น.49 วันนี้ จะได้พูดกันถึงเรื่อง บรมธรรม กับการพูดกันไม่รู้เรื่อง. ที่ว่า พูดกันไม่รู้เรื่องในที่นี้ ก็หมายถึงการชี้โทษของวัตถุนิยม ซึ่ง พยายามชี้กันแล้ว, ชี้กันอีกสักเท่าไร ก็ยังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ออก ไม่รู้เรื่องนี้ยังไม่พอ กลับจะรู้สึกไปว่าเป็นการค่าเหมือนกับที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น. พวกหนึ่งอาจจะฟังดูเป็นการด่า แต่โดย ที่แท้แล้ว ก็เป็นการชี้ให้เห็นโทษของวัตถุนิยมเหมือนที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า "เราจะชี้โทษแล้วชี้โทษอีก, ขนาบแล้ว ขนาบอีก, ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นจะเหลืออยู่" ดังนี้. ขอให้คิดดูให้ดีว่า เดี๋ยวนี้เราก็ไม่มีผู้ใดชี้โทษผู้ใด ชี้โทษใคร เป็นแต่ เพียงว่าปรึกษาหารือกัน ถึงการที่โลกสมัยนี้กำลังเป็นอยู่ในลักษณะอย่างนี้ แล้วเมื่อพูด ๔๐๙
น.50 นอย่างละเอียดลออ ก็จะรู้สึกเหมือนกับเป็นการด่า. แต่คำว่า "ด่า" ในที่นี้ต้องอยู่ใน อัญญประกาศ ซึ่งมีความหมายเป็นพิเศษ, ไม่ใช่เป็นการด่าอย่างที่ด่ากันตามธรรมดา ตามความรู้สึกของคนเรานั้น เมื่อมีอะไรพูดเจาะจงตัวหรือถูกเอาเรื่องของตัวขึ้นมากล่าว ก็มักจะรู้สึกว่าเป็นการด่าไปทันที ; แม้แต่เทศน์อยู่บนธรรมาสน์ก็มีผู้รู้สึกเหมือนกับว่า เป็นการด่า, เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ในการที่จะไม่ให้มีใครรู้สึกว่าเป็นการด่า. ที่แล้วมา เราพูดกันถึงเรื่องการสังคมสงเคราะห์สูงสุด ว่า การสังคม สงเคราะห์สูงสุดนั้น คือการหว่านโปรย สัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้คนมีสัมมาทิฏฐิ; แต่ แล้วการชี้ให้เห็นสัมมาทิฏฐินั้น ก็ไม่พ้นไปจากการที่เขาจะรู้สึกว่าเป็นการด่า ; คือถ้า เขามีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในตัว ในใจแล้ว เขาก็จะต้องรู้สึกว่าเป็นการด่า. นี้เราก็จะต้องยอมรับ เสียเลยว่า แม้เขาจะหาว่าเป็นการด่า ; อย่างไรก็ตาม รู้สึกว่า การด่าสังคมชนิดนี้นั่นแหละ เป็นการสงเคราะห์สังคม. การด่ากลายเป็นการสงเคราะห์ไปได้ตามแบบของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นขอให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ด่า" ชนิดนี้กันเสียให้ถูกต้อง เพราะพูดกันไม่ รู้เรื่อง ; มันมีมูลมาจากการพูดกันไม่รู้เรื่อง. อย่าว่าถึงจะพูดรู้เรื่องทันที, นี้มันถึง ขนาดที่เรียกว่าพูดกันเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้เรื่องอย่างที่เรียกว่า ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น สำหรับผู้ที่ วัตถุนิยมเข้าตา. นี่พูดอย่างสำนวนโวหารชาวบ้านที่ว่า เลือดเข้าตา อะไรเข้าตา ; มีอะไรเข้าตาก็มองไม่เห็น. เดี๋ยวนี้วัตถุนิยมเข้าตา ก็มองไม่เห็น ปลุกไม่ตื่นเป็นส่วนใหญ่. เพราะ ความมึนเมาในวัตถุนิยมอันเปรียบเหมือนความหลับ. ที่บอกให้เข้าใจนี้ก็เหมือนกับ การปลุกให้ตื่น, แต่ก็ทำยาก ต้องทนทำด้วยความลำบาก ถึงขนาดที่เรียกว่า ต้อง ปลุกกันด้วยการถลกหนังหัวเท่าฝ่ามือ ไม่ใช่เท่าเหรียญทองแดงเหมือนที่เขาพูดกัน. การ ไปจับตัวเขย่าก็ไม่ตื่น, การทุบลงไปแรง ๆ ก็ไม่ตื่น การจับไปโยนกลางดินสักตึงใหญ่ ก็ไม่ตื่น, ทำอย่างไรก็ไม่ตื่น จนต้องถลกหนังหัวเท่าฝ่ามือจึงจะตื่น ; นี่สำนวนพูด เขาพูดกันอย่างนี้. นี่คือความหมายของคำว่า พูดกันไม่รู้เรื่อง ในเมื่อวัตถุนิยมมันเข้าตา.
น.51 เรื่องบรมธรรมนั้นเป็นเรื่องสูงสุด แล้วยังตรงกันข้ามกับวัตถุนิยม. เกี่ยวกับ เรื่องนี้เราจะต้องเอาพุทธศาสนาเป็นหลัก, เช่นเรื่องสุญญตา เรื่องความว่าง. พูดกันยาก พูดกันลำบาก ที่จะให้เข้าใจความว่าง ถึงขนาดที่จะพอใจในความว่าง. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า เรื่องที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่ฆราวาส ผู้ครองเรือน นอน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ของหอมเป็นต้น, ก็คือเรื่องสุญญตา, แล้วน้อยคนที่จะยอมรับ. แล้วก็มีผู้เวนคืน ไม่ยอมรับแล้วเวนคืนเรื่องสุญญตาแก่ พระพุทธเจ้า, ขอรับเอาเพียงเรื่องประเภท "ปุญญาภิสันทะ". คำนี้อาจจะแปลกหู สำหรับคุณ แต่เรื่องประเภทปุญญาภิสันทะ เรารู้ไว้ก็ดี. ปุญญาภิสันทะ -แปลว่า ทางไหลออกแห่งบุญ ที่ไหลออกแห่งบุญ, คือที่จะ ให้ได้บุญมาก ๆ ; เขาเวนคืนเรื่องสุญญตา ขอรับเอาเพียงเรื่องปุญญาภิสันทะ ; นี้มีปรากฏ อยู่ในบาลี. นี่ลองคิดดูเถอะว่า แม้จะมีการหยิบยื่นบรมธรรมให้ คือเรื่องสุญญตานั้น ก็มีผู้เวนคืนไม่ยอมรับเอา, แล้วก็รับเอาเพียงเรื่องปุญญาภิสันทะ ซึ่งหมายความว่า เข้าใจ ได้ง่าย เข้าใจได้ทันที. เพราะคำว่าบุญ ๆ บุญนี้ เข้าใจกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล, เป็นชื่อของความสุขตามที่มนุษย์ต้องการ ; ไม่ใช่เรื่องโลกุตตระ เป็นเรื่องโลกียะ คือ มีความสุขตามที่มนุษย์ต้องการ ในมนุษย์โลก ในเทวโลก พรหมโลกอะไรก็ตาม เรียกว่า บุญทั้งนั้น ; แล้วส่วนมากก็เป็นเรื่องทำอย่างที่ทำกันอยู่ ; เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น ที่พอใจแก่คนทั่วไป ที่ยังมีตัวมีตน, แล้วก็ต้องการผลทางวัตถุ. บุญเป็นเรื่องของวัตถุ, ถ้ามัวเมาหนักเข้าก็เป็นมัวเมาวัตถุนิยมชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ถ้าใช้ถูกวิธีเป็น เครื่องขจัดกิเลส เช่นความขี้เหนียวเป็นต้น, มันก็ดี. แต่ทีนี้คนเขาไม่พอใจในส่วนที่ บุญจะขจัดความขี้เหนียว ; เขาพอใจในส่วนที่ บุญจะนำความสุขเช่นสวรรค์ เป็นต้น มาให้, นี่พูดกันไม่รู้เรื่อง เป็นการไขว้กันอยู่อย่างนี้เสมอไป. ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า ถ้าพูดว่า "กินเพื่ออยู่" ละก็ฟังไม่ค่อยถูก ; แต่ ถ้าว่า "อยู่เพื่อกิน" แล้วก็ฟังเข้าใจทันที หรือตะครุบเอาทันทีด้วยซ้ำไป. แปลว่าเรา
น.52 มีชีวิตอยู่นี้เพื่อกินกันให้เอร็ดอร่อย สนุกสนาน นี้ฟังถูกทันที, ยินดีพอใจตะครุบเอา ทันที. แต่ถ้าพูดว่า "กินเพื่ออยู่" ก็ยังงงๆ อยู่, แล้วยังสงสัยว่า ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมอีก. กินเพื่ออยู่ นี้ ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเสียอีก ; ไป ๆ มา ๆ ก็อยู่เพื่อกินนั้นอีก. "กินเพื่ออยู่" นี้หมายความว่า เราจะมีชีวิตอยู่ เพื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนที่พูดกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ว่าเรื่องกินนี้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องเบ็ดเตล็ด เพียงเพื่อช่วยให้มีชีวิตอยู่ ; และเมื่อมีชีวิตอยู่แล้ว จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเป็น แน่นอน ; นั่นคือการบรรลุถึงบรมธรรม คือจะต้องมีความมุ่งหมายในชีวิตนี้เพื่อการ บรรลุบรมธรรม. เรากินเพื่ออยู่ และอยู่เพื่อบรมธรรม. คนก็ไม่เข้าใจ ฝั่ง ไม่ถูก แล้วก็ไม่สมัคร ; แต่สมัครจะอยู่เพื่อกิน เพราะฟังง่าย ฟังได้ทันที เข้าใจทันที แล้วก็รับเอาทันทีด้วย. นี่เรียกว่าเรื่องพูดกันไม่รู้เรื่อง. พูดกันไม่รู้เรื่องก็เพราะว่า ใจของผู้ฟังไปเสียอีกอย่างหนึ่ง, ผู้พูดมุ่งหมาย อีกอย่างหนึ่ง, ไขว้กันอยู่อย่างนี้เสมอไป. การที่จะพยายามกระทำให้เห็นว่า ไม่ใช่กิน เพื่ออยู่ จะพูดไปรุนแรงก็กลายเป็นการด่า ; จึงมี เทคนิคอะไรอันหนึ่ง ซึ่งพระ พุทธเจ้าท่านใช้ เรียกว่าการดูกาละ เทศะ บุคคล ว่าควรจะพูดเรื่องบรมธรรมกันหรือยัง กับบุคคลคนนี้. มีข้อความกล่าวไว้ชัดในพระคัมภีร์ว่า พระพุทธเจ้าจะต้องตรวจส่องอุปนิสัย ดูว่าบุคคลคนนี้ที่มาขอฟังธรรม หรืออะไรก็ตามนี้เสียก่อน ว่าเป็นอย่างไร จะพูด รู้เรื่องกันหรือไม่, จะพูดรู้เรื่องกันทันทีหรือไม่ ; ถ้าเห็นว่าไปไม่ไหว ไม่อาจจะรู้เรื่อง หรือไม่อาจจะรู้เรื่องทันที ก็ตรัสเสียอย่างหนึ่ง ; ถ้าเห็นว่าคนนี้จะไปไหวไปรอด พูดกัน อาจจะรู้เรื่องทันที ก็ตรัสอีกอย่างหนึ่ง ; เพราะฉะนั้น ระบบการตรัสที่เรียกว่า "อนุปุพพิกถา" ก็เกิดขึ้น. ฉะนั้น คุณควรเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอนุปุพพิกถากันเสียบ้าง
น.53 อนุปุพพิกถา แปลว่า เรื่องที่จำเป็นจะต้องกล่าวไปตามลำดับ, ต้องใช้วิธี กล่าวตามลำดับ. เรื่องแรกที่สุดก็คือเรื่อง ทาน, แล้วก็เรื่อง ศีล, แล้วก็เรื่อง สวรรค์, เรื่อง โทษของสวรรค์, แล้วก็เรื่องการออกไปเสียจากสิ่งชนิดนี้ จากสวรรค์ไปสู่ความว่าง หรือ เนกขัมมะ. ทีแรก จะพูดเรื่อง ทาน เรื่อง ศีล อันเป็นเรื่องที่เขาชอบทำกันอยู่เป็น ประจำนี้ก่อน ว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างนั้น, เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ ๑ และที่ ๒. ต่อไปก็พูดเรื่องที่ ๓ คือเรื่อง สวรรค์ เป็นผลของการให้ทานและการรักษา ศีล ซึ่งก็เข้าใจ เพราะจะได้สวยได้รวย ได้สบาย ได้ความอิ่มในทางกามารมณ์ เพราะ คนเราถ้าได้สวย ได้รวย แล้วก็เรียกว่าอิ่มทางกามารมณ์ กระทั่งไปสวรรค์. ต่อไปก็พูดเรื่องที่ ๔ ถึงเรื่อง กามาที่นพ คืออาทีนพ หรือโทษของกาม, ว่าการที่ไปมัวลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกาม หรือวัตถุนี้ มันเป็นโทษ. โทษนี้หมายความว่า ต่ำทราม ความไม่มีอะไรดี ; อาทีนพ แปลว่า ต่ำทรามไม่มีอะไรดี; อย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้โง่, การลุ่มหลงอยู่ในสวรรค์นี้ อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้โง่. ทีนี้ความโง่นี้ มันทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เช่นคนที่ลุ่มหลงอยู่ในสวรรค์นี้ จะต้องทะเลาะวิวาทกัน จะต้องแย่งชิงกัน แม้ระหว่างบิดากับบุตร, ระหว่างพี่กับน้อง ; สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ควรจะมี ก็มีขึ้น ล้วนแต่เป็นโทษของกาม. บุคคลคนเดียวนั่นแหละ ก็ยังถูกรบกวนเบียดเบียน. เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง มีชั้นเนื้ออยู่ในปาก ย่อมถูกสุนัขตัวอื่นรบกวน. มีการเปรียบ ปริยายมากมาย เช่นเหมือนกับการถูกเผาไฟ, เหมือนกับอยู่ในปากงู ฯลฯ. อย่างนี้ เรียกว่า อาทีนพของกาม. เรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่ ๕ คือ ผลของการออกไปเสียจากถาม คือการไปสู่ บรมธรรม ; นี่เป็นเรื่องจืดสนิทไม่เกี่ยวกับกาม ไม่เกี่ยวกับวัตถุนิยม เป็นความว่าง เป็นความหยุดพัก เป็นอิสรภาพ เป็นสันติภาพ นี้เป็นเรื่องที่ ๕,
น.54 คุณจะต้องดูความสัมพันธ์ของสิ่งทั้ง ๕ นี้ว่า ทานหรือศีล นี้เป็นเหตุให้ได้ สวรรค์ แล้วสวรรค์เป็นเหตุให้มี อาทีนพ ลำบาก เป็นทุกข์ แล้วก็ต้องออกไป เสียจากสิ่งเหล่านี้, เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ไหว, จะต้องออกจากกันแน่, จะต้องหย่ากัน แน่. . นี่คือเทคนิคของการตรัสของพระพุทธเจ้าแก่บุคคลนั้น จะต้องดูว่า คนนี้ฟังเรื่อง อนุปุพพิกถาเข้าใจหรือไม่ ; ถ้าไม่เข้าใจก็จะเหมือนกับว่า แย่งอ้อยออกจากปากช้าง. นี่เป็นคำพูดของพวกไทย ๆ เรา พอจะเข้าใจได้. อ้อยเข้าปากช้างแล้วจะดึงกลับออกมา มันสู้ไม่ไหว. คนที่วัตถุนิยมเข้าตา ก็ดื่มด่ำอยู่ในวัตถุอย่างนั้น จนดึงออกมาไม่ไหว. ถ้าเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่ตรัสบรมธรรม พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสเรื่องอริยสัจจ์ แต่จะ ชวนตรัสเรื่องอื่นไปเลย. ถ้าทรงเห็นว่า คนนี้ พอจะเข้าใจได้ ก็จะพยายามตรัสเรื่อง อนุปุพพิกถา ย้ำเตือนสติกันอีก ให้ลืมหูลืมตา ให้เขามีจิตใจส่งมาตามคำพูดของพระองค์อยู่ตามลำดับ ; คือย้อนหลังไป ให้มองเห็น ทาน ศีล ที่ตัวกระทำอยู่จริง แล้วก็ได้ผลส่งมาเป็นความสุข อย่างโลก ๆ จริง ได้กามารมณ์แล้วก็เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ยุ่งยากลำบาก, แล้วก็น่า จะออกหรือว่าควรจะออก หรือว่าต้องออกจากสิ่งเหล่านี้. พอจิตเขาเป็นอย่างนี้ นั่นแหละ พร้อมที่จะรู้เรื่องบรมธรรม คือเรื่องอริยสัจจ์. พระพุทธเจ้าจึงเริ่มตรัส เรื่องอริยสัจจ์ : - ความทุกข์ , คุณก็คุ้นหูอยู่มาก ความทุกข์ความหนัก เพราะโอบอุ้ม อะไรเข้าไว้ เรียกว่าความทุกข์. - เหตุให้เกิดความทุกข์ -คือความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่น. ตัว ความยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นตัวทุกข์, แล้วก็มาจากความอยาก คือตัณหา. - ถ้า ดับทุกข์สนิท ก็ต้องดับตัณหา เรียกว่า นิโรธ.
น.55 จะมีนิโรธดับตัณหาได้สนิท ก็ต้องมี การกระทำที่ถูกทาง คือสัมมาทิฏฐิ เรื่อยไปจนถึงสัมมาสมาธิ, อย่างที่เราได้พูดกันข้างต้นว่า สัมมาทิฏฐินี้เป็นเรื่องที่พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้มันอาจพูดกันรู้เรื่อง ถ้าหากว่าเห็นโทษของกามารมณ์, ถ้าพูดกันอย่าง สมัยนี้ ก็ต้องพูดกันง่ายๆ ว่า เห็นโทษของวัตถุนิยมเมื่อใด ก็จะพูดเรื่องบรมธรรม กันรู้เรื่อง เพราะว่าการเห็นโทษของวัตถุนิยมนั้นคือ สัมมาทิฏฐิโดยตรงอยู่แล้ว. ตลอดเวลาที่เขายังไม่เห็นโทษของวัตถุนิยมก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แม้จะกำลังสนุกสนาน เพลิดเพลินอยู่กับกามารมณ์ ก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่. พอพ้นไปได้จากด่านนี้ จาก อุปสรรคอันนี้ ก็พร้อมที่จะมีสัมมาทิฏฐิ แลวก็สมควรแก่การที่จะรู้อริยสัจจ์ คือบรมธรรม. วิธีที่ถูกต้องเพื่อผลอย่างนี้ก็เรียกว่า ทาง หนทาง หรือ มรรค หรือ อริยมรรค. ที่พูดทั้งหมดนี้ ต้องการจะให้คุณมีความเข้าใจ มองเห็น สังเกตเห็นว่าการ ที่จะพูดกันรู้เรื่อง และการที่พูดกันไม่รู้เรื่องนี้ เป็นเพราะเหตุใด ? แปลว่า ถ้าเลือด วัตถุนิยมเข้าตา ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า มีขี้ฝุ่นในดวงตามาก เกินไป; เหมือนกับบทอาราธนาธรรมนั้นว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีขี้ฝุ่นในดวงตาน้อยมีอยู่ เขาอาจจะเข้าใจสิ่งนี้. คำว่า สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา นี่ท้าวมหาพรหม คือความเมตตากรุณา ของพระพุทธเจ้ามาทูลเตือนขึ้นว่า ไม่ใช่มันจะโง่ไปเสียทั้งหมด, คือว่าสัตว์ที่มีขี้ฝุ่น อยู่ในดวงตาแต่เล็กน้อยก็มีอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นจงเห็นแก่สัตว์พวกนี้เถิด แล้วก็ พยายามแสดงบรมธรรม, ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจยาก หรือลึกซึ้ง จะต้องต่อสู้กันเหมือนกับ ดึงอ้อยออกจากปากช้าง, มันไม่ค่อยจะไหว. แต่ว่า ช้างบางตัวไม่ตะกละมาก, มีกิเลส น้อย คือเลือดเข้าตาน้อย ก็พอจะพูดกันรู้เรื่อง. พระพุทธเจ้าท่านจึงตัดสินพระทัยว่า จะแสดงธรรม คือจะแสดงบรมธรรม อันลึกซึ้งนี้แก่สัตว์ทั้งหลาย ; จะพูดเรื่อง นิโรธ เรื่องนิพพาน แก่สัตว์ทั้งหลาย
น.56 จำพวกที่มีขี้ฝุ่นในดวงตาแต่เล็กน้อย. ข้อนี้อย่าได้คิดว่า เป็นเรื่องของใครก็ไม่รู้นะ แท้จริง เป็นเรื่องของคนทุกคน รวมทั้งคุณเองที่บวชเข้ามาในศาสนานี้ มานั่งอยู่ที่นี่. มันเป็นเรื่องที่ว่ามีขี้ฝุ่นในดวงตามากหรือน้อยเท่านั้น, สำคัญอยู่ที่ตรงนี้. เราจึงเข้าใจได้ทันที, หรือไม่เข้าใจได้เลย ว่ามีปัญหาอยู่ที่นี่. นี้คุณจะเห็น ได้เองแล้วว่า ถ้า ฟังอนุปุพพิกถารู้เรื่อง ก็ฟังอริยสัจจ์รู้เรื่อง ; หรือจะฟังอริยสัจจ์ รู้เรื่องก็ต่อเมื่อฟังอนุปุพพิกถารู้เรื่อง. เรื่อง อนุปุพพิกถาก็ ๕ อย่างดังที่ว่ามาแล้ว, เรื่องอริยสัจจ์ก็คือ ๔ อย่างดังที่ว่ามาแล้ว, แต่ถ้าสรุปความแล้วก็ว่า ถ้าเห็นโทษของ วัตถุนิยมก็ฟังบรมธรรมรู้เรื่อง, ฟังบรมธรรมรู้เรื่องก็คือว่าเห็นโทษของวัตถุนิยม ซึ่งมันตรงกันข้าม. เรื่องอริยสัจจ์นี้ ก็อยู่ในฐานะที่สูงขึ้นไปจากอนุปุพพิกถา คือมาหลัง อนุปุพพิกถาเสมอ ; แล้วก็ต้องเป็นเรื่องที่เห็นอย่างที่เรียกว่า ซึมซาบในใจมี experience ในใจจริงๆ จึงจะเรียกว่า “เห็น” ในที่นี้. เพราะฉะนั้นเราพูดกันเรื่องอริยสัจจ์ สอนกัน ในโรงเรียนเป็นเดือน ๆ ปี ๆ ก็ไม่สำเร็จประโยชน์, สอนเรื่องโทษของวัตถุนิยมในฐานะ เป็นอนุปุพพิกถากันเป็นชั่วโมง ๆ ก็ไม่มีประโยชน์, เพราะไม่ได้เห็นจริง ๆ, ต้องไปทำ ชนิดที่ว่าให้เห็นได้จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดทุกข์ขึ้นมา เกิดโทษขึ้นมาในใจ. คุณไปดูความเสื่อมเสีย เสียหาย หรือเป็น ทุกข์ต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นมาเพราะตัณหา - คือ ความอยากนี้อย่างไร ? คือ มาจากความโง่นี้อย่างไร ? แล้วมันจะเกิดเศร้าหรือสลด สังเวช ขึ้นมาทันที, ที่เรียกว่าสังเวชนียวัตถุ - วัตถุที่ทำให้เกิดความสังเวช. ทำให้จิตใจ ลดลงไปพร้อมที่จะรู้ธรรมะ. เพราะฉะนั้นเราไม่อาจจะเรียนรู้ อนุปุพพิกถา หรืออริยสัจจ์โดยวิธีการศึกษา เล่าเรียน อย่างที่ใช้อยู่ในโรงเรียน หรือในมหาวิทยาลัย, เขาก็เอาไปเรียนไปสอน
น.57 กันอยู่ สอนเท่าไรมันก็เป็นเรื่องปรัชญาไปหมด, พูดเท่าไรก็เป็นเรื่องปรัชญาไปหมด, ไม่เป็นการรู้ธรรมะตามวิธีของศาสนา. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการบรรลุธรรมในห้องเรียน ชนิดนั้น เพราะเป็นเรื่องปรัชญาเพ้อเจ้อไปหมด ; มันละเอียดออกไปแต่ในทางของ ตรรกวิทยาบ้าง, จิตวิทยาบ้าง, เพราะฉะนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอยู่ในพวกที่พูดกัน ไม่รู้เรื่องนั่นเอง. เรียนอย่างวิธีในโรงเรียน กี่ปีกี่เดือน จนตายก็ไม่รู้เรื่อง ; เรียกว่าพูดกัน ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่พูดกันจนตาย. นี่ต้องระวังให้ดีว่า ความลับเกี่ยวกับการรู้หรือเห็น บรมธรรม มีอยู่อย่างนี้ ; หรือความลับของการที่พูดกันไม่รู้เรื่องเลยนั้นมีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้นก็ต้องรู้ความลับที่ว่า เพราะเหตุใดเราจึงสอนธรรมะไม่สำเร็จ. ประกาศ ศาสนาในโลกนี้ไม่สำเร็จ; พูดไปเขาก็เห็นเป็นการด่า , เขาก็โกรธ หรือเกลียด หรือว่า มองกันในแง่ที่เป็นศัตรูทั้ง ๆ ที่เป็นการพูดด้วยความหวังดี. เรื่อง อนุปุพพิกถา นี้สำคัญจำเป็นแก่การรู้บรมธรรม คืออริยสัจจ์ ; เรา จึงต้องมี อนุปุพพิกถา สำหรับการรู้จักวัตถุนิยม. คำว่า อนุปุพพิกถา แปลกหู สำหรับพวกคุณ, แต่คุณจะเข้าใจได้ทันทีว่า มันคือ เทคนิคอันหนึ่งสำหรับทำให้จิตใจ มองเห็นไปตามลำดับ, ต้องใช้วิธีนี้ เป็นการพูดจาให้ถูกวิธี ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง โดยอาศัย spiritual experience เก่า ๆ ที่เขามีอยู่แล้วในจิตใจ ; จะเอาเหตุผลใหม่ ๆ มาอ้าง มาพูดนั้นไม่ได้. มันไม่ใช่สำเร็จด้วยเหตุผล, แต่สำเร็จโดย experience ในทางจิต ในใจของเขาที่มีอยู่แล้ว, และก็ต้อง experience ในทางฝ่ายนามธรรมด้วย ; ที่เรา เรียกว่า spiritual experience ไม่ใช่ experience ในทางเนื้อหนัง, แม้ว่าจะต้องผ่านมา ทางเนื้อหนัง. Experience นี้ต้องแยกออกเป็น ๒ ส่วนเสมอ : ทางเนื้อหนัง, คือคนเรา มีเนื้อหนัง ก็ดูซิ คนเรามีเนื้อ มีตัว มีเนื้อ มีหนัง ; เราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา
น.58 ก็ด้วยอาศัยเนื้อหนัง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ; เมื่อเราไปสัมผัสเข้าก็มี experience ตั้งแต่เริ่มสัมผัส ตั้งแต่ได้รับรสของการสัมผัส แล้วก็มีความรักหรือมีความเกลียด สองอย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง. อย่างนี้ยังเป็น experience ทางวัตถุทั้งนั้น. ต่อเมื่อใดมองเห็นลึกไปกว่านั้นว่า รสอร่อยทางวัตถุที่เกิดขึ้นในจิตใจนี้ เป็นอย่างไร มันทำให้ร้อน หรือทำให้เย็น ทำให้สงบ หรือทำให้วุ่นวาย ; ยิ่งหลาย ๆ เรื่องมากเข้ามากเข้า มองย้อนหลังไปให้เห็นว่า มันเป็นอย่างไร, อย่างนี้จึงจะเรียกว่า experience ในทาง spiritual คือทางจิต หรือทางวิญญาณที่ลึกเข้าไปกว่า เรื่องทางวัตถุ คนที่ไม่เคยมี experience ทางนี้ หรือไม่ถึงขนาดที่จะเป็น experience ทางนี้ มันก็ยากที่จะเข้าใจธรรมะ, ก็จะต้องตั้งต้นด้วยการเห็นโทษ หรือเห็นความเลวของสิ่งที่ เรียกว่ากามารมณ์. เดี๋ยวนี้เรากำลังทำอะไรเพื่อกามารมณ์อยู่ทั้งนั้น, บางทีที่ยังเป็นพระ เป็นเณรนี้ ก็ยังทำเพื่อกามารมณ์อยู่ทั้งนั้น, จะได้สึกออกไปหาลูกหาเมียให้ดี หรือเพื่อ มีอำนาจวาสนา ก็เพื่อกามารมณ์อีก. อย่างนี้ก็ไม่มีทางจะพูดกันให้รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่อยู่ ในสภาวะของพระ ของเณร. เป็นความจำเป็นที่จะต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ไปสักระดับหนึ่ง โดยทางกายก็ได้ โดยทางจิตล้วน ๆ ก็ได้. โดยทางกาย เช่นว่า ไปนั่นกันเลย ไปคลุกคลีกันอย่าง โชกโชนเลย ; ถ้ามีบุญอยู่บ้าง มันก็ทำให้นึกได้ ทำให้มองเห็นความเป็นของเลว อยู่บ้าง หรือถอยหลังออกมา ; ถ้าไม่มีบุญเลย มันก็จะจมโคลนตายจนเน่าเข้าโลง ก็ไม่มีทางจะรู้ได้ นี้ทางหนึ่ง. อีกทางหนึ่งก็คือว่า ใช้วิธีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้คือ การบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ทำอะไรจริง, ตามวิธีไหนก็ได้ เป็นคฤหัสถ์ก็ได้, เป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ได้, เป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ได้, ด้วยการพยายามทำความเพียรทาง จิตใจ ด้วยการมองให้เห็นตามที่เป็นจริงว่าสัตว์ทั้งหลาย กำลังเป็นอยู่อย่างไร.
น.59 แม้เราไม่ต้องลงไปในโคลน เราก็อาจจะรู้ได้ว่า โคลนมันไม่น่าเสน่หา. เราดูคนที่กำลัง จมโคลนอยู่ก็ได้ เราไม่ต้องกระโดดลงไปในโคลนเอง, นี่ก็เป็นอีกทางหนึ่ง. แต่ว่า เป็นทางที่ยากกว่า ไปได้น้อยกว่า มีน้อยบุคคลที่จะไปได้ในลักษณะอย่างนี้. ส่วนใหญ่ ต้องไปจมโคลนจนเข้าหูเข้าตา เข้าจมูก เข้าปาก อะไรก็ตาม, แล้วจึงจะ ไปรู้ว่าไม่ไหว ๆ จึงจะวิ่งหนีขึ้นมา ; นี่ก็ยังมีบุญอยู่บ้าง ที่รู้จักวิ่งหนีขึ้นมา. แต่ถ้ามีบุญมากกว่านั้น ก็ไม่ต้องจมลงไปในโคลน, ดูอยู่ข้างปากหนอง ก็รู้ได้ว่า ไม่ควรจะลงไป, ไม่ต้องลงไป, แล้วก็แน่ใจโดยเด็ดขาดเลย ที่จะไม่ลงไป. เพราะฉะนั้น อนุปุพพิกถาจึงตั้งต้นได้จากทั้ง ๒ วิธี :- ผ่านโคลนอะไรมาแล้ว หรือว่า ไม่ต้องผ่านลงไป, แต่มองดูด้วยปัญญา ใช้ปัญญาเป็นเบื้องหน้า ก็มีอนุปุพพิกถา ตลอดสายได้เหมือนกัน, ก็พร้อมที่จะรู้อริยสัจจ์ได้เหมือนกัน. ในที่นี้เรามีตัวเรื่องอยู่ที่วัตถุนิยม, และความทุกข์ยากลำบากอันมหาศาลของ โลกนี้ทั้งโลก รวมทั้งตัวเราด้วย. ฉะนั้นเรื่อง อนุปุพพิกถา ทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลกนี้ เป็นเรื่องใหญ่ จนต้องพูดกันมากมาย, มีอุปสรรคนานาชนิด ที่เป็นข้าศึกของบรมธรรม, เป็นอุปสรรคของบรมธรรม, กระทั่งโลกกำลังใช้สิ่งที่มีประโยชน์ไป ในทางที่เป็นโทษ. เช่นใช้สื่อมวลชนที่แสนจะมีประโยชน์นี้ ไปในทางที่เป็นโทษ ทำลายโลกเสียเองอย่างนี้ เป็นต้น. นี่ใครจะเป็นผู้มีอนุปุพพิกถาอันนี้แทนโลก, หรือว่าคนทั้งหมดในโลก จะมี ความรู้อย่างนี้ได้อย่างไร ? และเป็นปัญหามหาศาล คือการพูดกันไม่รู้เรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของโลก แต่การที่โลกอยู่ในฐานะที่พูดกันไม่รู้เรื่อง, ภาวะที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ของชาวโลกทั้งหมดนี้ คุณจะต้องมองเห็นด้วย จึงจะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่าง สมบูรณ์ หรือทั่วถึง, ถูกต้องทั่วถึง. เราไม่พูดเรื่องของเราคนเดียว เพราะว่าการทำอย่างนั้นเป็นวิสัยของคนที่มี จิตใจแคบ เห็นแก่ตัว. และอีกทีหนึ่งก็คือ การพูดถึงเรื่องของคนทั้งโลกนี้ จะช่วย
น.60 ให้เข้าใจเรื่องของเราคนเดียวโดยเฉพาะนี้ได้ง่ายเข้า. เพราะฉะนั้นเราพูดกันถึงเรื่องของ คนทั้งโลก หรือของสัตว์ทั้งปวงนี้ดีกว่าที่จะพูดถึงแต่เรื่องของเราคนเดียว ซึ่งอยู่ใน วงแคบที่ขังตัวเองในที่จำกัด แล้วเราก็มองเห็นอะไรไม่ได้. เพราะฉะนั้นถ้าเรามองเห็นถึง ขนาดที่เรียกว่า เห็นคนทั้งโลกจมโคลนอยู่ในหนอง ๆ หนึ่ง ก็เข้าใจได้ง่ายกว่า หรือว่า เข้าใจได้ทันที รวมทั้งเรื่องของเราเองด้วย. ในหนองที่เต็มไปด้วยโคลนหนองนี้ก็คือ ลัทธิวัตถุนิยม บูชาวัตถุนิยม, ความสุขทางวัตถุหรือเนื้อหนัง. นี่ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่าอย่ามองอยู่ในขอบเขตที่จำกัด เหมือนเขียดตัวเล็ก ๆ รู้จักแต่แอ่งน้อย ๆ ที่เกิดจากรอยสัตว์ เช่นรอยวัว รอยควาย เป็นต้น มันจะมองเห็นอะไร ไม่ได้ มันต้องมองเห็นโลก, มองเห็นเหตุให้เกิดโลก, มองเห็นความดับของโลก, เห็น ทางให้ถึงความดับของโลก ; นี่เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าท่านใช้. และท่านยังตรัสว่า :- "โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับของโลก, ทางให้ถึงความดับของ โลก, ทั้ง ๔ อย่างนี้ตถาคตบัญญัติไว้แล้วในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง คือใน ตัวคนที่ยังเป็น ๆ ยังไม่ตายนี้". ในตัวคนที่ยาวประมาณวาหนึ่งนั้นมี ๔ อย่างนี้อยู่ครบ คือโลกก็ดี, เหตุให้เกิดโลกก็ดี, ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับสนิท แห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ. นี่เรียกว่า โลกทั้งโลกอยู่ในหนองของวัตถุนิยม, อยู่ในขอบเขตอันเล็กที่เรา จะมองเห็นได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทั้งหมดนี้จะมองดูเห็นได้ที่ร่างกายอันยาว ประมาณวาหนึ่งนี้เท่านั้น. หมายความว่าโลกทั้งหมด กับสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับ โลกทั้งหมดนั้น มองเห็นได้จากร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. นี้เป็นขั้นที่ เรียกว่า รู้ความจริง รู้อริยสัจจ์ รู้บรมธรรม ซึ่งผ่านมาโดยวิธีของอนุปุพพิกถา เห็น มาตามลำดับ ๆ ตามลำดับ ๆ จนเศร้าจนสลด ในความโง่ ความหลงของตัว, แล้ว พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ หรือความรู้อันใหม่.
น.61 ถ้าคุณทุกองค์อยากจะรู้ธรรมะจริง ไม่ใช่เพียงแต่เรียน ๆ อย่างหนังสือ หรือ วรรณคดีนี้ คุณจะต้อง พยายามให้มากที่สุด ที่จะมองชีวิตในด้านใน. มีเวลาว่าง เมื่อไรมองชีวิตในด้านใน ที่เกี่ยวกับอนุปุพพิกถา อย่างที่ว่ามาแล้วนี้. เรียนจากข้างใน คือเรียนจากร่างกายยาววาหนึ่ง เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสนั้น, ไม่เท่าไรคุณก็จะเห็น ธรรมะและรู้ธรรมะ. ส่วนที่เรียนอย่างปรัชญา อย่างวรรณคดีในห้องเรียนนั้นก็เรียนไป, เรียนไปเพื่อประโยชน์ทางนั้น ประโยชน์อย่างนั้น, ไม่ทำให้เห็นธรรมะได้. แล้วเรา ก็อาศัยแนวนั้นแหละมานั่งดูกันใหม่ในอีกแง่หนึ่ง. ดูชีวิต ดูความทุกข์ ดูความเป็นไป ของความทุกข์ ที่สัมพันธ์กันอยู่กับชีวิตนี้จนเกิดอาการของ อนุปุพพิกถา, เมื่อนั้นก็จะรู้ ธรรมะเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใด เห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" เดี๋ยวนี้เรามัวเมากันแต่ในเรื่องปริยัติ คือการศึกษา ในแง่ของวรรณคดี ของภาษา ของปรัชญา ของอะไรไป; เรียนพุทธศาสนาอย่างนี้ ยิ่งเรียน ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา มันต้องเรียนชีวิต เรียนตัวชีวิต ; ไม่ใช่เรียนตัวพุทธศาสนา แต่ ต้องเรียนตัวชีวิต ต้องเรียนตัวความทุกข์ที่เต็มอยู่ในตัวชีวตนั้น จึงจะรู้พุทธศาสนา. ฟังดูไม่น่า เชื่อที่ว่า ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา, แต่ถ้าไปเรียนตัวชีวิต กลับจะรู้ พุทธศาสนา. นี่ เอาไปคิดดูให้เข้าใจความข้อนี้ ถ้ามองเห็นความจริงของความข้อนี้แล้ว คุณจะทำได้สำเร็จในการที่จะรู้พุทธศาสนาหรือรู้บรมธรรม ที่ผมเรียกว่า พูดกันรู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในภาวะที่พูดกันไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง เพราะมัวแต่เรียนปรัชญา เรียนวรรณคดี เรียนกระทั่งอะไรที่ยาก ๆ เป็นจิตวิทยา เป็นอะไรไปโน่น, ไม่เป็นตัว ธรรมะเลย ; นี้จึงพูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ร่ำไป. และยิ่งเรียนอย่างนี้ยิ่งปิดบัง อนุปุพพิกถา. หมายความว่า เรียนเป็นผู้แตกฉานในทางวรรณคดี ในทางปรัชญาของพุทธศาสนา ได้ รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ สอนวิชาความรู้ในมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับวัฒนธรรม
น.62 ตะวันออกอะไรนี้ มันก็ไปกันใหญ่, มันก็ลืมตัวไปใหญ่เสียเลย. นี้ไม่เป็นอนุปุพพิกถา คือไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวช, มันกลับเพิ่มความเพลิดเพลินหลงใหล หรือความ ลืมตัวไปทางโน้น. เดี๋ยวนี้ถึงพระเณรในเมืองไทยนี้ก็เหมือนกัน เรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้ พุทธศาสนา ยิ่งลืมตัว เป็นผู้เก่ง ผู้ดี เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้อะไรไปเสียเรื่อยๆ จึงไม่มีทางจะรู้เห็นธรรม. ยิ่งเรียน ยิ่งโมโหจัด ยิ่งเรียนยิ่งโทโสจัด ยิ่งกระด้างจัด ถือตัวจัด ; มันจึงไกลออกไปทุกที, ไกลออกไปทุกที, เป็นผู้ที่เรียกว่าจมโคลนอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจมโคลน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะขึ้นจากโคลน. อย่าพูดถึงว่า นั่งดู เขาอยู่ที่ปากหนองไม่ต้องลงไปในโคลน ก็รู้ได้ ; มันยังไกลกันมากถึงขนาดที่เรียกว่า จมโคลนอยู่ก็ไม่รู้ว่าจมโคลนอยู่, ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง. ทีนี้ ที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า การชี้ให้ดูโทษของวัตถุนิยม มันหลีกไม่พ้นที่จะ ถูกหาว่าเป็นการค่า ; แต่ที่แท้มันอันนี้เอง, ความสำคัญอยู่ที่อันนี้เอง. ที่เราพูดกันมา เป็นวรรคเป็นเวร จนจะถูกเขาหาว่าตั้งกองค่ามนุษย์ นี้ ก็คือต้องการจะชี้ให้เห็นโทษ ของวัตถุนิยม, จะสร้างอนุปุพพิกถา คือการเห็นโทษ เห็นอาทีนพของวัตถุนิยม ขึ้นมาให้ได้. เพราะฉะนั้นจึงชี้ชวนกันไปในทุกแง่ทุกมุม ให้เกิดความเห็นแจ้งใน อาทีนพ คือความเลวทรามของกามารมณ์คือวัตถุนิยมนี้ให้จนได้, เพราะมันไม่มีทางอื่น ที่จะผ่านไปได้ นอกจากทางนี้. ด่านที่จะต้องผ่านไป จะต้องตีให้แตกหักออกไป มันก็มีแต่ทางนี้ ฉะนั้นผมจึงพูดมาก จนคนเขาจะคิดว่า ผมนี้เกิดมาสำหรับค่า หรือว่า อะไรทำนองนั้น. ผมถูกด่าคนเดียวไม่เป็นไร คุณเอาไปคิดก็แล้วกัน, เอาไปคิดให้เห็นประ- โยชน์ เห็นโทษของวัตถุนิยม, ว่ามันมีประโยชน์จริงไหม? มีอย่างไร ? มีเท่าไร ? เห็นโทษว่ามีเท่าไร ?
น.63 เกี่ยวกับประโยชน์ หรือเกี่ยวกับโทษนี้ มันก็มีความหมายต่าง ๆ กันอีก : ถ้าตามแบบของผม, โทษนั้นแหละคือประโยชน์; แต่คนอื่นคงไม่เห็นด้วยอีก ตามเคย ที่พูดว่า โทษนั่นแหละคือประโยชน์. ผมว่า ความทุกข์นั่นแหละดีกว่าความสุข, เพราะมันสอนเราได้ดีกว่า. เรามีความสุขเราก็มัวเมาเพลิดเพลินเป็นบ้าไปเลย ; ถ้าเรา มีความทุกข์เราก็คิดมาก, เราก็หาทางที่จะดับทุกข์, เราก็ฉลาดขึ้นมา. อนึ่ง ผมพูดว่า ความเจ็บไข้นั่นแหละดี, ดีกว่าความสบาย. นี่เขาสั่นหัว เขาก็ว่าผมบ้าแล้ว. แต่ข้อนี้ผมหมายความว่า ความเจ็บไข้ หรือเวลาที่เราเจ็บไข้ นั้นแหละเป็นเวลาที่เราจะรู้ธรรมะ, เรามีจิตใจพร้อมที่จะรู้ธรรมะเมื่อเรานอนเจ็บอยู่ ; เวลาเราสบายเราก็ไปเล่นไปหวัวไปทำอะไรกันหมด. เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายไม่คิดว่า เวลา เจ็บไข้นั่นแหละเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะรู้ธรรมะ เขาก็ไม่คิดที่จะรู้ธรรมะในเวลาเจ็บไข้ มัวแต่เอาเวลาไปกลัวเสีย เอาไปร้องไห้เสีย เอาไปวิตกกังวลอย่างอื่นเสียจนตายไปเลย. แต่ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้องกันในข้อนี้ ก็ถือโอกาสที่เหมาะสมที่สุดที่จะรู้ธรรมะ, คือ เวลาที่มีความทุกข์ มีความเจ็บไข้ มีอะไรนี้ เป็นเวลาที่รู้ธรรมะ, ที่เขาเรียกว่า โทษ นั้นก็กลายเป็น ประโยชน์ ขึ้นมาทันที, เหมือนกับเมื่อเราไปจมอยู่ในกองไฟของวัตถุนิยม พักหนึ่ง มันต้องทำให้เป็นประโยชน์ คือให้รู้จักวัตถุนิยม แล้วก็มีจิตใจสลดสังเวช เห็นอาทีนพของวัตถุนิยม, แล้วก็ถอยหลังขึ้นมา หาทางรอดพ้นได้. นี่แหละ เมื่อเรามีสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนี้ เป็นปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ในเวลานี้ ในโลก ฉะนั้นเราก็เอาวัตถุนิยมนั่นแหละเป็นอะไรทั้งหมดเลย สำหรับศึกษา, สำหรับ เห็นโทษ ถือเอาประโยชน์จากสิ่งที่เป็นโทษให้ได้. วัตถุนิยมมันทำลายความสงบสุข อย่างไร ? มันเป็นโทษอย่างไร ? เราก็ถือเอาข้อนั้นแหละเป็นการ ทำความเข้าใจในเรื่อง วัตถุนิยม, เพื่อที่จะเอาชนะมันให้ได้. เพราะฉะนั้นอุปสรรคทั้งหลายนั่นแหละ มีประโยชน์ทำให้เราเก่ง ทำให้เราสามารถ ให้เราเข้มแข็งให้เรามีสมรรถภาพ เพื่อจะทำลาย
น.64 อุปสรรคนี้. เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมาไม่มีอุปสรรคเลย มันก็โง่ตาย, ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น. ที่นี้ชีวิตมันเต็มไปด้วยอุปสรรคนานาชนิด ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งทางจิต ทั้งทางร่างกาย, เพราะฉะนั้นเราจึงเติบโตขึ้นมาด้วยความเฉลียวฉลาด เพราะมันเต็มไป ด้วยวัตถุที่เป็นอุปสรรค, เต็มไปด้วยอุปสรรค. เราฉลาดที่จะต่อสู้อุปสรรคมาเรื่อย ๆ จนมาเป็นเนื้อเป็นตัวอยู่เวลานี้ ; นี่เป็นบุญคุณของอุปสรรค. เพราะฉะนั้น จงต้อนรับความทุกข์ หรือโทษ หรืออุปสรรคให้ถูกวิธี. อย่าไปมัวเสียใจเป็นทุกข์ ร้องไห้ หรือว่าคิดเตลิดเปิดเปิงไป ในทางไม่เอาดีกันแล้ว กลายเป็นเอาตามสบายใจ อย่างนี้ผิดหมดเลย. ต้องต้อนรับมันมาในฐานะที่เป็นบทเรียน เป็นบทเรียนที่ต้องศึกษาให้ดี, ต้องเข้าใจให้ได้, แล้วก็เอาชนะมันให้ได้; มันมาเพื่อ ให้เราเรียน, มันมาเพื่อให้เราสอบไล่ได้, มันมาเพื่อให้เราชนะมัน. เพราะฉะนั้นการ ที่เรา พูดกันถึงเรื่องวัตถุนิยม และเรื่องการที่โลกกำลังจมปลักอยู่ในวัตถุนิยม จนถูก หาว่าเป็นผู้ค่าไปอย่างนี้ ก็ต้องถือเอาอันนี้เป็นอุปสรรคที่จะต้องฟันฝ่า ให้ผ่านพ้นไป เหมือนกัน, เพื่อจะช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พูดกันรู้เรื่อง, ไม่ใช่เพื่ออะไร. ที่ยินดีที่จะ ต้องถูกด่าหรือเผชิญกับการถูกด่านี้ ก็เพื่อจะช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พูดกันรู้เรื่อง ; ปัญหา มันอยู่ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง. ฉะนั้นเราจะยินดีในการถูกด่า ; ยิ่งกว่านั้นก็จะขยายการด่านี้ให้มันใหญ่หลวง มากขึ้น คือพูดจากันให้มันแตกหักออกไป ให้มันกว้างขวางออกไป ให้เป็นที่เข้าใจกัน ทั้งโลก. คำว่า "ด่า" ตามความหมายของพระพุทธเจ้า คือ "ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ขนาบแล้ว ขนาบอีก; ผู้ใดมีแก่นผู้นั้นจักเหลืออยู่" . เราจะขยายการค่าทำนองนี้ ออกไปเรื่อย จนกระทั่งในโลกนี้มันเต็มไปด้วยความรู้เรื่องอนุปุพพิกถา ; ให้ชาวโลก รู้เรื่องอนุปุพพิกถาของวัตถุนิยมได้เป็นอย่างดี ; ให้ชาวโลกเขาเห็นมาตามลำดับ ๆ ว่า วัตถุนี้สร้างขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไร ? มีผลเป็นกามารมณ์อย่างไร ? แล้วหลงจม
น.65 ติดอยู่ในกามารมณ์อย่างไร ? มีอะไรเกิดขึ้นจากความหลงอันนั้น ? โลกลุกเป็นไฟ อยู่เสมอนี้เพราะเหตุอะไร? นี่การค่าตามวิธีของพระพุทธเจ้านี้จะทำให้มองเห็น ในสิ่ง ๆ นี้ ให้ได้รับประโยชน์ในสิ่ง ๆ นี้. เราพูดกันมามากแล้ว และหลายครั้งหลายหนแล้วสำหรับอุปสรรคในฐานะที่ เป็นอุปสรรคของการเข้าถึงบรมธรรม. นี้เรียกว่าเรามุ่งหมายจะทำลายภูเขาหิมาลัย ซึ่ง มันใหญ่โตมาก, มันจะยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัยในอินเดียเสียอีก. ภูเขาแท่งทึบทางวัตถุนั้น ก็ใหญ่มากอยู่แล้ว, แต่ภูเขาหิมาลัยในทางวิญญาณนี้ ยังใหญ่ ยังหนา ยังเหนียวแน่น ยังอะไร ๆ ยิ่งกว่านั้น. มันก็ต้องมีความมุ่งหมาย ที่จะพังทลายมันให้ได้, เราจึงเสีย เวลาพูดกันมากครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้. เรื่องอุปสรรคของการเข้าถึงบรมธรรมนี้พูดไว้ใน แง่ต่าง ๆ กัน หลายครั้งหลายหนแล้ว, แล้วก็รู้สึกว่าจะพอกันที แล้วจะได้พูดต่อไปถึง ข้อที่ว่า เมื่อมันไม่มีอุปสรรคอันนี้แล้ว เราจะทำกันต่อไปอย่างไร จึงจะก้าวหน้าต่อไป. สรุปความของการพูดกันเป็นวรรคเป็นเวรในข้อนี้ก็เพื่อว่า จะให้คนทั้งโลก รวมทั้งตัวเราด้วย เห็นอาทีนพ คือความเลวทรามของลัทธิวัตถุนิยม คือการบูชาวัตถุ และความสุขทางวัตถุ ที่รวมเรียกสั้น ๆ ว่าเนื้อหนัง อันเป็นเครื่องปิดกั้นบรมธรรม ขวางทางของบรมธรรม. นี่ขอให้ทุก ๆ องค์เอาไปคิดดูให้ดี ๆ , เอาไปคิดดูให้ดี ๆ ในฐานะที่เป็น นักศึกษาของสถาบันการศึกษาที่เรียกว่าสูงสุด, ก็ต้องรู้สิ่งที่สูงสุดกันบ้างเป็นธรรมดา. มิฉะนั้นก็ป่วยการที่จะเรียกว่านักศึกษา, รู้แต่เรื่องที่จะหลับตาจมลงไปในโคลน ในหนอง ที่เต็มไปด้วยโคลน เหมือนอย่างที่โลกกำลังเป็นอยู่ ในหนองที่เต็มไปด้วยโคลนของ ความลุ่มหลง และความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน. เวลาของเราก็หมดลงแล้ว
Buddhadasa