น.309 วันนี้จะ ได้พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับ เด็กทารก . ในครั้งที่แล้วมา เราพูดกันถึงเรื่องมูลเหตุที่ฮิปปี้เกิดขึ้นในโลก ; สรุปความว่า เพราะเด็กขาดบรมธรรม เพราะฉะนั้นในที่นี้ก็จะขอถือโอกาสพูด ถึงการทำให้เด็กมีบรมธรรม แม้ในขนาดที่เรียกว่าเด็กทารก. ถ้าถือเอาตามภาษาบาลี ที่มีคำกล่าวถึงเด็ก อยู่หลายคำ ก็พอจะจำกัดความ ลงไปได้ว่า คำว่า ทารก หมายถึงเด็กรุ่นเล็กรุ่นจิ๋ว, ถ้าเป็นอย่างสมัยนี้ก็อย่างเด็กใน โรงเรียนอนุบาล. คำว่า กุมาร กุมารี หมายถึงเด็กรุ่นประถม รุ่นมัธยมทำนองนั้น. คำว่า ยุวา ยุวาตี ก็หมายถึงที่เราเรียกกันว่า ยุวชน สมัยนี้. เพราะฉะนั้นคำว่าเด็กทารกของเรา ไม่ได้หมายถึงเด็กอ่อนนอนเบาะ แต่หมายถึงเด็กที่รู้พึ่งรู้คิด รู้โต้แย้งด้วยเหตุผลของ ตัวเอง ; และมีหลักที่จะต้องพิสูจน์ว่า เด็ก ๆ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับบรมธรรม หรือมี ๒๔๓
น.310 บรมธรรม. บรมธรรมเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน และทุกระดับนับตั้งแต่เด็กทารก เป็นต้นไป. สำหรับคำว่า "บรมธรรม" จะต้องหมายถึง โลกุตตรธรรม หรือปรมัตถ- ธรรม อย่างที่เรียกกันเดี๋ยวนี้เสมอไป จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้. แม้ที่เป็นเด็กทารก ก็ต้องมีธรรมที่เป็นฝักฝ่ายของโลกุตตระ ที่เรียกว่าปรมัตถธรรม คือธรรมที่มี เนื้อหาลึกซึ้ง หรือสูงสุดอย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้เราถูกกระทำให้ยึดถือในฐานะเป็นของขลังของ ศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป ; ถ้าพูดอย่างธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความยึดถือแล้ว สิ่งนี้มันก็เป็นเพียง สิ่งสูงสุดเท่านั้นเอง, เป็นธรรมชาติอันสูงสุด, เรียกภาษาอย่างง่าย ๆ ก็ว่า ยอดสุดของ ทุกสิ่ง. แต่แล้วยอดสุดของทุกสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นยอดสุดอยู่ผู้เดียว ต้องมาเกี่ยวข้องกันกับ มนุษย์ด้วย ; จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์แต่เพียงชั้นผู้ใหญ่ หรือชั้นคนเฒ่าคนแก่มันก็ไม่ได้ เพราะว่าเด็กๆ จะเดินผิดทาง. และโดยแท้จริงนั้น ธรรมชาติได้จัดสรร หรือว่า มีสิ่งนี้ไว้ ในฐานะเป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไป ; สิ่งสูงสุดนี้เป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไป . ในอีกทางหนึ่งเมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม ในนามว่า พระเจ้า เราก็หมายความว่า พระเจ้าสำหรับทุกคน แม้แต่เด็กทารก แม้แต่ที่ยังไม่คลอดออก จากครรภ์มารดา ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง ในทุกเวลาและทุกสถานที่นั่นเอง, สำหรับสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมนี้ก็เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ มันมีปัญหาเกิดขึ้น ในการที่ผู้ใหญ่นั้นเองโดยมาก มีความคิดไปในทำนองว่า บรมธรรมหรือโลกุตตรธรรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลย กับเด็ก ๆ หรือยิ่งกว่านั้นก็ว่า ไม่ ต้อง หรือ ต้อง ไม่ เกี่ยวข้องกับเด็ก ๆ ; และว่า แม้แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นฆราวาสที่ครองเรือน. และว่าไม่ใช่เพียงแต่มันไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มันจะทำให้เขาไม่ก้าวหน้าในเรื่องโลก โดยเฉพาะในเรื่องบริโภคกามสุข. ผู้ใหญ่มี
น.311 ความเห็นอย่างนี้เสียโดยมาก เพราะได้รับการศึกษาหรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คิด อย่างนั้น , หรือบางทีก็เป็นเพียงความคาดคะเนของตัวเอง. ผมขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด, ผิดอย่างยิ่ง . ถ้ามีการพูดไปตาม ความคาดคะเนของตัวเอง มันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสาร เพราะว่าเขาไม่สนใจและไม่เข้าใจ ในพระพุทธภาษิต ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่อง สุญญตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งตลอดกาลนานแก่ฆราวาส. เขาไม่ เข้าใจประโยคสั้น ๆ ประโยคนี้ ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ แล้วก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจ เพราะถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม, เลือดของวัตถุนิยมเข้าหู เข้าตา, นี่พูดอย่างภาษาชาวบ้าน. ผมขอยืนยันว่า เ ด็ก ๆ แม้เด็กทารกต้องมีสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมเป็น พื้นฐาน หรือเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจำเป็นเต็มที่ เต็มความหมายของสิ่ง ๆ นี้. เหมือนกับ ที่เราได้พูดกันมาแล้วว่า แม้ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลกก็จะไม่พูดไม่สอน หรือไม่เอา มาพูดกันในเรื่องพระเจ้า หรือเรื่องที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์หรือเรื่องบรมธรรม ในประเทศไทยเรานี้ก็เหมือนกัน นี้เพราะว่าผู้จัดการศึกษาเหล่านั้นไม่มองเห็นค่าของ สิ่งเหล่านี้ ; หรือสูงขึ้นไปกว่านั้นก็พวกนักการเมืองไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ เขาจึงจัดหรือ ควบคุม หมุนหันให้การศึกษาของประเทศ ไปตามความประสงค์ของการเมือง โดยไม่ ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่ง ๆ นี้ ; ทั้ง ๆ ที่สิ่ง ๆ นี้ต้องเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน แม้แต่ ในขั้นเด็กทารก เพื่อเตรียมพื้นฐานของจิตใจของเขาไว้ให้ดี ๆ สำหรับจะเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้อง และเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ต่อไปข้างหน้า. เราระบุกันให้ชัดลงไปเลยว่า เด็กทารกขนาด เด็กในโรงเรียนอนุบาลเป็นฝูง ๆ ควรได้รับการอบรมในกระแส หรือในคลองของสิ่งที่ เรียกว่า บรมธรรม ; เป็นการปลูกฝั่งรกราก หรือเชื้อของสิ่ง ๆ นี้ ลงไปในจิตใจ ของเด็ก.
น.312 ๒๔๖ การที่จะพูดโดยวิธีพูดอย่างอื่นนี้ผมรู้สึกว่าไม่เหมาะ, เราพูดเป็นเรื่อง ๆ ไปใน ลักษณะเพียงยกตัวอย่างจะดีกว่า เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมนี้ มันกว้างแม้จะเอามา พูดสำหรับเด็ก ๆ มันก็จะกินเวลามากมาย. ฉะนั้นจะพูดไปในลักษณะที่เป็นตัวอย่างเป็น เรื่อง ๆ ไป มันก็จะช่วยได้เหมือนกัน คือถ้าเข้าใจตัวอย่างสัก ๒-๓ ตัวอย่าง หรือสัก จำนวนหนึ่งแล้ว ก็เข้าใจได้ทั้งหมด. เด็ก ๆ ของเราต้องไม่ร้องไห้ เมื่อตุ๊กตาตกแตก, ต้องไม่โกรธในเมื่อตุ๊กตา ตกแตก, ต้องไม่โทษคนอื่นในเมื่อตุ๊กตาตกแตก ; หรืออะไรที่คล้าย ๆ กันกับตุ๊กตา ตกแตก. คุณลองคิดดูทีว่า จะต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นเช่นนั้นได้ ; หรือว่าจะไม่ร้องไห้ เมื่อสอบไล่ตก หรือเมื่ออะไร ๆ มันผิดหวังมาก. เดี๋ยวนี้เราเห็นเด็ก ๆ ของเราร้องไห้ ในกรณีเหล่านี้ หรือถึงกับตีโพยตีพาย ถึงกับโทษคนนั้นโทษคนนี้ กลายเป็นคนไม่มี เหตุผลไปในขณะนั้น ; นี่เพราะขาดบรมธรรม. คนเลี้ยงก็มีแต่ปลอบ หรือเอาสิ่งอื่น มาจ้างมาชดใช้ให้หยุดร้องไห้. มันก็กลายเป็นการทำเด็กไม่ให้มีเหตุผล, ให้มีมันสมอง ชนิดที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของบรมธรรม เราต้องให้เขามีความรู้ความเข้าใจเท่าที่เขาจะเข้าใจได้ อย่างน้อยก็ว่า ไม่มี อะไรที่จะเป็นไปตามใจเรา ; มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เป็นไปตามใจเรา. เด็ก ๆ ควรจะรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องร้องไห้ เพราะเป็นไปตามธรรมชาติ, เพราะ ธรรมชาติมันต้องเป็นไปอย่างนั้น ; แล้วความที่ต้องเป็นอย่างนั้นเราเรียกว่าเป็น ธรรมดา . เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ควรจะรู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ หรือ ธรรมดา พอ เหมาะสมแก่มันสมองน้อย ๆ ของเขาในจุดตั้งต้น ; นี่ ก็คือบรมธรรม ที่กำลังจะก่อเชื้อ หรือพักตัวขึ้นในสมองของเด็ก ๆ. ที่ว่า "ไ ม่มีอะไรจะเป็นไปตามความพอใจของเรา" นี้ มันเป็นหลัก สำคัญ ที่แม้ผู้ใหญ่ก็ยังไม่รู้ ยังร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ . จึงไม่ได้สอนเด็ก ๆ ในเรื่องนี้
น.313 หรือสอนไม่เป็น. หลักที่ให้รู้ว่า "ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปในอำนาจของเรา" คือ หลักอนัตตา ในพระพุทธศาสนา, พอพูดถึงอนัตตา เขาก็สั่นหัว , อย่า อย่าเอามา สอนเด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ แม้แต่คนชาวบ้านที่หัวหงอกแล้วก็ว่า อย่าเอามาพูดถึงเรื่อง อนัตตา ; ให้พูดถึงเรื่องที่จะทำอะไรได้ตามที่ตนต้องการ หวังที่จะได้ตามที่ตนต้องการ แล้วก็ตายไปด้วยความหวังเท่านั้นเอง. เด็ก ๆ จะต้องรู้เรื่องอนัตตา สุญญตา ซึ่งเป็นเรื่องหัวใจของพุทธ- ศาสนาตามประสาเด็ก ๆ ว่า มันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามความพอใจของเราได้ ทุกอย่าง, มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง . พูดกันหลาย ๆ ครั้งเข้า เด็กตัวเล็ก ๆ ก็เข้าใจได้ ว่า ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตรงตามความประสงค์ของเราได้ทั้งหมด ; เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรวิบัติไปก็ไม่ต้องร้องไห้ หรือเสียอะไรไปก็ไม่ต้องร้องไห้ ; หรือ ว่าได้อะไรมาอย่างถูกอกถูกใจก็ไม่ต้องดีใจให้มันมากไป เพราะว่าไม่เท่าไรมันก็จะต้อง เป็นไปตามธรรมชาติ หรือธรรมดาของมันอีกอย่างนี้. ผมขอฝากไว้ให้ทุก ๆ คนไปลอง สังเกตดู แล้วพยายามดูว่าเด็กจะเข้าใจได้หรือไม่ จะบรรเทาการร้องไห้ของเด็ก ๆ ได้ หรือไม่. เด็ก ๆ ต้องไม่กลัวตาย : มันก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะทำให้เด็ก ๆ ไม่กลัวตาย เพราะผู้ใหญ่นั้นกลัวตาย เป็นตัวอย่างทำให้ดูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกวินาที. เด็ก ๆ ต้องไม่กลัวตาย ไม่กลัวความเจ็บไข้ ไม่กลัวความวิบัติ ไม่กลัวต่อการที่จะเผชิญกับ อันตราย หรืออุปสรรค. เราต้องชวนกันพูดจาซักไซ้ สอบถามให้เด็ก ๆ มีความคิด จนมองเห็นว่า ความตาย ความเจ็บไข้ ความวิบัติ เหล่านี้มันเป็นของธรรมดา, ไม่ใช่มีมาให้เรากลัว ไม่ใช่มีไว้สำหรับให้เรากลัว ; แต่มีไว้สำหรับให้เราเรียน ให้เราศึกษา ให้เรากล้า เผชิญหน้า. ให้สิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการของเรานั้นแหละมันมาเพื่อให้เราเรียน
น.314 หรือมาเพื่อสอบไล่ความเก่งของเรา ; เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ คนไหนเก่ง ก็ลองดูด้วยการ ทดสอบข้อนี้. ให้เด็ก ๆ พยายามที่จะแสดงความสามารถ หรือความเก่งของตัว ในการที่จะ เผชิญกับความตาย ความเจ็บไข้ หรือสิ่งที่เรียกกันว่าอันตราย อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส. เขาคงจะหาว่า นี่เป็นเรื่องเกินไป หรือการทำอย่างนี้เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ; แต่ผมว่า ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มันมีหนทางที่จะย้อมนิสัยเด็ก ๆ ของเรา เด็กทารกนี้ ให้มีนิสัยที่ กล้าหาญหรือว่ามีเหตุผล ที่จะเผชิญกับธรรมชาติ หรือความจริงของธรรมชาติ ด้วย สติปัญญา ด้วยความคิดนึก ; ดีกว่าเอาเรื่องความตาย หรือความมืด หรืออะไรที่มันมี ลักษณะเป็นความหมายของความตายนั้นมาขู่ให้เขากลัว. เอาเรื่องงู เรื่องตุ๊กแก เรื่อง อะไรต่าง ๆ มาขู่ให้เขากลัว จนทำให้เขามีนิสัยแห่งความกลัว ; มีความกลัวตายมากกว่า ที่ธรรมชาติกำหนดไว้. ดูสัตว์เดรัจฉานก็แล้วกัน มันเกือบจะไม่มีความหมายสำหรับความกลัวตาย เพราะมันไม่ถูกหลอกอย่างนั้นมาตั้งแต่เล็กๆ ; ส่วนมนุษย์นี้ มีอะไร ๆ ที่จะถ่ายทอดกัน ได้ทางจิตใจ มันกลับไปถ่ายทอดในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ในเรื่องที่เป็นความโง่ เพาะ นิสัยให้กลัวตาย ให้สะดุ้งหวั่นไหวต่อความตาย เกินกว่าระดับที่ธรรมชาติกำหนดไว้ เหมือนอย่างที่มีไว้สำหรับสัตว์เดรัจฉานนั้น มันมีน้อยมันไม่เป็นปัญหา. เด็ก ๆ ที่เป็น มนุษย์กลับถูกหลอกถึงขนาดที่เป็นปัญหาขึ้นมา ทำความยุ่งยากในตอนหลังขึ้นมา นี้มันจะ ต้องแก้ไขกันมาก ถ้าจะให้เด็ก ๆ เกี่ยวข้องกับบรมธรรมไปตั้งแต่เล็ก. อีกทางหนึ่ง เด็ก ๆ ต้องไม่ถูกทำให้เกิดความสำคัญผิดไปว่า บิดามารดา มีหน้าที่ที่จะต้องรักเราช่วยเราตามใจเรา ที่เด็ก ๆ มาเกณฑ์ หรือมาปรับหรือมาถือ เป็นความยุติธรรม ว่า บิดามารดาต้องรักเรา ช่วยเรา ตามใจเรา ; ไม่ถือไปในทาง
น.315 ตรงกันข้ามที่ว่า เราต้องรักบิดามารดา ต้องช่วยบิดามารดา ต้องตามใจบิดามารดา เด็ก ๆ เสียนิสัยไปหมดในข้อนี้ ; เห็นเป็นว่า บิดามารดาต้องตามใจเรา, ไม่ใช่เราต้องตามใจ บิดามารดา หรือง้อบิดามารดา. เด็ก ๆ ต้องมีความเข้าใจถูกต้องว่า บิดามารดาจะรักเรา หรือไม่รักเรานั้น ท่านถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ บิดามารดาต้องถือเอาความถูกต้อง เป็นใหญ่ ไม่ใช่มาโง่รักเราตะพืดไป. เราจะต้องรู้ว่า เราอยู่ในฐานะที่จะต้องช่วยตัวเองมากขึ้นทุกที โดย ไม่ต้องรบกวนบิดามารดา, หมายความว่าทำให้เด็กเข้าใจพระพุทธภาษิตที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นี้มากขึ้นทุกที; อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนแลเป็นที่พึ่งของตน. เด็ก ๆ จะต้องรักผู้อื่น หรือสัตว์อื่น เท่ากับรักตัวเองเป็นอย่างน้อย ; เพราะว่าเขา เป็นเพื่อนของเรา เป็นเพื่อนที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเหมือนเรา. ให้เด็กรู้จักว่า นกเล็ก ๆ ผีเสื้อตัวเล็กๆ ลูกแมวตัวเล็ก ๆ ก็ตาม มันเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา .. ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจคำพูดนี้ได้ ว่ามันเกิดเหมือนเรา มันตาย เหมือนเรา มันไม่อยากจะเดือดร้อนเหมือนเรา มันอยากจะสบายเหมือนเรา มันแก่ เหมือนเรา มันอยากอะไรเหมือนเราทุกอย่าง ; เพราะฉะนั้นก็ต้องรักเขา เท่ากับรักเรา เพราะเขามีจิตใจเหมือนเรา ; แล้วเป็นเพื่อน ซึ่งถ้าในทางความทุกข์ก็เป็นเพื่อนทุกข์กัน กับเรา ; ในทางความสุขก็เป็นเพื่อนสุขกันกับเรา. ทำไมเราไม่อบรมเด็กให้มีความรู้สึก อย่างนี้. เราปล่อยให้เด็ก ๆ มีความคิดไปในทางเห็นแก่ตัว, ทำลายความสุขของผู้อื่น เพื่อเห็นแก่ความสุขของตัว. เราจะต้องทำทุกอย่างให้เด็ก ๆ มีความสุขต่อเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข ; เห็นแมวมีความสุข เห็นสุนัขมีความสุข เห็นนกมีความสุข เห็นผีเสื้อมีความสุข ; แล้ว เราจึงจะมีความสุข. ถ้าพูดให้ละเอียดออกไปอีก เราจะต้องพยายามพิสูจน์ให้เด็ก ๆ เห็นว่า การเสียสละให้ผู้อื่น ดีกว่ากินเอง . เด็ก ๆ คงจะไม่ยอม ว่ากินเองมันอิ่มที่ปากที่ท้อง
น.316 ของเรา ก็จะดีกว่า, ให้ผู้อื่นกินจะดีอย่างไร. แม้ว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เราก็ยังมีทาง ที่จะคิด หรือจะรู้ ว่า มันมีมันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าเราทำได้ ; ถ้าเราทำได้ ให้ผู้อื่น กินนั้นดีกว่ากินเอง. ทีนี้เราไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอามาครึ่งหนึ่งเรียกว่า ไม่กินคนเดียว. เช่นจะยกตัวอย่างให้เด็ก ๆ พังว่า เรามีดอกกุหลาบที่สวย หอม ที่สุดดอกหนึ่ง ถ้าเราหวงไว้ดมเอง เสียบผมเอง อะไรเอง ; วันเดียวมันก็เหี่ยว แล้วมันก็หมดไป. แต่ถ้าเราเอาดอกกุหลาบดอกนั้นให้เพื่อน เขาจะขอบใจเราไปอีกกี่ปี ; หรือถ้าเขารู้จักคิด นึกว่า นี้มันเป็นความดีที่เราทำลงไป และความดีนั้นอายุยืนไม่จำกัด, นึกถึงเมื่อไรมันก็ดี เมื่อนั้น นึกถึงเมื่อไรก็ยินดีสบายใจเมื่อนั้น พอใจตัวเองเมื่อนั้น, ไม่รู้กี่ปีหรือจนตลอดชาติ. ถ้าเอามาเสียบผมเอง ดมเอง เดี๋ยวมันก็เหี่ยว เดี๋ยวก็ขว้างทิ้งไป ; แต่ถ้าเราให้ผู้อื่น ดอกกุหลาบนั้นมันไปบานอยู่ในจิตใจของผู้อื่น และไปบานอยู่ในจิตใจของเราเอง, มันก็ ได้กำไรมากกว่าที่จะกินเองใช้เอง. เพราะฉะนั้นเมื่อมีอะไรที่เป็นของกินได้ ควรแบ่งให้ ผู้อื่นบ้าง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ ควรให้คนอื่นกิน ดีกว่าเรากินเอง . นี่เป็นการทำลาย ความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง , เป็นกระแสแห่งบรมธรรมอย่างยิ่ง ที่เด็ก ๆ อาจจะเข้าใจได้ หรือมีได้. การเห็นแก่ผู้อื่นดีกว่าเห็นแก่ตัว. เด็กเล็ก ๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ ถ้าจะพยายาม ชี้แจง แต่เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่อยากจะให้เด็ก ๆ เห็นแก่ตัว ให้พยายามทำอะไรเพื่อให้ตัวเองเจริญ พ่อแม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม อยากจะให้ลูกร่ำรวยด้วยวัตถุ ก็สนับสนุนส่งเสริมลูก ไปในทางที่จะให้เห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อจะได้มาซึ่งวัตถุ. การเห็นแก่ผู้อื่นนั้นแหละ เป็นความดี ; ตอนนี้จะต้องพูดกันหลายคำ จะต้องซักไซ้กันหลายคำ ต้องใช้โวหาร ที่เป็นเหตุผลกันหลายคำ. เด็ก ๆ จะเข้าใจได้ว่า เห็นแก่ผู้อื่นนั่นแหละเป็นความดี เห็นแก่ ตัวนั้นไม่ใช่ความดี ; หรือถ้าดีก็ดีนิดเดียว.
น.317 ก่อนอื่น ผู้ใหญ่จะต้องรู้ว่า ไม่เห็นแก่ตัวนั้นแหละเป็นความดีจริง ๆ. คน โต ๆ แล้วจะต้องรู้สึกว่า เห็นแก่ตัวนี้มันเป็นวัตถุนิยม เห็นแก่ผู้อื่นมันเป็นมโนนิยม เป็นธรรมนิยม เป็นฝ่าย spiritualism คือเป็นฝ่ายบูชามโนธรรม ; ถ้าเห็นแก่ตัวเป็นฝ่าย บูชาวัตถุ. เพราะฉะนั้นความดีนั้นจึงต้องเป็นไปเพื่อเห็นแก่ผู้อื่น โดยไม่เห็นแก่ตัว ; แล้วเป็นสิ่งที่มีอายุยืนไม่รู้จักสิ้น. ความเห็นแก่ตัวนั้นเดี๋ยวเดียวก็สิ้น พร้อมกันนั้นมันก็ เผาลน. ถ้าเด็ก ๆ มีความทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมา ก็ต้องชี้ให้เห็นโทษของความเห็นแก่ตัว ; ความทุกข์ร้อนทุกอย่างมีรากฐานอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว สามารถจะชี้ให้เห็นได้. ต่อไปอีก เราจะต้องอบรมเด็ก ๆ รวมทั้งการอบรมพูดจา ชี้แจงสั่งสอนทุก ประการนี้ ให้เขาทำความดีได้ตามลำพังตนเองโดยไม่ต้องมีใครยุ. ให้เด็ก ๆ เขามีนิสัย ที่จะทำความดีตามลำพังตนเองโดยไม่ต้องมีใครยุ เดี๋ยวนี้คนเลี้ยงเด็กทำให้เด็กเสียนิสัย โดยยุให้ทำความดี. เขาจะมีธรรมเนียมประเพณี มีอะไรกันก็ไม่ทราบ ที่จะคอยยุ คอยกระตุ้นให้เด็กทำความดีจนเสียนิสัย จนต้องมีคนยุ. ถูกแล้วที่ว่ามันจะต้องยุ แต่ว่า มันจะต้องยุในบางโอกาส ในบางกรณี ในขอบเขต ; ไม่ใช่ยุกันเรื่อยเหมือนอย่างที่ทำ ๆ กันอยู่. เราจะต้องสอนให้เด็กรู้ว่า ถ้าทำดีเพราะมีคนยุนั้น ยังไม่ใช่คนดี พิสูจน์กันด้วย logic ง่ายๆ logic สำหรับเด็ก ๆ ว่า ถ้าเราทำความดีเพราะคนอื่นยุนั้น เรายังไม่ใช่คนดี . คุณจะมองเห็น logic ข้อนี้ ว่าการกระทำนั้นยังไม่ใช่ความดีที่สมบูรณ์ เพราะเราทำเพราะถูกเขายุ หรือว่าเรารับจ้างเขาทำความดี ; ความดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่ ดีจริง ไม่ควรจะเอามายกหูชูหางร่าเริง ว่าเป็นผู้ทำความดี. จงทำให้เขาเกิดนิสัยถือ เป็นหลักว่า ความดีนี้ต้องทำโดยไม่มีใครยุ เพื่อให้เขาเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้าที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น จะเป็นกรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ทุกคนจะต้องรับผลของกรรมนั้น เพราะฉะนั้นกรรมดีนี้ต้องเป็นสิ่งที่ ต้องทำเอง.
น.318 ยังโง่อยู่เขายุให้ทำ แต่พอเราฉลาดแล้ว เป็นผู้มีสติปัญญาแล้ว เรา ต้องทำเอง. สิ่งที่เรียกว่าความดีนี้ เราต้องทำเอง ; เหมือนกับเรื่องการเดินนี้ เรา ต้องเดินเอง เราจึงจะถึงเอง ; ถ้าไม่เดินเอง คนอื่นเดินแทน เราจะถึงได้อย่างไร ; แล้วเราจะต้องมีสติปัญญาของเราเอง. เราจะต้องสอนเด็กๆ ให้รู้ว่า เราจะต้องทำดี ชนิดที่เป็นความดีจริง ๆ เสมอไป ไม่ใช่ทำดีเพราะคนอื่นเขาว่าดี ; หรือจะต้อง ทำดีเพราะคนอื่นเขามายุ มาจ้างให้ทำความดี. ทีนี้มาถึง เรื่องการถือพรรคถือพวก ; เราอาจจะพูดให้เด็ก ๆ ทารกขนาด อนุบาลนี้รู้ว่า เราไม่ควรจะถือพวก เพราะว่าการถือพวกนี้มันเป็นการนำไปสู่ความเห็น แก่ตัว. เด็ก ๆ ก็ชอบผูกพันกันเป็นพวก เพื่อจะเล่นงานคนอื่น พวกอื่นเหมือนกัน, แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ. เราจะสอนให้เด็กตัวเล็ก ๆ รู้ว่า แม้ในวงการกีฬาในสนามกีฬา เราจะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวกของเรา. เมื่อโรงเรียนของเราไปเล่นกีฬา เราไปนั่งดูอยู่ เราก็จะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวกของเรา. นี่มันตรงกันข้ามกับที่เขาสอนกันอยู่ เขากระทำ กันอยู่. การกีฬานี้ไม่ใช่เขาเอามาทำเพื่อให้วัด หรือสอบดูว่า ใครจะเป็นคนแพ้หรือคน ชนะ : แต่การกีฬานี้เขาจัดขึ้นเพื่อทดสอบดูว่า ใครเป็นคนเห็นแก่ตัว ใคร เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว. การเล่นกีฬานี้ ขอให้คนทุกคน แม้แต่พวกคุณคนโต ๆ แล้วนี้ ควรรู้ว่าเขาจัด ขึ้นเพื่อทดสอบว่า ใครเป็นคนเห็นแก่ตัว, ใครเป็นคนมีความไม่เห็นแก่ตัว, นี่ sporting spirit อยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้เราโง่ถึงขนาดที่ว่า จะมาทดสอบความแพ้ความชนะ ความเก่งความไม่เก่ง แล้วก็ไปนั่งเชียร์พวกของตัว เพิ่มนิสัยเลวทรามแห่งความเห็น แก่ตัวให้เกิดขึ้นในกองเชียร์นั้น. เพราะฉะนั้นเราจะไม่ไปนั่งเชียร์เพราะความเห็นแก่ตัว หรือพวกของตัว : เราจะไปนั่งดูว่า ใครเป็นคนมีความเห็นแก่ตัว ใครเป็นคนไม่มี ความเห็นแก่ตัว ; ใครมีความเห็นแก่ตัวมาก ใครเป็นคนมีความเห็นแก่ตัวน้อย.
น.319 แม้เด็ก ๆ จะเป็นผู้เล่นกีฬาเสียเองก็ต้องถือหลักอย่างนี้. แม้เราจะทำอะไร ที่เป็นการประกวดประชันกัน ระหว่างตัวต่อตัว เราก็ต้องถือหลักอย่างนี้ เพราะว่าเด็ก ๆ ก็มีการเล่นหวัวกันในระหว่างพวกเพื่อน. เราจะต้องทำไป ๆ จนกระทั่งเด็ก ๆ ของเรารู้ว่า การถือเขาถือเรา ถือมึงถือภูนี้เป็นความบาป . ให้เด็ก ๆ รู้จักต้นตอของบาป รู้จัก ตัวบาป ไปเสียแต่เล็ก ๆ ว่า มันอยู่ที่การถือเราถือเขา, ถือมึงถือกู, ถือพวกเราถือพวก เขา ; นี้คือต้นตอของบาปทั้งหมดในโลก. ความเห็นแก่ตัวนั้นเหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน. เด็ก ๆ ถ้ายังไม่เข้าใจก็กลัวไว้ก่อน ก็พังไว้ก่อน ว่าความเห็น แก่ตัวนี้เหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน . พอเด็ก ๆ เกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า เขามีบรมธรรมเต็มที่. ต่อไป ในแขนงอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เด็ก ๆ ต้องไม่กลัวผี. บิดามารดา โง่เขลาจนทำให้เด็กกลัวผี, คนเลี้ยงโง่เขลาจนทำให้เด็กกลัวผี ; ยิ่งกว่านั้นก็ทำให้กลัว ไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก นี้ชื่อว่าทำพื้นฐานที่ดีอยู่ก่อนแล้วให้เสียไป เพราะความโง่ของ คนเลี้ยงที่ไม่รู้จักบรมธรรม. เด็ก ๆ ต้องกล้าแหกคอกแหวกแนว แม้แม่กลัวผี เราก็ ไม่ต้องกลัวผี ; แม่กลัวไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก เราก็ไม่ต้องกลัวไส้เดือน จิ้งจกตุ๊กแก. ความกลัวคือความโง่ กลัวผี โง่ที่สุด โดยที่คิดเลขชั้นเด็กอนุบาลก็ไม่ได้ ; ๒ บวก ๒ เป็น ๔, ๒ บวก ๓ เป็น ๕, ๕ ลบ ๒ เหลือ ๓ อะไรทำนองนี้เป็นต้น. เด็ก ๆ จะต้องรู้จักคิดว่า เรานี้มีอะไร ผีมีอะไร. บางทีเด็ก ๆ ถูกทำให้เข้าใจว่า ผีคือโครง กระดูก อย่างที่แขวนอยู่ที่ศาลา ; นี้เป็นความเข้าใจผิด หรือว่าในนั้นมีวิญญาณด้วย ก็เอา ผีก็มีโครงกระดูก กับมีวิญญาณ มีเพียง ๒ ; ส่วนเรา มนุษย์นี้มีโครงกระดูก, ข้างในของเราก็มี ที่เรียกว่า วิญญาณนั้นของเราก็มีแล้ว เรายังมีเนื้อหนัง มีกล้ามเนื้อ มีเลือด มีกำลังงานอย่างอื่นอีกแยะ ; เพราะฉะนั้นเราต้องมีมากกว่าผี ซึ่งมีเพียง ๒. เรามีถึง ๕ ถึง ๖, ฉะนั้นเราก็ต้องไม่กลัวผี. เด็ก ๆ อนุบาลที่คิดเลขเป็น ก็ควรจะ คิดเลขบวก ลบ ประสาเด็ก ๆ นี้ได้ มันก็ไม่กลัวผีได้ ; เพราะเรามีอะไรมากกว่าสิ่งที่
น.320 รียกว่า ผี. ทีนี้ มันถูกทำให้โง่ไป จนรู้สึกว่า ผีมีอะไรก็ไม่รู้ ; นี่เรียกว่า ไม่เป็น ผู้อยู่ในเหตุผล เพราะฉะนั้นต้องไม่มีความกลัว อย่างที่เรียกว่าเป็นความโง่. นี้เราต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้เรื่อยขึ้นไปๆ จนกระทั่งรู้ว่า ทุกอย่างมันมีเหตุ มีปัจจัย มีกฎเกณฑ์ของมันเอง ; ไม่ต้องเอาผีสางเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้อง. การกระทำ การเป็นอยู่ การเป็นไปในตัวเรา มันมีเหตุมีปัจจัยของมันเอง มีกฎเกณฑ์ของมันเอง อย่างที่เรากล่าวกันแล้วในเรื่องธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามธรรมชาติ, ผล ตามหน้าที่ของธรรมชาติ. ให้เด็กรู้ว่า มันมีกฎเกณฑ์ มีปัจจัยส่วนของมันเอง ไม่ต้องมี ผีสางเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้อง ; ไม่ต้องเอาฤกษ์เอายามอย่างพวกไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ; เว้นแต่ว่า เวลาที่เหมาะสมตามเทคนิคของการงานนั้น. อย่างที่เราจะทำอะไร เราก็ต้อง มีเวลาที่ถูกต้องเหมือนกัน แต่มันจะต้องเป็นเวลาที่เป็นไปตามเทคนิคของงาน, ไม่ใช่เวลา ของไสยศาสตร์ ด้วยฤกษ์ด้วยดวงดาว ด้วยผีสางเทวดา มาเป็นใหญ่เป็นโตอย่างนี้; ให้รู้จัก เปรียบเทียบของที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้กันเรื่อยไป. ให้เด็ก ๆ ของเรากล้าค้านว่า ถ้าผีสางเทวดาเก่งจริง ทำไมทำบ้านเรือน อยู่เองไม่ได้. อย่างศาลพระภูมิคนก็ต้องทำให้. ถ้าเทวดาเก่งจริงทำไมไม่ทำบ้านเรือน เอาเองบ้าง. ยิ่งกว่านั้น เวลาสุนัขมาเยี่ยวรดบ้านเรือนของเทวดานั้น ทำไมไม่รู้จักไล่ สุนัขได้, ไม่สามารถจะไล่สุนัขให้ไปได้. เราให้เด็ก ๆ มีเหตุผลของตัวเองในเรื่องนี้ ให้เพียงพอ. นี่คืออยู่ในคลองของบรมธรรม อยู่ในกระแสของบรมธรรม ที่จะเจริญ ต่อไปข้างหน้า. แต่ถ้าเราไปทำวิญญาณของเขาให้โง่ ให้หลงเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว ก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ เหมือนกัน ; เด็ก ๆ จะต้องรู้ว่า พระเจ้าช่วยเราต่อเมื่อเราทำตาม คำสั่งของพระเจ้าที่สั่งให้ช่วยตัวเอง. เกี่ยวกับเรื่องพระเจ้านี้ ยังไม่ต้องการให้เด็กพิสูจน์ให้เชื่อว่ามีพระเจ้า ; แต่ ให้เชื่อว่าพระเจ้าช่วยเราต่อเมื่อเราทำตามคำสั่งของพระเจ้า ที่สั่งว่าให้ทุกคนช่วยตนเอง.
น.321 ดังนั้นเราต้องคิดช่วยตนเอง เราต้องคิดช่วยตัวเองก่อนคิดให้พระเจ้าช่วย หรือคิด อ้อนวอนพระเจ้า ; ให้คิดช่วยตัวเองก่อนเสมอ ก่อนที่จะคิดอ้อนวอนพระเจ้า. ความ คิดอ้อนวอนพระเจ้านั้น เอาไว้ทีหลัง ; ช่วยตนเองก่อนถูกต้องกว่า และตรงตามความ ประสงค์ของพระเจ้ากว่า, เพราะพระเจ้าต้องการให้เรากล้าหาญ และช่วยตัวเองก่อน แต่คนมันขี้ขลาดเลยคิดแต่จะอ้อนวอนพระเจ้า. ข้อต่อไปให้เด็กมองให้ชัดลงไปว่า เราต้องทำงานในหน้าที่ให้ดี เรามีหน้าที่ ที่จะทำอะไร มีหน้าที่เล่าเรียน มีหน้าที่ช่วยพ่อแม่ มีหน้าที่อะไรก็ตาม หลาย ๆ หน้าที่ ก็ตาม, เราต้องทำหน้าที่นี้ให้ดี. การทำหน้าที่ให้ดีนั่นแหละเป็นความโปรดปรานของ พระเจ้า ทำให้พระเจ้าโปรดปราน. สมมุตว่า เผื่อไม่มีพระเจ้าขึ้นมา เราก็ยังได้รับ ประโยชน์จากการทำหน้าที่ ; มันก็เท่ากับพระเจ้ามีอยู่นั่นเอง เท่ากับมีพระเจ้าโปรดปราน อยู่นั่นเอง. พระเจ้านั้นมีจริง เดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้จักพระเจ้า แต่เราจะต้องรู้จักในภายหลัง เราจะรู้จักพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าถึงตัวพระเจ้า ด้วยการทำความดีถึงที่สุด เป็นที่พอใจ ของพระเจ้า. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ยังไม่อาจจะเห็นพระเจ้า เข้าถึงพระเจ้า จะต้องทนทำ ความดีต่อไป เพื่อเป็นสะพานให้ถึงพระเจ้า ; และก็ให้รู้ให้ถูกต้องว่า พระเจ้านั้นไม่ใช่ ผีสาง เทวดา หรืออะไรทำนองนั้น เหมือนที่เขาพูดกันว่า พระเจ้าเป็นจอมเทวดา หรือเป็นอะไร ๆ คล้าย ๆ ผี ๆ สาง ๆ. พระเจ้ายังอยู่เหนือวิสัยที่เด็ก ๆ จะรู้ได้ว่าเป็นอะไรในเวลานี้ เรียกว่าพระเจ้า ไปก่อนก็แล้วกัน ; สักวันหนึ่งเราจะต้องถึงพระเจ้า เห็นพระเจ้า หรือรู้จักพระเจ้า หรือ มีพระเจ้าอยู่ในตัวเราในที่สุด. แล้วให้รู้จนให้เชื่อ หรือว่ายอมรับ ว่าความเห็นแก่ตัว นั้นไม่เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า. ความเห็นแก่ตัวนั้นพระเจ้าไม่ชอบ พระเจ้าชอบ ความไม่เห็นแก่ตัว. นี่เด็ก ๆ ไปมัวเห็นแต่แก่ตัว หรือเห็นแต่แก่พวกพ้องของตัว อย่างนี้เข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า. เราต้องเห็นแก่พระเจ้า หรือเห็นแก่ความดี เราต้อง ทำความดีเพราะเห็นแก่ความดี.
น.322 ทำความดี เราต้องลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด คือไม่เห็นแก่อะไรหมด นอกจากเห็นแก่ความดี. ทำความดีเรื่อยไป ทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อ ความดี ไม่ต้องทำเพื่อตัวเรา , คือถ้าทำเพื่อตัวเรามันดีน้อย; ทำความดีเพื่อ ความดี หรือเพื่อพระเจ้านั้นมันดีกว่า ดีมากกว่า. ฉะนั้นเราจะต้องทำความดี เพื่อ ความดี จนเข้าหลักจริยธรรมสากลว่า "บรมธรรมนั้นคือทำงานเพื่องาน, ไม่ใช่ทำงาน เพื่อขนม ทำงานเพื่อเงิน. ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน" ; เด็ก ๆ ต้องทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่ประจำวันก่อน, แล้วอะไรจะมาทีหลัง จะได้รางวัลหรือไม่นั้น มันคน ละเรื่องกัน. เราทำงานเพื่องาน ทำความดีเพื่อความดี, หรือทำความดีเพื่อพระเจ้าก็ได้ ; ไม่ใช่ว่าทำเพื่อตัวเอง. นี่มีแต่ไปสอนให้เห็นแก่ตัวเองกันเสียเรื่อย มันก็ย่อมไม่รู้จัก เห็นแก่ผู้อื่น, หรือเห็นแก่พระเจ้า. ให้เด็ก ๆ รู้จักคิด รู้จักเปรียบเทียบเอาเองว่า ทำอะไรที่ทำเพื่อตัวนั้น มันง่ายกว่าที่ทำเพื่อผู้อื่น ทำความดีเพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัวเอง นี้มันง่ายกว่าที่จะทำโดย เห็นแก่ผู้อื่น ความเห็นแก่ปากท้องของตัวนี้ มันง่ายกว่าเห็นแก่ปากแก่ท้องของผู้อื่น ; ดังนั้นจึงไม่มีใครสรรเสริญ. อย่าว่าแต่พระเจ้าเลย มนุษย์ก็ไม่สรรเสริญคนที่เห็นแก่ปาก แก่ท้องของตนเอง โดยไม่เห็นแก่ปากท้องของผู้อื่น. เพราะฉะนั้นการเห็นแก่ตัวเองนี้ มันง่าย. คนที่ทำของง่าย ไม่มีใครนิยมหรือสรรเสริญ ; เขาสรรเสริญคนที่ทำของยาก ทำสิ่งที่กระทำได้ยาก. เพราะฉะนั้นเด็กๆ ควรต้องชอบกระทำสิ่งที่ยาก ทำให้เกิดความ นิยมในการที่จะกระทำสิ่งที่ยาก นี่ผมพูดแล้วเมื่อตะกี้ว่า ในเรื่องบรมธรรม กับ เด็กทารกนี้ ทำได้เพียงยกมา ให้ดูเป็นตัวอย่าง ถ้าจะพูดให้หมดมันก็ต้องหลายชั่วโมง. ฉะนั้นยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง คุณก็เอาตัวอย่างเหล่านี้ไปเทียบดูเอาเอง ไปพิสูจน์ดูเอง จนกระทั่งเห็นได้ว่า บรมธรรมนี้ มีได้แม้แก่ทารก จำเป็นแม้แก่ทารก. โลกุตตรธรรม ปรมัตถธรรมหรือบรมธรรมนี้
น.323 จำเป็นแม้แก่ทารก และมีได้แม้แก่ทารก กระทำให้เกิดขึ้นได้แม้ในทารก. แต่เดี๋ยวนี้ มันมีข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า บิดามารดาหรือคนเลี้ยงนั่นแหละไม่มีบรมธรรม ไม่รู้จักบรมธรรม เสียเอง, แล้วจะไปทำให้เด็ก ๆ รู้จักหรือมีบรมธรรมได้อย่างไร. สภาพที่น่าเวทนาสงสาร ที่สุดมันอยู่ที่ตรงนี้. แต่แล้วยกไปให้ใครก็ไม่รู้ หรือยกไปให้ธรรมชาติ ว่าเด็ก ๆ ไม่อาจจะรู้โลกุตตรธรรม ไม่อาจจะมีบรมธรรม. นี้เป็นข้อแก้ตัวของคนโง่. เพราะ ฉะนั้นเลิกเป็นคนโง่เสียนิดเดียวเท่านั้น มันก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ทีนี้บิดามารดา หรือคนเลี้ยง ไม่รู้จักบรมธรรม ไม่มีบรมธรรม จึงไม่มี ความฝัน แม้แต่ความฝันที่จะอบรมบรมธรรมให้แก่เด็ก ๆ ในที่สุดก็ถือไปเสียว่าเป็นสิ่งที่ ทำไม่ได้, เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้; เด็ก ๆ จะรู้ปรมัตถธรรม หรือบรมธรรมไม่ได้ ตัดออก ไปเลย ; แล้วก็ฝั่งหัววัตถุนิยมลงไปในเด็ก ๆ อย่างดีที่สุดเขาก็ว่าไม่ควรทำ, ไม่ควรทำ, ยังไม่ควรทำ. ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าจะทำให้นิสัยของเด็กเสียไป เหไปนอกทางของ บรมธรรม แล้วจะแก้ไขยากที่สุด เมื่อเด็กโตแล้ว. เมื่อเขาเห็นว่า ไม่ควรทำ, ผม เห็นว่าควรทำ ; เพราะถ้าทำ เด็กจะมีเชื้อแห่งบรมธรรม หรือมีบรมธรรมตามระดับ ของเด็ก: แล้วโลกเรานี้ก็จะไม่มีปัญหายุ่งยากที่เรียกว่า ปัญหาเยาวชน เหมือนกับ ที่ผู้ใหญ่ปวดหัวอยู่เดี๋ยวนี้. นี่เป็นการลงโทษอย่างสาสมของพระเจ้า ที่ผู้ใหญ่อยากโง่ จนเด็กสร้างปัญหาขึ้นมาให้ผู้ใหญ่ปวดหัว, นี่แหละรู้คุณค่าของบรมธรรมกันเสียบ้าง ว่า จำเป็นแม้แก่เด็ก ๆ แล้วก็รีบทำให้เด็ก ๆ มีบรมธรรม แม้ในขั้นเด็กทารก ; ไม่จำต้องพูด ถึงเด็กโต ๆ อย่างพวกคุณที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงพอดี.
Buddhadasa