Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคต้น ครั้งที่ ๑๒ — บรมธรรม กับ สื่อมวลชน

บรมธรรม ภาคต้น —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.273 วันนี้จะได้กล่าว ถึง บรมธรรมกับสื่อมวลชน . สื่อมวลชนซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมาก ในสมัยนี้ เพื่อพิจารณากันดู ว่ากำลังเป็นที่ส่งเสริมหรือขัดขวาง กันกับบรมธรรมอย่างไร. สิ่งที่เราต้องประสงค์ ก็คือสิ่งที่เรียก ว่าบรมธรรม และสิ่งนี้กำลังถูกสนับสนุน หรือกำลังถูกขัดขวาง อย่างไร โดยสิ่งที่เรียกว่า "สื่อมวลชน". ในครั้งที่แล้ว ๆ มา เราพิจารณากันดูหลายแง่หลายมุม ถึงปัญหาของโลก หรือของสังคม ในลักษณะที่เป็นตัวความทุกข์. ไม่ใช่ว่าเราจะมองหากันแต่แง่ร้าย หรือด้านร้าย หากแต่ว่ามองดูในฐานะที่มันเป็นอยู่จริงอย่างไร และเป็นปัญหาที่มนุษย์ กำลังประสบอยู่อย่างไร แล้วการแก้ไขนั้น เป็นการแก้ที่ได้ผล หรือว่ากลับจะเป็นสิ่ง ที่ส่งเสริมให้ปัญหามันยุ่งยากมากขึ้น. นี้เป็นใจความสำคัญ หรือเป็นความมุ่งหมาย ๒๐๗

น.274 ๒๐๘ ที่เราจะพิจารณาดูโลก หรือดูสังคมกันในแง่นี้. ในกรณีอย่างนี้ มันแยกเราจากสังคม ไม่ได้ แม้ว่าเราโดยส่วนตัวต้องการบรมธรรม แต่ในเมื่อมันแยกกันไม่ได้จากสังคม หรือสังคมกำลังทำสิ่งเป็นข้าศึกแก่บรมธรรม เราก็ต้องพิจารณาสิ่งนี้กันโดยละเอียด. ข้อที่กล่าวว่า สังคมแยกกันไม่ได้จากบุคคล หรือบุคคลแยกออกจากสังคม ไม่ได้นั้น ก็เพราะว่าเมื่อเราต้องการอย่างหนึ่ง แต่สังคมทั้งหมดต้องการอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้นทันที. หรือว่าคน ๆ หนึ่ง ในเวลานี้ เขากำลังถูกปั้นขึ้นโดย สังคม มากกว่าที่จะเป็นตัวของตัว. ต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ในข้อที่คนแต่ละคน ถูกสิ่ง แวดล้อมคือสังคมปรุงแต่งขึ้นมา ปรุงแต่งขึ้นมา ในลักษณะที่สังคมต้องการ หรือสังคม เป็นอยู่อย่างไร. และข้อที่เราไม่เป็นตัวของตัวเองนี่แหละ คือปัญหาสำคัญในส่วนตัวบุคคล ลืมตาขึ้นมาในสังคม แล้วก็ถูกสังคมชักจูงไปโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อทุกคนเป็นอย่างนี้ โลก มันก็เป็นอย่างนี้กันทั้งหมด คือว่าโลกเป็นอย่างนี้กันทั้งหมด ตัวบุคคลมันก็เป็นอย่างนี้ไป โดยไม่รู้สึกตัว เพราะฉะนั้นในฐานะที่พวกคุณเป็นนักศึกษา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมองดู มันให้เข้าใจ ตลอดถึงการที่จะใช้การศึกษานี้ให้เป็นประโยชน์ในทางสูง คือสิ่งที่เราเรียก ว่า "บรมธรรม" ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว บรมธรรมก็ไม่มี การบวชในพุทธศาสนาก็ไร้ ความหมาย โลกนี้ก็กำลังเดินไปสู่ความล่มจม. เมื่อเรายอมรับเอาปัญหาส่วนตัวของเรา หรือปัญหาของโลกทั้งหมด ว่าเป็น สิ่งที่ต้องแก้ไข มันก็จำเป็นจะต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างที่แล้ว ๆ มา ซึ่งคนบางคนจะ รู้สึกว่าเป็นการแกล้งมองโลกในแง่ร้าย นั้นมันเป็นความเขลาของเขา. เราไม่ได้มอง หรือแกล้งมองโลกในแง่ร้าย แต่มองในสภาพที่มันเป็นจริง และที่มันเกี่ยวข้องกันกับ บรมธรรมซึ่งเป็นยอดพุทธศาสนา ของพุทธบริษัท แล้วขอให้สังเกตให้ดีๆ ว่าเราไม่ได้ มองกันแต่ในแง่ร้าย เรามองหาทางที่จะแก้ไขความร้ายเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาพร้อมกันไป ในตัว. นี่เป็นหลักของพุทธศาสนา ซึ่งขอเตือนแล้วเตือนอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ว่า ให้จับ

น.275 หลักอันนี้ให้ได้ ว่าพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้ายก่อน แล้วก็มองมาก จนพวกสมัยใหม่ ประณามพุทธศาสนาว่าเป็นเพสสิมิสติคนั่น เพราะเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจะต้องดูตัว ความทุกข์หรือตัวปัญหาเสียก่อน แล้วจึงแก้ไขความทุกข์นั้น. อย่างเรื่องอริยสัจจ์สี่ โผล่ขึ้นมาก็เป็นเรื่องทุกข์. คนสมัยนี้พอเห็นว่าพูดกันแต่เรื่องทุกข์ ก็ส่ายหน้า สั่นหัว แล้วก็หลีกไปเสียไม่ทันจะได้ฟังเรื่องความดับทุกข์ ฉะนั้นจะต้องมีความอดทนอยู่บ้าง ในการที่จะดูให้มันตลอดรอดฝั่งไป. ในวันนี้ เราจะพูดถึงบรมธรรมกับสื่อมวลชน. คำว่า สื่อมวลชน พวกคุณ ก็เข้าใจกันดีแล้ว ว่าหมายถึงอะไร ตามที่เขาใช้ ๆ กันอยู่ แต่พุทธบริษัทเราอาจจะหมาย ถึงสิ่งซึ่งลึกซึ้ง หรือนอกวงออกไปก็ได้ ขอให้พิจารณาดู : ในชั้นแรก เราจะต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอันหนึ่งก่อน คือโดยสัญชาตญาณ สัตว์ทั้งหลายมีสัญชาตญาณชอบเอาอย่าง. สุนัขของเราที่นี่ ลูกสุนัขเอาอย่างสุนัข ตัวโต ๆ มากมายหลายเรื่องหลายชนิด มันเอาอย่างของมันได้เอง เพราะว่าในบางอย่างนั้น เป็นวิชาความรู้ ไม่ใช่เป็นสัญชาตญาณล้วน ๆ ก็มี คือความฉลาดที่ฝึกให้แก่สุนัขตัวแรก ๆ แล้วสุนัขตัวหลัง ๆ ไม่ได้รับการฝึก ก็ทำได้ มันมีลัทธิเอาอย่างอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน. ฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงคน คน นี้เป็นโรคเอาอย่างกันมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นจงดูเถิด แฟชั่นหรืออะไรต่าง ๆ ในโลกนี้ มันเกิดขึ้นได้หรือมันเป็นไปได้ เพราะคนเรานี้ มีนิสัย สันดานชอบเอาอย่าง. ถ้าไม่มีนิสัยสันดานอันนี้แล้ว แฟชั่นต่าง ๆ ก็ล้มละลายหมด หรือว่าสื่อมวลชนก็จะเป็นไปไม่ได้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ จะไม่มีประโยชน์อะไร. นิสัย สันดานที่ชอบเอาอย่างตาม ๆ กัน ทำให้สื่อมวลชนมีความหมายขึ้นมา ฉะนั้นมันจึงเป็น สิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด. แล้วการเอาอย่างนี้ มันมีปัญหาว่า เอาอย่างไปใน ทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์ หรือเกิดปัญหายุ่งยากขึ้น หรือว่าเอาอย่างไปในทางให้เกิด สันติสุข. ถ้ามนุษย์ปล่อยไปตามอำนาจกิเลสของตัวเอง ตามใจตัวเอง อย่างที่เป็น ๆ

น.276 นอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว มันยากที่จะเอาอย่างกันในทางของสันติสุข มันเป็นการยาก ; มันจะ พอใจ หรือว่าเป็นไปได้โดยง่ายที่จะเอาอย่างกัน ที่จะเป็นทางทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นมา ในโลก. เมื่อดูถึงสื่อมวลชน มันก็ถ่ายทอดแต่สิ่งที่กำลังสร้างความยุ่งยากมากกว่าสร้าง ความสงบ. สำหรับตัวสื่อมวลชนเองนั้น เราต้องมองดูกัน หรือเข้าใจมันให้ถูกต้อง ว่ามันอยู่ในฐานะที่เป็นอัพยากฤต ; นี่เราต้องพูดภาษาวัดกันหน่อย เพื่อให้คุณเคยชิน กับภาษาวัด : สื่อมวลชนโดยกำเนิดนั้น มันเป็นอัพยากฤต อัพยากฤต ก็คือพูดไม่ได้ ว่าเป็นอย่างไร พูดไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว. ถ้าพูดได้ว่าดี เขาเรียกว่ากุศล, ถ้าพูดได้ว่าไม่ดี เขาเรียกว่าเป็นอกุศล ; แต่ถ้าอยู่ในสภาพที่พูดไม่ได้ว่ามันดีหรือมันชั่ว มันเป็นกลาง ๆ นี้เราเรียกว่า "อัพยากฤต". แต่คำ ๆ นี้ไม่ได้มีความหมายว่ากลาง มันมีความหมายว่า ยังพูดว่าอะไรไม่ได้ หรือไม่อาจจะพูดว่าอะไรไม่ได้ คือสื่อมวลชนนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่อาจ จะพูดได้ ว่าเป็นสิ่งดี หรือสิ่งร้าย มันมีลักษณะเหมือนกับเครื่องมือ มันแล้วแต่เราจะ ใช้มัน ถ้าเราใช้มันผิดทาง มันก็เป็นโทษ ; เครื่องมือทำมาหากิน เครื่องมืออะไรต่าง ๆ นี้ มันแล้วแต่จะใช้ต่างหาก อย่างขวานสำหรับตัดไม้ ถ้าเราเอาไปพันคน มันก็มีผลเป็น อย่างอื่น .. สื่อมวลชน ถ้าเราไปมองดูที่ตัววัตถุ เช่นตัวเครื่องใช้สำหรับใช้ มันก็เป็น เพียงวัตถุ เป็นเพียงเครื่องมือ ; ถ้าไปดูการกระทำ มันก็เป็นการบริการอันหนึ่ง ซึ่งใช้บริการเพื่อประโยชน์อะไรบางอย่างแก่สังคม. คำว่า "สื่อมวลชน" ถ้าหมายถึง วัตถุสิ่งของ มันก็เป็นเพียงเครื่องมือ ถ้าดูที่การกระทำ มันก็เป็นการบริการอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้นถ้าว่าใช้เครื่องมือ หรือใช้บริการนี้ถูกต้อง ก็เป็นผลดี ถ้าใช้ผิด ก็เป็น ผลร้ายมหาศาล. เป็นผลร้ายอย่างมหาศาล หมายความว่าทำโลกนี้ให้เป็นโลกที่ไร้ความ สงบสุขไปได้.

น.277 เราก็จะพิจารณากันดู ว่าคนในโลกกำลังใช้สื่อมวลชนนี้อย่างไร และ เพื่อผลอะไร แล้วก็โลกเรากำลังได้รับอะไรจากสื่อมวลชนสิ่งนี้. คำว่าโลก ก็ต้อง หมายถึงโลกในปัจจุบันนี้ โลกในสมัยโบราณโดยเฉพาะสมัยพุทธกาล สองพันกว่าปี มาแล้วนั้น คุณก็พอจะทราบได้เอง ว่าไม่มีการพิมพ์หนังสือ ไม่มีการพิมพ์ แม้แต่ การเขียนก็ไม่นิยมกระทำ ไม่ต้องพูดถึงหนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม. ยิ่งกว่านั้น ก็ไม่ต้องพูดถึงวิทยุกระจายเสียง การบันทึกเสียง หรืออะไรต่างๆ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน สำหรับสมัยนี้. ที่ว่าสมัยโน้นไม่มีการพิมพ์แล้วยังไม่มีการเขียนเสียอีกนั้น คือเขาไม่ นิยมการเขียน มันยังไม่เกิดความสะดวก ยังไม่เกิดความพร้อมที่จะเขียน หรือยังไม่มี ความรู้ ที่จะใช้วัตถุอะไรเหมือนกับกระดาษรองรับการเขียน อะไรก็ตาม มันก็มีการจำ ด้วยปาก ท่องจำกันด้วยปาก บอกกล่าวกันด้วยปาก. การที่จะกระจายข่าวอะไรออกไป มันก็เป็นเรื่องที่ทำได้แคบกว่าเดี๋ยวนี้มากมาย อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้. แต่เนื่องจาก ฐานะของโลกสมัยนั้นกับสมัยนี้มันผิดกัน. สมัยโน้นมันไม่มีปัญหายุ่งยากอะไร ที่จะทำ ให้ต้องอาศัยสื่อมวลชนเป็นการใหญ่ มันอยู่ในศีลธรรมดี สนใจเองในการที่จะมีธรรมะ หรือมีศีลธรรมดี มันเป็นวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาแต่กาลก่อน แล้วเขาก็ไม่ต้องการอะไร มาก แล้วเขาก็อยู่อย่างแบบชนบท แบบหมู่บ้าน ไม่ได้อยู่แบบนครหลวง นครใหญ่ นครมหาศาลอย่างเดี๋ยวนี้. มันเป็นชีวิตคนละแบบ สื่อมวลชนแทบจะไม่มีความหมาย ถ้าเอาสื่อมวลชนอย่างเดี๋ยวนี้ไปให้ มันก็จะเป็นสิ่งที่น่าหวัว คือเกินจำเป็น, เกินความ จำเป็นอย่างยิ่ง และเขาไม่ต้องการจะรู้อะไร สำหรับมาท่วมหัวเหมือนคนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้ รู้อะไรกันจนท่วมหัว ท่วมแล้วท่วมอีก ท่วมแล้วท่วมอีก และท่วมหัวชนิดเอาตัวไม่รอด ความรู้ที่เพิ่มเข้าไปนั้น มีแต่จะทำให้เวียนหัว. นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แกล้งพูดประณาม อะไรกัน ว่าเดี๋ยวนี้มีการศึกษามาก เรียนมาก มากจนความรู้ท่วมหัว และเวียนหัว. สมัยก่อนเขาจะรู้กันแต่เท่าที่จำเป็น แล้วก็ขยันขันแข็ง ตั้งหน้าตั้งตา ตัวเป็นเกลียว ในการทำหน้าที่การงานนั้น ๆ. เดี๋ยวนี้มีความรู้ท่วมหัว แล้วก็ทำอย่างไม่รู้ว่าทำอะไร ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร นอกจากเพื่อเงินอย่างเดียว. คนก็เปลี่ยนวิชาเปลี่ยนการงาน

น.278 อย่างสับสนเพื่อเงินอย่างเดียว ไม่มีอุดมคติ สื่อมวลชนมันก็พลอยเป็นบ้าเป็นหลังไปด้วย. คุณลองพิจารณาดู สำหรับสมัยนี้เกี่ยวกับสื่อมวลชน ตั้งต้นกันตั้งแต่หนังสือพิมพ์. ลองเอา หนังสือพิมพ์ มาสักฉบับหนึ่ง แล้วมาวิจัยตรวจสอบดู มันจะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นแจ้งความ ทั้งแจ้งความโดยตรง แจ้งความโดยอ้อม แจ้งความ อย่างหลอกลวงมีศิลป์ เขียนคล้าย ๆ เป็นเรื่องราวให้ชวนอ่าน แต่แล้วก็เป็นแจ้งความ มันมีเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์. แจ้งความนั้น ๆ มันเป็นเรื่องเฟ้อ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น อยู่มาก หรือแทบทั้งหมด และเป็นแจ้งความของผู้ที่จะยั่วคนอื่นให้ซื้อของของเขา เพื่อความ รุ่มรวยของเขา ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์. มันเช่นเดียวกับที่เราเข้าไปในร้านที่ขาย ของมากๆ คนโง่เท่านั้นที่จะมองเห็นเป็นน่ารักน่าซื้อ น่าพอใจไปเสียทุก ๆ อย่าง. ถ้าคนฉลาดพิจารณาดูให้ดีแล้ว แทบว่าจะไม่มีอะไรที่จำเป็น หรือจำเป็นอย่างแท้จริง ; คือคนเราอาจจะเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องมีสิ่งเหล่านั้นเลย. แต่ถ้าความเขลาครอบงำแล้ว มันจะจำเป็นไปเสียทั้งหมด. ยิ่งไปเอาความเป็นอยู่ของคนโบราณมาเป็นประมาณแล้ว มันยิ่งไม่มีอะไรที่จำเป็น. สิ่งจำเป็นนั้นมันมีน้อย ซื้อกันทีหนึ่งก็ไปได้ตลอดชีวิตก็ว่าได้ หรือว่าใช้ได้ในระยะยาว เทียบเปอร์เซ็นต์ดูแล้ว มันก็มีของไม่จำเป็นตั้ง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์. การโฆษณาก็เหมือนกัน โฆษณานี้ก็เพื่อยั่ว เพื่อลวงให้ซื้อ ฉะนั้นใน การโฆษณาของหนังสือพิมพ์ มันก็เป็นเรื่องที่เป็นข้าศึกแก่บรมธรรม คือเป็นข้าศึกแก่ ความสงบ. แม้แต่สิ่งที่เป็นเรื่องหยูกยา เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือใช้สอย มันก็กว้างออกไป กว้างออกไป จนเกินกว่าความจำเป็นด้วยเหมือนกัน เขาทำสิ่งเหล่านี้ขายในฐานะเป็น สินค้าหรือเครื่องมือหาเงิน มากกว่าสิ่งที่จะช่วยมนุษย์. ถ้าว่าเราจะมองดูไปในทางข่าว ข่าวที่เอามาใส่ในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นไม่จำเป็น จะต้องรู้เลย มันเป็นข่าวเขย่าขวัญ หรือเป็นข่าวที่ทำให้จิตใจเสื่อมทรามมากกว่า. พูดกัน

น.279 ตรง ๆ ว่า ถ้าไม่ได้อ่านข่าวเหล่านั้น ไม่ได้รู้ข่าวเหล่านั้น เราก็ไม่เป็นอะไร เราก็ไม่ตาย จะยิ่งสบายกว่า เพราะฉะนั้นข่าวก็กลายเป็นเหยื่อตกเบ็ดคน ให้ซื้อหนังสือพิมพ์ ทนอยู่ ไม่ได้ ต้องซื้อหนังสือพิมพ์ ; ฉะนั้นสื่อมวลชนคือหนังสือพิมพ์ ก็กลายเป็นเครื่องมือ หาเงินของคนพวกหนึ่งไปเสีย ไม่ใช่สิ่งที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์เหมือนข่าว ของพระเจ้า หรือข่าวที่ส่งมาจากสวรรค์ เพื่อให้มนุษย์ดีขึ้น. มันเป็นข่าวสกปรกที่ทำให้ จิตเสื่อม หรือทำให้เขย่าขวัญกัน ให้ทนอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องดิ้นรนขวนขวาย หานั่น - หานี่ รู้นั้น - รู้นี่. ในที่สุดข่าวชนิดนั้นเอง จะย้อมจิตใจของเด็ก ๆ หรือยุวชนของเรา ให้เป็นไปในทางทราม เพราะฉะนั้นอย่าเอามาแสดงออก อย่าเอามาสื่อ เสียดีกว่า. ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเป็นเรื่องข่าว ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่อง อ่านเล่น. เราลองดูเรื่องอ่านเล่น แม้แต่หนังสือพิมพ์ชั้นดี ก็เป็นเรื่องเลวทรามมาก คือมอมเยาวชนให้มีจิตทรามโดยไม่รู้สึก. ถ้าพวกคุณจะคิดว่าผมเป็นบ้ามองอะไรตาม ทัศนะของผม แล้วก็มองในแง่ร้ายตะพึด อย่างนี้ก็ได้ แต่ว่าอย่ามองเฉย ๆ ให้ไป พิจารณาดูให้ดี เรื่องอ่านเล่นของหนังสือพิมพ์ชั้นดี มันซ่อนความลุ่มหลง ความยั่วยวน ทางกามารมณ์ไว้อย่างลึกซึ้ง เด็ก ๆ ของเราอ่านแล้วติดเป็นยาเสพติด แล้วก็ไม่ได้ทำให้ จิตใจดีขึ้นในทางศีลธรรม กลับทำให้เสื่อมทรามลงไปอีก. บางเรื่องนั้นเลวมาก เป็น เรื่องที่ผู้เขียนอยากจะได้เงินค่าเขียน หรืออยากจะแหวกไปหาช่องทางที่จะให้คนนิยมตัวเอง เอาเรื่องลามกอนาจารอย่างยิ่งมาเขียน ในรูปที่พอจะพิมพ์โฆษณาไปได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย หรือผิดกฎหมายชนิดที่ผู้รักษากฎหมายก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย. นี่เรื่องอ่านเล่น แทบทั้งหมด ตั้ง ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นเสียอย่างนี้. ผมเรียกว่าเรื่องอ่านเล่น ที่ทำเยาวชนให้มีจิตทราม. ที่เหลือสัก ๔ - ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเท่านั้น ที่จะเป็น เรื่องสารคดี แต่แล้วก็เป็นสารคดีชนิดที่จะทำให้มนุษย์ตกไปในทางวัตถุนิยม หรือผูกพัน อยู่ในวัตถุนิยม. แม้แต่เรื่องสารคดีทางศาสนา มันก็ยังกลายเป็นสิ่งส่งเสริมให้คน

น.280 ถูกกักขัง ให้ตกอยู่ในขอบข่ายของวัตถุนิยม รู้จักแต่วัตถุนิยม เช่นรู้จักพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธรูป หรือวัตถุสิ่งของเป็นต้น ; ไม่ขยายออกไปให้รู้ลึกไปถึงนามธรรม. สารคดีต่าง ๆ ทางวิทยาการนั้น มันก็ไม่มีอะไรแปลกเลย นอกจากเป็นเรื่องช่วยให้คนหา ประโยชน์ หาเงิน หาอะไร ตามที่นิยมกัน หรือต้องการกันเท่านั้น ไม่มีสารคดีชนิดที่ ทำให้ใจสูงไปในทางบรมธรรม. ถึงแม้ว่าจะมีสารคดีสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ ที่เป็นเรื่องทางมโนธรรม ทางจิตทางวิญญาณ สังเกตดูมันก็ยังเป็นเรื่องพูดเพ้อ ๆ ไป ทั้งที่ตัวผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ จำมาเขียน หรือเขียนตามความคาดคะเน หรือเขียน ตามเหตุผล อย่างนี้ ก็เลยสรุปว่าหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับนั้น ไม่มีอะไรที่ส่งเสริมบรมธรรม มีแต่ทำให้สังคมปั่นป่วน ทำให้เยาวชนผู้อ่านมีจิตทราม หรือทำให้เกิดการวุ่นวายในทาง วิญญาณอย่างเดียว ไม่เป็นไปในลักษณะที่ทำความสงบสุขให้แก่วิญญาณ. วิทยุกระจายเสียง เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าให้สัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นเพลง คุณไปทดสอบเวลาดูเถิด มันเป็นเพลง โฆษณาก็เป็นเพลง ไม่ใช่โฆษณา ก็เป็นเพลง แม้แต่จะออกสารคดีอะไรสักอย่างก็ต้องเอาเพลงนำมาก่อน. บางสถานี ยิ่งใช้ไม่ได้ เกือบจะว่าตั้งขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินของคนบางกลุ่มบางคนเท่านั้นเอง แล้ว การส่งกระจายเสียงนั้นก็ปล่อยไปตามอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้จัดการส่ง มากกว่าที่จะถูก ควบคุมโดยผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญา. เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย มันก็คอยแต่จะส่งเรื่องโสกโดก เรื่องที่เป็นไปในทางกามารมณ์. คุณไปดูเถิด เขาจะเลือกแผ่นเสียงชนิดนี้ เลือกเพลง ชนิดนี้. ครั้นเสียไม่ได้ จึงจะส่งเรื่องที่ตรงกันข้าม. เพราะฉะนั้นในเพลงที่ส่งออก อากาศอยู่นั้น มันมีเพลงชนิดที่ผมเรียกเอาเองว่า เพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๘๐เปอร์เซ็นต์ ของเพลงทั้งหมดที่ส่งอยู่นั้น เป็นเรื่องยั่วยวนทางกามารมณ์ คือมันยั่วยวนทางกามารมณ์ ในแง่ใดแง่หนึ่ง แล้วส่วนมากที่สุด ก็เพลงสำออยของผู้หญิง เสียงหวานสำออยผู้ชายอย่าง

น.281 อมวลชน นั้น อย่างนี้ อย่างโน้น หลายแง่หลายมุม ทุกแง่ทุกมุม ในลักษณะที่มันควรจะเป็น โสเภณีมากกว่า. สำนวนโวหารอย่างนั้น น้ำเสียงอย่างนั้น ลีลาอย่างนั้น อะไรอย่างนั้น มันควรจะเป็นคำสำออยของโสเภณีต่อผู้ชายมากกว่า แล้วเอามาส่งอย่างเป็นจริงเป็นจัง ส่งแล้วส่งอีก ส่งแล้วส่งเล่า. ทีนี้มีบางเพลงก็ร้ายกาจไปกว่านั้น คือมีถ้อยคำโสกโดกชนิดที่สมัยก่อนแล้ว จะถูกประณามไม่มีเนื้อที่ให้อยู่ เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่มีโอกาสมาก ที่จะมาส่งมากระจาย เป็นสื่อมวลชนนี้. ที่หนักไปกว่านั้น ก็ยังมีถึงขนาดที่ว่า คำพูดที่สมัยก่อนจะไม่เคยได้ยิน ในที่สาธารณะ ในที่ธารกำนัลเช่นนั้น ต้องไปกระซิบพูด ต้องไปแอบกระซิบพูด และหัวเราะกันอยู่เงียบๆ. เดี๋ยวนี้คำพูดชนิดนั้นมาส่งลั่นอยู่ที่วิทยุกระจายเสียงจนเป็น ของธรรมดาไป. มันเป็นโชคร้ายของพวกคุณ ที่มีอายุเพียงเท่านี้ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ว่าคำพูดชนิดนี้ เมื่อก่อนเขาต้องกระซิบพูดกัน แอบไปกระซิบพูดกัน เดี๋ยวนี้เอามาส่งจ้า อยู่ที่วิทยุกระจายเสียงทั้งวันทั้งคืน เด็ก ๆ เกิดออกมา คลอดออกมา พอลืมตาขึ้นมา ในโลกนี้ ก็เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาไป ฉะนั้นเด็กเดี๋ยวนี้ จึงหน้าด้านโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งหญิงทั้งชายโตขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว มันจึงมีหน้าทะเล้น พูดอะไรที่ไม่ควรพูด แม้ใน วัดในวานี้ก็พูดได้ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนแล้ว ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ไหนเลย พูดอย่างนั้นก็จะถูก ไล่ออกไปจากวัดเลย ; หรือกิริยาท่าทางอย่างนั้น ก็จะถูกไล่ออกไปจากวัดเลย. ถ้าเด็ก ๆ เข้ามาในวัด ก็ต้องสงบเสงี่ยมสำรวม ผู้เฒ่าคอยชะม้ายตาดูอยู่เสมอเลย เด็กไม่มีโอกาส จะทำอย่างนั้น จะพูดอย่างนั้น. แต่เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนอันวิเศษของเรา ทำให้เด็กเกิดออก มาคลอดออกมา ก็เป็นอย่างนี้เสียแล้ว แล้วเขาก็ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนหน้าด้าน เขารู้สึก ว่าเขาเป็นคนที่มีมรรยาทถูกต้อง มีอะไรถูกต้องตามสังคมนิยม. อย่างเด็กสาว จะนั่ง กินข้าวไปพลาง ส่องกระจกหวีผมผัดหน้าไปพลางนี้ สมัยก่อนจะต้องถูกตวาด แล้วถูก ไล่ออกไป มันทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำได้. เด็กหนุ่มติดเพลงจนถึงขนาดว่าทำการบ้าน ทำการศึกษาที่บ้านที่เขากำหนดมาจากโรงเรียน จากมหาวิทยาลัยนั้นไปพลาง เปิดวิทยุฟัง

น.282 ไปพลาง ความที่เสพติดมันเป็นอย่างนี้. เพลงสำหรับหญิงโสเภณีสำออยผู้ชาย หรือ อะไรทำนองนี้ ผมเรียกว่า เพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมันมีอยู่ในราว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ มันยังเป็นเพลงชนิดที่ทำ ให้เสียเวลาเปล่า ๆ เป็นดนตรียุ ไม่ใช่ดนตรีเย็น. ผมว่าเอาเองนะ ซึ่งมันก็คงจะถูกต้อง อยู่มาก. ดนตรีหรือเพลงมันมีอยู่ ๒ ชนิดคือ ดนตรียุให้ร้อน กับดนตรีระงับให้เย็น. เพลงในโบสถ์แต่โบราณกาลมา เป็นเพลงที่ทำให้เย็น ทำให้เย็น ; ร้อนมาจากบ้าน พอเข้า มาในวัดในโบสถ์ ก็ทำให้สงบเย็น ; เพลงอีกประเภทหนึ่ง มันเป็นเพลงยุ เพลงกระตุ้น ให้คึกคักขึ้นมา เป็นเพลงยั่วยุ ไม่ใช่เพลงเย็น. ทีนี้เราหาเพลงเย็นไม่ได้ ในบรรดา เพลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่ยังเหลืออยู่ มันมีแต่เพลงยั่วยุ. ถึงแม้ที่เขาจะพูดว่าเพลงเย็น เพลงเย็นแบบคลาสสิคมันก็ไม่เย็น มันว่าเอาเอง หรือมันเย็นอย่างคนที่ร้อนเหลือประมาณ เหมือนเราถูกน้ำร้อนลวก มาใส่ในน้ำเย็นธรรมดา น้ำเย็นธรรมดาก็ว่าเย็นแล้ว อย่างนี้ มันไม่ได้ มันเย็นน้อยเกินไป มันเป็นเพลงยั่วยุให้คนร้อน ไม่ตรงตามความมุ่งหมาย ของเพลงหรือดนตรีที่เขามีไว้ ทีแรกเขามีไว้ตามทางศาสนา ใช้ในทางศาสนา เพื่อผล คือทำให้คนเย็น เข้ามาในโบสถ์ ร้อนมาจากบ้าน มันทำให้เย็น พอใจเย็นด้วยเพลงนั้น จึงพร้อมที่จะฟังคำสั่งสอนหรือฟัง "เพลง" ของพระเจ้า อีกทีหนึ่ง. เดี๋ยวนี้มันไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าเพลง ๆ ในสื่อมวลชน โดยเฉพาะในวิทยุนี้ มันก็มีแต่เป็นข้าศึก แก่บรมธรรม. ผมสังเกตดูเองว่า สถานีวิทยุในเมืองไทย หรือทุกสถานีในเมืองไทยนี้ นิยมส่งเพลงโสเภณีสำออยผู้ชาย มากกว่าพวกเพลงในวิทยุต่างประเทศ นอกประเทศ หรือเพราะผมโง่ ฟังไม่เป็นก็ได้ สำหรับวิทยุต่างประเทศว่ามันเป็นเพลงยั่วยุอย่างนั้น หรือไม่ แต่เท่าที่ผมพยายามฝั่ง รู้สึกว่ามันยังมีระเบียบ หรือคล้าย ๆ กับว่าเกียดกัน เพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ออกด้วยซ้ำไป. แต่ในเมืองไทยเราว่ากันได้เต็มที่สำหรับเพลง ชนิดนี้. ถ้าคุณไม่เชื่อลองไปตั้งข้อสังเกตหรือวิจัยกันดูใหม่ เอาแผ่นเสียงมาทดลองฟัง ก็ได้ เพราะเขาส่งจากแผ่นเสียงนั่นเอง.

น.283 เปอร์เซ็นต์ของวิทยุกระจายเสียงนั้น ก็ส่งเป็นคำพูดซึ่งเป็นคำเท็จ และคำด่าทางการเมือง ของคู่สงครามหรือของพวกชาตินิยม. คำด่านี้มันค่ากันอยู่ได้ ระหว่างคู่สงคราม หรือพวกชาตินิยมจัด ดังนั้นถ้อยคำเป็นอันมาก เป็นคำเท็จและคำด่า ทางการเมืองของคู่สงคราม หรือพวกชาตินิยม. คุณลองทนฟังดูเถิด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีคำกระจายเสียงส่งออกมาชนิดที่เป็นคำเท็จทางการเมือง คำด่าทางการเมืองว่อนไปหมด ในบรรยากาศของโลก. โดยสถานีวิทยุกระจายเสียง ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นสถานีในโลก ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันกำลังกลัว กำลังตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ด้วยสงครามเย็น คือใช้โฆษณานี้ ประหัตประหารเล่นงานกัน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยคำเท็จและคำด่า ที่ส่งออกทาง วิทยุกระจายเสียงทุกสถานีในโลก มันผิดกันอยู่แต่ว่า บางสถานีค่าสุภาพหรือแนบเนียน หรือลึกซึ้งกว่า ด้วยสำนวนโวหารที่สุภาพกว่าเท่านั้น บางสถานี บางเวลา ก็ใช้คำหยาบ ชนิดที่เป็นผรุสวาท ผิดกุศลกรรมบถ ไม่พูดเสียดีกว่า. ถ้าคุณเป็นพุทธบริษัท คุณจะต้องเข้าใจและยอมรับ ว่า พระพุทธเจ้าไม่ ต้องการให้ด่าแม้แต่ศัตรู แล้วยิ่งไปด่าด้วยคำเท็จแล้ว มันก็ยิ่งผิด ๒ ซ้อน ค่าอย่าง ถูกต้อง ก็ยังไม่ให้ด่า ถ้ามันเป็นคำด่า; ยิ่งคำด่าเป็นคำเท็จ แกล้งหาเรื่องหาความ โฆษณาใส่ร้ายด้วย ก็ยิ่งเป็นคำเท็จขึ้นมาอีก บวกกันเป็นคำเท็จและคำด่า มันผิด กุศลกรรมบถทั้ง ๒ ข้อ ไม่พูดเสียจะดีกว่า ; ไม่พูดเสียนั่นแหละจะประสานรอยร้าวได้ จะคืนดีกันได้ และไม่ย้อมนิสัยตัวเองให้เป็นอันธพาล โดยไม่รู้สึกตัว ยิ่งขึ้นทุกที. ถ้าขืนค่ากันอยู่อย่างนี้ ตัวเองนั่นแหละ ผู้ค่านั่นแหละมันเป็นอันธพาลในทางวิญญาณ โดยไม่รู้สึกตัวมากขึ้นทุกที แล้วก็ย้อมนิสัยเด็ก ๆ ของเราทั้งโลกให้เป็นคนขี้ด่า มันก็เป็น โลกของปีศาจที่พูดเท็จและขี้ค่าเท่านั้นเอง โลกนี้มันจะเป็นอย่างนี้ไปเสีย เพราะการ กระทำอย่างนี้. นี่แหละเป็นการฝืนหรือขัด หรือคัดค้านต่อบรมธรรมอย่างยิ่ง หรือ มากน้อยเท่าไร คุณก็ลองคิดดู.

น.284 นี้สำหรับข่าวที่ส่งทางวิทยุ ข่าวที่ส่งก็เหมือนกับหนังสือพิมพ์ เป็นข่าวเพื่อ หาประโยชน์เสมอไป ไม่ใช่ข่าวที่แถลงความจริงโดยบริสุทธิ์ใจ เป็นข่าวที่จะหาประโยชน์ ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอไป มันก็เลยเป็นเรื่องทำให้ผู้ฟังมีนิสัยเป็นอคติ เอนเอียงไปเรื่อย ไม่มีทางที่จะตรงหรือบริสุทธิ์ได้ ขอให้ดูให้ดี ๆ. เอาละ ว่ามีสารคดีอยู่สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของเวลาที่ส่งทั้งหมด มันก็ยัง เป็นสารคดีของวัตถุนิยม ผูกพันคนให้ติดอยู่ในกรงในคอกของวัตถุนิยม ไม่ใช่สารคดี ที่จะปล่อยคน ให้ออกไปจากคอกจากกรงของวัตถุนิยมเลย เพราะไม่ประสีประสาต่อเรื่อง มโนนิยม และกำลังเกลียดด้วยซ้ำไป. นี่สื่อมวลชนชนิดนี้ คือวิทยุกระจายเสียงชนิดนี้ กำลังไม่ช่วยหลือบรมธรรม ไม่ส่งเสริมบรมธรรม มีแต่เป็นอุปสรรคศัตรู. ทีนี้สิ่งที่ปลีกย่อยออกมา เช่น แผ่นเสียง อย่างนี้ก็ไม่ใช่เล่น. แผ่นเสียง ขายกันเป็นเทน้ำเทท่า เพราะฉะนั้นมันเป็นสื่อมวลชนอย่างยิ่งอันหนึ่งเหมือนกัน. คุณ ไปดูแผ่นเสียงซึ่งก็ไม่ค่อยจะผิดกันกับเรื่องวิทยุกระจายเสียง ทำออกมามากในรูปที่ยั่วยวน ; ที่รักษาของเก่าของเดิมไว้บ้างก็มี เป็นคลาสสิคของเดิมนั้นก็มี แต่แล้วก็ยังได้รับความ นิยมน้อย แผ่นเสียงยั่วยวน แผ่นเสียงสำหรับเต้นรำมันนำหน้า. แม้แผ่นเสียงคลาสสิค มันก็ยังไม่ส่งเสริมบรมธรรม นี่เราพูดกันเฉพาะบรมธรรม แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่รักษา วัฒนธรรมหรืออะไรไว้ได้ แต่มันก็ไม่ส่งเสริมบรมธรรม. เรื่องถัด ๆ มา เช่นว่าเรื่อง โฆษณาแบบพูดไฮด์ปาร์ค มีไฮด์ปาร์คที่ไหนบ้าง ที่ส่งเสริมบรมธรม นอกจากพูดในทำนองยุให้รำตำให้รั่ว แบ่งพรรคแบ่งพวก แล้วก็ ด่ากันระหว่างพรรคระหว่างพวก ชนิดที่ไม่เคยด่ากันมาแต่กาลก่อน อย่างไฮด์ปาร์คคราว มีการเลือกตั้ง คุณก็เคยเห็น เคยรู้ อย่างนี้มันย้อมจิตใจให้ร้ายไปกว่าเดิม. การถือพรรค ถือพวก เป็นมึงเป็นกูนี้ มันมากขึ้นไปกว่าเดิม ฉะนั้นไม่มีเสียดีกว่า. รถโฆษณาออก

น.285 โฆษณาก็เหมือนกับไฮด์ปาร์ค คือถ้าว่าตำรวจไม่ห้าม มันก็พูดอะไรกันมากกว่านั้น. ใบปลิวที่ติดข้างรถ ข้างถนน ก็ดูเถิด สื่อมวลชนเหล่านี้มันก็เพื่อผลในวงแคบของคน บางพวก บางหมู่ บางคณะ ไม่ต้องพูดถึงบรมธรรม ไม่มีใครติดใบปลิวข้างรถเป็นเรื่อง ธรรมะ โฆษณาให้รักพระพุทธเจ้า นับถือพระพุทธเจ้า อย่างนี้ไม่มี มันมีแต่เกลียดมึง เกลียดกู หรือที่เป็นทั่วไปหมด ที่มากก็คือว่า ล่อหลอกเพื่อจะขายของ เพื่อจะล้วงเอา เงินในกระเป๋าของเขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่จำเป็นแก่ชีวิต. ทีนี้สื่อมวลชนชนิดที่ผมจัดเป็นสื่อมวลชน คนอื่นเขาอาจจะไม่รับรอง แต่ ถ้าคุณมีใจไม่ลำเอียงก็จะต้องเพ่งหลักว่า ถ้าสิ่งใดมันจูงใจประชาชนมาก ๆ ไปได้แล้ว ก็เรียกว่า "สื่อมวลชน" ทั้งนั้น ผมถือหลักอย่างนี้. เพราะฉะนั้นอย่าง แฟชั่นโชว์ นี้ ก็เป็นสื่อมวลชน ใคร ๆ ก็ชอบ. ทีนี้แฟชั่นโชว์นั้นมันมีอะไรบ้าง มันก็ยิ่งทำคนให้ ไม่เป็นคนที่ปกติมากขึ้น เพราะแฟชั่นที่คิดใหม่นี้ ดูเหมือนจะเพื่อตกเบ็ดสตางค์ใน กระเป๋าคนทั้งนั้น และมันก็ไม่ส่งเสริมบรมธรรม สำหรับแฟชั่นโชว์; เพราะโชว์ ไปในทางที่ให้โอกาสแก่กิเลส ให้กิเลสมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อจะระงับกิเลส ฉะนั้นซาตาน มันก็หัวเราะ หัวเราะใส่หน้ามนุษย์. เรื่องแฟชั่นแต่งกายนี้ ควรจะนึกเสมอว่าผู้ชายเป็นผู้ ออกแบบ มันก็มีโอกาสที่จะหลอกลวงผู้หญิง ให้ผู้หญิงเป็นเครื่องเล่นของผู้ชายมากขึ้น นี่กระโปรงมันจึงสั้นเข้าไป ๆ หรือมันมีการรัดรูปแนบเนื้อมากเข้า เทียบกันดูกับสมัย เมื่อ ๕๐ ปีมานี้ มันไกลกันลิบเลย เพราะผู้ชายเป็นผู้ออกแบบ. ทีนี้ผู้หญิงที่เป็นผู้ใช้นั้น ก็ต้องการจะตกเบ็ดผู้ชายอยู่อีก มันก็พอสมน้ำสมเนื้อพอดี ผู้หญิงรับเอาแฟชั่นอันนี้เข้ามา ทันที เพื่อจะตกเบ็ดเงินในกระเป๋าของคนที่ร่ำรวย หรือผู้ที่ตนต้องการจะให้รัก มันก็ ไปกันได้สนิทสนมกลมกลืนกันไปเลย แฟชั่นมันจึงเกิดขึ้นแต่ในลักษณะที่เป็นไปในทาง ส่งเสริมกิเลส. ทีนี้มาถึงพวก หนังละคร ดนตรี งานนักขัตฤก ษ์เป็นต้น เหล่านี้เป็นการ ถ่ายทอด การเอาอย่าง ได้มากที่สุด ลึกซึ้งที่สุด เขาอาจจะไม่เรียกว่าสื่อมวลชน ในหลักสูตร

น.286 คุณเรียนกัน อาจจะไม่เรียกว่าสื่อมวลชน แต่ผมถือเป็นสื่อมวลชน สิ่งใดถ่ายทอด การเอาอย่าง ได้ลึกซึ้งที่สุด มากที่สุดแล้ว ผมเรียกว่าสื่อมวลชนทั้งนั้น. หนัง ละคร ดนตรี นี้ก็ไม่ต้องพูดถึง มันยิ่งเป็นข้าศึกแก่บรมธรรมมากขึ้น ไปดูใบปลิวหรือโปสเตอร์ หน้าโรงหนัง คนแก่สมัย ๕๐ ปีมาเห็นเข้าแล้วก็จะเป็นลม เวียนหัว ไม่รู้ว่าอะไร ทำทำไม เพื่ออะไร ; แต่คนแก่ ๆ เดี๋ยวนี้ก็พลอยผสมโรงไปได้. สำหรับงานนักขัตฤกษ์ งานแฟร์ งานอะไร ๆ ที่จัด ๆ กันขึ้นนี้ มันก็ไม่ ส่งเสริมบรมธรรม แม้จัดในวัด วัดจัด ที่หน้าองค์พระบรมธาตุ หน้าพระปฐมเจดีย์ ที่นครปฐม หรืออะไรก็ตาม มันก็ไม่ส่งเสริมบรมธรรม มันเป็นเรื่องเห็นแก่เงิน แล้วเอาได้เข้าว่า ก็มีสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความเป็นบรมธรรม มาจัดอยู่หน้าองค์พระเจดีย์ ในวัดในวา ในทุกหนทุกแห่ง. ทีนี้มาถึง ศิลปวัตถุ วรรณคดี จิตรกรรม สถาปัตยกรรม โบสถ์วิหาร อันสวยงาม หรืออะไรต่าง ๆ นี้ ผมก็ถือว่าเป็นสื่อมวลชน ทำชาวต่างประเทศให้สนใจ เมืองไทยได้; ที่ลึกกว่านั้นก็คือ มันดึงใจคนไปได้แนวใดแนวหนึ่ง ตามที่สิ่งนั้นมันมี. ทีนี้ถ้ามันเป็นไปถูกทาง มันก็ส่งเสริมบรมธรรมอย่างยิ่ง แต่บัดนี้สิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้น ไม่ไหวแล้ว ศิลปะสมัยใหม่นี้ทำให้เวียนหัว อย่างดีที่สุดเพียงทำให้เวียนหัว แล้วก็ไม่มี ที่ส่งเสริมบรมธรรม มีแต่เอาลามกอนาจารมาแฝงไว้ในชื่อของศิลปะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมาก ; ทีนี้ถ้าไม่เกี่ยวมาทางลามกอนาจารก็เป็นเรื่องที่บ้าคลั่งในเรื่องความคิดฝัน ซึ่งทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ทำให้เกิดความสงบสุข. ทีนี้ วรรณคดี ดึงดูดคนได้มาก มันก็เปลี่ยนรูปไปในทางวัตถุนิยมมากขึ้น ไม่ช่วยบรมธรรม กลายเป็นยาเสพติดที่ดึงขาคนไว้ไม่ให้ไปสนใจในบรมธรรมมากกว่า. สิ่งที่เรียกว่า จิตรกรรมอย่างสมัยโบราณ ที่ส่งเสริมความสงบ ทางจิต ทางวิญญาณ

น.287 ถูกประณามว่าครึคระบ้าบอ ไม่มีโอกาสมาแสดง มาอะไรกับเขาได้. ส่วนจิตรกรรมชนิด ที่ทำให้คนเวียนหัว กำลังก้าวหน้ารุ่งโรจน์. สื่อมวลชนทั้งหมดนี้ ไม่ส่งเสริมบรมธรรม ทีนี้ ผมจะระบุ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีรีตอง ต่าง ๆ ว่าเป็นสื่อมวลชนด้วย ซึ่งนักเทคนิคทางวิชาการเขาคงไม่ยอมรับ ว่าเป็นสื่อมวลชน ก็ได้ ส่วนผมเพ่งเล็งแต่ว่าสิ่งใดมันดึงดูดใจ สร้างลัทธิเอาอย่างตาม ๆ กันไปละก็ อันนี้ เป็นสื่อมวลชนด้วยเสมอไป. ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีรีตอง ที่ดี ที่งาม ที่สวยนี้ มันก็ดึงดูดใจคน โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ หรือทำลูกหลานของเราให้ทำตาม ให้เอา อย่างรักษาไว้ มันก็เป็นสื่อที่ดึงคนไปในทางดีได้เหมือนกัน. แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้มัน เปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำ ในทางวัตถุแล้วมันก็ทำให้คนต่ำลง ไม่ส่งเสริมบรมธรรม อย่างที่กล่าวแล้ว ฉะนั้นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม นี้สำคัญมาก ในการ ที่เราไปทำลายของโบราณเสีย แล้วไปเป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ ระหว่างฝรั่งก็ไม่ใช่ไทยก็ไม่เชิง อะไรนี้ มันก็มีแต่จะเป็นสื่อที่นำไปสู่ความยุ่งยากวุ่นวายเหมือนกัน. ทีนี้จะมาถึง หนังสือหนังหา ตำรับตำราเป็นรูปเล่ม นี้เขาไม่เรียกว่า สื่อมวลชนก็ตามใจ แต่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ระบาดได้เร็วได้ดี หนังสือบางเรื่องบางเล่ม เขียนขึ้นมา พิมพ์ขายเป็นล้าน ๆ เล่ม มันก็เป็นสื่อมวลชนอย่างแรงเหมือนกัน แต่แล้ว เราลองคิดดูเถิดว่า หนังสือที่เขียนขึ้นมาในปัจจุบันนี้ ในยุคนี้มันเป็นอะไร อย่างดีที่สุดก็ เป็นวิชาการอาชีพ ทำมาหากิน นอกนั้นเป็นเรื่องอ่านเล่น เป็นเรื่องการเมืองอะไรทำนองนี้ ก็เป็นเรื่องทำลายหนทางของบรมธรรม หรือความสงบสุขหรือสันติภาพ มันเป็นเรื่อง ของตัวมึงตัวกู เป็นเราเป็นเขามากขึ้น นี้ประเภทหนึ่ง คือชาตินิยม ; อีกประเภทหนึ่ง ก็เป็นเรื่องยั่วยวนส่งเสริมกามารมณ์ชนิดลึกลับซับซ้อน ตามไม่ใคร่จะทันมากขึ้น เพราะว่า อย่างเก่ามันจืดชืด สร้างอย่างใหม่ขึ้นมาต้องให้ลึกลับ แนบเนียน แยบคายกว่านั้น ที่จะ ดึงคนไปสู่กามารมณ์หรือวัตถุนิยม

น.288 ๒๒๒ ทีนี้ถ้าว่าเป็นหนังสือวิชาการอย่างดีอย่างเอก เกิดขึ้น มันก็เพื่อผลเป็นวัตถุอีก เพื่อเป็นอุปกรณ์สงคราม เพื่อเป็นปัจจัยที่เราจะชนะผู้อื่น มีแต่อย่างนี้. หนังสือหนังหา ตำรับตำราที่ดกหนาขึ้นมาในโลก มันเป็นเสียอย่างนี้ เป็นสื่อที่จะนำไปสู่ความสับสน วุ่นวาย. อันสุดท้าย ที่เอาไว้อันสุดท้ายก็คือ การจาริกสั่งสอน การยกกองออก ปฏิบัติงานสนาม expedition หรืออะไรทำนองนี้. ในการจาริกสั่งสอนนี้ เป็นสมบัติ ของคนโบราณมาแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านใช้สื่อมวลชนอย่างนี้ พอมีภิกษุเกิด ขึ้น ๖๐ รูปเป็นครั้งแรก ก็ตรัสว่า "ไป, ไปสายละคน ๆ ทิศทางละคน ไปประกาศ พรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน" การจาริกสั่งสอนอย่างนี้ เป็นสื่อมวลชน ที่เก่ามาก ; พุทธศาสนาได้อาศัยเป็นประโยชน์สืบมาจนทุกวันนี้. ถ้าการจาริกสั่งสอน ประชาชนยังเป็นของบริสุทธิ์อยู่ในรูปนี้ ก็ยังเรียกว่าเหลือเป็นด่านสุดท้ายของสื่อมวลชน ที่จะช่วยมนุษย์. แต่ถ้ามันผันแปรไปในรูปของการเมือง เพื่อประโยชน์แก่การเมือง อะไรอีก ก็น่าเศร้าอีกตามเคย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะใช้พระภิกษุ ให้ทำชนิดที่ เรียกว่ามันมีอะไรเคลือบแฝงละก็ มันก็น่าเศร้า ; ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้อง มันก็น่าบูชา. สื่อมวลชนอันสุดท้ายที่จะเหลืออยู่เป็นที่บูชา หรือจะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้ ก็ดูจะเป็นการจาริกสั่งสอน อันอื่นดูจะล้มละลายหมด. การยกกอง ยกพวกออกปฏิบัติ งานสาธารณประโยชน์ สังคมสงเคราะห์ก็เหมือนกัน ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ มันก็ยังอยู่ในประเภทนี้ แต่ถ้าทำเพื่อผลคือความสนุกสนาน ได้ไปกระจู๋กระจี๋เล่นหัวกัน ระหว่างเพศ อะไรทำนองนี้ละก็ มันก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน ดู ๆ ก็จะเป็นอย่างนั้นเสีย มากกว่า. ถ้าไม่มีโอกาสที่จะได้เล่นหัวกระจู๋กระจี๋ระหว่างเพศ ดูเหมือนจะไม่มีการยก กองออกไปทำงานสนาม อาสาสมัครที่ไหน. แม้ทำด้วยบริสุทธิ์ใจ ก็เพื่อผลทางวัตถุนี้.

น.289 เราสรุปแล้วก็ว่า สื่อมวลชนทั้งหลาย มันกำลังให้ผลเป็นความตกต่ำทาง ศีลธรรม ทำให้เกิดความตกต่ำทางศีลธรรม ไปดูเถอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทางวิทยุก็ตาม ทางโทรทัศน์ก็ตาม. โทรทัศน์มีภาพลามกอนาจาร ที่เข้าไปอยู่ในห้องนอนของภิกษุ แล้วใครเห็นก็สะดุ้ง นินทาว่าร้ายกันไม่มีเหลือ เพราะ ฉะนั้นผลของสื่อมวลชนเวลานี้ สรุปแล้วมันน่าเศร้า คือความตกต่ำทางศีลธรรมทางจิตใจ ทำปัญหายุวชนให้เกิดขึ้น. ปัญหาเยาวชน เด็ก ๆ ไม่มีระเบียบวินัย หรือเสื่อมศีลธรรม หรือเป็นอันธพาลขึ้นมา มันมาจากสื่อมวลชนเหล่านี้ ที่ว่ามาแล้วทั้งนั้น ; หรืออย่างน้อย ที่สุด ถ้ามันไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้นมันก็ทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ เสียเวลา เสียแรงงานของ ประเทศชาติ. การทำให้เสียเวลาของประเทศชาตินี้ มีบาปเท่ากับควรจะตกนรกอันลึก ที่สุด. ผู้ที่ทำให้เสียเวลาแรงงานของสังคมของประชาชนนี้ ต้องถูกปรับให้ตกนรก. เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนชนิดไหนเป็นไปเพื่อเสียเวลา เสียประโยชน์เปล่า ๆ ของสังคม ของประชาชน ก็ต้องปรับให้ตกนรก เหมือนกับเรื่องที่ทำให้ลุ่มหลงทางกามารมณ์. ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจแล้ว มันเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ที่จิตใจของเด็ก ๆ มาเสียเวลา มึนเมาในทางนี้ ; หรือผู้ใหญ่ก็เสียเวลาที่มานั่งฟังเรื่องที่ไม่คุ้มค่าเวลาอย่างนี้ มันเสื่อม เสียทางวิญญาณ แล้วยังเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจ ทางวัตถุนี้อีกด้วย ทำให้เกิดปัญหา มากมาย ทำให้เกิดนิยมแฟชั่น การกินอยู่ที่มีความหมดเปลืองมาก ไม่สันโดษ ไม่มัธยัสถ์ แล้วในที่สุดก็สร้างนิสัยอันธพาลทางวิญญาณ ทำให้คนเหล่านั้นเก่งแต่ในศิลปะแห่งการ ลวง. ศิลปะแห่งการลวง คุณฟังถูกไหม ? สื่อมวลชนเหล่านี้ทำให้มนุษย์เก่งแต่ใน ศิลปะแห่งการลวง ลวงด้วยวาจาหรือลวงด้วยอะไรก็ตาม หรือเก่งในทางจิตวิทยาแห่ง การลวง. การที่จะทำงานสื่อมวลชน ต้องเรียนจิตวิทยาก่อน แต่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว กลายเป็นจิตวิทยาแห่งการลวงไป เพื่อผลเป็นวัตถุไปหมด. รวมความแล้ว สื่อมวลชนเหล่านี้ มันก็เป็นสื่อนำไปสู่วิกฤตกาลถาวร ปัญหา ยุ่งยากที่เป็นการถาวร เป็นสื่อที่นำไปสู่โลกของซาตาน ไม่ใช่โลกของพระเจ้า นำไปสู่

น.290 อบายมุข ปากทางแห่งอบาย ร้อนใจ เป็นสัตว์นรก ทะเยอทะยานหิว เป็นพวกเปรต โง่ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ โง่ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน วิญญาณเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นอน สะดุ้ง คนสมัยนี้ตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว นี้คืออสุรกาย. ในที่สุด สื่อมวลชนเหล่านี้ทั้งหมด มันก็เป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง ที่ปั่นหัว มนุษย์ให้ทำสงครามกับพระเจ้า คือต่อต้านคำสั่งสอนของพระเจ้า เป็นการช่วยกระชับให้ วัตถุนิยมลงรากแน่นแฟ้น ลงลึกลงไปในโลกนี้ สื่อมวลชนชนิดนี้ทำให้เกิดผลอย่างนี้ แล้วกลับไปว่ามันเป็นอย่างมีเทคนิคเสียด้วย มันจะจมลงในนรกอย่างมีเทคนิคเสียด้วย. แต่ที่น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง ก็คือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ จักมัน ไม่รู้สึกตัวแล้วไปบูชามัน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แล้วมันสามารถหรือเปล่า ที่จะคำนวณผลของสื่อมวลชนเหล่านี้ มันไม่สามารถที่จะคำนวณผลของสื่อมวลชน ที่สลับ ซับซ้อนมากมายหลายแบบนี้ หรือจะยังไม่เคยส่งไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลร้ายจาก สื่อมวลชนต่าง ๆ หรือการกระทำกันอยู่นี้ ยังไม่เคยส่งเข้าคอมพิวเตอร์อันไหนให้มัน ออกผลมาให้ดู ว่ามันดีหรือร้ายอย่างไร เพราะคนกำลังบูชามัน และบางทีจะไม่มี คอมพิวเตอร์ชนิดไหนที่จะวัดผลอย่างนี้ได้ นอกจากบอกออกมาอย่างโกหกหลอกลวงอีก ตามเคย เพราะคนที่เป็นทาสของวัตถุนิยมนี้ เขาทำเครื่องคอมพิวเตอร์ คุณดูให้ดีว่า สื่อมวลชนกำลังเป็นอย่างไร. ผมจะสรุปความว่า เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกนี้กำลังใช้สื่อมวลชนไปในทางที่จะขยี้ หรือหั่นแหลกดวงวิญญาณของมวลชนนั่นเอง ใช้สื่อมวลชนเพื่อจะขยี้ดวงวิญญาณของ มวลชนนั่นเอง ให้แหลกลาญไป ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าน่าเศร้าตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ มีส่วนน่าชื่นใจอยู่สัก ๑ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้มันไม่พอกัน เราจึงมองดูมันในฐานะเป็น ปัญหายุ่งยาก เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ หรือเป็นตัวความทุกข์ที่ต้องแก้ไข จนเราจะ

น.291 สามารถใช้สื่อมวลชนเหล่านี้ไปในทางที่ถูก ให้มันสร้างสิ่งที่น่าชื่นใจขึ้นมา มันเป็นดาบ สองคม จะใช้คมไหน ให้เป็นสิ่งที่สร้างสันติภาพ สันติสุข ที่น่าชื่นใจขึ้นมา พวกคุณ ก็เป็นกำลังของประเทศชาติ เป็นนักศึกษาต่อไปในอนาคต ก็มีทางจะกระทำโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ทำให้สื่อมวลชนเป็นประโยชน์ เพียงแต่คุณอย่าไปลุ่มหลง อย่างไปสนับ สนุน อย่าไปเสียเงินกับมันในเรื่องนี้เท่านั้น หยุดเสียเฉย ๆ เท่านั้น มันก็จะเป็นการแก้ไข ให้ดีได้ แต่ถ้าไปพลอยผสมโรงด้วย ถึงขนาดว่าทำการบ้านจากมหาวิทยาลัย ก็ต้องเปิด วิทยุฟังเพลงไปพลาง อย่างนี้ก็ไม่มีทางช่วย. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต