น.31 วันนี้จะได้กล่าวถึง บรมธรรม กับ งานสังคมสงเคราะห์. เมื่อ เรากล่าวถึง งานสังคมสงเคราะห์ของโลก งานพัฒนา การศึกษา และอื่น ๆ ในลักษณะที่กล่าวมาแล้วหลายครั้งหลายหน อาจจะมี คนเข้าใจและพูดว่าสอนธรรมะด้วยการตั้งกองด่าสังคม. ข้อนี้อาจจะ เห็นเป็นเช่นนั้นได้เมื่อดูโดยรูปร่าง ; แต่ผลที่แท้จริงอาจจะเป็น การสังคมสงเคราะห์อย่างยิ่ง อยู่ในตัวมันเองก็ได้. ทั้งนี้เพราะว่า เรามุ่งหมายที่จะแก้ไขสังคมในทางด้านจิตใจ หรือสงเคราะห์สังคม ในด้านจิตใจ อยากให้มีการพัฒนาในด้านจิตใจ. เมื่อได้พิจารณาดูสังคมในสภาพปัจจุบัน ไม่เป็นไปเพื่อการพัฒนาทางจิตใจ ก็จะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันดูเป็นธรรมดา เพื่อค้นหาวิธีที่จะสงเคราะห์สังคม เพื่อประโยชน์ ที่แท้จริง คือความรอดอยู่ของมนุษย์ในโลกในลักษณะที่เป็นมนุษย์ โดยอาศัยหลักของ ๓๕๑
น.32 พระศาสนาเป็นส่วนสำคัญ. เมื่อพูดถึง สังคมสงเคราะห์มันก็มีความหมายกว้าง คือ สงเคราะห์โดยทางวัตถุก็ได้, สงเคราะห์โดยทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณก็ได้ ; ควรจะเรียกสังคมสงเคราะห์ด้วยเหมือนกันทั้ง ๒ อย่าง. และการสงเคราะห์ไม่จำเป็นจะ ต้องเป็นการให้การช่วยเหลือ อะไรทำนองนั้นเสมอไป. สิ่งใดเป็นการกระทำให้ดีขึ้น ก็เป็นการสงเคราะห์ทั้งนั้น ; แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้ถูกสงเคราะห์ มันก็ยัง เป็นการสงเคราะห์อยู่นั่นเอง. เหมือนบิดามารดา ครูอาจารย์สงเคราะห์บุตรหรือศิษย์ด้วย ความรักอย่างยิ่ง, แต่ก็มีการว่ากล่าวเฆี่ยนตี. แม้พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ยังตรัสว่า “ เราจะไม่ทำแก่พวกเธออย่างทะนุถนอม; เหมือนช่างหม้อกระทำแก่หม้อที่ยังดิบยังเปียกอยู่, เราจะขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ; ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นจะทนอยู่ได้" . นี้คือวิธีการของพระพุทธเจ้าที่สงเคราะห์ สัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภิกษุทั้งหลาย. ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ขนาบแล้วขนาบอีก อย่างตรงกันเหมือนกับที่ช่างหม้อกระทำแก่หม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่. และถึงขนาดที่ว่า ให้เหลือแต่คนที่มีแก่น, คนที่ไม่มีแก่นก็จะต้องออกไปจากศาสนานี้. คนที่มีแก่น ก็เหลืออยู่สำหรับการบรรลุธรรม หรือการบรรลุมรรคผล. แม้อย่างนี้ใครๆ ก็ต้องยอม รับว่าเป็นการสงเคราะห์อยู่นั่นเอง, แถมจะเป็นการสงเคราะห์อย่างยิ่งกว่าอย่างอื่นด้วย. คล้ายกับว่าหมอขูดแผล เอาเนื้อร้ายออก, มันก็เจ็บปวดเหลือทน แต่ก็เป็นการสงเคราะห์ แก่คนป่วยนั่นเอง. ดังนั้นการสังคมสงเคราะห์นี้ เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูว่า จะต้องเป็นสิ่งที่ ถูกอกถูกใจผู้ถูกสงเคราะห์เสมอไปหรือไม่ ? และการที่จะมัวสงเคราะห์อย่างถูกอกถูกใจ เสมอไปนั้น มันอาจจะเป็นการทำลายสังคมขึ้นมาได้หรือไม่ ? ดังนั้นจึงมีความเห็นว่า ที่มานั่งตั้งกองด่าสังคม อย่างที่เขาจะเรียกกันนี้มันอาจจะเป็นการสงเคราะห์สังคมอย่างยิ่ง ก็ได้ ; ขอให้พิจารณากันดูให้ดี ๆ.
น.33 ถ้ากล่าวตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว พุทธศาสนามีหลักติเตียนการ สงเคราะห์ ชนิดที่ยิ่งทำไป ก็ยิ่งทำให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์ยิ่งจมดิ่งลงไปใน ทางวิญญาณ. การสงเคราะห์ชนิดที่ยิ่งสงเคราะห์ก็ยิ่งทำผู้รับการสงเคราะห์ให้ยิ่งจมดิ่ง ลงไปในทางจิตทางวิญญาณ. หมายความว่าเป็นการสงเคราะห์ชนิดที่ทำให้ผู้รับการ สงเคราะห์นั้นยิ่งอ่อนแอ ยิ่งเกียจคร้าน ยิ่งมีความคิดในทางเอาเปรียบแก่กันและกัน อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวัง โดยทำการสงเคราะห์ชนิดที่ไม่ให้ผลเป็น การจมลงไปในทางฝ่ายวิญญาณ ; คือว่า แม้เราจะสงเคราะห์โดยเรื่องทางวัตถุ ให้ของ ช่วยเหลืออะไรก็ตามใจ พร้อมกันนั้นต้องให้อีกสิ่งหนึ่งไปด้วยคือสิ่งที่จะคุ้มกัน มิให้เกิด การจมลงไปในทางวิญญาณ. คำว่า "จมลงไปในทางวิญญาณ" นี้ หมายความว่า จิตใจมันต่ำลงไปกว่าเดิม. อย่างที่จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า การสงเคราะห์ในบางกรณี หรือบางวิธีก็ตาม มันทำ ให้ผู้รับยิ่งอ่อนแอ. แม้ที่สุดแต่การเลี้ยงสัตว์ สงเคราะห์สัตว์ สัตว์เลี้ยงนั้น เลี้ยงมัน ผิดวิธี แทนที่มันจะเข้มแข็ง จะเจริญ มันกลับอ่อนแอปวกเปียกไป. คนเราก็เหมือนกัน เมื่อช่วยเขาอย่างไม่ถูกต้องตามเทคนิคของธรรมชาติทางจิตใจ ก็ทำให้เขากลายเป็นคน อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น. เพราะไปช่วยในที่ที่ไม่ควรช่วย, ไปช่วย ในข้อที่เขาควรจะทำเอง ในสิ่งที่เขาควรจะทำเองด้วยความเข้มแข็ง เราก็ไปช่วยทำเสีย ; เหมือนเราจะอุ้มเด็ก ๆ เสียเรื่อย เด็ก ๆ ก็จะเดินไม่เป็น. เพราะฉะนั้น เราจะ ต้องระวังการที่จะสงเคราะห์ในลักษณะที่ไม่ทำ ให้เขาอ่อนแอลงไป ไม่ทำให้เขาเกิดความเกียจคร้านที่จะทำเอง, ไม่ช่วยให้เขามีความ คิดในทางที่จะได้เปรียบ คือเอาเปรียบผู้อื่น, หรือว่ายิ่งช่วยก็ยิ่งทำให้เขายิ่งมีความ เห็นแก่ตัว. ข้อนี้ถ้าดูให้ดีก็คือว่า เรายิ่งช่วยก็ยิ่งทำให้เขาเกิดความเข้าใจผิด ; เขามี ความเข้าใจผิด ไปในลักษณะที่เรียกว่า "ทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยฉัน". เหมือนกับเด็ก ๆ
น.34 ที่พ่อแม่อบรมมาผิด จนเกิดความคิดขึ้นมาว่า เราเป็นผู้ที่ทุกคนต้องช่วย, ทุกคนมีหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดามารดา. ถ้าความคิดอย่างนี้เกิดแล้ว เราถือว่า เป็นการตกจมทางฝ่ายวิญญาณ. เขาจะมีความคิดแต่ในทางเรียกร้อง เหมือนกับที่เล่า ให้ฟังว่า เด็กบางคนที่กลับมาจากเมืองนอกมีความคิดว่าเขาทำให้บิดามารดามีชื่อเสียง เพราะเขากลับมาด้วยมีปริญญาหรูหรา, เป็นเด็กที่ทวงบุญคุณ ; เขาคิดว่าบิดามารดา มีหน้าที่ ที่จะต้องทำอย่างนั้น. หรือที่ผมเคยได้เห็นกับตัวเอง ได้ยินด้วยหูเอง : พวก ขอทานที่เที่ยวขอทานอยู่ตามถนน สมัยผมอยู่วัดปทุมคงคา เขาเดินค่าพึมพำ ๆ ไปด้วย ความโกรธ เมื่อคนไม่ให้สตางค์เขา. เขาด่าว่า "พ่อมันคนเดียวมันก็เลี้ยงไม่ได้" คือ คนขอทานนั้นด่าชาวบ้านแถวนั้นว่า เขาเป็นเหมือนพ่อ, พ่อของมันเพียงคนเดียว มัน ก็ยังเลี้ยงไม่ได้. นี่เป็นคำด่าที่ร้ายกาจมาก, โดยขอทานคนนั้นตามที่ผมรู้สึก เขามี ความคิดว่าทุกคนจะต้องเลี้ยงเขา, แล้วเขาก็เป็นคนล่ำสันแข็งแรง เป็นผู้ชายมีร่างกาย ไม่พิกลพิการที่ตรงไหน. นี่เป็นเรื่องนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยผมเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็มีความรู้สึก คิดนึกว่า จิตใจของมนุษย์เรานั้น มันเปลี่ยนไปได้ถึงอย่างนี้. เพราะเขาช่วยกันมา ผิดทางก็ได้. ที่เกิดธรรมเนียมให้โดยไม่มีเหตุผล ให้อย่างงมงาย เลยสร้างนิสัยชนิดนี้ ขึ้นมา, ทำให้เขาอ่อนแอ ทำให้เขาเกียจคร้าน ทำให้เขาคิดไปในทางเห็นแก่ตัว เอา เปรียบผู้อื่น ทุกคนจะต้องช่วยเขา ; แล้วเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ นี่ ถ้าการกระทำการ สงเคราะห์ชนิดใดที่ทำให้เกิดบุคคลชนิดนี้ขึ้นมาแล้ว ก็เรียกว่าเป็นการสงเคราะห์ ที่ผิด หรือไม่ควรจะเรียกว่าเป็น การสงเคราะห์ แต่เป็น การทำลาย คือทำลายจิตวิญญาณ ของบุคคลผู้ที่ได้รับการสงเคราะห์นั้น ให้สูญสิ้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปหมด. ถ้าเรามาคิดกันดูให้ดีแล้ว ควรจะระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการที่จะทำการ สงเคราะห์ แต่สิ่งนี้ก็เกี่ยวกันกับบรมธรรมอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน, เพราะยิ่งสงเคราะห์
น.35 ไปในทำนองนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งห่างไกลจากบรมธรรม, ยิ่งทำให้เขาห่างไกลจากบรมธรรม. แล้วบางทีก็จะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ว่าโลกนี้ยังขาดบรมธรรม คือสงเคราะห์กันแต่ในทางที่ จะไม่ให้เกิดบรมธรรม, เป็นการสงเคราะห์ที่งมงาย, ทำให้เขามีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; เราเรียกว่าเป็นการสงเคราะห์ที่งมงาย. ถ้าว่าเป็นการสงเคราะห์ที่ฉลาด จะต้องเป็นการสงเคราะห์ที่เรียกว่าถูกต้อง ไม่งมงาย และเป็นการสงเคราะห์ที่เหนือกว่าระดับธรรมดา ที่เขาสงเคราะห์กันอยู่. ที่เรียกว่าการสงเคราะห์ตามธรรมดา ที่เขาสงเคราะห์กันอยู่นั้นก็เพียงแต่ให้ข้าวให้น้ำ ให้ สิ่งของ ให้อะไรที่เห็นว่าเขาจะต้องใช้ เขาก็มีความสบาย หรือรอดจากอันตรายอะไรไป ได้คราวหนึ่ง, แต่ก็อยู่ไปในสภาพธรรมดาเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นกว่าเดิม ทีนี้ถ้าต้องการ จะสงเคราะห์เขาให้เหนือไปกว่าสภาพธรรมดา คือดีขึ้นไปกว่าเดิม จนเขาสามารถ ช่วยตัวเองได้ในที่สุด หรือพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ได้ ; นี่เราเรียกว่า การสงเคราะห์ ที่ไม่งมงาย , เป็นการสงเคราะห์ที่จูงเขาขึ้นมาจากหล่มแห่งความยากจน หรือปัญหาทาง จิตใจต่าง ๆ นานาชนิดได้ในที่สุด ; แล้วเขาก็จะยิ่งเป็นคนกตัญญู. ตรงกันข้ามกับ ขอทานคนนั้น ; ยิ่งให้ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นคนอกตัญญู, เพราะการให้นั้นมันงมงาย เป็น การกระทำที่ไม่ฉลาด, ยิ่งให้ยิ่งทำให้เขาเป็นคนอกตัญญู. แต่ถ้าว่าเป็นการให้ที่ดี เป็นการสงเคราะห์ที่ดี มันก็ยิ่งทำให้เขาเกิดความเข้าใจถูกต้อง และยิ่งปืนคนกตัญญู ; ในที่สุดจะ ทำให้เขาเกิดนิสัยที่อยากจะช่วยผู้อื่นขึ้นมา ไม่ทำให้เขาเกิดนิสัยที่รอ การช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือคิดแต่ว่าผู้อื่นทุกคนมีหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเขา. เราช่วยเขาเพื่อที่จะให้เกิดนิสัยคิดจะช่วยผู้อื่น. เมื่อเขามีนิสัยที่คิดจะช่วย ผู้อื่นนั้น ก็เป็นการช่วยเหลือให้เขาถึงบรมธรรมขั้นหนึ่งได้แล้ว ; เช่นว่าหน้าที่ เพื่อหน้าที่ หรือความรักสากล หรืออะไรก็ตาม, เราได้ช่วยเขาให้เข้าถึงบรมธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่งแล้วโดยแน่นอน. เขาก็เป็นผู้ได้รับผลทั้งทางวัตถุ
น.36 และทางจิตใจ, มีบรมธรรมทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ ซึ่งเขาจะมีกินมีใช้ มีความสบาย ทางวัตถุ, แล้วเขาก็มีจิตใจสูงในลักษณะที่กล่าวแล้ว. อย่างนี้เรียกว่าการสงเคราะห์นั้น ทำให้เกิดความสูงในทางจิตใจ ยกวิญญาณขึ้นมาจากหล่ม ชื่อว่าเขาได้บรมธรรมทั้งทาง ฝ่ายวัตถุและทางฝ่ายจิต. นี่เราต้องพิจารณาดูว่าการให้ทาน การสงเคราะห์อะไรก็ตามที่ทำ ๆ กันอยู่ โดยบุคคล หรือโดยหมู่คณะบุคคลก็ตาม มันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า. ถ้าหลับตาสงเคราะห์ กันอย่างเครื่องจักร, ก็ทำคนให้เป็นขอทานคนที่กล่าวแล้วนั้นมากขึ้นในโลกเท่านั้นเอง. ตามหลักพุทธศาสนาต่อไปอีก ก็จะต้องคิดถึงว่า เราควรจะสงเคราะห์ด้วย อะไรก่อน ? เพียงเท่าไร ? คือว่า ด้วยอะไร ? โดยวิธีใด ? อย่างไรก่อน, อย่างไรก่อน, แล้วก็เท่าไรด้วย ; เพื่อมิให้มันเฟ้อต้องมีความหมายว่าอะไรก่อน, แล้วก็เท่าไรด้วย. เราพูดถึงคำว่า สงเคราะห์ในหลักพุทธศาสนา ให้สิ้นเชิงเสียก่อนก็จะดี คือว่าเมื่อพูดถึง การสงเคราะห์ตามประสาชาวบ้านในโลก ก็จะไปเล็งถึงแต่การช่วยเหลือ, แล้วก็ด้วยวัตถุ สิ่งของ ไม่เกี่ยวกับเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ. ทางพุทธศาสนาวางวัตถุสำหรับสงเคราะห์ไว้ ๔ อย่าง โดยบาลีว่า :- ทานฺจ ปิยวชฺชฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตฺตฺตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยการหํ. คือ -การให้สิ่งของนี้ด้วย, -การพูดที่ไพเราะจับใจด้วย, -การประพฤติประโยชน์ ด้วย, -การวางตนเสมอกัน คือเป็นกันเองในหน้าที่การงานทุกอย่างด้วย ; แล้วก็ย้ำ ลงไปว่า ตฺ ตตฺถ ยถารหํ - คือตามที่ถูกต้องและสมควร และเหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ ในกรณีนั้น ๆ.
น.37 นี่คุณดู logic ของพุทธภาษิต หรือธรรมภาษิตในพุทธศาสนา คำสอนใน พุทธศาสนา ไม่พูดเฉย ๆ ว่าให้เขา - ช่วยเขา, แต่จะกำกับไว้ในตอนท้ายว่า ตาม ที่ถูกต้องเหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ หรือในกรณีนั้น ๆ ด้วย. นี่แสดงความฉลาด, เป็น อย่างงมงายไปไม่ได้ : - ให้ทาน ก็ถูกต้องเหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ, -พูดน่าฟัง ก็ถูกต้อง เหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ, - ประพฤติประโยชน์เกื้อกูล ก็ถูกต้องเหมาะสมแก่กรณีนั้น ๆ, -วางตนเป็นเกลอเสมอกัน ในหน้าที่การงานต่าง ๆ ก็ถูกต้องแก่กรณีนั้น ๆ. ต้องเปรียบเทียบกันดูว่า วัตถุการสงเคราะห์ ๔ อย่างนี้ เป็นอย่างไรกับที่เขา สงเคราะห์ ๆ กันอยู่ในหมู่ชนเวลานี้. ผมสังเกตดู เห็นจะมีแต่เรื่อง ให้ทาน กันเป็น เบื้องหน้า เพราะเป็นของที่ทำง่าย ทำสะดวก ทำได้เร็ว ไม่มีพิธีรีตองมาก. แต่เมื่อพูด ถึง อัตถจริยา คือการประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ละเอียดสุขุม, เพราะว่า มันหมายความไปได้ถึงการสงเคราะห์ด้วยประโยชน์ในทางจิตทางวิญญาณได้ด้วย. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่นนั้นกินความกว้าง ถ้า ทำผิดก็ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แต่กลับมีผลในทางตรงกันข้าม. ประโยชน์เกื้อกูลนั้น ถ้ามีผลในทางเกื้อกูลจริง ก็ต้องเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณเสมอ. เหมือนอย่างที่มี ฆราวาสไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอทราบ ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ฆราวาสผู้ที่ นอนแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้ของหอม อยู่บ้านเรือนนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอ่ยถึง สุญญตา - คือธรรมะเรื่องความว่าง ว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสนั้น. นี่คำว่า ประโยชน์เกื้อกูล มันไปไกลอย่างนี้ : ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการให้ทานให้สิ่งของ ช่วยเหลือ ด้วยสิ่งของ. ที่นี้การสังคมสงเคราะห์ของเรา มันจะขาดอยู่ในส่วนนี้มากทีเดียว คือการ ช่วยยกวิญญาณให้สูงขึ้น. ส่วน บียวาจา การพูดน่าฟัง พูดไพเราะนั้น เป็นเรื่องผูกพัน เป็นการชักจูง เป็นการดึงดูดให้เกิดความสัมพันธ์ และเกิดความง่ายดายในการที่จะทำการสงเคราะห์อย่างอื่น,
น.38 สมานัตตตา คือความเท่า ๆ กันเสมอ ๆ กันนี้ ก็มีเจตนารมณ์ของประชา- ธิปไตย หรืออะไรทำนองนั้นแฝงอยู่ด้วย ; แต่แล้วมันก็มุ่งหมายส่วนใหญ่คือว่า ความ เป็นกันเอง, มีความเป็นกันเองในหน้าที่การงาน. ภาษาบาลีเขาเรียกว่าความเสมอกัน, เสมอกันในการกระทำทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิต. คนเราถ้ามีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง กันอยู่ในการกระทำแล้ว มันก็ยากที่จะไปด้วยกันได้. แม้ว่าโดยชาติ โดยตระกูล โดย ฐานะของการเป็นอยู่ หรือโดยทรัพย์สมบัติไม่เท่ากันไม่เสมอกันก็จริง, แต่ก็ยังต้องการ ความเท่ากันหรือเสมอกันในทางการกระทำหน้าที่ที่จะกระทำต่อกันและกัน. หรือว่า แม้จะเพ่งเล็งดูเฉพาะฝ่าย ก็ต้องไม่เป็นที่รังเกียจแก่กัน คือต้องเป็น คนดีพอ ๆ กัน จึงจะคบกันได้ ; คนชั่วก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนชั่วพอ ๆ กัน มันจึง จะคบกันได้. เพราะฉะนั้นความเสมอกันในการพูด การคิด การทำนี้มันจำเป็น, พวกที่ มีความเห็นอย่างเดียวกัน จึงจะไปด้วยกันได้ จึงเกิดพรรคการเมืองระบบหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะว่ามีความต้องการเหมือนกัน อะไรเหมือนกัน. แต่ว่านั่นมันเป็นเรื่องการเมือง, ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับบรมธรรมนี้ก็ต้องการความที่ว่าไม่รังเกียจกัน. เช่นว่าเป็นคนมั่งมี เหมือนกัน แต่คนหนึ่งเป็นคนทุจริต คนหนึ่งสุจริต มันก็ไปด้วยกันไม่ได้, จะร่วมมือ กันไม่ได้. มันต้องเสมอกันโดยทางความคิดเห็น หรือการกระทำ หรือความรู้สึกใน ทางจิตใจโดยศีลธรรม โดยอะไรก็ตาม. การที่เราจะสงเคราะห์เพื่อนฝูง แม้แต่จะสงเคราะห์กันในวงเพื่อนฝูง มันก็ ต้องนึกถึงข้อนี้เป็นหลัก, เพราะว่าใคร ๆ ก็เกลียด หรือรังเกียจ บุคคลประเภทที่เขาให้ สมญาว่า แกะดำ หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นคำสบประมาท เป็นคำค่าอย่างยิ่งอยู่ในตัว แล้ว ; เพราะฉะนั้นจึงเล็งถึงความบริสุทธิ์ที่พอ ๆ กัน. การที่จะเอาอำนาจ หรืออะไร มาใช้แก่กันในกรณีอย่างนี้ มันไม่ใช่การสงเคราะห์ที่ผูกพันกันได้, มันเป็นเรื่องค่าจ้าง อะไรเสียมากกว่า. เช่นคนมีอำนาจทำผิดแล้วก็เอาเงินมาจ้างสงเคราะห์คนให้เป็นพวก
น.39 ดูรูปร่างข้างนอกมันก็เป็นการสงเคราะห์เหมือนกัน ; แต่ว่าคนที่ต้องการจะได้อย่างเดียว นั่นแหละยินดีที่จะรับการสงเคราะห์ การสงเคราะห์ในสังคมนั้นยังปนเปกันยุ่งไปหมดจนจะดูไม่ออกว่า เป็น การสงเคราะห์กันแน่ หรือเป็นการจ้างออนกันแน่ หรือว่าเป็นการทำลายให้ตกจม ทางวิญญาณยิ่งขึ้นไปอีก. เพราะฉะนั้นตาม หลักพุทธศาสนา เราจึงมีหลักเกณฑ์ให้ สงเคราะห์ด้วยธรรมะ ๔ อย่าง อย่างนี้ ให้ยืดหน่วงกันไว้ ไม่ให้ผิดได้ ไม่ให้ ตกต่ำได้ : - ให้สิ่งของ, - พูดจาน่าฟัง, - ประพฤติประโยชน์เกื้อกูล, - มีความ เสมอกันในทางความคิดการกระทำ และการพูดจา; แล้วแต่ละอย่าง ๆ ต้องถูกต้อง เหมาะสมตามสมควรแก่กรณีนั้น ๆ นี่เป็นการรับประกันความไม่เฟ้อ. เมื่อถามว่า อะไรก่อน ? ก็คือ สิ่งที่จะช่วยให้เขาไม่ตกจมในทางวิญญาณก่อน. หรือจะมีคำถามว่า สงเคราะห์เท่าไร ? เพียงไร ? ก็คือ เพียงว่าไม่เฟ้อ. ถ้าเฟ้อ แล้วใช้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเป็นการหลับหูหลับตาทำ ; การสงเคราะห์นั้น เลยมีอาการเพื่อ หรือรั่วไหล. คำว่า "เฟ้อ" นี้มีความหมายได้หลาย ๆ อย่าง, มากเกินไปนั่นแหละ มากได้ หลาย ๆ อย่าง มากทางวัตถุก็ได้, มากทางความหมาย ทางการกระทำอะไรก็ได้, จะต้อง ระวังโดยรอบคอบ. ฉะนั้นจึงเล็งถึงความถูกต้อง การสงเคราะห์ที่มีความถูกต้องจึงจะเป็น การสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์. อย่าเข้าใจว่าเมื่อสงเคราะห์แล้วจะบริสุทธิ์ไปหมด ; ถ้าไม่ ถูกต้องก็ไม่บริสุทธิ์ ; การสงเคราะห์นั้นก็กลายเป็นเรื่องจ้างออนฝ่ายตรงกันข้ามมากกว่า. เราต้องมีจิตที่บริสุทธิ์ในการทำการสงเคราะห์ ; ก่อนจะทำ หรือกำลัง ทำอยู่ หรือทำแล้วก็ตาม ต้องพิสูจน์ได้ว่าทำไปด้วยจิตบริสุทธิ์เสมอ โดยอาศัย หลักบรมธรรมนั่นเอง; จะต้องถือหลักบรมธรรม และต้องมีบรมธรรมอยู่ในจิตใจ ;
น.40 วามรักสากล, มีความเห็นแก่ผู้อื่นที่ถูกต้อง, แล้วทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ไม่ใช่ว่าสงเคราะห์ ออกไปเพื่อการแลกเปลี่ยน เอาผลประโยชน์ที่มากกว่ากลับมา ; แม้ว่าผลเกิดขึ้นก็ให้ มันเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่ความประสงค์ของเราในการที่จะรับผลตอบแทนอะไรนั้น. เราจะต้อง ทำไปตามหน้าที่ ที่ว่ามนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องสงเคราะห์กัน, ธรรมชาติเองก็ต้องการ ให้มนุษย์นี้มีการสงเคราะห์กัน เพราะว่ามีอะไรมากมายทีเดียว ที่ว่ามนุษย์จะอยู่ตาม ลำพังคนเดียวไม่ได้, อยู่คนเดียวก็จะต้องตาย, จะต้องตายแน่ ๆ. ด้วยความรักอย่างยิ่ง ของบิดามารดาสงเคราะห์ลูกที่เกิดมา. พอเกิดมาก็มีหน้าที่ ที่ต้องสงเคราะห์ แล้วก็ทำ หน้าที่เพื่อหน้าที่จึงรอดชีวิตมาได้. แล้วเมื่อมาอยู่กันเป็นหมู่เป็นสังคมอย่างนี้, มันมี งานที่จะทำหลายอย่างเหมือนกัน ซึ่งถ้าไม่สงเคราะห์กันแล้วก็ทำกันไม่ได้. การที่จะ แก้ไขหรือปรับปรุงอะไร หรือพัฒนาอะไรนี้ล้วนแต่ต้องร่วมมือกัน, ต้องช่วยกันทำหน้าที่ สงเคราะห์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่กรณีนั้น ๆ. บางคนหย่อนสมรรถภาพ ทางนี้ แต่ไปมีทางอื่น ; บางคนหย่อนสมรรถภาพทางอื่น แต่ก็มีทางนี้, อย่างนี้ก็ต้อง เป็นเรื่องที่ต้องสงเคราะห์กัน. ที่ว่าเป็นการสงเคราะห์ แต่แล้วโดยเจตนามันเพื่อผลเป็นการจ้างออนกันนั้น. แม้จะอยู่ในรูปของการสงเคราะห์ ก็ไม่ใช่การสงเคราะห์. ไม่ใช่ว่าสงเคราะห์เพื่อหา พวกพ้องมาช่วยกัน, แล้วฆ่าพวกอื่น ฝ่ายที่เป็นข้าศึกศัตรูนี้ให้ตาย ; เรามารวมหัวกัน แล้วก็ฆ่า ทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้าม อย่างนี้จะเรียกว่าการสงเคราะห์ในแบบไหน ไม่ได้ ทั้งนั้น; ศาสนาพุทธ หรือศาสนาคริสต์ หรืออะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ; มันเป็นการจ้างออน เป็นการสงเคราะห์เพื่อประโยชน์แก่การเมือง หรืออะไรอย่างวิถีทางการเมืองเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น. การสงเคราะห์ในรูปเพื่อผลเป็นการจ้างนี้อาจจะมีเต็มไปทั้งโลกก็ได้ คุณดู ให้ดี ๆ : รูปภาพแห่งการสงเคราะห์นี้ มีเต็มไปทั้งโลกก็ได้, แต่มันเป็นการสงเคราะห์
น.41 แบบจ้างออน เพื่อประโยชน์ทางการเมือง. ถ้าการสงเคราะห์แบบนี้ครอบคลุมไปหมดแล้ว มันก็เสียหลักเกณฑ์, เสียความหมายอันบริสุทธิ์ของคำว่า "สงเคราะห์" ; เพราะทำให้ โลกปั่นป่วน ; ไม่ได้ยึดหน่วงกันไปในทางธรรม, ไม่ได้ยึดหน่วงคนทั้งโลกให้หมุนไป อย่างถูกต้องในทางธรรม ; แต่ยึดหน่วงกันเพื่อจะหมุนไปลงนรก ลงเหว. นั่นแหละ เป็นการสงเคราะห์ที่น่ากลัว อย่าไปหลงเข้า, อย่าไปติดบ่วงเข้า, อย่าไปผูกพันเข้า ; มันห่างไกลจากบรมธรรม หรือเดินกันคนละทาง. เดี๋ยวนี้เรามีการสงเคราะห์กันในรูปอุตสาหกรรมไปแล้ว ฟังดูก็แปลกดี, ผม พูดว่าสงเคราะห์กัน ในลักษณะที่เป็นงานอุตสาหกรรมไปเลย, สงเคราะห์กันอย่างใหญ่โต มโหฬาร ; ในโลกนี้มีพิธีการสังคมสงเคราะห์อย่างอุตสาหกรรมอย่างนี้ แต่แล้วเป็น ความหมายคนละรูป. ยกตัวอย่าง เช่นการประกันสังคม ที่กำลังตื่นกันมาก กำลังเห่อ กันมากที่สุด เรื่องการประกันสังคม แล้วก็ทำกันอย่างยิ่ง ทำกันอย่างอุตสาหกรรมเลย ทำอย่างเป็นงานอุตสาหกรรมเลย. ประเทศไหนเจริญด้วยการประกันสังคมก็ยกขึ้นเป็น ข้ออวดอ้าง หรือดูหมิ่นประเทศอื่นว่า ล้าสมัยไม่พัฒนา อย่างนี้เป็นต้น ; นี่เขาจึง ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในเรื่องประกันสังคม ; ที่แท้มันเป็นเรื่องความขี้ขลาดของตัวเอง ที่ไม่ประกอบด้วยบรมธรรม. ถ้าเขาว่านี่มันเป็นยอดสุดของบรมธรรม นั่นก็เพราะว่ามันเป็นวัตถุนิยม มอง เห็นแต่วัตถุ ; แล้วดูให้ดีเถอะ การประกันสังคมนั้นใครทำ ? ก็คือคนขี้ขลาดทุกคน นั่นแหละรวมกันทำ. มองให้ดีจะเห็นว่าคนขี้ขลาดทุกคนนั่นแหละเขารวมกันทำการ ประกันสังคม ให้แก่พวกกันเอง. อย่างรัฐบาลจะเก็บภาษีมาตั้งระบบประกันสังคมให้ แน่นแฟ้นในประเทศนี้, รัฐบาลก็มาจากสภาผู้แทน, สภาผู้แทนก็คือคนทุกคน ๆ คน ทุกคนยอมก็เพราะขี้ขลาด มีความขี้ขลาดต่อปัญหาต่าง ๆ ความเจ็บไข้ ความเกิดความตาย ความไม่มีอะไรจะกิน ความไม่มีงานจะทำ ; เขาจึงทำเพื่อประกันสิ่งนี้. อย่างนี้จะ
น.42 เรียกว่าการกุศลได้อย่างไร, ก็ลองไปคิดดู ; และก็ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ มันเป็นการ สงเคราะห์ตัวเองของคนขลาดอย่างที่เป็นงานอุตสาหกรรมมากกว่า. ฟังดูให้ดีว่า สังคมสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์นั้น มีความหมายของมันอีกอย่างหนึ่ง, ส่วนการสังคมสงเคราะห์แบบการกระทำของคนขลาด ก็อีกอย่างหนึ่ง. เรายอมรับว่า มันเป็นการดี การถูกต้อง ดีกว่าไม่มี ดีกว่าไม่ทำ; แต่ว่าดูอีกแง่หนึ่งทางหนึ่งนั้น ยังมีช่องโหว่ สำหรับที่จะเป็นอันตรายไปตามแบบเดิม. ประเทศที่จะมีระบบประกันสังคมดี มนุษย์มีความมั่งคั่ง อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องแข่งขันกันในทางการค้า ในทางเศรษฐกิจ กระทั่งในการทหารในที่สุด จึงจะรักษาการประกันสังคมดีของตนไว้ได้ ; แล้วก็มี โอกาส มีช่องโหว่ที่จะไปดึงดูดเอาจากของผู้อื่นมา. มันเป็นการแข่งขันกันทำ เพื่อประโยชน์ตัว, แล้วระวังเถิดมันจะเพิ่ม ความเห็นแก่ตัว, แล้วจะครอบงำจิตโดยไม่รู้สึกตัว, แล้วก็เป็นชนวน หรือปัจจัยแห่ง การเบียดเบียนถาวรได้เหมือนกัน. เพราะมันด้อยทางศีลธรรม, ด้อยทางฝ่ายวิญญาณ, แต่มันหนักมากขึ้นทางฝ่ายวัตถุ จนเป็นล่ำเป็นสันขนาดเป็นอุตสาหกรรม. ผมใช้คำ ๆ นี้ ก็เพราะว่ามองไม่เห็นคำไหน ที่จะมีความหมายเต็มที่อย่างนี้. รัฐบาลมีอุตสาหกรรม คือการประกันสังคม ซึ่งก็ร่วมมือกับราษฎรทั้งหมด ; อะไรทั้งหมดก็เป็นงานอุตสาหกรรม ; แล้วก็เผลอนิดเดียวไม่ได้, เผลอนิดเดียวมันก็เป็นความเห็นแก่ตัวจัด ซึ่งเป็นต้นเหตุของ การกระทบกระทั่ง การแย่งชิง การแข่งดี การอะไรกันไป จนนำมาซึ่งสงครามในที่สุด อยู่นั่นเอง. งานสังคมสงเคราะห์ดูจะเป็นเรื่องของเด็กเล่น เด็กอมมือมากกว่า, ที่จะ ก้มหน้าก้มตาหลับหูหลับตาทำแต่เพียงเพื่อความมุ่งหมายอย่างนี้ คุณเป็นนักศึกษาก็ต้อง ได้เล่าได้เรียนเรื่องนี้ แล้วก็คงมุ่งมั่นที่จะทำตามที่เขานิยมกันทั้งโลก, ก็ระวังให้ดีก็แล้วกัน
น.43 คือต้องให้ถูกตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- "ตตฺถ ตตฺถ ยการหํ" - ต้องถูกต้อง เหมาะสมตามควรแก่กรณีนั้น ในกรณีนั้น ๆ เสมอ. หากเป็นไปได้ เราควรจะต้องแบ่งสังคมสงเคราะห์ออกเป็น ๒ ระบบคือระบบ ทางวิญญาณ ทางจิตใจ และระบบทางวัตถุ. สังคมสงเคราะห์ตามระบบทางวัตถุ ก็ได้พูดมาแล้ว พอจะเข้าใจได้แล้ว และก็กำลังจะกระทำกันจนเฟ้อ จนเป็นอุตสาหกรรม อยู่แล้ว, แล้วก็ด้วยเจตนาที่ชักจะไม่บริสุทธิ์มากขึ้นทุกที คือเพิ่มความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทุกที ; ฉะนั้นต้องมีอะไรมาควบคุมมัน อย่าให้มันเดินไปผิดทาง ออกไปนอกลู่ทาง นี่ก็คือการสังคมสงเคราะห์ฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ. สังคมสงเคราะห์ระบบฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณนี้เองจะช่วยควบคุมระบบ ฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกาย, เพราะฉะนั้นเราต้องเพิ่มการสังคมสงเคราะห์ที่เป็นระบบ ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณขึ้นมาให้มากให้ทันกัน. ผมก็ได้ยืนยันปฏิญญาแล้วว่าไม่ใช่รังเกียจ หรือดูหมิ่นความก้าวหน้าในทางวัตถุ ; แต่ว่าต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ให้ความก้าวหน้า ทางจิตทางวิญญาณเข้ามาควบคุมอยู่เสมอ. ถ้าก้าวหน้าทางวัตถุอย่างเดียวอาจไปลงเหว ลงนรก หรือทำโลกนี้ให้เป็นนรกเสียเอง. ถ้ามีความก้าวหน้าทางจิตทางวิญญาณควบคุม อยู่ มันก็ดีเท่านั้น, มันก็จะไม่เฟ้อ, จะพอเหมาะพอสม, จะเป็นสันติภาพถาวรได้. การสังคมสงเคราะห์นี้ก็เหมือนกัน อย่าให้ทางวัตถุมันเฟ้อ แต่ให้ทางจิต ทางวิญญาณขนานควบคู่กันไปพอสมสัดสมส่วน, เดี๋ยวนี้เราไม่แจกธรรมะกัน ได้แต่ แจกวัตถุกัน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" การให้ธรรม เป็นทาน ชำนะการให้ทั้งปวง. นี่เป็นอุดมคติของพวกเรา, คณะธรรมทาน หรือ สวนโมกข์ ฯ ตั้งขึ้นมาในโลกนี้ด้วยอาศัยพระพุทธภาษิตประโยคนี้ ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ, มีอยู่ตามหัวมุมจดหมาย หรือตราที่ประทับ ; เพราะอุดมคติอันนี้ดลใจ เราจึง
น.44 ณะธรรมทาน มีสวนโมกข์ ฯ ขึ้นมา. แล้วที่พูดนี้ก็ไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อเป็น ตัวอย่าง หรือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เรามองเห็นว่า มันยังขาดอยู่ในส่วนนี้ เราจึงจะทำใน ส่วนนี้ เพื่อจะช่วยเหลือความเฟ้อของฝ่ายวัตถุ. ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พระพุทธเจ้าก็จะ ไม่ตรัสว่า :- "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" การที่เรียกว่า "ธรรมทาน" นี้ ก็คือการให้ หรือการสงเคราะห์เหมือน กัน ; ให้สงเคราะห์เขาด้วยวิชาความรู้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือให้สัมมา- ทิฏฐิแก่เขา. ถ้าถามว่าให้อะไรแก่เขา ? ก็ให้สัมมาทิฏฐิแก่เขา เพราะว่าสัมมาทิฏฐินี้ จะไม่เฟ้อ จะไม่ขาด จะไม่เกิน และจะรู้พอดี ในการที่จะกระทำให้ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ทีนี้เรามาขาดสัมมาทิฏฐิ จนกระทั่งมืดมนไปหมด จนกระทั่งมีความเห็นแก่ตัว กลุ้มไปหมดแล้ว การสังคมสงเคราะห์ก็เป็นเหยื่อของกิเลสของซาตานไปทันที, แล้วก็มี แต่จะเฟ้อ มีผลทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามขึ้นมา อย่างที่จะแก้กันไม่หวาดไหวอีก ในที่สุด. นี่ผมกำลังพูดว่า จะต้องมีระบบวิญญาณ ระบบวัตถุ นี้ควบคู่กันไป, หรือ ให้ระบบทางจิตทางวิญญาณควบคุมวัตถุ. ทีนี้ถ้าจะเกิดถามขึ้นมาว่า จะให้อันไหนนำหน้า, อันไหนออกนำหน้า ? ก็พอจะเห็นกันได้ทุกคนว่า ต้องให้ระบบธรรมะทางฝ่ายจิต ฝ่าย วิญญาณนี้นำหน้าเสมอไป. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้กันเสียเลย ไม่ฝันถึงกันเสียเลย ธรรมจะนำหน้าได้อย่างไร ? สัมมาทิฏฐินี้ต้องมาก่อน. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตีค่าของสัมมาทิฏฐิไว้อย่างสูง โดย อุปมาว่า เป็นเหมือนกับรุ่งอรุณของวันใหม่ ฟ้าสาง ๆ ขึ้นมา อย่างนี้ เป็นลักษณะของ รุ่งอรุณ เป็นนิมิตของวันใหม่ ที่แสดงว่าถ้ามันมีรุ่งอรุณอย่างนี้แล้ววันใหม่ต้องมาแน่, วันใหม่กำลังตามมาข้างหลัง ; วันใหม่อันแจ่มใส อันกระจ่าง อันสว่างนี้จะตามมา
น.45 งานสังคมสังเคราะห์ ข้างหลัง. เพราะฉะนั้นเราทำให้เป็นรุ่งอรุณ ให้มีรุ่งอรุณที่แน่นอน คือสัมมาทิฏฐิ ฉะนั้นจึงว่าต้องระบบ spiritualism นี้นำหน้าฝ่าย materialism . ทีนี้ไม่รู้กันเสียเลย ไม่ใฝ่ฝันกันเสียเลย, เก็บเอาไปทิ้งไปซุกไปซ่อนไว้ที่ไหนเสียหมด. ศาสนาก็เก็บซุกไว้ในซอกโบสถ์ ในใต้ฐานพระนั้นมากกว่า คือ ไม่ออกมาแสดงบทบาทได้ เพราะว่าคนเขาเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้, ทำกันแต่เพียง พิธีรีตอง ที่สนุกสนานทางวัตถุไปเสียอีก. เช่นทำพิธีทางศาสนากันอย่างครึกครื้น มโหฬาร เวียนเทียนกันเป็นร้อยคนพันคนหมื่นคน อะไรก็ตามมันก็กลายเป็นเรื่องวัตถุ ไปเสียอีก ; เพื่อความสนุกสนานสวยงามหรูหราอะไรพักเดียว, เป็นเรื่องของเด็ก ๆ มากกว่า. อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นเรื่องศาสนาไปได้อย่างไร, มัน กลายเป็นเรื่องวัตถุ นิยมไปแล้ว. น้อยคนในพันคน หมื่นคน ที่จะมีจิตใจแทงทะลุพระพุทธรูปไปถึง พระพุทธเจ้าตัวจริง แล้วก็มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่. เราลองดูเขาเวียนเทียนกันด้วยความ สรวลเสเฮฮา หรือว่าสรงน้ำพระพุทธรูป หรืออะไรก็ตาม มันกลายเป็นเรื่องวัตถุไปหมด. การให้ทานก็งมงายอย่างที่ว่า. นี่แหละหัวใจแท้ของศาสนาปรากฏออกมาไม่ได้. มันถูกปิด ถูกอุดตันไปหมด โลกนี้กำลังไม่มีศาสนา เพราะคนหันหลังให้ศาสนา โดยที่ไม่ รู้จักบ้าง โดยที่เข้าใจผิดเห็นเป็นของถ่วงความเจริญบ้าง การสงเคราะห์กันด้วยธรรมะไม่มี การสังคมสงเคราะห์ก็กลายเป็นเรื่องทำลายสังคม. ที่เขาพูดว่า สังคมสงเคราะห์ หรือสงเคราะห์สังคมนั่นแหละ เป็นเรื่องทำลาย สังคม ดูให้ดี ๆ. นี่เรามาตั้งหน้าตั้งตา หรือตั้งกองค่าสังคมกันหรืออย่างไร ? ผมว่า ค่าสังคมชนิดนี้แหละ คือสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง ที่ถูกต้องและสูงสุด แม้จะอยู่ ในระดับเพียงความคิด หรือเพียงความมุ่งหมายที่จะกระทำ, ยังไม่ทันจะได้ทำลงไป หรือว่ายังไม่สามารถจะทำ เพียงแต่คิดว่าจะทำเท่านั้นก็ยังเป็นของมีค่าสูงสุด ในการที่จะ สงเคราะห์สังคมให้เป็นไปถูกทาง. เพราะฉะนั้นจะต้อง ดูให้ดีว่า จะต้องให้มีอะไร
น.46 นำหน้า ; จะต้องทางธรรม ฝ่ายมโนธรรมนำหน้าฝ่ายวัตถุเสมอ. พอเผลอ เข้ามานิดเดียว โลกนี้ก็เป็นนรกโดยไม่รู้สึกตัว, เป็นนรกเคลือบน้ำตาล หรืออะไร ทำนองนั้น. แม้แต่ผีสางเทวดา ก็อาจจะไม่ชอบ ถ้าว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์แล้ว ก็ไม่เป็นที่พอใจแม้แต่แก่ผีสาง ; จะเล่าเรื่องนิทานของพวกเซ็น ให้ฟังอีกสักเรื่อง หนึ่งว่า : เมื่อภิกษุ ๒ องค์ยืนพิงประตูคุยกันอยู่นานนั้น เป็นพวกชอบคุย ขี้คุย. ตอนแรก ๆ ก็มีเทวดา ๒ - ๓ องค์ มาแอบฟัง ฟังอยู่ด้วยความตั้งใจ. คุยกันไปพักหนึ่ง เหลือแต่ผี ๒ ตัวฟังอยู่. พอคุยกันถึงอันดับสุดท้าย ผีก็ถุยน้ำลาย ถุย! ฝ่ายอาจารย์ ผู้มีญาณ มีตาทิพย์ เห็นเหตุการณ์อันนี้ ก็เรียกภิกษุสององค์นี้มาถามว่า เมื่อกี้คุยกัน เรื่องอะไร. ภิกษุนั้นอู้อี้ๆ, ในที่สุดก็บอกไปตามความจริงว่า ทีแรกคุยธรรมะกัน, เถียงปัญหาธรรมะกัน ในเรื่องที่เล่าเรียนมาวันนี้ ; แล้วต่อมาก็เลยไปถึงเรื่องโลก ๆ, เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องโลก ; พอถึงตอนท้ายคุยกันในเรื่องของกินที่อร่อย ๆ. อาจารย์ก็เข้าใจทันทีว่า, อ้าว! ทีแรกมีเทวดาฟัง เพราะคุยธรรมะกัน, แต่ทีหลังคุยกัน เรื่องโลก เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เหลือแต่ผี ๒ ตัวฟัง, ต่อไปพูดถึงเรื่องของกินอะไรต่าง ๆ ผีเลยถุยน้ำลาย หายหนีไปเลย. นี่คุณระวังให้ดีว่า เรื่องของกินอร่อย ๆ นั่นแหละ ระวังให้ดี ของอร่อย ๆ ที่จะมาใช้สงเคราะห์กันนั้นแหละ ระวังให้ดี, มันจะเป็นเรื่องผีถุยน้ำลาย. ทีนี้ที่เรามาตั้งหน้าตั้งตาคิดในเรื่องนี้ ก็น่าจะถูก, อย่าให้วัตถุนิยมมันครอบงำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่อย่างของพวกเรานี้ อย่าให้เป็นเรื่องวัตถุนิยม. เมื่อคืนฟัง วิทยุ ได้ยินแต่เรื่องฟุตบอล เรื่องหนังตะลุง, อย่างนี้เป็นวัตถุนิยมมากเกินไป, ไม่ สมควรแก่สถานที่นี้. ผมฟังวิทยุเรื่องข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ ผมก็ยัง รู้สึกว่า เป็นวัตถุนิยม, แต่ไม่สู้จะมากเกินไป ก็ทนฟังเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่อง
น.47 ขนาดอย่างที่ว่านี้ละก็ เป็นวัตถุนิยมมากเกินไปกว่าที่จะมีในสถานที่อย่างนี้. ที่พูดนี้ก็ เพื่อจะให้ช่วยกันระวังให้ดี ๆ คิดดูให้ดี ๆ พิจารณาระวังให้ดี ๆ อย่าเผลอ อย่าเปิดช่องโหว่ ให้มัน. ในสังคมกำลังจะผันแปรไปในทางวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นการที่จะมาตั้งกองด่า สังคม ที่กำลังหลงวัตถุนิยม, ผมคิดว่า คงไม่เสียหายอะไรนัก ; ยมบาลก็คงจะให้อภัย ไม่ปรับโทษเรื่องการด่าคน ในลักษณะที่ค่าสังคมที่กำลังหลงใหลในวัตถุนิยม. คำด่านี้ ก็ไม่ใช่คำด่าที่เรียกว่าเป็นคำด่าล้วน ๆ หรือเจตนาร้าย มันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความ หวังดีมากกว่า ; แม้ว่าจะถือเป็นคำด่า ผมก็ยังเชื่อว่า ยมบาลจะให้อภัย. ขอเล่านิยายอย่างจีน เรื่องยมบาลอีกนิดหนึ่งว่า : ยมบาลนั้นมีกำเนิดมา อย่างไร ? คือเจ้าเมืองผู้ครองประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง เป็นรัฐเล็ก ๆ แต่เป็นรัฐที่ดี มีธรรมะประกอบด้วยธรรมะทุกกระเบียดนิ้ว, แล้วก็ถูกรัฐใหญ่ที่เป็นพาลเกเร เป็น อันธพาลเบียดเบียนเรื่อย, เบียดเบียนเรื่อย, จะเอารัฐเล็ก ๆ นี้เป็นเมืองขึ้นให้ได้. รัฐ เล็ก ๆ นี้ก็พยายามต่อสู้ไปตามความสามารถ ก็แพ้ทุกที เพราะมันเล็ก. เจ้าผู้ครองนครนี้ ก็เลยเห็นว่า ไม่ไหว ไม่มีประโยชน์อะไรในโลกนี้ ไม่มีความเป็นธรรม, มันไม่มีความ เป็นธรรม. เราอยู่ด้วยความถูกต้อง มีความเป็นธรรม ก็ยังถูกเบียดเบียนอย่างนี้, ขอตายไปเกิดเป็นยมบาล. ทหารคนสนิทอีก ๑๘ คน คู่หูผู้รู้ความคิดอันนี้ก็ขอสมัคร ไปด้วย ; ขอสมัครตายเดี๋ยวนี้ ไปเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ยมบาลด้วยกัน. ยมบาลนี้เป็นหัวหน้า นอกนั้นก็เป็นผู้ช่วยที่รอง ๆ ลงไป นรกมี ๑๘ ขุม ; คน ๑๘ คนนี้ลงไปเป็นผู้ช่วยพอดี ๑๘ ขุม, หรือจะไปตั้งขึ้นเอง ๑๘ ขุมก็ตามใจ เพื่อว่าจะได้เป็นผู้ทำอะไรอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ไม่มีความลำเอียง รักษาความเป็นธรรมของสากลโลก. เขาอยากไปเกิด เป็นยมบาลเพราะเหตุนี้ อย่าเข้าใจไปว่ายมบาลนี้เป็นหัวหน้าโจกของอันธพาล มีความ ต้องการจะเป็นอันธพาล ; แต่เพราะเขาเบื่อความเป็นอันธพาลในโลก เขาจะไปเกิดเป็น ยมบาลคอยเล่นงานคนอันธพาลอยู่ข้างหน้า.
น.48 ทำนองเดียวกับเรื่องที่เล่า ผมคิดว่ายมบาลคงไม่จับตัวเราเอาไปลงโทษ ใน ฐานะที่ว่าค่าสังคมในยุคปัจจุบัน. บางทีจะอนุโมทนาว่า สังคมกำลังจะหมุนไปในทาง วัตถุนิยม จะทำให้โลกนี้เป็นนรกเสียเอง. เพราะฉะนั้นขอให้สงเคราะห์กันด้วยบรมธรรม เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. ถ้าคุณเรียนสำเร็จ สำเร็จการศึกษาแล้วออกไปมีหน้าที่ ทำการสังคมสงเคราะห์ หรือว่าสมัครก็ตาม, ขอให้ช่วยสงเคราะห์มนุษย์กัน ด้วยเรื่อง บรมธรรม, ขอให้ช่วยสงเคราะห์กันด้วยเรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ, ให้โลกนี้ มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรมถูกต้องเป็นรากฐานเสียก่อน, แล้วสิ่งต่าง ๆ จะ เป็นไปด้วยดี. เขาจะรู้จักเบีบข้าวใส่ปากเอง จนเราไม่ต้องช่วยป้อนข้าวเข้าไปในปาก ของเขา. เราต้องช่วยเขาให้เขาเป็นผู้สามารถช่วยตนเองทั้งในด้านจิตด้านวิญญาณ. เดี๋ยวนี้มีแต่จะช่วยกันถึงขนาดที่เรียกว่า ป้อนข้าวใส่ปากเขา เพื่อเอาเขามาเป็นพวก, เพื่อยกพวกไปตีรันฟันแทงกันมากกว่า ; เป็นเรื่องการเมืองของโลกในสมัยปัจจุบัน ไม่มี การสังคมสงเคราะห์ตามที่ธรรมชาติต้องการ หรือตามที่พระเจ้าต้องการ หรือตามที่ ศาสนาตองการ. นี่ขอให้คิดดูให้ดี ๆ. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงแล้ว.
Buddhadasa