Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคต้น ครั้งที่ ๑๑ — บรมธรรม กับ การแก้ไขสถานการณ์ของโลก

บรมธรรม ภาคต้น —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.256 วันนี้จะได้กล่าวถึง สิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม กับการแก้ไขสถานการณ์ในโลก. เรา ได้พูดถึงบรมธรรมกันมาเรื่อย ๆ ในฐานะเป็นตัวปัญหา หรือเป็น เจ้าปัญหา เพราะว่าโลกกำลังไม่มีสิ่งนี้ ทั้งที่ควรจะมีสิ่งนี้อย่างยิ่ง. ปัญหาธรรมะต่าง ๆ หรือทางศาสนาขึ้นอยู่กับสิ่งนี้โดยตรง, ปัญหา ของโลกทั้งหมด ก็ยังขึ้นอยู่กับสิ่งนี้, สถานการณ์อันไม่น่า ปรารถนาต่าง ๆ ในโลกนี้ ขึ้นอยู่กับการที่มันขาดสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียว. สิ่งที่น่าสมเพชเวทนาเป็นที่สุดในเวลานี้ ก็คือการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ กัน แต่ทางปลายเหตุ ไม่ได้จัดการที่ต้นเหตุ โลกนี้ตกอยู่ในสภาพเหมือนกับวัตถุที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครรับผิดชอบ. การแก้ไขที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครรับผิดชอบนั้น เป็นการละเมอ เพ้อฝัน เป็นการทำเพื่อลองฝีไม้ลายมือ ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ในที่สุด "คนไข้" คือโลก ก็จะต้องทรุดหนัก หรือตาย. ๑๐๐

น.257 สถานการณ์ที่ยุ่งยากที่สุดในเวลานี้ ในโลกนี้ คือปัญหาหนัก หรือความไข้ ของโลก. มีการรักษาเยียวยาแก้ไขกันแต่ปลายเหตุ ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากเหล่านั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นมา เพราะการทำผิดพลาดของผู้แก้ไขนั่นเอง. สถานการณ์ยุ่งยาก เหล่านี้ทั้งหมด มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ด้วยการหลงบูชาวัตถุนิยมอย่างมัวเมา ทำให้ สถานการณ์ยุ่งยากเช่นนี้เกิดขึ้น แล้วก็ไม่รู้จัก ; เดือดร้อนเพราะผลของมันก็แก้กันไป แล้วก็แก้ไขแต่ทางปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ มันจึงเป็นสิ่งที่น่าเวทนา น่าเศร้า ไม่ใช่น่า ขบขัน เพราะว่าเป็นเรื่องทนทุกข์ทรมาน. เราจะต้องพยายามดูเรื่องนี้ ศึกษาเรื่องนี้ ในลักษณะที่เป็นการดูตัวเอง พิจารณาดูตัวเอง แล้วแก้ไขตัวเอง หรือโจทฟ้องตัวเอง ดังนั้นคำที่เรากำลังพูดกันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องค่าชาวบ้าน หรือว่าด่าชาวโลก แต่มันเป็นการ พิจารณาดูตัวเอง เราทุกคนก็คือส่วนหนึ่งของทั้งหมด เราก็มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบ หรือได้รับผลของความผิดพลาดเหมือน ๆ กันไปหมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จงพิจารณา ตัวเองด้วยตัวเอง จงโจทหรือฟ้อง หรือประท้วงตัวเอง ด้วยตัวเอง. การที่เรามานั่งพิจารณาการกระทำในโลกอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่การนินทาว่าร้าย หรือด่าใคร แต่มันเป็นเรื่องการพิจารณาตัวเอง ขอให้ทำในใจอย่างนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง อย่างนี้ มันจึงจะเข้าใจไปได้ตามลำดับ จนกว่าจะถึงตัวธรรมะ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ คือแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีได้ หรือดับความทุกข์ในโลกนี้ได้ สำหรับสิ่งที่ว่ามัวแก้ไขกันแต่ปลายเหตุนั้น มันมีมากและทั่วไป ในทุกสิ่ง ก็ว่าได้ เราจะต้องดูสิ่งนั้น แล้วดูให้พบต้นเหตุของมัน แล้วก็ดูหนทางออก หรือวิธี จะแก้ไขอย่างถูกต้องของมัน แล้วก็ดูการกระทำที่มนุษย์กำลังกระทำอยู่ว่ามันเป็นอย่างไร. เกี่ยวกับเรื่องนี้ มันก็เป็นเรื่องทางวัตถุ หรือสถานการณ์ทางวัตถุในโลก แต่มันเนื่อง มาจากส่วนลึกคือจิตใจ. เมื่อการแก้ไขนั้น มองดูแต่ในแง่ของวัตถุ แก้ไขกันแต่เรื่อง ฝ่ายวัตถุ มันก็เป็นเรื่องปลายเหตุไปหมด. เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่มนุษย์กำลังขวนขวาย

น.258 ตัวเป็นเกลียว เหนื่อยยากลำบาก ลงทุนลงแรง ตั้งองค์การนั้นองค์การนี่ ขึ้นมามากมาย เพื่อแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้ ดูจะเป็นว่าเวลาทั้งหมด เงินทองทั้งหมด ได้เสียไป เพื่อเหตุนี้ แต่แล้วผลมันก็ไม่ได้ มีแต่เพิ่มปัญหาให้มากกว่าเดิม เราจะพิจารณากันดู เป็นเรื่อง ๆ ไป : เรื่องที่พูดถึงกันมากก็คือ ปัญหาความอดอยากในโลก มีองค์การที่จะ แก้ไขความอดอยากในโลกนี้ รวมหัวรวมแรงกันทุกประเทศชาติ แม้ประเทศที่ไม่ได้ทำ จริง ก็ยังอุตส่าห์เป็นสมาชิกทางปากหรือทางการพูดจากับเขาด้วย ถือเป็นเรื่องระหว่าง ชาติหรือของโลก. แต่เดี๋ยวนี้เราดูเถิดว่า ความอดอยากของมนุษย์ในโลกนี้ มันเกิด ขึ้นมาจากอะไร มันเกิดมาจากการที่มนุษย์ กระทำอย่างทารุณต่อธรรมชาติ. ที่ว่ามนุษย์กระทำอย่างทารุณต่อธรรมชาตินั้น ต้องดูกันให้ละเอียด สักหน่อย. ความชุ่มชื้นในโลก อันเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเกษตรกรรมเหล่านี้เป็นต้น มันสูญไป เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำทารุณต่อธรรมชาติ ในเมื่อมนุษย์มีมากขึ้นทุกที มีมาก ขึ้นทุกที ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เอง มันก็มากขึ้นทุกที จึงทำทารุณแก่ธรรมชาติ เป็นการล้างผลาญพันธุ์ไม้พฤกษชาติในโลกให้น้อยลงไป ให้น้อยลงไป มันก็มีความ เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ในการเกษตรกรรม แผ่นดินที่เคยเพาะปลูกได้ ก็เพาะปลูก ไม่ได้. ความที่มนุษย์ยึดครองส่วนของแผ่นดินมาเป็นของตนนี้ อย่าเข้าใจว่ามันเป็น เรื่องที่พัฒนาให้ดีขึ้น มันเป็นการทำให้ผิดสภาพเดิม ของธรรมชาติหรือของพระเจ้า แล้วก็ทำไปอย่างเห็นแก่ตัว มีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน ที่ทำให้ผลิตผลในโลกมัน เป็นไปได้โดยยาก. มันมีการเปลี่ยนแปลงส่วนลึกส่วนใหญ่ ที่เราไม่มองกัน แล้วก็มา มองในเมื่อมันมีผลร้ายแล้ว ก็ต้องแก้ไข เรียกว่าแก้ไขสถานการณ์ จนต้องทำเรื่องดิน เรื่องปุ๋ย เรื่องอะไรกันเป็นการใหญ่ ชดเชยส่วนที่มนุษย์ทำลายของธรรมชาติไป.

น.259 ทีนี้มาดูการช่วยเหลือแก้ไข อันเป็นการกระทำเฉพาะหน้า เช่นเรื่องแจก อาหาร ช่วยกันตั้งองค์การแจกอาหาร อย่างนี้ก็เป็นเรื่องน่าหัวเราะเหมือนกัน ถ้ามี พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของโลก ก็จะหัวเราะ มันเป็นปัญหาที่สร้างขึ้นเอง แล้วก็แก้ไขในลักษณะ ที่น่าหัวเราะ. การแจกอาหารนั้น เป็นคนละอย่างกันกับการรู้จักทำให้เขาแสวงหา อาหาร เราไม่ได้แก้ไขด้วยการทำให้เขารู้จักการแสวงอาหาร แล้วเราก็มัวแจกอาหาร นี้มันก็เป็นเรื่องขบขันเต็มที่ คือช่วยแต่ในทางวัตถุ ไม่ใช่ช่วยในทางวิญญาณ. มันก็ แก้ไขไม่ได้. เรื่องถัดมา ก็ปัญหาความเจ็บไข้ ความเจ็บป่วยในโลกนี้ หรือความ เสื่อมอนามัยในโลกนี้ ซึ่งก็มีการแก้ไขกันเป็นการใหญ่ มีองค์การเฉพาะเรื่องเจ็บไข้ ทางกาย แต่แล้วเขาไม่ได้มองถึงต้นเหตุอันแท้จริง คือความเจ็บไข้ทางวิญญาณ. ความเจ็บไข้ทางวิญญาณเป็นต้นเหตุทุกชนิดของการเจ็บไข้ทางร่างกาย หรือทางเนื้อหนัง คนเรามีจิตใจไม่ดี ไม่สมประกอบ เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นวิตกกังวล เพราะขาด บรมธรรม จึงมีความทรุดโทรมทางวิญญาณ แล้วออกมาถึงทางจิตทางประสาท แล้วออก มาถึงทางกาย การเป็นโรคประสาทเนื่องมาจากไม่มีการพักผ่อนที่ถูกต้องทางวิญญาณ แล้วก็มาเป็นโรคทางกาย เป็นความดันโลหิตสูง โรคกะเพาะอาหารที่เป็นนิรันดร คือเป็นตลอดชีวิต เพราะการพักผ่อนทางวิญญาณไม่พอ ; ทุกอย่างมันก็เสียไปหมด โลหิตก็เสื่อมสมรรถภาพ ไม่มีโอกาสที่จะทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์ มันก็เป็นโรค กะเพาะอาหาร มีโรคภัยไข้เจ็บประเภทนี้มากมายหลายชนิด นี้มาจากความเจ็บไข้ทาง วิญญาณ. คำว่าความเจ็บไข้ในทางวิญญาณ หมายถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือความโง่. ความโง่นี้ เป็นเหตุให้มนุษย์เจ็บไข้ ทำผิดในทางอนามัย ในทางเยียวยา รักษา แม้ที่สุดแต่ว่าทำมีดบาดมือ เดินตกล่อง นี้มันก็เป็นเรื่องที่เนื่องมาจากความเจ็บป่วย

น.260 ทางวิญญาณ คือความโง่ ความสะเพร่า. มันไม่มีอะไร ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บชนิดไหน ที่จะไม่เนื่องมาจากความเจ็บไข้ทางวิญญาณ. องค์การโลก หรือองค์การแก้ไขความ เจ็บไข้ของโลก ก็ไม่เคยคิดเลย ในเรื่องความเจ็บป่วยทางวิญญาณ ซึ่งเป็นต้นเหตุของ ทั้งหมด ก็มีแต่ระดมทุ่มเทแก้ไขกันทางวัตถุ เป็นของ เป็นเงิน เป็นทอง เป็นอะไรไป มันก็แก้ไขไม่ได้ คือมันไม่ทันกัน. ต้นเหตุของความเจ็บป่วยทางวิญญาณไม่ได้แก้ไข มันก็มีความเจ็บป่วยทางจิตทางกายออกมาเรื่อย แล้วแปลกออกไปเรื่อย. มนุษย์จะต้อง มีความเจ็บไข้ที่แปลกประหลาดออกไปทุกที ซึ่งไม่มีในคัมภีร์ตำราแต่ก่อน เพราะความ เปลี่ยนแปลงในทางวิญญาณ. สถานการณ์ในโลกมันเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำซาก การทำลายธรรมชาติ การแก้ไข ธรรมชาติ การรบกวนธรรมชาติ นี้มันแปลกออกไป มันมากออกไป โรคภัยไข้เจ็บ มันก็แปลกออกไป จนเป็นปัญหาอยู่เรื่อย ต้องค้นคว้าวิธีใหม่ๆ อยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นให้ ถือว่าความเจ็บไข้นี้ มันเป็นเพราะว่ามีการทรุดโทรมในทางวิญญาณ มีการเจ็บป่วยใน ทางจิตทางวิญญาณมากขึ้นทุกที ; มัวแก้ไขแต่ในเรื่องทางกาย มันก็เป็นการแก้ไข ปลายเหตุ เรื่องนี้มันลึกซึ้งมาก ก็น่าเห็นใจ สำหรับโลกที่ไม่สนใจกับบรมธรรม มีความกลัวตายจนทำอะไรไม่ถูก แก้ไขไม่ถูก. คนสมัยก่อนมีความสมบูรณ์ทางวิญญาณ เป็นโรคภัยไข้เจ็บน้อย แล้วก็ไม่กลัวความตาย เป็นของไม่แปลกประหลาด หัวเราะเยาะ ความตาย ถือว่ามันเป็นเพียงอย่างหนึ่ง ในธรรมดาหลาย ๆ อย่าง ฉะนั้นเขาไม่ได้กลัวมาก จนทำอะไรไม่ถูกเหมือนคนสมัยนี้. ปัญหาเรื่องการไม่รู้หนังสือ . เขาลืมไปว่า การรู้หนังสือนี้ ไม่ใช่เรื่อง สำคัญ คนรู้หนังสือยิ่งเป็นมหาโจรได้ดีกว่าคนที่ไม่รู้หนังสือ คือเป็นคนทำลายสังคม หรือเป็นอันตรายแก่สังคม ยิ่งกว่าคนไม่รู้หนังสือ แต่เขากลับพูดตรงกันข้าม ว่าคนไม่รู้ หนังสือเป็นอันตรายแก่สังคม. คนรู้หนังสือในที่นี้ หมายถึงว่ารู้แต่ตัวหนังสือ แล้วก็

น.261 ฉลาดไปแต่ในทางวิชาความรู้ มันไม่มีธรรมะ ไม่มีบรมธรรม. คนรู้หนังสือที่ไม่มี บรมธรรมนี้ เป็นอันตรายแก่สังคมยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้หนังสือ เพราะฉะนั้นการที่ ไม่รู้หนังสือ แต่มีธรรม หรือมีบรมธรรมอย่างสมัยโบราณนั้นเสีย ยังจะเป็นการดีกว่า. การที่ทำให้มีวิชาความรู้เฉลียวฉลาด แล้วควบคุมไว้ไม่ได้ ความรู้นั้นก็กลับเป็นภัย แก่สังคมนั่นเอง. เดี๋ยวนี้เราเร่งมือกันแต่ทางนี้ ทางให้รู้หนังสือ แต่ไม่เร่งมือในทาง ให้มีบรมธรรม. คุณดูเอาเองก็แล้วกัน ว่ามหาวิทยาลัยเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งลามกอนาจาร น่าบัดสี เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แม้แต่ความเห็นแก่ตัว ก็ที่นั่น กลับมีมาก เพราะว่ามันมี สติปัญญามาก มันก็ทำอะไรได้มาก. ปัญหาเรื่องพลเมืองมากเกินไป จนต้องคุมกำเนิด นี้ก็เพราะว่าขาด ความรู้ทางธรรม ขาดความรู้ทางศีลธรรม มันเป็นเรื่องที่ซ่อนเร้นอยู่มาก. ถ้ามนุษย์ มีธรรม ประกอบไปด้วยธรรม ตามหลักของทางศาสนาแล้ว ก็รู้จักควบคุมการกำเนิด ได้อีกแบบหนึ่ง คือบังคับจิตไม่ให้มีการกระทำ แล้วก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะจิตมันสูง. การคุมกำเนิดทางวัตถุ ทางพี่สิคส์นี้ มันทำให้มนุษย์เลวลง รู้จักวิธีป้องกันอย่างนี้ ก็เอาไปใช้ในการที่จะทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม คุมกำเนิดเพื่อความ สนุกสนานทางกามารมณ์ มากกว่าเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ มนุษย์ก็มีความเป็นผู้ไร้ ศีลธรรมมากขึ้น. มันก็ไม่ใช่เป็นการแก้ไข มันเป็นการผลักดันจากทางหนึ่ง ไปสู่อีก ทางหนึ่ง ทำให้มีปัญหามากขึ้น. ถ้ามนุษย์เป็นมนุษย์ที่ดี มีศีลธรรม มีความ เอื้อเฟื้ออารีเมตตาปรานี การที่จะมีมนุษย์มากก็ไม่เป็นไร. เดี๋ยวนี้มีมนุษย์มาก แต่มากไปด้วยมนุษย์ที่มีความเห็นแก่ตัว การที่มีมาก ก็เป็นอันตราย เป็นเรื่องเสียหาย เป็นปัญหายุ่งยาก. คนไทยโบราณเราพูดว่า "รกคนดีกว่ารกหญ้า แต่ถ้ารกคนบ้า แล้วก็รกหญ้า ดีกว่ารกคน" ปู่ย่าตายายของเราเคยพูดมาอย่างนี้ ถูกหรือไม่ถูกฟังไว้พิจารณาดูกันต่อไป.

น.262 ถ้ามีคนดีมันต้องแก้ไขปัญหาได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรกิน เดี๋ยวนี้มีแต่คนเห็นแก่ตัว แล้วไปมองดูกันแต่ในแง่นี้ มันก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก จนต้องมีการคุมกำเนิดชนิดที่ ทำลายศีลธรรม. พวกคริสเตียนเขาคัดค้านกันในรูปที่ว่าเคร่งต่อศาสนา ว่าพระเจ้าไม่ต้อง การให้ควบคุมกำเนิด. นั้นก็ถูกของเขา มันทำผิดธรรมชาติ แล้วมันจะทำให้เสื่อมเสีย ศีลธรรมในรูปนี้ แต่เขายึดมั่นในตัวบทบัญญัติทางศาสนา ว่าพระเจ้าไม่ต้องการ มันก็ ถูกเหมือนกัน เพราะมองเห็นความเสื่อมเสียทางศีลธรรมที่จะตามมา จึงถือว่าพระเจ้าไม่ ต้องการ พระเจ้าไม่เห็นด้วยในการที่จะให้คุมกำเนิดแบบฟิสิกส์นี้. ถ้าคนเรามีบรมธรรม คนมีในโลกมากก็ไม่เป็นไร จะมีแต่คนดี ดีกว่ารกหญ้า ปัญหาเรื่องอาชญากรรมมีมาก อาชญากรมีมากทุก ๆ ประเภท หรือ ทุก ๆ แบบ นี้มันมาจากการขาดศีลธรรม ขาดบรมธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือมาจาก วัตถุนิยม จากการที่มนุษย์แต่ละคน ๆ บูชาเนื้อหนัง บูชาความสุขทางเนื้อหนังของตัวเอง นั่นแหละเป็นมูลเหตุของอาชญากรรม ; เขาไม่มองกันในแง่นี้ แต่ไปมองกันในแง่ที่ว่า คนไม่รู้หนังสือ มันไม่มีอาหารกิน มันไม่มีอะไร อย่างนี้ไปเสียหมด ไม่มองกันในแง่ ที่ว่าไปบูชาวัตถุนิยม คือบูชาเนื้อหนังซึ่งมันไม่จำเป็นเลย. ถ้าอยู่ในระบอบของศีลธรรม อยู่ในศาสนา อาชญากรรมก็มีไม่ได้ มันก็ต้องหาข้าวกินกันได้ ต้องรู้หนังสือจนได้ นี่ไปแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ไขความมีอาชญากรมาก ที่ต้นเหตุ. ที่เขาพูดกันมากในเวลานี้ คือ ปัญหาวัตถุขาดแคลน วัตถุในโลกกำลัง จะขาดแคลน ไม่เฉพาะแต่อาหาร วัตถุปัจจัยต่าง ๆ เช่นไม้สำหรับปลูกบ้านสร้างเรือน น้ำมันที่จะใช้ในเรื่องยานพาหนะ อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดเหล่านี้ กำลังขาดแคลนร่อยหรอ ไปทุกที ไม่เท่าไรจะหมด มีปัญหาหนัก. นี้ก็ไม่ดูความโง่ของตัวเอง ที่เอาสิ่ง เหล่านี้มาทำลายเสียโดยไม่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันในโลกนี้ ขุดขึ้นมาเพื่ออะไร ? ก็เพื่อเผาไฟ, เผาในการทำอะไร ก็ในการทำสงครามเสียมากกว่าอย่างอื่นในเวลานี้

น.263 และยังใช้ไปในการบำรุงบำเรอเนื้อหนังของตัวเอง เช่นขี่รถยนต์ ขี่เรือบิน. นี้มันเป็น เรื่องเข้าใจผิด มันเป็นเรื่องไปเที่ยวสำรวยเสียมากกว่า ; หรือว่าจะใช้ไปทำธุระที่วิ่งว่อน อยู่ในถนน นั่นแหละสำหรับนักธุรกิจ วิ่งว่อนไปด้วยธุรกิจ หัวใจร้อนเหมือนรถยนต์ ที่กำลังเผาไหม้อยู่ข้างในนั้น ธุรกิจของเขาก็เพื่อเนื้อหนังของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็พวก นายทุน มีธุรกิจมาก แต่ว่าก็เพื่อเนื้อหนังของเขาเองในที่สุด คือส่วนที่เกินจำเป็นทั้งนั้น เพราะเขาต้องการไม่มีขอบเขตจำกัด ขยายออกไปไม่มีขอบเขตจำกัด ก็เพื่อหากำลัง หาอิทธิพลผูกขาดเสียแต่ผู้เดียว มันก็ปั่นป่วนไปหมด. ระบบที่ว่าสัมพันธ์กันกว้างออกไป กว้างออกไปนี้ มันทำให้ขยายความ เห็นแก่ตัวกว้างออกไป กว้างออกไป ขยายความผูกขาดกว้างออกไป กว้างออกไป ข้อนี้ผมเห็นด้วยกับท่านมหาตมะคานธีที่ว่า อยู่กันอย่าง village เล็ก ๆ อย่าอยู่กันอย่าง town อย่างนครใหญ่ จะแก้ปัญหาได้มาก. เดี๋ยวนี้เรากำลังจะทำโลกทั้งโลกให้กลายเป็น หมู่บ้านเดียว ตำบลเดียว การคมนาคมมันทำให้เป็นอย่างนี้ จึงเกิดภาวะอย่างนี้. อย่างนี้ ทุกอย่างมันจะขยายตัวออกไปพรวดพราด ไปในทางที่ว่ามือใครยาวก็สาวเอา กอบโกยเอา รวบรัดเอา แล้วก็มีทางที่จะทำได้ เพราะว่าอยู่กันอย่างรวมกัน มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. แต่ถ้าอยู่กันเงียบ ๆ ง่ายๆ อย่างหมู่บ้านเล็ก ๆ มีการติดต่อกันเท่าที่จำเป็นที่สุด ไม่ติดต่อกันเพื่อจะกอบโกย รวบรัดเอาเปรียบกัน แข่งขันแย่งชิงกัน อย่างในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ซึ่งอยู่อย่าง town. ทีนี้ถ้าจะอยู่กันอย่างหมู่บ้านนิด ๆ ไม่กี่หมู่บ้าน ห่าง ๆ กัน และติดต่อกันเฉพาะที่จำเป็น อย่างไหนมันจะมีความสงบ. ฉะนั้น ความหมดเปลือง มันเกิดขึ้น เพราะว่าการที่ต้องอยู่กันอย่างทำให้หมดเปลือง มันก็ทารุณต่อ ธรรมชาติขุดเอาทรัพยากรของธรรมชาติ มาถลุงไปในทางที่จะให้เกิดความยุ่งยาก เกิด ปัญหายุ่งยาก ไม่ใช่เพื่อความสงบ ; ถ้าเพื่อความสงบแล้ว มันต้องการนิดเดียว ; ดังนั้น มันจึงขาดแคลน. วัตถุในโลกขาดแคลนเพราะความอยากของมนุษย์ขยายออกไป

น.264 ไม่มีที่สิ้นสุด คือไม่นิยมธรรมะ แต่ไปนิยมวัตถุ ไปบูชาเนื้อหนัง. ยิ่งเป็นวัตถุ นิยมมากเท่าไร โลกยิ่งขาดแคลนวัตถุมากเข้าเท่านั้น ; ยิ่งบูชาธรรมะ บูชามโนธรรม มากเท่าไร วัตถุในโลกจะเหลือเพื่อ เพราะมีความต้องการแต่น้อย. นี่ เราก็ไม่ได้แก้ ที่ต้นเหตุ ความเห็นแก่ตัว ความละโมบโลภลาภ ทำให้ไปแก้กันที่ปลายเหตุ แล้วมองกัน แต่ที่ปลายเหตุ. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาเรื่องสงคราม หมายถึงทั้งสงครามร้อนและสงครามเย็น. สงครามเย็น คือว่าใช้การเมือง ใช้อะไร ประหัตประหารกันแบบใต้ดิน. สงครามร้อน ก็คือเอาอาวุธเข้าใส่กันโดยตรง. สงครามมีทั้งร้อนและเย็น เมื่อมองดูสงครามใน ๒ ประเภท ก็แปลว่าโลกนี้มีสงครามตลอดกาล ตลอดทุกนาที ทุกชั่วโมง. ต้องมองดู ให้เห็นข้อนี้กันเสียก่อน ว่าโลกมันมีสงครามทุกนาที ทุกชั่วโมง ติดต่อกันไม่ขาดสาย, ทีนี้ก็พยายามจะแก้ จะระงับสงคราม จะหยุดสงคราม ; จะทำได้อย่างไร ก็เห็น ๆ กันอยู่ ; มันน่าหัวเราะ. เรื่องสงครามนี้มันมาจากความเขลาของมนุษย์ ความลุ่มหลงวัตถุนิยม มนุษย์ บูชาเนื้อหนังยิ่งกว่าพระเจ้า ฉะนั้นพระเจ้าจึงลงโทษ ให้มนุษย์ไม่รู้จักอะไร รู้จักแต่ทำ สงคราม แย่งชิงกัน แย่งชิงเนื้อหนังกัน ระหว่างนายทุนกับกรรมกร หรือระหว่าง คู่สงคราม เพื่อปัญหาอะไรทางดินแดนก็ตาม มันก็เป็นเรื่องแย่งชิงเนื้อหนังกันทั้งนั้น นี่ พระเจ้าลงโทษมนุษย์ในรูปของซาตาน บางเวลาพระเจ้าแบ่งภาคส่วนน้อยลงมาในรูป ของซาตาน เพื่อแก้มือมนุษย์ ลองดีมนุษย์ที่ลบหลู่พระเจ้า ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า. พระเจ้า ส่งมานิดเดียวในรูปของซาตานเท่านั้น มนุษย์ก็แหลกลาญ อย่างที่มีสงความนิรันดร. พระเจ้านั้นเป็นทั้งหมดของทุกสิ่ง แล้วก็ส่งส่วนน้อยมานิดเดียว ในรูปของซาตาน ลงโทษมนุษย์ให้เดือดร้อนอยู่ด้วยสงคราม. มันต้องแก้ไขในส่วนลึก คืออย่าดูหมิ่น พระเจ้า อย่ากล้าสบประมาทพระเจ้า อย่าทำสงครามกับพระเจ้า มันจึงจะหยุดสงคราม

น.265 ในระหว่างมนุษย์กันเองได้. นี่มนุษย์ใจบาปหยาบช้า ถึงขนาดกล้าทำสงครามกับ พระเจ้า ทำสงครามกับพระธรรม. คือ ไปบูชาเนื้อหนังยิ่งกว่าบูชาพระเจ้า หรือ บูชาพระธรรม นี่เรียกว่าทำสงครามกับพระเจ้า หรือกับพระธรรม พระเจ้าก็สนอง มาด้วยการกระทำชนิดที่เรียกว่า ถ้าสำหรับพระเจ้าละก็ เป็นเรื่องนิดเดียว ขนาดหยอกล้อ เล่นเท่านั้น ในรูปของซาตาน ที่ทำให้มนุษย์เป็นอย่างไรบ้าง ก็ให้ดูผลของการสงคราม ก็แล้วกัน คุณไปหลับตาดูเองให้ดีๆ แล้วคุณก็มีความรู้ ว่าเรื่องสถานการณ์ในโลก เป็นอย่างไร ที่เป็นปฏิกิริยาจากสงคราม. ทีนี้ยังมีวิกฤตกาลต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาจากสงครามนั้นอีกมากมาย ก่อนหน้า สงครามก็มี กำลังทำสงครามอยู่ก็มี ทำสงครามแล้วก็มี คุณเข้าใจไหม ? ก่อนจะทำ สงครามด้วยซ้ำไป ก็มีผลร้ายที่เกิดจากสงคราม คือต้องมีการตระเตรียมเพื่อสงคราม. กำลังทำสงครามอยู่ มันก็วินาศฉิบหายไป, เสร็จสงครามแล้ว ก็มีผลสะท้อนไปอีกมากมาย หลายอย่าง ไม่สิ้นซากไปได้ง่ายๆ ก่อนหน้านั้น ที่เป็นวิกฤตกาลถาวร ก็คือความเห็น แก่ตัวของมนุษย์ ที่บีบคั้นมนุษย์ ที่ทรมานจิตใจของมนุษย์ ในที่สุดต้องทำสงคราม. แปลว่าก่อนหน้าสงครามมากมาย ก็มีผลจากสงคราม กำลังทำสงครามก็มีผลจากสงคราม ทำสงครามเสร็จแล้ว ก็มีผลจากสงครามยืดเยื้อไปได้เป็นสิบ ๆ ปี วิกฤตกาลเหล่านี้ เขาแก้ไขกันอย่างน่าหวัว ตั้งองค์การเฉพาะหน้าเฉพาะเรื่อง มันเป็นเหมือนกับเด็ก ๆ ที่รู้จักถูขี้ไคลแต่ที่พุงเท่านั้น. คุณลองหลับตานึกถึงเด็ก ๆ ที่เขาใช้ให้อาบน้ำถูขี้ไคล ให้ถูสบู่ นี้มันถูแต่ที่พุง รู้จักแต่ที่พุงเท่านั้น ไม่รู้จักที่ในซอกที่สกปรกหรืออะไรทั่ว ๆ ไป ทั้งตัว. การแก้ไขภัยสงคราม ผลของสงคราม ก็แก้กันในลักษณะอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันก็มีผลสะท้อนมากมาย ทั้งหน้าทั้งหลัง ทั้งตรงกลาง โรคทางจิต ทางวิญญาณก็ยิ่งกำเริบขึ้นไปกว่าเดิม พิสูจน์ได้ตรงที่ว่า โรคจิตชนิดไปอยู่ปากคลองสาน หรือโรคประสาทที่จะต้องไปอยู่โรงพยาบาลพญาไท มันมากขึ้น ๆ จนเหลือมือ. นี่มัน

น.266 เป็นพิษของวัตถุนิยมที่เดือดพล่าน หรือพูดภาษาโสกโคกก็ว่า ขึ้นสมอง วัตถุนิยมมัน ขึ้นสมอง คนจึงเป็นโรคประสาทและโรคจิต. ไม่ใช่ว่าเรื่องขาดแคลน เรื่องปัญหาทาง ครอบครัวเป็นต้นเหตุ ; นั้นมันเป็นปลายเหตุ. ความหลงในวัตถุนิยมอย่างลึกลับซับซ้อน กันอยู่หลาย ๆ ชั้น นั่นแหละเป็นต้นเหตุ ทำให้เศรษฐกิจในครอบครัวไม่ดี ทำให้อะไร ๆ ล้วนไม่ดี นี่มันเป็นผลเสียแล้ว มันไม่ใช่เหตุ ; แต่ว่าผลนี้ มันก็กลายเป็นเหตุอีก ต่อหนึ่ง ก็มีโรคประสาทและโรคจิตออกมา. เรื่องเกี่ยวกับเหตุและผลนี้ ขอย้ำตรงนี้หน่อย ขอแทรกตรงนี้หน่อยว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นแต่เพียงเหตุ หรือเป็นแต่เพียงผลอย่างเดียว คุณจำไว้ว่า สิ่งที่เป็นเหตุ จะต้องเป็นผลด้วย ; แล้วสิ่งที่เป็นผล จะต้องเป็นเหตุต่อไปด้วย. มันไม่มีสิ่งใด ที่เป็น ได้แต่เพียงเหตุอย่างเดียวหรือผลอย่างเดียว. การที่เข้าใจไปว่าเป็นเหตุอย่างเดียวหรือผล อย่างเดียว เพราะมองดูในระยะจำกัดอันสั้นที่สุด ไม่มองดูทั้งหมด. ถ้ามองดูทั้งหมดแล้ว มันเป็นทั้งเหตุและทั้งผลทุกสิ่งไป ถ้าไม่เช่นนั้น มันไม่เป็นอะไรเลย. ให้เราดูเหตุ ให้ลึก ๆ ให้ดี ๆ มันมีซับซ้อนกันอยู่เป็นช่วง ๆ ห้วง ๆ เหมือนห่วงโซ่. ทีนี้มาดูกันในสิ่งที่สวยงาม หรือว่าที่นับถือบูชากัน สิ่งเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่ กำลังเทิดทูนกันอยู่ เช่น ศิลปะ เช่นอารยธรรม วัฒนธรรม หรือปรัชญาในฐานะ ที่เป็นวัฒนธรรม. ศิลปะนี้มีปัญหามาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งดึงดูด. คำว่า "ศิลปะ" หมายถึงสิ่งที่มีความงามดึงดูด เปลี่ยนจิตใจของคนที่ได้พบได้เห็นศิลปะนี้ ที่จริงมันมี ประโยชน์ ถ้าใช้ถูกวิธี มันดึงใจคนไปสู่ผลที่น่าปรารถนา. แต่เดี๋ยวนี้เขาใช้ศิลปะ เป็นเรื่องตกเบ็ดคน ดึงไปสู่ความเป็นลามกอนาจาร หรือว่ามันเป็นตัวลามกอนาจารเสียเอง ไม่ใช่ศิลปะ แต่เขามาเรียกว่าศิลปะ. ที่จริงศิลปะนี้ อาจใช้เป็นเครื่องมือได้ดีที่สุดที่จะ พาคนไปไหนก็ได้ แต่แล้วมันพาไปไม่ถูก มันกลับพาไปหาสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ เป็นข้าศึกแก่บรมธรรม ; และถ้าพูดถึงศิลปะทางวิญญาณด้วยแล้ว มันก็ยิ่งวิเศษ.

น.267 ศิลปะทางวัตถุ ทางภายนอก ที่มีปรากฏการณ์นี้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี มันก็พาไปสู่บรมธรรม ได้เหมือนกัน พอใช้ผิดวิธี มันก็หันหลังให้กัน กลายเป็นเรื่องเนื้อหนัง เป็นเรื่องลามก อนาจาร. ความนึก ทางสติปัญญา รู้จักใช้สติปัญญา. ถ้าศิลปะในส่วนวิญญาณอย่างนี้ละก็มันยิ่ง วิเศษในการที่จะพาคนไปถึงบรมธรรม แล้ววิธีการที่จะพาคนไปถึงบรมธรรมได้นั่นแหละ คือยอดของศิลปะ. น่าสงสารพวกฝรั่ง ที่เขามาแสวงหาศิลปะของพวกพุทธบริษัท ที่เรียกว่า Buddhist art แล้วเขาก็แสวงหาพระพุทธรูป หาไม้แกะสลัก หาหินอะไรไป อย่างนั้น เข้าใจว่าเป็น Buddhist art. ผมว่าแย่แล้วอย่างนี้ไม่เป็นธรรมเลย ดูถูกพวกเรา. Buddhist art ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่วัตถุอย่างนั้น. Buddhist art คือวิธีที่แยบคายที่สุด สุขุมที่สุด น่าอัศจรรย์ที่สุด ที่จะเปลี่ยนจิตใจคน จากความทุกข์เป็นความไม่มีทุกข์ ระบุเฉพาะลงไป เช่นอริยมรรคมีองค์แปด นั่นแหละคือ Buddhist art ของพระพุทธเจ้า ของพุทธบริษัทตลอดมา. พระพุทธเจ้าไม่เคยรู้จักพระพุทธรูป หรือศิลปวัตถุใด ๆ จะมาอ้างให้เป็น Buddhist art อย่างนี้ เขาว่าเอาเอง พระพุทธเจ้าท่านรู้ถึงเรื่องศิลปะ แห่งการฆ่าเสียซึ่งกิเลส ทรมานมนุษย์ที่เป็นอันธพาล ทารุณโหดร้าย ให้กลายเป็น สัตบุรุษ ให้เป็นพระอรหันต์ นี่คือ Buddhist art. เดี๋ยวนี้ศิลปะของชาวบ้าน ของคนทั่วไป เป็นวัตถุอย่างเดียว รู้จักเท่านี้ ไม่รู้จักศิลปะที่จริง ๆ มันน่าสงสาร แล้วต่อมาไม่เท่าไรก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของ วัตถุนิยม เป็นเรื่องลามกอนาจารไป. พวกอารยธรรม วัฒนธรรม ก็เหมือนกัน ระวังให้ดี มันกลายเป็นทาสของวัตถุนิยมยิ่งขึ้นทุกที. ที่เรียกว่าอารยธรรม วัฒนธรรมนี้ ที่พูดถึง กันมาก บูชากันมากนี้ มันกลับตกต่ำลงไป เป็นทาสของวัตถุนิยม หรือเนื้อหนังมากขึ้น ทุกที จนทำให้รถไปด้วยความทุกข์ ไม่ทำให้รถไปด้วยสันติภาพ. ทางปรัชญาแล้ว

น.268 ๒๐๒ ก็ยิ่งน่าหวัว คือเป็นเรื่องพูดเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนคนเมาเหล้า คนสูบฝิ่นสูบกัญชา พูดได้มาก แต่แล้วก็ไม่มีสาระอะไร เพราะพูดไปตามกำลังหรือตามอำนาจของวัตถุนิยม ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่น่าสงสารที่สุด ก็คือ ศาสนา ศาสนาซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดหรือเป็น บันไดไปหาพระเจ้าอะไรนี้ เมื่อศิลปะหรือวัฒนธรรมมันตกต่ำ เป็นทาสของเนื้อหนัง ไปแล้ว ศาสนาก็กลายเป็นเครื่องประดับเกียรติ ประดับเกียรติของคนที่เป็นวัตถุนิยม คนที่มีอำนาจวาสนา มัวเมาดื่มด่ำอยู่ในวัตถุนิยม ศาสนากลายเป็นเครื่องประดับเกียรติ ของคนเหล่านี้ไป แทนที่จะเป็นผู้นำ หรือตัวนำในทางวิญญาณ กลายมาเป็นเครื่อง ประดับเกียรติของพวกวัตถุนิยม. คนมีอำนาจวาสนาเขาก็สร้างวัดให้ลูกวิ่งเล่น และสร้าง แข่งกัน เพื่อให้ลูกวิ่งเล่น ลูกของเราไม่ไปเล่นที่วัดของคนมั่งมีคนอื่น เราสร้างวัด ของเราเองให้ลูกวิ่งเล่น. พูดกันตรงๆ ใกล้ ๆ ง่ายๆ ก็ว่า ผู้มีอำนาจวาสนานิมนต์พระไป ทำบุญที่บ้านนั้น ก็เพื่อจะประดับเกียรติกันมากกว่า คุณไปดูเอาเอง เพื่อประคับประคอง ความมีหน้ามีตา ความมีเกียรติ ความใหญ่โตมโหฬาร ความเป็นปึกแผ่นของตน. ศาสนากลายเป็นเครื่องประดับเกียรติ ของพวกวัตถุนิยมไปเสียอย่างนี้ ไม่อยู่ ในรูปของความเป็นศาสนา ที่จะนำบุคคลในทางวิญญาณ. พวกวัตถุนิยมทั้งโลกนี้ ไม่ยอมให้ศาสนานำตนไปสู่บรมธรรม กลับดึงเอาศาสนามาเป็นเครื่องประดับเกียรติ ของตน อย่างดีก็เป็นเครื่องมือของตน สำหรับความเป็นปึกแผ่นในทางวัตถุต่อไป. มองดูโลกให้กว้าง ๆ มองดูศาสนาที่ถูกใช้ ถูกกระทำ ถูกย่ำยี; ด้วยอาการที่ศาสนา ถูกกระทำในสภาพอย่างนี้ ฉะนั้นศาสนาจึงไม่ช่วยโลก แล้วมนุษย์ก็พร่ำบ่น ว่ากำลัง เสื่อมโทรมทางศาสนา จะแก้ไขศาสนาให้ดีขึ้น แล้วจะแก้ได้อย่างไรเล่า. คนวัตถุนิยม จะมาแก้ไขศาสนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร มีแต่จะเอาไว้เป็นเครื่องประดับบารมีของตัวอยู่ นั่นเอง.

น.269 ทีนี้มาถึง การศึกษา เราพูดกันมามากแล้ว เรื่องการศึกษา ในการบรรยาย ที่แล้ว ๆ มา ผมจะขอสรุปในที่นี้อย่างสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวนี้เรามีการศึกษา เพื่อทำให้คน สามารถทำสงครามกับพระเป็นเจ้าในทุกวิถีทาง. การศึกษาของเราเวลานี้มีเพื่อให้ คนเราสามารถ ทำสงครามกับพระเป็นเจ้าในทุกวิถีทาง คือต่อต้านธรรมะ ต่อต้าน สิ่งซึ่งไม่ใช่วัตถุนิยม. การศึกษาเป็นฝักฝ่ายของวัตถุนิยม มีขึ้นเพื่อให้เราต่อต้าน สิ่งซึ่งไม่ใช่วัตถุนิยม นั่นแหละคือการทำสงครามกับพระเจ้า หรือพระธรรมในทุกวิถีทาง, ฉลาดทุกวิถีทางที่จะแก้ตัว เพื่อให้ได้ทำสิ่งซึ่งเป็นเรื่องทางวัตถุนิยม. การศึกษา กำลังตกเป็นทาสของปีศาจแห่งวัตถุนิยม มีไว้เพื่อให้มนุษย์สามารถทำสงครามกับพระเจ้า โดยทุกวิถีทางในเวลานี้. แต่ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาที่แท้จริงจะต้องเป็นอย่างนี้ นี่เรากำลังหลง กำลังใช้ผิด กำลังประดิษฐ์ประดอยขึ้นอย่างผิด ๆ หรือเปิดโอกาสไป อย่างผิด ๆ แล้วเด็ก ๆ ของเรากำลังเป็นอย่างไร ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน เด็ก ๆ ของเรากำลัง บูชาเนื้อหนัง นั่นแหละคือการทำสงครามกับพระเจ้ายิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้ การศึกษาก็มีผลเป็นการค้นคว้า เพราะบูชากันนัก เรื่องการศึกษา และค้นคว้า ค้นคว้าให้พบอะไรใหม่ ๆ นี้ แต่แล้วการค้นคว้าของโลกในปัจจุบันนี้ มันมี ผลไป ในทางที่ว่าค้นคว้าเพื่อไม่ให้หยุดทะเยอทะยานในทางวัตถุนิยม หมายความว่า ค้นคว้าหาเหยื่อของกิเลสให้แปลก - ให้ใหม่ ให้สวย - ให้หรู ให้มากไป ไม่มีที่สิ้นสุด. นี่มัวค้นคว้าแต่ในทางนี้ เพราะว่าชาวโลกเขาต้องการ ถ้าได้สิ่งนี้ออกมา มันได้เงินได้ของ ได้อำนาจวาสนา ได้เหตุได้ปัจจัย ที่เป็นการได้เปรียบผู้อื่น ฉะนั้นจึงค้นคว้าแต่ทาง อย่างนี้. ด้วยเหตุนี้ การค้นคว้าของโลก มันจึงอยู่แต่ในขอบเขตของการหลอกตัวเอง ให้ทะเยอทะยานกันไปไม่มีที่สิ้นสุด เอาของใหม่มาเปลี่ยนของเก่าเรื่อย เพื่อจะให้หลงใหล มากไปกว่าเดิม เพราะฉะนั้นผลที่สืบเนื่องกันไป เช่นการอุตสาหกรรม เพื่อจะผลิต ขึ้นมา มันก็ผลิตแต่วัตถุ ที่จะทำให้คนหลงใหลมากขึ้น หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นวัตถุ

น.270 อันเป็นปัจจัยสำหรับปราบปรามผู้อื่น คือเอาชนะผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้น วัตถุชนิดนี้ มันก็เพื่อขึ้นในโลก ทีนี้มองดู เมื่อเขาพูดถึง ศีลธรรม พูดถึงศาสนา พูดถึงอะไร ๆ ที่จะให้ มนุษย์มีศีลธรรมดีขึ้น มีฐานะทางวิญญาณสูงขึ้นนี้ มันกลับเข้าใจผิด กลับตาลปัตรไป หมด กลับไปหลงเอาสิ่งที่จะกดวิญญาณลงไปในทางต่ำนั้น มาเป็นสิ่งที่ว่าจะยกวิญญาณ ในทางสูง เพราะฉะนั้นการพัฒนาทางจิตของโลกในสมัยปัจจุบันนั้น มันเป็นเรื่อง วัตถุทั้งนั้น แต่เขาก็เรียกว่าพัฒนาทางจิต เพราะไม่รู้จักตัวจริงของจิต หรือตัวการ พัฒนาทางจิต ตั้งใจว่าจะยกสถานการณ์ทางวิญญาณให้ดีขึ้น กลับกลายเป็นเรื่องตรงกัน ข้าม ให้จมลงไปอีก. สรุปแล้ว ก็เรียกว่า ในโลกนี้มีกงจักรมาอยู่ ในรูปของดอกบัว มากขึ้นทุกที. มันเป็นคำภาษาไทยเราว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มันได้แก่โลก สมัยนี้ . ซึ่งเห็นกงจักรว่าเป็นดอกบัวมากขึ้นทุกที คือเห็นสิ่งที่จะทำลายโลก ว่าจะเป็นสิ่ง ที่มาบำรุงโลก ช่วยโลก ไปหลงบูชาวัตถุนิยมเป็นพระเจ้า นั่นคือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นในสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ฉิบหาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะต้องการ. โลกนี้มันจึงแดงฉาน ไปหมด แดงฉานไปด้วยโลหิต แดงฉานไปด้วยการยื้อแย่ง การทำลายล้าง เห็นกงจักร เป็นดอกบัว. ทีนี้เราก็นึกดู ถึงบรมธรรม ตกอยู่ในฐานะที่ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใคร ต้องการ ไม่มีใครจะเอาไปใช้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ของโลก. ทีนี้สถานการณ์ อันเลวร้ายของโลกทุกชนิดนี้ มันต้องแก้ไขด้วยบรมธรรม ไปจำแนกเอาเองเถิด ว่าเรื่อง ความสุข ความเต็มของความเป็นมนุษย์ หน้าที่เพื่อหน้าที่ ความรักสากลอันเป็นจริยธรรม สากล หรือว่าเรื่องนิพพาน ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในทางพุทธศาสนา : บรมธรรม เหล่านี้ มันจะแก้สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกได้ แต่เขาก็ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ต้องการ ไม่เข้าใจ

น.271 และก็ไม่ต้องการบรมธรรมยิ่งไปกว่าเนื้อหนัง. สิ่งที่จะช่วยได้ มันก็เป็นหมัน เหมือน กับยา หยูกยาที่มีอยู่ในโลก แต่ไม่เอามากิน มันก็ไม่มีความหมายอะไร. ทีนี้ เราก็ดูให้ละเอียดอีกสักนิดหนึ่งว่า คนในโลกสมัยนี้ ซึ่งเป็นทาสของ วัตถุนิยมเสียแล้วนี้ จะเห็นบรมธรรมอันสูงสุดเหล่านี้ ว่าเป็นของเด็กเล่น เป็นของที่จะพูด ถึงกันในแง่ของศีลธรรมกันเล็กน้อย พอให้เด็ก ๆ เขามีอะไรพูด ในเรื่องศีลธรรม ฉะนั้น จึงเป็นวิชาน้อย ๆ ในสังคมวิทยา วิชาศีลธรรมในห้องเรียน. คนใหญ่คนโตของโลก จะเห็นบรมธรรมเป็นเรื่องส่วนตัว เล็ก ๆ น้อย ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง ไปแสวงหาเอาเองเถิด ; เขาถือเป็นเรื่องจิตวิทยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ถือเป็นเรื่องปฏิบัติธรรม หรือศาสนา หรือว่า พระเจ้า. เขาเอาเรื่องศาสนาหรือพระเจ้ามารวมไว้ในเรื่องจิตวิทยาเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับ เด็ก ๆ เรียนในห้องเรียนเท่านั้นเอง. เช่นให้ซื่อตรง ให้ทำงานเพื่องาน ฯลฯ เป็นเรื่องพูด เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับยั่วเด็ก ๆ หลอกเด็ก ๆ แล้วคนโต ๆ นั้นไม่ทำ. การสอนศีลธรรม อบรมศีลธรรม เป็นเรื่องหลอกลูกเล็ก ๆ หลอกเด็ก ๆ แล้วคนโต ๆ นั้นไม่ทำ. นี้มัน จึงเหมือนกับช่วยกันสร้างโลกชนิดใหม่ขึ้นมา. เมื่อเต็มไปด้วยเด็ก ๆ ชนิดนี้ ในโลกมีแต่ เด็ก ๆ ชนิดนี้ มันก็เปลี่ยนสภาพเป็นโลกอย่างใหม่ขึ้นมา ได้รับรางวัลจากพระเจ้าใน ฐานะที่เป็นโลกแห่งวิกฤตการณ์ โลกแห่งวิกฤตการณ์ที่ถาวร เรียกว่าในที่สุด มันก็เป็น โลกที่ไร้ธรรมะ ไร้บรมธรรม เป็นโลกของความหลอกลวง เป็นโลกของซาตาน เป็นโลก ของพญามาร เป็นโลกที่กำลังถูกพระเจ้าลงโทษ เพราะการที่มนุษย์กลายเป็นทาสของ วัตถุนิยม บูชาเนื้อหนังของตัวเองยิ่งกว่าพระเจ้า. นี่ คนชนิดนี้มันก็คือคนที่จมโคลน เปื้อนโคลน แล้วก็ออกปากร้องตะโกนอวดดีว่า กูจะแก้ไขสถานการณ์ของโลก มันก็คือ เอาน้ำโคลนมาล้างโคลน น้ำโคลนที่เอามาล้างมันก็สกปรกยิ่งกว่าที่เปื้อนทีแรก. คุณไป ทำภาพพจน์หลับตาดูเถด เปื้อนน้ำโคลนจาง ๆ แล้ว เอาน้ำโคลนที่ยิ่งกว่านั้น มาล้าง น้ำโคลนทีแรก นี่คือการแก้ไขสถานการณ์ในโลกที่กำลังเป็นอยู่จริงในเวลานี้ เพราะว่า

น.272 น้ำโคลนที่เอามาล้างทีหลังมันสกปรกยิ่งกว่าโคลนที่เปื้อนเนื้อตัวอยู่ที่แรก นี่เป็นการสรุป ความของการแก้ไขสถานการณ์ในโลกเวลานี้. คุณทั้งหลาย บวชมาในศาสนานี้ ด้วยการบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือบรมธรรม อย่าไปหลงทำอย่างนั้นกะเขา คุณอย่าไปหลงเอาน้ำโคลนที่เป็นโคลน มากกว่า มาล้างน้ำโคลนทีแรก ซึ่งไม่สกปรกมากเท่านั้น. หมายความว่ากิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้มันก็สกปรก ควรจะเรียกว่าน้ำโคลนอยู่แล้ว ทีนี้ไปเอาหลักการ ของคนที่บูชาเนื้อหนัง เป็นผลของความโลภ ความโกรธ ความหลง มาล้างความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้มันเป็นเรื่องน่าเศร้า เป็นเรื่องน่าสมเพช ที่ไปเอาน้ำโคลนที่ ยิ่งกว่า มาล้างโคลนที่พอดีพอร้าย. นี่ เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงเพียงเท่านี้ สำหรับเรื่องแก้ไขสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต