น.292 วันนี้จะได้พิจารณาดู ถึง บรมธรรมที่เกี่ยวกับการเกิดของฮิปปี้. เรื่องนี้ได้กล่าวท้าเอาไว้ ตั้งแต่การบรรยายครั้งก่อนโน้นว่า จะได้ พูดถึงกันโดยละเอียด วันนี้ก็จะได้พูดถึงตามที่ได้กล่าวนั้น. เมื่อพูดถึงฮิปปี้ (hippy) เราหมายถึงลัทธิ, มิได้หมายถึงบุคคล หรือการ กระทำของบุคคล ซึ่งเป็นเพียงปฏิกิริยาแสดงออก แล้วก็ต่าง ๆ กันตามยุคตามสมัย. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าฮิปปี้นี้ไม่ควรจะรู้สึกว่าเป็นของแปลก, แม้ว่าคนเหล่านั้นจะผ่าน มหาวิทยาลัยมาแล้ว หรือกำลังอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือว่าจะมาจากอาศรมของโยคีในป่า ในดง, เพราะมันเป็นสิ่งที่มีได้ตามเหตุตามปัจจัย และตามกฎเกณฑ์ของสิ่งที่เรียกว่าเหตุ และปัจจัย. ผู้ที่ผ่านมหาวิทยาลัยมาแล้ว ก็ปรากฏว่ามีอยู่ในฝูงฮิปปี้, หรือที่กำลังเป็น นิสิตในมหาวิทยาลัย ก็กำลังมีวิญญาณของฮิปปี้, อย่างข่าวหนังสือพิมพ์ที่นำมาเล่าให้ฟัง ๒๒๖
น.293 วันก่อน, พวกโยคีมุนี แม้ตามป่าตามดงก็มีมากมายหลายสาขา, เพราะความคิดนึกของ มนุษย์นั้น ไม่มีขอบเขตจำกัด, ความคิดเป็นไปได้รุนแรงทุก ๆ สาขา. ข้อที่ว่า ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย นั่นแหละ เป็นความลับที่ สำคัญของเรื่องทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไร. เนื่องจากเราไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "เหตุ และ ปัจจัย" เพียงพอ, เราก็มองข้ามไปเท่านั้นเอง. มันต้องมีเหตุมีปัจจัยที่เพียงพอ มันจึง เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น, เมื่อเกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้ ในโลกนี้ มันก็มีเหตุปัจจัยอยู่ที่นั่น อยู่ใน เวลานี้และในโลกนี้ และก็ที่นั่นเอง. ทีนี้ มันมีกฎของตัวมันเอง ที่เราเรียกว่ากฎของ ธรรมชาติ ซึ่งเป็นสัจจธรรมอันหนึ่ง อันเดียวในโลก. กฎของธรรมชาติ บางทีเรา ก็เรียกว่าพระเจ้า บางทีเราก็เรียกว่าพระธรรม. เมื่อเหตุปัจจัยมันเกิดขึ้นอย่างไร ปรุงแต่ง อย่างไร, มันก็เป็นไปตามกฎนั้น. เพราะฉะนั้น ปรากฏการณ์อะไรออกมาแปลก ๆ มันก็ไม่ใช่ของแปลก, ทั้งที่เราเรียกกันว่ามันเป็นของแปลก หรือกำลังตื่นเต้น. ถ้าเรา รู้เรื่องธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ, เรื่องหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, และผลของหน้าที่นั้น, ได้ดี สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นของแปลก. ทีนี้เราดูกันถึงเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดสิ่งนี้จะดีกว่า : คำว่า "เกิดขึ้นในโลก" นี้อย่าลืม ผมหมายความว่า เกิดขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาล หรือสมัยพุทธกาล หรือสมัยนี้ ; หมายถึงวิญญาณของฮิปปี้, ไม่ใช่ตัวบุคคล, ไม่ใช่การกระทำที่เขากำลังทำ, เราจะเรียกมันว่าฮิปปี้ยิสม์ (hippyism) อะไรทำนองนั้นก็ได้ ; และอาจจะเกิดอยู่ในบุคคล เป็นส่วนบุคคลแต่ละคน อยู่อย่างเงียบ ๆ ในห้องส่วนตัวของเขาก็ได้ มันก็เป็นสิ่งเดียวกัน. ถ้าเราจะถามว่า เหตุไรจึงเกิด ฮิปปี้ยิสม์ ขึ้นในโลก ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยนี้ เวลานี้ อย่างที่เป็นข่าวอื้อฉาว. ผมก็เคยคิดดูมากเหมือนกัน เพราะมันเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับ ความอยู่ หรือความรอดของมนุษย์ในโลก. และมันเกี่ยวเนื่องกับ
น.294 บรมธรรม. ทุกอย่างจะเกี่ยวเนื่องกับบรมธรรม เพราะบรมธรรมเป็นสิ่งที่เราต้องการ, ควรจะต้องการ ; แต่แล้วมันไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะมีอะไรหลายอย่างเข้ามาขัดขวาง. เพราะฉะนั้นมันจึงเกี่ยวกับบรมธรรม, เป็นพื้นฐานอยู่ทั่วไปหมด. อีกอย่างหนึ่งก็จะต้องรู้ไว้ว่า ใคร ๆ ก็ต้องการบรมธรรมตามทัศนะของเขา, อย่าลืมว่า ตามทัศนะของเขา. ฮิปปี้ก็ต้องการบรมธรรมตามทัศนะของเขา และสิ่งที่ เขาทำไปนั้นก็คือสิ่งที่เขาถือว่า มันเป็นสิ่งสูงสุดหรือดีที่สุด สำหรับมนุษย์และสำหรับเขา. นี้มันจึงมีปัญหาที่เราจะต้องพิจารณากันอย่างระมัดระวัง, ในข้อที่ว่า ทำไมมันจึงเกิด ฮิปปี้ยิสม์ขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือไม่น่าจะเป็นไปได้. เหตุปัจจัยอันแรกที่สุด ผมอยากจะเรียกมันว่า ความกดดันทางศีลธรรม มันฝืนความรู้สึกของคนเดี๋ยวนี้ของคน สมัยนี้, และมันผิดฝาผิดตัวต่อคนเหล่านี้ ; คือคนที่ออกไปเป็นฮิปปี้ มันถูกความกดดัน ทางศีลธรรม ชนิดที่ฝืนความรู้สึก และผิดฝาผิดตัวต่อเขา, คือเด็ก ๆ ของเราสมัยนี้ ได้รับการศึกษาอย่างนี้ และได้รับสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ .. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมก็ยังมีอยู่ ไม่ยกเลิก แล้วมันเกิด conflict ต่อกัน และกัน คือมันขัดต่อกันและกันไปหมด. ศีลธรรมที่อยู่ในรูปของศีลธรรมมาแต่เดิม นั้นแหละ มันเข้ารูปกันไม่ได้กับจิตใจของเด็ก ๆ ที่ได้รับการศึกษาอย่างนี้, ได้รับการแวดล้อมอย่างนี้, คือมันผิดฝาผิดตัวต่อกัน ; หมายความว่าเมื่อเด็ก ๆ สมัยนี้ มีการศึกษาอย่างนี้ เป็นตัว, ส่วนศีลธรรมที่เป็นฝา, มันนำมาครอบกันไม่ได้ นี้เรียกว่ามันมีความผิดฝาผิดตัวกัน ระหว่างศีลธรรมกับจิตใจของเด็กที่ได้รับการศึกษา อย่างปัจจุบันนี้. หรือ ที่จะมองให้ชัดกว่านั้นก็คือว่า ในจิตใจของเด็กสมัยนี้ ไม่มีความรู้ ทางปรมัตถ์, หรือทางบรมธรรมที่ถูกต้อง, รู้แต่ปรัชญาเฟ้อ คำว่าปรัชญาเฟ้อนี้ ก็คือปรัชญาที่เขาบรรจุลงไปในหัวเด็ก, แล้วมันเฟ้อคือมันมากเกินไป. แล้วปรัชญานี้
น.295 ปรัชญาวัตถุนิยมทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่มีปรมัตถธรรมหรือบรมธรรมในปรัชญานั้น. นี่เพราะว่า การศึกษาแผนปัจจุบันไม่มีเรื่องทางวิญญาณ ไม่มีเรื่องทาง spiritualism และ แยกตัวเองออกจากศาสนาโดยเด็ดขาด, จนถึงกับส่วนมากของมหาวิทยาลัยนั้น แยก ศาสนาออกไปจากหลักสูตร ไม่ให้มีอยู่ในหลักสูตรที่บังคับ ให้เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคล ; จนเด็ก ๆ ต้องตั้งกลุ่มทางศาสนาขึ้นเอง ตามศาสนาของตน ๆ เป็นศาสนา ๆ ไป หรือเป็น เหมือนกับ club หรือสโมสรของส่วนตัวบุคคลไป. นี่การศึกษาแผนปัจจุบัน จะไม่มี เรื่องทางวิญญาณหรือทางศาสนา ไปตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม ชั้นมหาวิทยาลัย ทีนี้การศึกษาแบบนี้ ที่แยกตัวออกจากศาสนาเด็ดขาดนี้ มันมีเทคนิคหรือ มีอำนาจ มีกำลังอะไรของมันมากเหมือนกัน, มากไปในทางที่จะให้เด็กสร้างมโนภาพเก่ง คือ imagine สิ่งต่าง ๆ เก่ง, ฝันจนเป็นฝันชนิดที่เป็นความเพ้อฝัน, imagination ก็เฟ้ออีกอย่างหนึ่ง เฟ้อไปตามความเฟ้อของปรัชญา. เพราะฉะนั้น เด็กที่คิดเก่ง คิดฝันเก่ง มันก็ฝันอะไรได้มากเกินขอบเขต. พร้อมกันนั้น ความท่วมทับทวีของสิ่ง เย้ายวนที่ผลิตขึ้น ๆ ประดิษฐ์ขึ้น ในโลกนี้ มันมากขึ้น ๆ ท่วมทับจิตใจของคน เหล่านี้. สิ่งเย้ายวนท่วมทับจิตใจของคนอย่างสับสนอลหม่าน, แล้วก็ เป็นไปใน ทางวัตถุนิยมจัด, เพราะฉะนั้นมันจึงก่อรูปไปในทางกามสำนึกทางวัตถุนิยม ขึ้นมา อย่างสับสนอลหม่านเหมือนกัน, แล้วมันก็กำลังเดือดคลั่งอยู่ในรูปของปรัชญา. วัตถุนิยมที่เป็นต้นกำเนิดแห่งกามสำนึก เดือดคลังอยู่ในรูปของปรัชญา. แล้วก็มีปรัชญากันแต่เรื่องวัตถุนิยม, คือสิ่งที่จะให้ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง หรือเป็น ปัจจัยของความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง อย่างที่เคยพูดมาแล้วในวันก่อน ๆ ; นี้มันก็เลย แสวงหารสอร่อยแต่ทางเนื้อหนัง ไม่ใช่ทางวิญญาณ. นี่พูดภาษาของผมพูด ; ความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง กับ ความเอร็ดอร่อยทางวิญญาณ หรือที่ผมเรียกว่า มหรสพ ทางเนื้อหนัง กับ มหรสพทางวิญญาณ. มันก็มีแต่มหรสพทางเนื้อหนังเต็มไปหมด,
น.296 entertainment มีแต่ทางเนื้อหนัง, มีการขับกล่อมบำเรอให้เคลิ้มฝันไปแต่ในทางเนื้อหนัง ส่วนทางวิญญาณที่จะทำให้สงบเย็น ให้หยุด ไม่ต้องลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นนั้น มันไม่มี ไม่มีมหรสพทางวิญญาณที่จะเป็นเครื่องดึงดูดคนเหล่านี้ เอาไว้ให้นั่งลง แล้วก็อยู่ด้วย ความสงบเย็น, สะอาด สว่าง มันไม่มี; ไม่มีหรือไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "มหรสพ ทางวิญญาณ". มันยังไม่มีสิ่งที่จะทำความสมดุลย์ ให้แก่จิตที่กำลังเดือด หรือบ้าคลั่งไปใน ด้านเดียวในทางเดียว. ทีนี้พร้อมกันนั้น ประชาธิปไตยที่เมากันนักนี้ก็ให้โอกาส, ให้ โอกาสแก่สัญชาตญาณของการออกจากที่คุมขัง คือว่าจะคิดนึกอะไรได้ ; ประชาธิปไตยนี้ เราพูดกันอย่างที่เรียกว่า อิสระที่สุด, free ที่สุด คิดอะไรก็ได้, ทำอะไรก็ได้, มันเป็น ประชาธิปไตยที่เพ้อฝันเหมือนกัน ไม่อยู่ในขอบเขต, ไม่มีขอบเขตหรือไม่อยู่ในความ บังคับบัญชาของศีลธรรมที่แท้จริง หรือที่ถูกต้อง ; มันเป็นเรื่องศีลธรรมลม ๆ แล้ง ๆ ที่ เอามาพูดกัน. เมื่อจิตมันถูกปล่อยไปโดยประชาธิปไตยที่ไม่มีขอบเขต, มันก็เป็นจิต ที่ไม่มีขอบเขต. เพราะฉะนั้นสัญชาตญาณแห่งการออกจากที่คุมขังนี้ มันก็ไม่มีขอบเขต มันเตลิดเปิดเปิง ; จนกระทั่งรู้สึกว่า ศีลธรรมนี้เป็นที่คุมขัง. จริยธรรม ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้มันเป็นสิ่งคุมขัง เขารู้สึกอยู่อย่างนี้ ; แล้วเลยจะต้องพังทลาย มันเสีย เพื่อจะออกไปจากที่คุมขัง. ทีนี้ วิญญาณแห่งวัตถุนิยมในจิตใจ ที่มันเพื่อไปด้วยปรัชญาตามแบบนั้น มันก็สร้างลัทธิของตัวเองขึ้นมา, สร้างทิฏฐิหรือ วาทะ ของตัวเองขึ้นมา ในรูปที่เขาเรียก มันว่า มโนนิยม ก็ได้ spiritualism ก็ได้ ; แต่มันเป็นมโนนิยมที่ปลอม คือเป็นมโนนิยม ที่เป็นปฏิกิริยาของวัตถุนิยม. คุณต้องสังเกตในข้อเหล่านี้หรือเรื่องเหล่านี้ให้ดีๆ. มโน- นิยมที่เป็นเพียงปฏิกิริยา เป็น re-action ของวัตถุนิยมเท่านั้น, เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น มโนนิยมหรือมโนธรรมไปไม่ได้. แต่ก็อยู่ในรูปที่จะต้องถูกจัดเป็นมโนธรรมแบบหนึ่ง
น.297 ดังนั้นมันจึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือผิด, ผิดเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ. นี่ ลัทธิที่เป็นราวกับว่า มโนธรรมของมนุษย์เกิดได้ในแบบของมิจฉาทิฏฐิ. อันสุดท้าย ที่น่าจะเหลือบตาดูอีกนิดหนึ่งก็คือ "นิสัยชอบเปลี่ยน". นิสัย ชอบเปลี่ยนนี้ มันก็น่าจะจัดเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง, แม้แต่สุนัขและแมว, ลูกสุนัข ของผม เดี๋ยวมันไปนอนในรังนั้น เดี๋ยวมันไปนอนในรังนี้ เดี๋ยวมันไปนอนในรังโน้น ไม่ต้องหลายวัน เพียงแต่วันเดียวมันก็ยังเปลี่ยน ; ไปตรวจดูก็ไม่เห็นมีอะไรผิด หรือทำ ความรำคาญแก่มัน เช่นมดมันกัดเป็นต้น ก็ไม่มี, มันก็มีนิสัยหรือสัญชาตญาณของการ อยากเปลี่ยน อย่าว่าถึงคนเลย แม้แต่สัตว์มันก็มีนิสัยอยากเปลี่ยน. เมื่อปีสองปีมานี้ คุณก็รู้เรื่องแผ่นเสียงเพลงผู้ใหญ่ลี ขายดีกว่าแผ่นเสียงเพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมเรียก ทำลายสถิติได้ ; อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องสัญชาตญาณของการชอบเปลี่ยน, แม้จะหวานอร่อย อย่างไร ถ้าซ้ำ ๆ ซาก ๆ มันก็อยากที่จะไปหาของที่จืด ๆ กว่า. เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกว่า กินน้ำเย็นจืด ๆ นี้ บางทีอร่อยกว่าอาหารที่ปรุงอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างวิเศษวิโสไปเสียอีก, นั่นคือการที่มันต้องการจะตกกลับไปสู่ภาวะปกติ มีอยู่อย่างรุนแรง. เพราะฉะนั้นเราก็ ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อจะพบภาวะปกติที่มันทำให้หยุดนิ่งลงได้. รวมความแล้วก็ต้องกล่าวได้ว่า มันมีเหตุมีปัจจัยสลับซับซ้อนเนื่องกันอยู่มาก จนเกิดฮิปปี้ยิสม์ขึ้นมาได้ในจิตใจของคน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้ ปัจจุบันนี้ ที่เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาอย่างนี้. และระวังให้ดี ๆ ต่อไปจะระบาดยิ่งกว่าโรคระบาดใด ๆ ก็ได้ ถ้าการแก้ไขหรือป้องกันเป็นไปไม่ถูกวิธี. มันเกิดเมาอิสรภาพ เมาเสรีภาพ เพราะสิ่งยั่วยวนทางกามารมณ์นั้นมันหนักขึ้น ๆ. เมานิยมความคิดฝัน ปล่อยให้รับ อิสรภาพในการที่จะคิดฝัน, การศึกษาของคนไม่นิยมการบังคับตัวเอง, เห็นศาสนา เป็นของครี, เห็นบรมธรรม ปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของคน, เพราะฉะนั้น ลัทธินี้มันจึงเกิดขึ้น.
น.298 ส่วนข้อที่ผมพูดว่า ฮิปปี้เกิดมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนานั้น มันต่างกันอยู่ บ้างตรงที่ว่า ในสมัยที่มโนนิยมจัด, นิยมทางมโนธรรมจัด, ไม่นิยมวัตถุจัดเหมือนเดี๋ยวนี้, มันก็ต้องเกิดขึ้นคนละอย่าง. แล้วในสมัยที่ประชาธิปไตย หรือเสรีภาพในทางร่างกาย ทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ไม่เปิดฟรีเหมือนเดี๋ยวนี้ มันก็ต้องต่างกัน ; แต่แล้วตัวเนื้อแท้ ตัวจุดมุ่งหมาย ตัว spirit ของมันก็ยังคงคล้ายกัน, คือความต้องการจะออกจากที่คุมขัง สัญชาตญาณแห่งการออกจากที่คุมขัง ; แล้วก็ทางวิญญาณทางจิตนี้, สัญชาตญาณแห่ง การออกจากที่คุมขังนี้ ถ้ามันเป็นไปถูกต้องทางมโนธรรมแท้ มันก็เป็นธรรมะหรือเป็น ศาสนาที่ถูกต้องขึ้นมา. แต่ถ้ามันเป็นไปทางเนื้อหนังคือทางวัตถุ, คือมันตกเป็นทาส ของอารมณ์ทางเนื้อหนังเสียแล้ว, มันก็เป็นรูปของวัตถุนิยม ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา. นี่ต้นตอก็มาจากสัญชาตญาณแห่งการออกจากที่คุมขังด้วยกันทั้งนั้น ; ในส่วนนี้มันดีหรือ น่าฟัง เพราะ ต้องการจะออกจากที่คุมขัง. แต่แล้ววัตถุนิยมนี้มันเป็นเรื่องเพ้อฝัน ; ออกจากที่คุมขัง ชนิดที่จะไม่ได้ความสุขทางเนื้อหนังก็ทำได้, แต่แล้วกลับไปหาความสุข ทางเนื้อหนัง โดยไม่รู้สึก ว่านี่ยิ่งเป็นที่คุมขังที่ยิ่งไปกว่า. เพราะฉะนั้นการที่พวกฮิปปี้ เขาจะต้องปฏิบัติอะไรตามอุดมคติของเขาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเอร็ดอร่อยนั้น มันกลับ เป็นที่คุมขังอย่างยิ่ง, คุมขังอย่างหลอกลวง. กามารมณ์นี้เป็นคุกเป็นโซ่ตรวน เป็นคอก ที่ไม่แสดงตัว และไม่แสดงการ ผูกหรือการขัง. กามารมณ์นี้เป็นโซ่ที่ผูกจิตใจ ที่ไม่แสดงรูปร่างลักษณะและไม่แสดง การผูกหรือการล่าม, ทีนี้ พวกนี้มีแต่ปรัชญาทางวัตถุ มองไม่เห็นสิ่งที่ผูก สิ่งที่คุมขัง ผูกล่าม ร้ายกาจไปกว่าเดิม เขาคิดว่า เขาฟรี เขาเป็นอิสระ กระทำลามกอนาจารอะไร ก็ได้ อย่างนี้เขาก็คิดว่า เขาฟรี หรือเป็นความถูกต้อง ; มันถูกต้องตามอุดมคติมิจฉา- ทิฏฐิหรือปรัชญาเพื่อ. เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ของฮิปปี้ยิสม์ในสมัยพุทธกาล หรือ ก่อนพุทธกาลมันจึงไม่เหมือนกับสมัยนี้ ทั้งที่วิญญาณของเรื่องนี้มันเหมือนกัน, เจตนารมณ์ ของเรื่องนี้มันเหมือนกัน, มันพูดด้วยคำพูดอย่างเดียวกัน ว่า ต้องการจะออกจากที่คุมขัง
น.299 ราควรมาดูกันในข้อนี้โดยละเอียดว่า ทำไมเขาจึงมองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไปได้. เพราะว่ากงจักรนี้มันก็มีความคม พัดเฉือนให้เลือดไหลอยู่เสมอก็ยังเห็นเป็น ดอกบัวไปได้. นี้คือเรื่องความลับของเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ที่จะเห็นการผูกมัด เป็นความอสระไปอย่างตรงกันข้าม, เห็นของร้อนเป็นของเย็น, เห็นความสุขเป็น ความทุกข์, เห็นความทุกข์เป็นความสุข กลับกันเสีย. พูดง่าย ๆ ก็ว่า เห็นความสงบ เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาไปเสีย ; จนมีผลร้ายเกิดขึ้นแก่โลกคือทำโลกให้ไม่มีความสงบ. คุณไปทบทวนดู ในเรื่องที่พูดมาแล้ว เรื่องบรมธรรมกับการศึกษากับ สื่อมวลชน เรื่องอะไรต่าง ๆ มันจะพบร่องรอยที่ว่า มนุษย์กำลังไม่รู้จักตัวเอง กำลัง ไม่รู้จักสิ่งแวดล้อม กำลังไม่รู้จักการเดินทาง หรือจุดหมายปลายทางอะไรของตนเองอย่าง ถูกต้อง. มนุษย์จึงใช้สิ่งที่ควรจะมีประโยชน์ให้กลายเป็นโทษได้, หรือเลือกใช้เครื่องมือ, หรือเครื่องใช้ไม้สอย หรืออะไรก็ตามนี้ ในแง่ที่จะเชือดคอตัวเอง ; ที่ว่าเป็นดาบ ๒ คม จะใช้ไปในทางเป็นคุณก็ได้เป็นโทษก็ได้. เดี๋ยวนี้มันก็แสดงออกมาอย่างเห็นชัดแล้วว่า การมัวเมาในอิสรภาพ หรือ ประชาธิปไตย เสรีภาพจากการคุมขัง หรืออะไรเหล่านี้ เมื่อเอามาใช้มันทางหนึ่ง มันมีผล ทางหนึ่ง, เมื่อใช้มันอีกทางหนึ่ง มันก็มีผลอีกทางหนึ่ง ; แล้วมันยังมีหลอก หลอกลวง เป็นมายา พรางตาไม่ให้เห็นข้อเท็จจริง หรือความจริง มันจึงมีการใช้ไปที่ผิด ๆ. แล้วสัญชาตญาณอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี แต่ลักษณะอาการ ของมันก็คือเล่นตลก, สัญชาตญาณแห่งการเล่นตลก ในการที่จะแก้ตัวต่อความจริง ต่อ ความถูกต้อง. สัญชาตญาณชนิดที่เป็นหน้าไหว้หลังหลอก เป็นการเล่นตลกต่อความจริง หรือความถูกต้อง นี้เรียกว่าอะไรดี คุณเคยพบในตำรับตำราจิตวิทยาอะไรบ้างหรือเปล่า ถ้านึกไม่ออก เหมือนผมกำลังนึกไม่ออกนี้ ก็ขอให้มองดูให้ดี ๆ ว่า มนุษย์มีนิสัย
น.300 สันดานแห่งการเล่นตลก หน้าไหว้หลังหลอกต่อความถูกต้อง. นี้มันคือการที่มนุษย์ แยกตัวออกมาจากสัตว์ ด้วยอำนาจการศึกษา หรืออะไรที่เพื่อ, ปรัชญาที่เฟ้อนี้ ก็มีการ ใช้โอกาสแก้ตัวบิดพลิ้ว. ความบิดพลิ้วต่อความถูกต้องนี้ เป็นกิเลส หรือเรียกชื่อว่าสารัมภะ หรืออะไรก็ไม่ทราบ, คำแปลมันไม่ค่อยแน่นอน ; แต่รู้ได้ว่าในบรรดากิเลสทั้งหลาย มีกิเลสอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เราบิดพลิ้วหรือแก้ตัว. แล้วเด็ก ๆ จะเกิด สัญชาตญาณแห่งการบิดพลิ้วหรือแก้ตัวขึ้นมาได้เมื่อไรก็ไม่รู้, คล้าย ๆ กับว่าในโลกนี้ ในสิ่งแวดล้อมนี้ มันช่วยให้คนเรารู้จักแก้ตัว หรือบิดพลิ้วต่อความถูกต้อง. นี่ถ้าว่า วัฒนธรรมไม่ดี อะไรไม่ดีพอ อันนี้จะเป็นอันตรายที่สุด, คือจะมีมากจนเป็นอันตราย ที่สุด, แล้วเราก็นิยมกันเสียด้วย. เช่นการเรียนกฎหมายอย่างนี้ เป็นการเรียนเพื่อเป็นศิลป แห่งการแก้ตัวในการทำผิดกฎหมาย ; คุณมองให้เห็นถึงพฤตินัยที่แท้จริงดูเถิด เดี๋ยวนี้ กำลังใช้กฎหมายไปในทางที่จะแก้ตัวให้คนผิด หรือให้แก่มนุษย์ เพื่อจะได้ทำตามใจตัว ; กฎหมายเป็นหมันไปหมดเพราะข้อนี้. เพราะฉะนั้นถ้ายังรักตัวอยู่ ก็ระวังสัญชาตญาณ แห่งการบิดพลิ้ว หรือแก้ตัว. มันมีเต็มไปหมด แม้ที่เป็นพระเป็นเณร บวชตั้งหลาย พรรษา หลายสิบพรรษาแล้ว ก็ยังมีมากอยู่ด้วยสัญชาตญาณแห่งการบิดพลิ้วหรือแก้ตัว หรือเถียง หรืออะไรทำนองนั้น. เพราะฉะนั้นจึงสรุปความว่า การเล่นตลกในจิตมนุษย์ ระหว่างบรมธรรม กับสิ่งตรงกันข้ามนี้ มันมีเสียตลอดเวลา. ระหว่างบรมธรรมกับสิ่งตรงกันข้ามนั้น ก็หมายความว่า ระหว่างบรมธรรม กับกามสุข, หรือกับสุกร้อน ๆ ไม่ใช่สุขเย็น. ในระหว่างของ ๒ อย่างนี้ มนุษย์มี กิเลสแห่งการเล่นตลก หรือการบิดพลิ้ว และการแก้ตัวให้ตัวเอง อยู่เป็นประจำ เป็นพื้นฐาน. ที่เราจะเห็นได้ง่าย ๆ เช่นว่า ทุกคนพอพูดถึงของดี ของจริง อุดมคติ ก็ยอมรับทั้งนั้น, และบางทีความรู้สึกนั้นมันก็เป็นไปจริง ๆ ที่รักดีบูชาอุดมคตินั้น ๆ
น.301 ความรู้สึกของเขาจริง ๆ ; แต่แล้วเขาไม่สามารถที่จะมีอุดมคติ ; เพราะไปเอาสิ่ง ที่ไม่ใช่อุดมคติมาเป็นอุดมคติอยู่เรื่อยไป. เช่น ปากว่าบูชาพระเจ้า เชื่อพระเจ้า แต่ใจมันก็ไปบูชาเนื้อหนัง แล้วก็ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง ไม่ใช่เป็นทาสของพระเจ้า ; นี้ระวังให้ดี. ที่ว่า เราอุทิศชีวิตแก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เรากล่าว ว่า "พุทธสสาหฺมิทาโสว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร ฯลฯ ธมฺมสสาหฺมิ ทาโส ว ธมฺโม เม สามิกิสฺสโร ฯ ล ฯ สงฺฆสฺสาหฺมิ ทาโส ว สงฺโฆ เม สามิกิสฺสโร ฯ ล ฯ. ระวังให้ดี, อย่าให้มันเป็นเพียงว่าแต่ปาก แต่ใจมันไปนิยมความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ซึ่งเป็นข้าศึกแก่กัน. พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีหน้าที่สำหรับแก้ปัญหาข้อนี้, หรือเป็นคู่ปรับกันกับสิ่งนี้ คือความสุขทางเนื้อหนังนี้. เมื่อปากของเราบูชาพระรัตนตรัย แต่จิตใจหรือการกระทำของเรานั้นไปบูชาเนื้อหนัง ไม่ต้องมีอะไรนัก พอมีอะไรมาล่อ นิดเดียว คนก็ทิ้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอุบาสก อุบาสิกาแต่ปาก นี้ก็ ทิ้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเห็นแก่เงินเพียงไม่เท่าไร ไม่ต้องถึงล้านบาท เพียงแต่ผู้หญิง หรือผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็ทำให้คนทิ้งอุดมคติ เช่น พระรัตนตรัย เป็นต้นได้ ที่กล่าวว่าผู้หญิง ผู้ชายคนหนึ่งนั้น หมายความว่า ผู้หญิงผู้ชายที่เป็นแฟน ที่มีความ รู้สึกระหว่างเพศต่อกัน. นี้แปลว่าเราไม่มีความมั่นคงในอุดมคติ และไม่มีอุดมคติในที่สุด. นี่คือความเล่นตลกของจิตมนุษย์ ในระหว่างบรมธรรมกับกามสุข ; ปัญหายากมันอยู่ที่ ตรงนี้. ปัญหาที่จะเรียนรู้ให้หมดทั้งพระไตรปิฎกนั้นมันง่ายนิดเดียว. วิชา เทคนิคต่าง ๆ ยังจะเรียนยากกว่าเสียอีก, แต่แล้วเราก็ไม่มีธรรมะ ไม่มีพุทธศาสนา. ทั้งที่บวชเป็นพระเป็นเณรก็ไม่มีพุทธศาสนา, มันมีสปีริต (spirit) แห่งการเล่นตลกคือ กิเลสนี้ เป็นการเล่นตลก เรียกง่าย ๆ ก็คือ หลอกตัวเอง , แม้ที่เป็นพระเป็นเณรแล้ว.
น.302 นั่นแหละคือนิวเคลียส (nucleus) ของฮิปปี้นั่นเอง, มันก็พักตัวอยู่แม้ในจิตใจของภิกษุ สามเณรได้. มันเล่นตลกต่อความถูกต้อง หาทางออกไปสู่ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ถ้าใครมีสิ่งเหล่านี้ พึงเข้าใจเถิดว่า มีวิญญาณแห่งฮิปปี้อิสม์อยู่ในจิตใจของเขาแล้ว หาก แต่มีหิริโอตัปปะอะไรบางอย่าง หมกปกปิดเอาไว้ ไม่แสดงออกมา ; ถ้าอันนี้มันพังทะลาย ไปเมื่อใด มันก็แสดงออกมา, ไปเข้าฝูงฮิปปี้ที่ทำโดยเปิดเผย. นี่สรุปความว่า มันเอา อุดมคติไว้ไม่ได้ หรือไม่มีอุดมคติ. ทีนี้ มัน มีศีลธรรมละเมอ , มีศีลธรรมอย่างละเมอ ๆ ปราศจากปรมัตถธรรม หรือโลกุตตรธรรม. การที่พยายามจะมีศีลธรรมโดยปราศจากอุดมคติทางปรมัตถ- ธรรมนี้มันเป็นไป ไม่ได้ , มันจะทนความกดดันของสิ่งแวดล้อมไม่ไหว สิ่งแวดล้อม คือกามสุข เป็นเหยื่อ แสนที่จะเป็นเหยื่อ ยึดเอาจิตใจไปหมด. ทีนี้จะมามีศีลธรรม มันก็จะเกิดความกดดันขึ้นระหว่างสองสิ่งนี้ คือใจมันไม่อยาก ต้องสู้ทน. ทีนี้ศีลธรรม ที่เป็นไปเพียงตามธรรมเนียมตามประเพณี มันไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับความกดดันอันนั้น เพราะฉะนั้นเด็กๆ ของเราที่ไม่มีความรู้ทางปรมัตถธรรมพอ ก็ทนไม่ได้ ก็ล้มละลายหมด ไหลตามความยั่วยวนของวัตถุไปหมด ; มันก็มีการเล่นตลกกลับไปกลับมา. เมื่อไม่มีอะไรมายั่วยวนมันก็เป็นไปอย่างหนึ่ง, เมื่อมีอะไรมายั่วยวนมันก็ กลับเป็นไปอีกอย่าง อย่างตรงกันข้าม. จงสังเกตตัวเราเองให้มากในเรื่องนี้. บางทีก็ อยากดี บูชาความดี , บูชาความดีเป็นสิ่งสูงสุด ; แต่บางเวลาก็ลืม เอาไปทิ้ง เสียที่ไหนก็ไม่รู้, แล้วก็ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามได้ แล้ว กามสำนึก คุณรู้เอาเอง ผมใช้คำบางอย่างเพื่อประหยัดเวลา ; เมื่อกามสำนึก คือความสำนึกในกาม มันไม่เดือด ขึ้นมา ก็เอาพระเจ้าเป็นบรมธรรมไปได้ ; พอกามสำนึกมันเดือดขึ้นมา ก็เอากามารมณ์ นี้เป็นพระเจ้า หรือเป็นบรมธรรมเสีย. เรามีพระเจ้า หรือมีบรมธรรมที่เปลี่ยนรูปอยู่ ตลอดเวลา เดี๋ยวกลับมาฝ่ายนี้ เดี๋ยวกลับมาฝ่ายโน้น. นี่คือการเล่นตลกในจิตใจของ มนุษย์ ในระหว่างบรมธรรมกับพระเจ้า. เดี๋ยวเอานี้เป็นพระเจ้า เดี๋ยวเอานั้นเป็น
น.303 พระเจ้า กลับกันอยู่อย่างนี้ ; เดี๋ยวเอาพระเจ้าเป็นพระเจ้า เดี๋ยวเอากามารมณ์เป็นพระเจ้า บรมธรรมมันก็ไม่มีจริง ไม่ใช่ของจริงอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้น. เมื่อเราเหนื่อยเรา อ่อนเพลีย เราก็หาความสุขจากการพักการหยุดอยู่นิ่ง ๆ. สังเกตดูให้ดี ๆ พอเหน็ดเหนื่อย ก็ต้องการหาความสุขจากการพัก แต่พอมันคึกคักขึ้นมาอีก มันก็ไปหาความสุขจากสิ่งที่ทำ ให้เหนื่อยนั้นอีก ; จากสิ่งที่มาทำให้เหนื่อยนั้น ซึ่งเราควรจะเกลียดนั้น เดี๋ยวนี้เรากลับ ไปบูชามันอีก. พอเหนื่อยก็อยากพัก พอคึกคักขึ้นมาก็อยากเหนื่อย. นี่คือความ เล่นตลกตลบแตลงที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานทั่วไปสำหรับฮิปปี้อิสม์จะ ก่อหวอดขึ้นในวิญญาณของมนุษย์ทุกคน. ถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก, เราก็ลองกวาดสายตาไปมองดูสัตว์ เดียรัจฉาน. เราตั้งปัญหาขึ้นว่า ทำไมฮิปปี้อิสม์จึงไม่ก่อหวอดขึ้นในจิตของสัตว์เดียรัจฉาน วิญญาณแห่งฮิปปี้ดูไม่ออก ดูไม่เห็นในสัตว์เดียรัจฉาน จนเกือบจะต้องพูดว่า สัตว์ เดียรัจฉานยังมีความบริสุทธิ์สะอาดอยู่ตามเดิมในจิตใจของมัน ไม่มีความขุ่นข้นแห่งความ หลอกลวง เล่นตลกกับตัวเองอยู่ในจิตใจของสัตว์เดียรัจฉาน. นี่เวลาของเราไม่พอที่จะ บรรยายเปรียบเทียบโดยรายละเอียด ระหว่างจิตของคนกับจิตของสัตว์เดียรัจฉาน แต่มองดู ก็พอเห็นได้ ว่าความเป็นฮิปปี้นี้มีไม่ได้ในสัตว์เดียรัจฉาน มัน innocent มันไม่มี imagination ตลบแตลง มันไม่มีอะไรต่าง ๆ ชนิดที่ทำให้เกิดฮิปปี้. มนุษย์มีจุดเดือดของ วัตถุนิยม วัตถุนิยมมีจุดเดือด, มนุษย์ก็ถึงจุดเดือดของวัตถุนิยม ; เพราะเพื่อไปด้วยปรัชญา ทางวัตถุนิยม สิ่งนี้ไม่มีในจิตของสัตว์เดียรัจฉาน จุดเดือดของปรัชญาวัตถุนิยมไม่มี ในสัตว์เดียรัจฉาน, เพราะมันเป็นไปตามสภาพธรรมดา ตามธรรมชาติแท้ ๆ ตามธรรมชาติบริสุทธิ์. มนุษย์เรานี้ปล่อยตัวเองไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามปรัชญาของวัตถุนิยม ที่เพ้อฝัน พอถึงโอกาสหนึ่ง มันเดือดขึ้นมาเอาไว้ไม่อยู่ หิริโอตตัปปะไม่มี ระเบียบวินัยควบคุมไว้ไม่อยู่ กฎของโรงเรียนของมหาวิทยาลัยคุมไว้ไม่อยู่ ความนิยม
น.304 ของสังคมก็คุมเขาไว้ไม่อยู่, เขาก็แสดงออกไปในลักษณะอย่างนั้น. สัตว์เดียรัจฉาน ยังอยู่ตามเดิม กี่ล้านปีมาแล้วมันก็ยังอยู่ตามเดิม ; ส่วนคน นี้ไปด้วยการวิ่ง ๆ วิ่ง ๆ อย่าง หัวหกก้นขวิดหกคะเมนเรื่อยไป ตกเหวแล้วก็ขึ้นมาอีก ตายแล้วตายอีก ตายแล้วเกิดอีก มันเป็นเรื่องทางจิต. ขอให้ถือว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ า สัมมาทิฏฐิ นี้จำเป็นอย่างยิ่ง . จำคำว่า สัมมาทิฏฐิไว้ให้ดีๆ สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นถูกต้อง นี้ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม, เป็นเรื่องปรมัตถธรรม เป็นเรื่องโลกุตตรธรรม ; จะพูดให้ ไพเราะตามสมัยนี้ก็คือ ปรัชญา. แต่มันเป็นปรัชญาที่ถูกต้อง ที่สะอาด ที่บริสุทธิ์ เราเรียกในหมู่พุทธบริษัทว่า สัมมาทิฏฐิ - ความรู้ทางโลกุตตรธรรมที่ถูกต้อง definition ต้องบอกไปว่า สัมมาทิฏฐิคือความรู้ทางโลกุตตรธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน นี้ที่ถูกต้อง ; เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเราไม่มี. โดยธรรมชาติแท้ ๆ เด็ก ๆ ควรจะต้องมีความรู้ทางโลกุตตรธรรม ทาง ปรมัตถธรรมที่ถูกต้องและเพียงพอ ตามภูมิ ตามชั้น ตามวัย ตามลำดับวัยของเด็ก ๆ แต่ถ้าจะเอาเรื่องปรมัตถธรรมมาสอนแก่เด็ก ๆ อนุบาล อย่างนี้มันทำไม่ได้แน่, แต่มันก็มี ทางออก หรือทำได้ โดยให้ไปอยู่ในรูปของระเบียบ ซ่อนไว้ในระเบียบ หรือใน ศีลธรรม ; ซ่อนปรมัตถธรรมไว้ในศีลธรรม. ที่ง่ายดายที่สุดก็คือ ในวัฒนธรรม ประจำบ้าน ประจำเรือน ประจำครอบครัว, ให้เขารู้จักนิยมบูชาฝ่ายมโนนิยม, บูชาความถูกต้อง, มีความละอาย มีความกลัวต่อความผิดความชั่วเป็นรากฐาน ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นมา ๆ จนมีนิสัยสันดานเกลียดกลัวความชั่ว หรือจะไม่เล่นตลบแตลง กับพระเจ้า ; กระทั่งให้รู้จักปล่อยวางความทุกข์ที่เกิดขึ้น เสียสละความทุกข์ไปด้วยความ อดกลั้นอดทน ไม่หาทางออกด้วยการตามใจตัวเองด้วยประชาธิปไตย, ซึ่งเป็นต้นเหตุ แห่งฮิปปี้อิสม์, ตามใจตัวเอง หาทางออกให้แก่ตัวเองด้วยเสรีภาพที่ไม่มีขอบเขต, อย่าให้มีขึ้นในจิตใจของเด็ก ๆ.
น.305 ด็ก ๆ ควรจะให้มีอุดมคติ, มีมโนธรรมเป็นรูปปรัชญาที่บริสุทธิ์ ที่ เรียกว่าปรมัตถธรรมอยู่ในจิตใจของเด็ก โดยไม่ให้เด็กรู้สึกตัว . เดี๋ยวนี้การศึกษา ของโลกไม่มีในเรื่องนี้ ไม่สนใจในเรื่องนี้ แล้วแถมประณามว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เป็นเรื่องเอาไว้ต่อแก่ต่อเฒ่า เอาไว้เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลเป็นคน ๆ ไป อย่าเอามาใส่ ไว้ในหลักสูตรบังคับ ที่ใช้แก่ทุกคน ; เขาถือไปเสียอย่างนี้. ที่ร้ายกาจเตลิดไปกว่านั้น เป็นความคิดอันธพาล, เป็นความรู้ที่ผิดมากจนเป็นอันธพาล ว่าเรื่องปรมัตถธรรม หรือเรื่องจิตว่างนี้ทำลายมนุษย์ หรือว่าอย่างดีที่สุดก็ทำมนุษย์ให้ไม่ทำอะไร, ทำให้มนุษย์ ไม่ได้ทำอะไร, หรือให้มนุษย์ทำอะไรก็ให้ทำอย่างที่เรียกว่าฮิปปี้นี้ ; จนเข้าใจไปว่า เรื่องจิตสะอาด หรือจิตว่าง นี้เป็นต้นเหตุแห่งฮิปปี้อิสม์ไปเสีย ; นั่นคือความเป็น อันธพาลทางวิญญาณของผู้พูด หรือผู้มีความคิดเห็นเช่นนั้น ; นี่ระวังให้ดี ๆ. โลกุตตรธรรม หรือปรมัตถธรรมอันสูงสุด ต้องถูกซ่อนไว้ในวัฒน- ธรรมหรือศีลธรรมสำหรับเด็ก ; มีวัฒนธรรมประจำชาติ วัฒนธรรมประจำหมู่ พุทธบริษัทโดยเฉพาะ . อันนั้นจะช่วยคุ้มครองเด็ก ไม่ให้ก่อหวอดวิญญาณของ ฮิปปี้อิสม์ ; แล้วก็ปลอดภัยตลอดมา. เดี๋ยวนี้เราไปเลิกวัฒนธรรมโบราณ ที่เป็นเครื่องราง อันศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองอันนี้เสีย วัฒนธรรมโบราณมีอยู่หลายอย่างที่เป็นเหมือนกับ เครื่องรางคุ้มกันอย่างศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ลัทธิฮิปปี้อิสม์นี้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็ก ๆ หรือใน จิตใจของประชาชน, เดี๋ยวนี้เราก็เลิกวัฒนธรรมชนิดนั้นเสีย หาว่าบ้าบอ ครึกระ ไม่ทันสมัย หันไปหาวัฒนธรรมหรืออารยธรรมทางวัตถุนิยมตามแผนใหม่ ตามแบบใหม่ ซึ่งผมขอใช้คำโสกโดกสักหน่อยว่า เดินตามก้นฝรั่ง ; ส่วนวัฒนธรรมไทยแท้ที่แสนจะ ประเสริฐนั้นสูญหายไป. เพราะฉะนั้นเราจะต้องนึกถึง การที่จะทำให้มนุษย์ทุกขั้นทุกวัยแห่งวิวัฒนา- การนี้ สมบูรณ์อยู่ด้วยปรมัตถธรรม และโลกุตตรธรรม, ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวบ้าน หรือ
น.306 เป็นนักบวช หรือเป็นอะไรก็ตาม ; แม้ว่าเขาจะเป็นชาวนาที่กำลังทำงาน เป็นคฤหัสถ์ อย่างฆราวาส ก็ต้องสมบูรณ์อยู่ด้วยปรมัตถธรรม และโลกุตตรธรรม โดยหัวใจคือโดย ความหมาย หรือโดยความมุ่งหมายในส่วนลึก. เ ด็ก ๆ ที่มีพร้อมทั้งศีลธรรม และโลกุตตรธรรมนั้นแหละคือเด็กที่ สมบูรณ์ . แต่เขาถือว่ามันเป็นเรื่องเกินไป. เขาให้เด็กหรือให้ชาวบ้านรู้แต่เรื่องการงาน เรื่องโลกๆ ศีลธรรมอย่างโลก ๆ พอแล้ว ; ส่วนปรมัตถธรรม และโลกุตตรธรรมนั้น ไม่รู้ว่าจะศึกษาปฏิบัติเอากันต่อเมื่อไรที่ไหน. แต่ผมยืนยันว่าพอเด็กคลอดออกมาต้องมี แผนการที่จะให้มีโลกุตตรธรรม ให้มีความรู้ทางโลกุตตรธรรมที่ถูกต้อง ซ่อนเร้นอยู่ใน วิวัฒนาการของเด็ก คือมีทั้งศีลธรรม และทั้งโลกุตตรธรรม ซึ่งที่แท้ก็เป็นธรรมด้วยกัน ไม่ควรจะแยกออกเป็น ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง. แต่เดี๋ยวนี้เราก็ได้แยกกันแล้ว ใช้การพูดจา หรือ วิธีการพูดจาที่แยกกันแล้ว ว่า เรื่องโลกียะ เรื่องโลกุตตระ อะไรทำนองนี้ ; นั่นมันเป็นความเข้าใจผิด ที่ถูกเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ; มันแยกกันได้แต่เพียงว่า ถ้าปล่อยไปตามสัญชาตญาณแห่งสัตว์ ก็เดินไปทางวัตถุนิยม ก้าวหน้าทางวัตถุเรื่อยไป ; นี้เราจะต้องมีความรู้ในฝ่ายนามธรรม ฝ่ายมโนนิยมนี้กำกับไว้ ให้อันนี้มีกำลังที่จะเดินไป ให้อันนี้คอยกำกับการเดินไว้ให้ถูกทาง. เด็ก ๆ จะต้องมีทั้งเรื่องศีลธรรมและเรื่องปรมัตถธรรม คือ เด็ก ๆ จะต้องมี ความรู้เรื่องอาชีพ เจริญทางวัตถุ พร้อมทั้งความรู้ทางปรมัตถธรรมที่จะควบคุม การเดินนั้นไปอย่างถูกต้อ ง ; มิฉะนั้นความเป็นอันธพาลทางวิญญาณจะเจริญขึ้น ในจิตใจของเด็ก จนเป็นเด็กที่มีอะไรอย่างประหลาด ๆ เป็นปัญหายุ่งยากที่สุดในสมัยนี้. แล้วก็ไปโทษเด็ก ไม่โทษความโง่เขลาของผู้ใหญ่ ที่ปล่อยให้โลกของเด็ก ๆ เป็นไป อย่างนั้น เพราะฉะนั้นเด็กๆ ที่มีความรู้ดี ทั้งทางศีลธรรมและทางปรมัตถธรรมนี้ เป็นเรื่องที่น่าปรารถนาหรือเป็นของที่เป็นไปได้ กระทำได้ เปรียบเหมือนแซนด์วิช ไม่ใช่เหมือนขนมปังแผ่นหนึ่ง แล้วทาเนยทั้งสองหน้า.
น.307 ผมเคยถูกล้อว่า การที่เอาเรื่องจิตว่างมาสอนมนุษย์นี้ มันเป็นไปไม่ได้ ; คนเราจะจิตว่างไม่ได้ ถ้าต้องการความเจริญทางโลก. ถ้าต้องการความเจริญทางโลก ก็อย่ามาสนใจเรื่องจิตว่าง หรือโลกุตตรธรรม ; ถ้าไปทำเข้ามันจะเป็นไปไม่ได้ เหมือน กับขนมปังแผ่นหนึ่งทาเนยสองหน้า แล้วมันจะจับที่ตรงไหนได้. นั่นเป็นความเขลา ของผู้ล้อ. แต่มันเหมือนกับแซนด์วิชพิเศษ ต้องใช้คำว่าพิเศษ, ถ้าแซนด์วิชสัก แผ่นหนึ่ง ข้างนี้เป็นขนมปังปิ้ง ข้างนี้เป็นขนมปังดิบ มีไส้อยู่ตรงกลางอย่างนี้มันก็ยิ่งดี มันจับได้ แล้วมันก็กินได้ แล้วมันอร่อยกว่า. มันไม่ใช่ขนมปังแผ่นหนึ่งทาเนยสองหน้า แต่มันเป็นแซนด์วิชที่พิเศษ ที่มีของประกบสองข้างทำให้ดูก็สวย ทำให้หยิบก็ได้ ทำให้ กินก็อร่อย อย่างนี้มากกว่า. เราต้องพยายามที่จะให้เด็ก ๆ มีความรู้ทางปรมัตถธรรม หรือโลกุตตรธรรม อันจะเป็นเครื่องรางป้องกันฮิปปี้อิสม์ได้อย่างดีที่สุด ; แต่แล้วมันก็น่าสังเวชที่เด็ก ๆ สมัยนี้ถูกบ้อน ถูกมอมให้มึนเมาด้วยเสรีภาพ ด้วยประชาธิปไตย และกามสุข, ประชาธิปไตยเพื่อกามสุข กามสุขจากประชาธิปไตย จากการได้ตามใจตัวเอง. เด็ก ๆ ของเราถูกบ้อนถูกมอมให้มึนเมาไปแต่ในทางเช่นนี้ ; แต่เด็ก ๆ โบราณสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรานั้น เขาอบรม หรือป้อนไปด้วยคุณธรรมทางวิญญาณ ทางจิต ให้เด็ก ๆ รู้จัก การยอม หรือการเสียสละ คือว่ายอมสละเรื่องยั่วยวน ยอมสละความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ หนัง, แล้วก็ยอมเสียเสรีภาพ ยอมเสียอิสรภาพชนิดบ้า ๆ บอๆ และประชาธิปไตย เพ้อฝั่นเหล่านั้น. เราไม่ถืออย่างนี้ดีกว่า เ รายอมเสียอิสรภาพเสรีภาพที่จะตามใจตัวเอง แต่จะบังคับตัวเอง ; คือจะไม่ตามใจตนเอง ไม่ยอมตามใจตัวเอง ไม่ยอมได้ เสรีภาพที่จะตามใจตนเอง : ยอมให้ศีลธรรมบังคับ ให้บิดามารดาบังคับ ยอม ให้ครูบาอาจารย์บังคับ ยอมให้กฎของโรงเรียนบังคับ ยอม ยอม ยอมหมด ; ก็เต็มไป
น.308 ด้วยการเสียสละ อดกลั้นอดทน แม้จะน้ำตาไหลก็ยอม . นี่เด็กถูกป้อนถูกมอม ด้วยสิ่งตรงกันข้ามอย่างนี้ ในระหว่างสมัยโบราณกับสมัยใหม่, เพราะฉะนั้นผลจึง เกิดขึ้นแก่เด็กสมัยใหม่คือ ฮิปปี้ซิสม์ พร้อมอยู่ในจิตใจที่จะเกิดออกมาเมื่อไร ก็ได้, ถ้ามันบานเต็มที่ มันก็ไปเข้าฝูงฮิปปี้, ถ้ามันยังไม่บานเต็มที่ มันก็เก็บไว้ในใจ. นี้บรมธรรมเกี่ยวข้องกับฮิปปี้อิสม์อย่างไร, ทำไมจึงเกิดฮิปปี้อิสม์ขึ้นมา, แล้วทำไมมันจึงเบิกบานออกมาเป็นฝูงฮิปปี้ ; คุณไปคิดดูเอาเอง. อย่าไปเอาเรื่อง ปรากฏการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ คนนั้นคนนี้ ที่นั่นที่นี่ นั่นมันเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องดูให้ลึกถึงจิตใจภายใน ที่เป็นลัทธิฝั่งจิตใจภายในนั้น. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลง นี่มันยิ่งสว่างขึ้นทุกที ทั้ง ๆ ที่ ๖.๐๐ น. ด้วยกัน.
Buddhadasa