น.239 วันนี้จะได้ พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับการพัฒนา ซึ่งหมายถึงการพัฒนา ของชาวโลกสมัยนี้โดยเฉพาะ. สิ่งแรกที่สุด ต้องนึกดูถึงคำว่า “พัฒนา" ว่าคำนี้มีความหมายในภาษาบาลีและสันสกฤตอย่างไรกัน เสียก่อน จะช่วยให้ง่ายเข้า ในการที่จะวิจารณ์กันถึงสิ่ง ๆ นี้. คำว่า "พัฒนา" หรือ วฑฺฒน ในภาษาบาลีนั้น แปลว่า รก คือรกอย่าง หนาแน่น เช่นหญ้ารก เช่นผมบนศีรษะรก ก็เรียกว่าพัฒนา หรือวัฒนา หรือวัฑฒนะ คือความเจริญด้วยเหมือนกัน. และถ้าใครมีความประพฤติกระทำไม่มีประโยชน์อะไร ในโลกนี้ ก็เรียกว่าคนทำโลกให้รก ใช้คำเดียวกับคำว่า วัฑฒนะหรือวัฑฒนา ; จึงมี คำห้ามไว้ว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน - อย่าเป็นคนรกโลก. โลกวัฒโน แปลว่าคนทำ โลกให้รก ฉะนั้นจึงห้าม ; ไม่ใช่ไปส่งเสริมให้ทำ เพราะมันเป็นการทำโลกให้รถไป ด้วยสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ คือการกระทำของบุคคลนั้นไม่มีประโยชน์ เขาเป็นคน ๑๗๓
น.240 รกโลก ทำโลกให้รก. รวมความแล้ว คำว่า "พัฒนา" แปลว่าทำให้รก หรือความรก. ถ้าจะให้รกไปด้วยคนดีของดี ก็ต้องพัฒนาทางจิต ซึ่งเป็นผู้นำของกาย ; ถ้าจะ ให้รักไปด้วยปัญหายุ่งยาก รกไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ก็จงพัฒนาวัตถุนี้ ให้ท่วมจิต. นี่ เราอยากจะมีหลักอย่างนี้ จะจริงหรือไม่จริงก็เอาไปคิดดู. ถ้าอยากให้รกไปด้วยคนดี ของดี ก็จงพัฒนาจิต ซึ่งเป็นผู้นำของกาย, ถ้าอยากให้เต็มไปด้วยสิ่งโกลาหลวุ่นวาย ก็พัฒนาไปทางวัตถุให้มันท่วมจิต. นี่ ลองสังเกตดูให้ดีว่า การพัฒนาทางกาย กับพัฒนาทางจิต ; หรือพัฒนา ทางวัตถุ กับพัฒนาทางมโนธรรมนี้ มันต่างกันอย่างไร. ที่จริงมันเป็นไปไม่ได้ ที่คนเรา จะอยู่โดยมีจิตอย่างเดียว หรือมีวัตถุอย่างเดียว ; การพัฒนามันก็มีทั้ง ๒ อย่าง แต่ใน บางยุคบางสมัยนั้นมันมุ่งหน้าแต่จะพัฒนาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นพัฒนาทางวัตถุ จนท่วมท้นไปหมด ทางจิตกลับไม่มีการเหลียวแลปล่อยให้ไปตามบุญตามกรรม นี่คือ โลกสมัยนี้. ถ้าจะย้อนระลึกนึกไปถึงสมัยดึกดำบรรพ์ พวกมุนี ฤๅษี โยคี ตามป่า โดยเฉพาะ มุ่งพัฒนาทางจิตจนลืมร่างกาย เพราะเกลียดร่างกาย อย่างนี้ก็มี. สมมติว่าเป็นไปได้ ถ้าจะมีการพัฒนาไปในทางด้านเดียว ก็ยังมีทางที่จะเปรียบ เทียบได้อีกว่า พัฒนาจิตอย่างเดียว มีผลอย่างไร พัฒนากายอย่างเดียวมีผลอย่างไร. พัฒนา ทางจิตอย่างเดียว ผมรู้สึกว่ายังปลอดภัย ; พัฒนาทางวัตถุอย่างเดียว ฉิบหาย หมด. พัฒนาทางจิตอย่างเดียว ทำให้เป็นจิตดี จิตสูงทางกายทางวัตถุก็พลอยปลอดภัย ไปด้วย เพราะว่าจิตมันมีอำนาจเหนือกายหรือเหนือวัตถุ เมื่อจิตถูกพัฒนาเป็นอย่างดี แล้ว อาจจะสามารถลากกายไปในทางที่ถูก เท่าที่จำเป็น ไม่มีการเฟ้อ เพราะฉะนั้น การพัฒนาจิตอย่างเดียว ก็ปลอดภัยได้ เพราะว่ากายอยู่ใต้อำนาจของจิต, ถ้าจิตดี จิตสูง กายก็ถูกลากไปเป็นบริวาร มันก็พลอยดี พลอยสูงไปด้วย แต่ว่าไม่ต้องพูดถึง.
น.241 ทีนี้สมมุติว่าพัฒนากันแต่ทางกายหรือทางวัตถุอย่างเดียว มันจะเป็นอย่างไร ก็เห็นได้ว่ามันไปลุ่มหลงมัวเมาในเนื้อหนัง คือความสุขทางเนื้อหนังห่อหุ้มจิต ครอบงำ จิต หรืออะไรแก่จิต จนจิตนี้หือไม่ขึ้น หรือตกต่ำไป เงียบหายไป มันก็จะมีแต่เรื่อง ของกิเลส เพราะว่าความสุขทางวัตถุนั้น เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลส. นี่แหละ ถ้ามีแต่การ พัฒนาทางวัตถุอย่างเดียว ก็มีทางที่จะค่อยเป็น - ค่อยไป ในทางที่จะเผลอ ๆ ๆ เผลอจนจมอยู่ใต้วัตถุ . เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดว่าพัฒนากันแต่ด้านเดียวแล้ว พัฒนา ทางจิตก็ยังปลอดภัยอยู่นั่นแหละ พัฒนาทางวัตถุก็ยังเต็มไปด้วยอันตรายอยู่นั่นเอง. เดี๋ยวนี้โลกมุ่งพัฒนากันแต่ทางวัตถุ เพราะความขลาดความกลัว ว่าจะไม่ ทันเขา จะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือต่อสู้เขา หรือจะไม่ได้กินดี อยู่ดี ต้องมุ่งหน้ามุ่งตา พัฒนาทางวัตถุอย่างเดียว แล้วก็หลอกพระเจ้าว่าพัฒนาทางจิต โลกจึงเป็นอย่างนี้ด้วย กันทั้งโลก คือระส่ำระสายด้วยความวุ่นวาย มีปัญหายุ่งยากไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่เกิดมาจากการเสื่อมเสียทางศีลธรรม คือความตกต่ำทางจิตเพราะไปเป็นทาส ของวัตถุ เพราะฉะนั้นพัฒนาทางจิต จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และต้องมาก่อน เสมอ และเมื่อจิตมีความฉลาดเฉลียวถูกต้องดีแล้ว มันก็พัฒนาทางวัตถุเอง และพอดี ไม่เฟ้อ. แต่เมื่อถามว่าอันไหนสำคัญกว่า มันก็ต้องเป็นการพัฒนาทางจิต ที่สำคัญ และปลอดภัย เป็นแสงสว่าง. เดี๋ยวนี้เรากำลังไปทำให้มันปนเปกันยุ่งไปหมด จนการพัฒนาวัตถุมันล้น ล้นจนไม่มีโอกาสพัฒนาทางจิต หรือพัฒนาแต่น้อยในข้อปลีกย่อย อย่างเด็กอมมือ พัฒนาจิตในระดับปลีกย่อย ต่ำ ๆ อย่างเด็กอมมือ แต่พัฒนาวัตถุอย่างไพศาลมโหฬาร จนพูดกันไม่ไหว. นี้ ยิ่งการพัฒนาทางวัตถุมันล้นเหลือกว่าการพัฒนาทางจิต เท่าไร ความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่โลก เหมือนกับถูกพระเจ้าลงโทษ หรือถูกซาตาน ตบหน้าเอาเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดี อย่าเอาไปปนกันจนทำผิดในเรื่องนี้. พัฒนาทางจิตหรือพัฒนาทางวิญญาณนี้ มันอาจจะปนกันได้กับการพัฒนาในทางวัตถุได้.
น.242 ผมยกตัวอย่างดีกว่า ที่สวนโมกข์นี้ เห็นได้ง่าย เพราะเรามีสุนัขหลายตัว เมื่อแม่หมาไปคาบอะไรมาให้ลูกหมากิน อย่างนี้มันเป็นการพัฒนาทางวัตถุ ต่อมาอีกหน่อย แม่หมาไม่ยอมทำอย่างนั้น จะทำโดยวิธีที่พาลูกหมาไปหากินเอง หรือบังคับให้มันต้อง หากินเอง. ลูกหมามันหิว และถูกบังคับให้หากินเอง แม่หมาไม่ทำอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป นี้มันเป็นการพัฒนาทางจิต ให้ลูกหมามันมีสติปัญญาช่วยตัวเองได้. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ ก็เหมือนกัน พัฒนาทางวัตถุ เอาเครื่องจักรมาแทนคน กระทั่งคอมพิวเตอร์หรืออะไร ต่าง ๆ ที่พูดถึงกันมากในสมัยนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้คนโง่ มีจิตทรามไร้สมรรถภาพ ลงทุกที เห็นแก่ความสะดวกสบาย เห็นแก่ความสุขส่วนตัว ไม่อยากจะทำงานมากยิ่งขึ้น ทุกที นี่เป็นโรคจิตทราม ; ในด้านลึก ในด้านวิญญาณ มันก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว โดยไม่ต้องสงสัย อยากจะนอนเอกเขนก หาความสุขทางอายตนะเสียมากกว่า. หรือถ้าจะมองดูในแง่ที่ต่ำ ๆ ที่สุด อย่างเราไปช่วยพัฒนาที่ดิน ให้มีที่ดิน ทำมาหากิน ช่วยเขาทำมาหากิน นี่มันเป็น พัฒนาทางวัตถุ ช่วยเขาในทางวัตถุ แต่ถ้า เราไปทำโดยวิธีอื่น ให้เขาเกิดสติปัญญาสามารถทำกินเอง ทำกินเองตามลำพังตนเอง อย่างนี้เป็น พัฒนาทางจิต. เรื่องทำมาหากินบนผืนแผ่นดิน ในทุ่งในนาก็เหมือนกัน ยังต้องมีเรื่องพัฒนาทางวัตถุ กับทางจิต. เมื่อไปพัฒนาทางวัตถุมากเกินไป มันก็เป็น เรื่องเฟ้อ ทำให้เขาขี้เกียจ ทำให้เขาเห็นแก่ตัว ทำให้เขาอะไรมากขึ้น จนกระทั่ง ว่าเขาทำอะไรไม่เป็น ต้องไปช่วยเขาทุกอย่าง มันก็เหลือวิสัยของผู้ที่เข้าไปช่วยพัฒนา นั้นเอง. แต่ถ้าเราใช้วิธีที่จะให้เขาสามารถพัฒนาช่วยตัวเองอยู่เรื่อยไป ให้ความยาก ลำบากสอนเขา ให้ความยากลำบากลงโทษเขา ในการที่เป็นคนโง่ คนขี้เกียจ จนในที่สุดเขาก็ช่วยตัวเองได้ อย่างนี้เป็นการพัฒนาทางจิต. ทีนี้ คำว่า "ทางจิต" นี้ ก็มีอยู่ ๒ ชนิด เพราะคำว่า จิต มันมีอยู่ ๒ ระดับ ระดับหนึ่งเป็นชั้น mentality คือจิตที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ได้แก่ประสาท
น.243 ความรู้สึกทางประสาท ที่ก่อให้เกิดความคิดนึกอะไรต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับร่างกาย นี้มันเป็น จิตชนิดที่เนื่องกันอยู่กับกาย ไม่เป็นอิสระ. อีกระดับหนึ่งเรื่องจิตแท้ ๆ เป็นเรื่องไกล ไปกว่านั้น มันเป็น spiritual faculty คือมันมันเหนือขึ้นไปอีก มันอาจจะเป็นอิสระได้ ไม่ขึ้นแก่ร่างกาย. มันเป็นทาง spiritual ที่ผมเรียกว่าทางวิญญาณ ; faculty อันนั้น ไม่ใช่ mentality. ถ้าพัฒนาทางจิต ก็หมายความว่าทาง spiritual : เด็ก ๆ อาจจะเข้าใจผิดไปว่า เมื่อเรามีกินมีใช้ มีที่อยู่สบาย จิตของเราสบาย ใจของเราสบาย ได้เล่นได้หวัวสบาย นี้ก็แปลว่าจิตเจริญ. นั่นมันเป็นจิตประเภทที่เนื่องกันอยู่กับทางกาย เป็นพวก mental sphere อยู่ส่วนหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่ spiritual ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ไม่มีภาษาเรียก ที่เขา เรียกกันว่า spiritual faculty ก็อย่างนี้. ไปนึกดูที่ผมอุปมาเรื่องโรค ว่ามีโรคทางกาย โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ ดูก็แล้วกัน ตามที่เคยพูดมาแล้ว. เด็ก ๆ เข้าใจกันเสียว่า ถ้าเป็นความรู้สึกแล้ว ก็ต้องเป็นจิตไปหมด ที่จริง ความรู้สึกที่เกิดมาจากทางกายนั้น ยังไม่ใช่จิตโดยสมบูรณ์ เป็น re-action หรือปฏิกิริยา เท่านั้นเอง เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย. ถ้าว่าเป็นเรื่องจิตแท้ ๆ มันต้องเป็นประเภทหนึ่ง ซึ่งแยกออกไปได้ หรือจะผลิตออกไปจาก mentality ก็ได้ หรือว่าจะรวมกันทั้งวัตถุ ทั้งกายทั้งจิตชนิดนี้ ออกไปเป็นเรื่องทางวิญญาณก็ได้ เช่นกายไม่เป็นโรค จิตไม่เป็นโรค สบายดี แต่วิญญาณยังเป็นโรคโง่ โรคโกรธ โรคหลง เป็นโรคตกนรก เป็นฟืน - เป็นไฟ อยู่ในจิตใจ. คนที่เรียกกันว่าดี ดีขนาดเป็นสุภาพบุรุษนั้น ในบางโอกาสยังมีจิตใจร้อน เป็นไฟเหมือนตกนรก นี่เป็นโรคทางวิญญาณอยู่. เราต้องบอกเด็ก ๆ ของเรา หรือคน แม้โตแล้วแต่ยังมีอะไรเหมือนเด็ก ๆ นั้น ให้รู้เสียว่า ที่เราพูดว่าทางจิตหรือวิญญาณนั้น มันหมายอย่างนี้ ; จะถือเสียว่าพอร่างกายสบาย แล้วจิตก็สบาย, พอร่างกายปกติดี แล้วจิตก็ปกติดี, อย่างนี้มันเป็นเรื่องเด็กอมมือรู้สึก ไม่ใช่ผู้มีสติปัญญารู้สึก. นี้เรานิยม
น.244 นแต่เรื่องทางวัตถุ แล้วหลงว่ามันเป็นเรื่องทางจิต ว่าวัตถุทำให้ร่างกายสบาย แล้วก็มี จิตใจดี ทำให้จิตใจสบาย. นี้ไปถามพวกวัตถุนิยมดู จะตอบอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าวัตถุ นิยมพวกไหน. เรื่องทางวัตถุนั้น มันเป็นเรื่องตะกละความสะดวกสบาย ขออภัยใช้คำหยาบ คายโสกโดกไปบ้าง ก็เพื่อประหยัดเวลา. เรื่องทางวัตถุนี้มันเป็นเรื่องตะกละ และ กำลังจะนำไปสู่ความเป็นอยู่อย่างตะกละในความสุขสบาย ทางเนื้อหนัง จนไม่ได้คิดไป ว่ามันเป็นการกระทำที่โง่เขลา ที่ตอบแทนให้อย่างสาสม. นี่เราพูดกันในแง่ที่ว่า มันเพิ่มความลำบากกันก่อน. ส้วมที่ตรงนั้นใช้น้ำ ๒ กะลาแบน ๆ เท่านั้น ทำให้ สะอาดได้. ส้วมชักโครกแบบใหม่ ต้องใช้น้ำ ๓ - ๕ ลิตรก็มี. ๒ กะลาเท่ากับ ครึ่งลิตร ฉะนั้นมันต้องใช้น้ำมากขึ้นไปอีก ๖ - ๑๐ เท่า. ผมไปที่กรุงเทพฯ ต้องไป ใช้ส้วมแบบใหม่ของเขานั้น ไปดึงสายชักน้ำทุกที ตกใจทุกที มันใช้น้ำตั้ง ๑๐ เท่าของ ที่เราเคยใช้ที่นี่ จนกว่าจะเคยชินก็หลายวัน นี่มันเพิ่มความหมดเปลือง ๖ - ๑๐ เท่า. นี้ในแง่ที่เพิ่มความหมดเปลืองระหว่างความเจริญฝ่ายง่าย ๆ ในทางจิต เอาจิตเป็นใหญ่ กับฝ่ายที่เอาวัตถุเป็นใหญ่. คนสมัย ปู่ย่า ตายาย มีการดำรงอยู่ด้วยการดำรงจิตให้สูงเข้าไว้ ถ่ายอุจจาระ แล้ว ล้างแล้ว ล้างอีก ต้องหาน้ำมาล้างจนได้ เหมือนกะพระที่เคร่งวินัย ถ่ายอุจจาระ แล้วต้องล้าง. คนสมัยนี้ถ่ายอุจจาระแล้วเช็ด ๆ เอาเท่านั้น ดูเถอะ นี่พวกที่เจริญ ด้วยวัตถุนิยม. ที่ใบหน้าผิวหน้าซึ่งไม่ค่อยจะสกปรกอะไรนักนี้ กลับล้างแล้วล้างอีก ถูแล้วถูอีก ชะโลมแล้วชะโลมอีก ใส่อะไรเข้าไปอีกก็ไม่รู้ หลายครั้งหลายหน ที่หน้า. แต่พอถ่ายอุจจาระที่ก้นนี้ เช็ด ๆ เอาเท่านั้นเอง นี่มันเพิ่งมีในสมัยที่เป็นความเจริญ ทางวัตถุ เอาเวลาไปล้างหน้า เช็ดหน้าเสียหมด จนรู้สึกประหยัดเวลาที่จะมาล้างกัน. ขอพูดคำหยาบคายโลกโคกอย่างนี้เพื่อประหยัดเวลา เพื่อให้เข้าใจคำว่า ความเจริญทางวัตถุ
น.245 และทางร่างกายนี้ มันต่างกันอย่างไร แล้วก็ไปเปรียบเทียบดูเองก็แล้วกัน ว่าอะไรมัน จะเกิดขึ้น. ความเจริญทางวัตถุในสมัยดาวเทียม หรือว่าจะเรียกสมัยอะไรดี สมัยนี้ เขาเรียกสมัยอวกาศ สมัยดาวเทียมแล้ว จะเรียกเป็นสมัยปรมาณู มันก็ล้าสมัยไปแล้ว เป็นของล้าสมัยไปแล้ว. สมัยอวกาศที่จะไปเอาโลกอื่นลงมาให้ได้นี้ ก็หมายความว่า มันเป็นเรื่องก้าวหน้าทางวัตถุ ไปเอาโลกอื่นมาให้ได้ มันก็ไม่ใช่ว่าทำจิตใจอะไรให้ดีขึ้น นอกจากละโมบโลภลาภ ตะกละตะกลามความสุขทางเนื้อหนัง ที่แปลก ๆ ออกไป หรือว่า อีกทางหนึ่ง มันเป็นความหลอกลวง ลับลมคมใน หาความรู้ความสามารถในทางนั้น เพื่อจะเล่นงานคนอื่น ความรู้เรื่องอวกาศนี้เพื่อจะปราบปรามคู่ต่อสู้มากกว่าอย่างอื่น แล้วเมื่อไปสาละวนแต่เรื่องทางวัตถุอย่างนี้ เพิ่มความโลภ ความโกรธ ความหลง ความมัวเมากันอย่างนี้มันก็ลืมเรื่องทางจิตใจ เอาเรื่องทางจิตใจไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้. ความมัวเมาทางวัตถุนี้ ทำให้เกิดผลเป็นความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ทำให้เกิด อันธพาลทางวิญญาณขึ้นมาในโลก. "อันธพาลทางวิญญาณ" ฟังถูกหรือไม่ ? ถ้าฟังไม่ถูก ก็ฟัง ๆ ไปก่อนก็แล้ว กัน คงจะฟังถูกเข้าสักวันหนึ่ง คือมีจิตวิปริต ทำอะไรอย่างวิปริต นับตั้งแต่ความเสื่อม เสียทางศีลธรรม มีจิตใจเป็นสัตว์ ก่อคดีลามกอนาจารขึ้นในสังคม สถิติที่เขาประกาศ ออกไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในประเทศที่เจริญรุ่งเรืองด้วยวัตถุ ประเทศหนึ่งนี้ มีคดีทางลามก อนาจารเกี่ยวกับเพศ เกี่ยวกับหญิงชายนี้ นาทีละ ๑๐๐๐ คดี. คดีลามกอนาจาร มีนาทีละ ๑๐๐๐ คดี ได้ยินแล้วไม่อยากจะเชื่อ เอาแต่ว่าเพียงวันละ ๑๐๐๐ คดี มันก็มาก เกินไปแล้ว. นี้เขาประกาศว่านาทีละ ๑๐๐๐ คดี. เรื่องลามกอนาจาร ความเสื่อมเสีย ทางศีลธรรมนี้ เพิ่มปัญหา เพิ่มความทุกข์มากถึงอย่างนี้ ก็คือผลเนื่องมาจากการลุ่มหลง ทางวัตถุ ความเจริญทางวัตถุเข้าตา ทำให้คนหนุ่มคนสาวเหล่านั้น มีความเป็นอันธพาล
น.246 ทางวิญญาณ กระทั่งพวกฮิปปี้ ฯลฯ อะไรก็ตามใจนี้ เป็นอันธพาลทางวิญญาณทั้งนั้น เป็นผลของการที่ลุ่มหลงทางวัตถุ. ความกดดันมีมาก จนระบบศีลธรรมรั้งไว้ไม่อยู่ มันก็ทะลุฝ่าออกไปตามความต้องการ ตามความประสงค์ เป็นอันธพาลทางวิญญาณ เป็นปัญหาทางสังคมเพิ่มขึ้น. กระทั่งข่าวหนังสือพิมพ์ ๒ - ๓ วันที่เอามาเล่าให้ฟังว่า นิสิตนักศึกษาหญิงชายหกหมื่นคน นัดไปเปลือยกายกันที่หาดฟลอริดา แล้วสูบกัญชา ด้วย. นี่ยังไม่ทันประกาศตัวเป็นฮิปปี้ ยังเป็นนิสิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็ยังทำอย่างนี้ ถ้ามันจริงอย่างนี้ นี่ก็คืออันธพาลทางวิญญาณ ที่ก้าวหน้าไปไกลมากถึงขนาดนี้. นี่คือโทษของการที่ละเลยจิต ลืมจิต ไม่เอาใจใส่กับจิต ไม่พัฒนาจิต แต่ไป พัฒนาวัตถุอย่างเดียว แล้วคุณก็รู้จักแยกความหมายของคำว่าพัฒนาจิต พัฒนาวิญญาณ เอาเอง. ทั้งที่โดยพฤตินัยแล้ว เรามีทั้งกาย ทั้งจิต มันไม่แยกกันได้ แต่ถ้าพัฒนา จิตอย่างเดียว มันก็ลากเอาความดี ความถูกต้องทางกายไปด้วย; แต่ถ้าพัฒนาทางกาย อย่างเดียว มันก็ลืมจิต ละเลยจิต หรือจิตถูกลากไปในทางต่ำทราม คือจิตตกไปอยู่ ใต้อำนาจของกายแล้ว จิตถูกลากไปในทางต่ำทราม. ถ้ากายตกอยู่ใต้อำนาจของจิตแล้ว กายถูกลากไปในทางที่พอจะดูได้เป็นอย่างน้อย ; เพราะว่าจิตยิ่งไปพัฒนามันเข้า มันยิ่ง เป็นอิสระจากวัตถุ. ความหมายสำคัญมันต่างกันอยู่อย่างนี้. จิตนี้ ถ้าไปพัฒนามันเข้า มันจะค่อย ๆ สูง ค่อย ๆ อิสระ อยู่เหนือวัตถุ อยู่เหนืออำนาจวัตถุ. ทีนี้กายนี้ถ้าไปพัฒนามันเข้า ไปปรนเปรอมันเข้า มันจะตกต่ำ ลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ กลายเป็นผู้ที่บูชากิเลสตัณหาไป ; มันต่างกันอย่างนี้. สำหรับการพัฒนาแต่เพียงอย่างเดียว ถ้าพัฒนาจิตเพียงอย่างเดียวก็ปลอดภัย เพราะว่า เมื่อจิตอิสระแล้ว มันลากกายไปในทางที่ถูกต้อง เป็นอิสระเหนือวัตถุ. ทีนี้เราจะพูดกันถึงบรมธรรม เกี่ยวข้องกับการพัฒนา. บรมธรรมเป็นสิ่ง ที่เรามุ่งมาดปรารถนา เหมือนกับที่เราได้พูดกันแล้วแต่วันก่อนอย่างละเอียด. การพัฒนานี้
น.247 จำเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับบรมธรรม บรมธรรมจะเหลืออยู่ในโลกนี้ หรือจะมีอยู่ ในโลกนี้หรือไม่ ก็เกี่ยวกับการพัฒนาทางจิต . ถ้ามีการพัฒนาทางจิตถูกต้อง บรมธรรมก็จะยังคงมีและเหลืออยู่ในโลกนี้. ถ้าไปลุ่มหลงบูชากายกันแล้ว มันก็คือ บูชาของต่ำ หีนธรรม หรือว่าลามกธรรมอะไรไปทำนองนั้น ไม่ใช่บรมธรรม คำว่า บรมธรรม ก็หมายถึงความสูงสุด ประเสริฐสุด. ทีนี้เราก็ควรเข้าใจ ว่าพัฒนาจิตแล้ว จะเกิดบรมธรรมได้อย่างไร ? ก็ไม่มีอะไรมาก ให้ดูที่ตัวบรมธรรม อย่างที่กล่าวแล้ว เอาบรมธรรมทางจริยธรรมสากลนี้ แต่มีความหมายอย่างพุทธบริษัท กล่าวคือในตัวบรมธรรมสากลใน ๔ อย่างนั้นแหละ มันเป็นทั้งการพัฒนาและผลของการ พัฒนาในทางจิต. คุณระลึกย้อนไปใหม่ซิว่า ความสุขที่ถูกต้อง, ความเต็มเปี่ยมแห่ง ความเป็นมนุษย์, หน้าที่บริสุทธิ์ คือหน้าที่ เพื่อหน้าที่, แล้วก็ความรักสากล ไม่มีเรา - ไม่มีเขา, รวม ๔ อย่างนี้ เป็นบรมธรรม. แล้วมันก็เป็นทั้งการพัฒนา และเป็นทั้ง ผลของการพัฒนา :- คนที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่เพื่อเงินนี้ มันคือพัฒนา ทางจิตเพื่อบรมธรรมอันนี้. ฉะนั้นบรมธรรมอันนี้ คือทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้จึงเป็น การทำการพัฒนาโดยตรง เป็นการพัฒนาจิตโดยตรง. ความรักสากล ถ้าเรากำลังพยายามอยู่ มันเป็นตัวการพัฒนา พัฒนาจิต ให้สูงถึงกับมีความรักสากล ไม่มีเรา - ไม่มีเขา. แต่ถ้ามันมีผลเกิดขึ้นเป็นความรักสากล จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นผลของการพัฒนาที่เราเป็นผู้มีจิตใจสูง มีความรักสากล. ส่วน ความสุขที่ถูกต้อง และ ความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์นั้น มัน เป็นผลของการพัฒนา. เพราะฉะนั้นในตัวจริยธรรมสากล ที่ระบุบรมธรรมไว้ ๔ อย่างนี้
น.248 มันเป็นทั้งการพัฒนา และผลของการพัฒนา. เราพูดถึงผลก่อนก็ได้ คือมีความสุข มีความเต็มของการเป็นมนุษย์ นี่เป็นวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมาย. คนเราจะทำอะไร ต้องมี วัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายอันถูกต้องเสียก่อน แล้วก็ทำ. ทีนี้ก็ทำด้วยการทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้ก็เรียกว่า หน้าที่บริสุทธิ์. มันก็เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต คดโกง ไม่ได้ ไม่โง่ไม่เขลา ไม่อะไรไปหมด. ความทุจริตคนโกง จนกระทั่งอันธพาลทาง วิญญาณ นี้มันเกิดขึ้น เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มันทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อกิเลส ตัณหา เพื่อบำรุงบำเรอ. แล้วในที่สุดเราอยู่อย่างไม่มีเรา - ไม่มีเขา พยายามที่จะอยู่ อย่างนั้น คือรักผู้อื่นเท่ากับตัวเอง รักคนทุกคน เท่ากับตัวเอง โลกนี้กลายเป็นคนเพียง คนเดียว ไม่มีเรา - ไม่มีเขา นี่คือพัฒนาทางจิตแท้เลย แล้วเป็นผลของการพัฒนาทางจิต พร้อมกันไปในตัวด้วย. ทีนี้ เขากำลังทำอย่างนี้กันหรือเปล่า ? โลกนี้มีความสุขสงบอันถูกต้องแล้ว หรือยัง ? มองดูแล้วก็เศร้า สังเวช. คนในโลก มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็น มนุษย์แล้วหรือยัง ? มองดูแล้วก็เศร้าและสังเวช เพราะเขาไม่รู้ว่าเต็มนั้นคืออย่างไร ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและเต็มนั้น คืออย่างไร. เมื่อยังไม่รู้ แล้วจะรู้ว่าคนไหนเต็ม หรือคนไหนไม่เต็มได้อย่างไร. ทั้งโลกกำลังทำหน้าที่ หรือทำงานนี้เพื่อปากเพื่อท้อง ซึ่งควบคุมไว้ไม่อยู่ ทะเยอทะยานไปในทางอยู่ดี - กินดีทางวัตถุ จนไม่มีขอบเขตเสียแล้ว. การที่ไม่มีขอบเขตนั่นแหละ คือสิ่งที่จะนำไปตกเหว. ในโลกนี้ ไม่มีความรักสากล มีแต่ความเกลียดสากล : เกลียดกันระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ ระหว่างลัทธิการเมือง ระหว่างอะไรก็เห็นกันอยู่แล้ว ; และในระหว่างบุคคลก็ต่างเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่ ตัวเอง มันก็เกลียดกัน. กระทั่งนักกีฬา ก็ทำอันตราย ทำร้ายกันในสนามกีฬา กลาง สนามกีฬานันเอง. กระทั่งว่าความนับถือบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็เลือนลางไป จนแทบจะไม่มีเหลือ. เด็ก ๆ ที่เป็นวัตถุนิยมจัด จะเห็นบิดามารดาเป็นลูกหนี้ เพราะว่า เขาเป็นคนทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตา อย่างที่เคยเล่าให้ฟังแล้วเมื่อวันก่อน. เพราะฉะนั้น
น.249 เราต้องนึกถึงการพัฒนา ว่ามันเกี่ยวข้องกับบรมธรรมอยู่อย่างใกล้ชิด และใน ตัวบรมธรรมนั่นเอง เป็นทั้งตัวการพัฒนา และผลของการพัฒนา. เดี๋ยวนี้ปัญหามันมีแต่เพียงอย่างเดียว คือความยุ่งยากลำบาก ที่แก้ไขกันไม่ตก มีแผนการดี มีกำลังกาย กำลังใจ มีเงินดี ก็ยังทำให้มีความสงบสุขไม่ได้ เพราะมัน ขาดการพัฒนาทางจิต. เมื่อด้อยพัฒนาทางจิต มันก็เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว. ประโยคสั้น ๆ เหล่านี้ ไปคิดดูเอง : "เมื่อด้อยพัฒนาทางจิต มันก็เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว" คือขาดบรมธรรม. เมื่อเห็นแก่ตัว และขาดบรมธรรมอย่างนี้แล้ว มนุษย์คนนั้นไม่เป็นมนุษย์ เป็นแต่เพียงคน เพราะใจมันไม่สูง. มนุษย์ แปลว่ามีใจสูง, คนหรือชน นี้ แปลว่าเกิดมา. เมื่อขาดบรมธรรมแล้ว มันก็ไม่เหมาะ แม้แต่ที่จะเป็น พลเมือง อย่าไปพูดถึงว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดี เป็นรัฐบาลที่ดี. เมื่อมันขาดบรมธรรม คือด้อยการพัฒนาทางจิตแล้ว มันไม่เหมาะสม แม้แต่ที่จะเป็นพลเมือง ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดี เป็นรัฐบาลที่ดี หรือเป็น ชนชั้นปกครองที่ดี ; มันไม่เหมาะแม้แต่จะเป็นพลเมือง จะเป็นเหมือนมดสักตัวหนึ่ง มันก็ไม่เหมาะ. เราจะต้องนึกถึงข้อนี้ ว่ามันขาดบรมธรรม แม้แต่ที่เป็นระดับ จริยธรรมสากล แม้จะมีโครงการดี มีความรู้ดี กู้เงินมาได้มาก ๆ ดี ก็เป็นหมันไปหมด สิ่งเหล่านี้เป็นหมันไปหมด. โครงการดี แผนการดี การเงินดี มันก็ยังเป็นหมันไป หมด ในการที่จะทำโลกนี้ให้เจริญ ทำบ้านเมืองให้เจริญ เพราะมันขาดการ พัฒนาในทางจิตใจ. มันเป็นหมัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างดีที่สุด ที่จะได้ผล ก็ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มันน่าเสียดายอีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์. ถ้าทำได้ตามแผนการที่ดี เงินทุนที่มีพอ อย่างนี้มันจะมีผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่แล้วมันทำไม่ได้ เพราะจิตไม่มี บรมธรรม มันขาดการพัฒนาในทางจิต,
น.250 ๑๘๔ ทีนี้เราจะมาถึงปัญหาที่สำคัญ ประเด็นที่สำคัญ คือว่า การพัฒนาทางจิตนี้ ไม่ต้องแยกออกเป็นทางโลก หรือทางธรรม เหมือนที่เขาเข้าใจกันอยู่โดยมาก. พัฒนาทางจิตแล้ว มันเป็นธรรมไปหมด ไม่มีโลก ; แล้วก็นำมาใช้ได้แก่เรื่องโลก ๆ. เดี๋ยวนี้เขากำลังแยกกันในการพัฒนาทางจิต ว่าพัฒนาทางจิตนี้ ยังแยกเป็นเรื่องโลก เรื่องธรรม. ไพล่ไปแยกกันว่า เรื่องโลก คือเรื่องทำมาหากิน มีจิตดีในการทำมาหากิน เป็นอยู่ดีอย่างฆราวาส, ส่วนพัฒนาจิตในทางธรรมนั้นเอาไปไว้เป็นเรื่องของนักบวช ของศาสนาของฤๅษีมุนีตามเขาตามป่าไปเสีย. นี่มันไปเกิดแยกพัฒนาทางจิตเป็น ๒ ชนิดอย่างนี้ มันก็เท่ากับไปแยกบรมธรรมให้เป็น ๒ ชนิด อย่างนี้ไม่จำเป็น ขอ ให้พัฒนาทางจิตเถอะ มันจะเป็นการดีพร้อมกันไป ทั้งทางโลกและทางธรรม. มันเป็นเรื่องเดียวกัน ไปแนวเดียวกัน มีผิดกันแต่ว่าตื้นลึกกว่ากัน หรือกว้างแคบ กว่ากัน. เพียงแต่ตื้นลึกกว่ากัน หรือกว้างแคบกว่ากันนี้ อย่าได้ไปถือว่าเป็นคนละเรื่อง หรือคนละอย่าง. พวกที่เป็นเด็ก ๆ อยู่ตามบ้านก็พัฒนาไปในระดับ หรือว่าในปริมาณ ที่เป็นเรื่องเด็ก ๆ หรือเป็นเรื่องชาวบ้าน แต่ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน คือให้มีจิตใจสูง มีลักษณะอย่างเดียวกัน คือบรมธรรมนั่นเอง. ถ้าไปแยกจากกัน นั่นแหละคือความ สำคัญผิด เข้าใจผิดต่อสิ่งนี้ แล้วมันจะเปลี่ยนหมุนกลับไปเป็นพัฒนาทางวัตถุ โดยไม่ทันรู้ตัว . ไปแยกเรื่องพัฒนาจิต ให้เป็นเรื่องของโลก ๆ อีกส่วนหนึ่งหรืออีก แผนกหนึ่งอย่างนี้ การพัฒนาจิตนั้น มันจะเปลี่ยนวกกลับไปเป็นพัฒนาวัตถุ หรือเนื้อ หนัง โดยไม่รู้สึกตัว : ไปหลงความอยู่ดีกินดี นั่นแหละเป็นผลของการพัฒนา ซึ่งนั่น เป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น. ขอให้จำไว้ด้วยว่า อยู่ดี - กินดีนั้น เป็นเรื่องทางวัตถุ หรือพัฒนาทางวัตถุ : กินอยู่พอดี เป็นเรื่องพัฒนาทางจิต. ระมัดระวังการกินอยู่ ให้พอดี จะเป็นพัฒนาทางจิต แต่ถ้าไปบูชาการกินดี - อยู่ดี มันจะตกไปเป็นเรื่อง พัฒนาทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง โดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็เตลิดเปิดเปิง จนเป็นต้นเหตุแห่ง ปัญหา หรือความยุ่งยากขึ้นในโลก,
น.251 การทำการพัฒนาจิตตามทางธรรม หรือพัฒนาจิตตามทางโลกที่ถูกต้อง มันเป็นอันเดียวกัน คือทำจิตให้สูง - ให้สูง ความสูงของจิตมีสายเดียวเท่านั้น จะแยก เป็น ๒ สายไม่ได้ เพียงแต่ว่ามันจะอยู่ในระดับต้น ๆ หรือระดับปลายเท่านั้น. การทำจิตให้สูงนี้เราเอาตามหลักพุทธศาสนา ก็มากพอหรือเหลือเฟือ. ทำจิตให้สูง ก็คือทำจิตให้เป็นจิตที่ฝึกดีแล้ว. ตามหลักพุทธศาสนามีอยู่ว่าการทำจิต ให้เป็นจิตที่ฝึกดีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือจิตเป็นสมาธิ. ตามหลักพุทธศาสนา จิตนี้ develop มาถึงขั้นนี้แล้ว จะต้องประกอบไปด้วยองค์คุณ ๓ ประการ ดังที่เคย อธิบายย่อ ๆ มาหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่า : - ต้องเป็นจิตที่บริสุทธิ์สะอาด อย่างหนึ่ง, ต้องเป็นจิตที่ตั้งมั่น มั่นคง อย่างหนึ่ง, ต้องเป็นจิตที่ว่องไวในหน้าที่ อย่างหนึ่ง. จิตที่บริสุทธิ์สะอาด มีความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า pure เป็นจิตสูง, แล้วจิตที่มี กำลังมาก ตั้งมั่นเป็น firm เป็น steady ทำนองนี้ก็เป็นจิตสูง, แล้วจิตที่ว่องไวต่อหน้าที่ คือ active ที่สุด ก็เป็นจิตสูง เท่านี้ก็พอแล้ว. อันแรก เราลองพัฒนาจิตให้เป็นจิตสูง มันก็เป็น จิตที่สะอาด คือ ปริสุทฺโธ ถ้าเป็นจิตสะอาดก็หมายความว่ามีปัญญา มีความบริสุทธิ์ใจ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วก็เป็น ความสุขที่แท้จริงอยู่ในตัว เป็นความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว ; และการที่มี จิตสะอาดก็ย่อมมีเมตตากรุณา รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. ถ้าจิตบริสุทธิ์สะอาด อย่างพุทธศาสนา สอนอย่างนี้ ความทุกข์ในประเทศ ในโลกนี้ มันก็ไม่มี, ไม่มีคอรัปชั่น ไม่มีต้นเหตุ แห่งความยุ่งยากลำบากใด ๆ ถ้าเพียงแต่จิตบริสุทธิ์สะอาดตามหลักพุทธศาสนานี้.
น.252 อันที่สอง มีจิ ตตั้งมั่น คือเป็น สมาหิโต มันก็เป็นจิตที่มีกำลัง ที่จะคิด จะนึก มันมีกำลังจิตสูง มีปัญญาสูง แล้วก็พลอยให้มีกำลังทั้ง ๒ อย่าง คือกำลังกาย และกำลังจิต แล้วก็บังคับตัวเองได้ ขยันขันแข็ง ทรหดอดทน ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นคนสำรวยหยิบโหย่งอยู่ด้วยการกินดี - อยู่ดี บนตึก บนรถยนต์ อะไรทำนองนี้ นี่คือจิตที่มั่นคง เป็นสมาหิโต. อันที่สาม จิตที่เป็นกัมมนีโย ว่องไวต่อการงาน เราก็ใช้จิตชนิดนี้ทำการ งานได้หมดทุกชนิด ในทุกกรณี จิตนี้เป็น active. เดี๋ยวนี้เรามีจิตงุ่มง่าม เพราะไป ลุ่มหลงในทางวัตถุนิยม มันก็ทำอะไรไม่ได้ดี ต้องเปลื้องออกมาเป็นอิสระ. นี่แหละ คำ ๓ คำนี้ สำคัญในการพัฒนาจิต คือ ปริสุทโธ จิตสะอาด หรือ pure. สมาหิโต จิตตั้งมั่น หรือ firm. กัมมนีโย จิตไวต่อหน้าที่ของมันเอง คือ active : พัฒนาจิตให้ได้ ๓ อย่างนี้ ก็หมดปัญหา. นี้เป็นเรื่องทางธรรมแท้ เป็น หัวใจของพุทธศาสนาแท้. ทีนี้ เรื่องทางโลก จะว่ากันอย่างไร ที่จะให้มีจิตใจดี จิตสูง ตามทางโลก ? มันจะต้องหันหลังให้ จากที่ว่ามานี้ อย่างนั้นหรือ ? อันนี้แหละ คือความเป็น อันธพาลทางจิต จิตไม่สะอาด จิตไม่มีกำลัง จิตไม่ว่องไวต่อหน้าที่ ก็คือจิตมีแต่สำรวย อยู่ด้วยวัตถุนิยมนั่นเอง. เพราะฉะนั้นอย่าพัฒนาจิตไปตามทางวัตถุ อย่าให้ตกไปตาม ทางวัตถุ ขอให้พัฒนาจิตไปตามทางของจิต ให้มันเป็นจิตสูง คือสะอาด ตั้งมั่น และไว ต่อหน้าที่ แล้วจิตนี้จะลากวัตถุ จะลากร่างกาย ลากอะไรทุกอย่างไปตามอำนาจของจิต เพราะว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต ตามหลักพุทธศาสนา. ต่อจากนั้น กาย หรือวัตถุ ในโลกนี้ มันก็ดี เพราะจิตดี คือจิตมีบรมธรรมอยู่ทุกเมื่อ หรือว่าอย่างน้อยก็มีการทำ การพัฒนา เพื่อให้เกิดบรมธรรมอยู่ทุกเมื่อ ก็เป็นอันว่า ทา งโลก เช่น การทำมา
น.253 หากิน การค้าขาย หรือเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ก็ตาม จะต้องมีหลักกระทำจิตให้ สะอาด ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ไวต่อหน้าที่ อย่างเดียวหรือทำนองเดียวกัน กับที่ทำจิตให้ ไปนิพพาน. การที่จะบรรลุนิพพาน ก็ต้องทำ ๓ อย่างนี้ การที่ชาวบ้านจะทำมาหากิน ก็ต้องปฏิบัติในหลักทางจิต ๓ อย่างนี้ ขยันอบรมจิตให้เป็นอย่างนี้ แล้วปัญหาต่าง ๆ จะหมดไป : ปัญหาในครอบครัวจะหมดไป, ปัญหาในหมู่บ้านจะหมดไป, ปัญหาของ ประเทศก็จะหมดไป, ปัญหาของโลกก็จะหมดไป เพราะการพัฒนาจิตในลักษณะอย่างนี้. เพราะฉะนั้น ผมจึงยืนยันว่า ในการพัฒนาจิตนั้น ไม่ต้องแยกออกเป็น ๒ เรื่อง เป็นเรื่องโลกกับเรื่องธรรม มันเป็นเรื่องเดียวเท่านั้น การพัฒนาหรือความสูง มันมี แต่สายเดียว แนวเดียว. ความถูกต้องมีแต่อย่างเดียว แต่ต่างกันเป็นระดับ ๆ หลาย ๆ ลำดับเท่านั้น. ทีนี้การพัฒนาทางจิตที่เป็นเรื่องทางธรรม ทางศาสนานั้น เมื่อนำมาใช้ให้ เป็นเรื่องของธรรมดา ในบ้านเรือน ในชีวิตประจำวันแล้ว มันดูคล้ายๆ กับเป็นเรื่องโลกไป เราจึงอาจเข้าใจผิดตอนนี้. ที่จริงก็เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาไว้ในบ้าน ในเรือน ในจิตใจ กระทั่งในครัว ในห้องน้ำห้องส้วม ซึ่งก็ต้องมีสภาพของจิต ๓ อย่างนั้น คือมีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ ตั้งมั่น ว่องไวต่อการจะประกอบการงานเสมอไป แม้ใน ห้องส้วม ก็มีคุณธรรมสูง ในชีวิตประจำวัน ในโรงงาน ในออฟฟิศ - และที่ทุกแห่ง ไม่จำกัด. ทีนี้ถ้าจะยกตัวอย่าง ก็ขอยกตัวอย่าง อย่างประเทศญี่ปุ่น ก็มีอาการอย่างนี้ เอาการพัฒนาทางจิตมาใส่ไว้แทนวัตถุ แล้วการพัฒนาทางวัตถุของญี่ปุ่นก็เลยดี ก้าวหน้า จนพวกฝรั่งกลัว. รกรากของมันอยู่ที่การพัฒนาทางจิต ญี่ปุ่นมีการพัฒนาทางจิตสูง
น.254 แต่ไม่รู้สึกตัว และพวกเรามองไม่เห็น มันอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในวัฒนธรรมเสียเอง คือพุทธศาสนาอย่างที่เรียกว่านิกายเซ็น ซึ่งจัดไว้เฉพาะ ปรับปรุงไว้เฉพาะ สำหรับภาค ตะวันออกไกลสุด เช่นประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่นในสมัยโน้น. พวกญี่ปุ่นมีจิตมีวิญญาณ เป็นเซ็น ตามการฝึกฝนอบรม ซึมซาบอยู่ในตัววัฒนธรรมของญี่ปุ่น ดูกลายเป็นเรื่อง โลก ๆ ไป คือมันไม่อยู่ในรูปของศาสนาอย่างที่ยกขึ้นไว้เสียสูง แต่มาอยู่ในรูปของชีวิต ประจำวันของชาวบ้าน ในบ้านเรือน ในวัฒนธรรม. คนที่มีปัญญา มีความรู้ เป็นที่ เคารพสูงสุดในประเทศญี่ปุ่นคนหนึ่ง คือ ดอกเตอร์ ไดเซทส์ เททาโร ซูซุกิ ที่มีชื่อเสียง มากในทางพุทธปรัชญาของญี่ปุ่นนี้ แกประกาศออกไปว่า ถ้าเอาเซ็น ออกไปเสียเพียง อย่างเดียว ญี่ปุ่นจะหมดความเป็นญี่ปุ่น. ถ้าเอาเซ็น คือพุทธศาสนาอย่างเซ็น ออก ไปเสียเพียงอย่างเดียว ญี่ปุ่นจะหมดความเป็นญี่ปุ่น นับตั้งแต่ความเข้มแข็งของซามูไร ความทรหดอดทนของญี่ปุ่น ความสุภาพอ่อนโยนของญี่ปุ่น โค้งศีรษะขอโทษแก่กันได้ ไม่รู้กี่สิบครั้งนี้ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ซึ่งเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่มาจากพุทธศาสนา ตามแบบอย่างของเซ็น. ถ้าเอาออกไปเสียแล้วจะหมดความเป็นญี่ปุ่น. นั่นแหละ คือการพัฒนาทางจิต โดยไม่ต้องแยกเป็นเรื่องทางโลก หรือ ทางธรรม ให้มันอยู่ในเนื้อในตัวของคนก็แล้วกัน แล้วมันก็ตามระดับ เป็นลำดับ ๆ ไป ตามลำดับ ๆ ตามความมุ่งหมายเป็นแผนก ๆ ไป : จะสร้างความบึกบึนทรหดอดทนก็ได้, จะสร้างความสุภาพอ่อนโยนก็ได้, ความขยันขันแข็งในการงานก็ได้, สติปัญญาก็ได้, ความ มีจิตว่าง จัดดอกไม้ ชนิดที่คนจัดดอกไม้ ไม่ใช่ดอกไม้จัดคน ซึ่งต้องเรียนตั้ง ๓-๔ ปี อย่างนี้ก็ได้. อะไร ๆ ที่เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น มันมาจากการที่มีจิตใจสูง พัฒนาทาง จิตสูง และโดยไม่รู้สึกตัว แม้คนญี่ปุ่นเองก็ไม่รู้สึกตัวกันกี่คน แต่เรื่องมันมีอยู่จริง เป็นอยู่จริง. พุทธศาสนาอย่างเซ็นได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของญี่ปุ่น จนเขาไม่ต้องรู้สึกตัว เขาก็มีอะไร ๆ ที่เป็นญี่ปุ่น ที่เป็นส่วนดีของญี่ปุ่น ที่จะไม่รู้จักตาย. ถ้าอันนี้ยังอยู่กับญี่ปุ่น
น.255 ญี่ปุ่นจะไม่รู้จักตาย ฆ่าก็ไม่ตาย. ถ้าเอาอันนี้ออกไป ญี่ปุ่นจะหมดความหมาย จะไม่มี ความเป็นญี่ปุ่น ดอกเตอร์ซูซุกิ เขาว่าอย่างนี้. ทีนี้ ไทยเราแต่โบราณก็ไม่ใช่เล่น มีอะไรที่ความหมายคล้ายอย่างนั้น ไทย เราแต่โบราณ ก็บึกบึน ทรหดอดทน มีขนบธรรมเนียมประเพณีเคร่งครัด มีจิตใจสูง บูชาพระเจ้า. ที่เรียกว่า "พระเจ้า" นี้ไม่ใช่พระเจ้าอย่างของพวกอื่น แต่เป็นพระเจ้า ของชนชาวไทยแต่โบราณก็มี ออกชื่อพระเจ้าอยู่เสมอ เห็นแก่พระเจ้า อ้างคุณพระเจ้า อยู่เสมอ. นี่ก็เรียกว่ามันเป็นการพัฒนาจิตโดยไม่รู้สึกตัว เหมือนชาวญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน สำหรับบรรพบุรุษไทยเรา. เสียแต่ว่าเดี๋ยวนี้มาเดินตามก้นฝรั่งกันมากไป ; ต้องพูด คำหยาบคาย เพื่อให้เข้าใจง่าย, กล่าวคือมาบูชาวัตถุทางเนื้อหนัง ตามพวกที่ก้าวหน้า ทางวัตถุมากเกินไป ที่ต้องอ้างฝรั่ง ก็เพราะเป็นตัวอย่างที่ชัดดี ไม่ใช่ด่าว่าเขา ไม่ใช่ นินทาเขา ไม่ใช่แอนตี้เขา แต่มันเป็นคำบัญญัติเฉพาะ ที่พูดทีเดียวก็ฟังเข้าใจหมด. ถ้าไปตามกันฝรั่งมากเกินไป มันก็หมดเลือดไทย หมดเลือดบรรพบุรุษไทย หรืออย่าง น้อยมันก็จางไป. เดี๋ยวนี้ก็กำลังลุ่มหลงวัตถุนิยมทางเนื้อทางหนัง จนวัฒนธรรมที่ดี ๆ สูญหายไป ศีลธรรมตกต่ำมีความยุ่งยากวุ่นวาย ไม่เท่าไรก็จะมีอาการที่เรียกว่า ใน ๑ นาที มีคดีลามกอนาจารตั้ง ๑๐๐๐ อีกเหมือนกัน ระวังให้ดี. ในฐานะที่คุณเป็นนักศึกษา เป็นนิสิตมหาวิทยาลัย เป็นความหวังของประเทศ ชาติในอนาคตนี้ คุณมีภาระหน้าที่ทางจิตทางวิญญาณ ในลักษณะอย่างนี้ ต้องรับผิดชอบ อยู่โดยธรรมชาติ ; ถ้าปัดความรับผิดชอบในข้อนี้ออกไป ก็หมดความเป็นมนุษย์. เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่าจะต้องรับผิดชอบ ก็ต้องสนใจ มีความเข้าใจ ในเรื่องนี้ให้ดี ให้ถูกต้อง เลือดของบรรพบุรุษไทยก็จะกลับเข้มข้นขึ้นมาอีก ด้วยการพัฒนา ทางจิต โดยไม่ต้องสงสัยเลย. นี่ สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนากับบรมธรรม มันแยก กันไม่ออก จะต้องพัฒนาให้ถูกต้องตามครรลองของบรมธรรม คือพัฒนาทางจิต. เวลา ๑ ชั่วโมงของเรา ก็หมดลงอีกวาระหนึ่ง
Buddhadasa