสิ่งนี้ มันเป็นบรมธรรมอยู่อย่างน้อยในข้อนี้. ทีนี้ ขอชี้เรื่องปลีกย่อยบ้าง ที่มันแฝงกันอยู่ หรือมันแอบอิงกันอยู่ งาน นั่นแหละคือครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุด . คุณก็มีครูบาอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนที่มหาวิทยาลัย; แต่ผมยังมองไกลไปกว่านั้น หรืออยากจะมีครูชนิดที่เป็นตัวการงานนั้นเอง เป็นครูบา อาจารย์. ครูสอนที่โรงเรียนนี้ก็เป็นเรื่องเบื้องต้นชั้นริเริ่ม แล้วก็เป็นครูทางฝ่ายร่างกายไป เสียมากกว่า; จนกว่าเมื่อไรเรามีความเจนจัดทางการงาน เมื่อนั้นเรามีการงานนั้นเป็น ครู. การทำงานผิดพลาดมันก็เป็นครูสอนอย่างดีอย่างวิเศษ ; คือมันทำให้เกิด ความเจ็บปวดที่ต้องคิดมาก ต้องอะไรมาก ถ้าทำงานถูกต้อง มันก็เป็นครูสอนเหมือนกัน. ความผิดก็เป็นครู ความถูกก็เป็นครู ; แต่ความผิดนั้นแหละสอนดีมาก กว่าความถูก . ความถูกทำให้เหลิง พอใจและเหลิง ; ความผิดทำให้ต้องคิดมาก แต่เด็กสมัยนี้มันสมัครไปฆ่าตัวตายเสีย ไม่ยินดีที่จะรับเอาความผิดเป็นครู ; มันไม่ แก้ตัวใหม่ ไม่แก้ตัวใหม่ มันไปทำอย่างที่ว่า ถ้าไม่ได้ตามใจก็ไปกินยาฆ่าแมลงให้ตาย เสียดีกว่า. นี่คือความผิดพลาดของการสั่งสอน หรือการศึกษาแห่งสมัยนี้. ไม่สามารถ จะสอนให้เด็ก ๆ รู้ว่า ความผิดก็เป็นครู ความถูกก็เป็นครู ; การงานนี้ก็เป็นครู เพราะ การงานมีทั้งผิดพลาดและถูกต้อง. ถ้าอยู่อย่างไม่ทำอะไรเลย คนก็จะโง่ลง ๆ โง่ลง ๆ ; ถ้าคนขยันทำการงาน ถูกก็ตาม ผิดก็ตามทำมันไปให้ดีที่สุด, การงานนั้นมันก็จะสอน ให้ดีที่สุด อย่างที่หาไม่ได้ในโรงเรียนจากโรงเรียน. การงานมันให้ความเจนจัด ความชำนาญ ความเห็นจริงโดยประจักษ์ ซึ่งครูที่โรงเรียนให้ไม่ได้, ให้
น.337 ได้แต่คำพูด ให้ได้แต่หลักวิชาซึ่งเป็นตัวหนังสือ หรือเป็นคำพูด เป็นแนวความคิด เท่านั้นเอง. ทีนี้เราเอาอันนี้มาทำให้เป็นรูปการงาน แล้วก็เป็นไปตามเรื่องของการงาน, ความผิดก็เป็นครู, ความถูกก็เป็นครู. ดูตัวอย่างเด็กเล็ก ๆ แม้เขาพูดไม่ได้ แต่ถ้าไปทำอะไรเข้า สิ่งที่เขาไปทำเข้า มันจะสอนเขาเอง แล้วมันดีกว่าครูสอน. เช่นเด็กเล็ก ๆ ไปจับของที่ร้อน ๆ หรือไป จับไฟเข้า หรือไปจับมีดไม่ถูกวิธีเข้า มันก็เผามือเอาบ้าง ไหม้เอาบ้าง บาดมือเอาบ้าง, ไม่ต้องมีใครสอนมันก็ไม่ทำเองต่อไป. พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงบอกว่าอย่าไปจับ ยังไม่เชื่อ เพราะการสอนนั้นมันยังไม่เก่ง ; ต่อเมื่อไปจับเข้ามันร้อน หรือมันบาดมือเอา ก็เป็น การสอนถึงที่สุด มันก็เชื่อ. อาการอย่างนี้เป็นได้ แม้ในลูกสุนัข ลูกแมว ลูกไก่อะไร ที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ; มันเรียนได้จากตัวชีวิต จากตัวการงานนั่นเอง สุนัขที่มีอายุ อยู่ถึงสิบปีจะฉลาดที่สุด รู้จักทำอะไรมากอย่าง กัดงูเห่าตัวโต ๆ ให้ตายก็ได้ สุนัขของเรา ที่วัดนี้เป็นอย่างนั้น ; แต่ลูกสุนัขทำไม่ได้ ทำไม่เป็น จะขี้ขลาดและวิ่งหนีด้วยซ้ำไป. เพราะฉะนั้น ถือว่าการงานนี้เป็นครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุด ยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ ประเภทไหน แล้วมันสอนความรู้ที่ลึกถึงนิพพานอยู่ตลอดเวลา. ครูบาอาจารย์ไม่ได้ สอนความรู้เรื่องนิพพาน สอนเรื่องเลข เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องอะไรต่าง ๆ เป็นวิชา ไปทั้งนั้น ; ส่วนการงานชีวิตนี้มันสอนถึงนิพพาน. ให้บทเรียนที่ทำให้น้ำตาไหล มานั่งร้องไห้ฮือ ๆ อยู่ก็มี และมีอยู่บ่อย ๆ, มันให้บทเรียนยาก ๆ อย่างนี้มา แล้วเรา ก็รู้จักต่อสู้ รู้จักแก้ไข รู้จักอะไรไปตามลำดับ จนหยุดร้องไห้ได้ ; กระทั่งมากเข้า มัน เชี่ยวชาญมากเข้า ชำนาญมากเข้า เคยชิน หรือว่าซ้ำซากมากเข้า มันก็มีความรู้มากขึ้น จนทำให้หยุดร้องไห้ได้โดยเด็ดขาด คือไม่มีความทุกข์อีกต่อไปได้. นี่เรียกว่า การงาน
น.338 ในชีวิต นั่นแหละจะสอนให้จนถึงนิพพาน คือมันสอนเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอเหมือนกัน . ถ้าเราฉลาดพอที่จะศึกษากับมัน และต้อนรับเอาได้ ความผิดพลาดในการงานนี้จะสอนเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดีที่สุด. แต่พอมีความผิดพลาดชนิดที่จะมาสอนเกิดขึ้น เด็ก ๆ ก็จะสะบัดก้นลุกหนีไป ไม่มองดู ที่นั่น คือไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาที่เป็นตัวความผิดพลาด อย่างดีที่สุดก็นั่งร้องไห้แล้วไปฆ่า ตัวตาย ; มันไม่พยายามที่จะเจาะแทงลงไป ที่ตัวความผิดพลาดจนรู้ความไม่เที่ยง ความ เปลี่ยนแปลง ความเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่เป็นไปตามจิตใจหรือตามความอยาก ของเรา. ทีนี้ถ้าว่าทำงานสำเร็จมันก็ไปกินไปเล่น ไปหาความสุขทางเนื้อหนัง, ไม่ พิจารณาดูความสำเร็จนั้น ในฐานะที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; กระทั่งมีวัยแก่ชรา ก็ไม่มองเห็นความไม่มีสาระอะไรของความสุขทางเนื้อหนัง. แต่ถ้าว่ากันโดยแท้จริงแล้ว ความที่ผ่านชีวิตและการงานไปมากนี้ มันทำให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในข้อเท็จจริง ของชีวิตและการงาน ทำให้เบื่อหน่ายในที่สุดได้ทั้งนั้น ไม่เร็วก็ช้า ; เพราะเหตุนี้คนเรา จึงเลื่อนชั้นไปได้ตามวัย กระทั่งวัยสุดท้ายมีจิตใจสูง จนถึงกับว่า ผ่านจากพรหมจารีไปได้ ไปเป็นคฤหัสถ์, ผ่านจากคฤหัสถ์ ไปเป็นวนปรัสถ์, จากวนปรัสถ์เป็นสันยาสีอย่างที่เราว่า กันมา ตามลำดับชั้น หรือวัยของชีวิต. นี่ก็เพราะการงานทั้งนั้น ไม่มีสะพานอันอื่น ไม่มีบันไดอันอื่นที่จะให้คนผ่านไปจนครบทั้งอาศรม ๔ ในชีวิตนี้. สรุปแล้ว ดูให้ดี ๆ จะเห็นว่า ชีวิตหรือการงานนี้ มันสอนให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, สอนเรื่องนิพพานอยู่ตลอดเวลา, สอนให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ จนครบ ลำดับของอาศรมทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นเราควรจะมีความสนใจ,
น.339 คำว่างานโดยแท้จริง งานโดยบริสุทธิ์นั้น ใจความสำคัญมันอยู่ตรงที่ รู้จัก ทำงานโดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่า เป็นตัวกู ว่าของกู. ทำงานโดยที่ไม่ต้องมีความรู้สึกว่า เป็นตัวกู -ของกู นี้มันเป็นทั้งหมดเลย, มันเป็นงานทั้งหมดตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ, แล้วทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่, ทำงานเพื่องานเรื่อยไป. ทำงานเพื่องานตามหลักจริยธรรมสากลนี้ มันก็ เป็นสิ่งที่ปราศจากตัวกู - ของกูอยู่แล้ว คือมันไม่ทำงานเพื่อตัวกู แต่ทำงานเพื่องาน สอนเด็ก ๆ ให้เข้าใจอย่างนี้ แล้วผู้ใหญ่ก็ทำงานเพื่องานไม่ใช่เพื่อตัวกู ทำงานเพื่องาน เพื่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เพื่อความต้องการของพระเจ้า ; หรือพูดอย่างภาษาวิทยา- ศาสตร์ก็ว่า เพื่อมันก้าวหน้าไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. นี่ก็คือทำงานบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวกูหรือของกู : จนกระทั่งว่าชีวิตทุกชั่วโมงทุกนาทีผ่านไปโดยปราศจาก ตัวกู - ของกู. ถ้าเราจัดเราทำถูกต้องไปทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการในชีวิตประจำวัน แล้ว ชีวิตประจำวันก็ล่วงไป ๆ โดยปราศจากตัวกู ปราศจากของภู ที่เป็นกิเลส เป็นตัณหาอุปาทาน ; นั่นแหละคือว่าการงานที่สูงสุด การงานที่ทำด้วยจิตว่าง. ดังนั้น มันจึงมีความไม่มีทุกข์ เป็นนิพพานอยู่ตลอดเวลา ; เป็น ตทังคนิพพาน คือ นิพพานตามความประจวบเหมาะ ของการกระทำที่ถูกต้อง เป็นบรมธรรมอยู่ตลอดเวลา ; แล้วมันก็เคยชินไปในเรื่องนี้หนักขึ้น ๆ หนักขึ้น ๆ จนมันตายตัว. ถ้ามันตายตัว มันก็ เป็นนิพพานจริง ๆ. ถ้ายังไม่ตายตัว มันก็เป็นนิพพานชิมลอง ; แต่รสชาติมันเหมือน กัน. ของตัวอย่างกับของจริง ถ้าไม่โกงกันแล้ว มันต้องเหมือนกัน. ส่วนนิพพานนี้ ไม่โกงใคร แม้ว่า นิพพานชั่วคราว นิพพานชิมลอง มันก็มีรสชาติเหมือนกับ นิพพานจริงที่เป็นตลอดกาล คือมันปราศจากความทุกข์ ไม่มีความทุกข์. เพราะฉะนั้นให้รู้จักทำงานบริสุทธิ์, ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็เรียกว่า ทำงาน บริสุทธิ์ ; ทำงานที่มีอะไรเคลือบแฝง ทำเพื่อตัวกู เพื่อปากเพื่อท้องของกูนี้ไม่บริสุทธิ์,
น.340 เป็นการทำงานเพื่อกิเลส. ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ นี้คือ ทำงานบริสุทธิ์ แล้วเป็นนิพพานอยู่ในตัวมันเอง เป็นนิพพานอยู่ในตัวการงานนั้นตลอด เวลา ตามความประจวบเหมาะ. นี่แหละการงานจึงเป็นบรมธรรม : การงานจึงเป็น ตัวความสุขอยู่ในตัวมันเอง, การงานจึงเป็นความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว มันเอง, การงานจึงเป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่อยู่ในตัวมันเอง ; แล้วก็ไม่ต้องสงสัย เมื่อ ไม่มีตัวกู ของกูแล้ว มันก็มีความรักสากล คือความรักผู้อื่นทุก ๆ คนเหมือนกับตน จนหลอมคนทุก ๆ คนเข้าเป็นคน ๆ เดียวกัน มีแต่คน ๆ เดียวไม่มีคนหลายคน ตามวัตถุ ประสงค์ของจริยธรรมสากล. นี่เราเรียกว่าพูดไปตามหลักจริยธรรมสากลก็ได้. ชีวิต ก็คือบรมธรรมเพราะเหตุนี้ การงานคือบรมธรรมเพราะเหตุนี้. ถ้าพูดตามหลักศาสนาก็คือความไม่เบียดเบียน อหิงสา แปลว่าไม่เบียดเบียน, เป็นบรมธรรมอย่างยิ่ง ; เพราะไม่มีการเบียดเบียน, ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น แล้วก็ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น มีเหลืออยู่แต่ความไม่เบียดเบียน, ไม่มีเรา ไม่มีเขา, ไม่มีมึงไม่มีกู, ไม่มีอะไรทำนองนี้. ไม่มีความเบียดเบียนเพราะการทำงานที่ถูกต้อง ในทางจิตทางวิญญาณ จนขึ้นมาได้ถึงระดับนี้ นี้คือ ที่ผมพูดว่า ทำงานด้วยจิตว่าง หมายความอย่างนี้, ด้วยจิตที่ปราศจากความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกูอยู่เสมอ แล้วก็ทำงาน บริสุทธิ์อยู่เสมอ ; ถ้าผลงานเกิดขึ้นก็ยกให้ความว่าง. "ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น" หมายความว่า มีอะไรเกิดขึ้นมา อย่าเป็นตัวกู อย่าเป็นของกู. ทำงานผิดพลาดก็ไม่ต้องเป็นของกู ทำงานถูกต้อง ก็ไม่ต้องเป็นของกู. ให้มันเป็นของความว่างจากตัวกูอยู่เรื่อยไป มีสติปัญญาเต็มเปี่ยม อยู่เสมอ ที่จะแก้ไขความผิดให้ถูกได้ ; แล้วก็ไม่มีความสำคัญมั่นหมายผลงานเหล่านั้น ว่าเป็นของกูด้วย เป็นของธรรมชาติทั้งนั้น.
น.341 "กินอาหารของความว่าง อย่างพระกิน" นี้มันมีปัญหาเกิดขึ้นจากที่มีคน เขาถามว่า ถ้าอย่างนั้นจะเอาอะไรกิน ? ก็ทำงานอยู่แล้ว ได้ผลงานแล้วเป็นของความว่าง ไปแล้ว ก็กินจากความว่าง กินอาหารของความว่าง ที่เก็บไว้ในคลังของความว่าง. “ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่" นี้หมายความว่า ถ้าทำมาอย่างนี้ ตลอดเวลานี้ มันไม่มีตัวเราเลยมาแล้วตั้งแต่ต้นจนบัดนี้. นี้เรียกว่าทำงานบริสุทธิ์ ทำงานด้วยจิตที่ปราศจากตัวกู - ของกู. เป็นงานอย่างใหญ่หลวง เป็นงานที่มากมาย เป็นบรมธรรมอยู่ในตัวมันเอง. พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรืออะไรก็ตาม ท่านเป็นนักทำงาน และทำงาน ชนิดนี้ คือทำงานบริสุทธิ์. คนปุถุชนเป็นคนขี้เกียจ เป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าเนื้อหนังไม่ บังคับแล้วก็ไม่ทำงาน, ถ้ากิเลสทางเนื้อหนังอย่างเอร็ดอร่อยไม่บังคับแล้วมันก็ไม่ทำงาน. คนสมัยนี้ทำงานเพื่อหาเงิน เพื่อบำรุงบำเรอความสุขทางเนื้อทางหนัง, เพราะฉะนั้น ความสุขทางเนื้อหนังบังคับ ให้คนสมัยนี้ทำงาน. แต่พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ท่านไม่มีกิเลสชนิดนั้นมาบังคับให้ทำงาน แต่ท่านกลับทำมากกว่า ทำอย่างไม่มีความเห็น แก่ตัว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. อย่างพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์ หรือพระอรหันต์สืบ ศาสนานี้ เป็นการทำงานอย่างหนัก แล้วก็ไม่มีตัวที่จะต้องทำ. ทำงานแบบ อนัตตา หรือสุญญตา อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีตัวผู้ทำ, มีนามรูปที่บริสุทธิ์ ไม่มีความคิดว่าตัวนี้ เป็นผู้ทำ. รูปคือร่างกาย นามคือจิตใจที่บริสุทธิ์เต็มอยู่ด้วยปัญญา แต่ไม่มีความรู้สึก เป็นตัวกู - ของกู สองอย่างนี้มันทำ. ในกรณีพระอรหันต์ ก็เรียกว่าเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์ นั่นแหละเป็นผู้ทำ. พระอรหันต์คือบุคคลที่ยังมีขันธ์ทั้ง ๕ แต่ขันธ์ทั้ง ๕ บริสุทธิ์. ขันธ์ทั้ง ๕ นั้นไม่ประกอบไปด้วยอุปาทาน จึงเรียกว่าเบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์. เบญจขันธ์ที่บริสุทธิ์
น.342 ลับทำงานได้มากกว่าและดีกว่า อย่างที่เปรียบเทียบกันไม่ได้, เพราะว่านั่นมันคือ เป็นตัวบรมธรรมไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว. นี่ทำงานโดยอนัตตา โดยสุญญตา ไม่มีตัวผู้ทำ ; เรียกว่าทำงานทุกชนิดได้โดยไม่ต้องมีตัวผู้ทำ. คนปุถุชนพังไม่ถูก, เพราะนี่พูดภาษา ธรรม พูดภาษาพระอริยเจ้า. คนปุถุชนมีแต่ตัวกู มีแต่ของกู ๆ จนถูกลิงค่าอยู่ตลอด เวลา. เพราะฉะนั้นเราก็มาชำระสะสางปัญหานี้กันเสียใหม่ แล้วมองให้เห็นชัดว่า การงานนั้นแหละคือบรมธรรม, บูชาการงานเหมือนพระเจ้าเถิด, บูชาการงานเป็น บรมธรรมเถิด. บรมธรรม เป็นทั้งการงานและผลงาน โดยสรุปความว่า สิ่งที่เรา เรียกว่าบรมธรรมนี้ เป็นทั้งตัวการงาน และทั้งผลของงาน, ถ้าเอาตามหลักจริยธรรม สากล ๔ อย่างนั้น หน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นคือตัวการงาน ส่วนความสุขหรือความเต็มเปี่ยม แห่งความเป็นมนุษย์นี้ มันเป็นผลของงาน ; ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้วมันได้ความสุข และความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, ส่วนความรักสากลนั้นเป็นทั้งการงานและผลงาน คือว่าเราต้องพยายามทำให้เกิดความรักสากล ไม่มีเรา ไม่มีเขา นี้เป็นตัวการงาน เพราะ เราต้องทำ ; ถ้าทำไป มันก็เป็นความรักสากลขึ้นมาจริง ๆ ความรักสากลนี้ก็เลยเป็นผล ของงาน. ทั้ง ๔ อย่างนี้ เรารู้กันอยู่แล้วพูดกันมาหลายหนแล้ว ว่าทั้ง ๔ อย่างนี้ เรียกว่าบรมธรรม. เพราะฉะนั้นบรมธรรมมีได้ทั้งในรูปของการงาน และในรูป ผลของงาน. ถ้าพูดตามหลักศาสนาคือ อหิงสา ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งทางกาย ทั้งทางวิญญาณแล้ว การงานนี้ก็เพื่อผลอย่างนี้ หรือกระทำอยู่ในลักษณะ อย่างนี้. เมื่อทำงานไม่มีตัวกู - ของกู ก็ไม่เบียดเบียนตัวเองให้เดือดร้อน. เมื่อถึงที่สุด มันก็บรรลุความดับทุกข์สิ้นเชิง เรียกว่านิพพาน ซึ่งก็ไม่เคยเบียดเบียนใครตั้งแต่ต้น จนปลาย. เพราะฉะนั้นบรมธรรมมีอยู่ในการทำงานที่ถูกต้อง ในการทำงานที่บริสุทธิ์.
น.343 นี่ บรมธรรมเกี่ยวกับการงานอย่างนี้ การงานเกี่ยวกับบรมธรรมอย่างนี้ ; ให้มองเห็น ในลักษณะอย่างนี้ แล้วการงานจะเป็นทั้งหมด เป็นของประเสริฐ เป็นสิ่งที่วิเศษใน ทุกแง่ทุกมุม ; จะเป็นทั้งเหตุและเป็นทั้งผล คือเป็นทั้งบรมธรรม และเป็นเครื่องมือ ให้ได้บรมธรรม พร้อมกันไปในตัว. ขอให้มองเห็นสิ่งที่เราเรียกว่า การงาน ในลักษณะเช่นนี้ อย่าให้เหมือนคน ธรรมดาเขามองเห็นว่า เป็นการหนัก ไม่จำเป็น กูไม่ทำ และจะไม่ต้องทำอะไรเลย นอนรับมรดกได้ก็ยิ่งดี ; อย่างนี้มันเป็นคนที่โง่ที่สุด เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม, ไม่รู้ว่า การงานนี้คือการวิวัฒนาการทางจิตใจกว่าจะถึงนิพพาน ไม่ใช่มานอนกินนอนหาความสุข ทางเนื้อหนังอยู่ที่นี่. นี่คือความประสงค์ของการบรรยายในข้อนี้ ก็เพื่อจะให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การงานโดยถูกต้อง ; ให้รู้จักการงานในฐานะที่เป็นพระเจ้า รู้จักการงานในฐานะที่เป็น บรมธรรม ; แต่ถ้าพูดในปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ให้รู้ว่า การงานนั้นแหละคือการ ปฏิบัติธรรม . อย่าทำปัญหาในชีวิตนี้ให้เป็นสองผักสองฝ่าย คือว่าทำงานอย่างหนึ่ง ทำบุญทำกุศลอีกอย่างหนึ่ง, นั้นมันยังโง่อยู่มาก. ให้รู้ว่าในตัวการงานนั้นเต็มไปด้วยบุญ ด้วยกุศลอย่างยิ่งอยู่แล้ว. นี่เวลา ๑ ชั่วโมงของเราวันนี้ก็หมดไป.
น.344 คติพจน์ จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ฯ หมายเหตุ :- ทำงานด้วยจิตว่าง คือทำงานด้วยความคิดที่เฉลียวฉลาด แต่ปราศจากความรู้สึก หรือ ความสำคัญมั่นหมาย เป็น "ตัวกู" หรือ "ของกู"; ได้แก่การ "ทำงาน เพื่องาน" ตามหลักจริยธรรมสากลนั่นเอง. ยกผลงานให้ความว่าง คือ ได้ผลงานมาเท่าไรและอย่างไร ก็ยกให้ "ภาวะแห่งความว่างจากเจ้าของ" ไม่มีความหมายมั่น ไว้ว่า "ของกู" เนื่องจากทุกสิ่งเป็นสมบัติของธรรมชาติ กำลังเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, ว่างจากตัวตน ทั้งผู้กิน และ สิ่งที่ถูกกิน, ดังนั้น การกิน เป็นสิ่งที่มิได้ โดยที่ไม่มีผู้กิน อยู่ตามธรรมชาติแล้ว. เมื่อยกผลงานให้ความว่างได้แล้ว การกินอะไรในขณะนั้น ก็คือ การกินอาหารของความว่างอยู่ ในตัวมันเอง โดยแน่นอน. จิตว่าง จากความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" มาแล้วแต่ หัวที ความตายจึงมีไม่ได้มาแล้ว แต่หัวที : จิตว่างจึง ไม่มีวันรู้จักกับความตายเลย; ไม่มี "ตัวกู" สำหรับที่จะ ตาย คงอยู่ ตลอดเวลา ที่ว่าง; แล้วแต่ทว่าจะ เป็น ความว่างชั่ว- คราว หรือว่างอย่างถาวร.
Buddhadasa