Buddhadasa.org

บรมธรรม ภาคปลาย ครั้งที่ ๒๔ — บรมธรรม ในฐานะเป็นที่หยุดการดิ้นรนของจิต

บรมธรรม ภาคปลาย —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.66 วันนี้ จะได้พูดถึง บรมธรรมในฐานะเป็นที่หยุดแห่งการดิ้นรน ของจิต. "บรมธรรม" นี้ ต้องหมายถึงสิ่งที่เรียกในพุทธศาสนา ว่า นิพพาน หรือที่เรียกในจริยธรรมสากลว่า ความสุข (happiness) นี้เสมอไป. ความดิ้นรนแห่งจิต นี้เป็นภาษาธรรมดา ที่พูด เพื่อจะให้มองเห็นง่ายๆ ถ้าเรียกตามภาษาศาสนา ภาษาบาลี ก็ได้แก่ตัณหา. เราใช้ภาษาธรรมดาพูดกันมาตลอดเวลา เพราะว่าต้องการให้เข้าใจและรู้จัก ไม่ใช่เพียงแต่ให้ได้ยินชื่อ แล้วจำไว้ ซึ่งไม่ค่อยจะมีประโยชน์. เพราะฉะนั้นจึงได้หา วิธีพูดด้วยถ้อยคำ หรือภาษาธรรมดาสามัญที่สุด เพราะต้องการให้ผู้ฟังทุกคนเข้าใจและ มองเห็นตัวจริงของสิ่งนั้น ๆ, ไม่ใช่ให้จำชื่อจำเรื่องราวในพระคัมภีร์อะไรทำนองนั้น ; ขอให้สังเกตไว้ให้ดี ๆ. ๔๒๖

น.67 เมื่อครั้งที่แล้วมา เราพูดถึงภาวะของการที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็หมายถึงการที่มี มูลเหตุมาจากที่ไม่ได้สังเกต หรือไม่รู้จักสิ่งที่เป็นอยู่ในใจจริง ๆ และเป็นสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว ในชีวิตของเรา จนรู้จักมันดี. ถ้าคุณจะสังเกตดูให้ดี ก็จะเห็นได้ว่า เราพูดกันในรูป ของจิตวิทยาโดยตรง, จะเป็นจิตวิทยานอกตำราของคนสมัยนี้ก็ได้ แต่นั่นไม่สำคัญ ; สำคัญอยู่ตรงที่ว่ามันต้องเป็นเรื่องที่มองเห็นจริง ๆ ตามที่มันเป็นอยู่ในจิต หรือเป็นไปใน จิตจริง ๆ. สำหรับคำว่า "จิตวิทยา" นี้ มันกำกวมมาก. เดี๋ยวนี้มักจะเล็งไปถึงเครื่องมือ ที่จะให้สำเร็จประโยชน์ตามที่ตัวต้องการเสียมากกว่า เช่นพูดว่า ใช้จิตวิทยาในกรณีนั้น ในกรณีนี้ เหมือนเป็นอุบายซึ่งบางทีก็คดโกงด้วย. ส่วนคำว่า จิตวิทยาในพุทธศาสนา หรือที่เรากำลังจะพูดนี้ เราหมายถึง จิตวิทยาบริสุทธิ์ คือตามธรรมชาติ ที่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาติ ซึ่งเราจะต้องเข้าใจมัน. เราจะต้องเข้าใจมัน แล้วก็เข้าใจเพื่อจะ ปฏิบัติ เพื่อดับความทุกข์. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติทาง ศีลธรรม หรือทางศาสนา. คำว่า moral นั้น ในกรณีอย่างนี้หมายถึงทั้งทางศีลธรรม และทั้งทางศาสนาตามที่เขาใช้อยู่ ; moral - practice นี้ก็หมายถึงเป็นทั้งทางศีลธรรมและ ทางศาสนา. จิตวิทยาชนิดใดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติในทางศีลธรรม และทางศาสนานี้ เรา จะต้องสนใจเป็นพิเศษ. ส่วนจิตวิทยาเพื่อประโยชน์แก่การเมือง เป็นอุปกรณ์ของการ ใช้อุบายในทางการเมือง ทางแสวงหาประโยชน์นั้น เราจะถือว่าเป็นอันธพาลด้วยซ้ำไป ; ไม่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรากำลังพูด. นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องธรรมชาติของจิต คือลักษณะธรรมชาติธรรมดาของจิต หรือเรื่องพฤติของจิต คือการที่ถูกปรุงแต่ง, แล้วเปลี่ยนแปลง, แล้วเป็นไป; นั้น เป็นเรื่องโดยตรงที่เราจะต้องเข้าใจ ; เพราะว่าความสุข หรือความทุกข์นี้ มันขึ้นอยู่ กับจิตเพียงสิ่งเดียว ฉะนั้นต้องรู้ลักษณะที่เป็นธรรมชาติธรรมดาของจิตให้เพียงพอ.

น.68 วันนี้เราจะพูดกันในแง่ที่ว่า ความดิ้นรนของจิต ที่เรียกในภาษา ศาสนาว่า ตัณหา. แล้วก็จะมองดูแต่เฉพาะในแง่ที่ว่า ภาวะที่หยุดแห่งความดิ้นรน ของจิตคือ บรมธรรม. ถ้าเป็นการหยุดดิ้นรนชั่วขณะหรือเล็กน้อย, ก็เป็นบรมธรรม เล็กน้อยชั่วขณะ หรือเป็นเพียงตัวอย่าง ยังไม่สมบูรณ์ ; แต่มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือกล่าวรวม ๆ กันลงไปได้ว่า มีภาวะที่เป็นความหยุดดิ้นรนของจิตเมื่อไร ก็แปลว่ามี สิ่งที่เรียกว่า บรมธรรม คือ ความสุข หรือ นิพพานเมื่อนั้น ; เป็นอย่างชั่วครู่ชั่วขณะ ชิมลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ หรือว่าเป็นอย่างเต็มที่คือถาวรจริง ๆ ก็ได้ แต่เราจะต้องจับ หลักให้ได้เสียอย่างหนึ่ง ว่ามันเป็นภาวะที่หยุดหรือดับของความดิ้นรนของจิต. เพราะ ฉะนั้นขอให้คุณพยายามพังเรื่องนี้ให้ดีให้เข้าใจ, เพื่อจะเข้าใจเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง อริยสัจจ์. ภาวะที่จิตหยุดดิ้นรน มีได้เมื่อไร ? ที่ไหน ? เวลาไร? นี้เราต้อง ศึกษา เพราะว่านั่นแหละมันจะเข้าใจคำว่า "ดับทุกข์" หรือคำว่า "นิพพาน" ความดิ้นรนมีความหมาย ๒ ความหมาย อย่างแรกคือ ดิ้นรนในชีวิตประจำวัน ในวันหนึ่งมีความดิ้นรนหลายชนิด หลาย ๆ รอบอย่างนี้ก็มี ; อย่างที่สอง คือ ดิ้นรน ชนิดที่มันข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปี ข้ามชาติ ; หมายถึงผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องการ เกิดใหม่ หลังจากการตายเข้าโลงแล้วเกิดใหม่นั้น ; ความที่จิตจะต้องท่องเที่ยวไป ใน กระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดทำนองนั้นก็เรียกว่า ความดิ้นรน ได้เหมือนกัน. อย่างที่ ภาษาพูดในทางศาสนาว่า "จิตท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร ด้วยความหวังด้วยความอยาก, และต้องดิ้นรนเรื่อยไป จนกว่าจะพบพระนิพพาน" อย่างนี้เป็นการกล่าวตามความหมาย หนึ่ง ซึ่งถือว่าเรื่องชาติ เรื่องอะไรนี้เป็นเรื่องยืดยาว กินเวลานาน ; เป็นการกล่าว ตามสมมุติว่าคน ๆ หนึ่งเกิดมาที่หนึ่ง ตายไปที่หนึ่ง แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ตายอีก ; นี่พูดตามภาษาคนธรรมดา.

น.69 ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่ง เป็นภาษาทางศาสนาโดยเฉพาะ ทุก ๆ อย่างนั้น มันหมายถึงขณะจิตหนึ่งเท่านั้นเอง, เรื่องนี้ก็ต้องพูดกันให้ละเอียดข้างหน้าถ้ามีเวลา, เขาเรียกว่า "ขณิก" กับ "อขณิก". ขณิกะแปลว่าประกอบอยู่ด้วยขณะ. ประกอบ อยู่ด้วยขณะหนึ่ง ๆ. ถ้าพูดภาษา หรือวิธีของขณิกะ ขณิกวาท ก็พูดว่า คนเรานี้เป็น คนอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่ง ขณะจิตหนึ่งเท่านั้น หมายความว่า คน นี้มันขึ้นอยู่กับจิต เมื่อ จิตนี้เกิดดับ ๆ คน นี้ก็เกิดดับ ๆ นี่ขณิกะอย่างนี้มันเร็วมาก. นี่จะเป็นพุทธศาสนา จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงจิตวิทยาของอาจารย์บางพวกเท่านั้น ในสมัยนั้นเท่านั้น ก็เป็นไปได้. แต่ถ้าเราพูดตามหลัก logic ก็พูดได้เหมือนกัน ว่าคนเรานี้ก็ดี ชีวิตก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี, มันชั่วขณะจิตหนึ่ง ๆ เท่านั้น ; พอหลังจากขณะจิตหนึ่ง ไปแล้วเราเรียกว่าอันใหม่แล้ว อันอื่นแล้ว หรือคนอื่นแล้ว ชีวิตอื่นแล้ว เป็นเรื่องอื่น ไปแล้ว. ผมเห็นว่าอย่างนี้เป็นเรื่องภาษาจิตวิทยา หรือโดยตัวหนังสือที่ละเอียดมาก เกินไป อยากจะให้ยาวออกไปกว่านั้นอีกนิดหนึ่ง คือว่า ชีวิตหรือความเป็นคนนี้มันอยู่ ตรงที่ว่าเรามีความคิดว่าเราเป็นคน, หรือเป็นตัวเรา เป็นตัวกูครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง ชีวิตหนึ่ง ; มันอาจจะกินเวลาหลายนาที หรือว่ายาวไปตั้งชั่วโมงก็ได้ กว่าจะเปลี่ยนความคิดเรื่องนั้น. แม้จะพูดอย่างนี้ก็เป็นขณิกวาทอยู่ดี, คือไม่ได้เอา ร่างกายตามสมมุตินี้เป็นประมาณ ว่า มีอายุอยู่ราว ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี แล้วก็ตายไป นี้เป็นชาติหนึ่ง ; นี่เราไม่พูดอย่างนั้น. ถ้าพูดอย่างนั้น ก็เป็นอขณิกวาท, คือมัน เป็นตุ้น เป็นก้อน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวเป็นตนอะไรไปเลย ; แล้วอันนั้นก็ยังจะ ต้องเวียนเกิดต่อไปอีก ไม่ได้ดับไปตามร่างกาย. ถ้าอย่างนี้เรียกว่าเป็นอขณิกวาท คือถือ ว่าเป็นสัตว์บุคคล ตัวตนอันเที่ยงแท้ถาวร คุณต้องจำไว้ด้วย คำว่า "อขณิกวาท" กับ "ขณิกวาท",

น.70 ถ้าพูดว่า คน นั้นไม่ได้เป็นคุ้นเป็นก้อน เป็นตัวเป็นตน ที่เที่ยงแท้ถาวร อย่างนั้น, มันเป็นการประกอบปรุงกันขึ้นของความคิดชั่วขณะ ๆ เสมอไป. ถ้าซอย อย่างละเอียดมันก็เป็นไปเพียงเท่ากับขณะจิตหนึ่ง ๆ ขณะจิตหนึ่งๆ, แล้วไม่สำเร็จประโยชน์ ในการปฏิบัติธรรม. การปฏิบัติธรรมมุ่งหมายจะให้ถือว่าเมื่อเกิดอุปาทานยึดมั่นว่า ตัวเรา ว่าของเราขึ้นมาครั้งหนึ่งละก็ เรียกว่าชาติหนึ่ง. สังเกตได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า มันจะต้องเกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นกิเลสขึ้นมา, เช่นเกิดความโลภขึ้นมา เกิดความโกรธ ขึ้นมา เกิดความหลงใหลขึ้นมา ในเรื่องหนึ่ง ในกรณีหนึ่ง ก็เป็นชาติหนึ่งขึ้นมา ; เรียกว่าคน ๆ นั้นได้เกิดขึ้นมาแล้ว กำลังโลภอยู่ โกรธอยู่ หลงอยู่ อะไรก็ตาม แล้วก็ ดับไป, จนกว่าจะเกิดอันใหม่ขึ้นมาอีก; ช่วงนี้เรียกว่าชาติหนึ่ง. ตามความเข้าใจของผมที่ตรวจสอบดูอย่างละเอียดลออ เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว รู้สึกว่าคำว่า "ชาติ" ชนิดนี้แหละ คือชาติที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายว่ามันเป็นทุกข์ ; เช่นตรัสว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ อะไรก็ตาม, นี้หมายถึงชาติคือความ เกิดขึ้นแห่งตัวกู-ของกู เป็นอุปาทานใน concept ครั้งหนึ่ง ๆ นี้ เพราะฉะนั้นวันหนึ่ง ๆ เกิดได้หลายชาติ. ถ้าเราเรียกชีวิตหรือชาติในความหมายอย่างนี้ เขาเรียกว่า ขณิกวาท คือ คำพูดหรือความเข้าใจก็ตาม ที่พูดว่ามันประกอบอยู่ด้วยขณะ ๆ เท่านั้น, ไม่ได้เป็น เที่ยงแท้ถาวร คนเดียว ตัวเดียวตลอดสาย จนอายุ ๑๐๐ ปี เข้าโลงไป ก็ยังไม่ได้ดับ ยังต้องไปเกิดอีกอย่างนั้น ; อย่างนั้นมันไม่ได้เป็นขณะ ๆ มันเป็นตัวตนที่ถาวร. อย่างนี้ ก็เรียกง่ายๆ ว่าอขณิกวาท คือไม่ได้พูดว่ามันเป็นขณะ ๆ มันเป็นสัตว์บุคคล ตัวตน ที่เที่ยงแท้ถาวร ; นั่นจะทำให้ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตนหนักแน่น เป็นของเที่ยง เป็น ตัวตนไปเลย. แต่ถ้ามองเห็นในฐานะเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยขณะ ๆ มันก็เห็นเป็นตัว เป็นตนไปไม่ได้ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี มันก็มีความรู้สึกที่เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ได้. ทีนี้เราจะดูความดิ้นรน ที่มันดิ้นรนอยู่อย่างละเอียดอย่างไรในวันหนึ่ง ๆ ซึ่ง มุ่งหมายในที่นี้. ความดิ้นรนตามความเชื่อของคนที่เชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก ตายแล้วเกิด

น.71 อีกนี้ มันก็เป็นความดิ้นรนเหมือนกัน ; พูดอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็ว่าดิ้นรนไปจนกว่าจะ นิพพาน. ทีนี้ที่ว่าความดิ้นรนของจิต คือสิ่งที่เรียกว่าตัณหาหรือความอยาก ตรงนี้ ต้องฟังดูให้ดีว่า คำว่า "ดิ้นรน" กับคำว่า "ความอยาก" นี้มันเป็นอันเดียวกัน หรือเปล่า. โดยตัวหนังสือมันอาจจะไม่เป็นอันเดียวกัน, แต่โดยพฤติการณ์แท้จริง มันก็คือเป็นสิ่ง เดียวกัน ; เพราะความอยากนั้นมันอยู่นิ่งไม่ได้ มันต้องดิ้นรน. เพียงแต่จิตคิด นั้นก็คือดิ้นรนแล้ว เป็นความดิ้นรนทางจิต. ถ้ามากกว่านั้น มันก็แสดงออกมาทาง ร่างกาย ทางวาจา เป็นการกระทำที่เป็นการดิ้นรนของกายของวาจา เป็นการกระทำ. ความดิ้นรนนี้มันตั้งต้นขึ้นจากจิต เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอันเดียวกับ สิ่งที่เรียกว่า ความอยากหรือตัณหา. ความอยากนี้มาจากความโง่, ความดิ้นรนมาจาก ความโง่ ; ถ้ามาจากสติปัญญาควรจะใช้คำอย่างอื่น เพื่อว่าไม่ปนกัน. เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงดิ้นรน หรือ อยาก ชนิดที่เป็นตัณหา ก็หมายความว่า มาจากความโง่ มา จากความไม่รู้ว่าอันนั้นเป็นอะไร, มันก็ต้องดิ้นรนไปตามอำนาจของความไม่รู้. ในวันหนึ่ง ๆ มันก็เป็นว่าดิ้นรนเพื่อจะกิน, หลังจากกินก็ดิ้นรนไปในเรื่องกาม. เรื่อง กินกับเรื่องกาม นี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน : เรื่องกินเป็นเรื่องตามธรรมชาติมากกว่า, เรื่อง กามนี้เป็นเรื่องของกิเลส. หลังจากกามก็ดิ้นรนไปเรื่องเกียรติ คือเกียรติยศ ชื่อเสียง เรื่องอะไรต่าง ๆ. หลังจากเกียรติ เบื่อเข้ามันก็อยากจะเล่น, หลังจากเล่นมันก็เหนื่อย ขี้เกียจหรือง่วงนอน ; ไม่อย่างนั้นมันเหนื่อยก็อยากจะพัก แล้วมันก็ต้องพักด้วย. มัน สิ้นกำลังมันก็ต้องพัก ไม่พักมันก็ตาย ; นี่พูดกันง่ายๆ อย่างนี้. นี่ คุณลองดูกระแสแห่งความดิ้นรนซิ มันดิ้นรนไปใน เรื่องกิน เรื่อง ถาม เรื่องเกียรติ เรื่องเล่น แล้วก็เหนื่อย แล้วก็พัก. ขณะที่มันดิ้นรนไปใน เรื่องกามารมณ์ เราเรียกมันว่า กามตัณหา, เมื่อมันดิ้นรนไปในเรื่องเกียรติ จะเป็นนั่น เป็นนี่ อย่างนั้นอย่างนี้ ตามธรรมดาสามัญนี้ก็เรียกว่า ภวตัณหา ทั้งนั้น หรือความดิ้นรน

น.72 ไปในทางที่จะหยุด จะไม่เป็นอะไร จะไม่ทำอะไร เพราะมันเหนื่อยเต็มทีแล้ว ง่วงนอน แล้ว อยากนอนแล้ว นี่ก็พอจะเรียกได้ว่า เป็น วิภวตัณหา. ความดิ้นรนต่าง ๆ นี้ก็เป็นไปตามหลักทางศาสนา ที่เรียกว่าตัณหา ๓ ประการ เหมือนช้างกินน้ำ ๓ สระ ในภาพเขียนที่ฝาผนัง. ดิ้นรนไปในทางกามารมณ์, ดิ้นรน ในภาวะ คือภพ ในความมี ความเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง. เดี๋ยวมันก็ดิ้นรนไปทาง เป็นนั่นเป็นนี่, ดิ้นรนไปในทางไม่เป็นอะไรแล้ว มันเบื่อ มันเหนื่อย มันเอือม มันง่วงนอน หรือว่าเพราะมันเจ็บปวดเข้าก็ตามใจ. มันมีความหมายได้กว้างขวาง : เอา แต่ว่าถ้า ดิ้นรนเพื่ออร่อยในทางกามารมณ์ก็เป็นกามตัณหา. ดิ้นรนเพื่อเป็นอย่าง นั้น เพื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นภวตัณหา, ดิ้นรนเพื่อจะไม่เป็นอะไร กระทั่งอยาก ตาย อยากหยุด ก็เป็นวิภาตัณหา ไปหมด. ความดิ้นรนในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนอย่างที่ว่านี้ : เดี๋ยวเรื่องกิน เดี๋ยว เรื่องกาม เดี๋ยวเรื่องเกียรติ เดี๋ยวเรื่องเล่น เดี๋ยวเรื่องอยากจะหยุดสักที ; นี่ระยะ ที่อยากจะหยุดสักที นี้แหละเป็นระยะที่จะให้ความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าบรมธรรม. ไม่หยุด มันก็คือตาย, ไม่ได้พักมันก็คือตาย; เพราะฉะนั้นเราควรจะขอบใจ ความหยุด หรือ “หยุดพัก" อันเป็นความหมายของคำว่า บรมธรรม แล้วก็ต้องขอบใจบรมธรรม นั่นเอง ที่ช่วยให้ไม่ต้องตาย, หรือไม่ให้เป็นโรคเส้นประสาท ปวดหัวอยู่เหมือนคน บางคน หรือเป็นโรคจิต เป็นบ้าไปเลย เพราะความที่ไม่รู้จักหยุด หยุดไม่ได้. ฉะนั้นต้องเข้าใจคำว่า "หยุดดิ้นรน" ที่มีอยู่จริงในเนื้อในตัว ในชีวิต ประจำวันเป็นขณะ ๆ เป็นคราว ๆ ว่านี้ก็เป็นเค้าเงื่อนของบรมธรรม ; คือความหยุดพัก นั้น ทำให้มีความสุขบ้าง. ขณะที่ดิ้นรนนั้น ดิ้นรนเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, พอใจอยู่ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มันไม่ใช่ความหยุด. เหมือนคนโง่ ๆ

น.73 เขาพูดว่าไปดูหนังเพื่อพักผ่อน อย่างนี้เขาพูดไปตามประสาคนเป็นโรคเสพติดในสิ่ง เหล่านั้น. ทำงานเหนื่อยแล้วไปดูหนัง ว่าเป็นการพักผ่อน. ที่จริงไปรับการกระตุ้น ใจอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่หยุด หรือไม่ใช่การพักผ่อน. ถ้าจะพักผ่อนจริงก็ต้องมานอนหลับ ดีกว่า แทนที่จะไปดูหนัง. ในความหยุดที่พอสมส่วนกันนี้ ทำให้ชีวิตนี้ตั้งอยู่ได้ เป็น ปรกติอยู่ได้, เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจให้ดี ๆ. พูดทางวัตถุล้วน ๆ กันก็ได้ : เรากินอาหาร ของหวาน ของเค็ม ของเปรี้ยว แล้วก็มาของหวาน แล้วก็มาของมัน คุณฉันอาหารเช้า ๆ คุณก็ลองสังเกตดูอีกที พิจารณา เลย ปัจจเวกขณ์ดูให้ดี เดี๋ยวกินอย่างนี้ นี้เค็ม นี้เปรี้ยว นี้หวาน นี้มัน นี้ข้าว เรื่อย ๆ ไป ก็เหมือนกับดิ้นรน เปลี่ยนแปลงอย่างนั้นอย่างนี้; แล้วในที่สุดมาจบลงด้วย การกิน น้ำจืด ๆ แล้วก็อร่อยที่สุดในโลก ; น้ำจืดๆ กลายเป็นของที่อร่อยที่สุดในโลก เมื่อ คุณกินน้ำครั้งสุดท้ายหลังจากกินอาหารนั้น. นี่ไม่ใช่พูดกันแต่ปาก, ต้องสังเกตต้อง ศึกษาในแง่ของจิตวิทยาให้มากสักหน่อย ว่าทำไมน้ำจืด ๆ ไม่มีรสชาติอะไรนี้ จึงรู้สึก อร่อยที่สุดในโลกขึ้นมาในขณะนั้น. ถ้าเข้าใจได้ก็จะพบความหมายของคำว่า หยุดพัก. เมื่อเที่ยวไป เปรี้ยว เค็ม หวาน มัน อะไรอยู่ นี้ถูกมันกระตุ้นเรื่อยมา, เป็นการกระตุ้น หรือผลักดันเรื่อยมา ; พอไปกินน้ำจืดสนิท มันเป็นการดิ่งไปหาความหยุดคือหยุดเปรี้ยว หวาน เค็ม มัน มันก็เป็นรสของความหยุดพัก หรือหยุดดิ้นรน. น้ำในบ่อก็เลยเป็นของ อร่อยที่สุดในโลก ยิ่งกว่าของหวาน ของมัน ของเปรี้ยว ของเค็มไปในขณะนั้น, แต่ เมื่อมันไม่หยุด มันดิ้นรน มันก็ถูกกระตุ้นให้อร่อยไปในเรื่องหวาน เรื่องเค็ม เรื่องมัน เรื่องอะไรก็ตามใจ. นี่แหละ เรื่องจืดสนิท มันจึงเป็นเรื่องหยุดพัก มีความหมายเป็นเรื่อง บรมธรรม. ความหมายของคำว่า บรมธรรม หรือนิพพานนี้ มันจึงมีความหมาย ไปในทางหยุด หรือจืดสนิท ไม่กระตุ้น ; เป็นการชำระชะล้างให้หยุด. ม น

น.74 เรื่องดิ้นรนมันก็มีความหมายอยู่เป็น ๒ อย่าง มันอาจดิ้นรนเพราะว่าเป็นไป เองตามธรรมชาติ หรือดิ้นรนเพราะเกิดความจำเป็นบังคับก็ได้ ข้อนี้เราจะต้องสังเกตตรง ที่ว่า ถ้ามันดิ้นรนไปในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ จะเห็นได้ว่า มันมีของชวน ของชักชวน ของล่อให้ดิ้นรนโดยตรง. แต่ยังมีความดิ้นรนอีกชนิดหนึ่ง คือว่าไม่ อยากจะทำก็ต้องทำ ก็ต้องดิ้นรน เช่นการงาน. การงานนั้นเป็นความเหน็ดเหนื่อย ไม่ค่อยมีใครอยากจะทำ ลองคิดดูก็แล้วกัน ; แต่ความจำเป็นมันบังคับ เช่นบิดามารดา รักบุตร ก็ต้องดิ้นรนเพื่อประกอบอาชีพหาเลี้ยงบุตร. นี้ต่างกันกับการดิ้นรนของจิต ที่เป็นไปได้ง่ายๆ ในประจำวัน เดี๋ยวกินนั่น เดี๋ยวเล่นนี่ เดี๋ยวดิ้นรนไปตามความสะดวก สบาย. แต่ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความดิ้นรนชนิดไหน มันก็เป็นเรื่องความทุกข์ ; หยุดดิ้นรนนั้นเป็นเรื่องความไม่ทุกข์. ความดิ้นรนที่เป็นรูปเป็นร่างใหญ่โตขึ้นมา เรียกว่าดิ้นรนในการต่อสู้ : ดิ้นรน ในการแสวงหา, ดิ้นรนเพื่อจะให้ได้มาอยู่ในครอบครอง, ดิ้นรนที่จะมีไว้ ; นี่เป็นการ ต่อสู้ทั้งนั้น. ทุกคนจะต้องมีความดิ้นรนอย่างนี้ เรียกตามภาษาโลกก็คือ จมอยู่ในความ ดิ้นรนอันนี้ หลีกไปไม่ได้ ; มีไว้แล้วก็ยังต้องบริโภคมีปัญหาเรื่องการบริโภค, มีปัญหา เรื่องการที่จะบำรุงบำเรอจิตใจ ด้วยความกำหนัดยินดี. ไม่ใช่เพียงว่าเป็นเรื่องหวาน เรื่องเค็ม เรื่องมัน นี้จะบำรุงบำเรอจิตใจ, แม้แต่เรื่องเพียงแต่ว่าเรามีไว้เท่านั้น ; มีเงินมาก มีเกียรติมากอะไรนี้ก็เพื่อบำรุงบำเรอจิตใจ. แม้ที่สุดแต่จะมีลูกมีหลาน ในแง่หนึ่ง ในลักษณะหนึ่ง ก็เพื่อบำรุงบำเรอจิตใจให้สบายใจ ให้พอใจว่า มีลูกมีหลาน มีผู้สืบสกุล มีอะไรต่าง ๆ. นี้เป็นเรื่องของการต่อสู้ทั้งนั้น เราเรียกว่า ดิ้นรน ; คือ มันทนอยู่ไม่ได้ ความอยากนี้มันทำให้ทนอยู่ไม่ได้ มันก็เป็นการดิ้นรน ; เป็นความ อยากอยู่ในตัวความดิ้นรน เป็นความดิ้นรนอยู่ในตัวความอยาก. ถ้าจะเข้าใจธรรมะ ต้องศึกษาข้อนี้ ไม่ใช่ศึกษาพระไตรปิฎกซึ่ง ที่แท้ก็พูดเรื่องนี้ แต่มันมากเกินไป พันเผื่อปนเป และมันมากมหึมาแปดหมื่นสี่พัน

น.75 ธรรมขันธ์, ศึกษาไม่ไหว. คุณจะต้องศึกษาเจาะจงลงไปที่จิต ที่กำลังเป็นอย่างไร โดยเฉพาะก็คือ กำลังดิ้นรน; เอาใจใส่พิจารณาให้มากเป็นพิเศษจนเข้าใจมันดี ไม่ เท่าไรก็จะรู้พุทธศาสนา. ศึกษาเรื่องจิต เรื่องชีวิต เรื่องความสุข ความทุกข์ จะรู้ พุทธศาสนา. ถ้าศึกษาพุทธศาสนาอย่างที่พวกฝรั่งเขาศึกษากันแล้ว ไม่มีวันจะรู้พุทธ- ศาสนา : ศึกษาในแง่วรรณคดี ในแง่ปรัชญา หรือศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรงก็ตาม ; มันเป็นเรื่องที่ไม่ทะลุลงไปถึงจิต ถึงตัวจิตจริง ๆ, มันเป็นเรื่องของตัวหนังสือไปหมด เป็นคำบรรยายไปหมด. ถึงเดี๋ยวนี้ที่คุณยังเป็นพระ ยังไม่มีบ้านเรือน ยังไม่มีครอบครัว ยังไม่มีอะไร อย่างที่ชาวบ้าน คฤหัสถ์เขามี, แต่มันก็มีความดิ้นรนอย่างเดียวกัน. การ ต่อสู้นี้คงมีอยู่ : แสวงหา ได้มา มีไว้ บริโภค บำรุงบำเรอจิตใจนี้ก็มีอยู่ตลอดไป; เป็น ความหมายที่กลาง ๆ ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ จนคนเฒ่าคนแก่, มีความหมายอย่างเดียวกัน เพียงแต่ผิดระดับ ผิดปริมาณอะไรกันเท่านั้น. เพราะฉะนั้นทุกคนจะมีโอกาสศึกษา เรื่องนี้แม้เป็นเด็ก ถ้ามีสติปัญญาก็อาจจะศึกษาเรื่องนี้ได้ และเข้าใจอริยสัจจ์ได้เหมือนกัน. นี้จะเห็นได้ว่า ความดิ้นรนนี้มันเป็นอยู่ในคน, แล้วก็ที่เป็นมากเป็นแรง ก็เป็นเรื่องชีวิตในบ้านเรือน, ซึ่งคุณกำลังจะออกไปเป็นฆราวาส หรือไปเป็นผู้ครองเรือน, แล้วจะพบกับความดิ้นรนมากที่สุด. แต่ความหยุดดิ้นรนก็มีได้ในบ้านเรือนนั้น, เมื่อ เหนื่อยเข้ามันก็ต้องหยุด ; หรือว่าเมื่อมันสั้นเรื่องไปที่หนึ่ง มันก็หยุดที่หนึ่ง สบายใจ ทีหนึ่ง, เหมือนกิน หวาน มัน เปรี้ยว เค็มทีหนึ่ง เดี๋ยวก็ต้องกินน้ำจืดทีหนึ่ง, พรุ่งนี้ กินเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ทีหนึ่ง เดี๋ยวก็กินน้ำจืดทีหนึ่ง, มันสลับกันไปอย่างนี้. เพราะฉะนั้นให้มองไปในชีวิตบ้านเรือนนั่นเอง ไม่ต้องมองไปในป่าในดง ตามถ้ำตาม ภูเขา ฤๅษี มุนีอะไร, ให้มองไปที่บ้านเรือนที่ชีวิตของคนที่เป็นอยู่จริงให้พบสิ่งนี้แล้วจะรู้ ธรรมะได้เหมือนกัน ในชีวิตประจำวันของคนทุกคน. ทีนี้ เมื่อหยุดดิ้นรนขณะหนึ่ง จ็ให้ถือว่าเป็นตัวอย่างของความพักผ่อนของบรมธรรม. เมื่อกินน้ำจืดนั้นก็ให้รู้สึก

น.76 คุณค่าของความจืด, เมื่อกินของเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็ให้รู้จักความหลอกลวงของสิ่ง เหล่านี้, พอกินน้ำจืดก็ให้รู้จักความจริงของความหมายของคำว่า จืด หรือ หยุด. เราไม่ค่อยสนใจความหมายของคำว่าจืด, แล้วเป็นคนลำเอียงที่สุด ที่ไปรักเรื่อง เค็ม หวาน มัน เปรี้ยว, ไม่รักความจืด ; แล้วก็ต้องเรียกว่าเป็นคนอกตัญญูอย่างเลวด้วย ที่ไม่ให้ความหมาย คุณค่าแก่คำว่า จืด ซึ่งตัวก็รอดชีวิตมาได้. ลองให้กินแต่เปรี้ยว หวาน เค็ม มัน แล้วไม่ให้กินน้ำดู มันก็ต้องตายเหมือนกัน, หรือหาความสุขไม่ได้ ; หรือไม่ได้ กินน้ำก็ต้องหาอย่างอื่นมาทดแทน, ทดแทนความจืดของน้ำ เพราะฉะนั้น เราควรจะ ขอบใจมัน. เพราะฉะนั้น อย่าให้จิตใจในวันหนึ่ง ๆ นั้นมัวเมาคลุกเคล้าไปแต่เรื่อง ถูกปรุงแต่ง ไปด้วยเรื่องเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม, นี่เรียกว่าถูกปรุงแต่ง เรียกว่า เราถูกจับเชิด, แต่ให้เรามองเห็นและรู้จักเวลาที่เราไม่ถูกจับเชิด คือจิตไม่ถูกจับ ไม่ถูกเชิด, มันหยุด มันสงบ มันหยุดพักอยู่ได้. เปรียบเหมือนเมื่อเรากินน้ำจืด มัน ต่างกันกับเมื่อเรากินน้ำตาล กินเกลือ กินอะไรต่าง ๆ, เป็นเรื่องเหมือนกับกระตุ้นกัน เรื่อยไปไม่จบ ไม่หยุด ; แต่แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้, ไปไม่รอดมันก็ต้องหยุด. อย่างนี้คนโบราณเขาพูดไว้อย่างน่าฟังที่สุดว่า หายบ้ามันก็หยุดเอง หายบอมัน ก็หยุดเอง. คำเหล่านี้ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กแล้ว มันก็มาติดอยู่ในใจเรื่อยมาจนกระทั่ง บัดนี้. ครูบาอาจารย์ คนแก่คนเฒ่าชอบพูดอย่างนี้. เขาจะมีความมุ่งหมายอย่างไร ก็ไม่ทราบ แต่ว่ามันเข้ากันกับเรื่องที่สุด, เข้ากับเรื่องจิตวิทยาสูงสุดของเรา หรือของ พุทธศาสนา, เมื่อมันจะกินจะเล่นอะไร มันก็บ้าไปพักหนึ่ง หายบ้ามันก็หยุดเอง ลง นั่งเอง. เหมือนคุณจะเล่นฟุตบอลตลอด ๒๔ ชั่วโมงได้อย่างไร, พอหมดฤทธิ์อยากเข้า มันก็ลงนั่งหยุดเอง หรือมันหมดกำลังกายเข้ามันก็นั่งหยุดเอง. นี่เรียกว่าเราหายบ้า มันก็หยุดเอง. ขณะที่หายบ้าแล้ว หยุดเอง นั่งลง นี้ ลองศึกษาดูให้ดี ๆ ว่าทำไมเราจึง บ้ามากถึงอย่างนี้ ? นี้มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือยัง ? ทำไมเราจึงต้องไปบ้า ให้มัน

น.77 เหนื่อยเพื่อจะหยุด ? ถ้าเราจะไม่ต้องไป เหนื่อยแล้ว จะดีหรือไม่ดี ? หรือว่าถ้าเราจะ เปลี่ยนกำลังงานอันนี้ไปใช้ในทางที่เป็นเรื่องความหยุด จะไม่ดีหรืออย่างไร ? มันมี อะไรมาทำให้เราหลงใหลในเรื่องที่จะต้องทำจะต้องไม่หยุด จะต้องเคลื่อนไหว ; อย่างนี้ เราเรียกว่า บ้าไปพักหนึ่ง จนกว่ามันจะหยุด. แต่แล้วก็ต้องมองดูให้ดีกว่านั้นอีกคือว่า เรื่องผิด เรื่องพลาด เรื่องบ้า เรื่องบอ มันก็เป็นครูเหมือนกัน : เราบ้าไปพักหนึ่ง แล้วเราจึงนึกได้ เราจึงหยุดได้ แล้วเราจึงแก้ไขได้ ; เราต้องขอบใจความบ้า. ถ้าไม่ เคยบ้า มันก็ไม่เคยหายบ้า หรือว่าไม่เคยหยุด. ทีนี้ คนโดยมากบ้าไม่รู้สร่าง บ้าไม่มีหยุด บ้าอย่างไม่รู้สึกตัวว่าเป็นคนบ้า. นี่เหมือนกับว่า เรามีความทุกข์ จมอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่รู้ว่าเราจมอยู่ในกองทุกข์. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นคนพาล หรือเป็นคนโง่ หรือเป็นคนหลง ; มันไม่ควรจะมีระยะ ยาวนาน. ได้รับทุกข์ควรจะต้องรีบให้เป็นบทเรียน, ที่จะให้คนเรารู้จักแก้ความ ทุกข์. ความบ้านี้ ก็เหมือนกัน มันไม่ใช่บ้าอย่างวิกลจริตทางร่างกาย แต่บ้าทางสติ ปัญญา. นี้มันก็มีโอกาสที่จะกลับหลัง, คือสำนึกได้หรือกลับหลัง แล้วก็หาย แล้วก็ ฉลาดขึ้นเป็นเรื่อง ๆ ไป. เพราะฉะนั้นเมื่อมันเดือดขึ้นมา มันก็เป็นบ้าไปพักหนึ่ง, เมื่อมันหมดฤทธิ์มันก็หยุด. ให้ศึกษาชีวิตประจำวันในลักษณะอย่างนี้. ขณะใด มันเดือดขึ้นมา ก็ให้รู้ว่ามันเดือดขึ้นมา, ขณะใดมันหยุดลงไป, ก็ให้รู้ว่ามันหยุดลงไป, ไม่เท่าไรก็จะรู้ธรรมะ. คุณจะต้องขวนขวายเอาเอง พยายามศึกษาเอาเอง, เพราะว่าในมหาวิทยาลัย เขาไม่สอนเรื่องหยุดบ้า. บางทีเขาจะสอนแต่เรื่องที่จะให้บ้าได้ไม่มีที่สิ้นสุด, สิ่งนั้น แล้วสิ่งโน้น สิ่งโน้นแล้วสิ่งนี้เรื่อยไป ตามความก้าวหน้าของทางวัตถุ ที่มุ่งกันแต่ด้านเดียว ในลักษณะอย่างนี้. ระวังเราจะบ้าไม่มีที่สิ้นสุดจนตายเสียก่อน ไม่มีโอกาสที่จะรู้จักมันว่า เป็นอะไร, ม

น.78 ที่พูดวันนี้ ก็ ต้องการจะให้เข้าใจนิดเดียว เป็นความลับหรืออะไรนิดเดียว ; คือว่ามันมี บ้าแล้วหยุด, มีบ้าแล้วหยุด, อยู่ในการกระทำเป็นประจำวัน ; เรียกว่า มีเกิดแล้วดับ, มีเกิดแล้วดับ, ก็ได้. พูดกันสุภาพหน่อยว่า เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ระหว่างเกิดนั่นคือเดือด ระหว่างดับนั่นคือหยุดไป, สงบลงไป. มันก็มีเกิดดับ - เกิดดับ - เกิดดับ, เป็นเรื่อง ๆ ไม่รู้กี่เรื่อง กี่ร้อยเรื่องพันเรื่อง. เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งมันก็เป็น เดือดพล่าน เหมือนกับน้ำเดือด, ส่วนหนึ่งมันก็หยุดลงไป เหมือนไม่มีอะไรทำให้เดือด. ส่วนที่หยุดไม่เดือดนั้นแหละเป็นต้นเงื่อนของบรมธรรม หรือเป็นความหมายของบรมธรรม. ส่วนเดือดก็เป็นสิ่งตรงกันข้าม คือไม่ประเสริฐ เป็นความทุกข์ เป็นความทรมาน. ถ้าพูดว่าบรมธรรม เราหมายถึงฝ่ายที่ดี ฝ่ายที่ประเสริฐ ฝ่ายที่ควรปรารถนา. ที่นี้ ก็มีข้อที่ต้องมองให้เห็นอีกชั้นหนึ่งว่า ชีวิตนี้มันเป็นการดิ้นรนทนทรมาน ตลอดไป หรือว่าเป็นสิ่งที่ต้องการจะหยุด ต้องการจะไม่ทรมาน ? อันไหนเป็นความ มุ่งหมายพื้นฐาน เป็นความมุ่งหมายแท้จริง ? เรื่องนี้มันแล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน แง่ ของคนโง่หรือว่าคนฉลาด, พูดตรง ๆ ต้องพูดอย่างนี้. คือจะมองในแง่ของพระอริยเจ้า หรือมองกันในแง่ของคนพาล. สำหรับคนพาลก็ต้องดื่มด่ำอยู่ในเรื่องเปรี้ยวหวาน มัน เค็มอยู่ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ; พระอริยเจ้าก็มองไปในแง่ของน้ำจืด ของความจืดหรือ ความหยุด ; ถูกกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อยังเป็นคนพาลอยู่ก็ต้องเล็งหาแต่เป้าหมายของคนพาล, เมื่อเป็นพระอริย- เจ้าก็เล็งหาแต่เป้าหมายของพระอริยเจ้า. แต่ในตัวชีวิตเองมีให้ครบ คือจะเอาไปในแง่ เดือดก็ได้ จะเอาไปในแง่หยุดก็ได้. เหมือนกับที่เราพูดกันบ่อยๆ : พอตัวกู-ของกู เกิด มันก็เป็นเดือด แล้วเป็นทุกข์ เป็นวัฏฏสงสาร. พอตัวกู-ของกูระงับไปมัน ก็หยุด หรือเป็นนิพพาน. เกิดรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู กูเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้, กูได้อย่างนั้น กูเสียอย่างนี้ ; ระยะนี้เป็นผลของการดิ้นรนเต็มที่ หรือเป็น ความดิ้นรน

น.79 ในระยะที่เต็มที่, เรียกว่า อุปาทาน. ส่วนความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ก็เรียกว่า ตัณหา. เมื่ออยากแล้วก็มีเกิดเป็นตัวกูอย่างนั้น ตัวกูอย่างนี้ ตัวกูอย่างโน้นขึ้นมา, อย่างนี้เรียกว่า อุปาทาน. ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน, หรืออุปาทานนี้มันเกิดมาจาก ตัณหา. ของ ๒ อย่างนี้แยกกันไม่ได้, ถ้ามีอุปาทานแล้วก็ต้องมีตัณหา. เมื่อมีอุปาทาน ก็ต้องมีตัณหา เป็นของสนับสนุน หรือเมื่อมีตัณหามันก็สนับสนุนให้เกิดอุปาทาน โดยพฤตินัยไม่แยกกัน ; โดยคำพูด โดยนิตินัยอาจจะแยกกันได้. นี่แหละทางปรัชญา มัวเรียนกันแต่เรื่องนิตินัยอย่างนี้เสมอ ; แต่แง่ปฏิบัติทางศาสนา ปฏิบัติทางศีลธรรม นี้เราเรียนกันในแง่ปฏิบัติ. นี้ให้เข้าใจไว้ให้ดี ๆ ว่า ในขณะที่มันมีตัวกู-ของกูเดือดพล่านอยู่ในใจนี้ มัน คือความดิ้นรนสุดเหวี่ยง, มันก็มีความทุกข์ที่ปั่นป่วน เราเรียกว่าวัฏฏสงสาร คือเวียนวน อยู่ในเรื่องทุกข์. พอตัวกู-ของกูรำงับไปจากจิต ด้วยเหตุอะไรก็ตาม, มันก็มีความหยุด มีความสงบ จิตหยุดดิ้นรน มีความหมายของนิพพาน ของบรมธรรมขึ้นมาทันที. นี่คือ จุดที่คุณจะต้องศึกษา. ฉะนั้น ที่ว่านั่งทำสติ ทำวิปัสสนาอะไรนั้น ที่ดีที่สุดก็จะ ต้องทำที่ตรงนี้. ไม่ใช่ไปเที่ยวได้ทำอะไรก็ไม่รู้เพ้อ ๆ ผัน ๆ ไปวันแล้ววันเล่า แล้วก็ว่า ได้นั่น ได้นี่, ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าอะไร อาจารย์ก็บอกไปตามแบบตามตำรา. ที่จริงอันนี้ก็เป็นเรื่องตามแบบตามตำรา อย่างเดียวกัน แต่มันต้องเป็นเรื่อง ที่เรารู้จักอยู่จริง. เพราะฉะนั้นไปสังเกตดูเรื่องจิตดิ้นรน จิตหยุดดิ้นรนนี้ให้มาก แล้วก็ แสวงหาวิธีที่จะทำให้จิตหยุดดิ้นรนโดยวิธีต่าง ๆ, มีมากมายหลายวิธี เพราะมันหลายขนาด และหลายระดับ. ฉะนั้นคุณไปนั่งหาวิธีได้หลาย ๆ วิธี ได้หลาย ๆ ขนาด และหลาย ๆ ระดับ พบความดิ้นรน ก็ให้รู้ว่าเป็นความดิ้นรน, พบความหยุดก็ให้รู้ว่าเป็นความหยุด ดิ้นรน ; และอยู่ในระดับไหนก็ให้รู้แตกฉานตลอดไป; ไม่เท่าไรจะก้าวหน้าของมัน เองในทางความรู้ โดยหลักที่ว่า เมื่อใดจิตมีตัวภู ก็เป็นวัฏฏสงสาร, เมื่อใดจิตว่าง จากตัวกูก็เป็นนิพพาน หาให้พบว่ามันสลับกันอยู่อย่างนี้.

น.80 นี้ เรามาเป็นชาติอย่างทางขณิกวาท, มันก็ยิ่งเห็นชัดว่า เดี๋ยวก็เป็นวัฏฏ- สงสาร เดี๋ยวก็นิพพาน, เดี๋ยววัฏฏสงสาร เดี๋ยวนิพพาน ; ในชั่วโมงหนึ่งอาจจะหลาย ๆ หนก็ได้. นี่ถ้าเป็นพวกอขณิกวาท เขาหมายต่อตายแล้วโน่น, ตายเข้าโลงแล้วไปเกิด ใหม่อีกหลาย ๆ ชาติ จะเป็นเวลาไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ อย่างนี้มันได้เหมือนกัน แต่ว่ามัน ไกลนัก ; มันไกลเกินกว่าที่จะทนศึกษาไหว เลยจะล้มเหลวล้มละลายไปก็ได้ ; ต้องเอา ที่นี้และเดี๋ยวนี้ : ควบคุมชาติแบบนี้ให้ได้, ชาติที่เกิดดับ - เกิดดับ ชนิดนี้ให้ได้ ก็จะควบคุมชาติชนิดโน้นได้เหมือนกันด้วย ; เพราะเป็นเรื่องตัวกู - ของกูด้วยกัน ทั้งนั้น. เมื่อทำลายตัณหา อุปาทานได้ มันก็จบชาติสิ้นชาติเป็นนิพพานทั้งนั้น ไม่ว่า ชนิดไหน. เพราะฉะนั้นมาสนใจในเรื่องที่จะทำได้กันที่นี่เดี๋ยวนี้ ดีกว่าที่จะค่อยไปทำ ค่อยไปจัดการอีกหลายสิบชาติ หลายร้อยชาติไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์. คำพูดนี้มันปนกันยุ่งอยู่อย่างนี้ อย่างที่พูดว่า ก็กัปป์กี่กัลป์นี้ก็เอาไว้ที่นี้ก็ได้, เวลาตั้งหลายกัปป์ หลายกัลป์เอามาไว้ในชีวิตสั้น ๆ นี้ก็ได้, คือมันนานมาก ; มันยัง ห่างไกลมากอย่างที่เรียก กัปป เรียกกัลป์ทีเดียว. ถ้าเราทำถูกวิธี มันก็กลายเป็นได้มา, กัปป์ กัลป์มันก็หายไป. เพราะฉะนั้นถ้าพูดตามหลักสัมพัทธทฤษฎีอย่างไอน์สไตน์พูดก็ว่า ที่โง่มากนั่นแหละ คือเวลาที่นานมาก. เราโง่มากในเรื่องนี้ นั่นแหละคือเวลาหลาย กัปป์หลายกัลป์ หลายอสงไขยกัปป์มันเข้ามาแทนที่อยู่ ; พอเราฉลาดขึ้นมา กัปป์กัลป์นี้ ก็หายไปทันทีกลายเป็นบรรลุถึงทันที. เพราะฉะนั้นเอาความโง่มากโง่น้อยนั่นแหละ เป็นเครื่องวัดเวลา ว่ายาวมากหรือสั้นมาก. อย่าไปเอาวัตถุหรือร่างกายนี้ เหมือนอย่าง ที่เขาพูด ๆ กันว่าตายแล้วเข้าโลง ตายแล้วเข้าโลง ไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์. นั้นพูดอย่าง คนทั่วไปในสมัยนั้นพูด คิดเห็นไปอย่างนั้น ; ที่จริงมันไม่ร้ายเท่ากับความโง่มาก. ถ้า โง่ขนาดหนัก เวลาเพียงชั่วโมงเดียวนั่นแหละ คือเวลาตั้งหลายกัปป์ หลายกัลป์ ; พอ หลังจากชั่วโมงนั้น แล้วพอมีความฉลาดขึ้นมา เวลามันก็เปลี่ยนเป็นสั้นนิดเดียวถึงวัตถุ ที่ประสงค์ได้.

น.81 หรืออีกทีหนึ่ง เราตกนรกที่นี่ คือร้อนใจเหลือเกิน, นั่นแหละคือตกนรก หลายกัปป์หลายกัลป์ ; เป็นอย่างร้อนใจมาก ก็คือตกนรกหลายกัปป์หลายกัลป์ทีเดียว. แต่อาจจะกินเวลาเพียง ๑๕ นาทีก็ได้ หรือชั่วโมงหนึ่งก็ได้ หรือ ๒-๓ ชั่วโมงก็ได้ ; มันมี ค่าหรือความหมายเท่ากับหลายกัปป์ หลายกัลป์. ที่แท้มันร้อนใจนิดหน่อยเท่านั้น ตกนรก ไม่กี่ชาติ ไม่ถึงกัปป์ถึงกัลป์ ฉะนั้นศึกษาให้ดีในข้อที่มันเปลี่ยนผลุบผลับ กลับไปกลับมา อยู่อย่างนี้. นี้เรียกว่าเราจะพบนิพพานหรืออะไรได้เรื่อย ๆ ไป เป็นชนิดชิมลอง ไปกว่า จะถึงจริงหรือเด็ดขาด และโดยไม่ต้องตายเสียก่อน. เมื่อทายกทายิกาเขาตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานใน อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนี้ คุณจะได้ยินทั่วไป "ขอให้เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ". นี่มันก็เหมือนหลับตาพูด ; ไม่ยอมมองว่านิพพาน หรือที่จะเป็นปัจจัยแห่งนิพพานนั้น มันเป็นได้ทุกกรณีที่มันเกิดความทุกข์ และความ ดับทุกข์. ถ้าเราศึกษาให้พบความจริงข้อนี้ทุกคราวที่มันเกิดร้อนใจ และเย็นใจลงไป ดับลงไปนี้ นั่นแหละคือปัจจัยแห่งนิพพานที่แท้จริง และในเวลาอันสั้น เรื่องผิดก็เป็นครู เรื่องถูกเป็นครูนั้นแหละขอให้ทำให้ดี ต้อนรับให้ดี ให้ความทุกข์ก็เป็นครู แล้วจะเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และ เร็วที่สุด จะได้นิพพานจริงโดยไม่ต้องตาย โดยไม่ทันจะตาย ; คือเป็นพระอรหันต์ บรรลุนิพพานได้โดยไม่ต้องตาย ไม่ต้องหลังจากตายแล้วจึงจะเป็น ; มันก็เป็นในชาตินี้ได้. นี่เรียกว่าถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ได้รับประโยชน์มากที่สุด. เพราะฉะนั้นจงพยายามที่จะ ระวังไม่ให้เกิดตัวกู-ของกูขึ้นมาในจิต, อย่าทำอะไรด้วยตัณหาอุปาทาน, ทำด้วยสติ ปัญญาเสมอ. จะเป็นนักเรียน นักศึกษาจนกระทั่งออกไปประกอบอาชีพ จนกระทั่งเป็น คนแก่คนชราก็ตาม, ให้ทุกสิ่งที่กระทำนี้ กระทำด้วยสติปัญญา คือ ขณะนั้นจิตว่างจาก ตัวกู - ของกู มีสติปัญญาอยู่. พอตัวกู - ของกูเกิดขึ้นมาในจิต สติปัญญาก็ หายไป, เป็นความเดือดพล่านของโลภะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ.

น.82 เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดเราก็สำรวมจิตใจให้ดี, จะศึกษาจะทำบทเรียน จะทำ การงานอะไรก็ตามด้วยจิตที่ปรกติที่สุด ; นั่นแหละเป็นความหยุดดิ้นรน. จิตที่หยุด ดิ้นรนนั่นแหละจะทำการงานได้ดี. สมมุติว่าเราจะสอบไล่ จิตมันก็ดิ้นรน ดิ้นรนเรื่อง กลัวสอบตก, อยากได้ กลัวตก ดิ้นรน เป็นความร้อน. เราต้องระงับความดิ้นรนนี้ ให้เหลือแต่ความปกติ, สติปัญญาจะมีอยู่ในความปรกติ แล้วก็สอบไล่, นี้ก็จะได้ดี. ถ้าสอบไล่ด้วยความดิ้นรนแห่งจิต มันก็มีหวังที่จะมืดมนแล้วก็ล้มเหลว, เพราะฉะนั้นจึง พูดว่า จงพยายามอยู่ด้วยความไม่มีตัวกู - ของกู ; ‘เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว' หมายความ อย่างนี้ ; คือไม่มีความรู้สึก, ไม่มี conception เป็นตัวกู - ของกู ; แล้วมันเต็มอยู่ ด้วยสติปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอยู่เสมอ แล้วก็ให้มันทำไปด้วยกาย ด้วยวาจา ให้มันทำไปด้วยความรู้สึกอันนี้. อย่างนี้เราจะได้กำไรมาก คือเป็นอยู่ด้วยความหยุด ดิ้นรน, มีความหยุดดิ้นรนเป็นชีวิตจิตใจอยู่เสมอ, เป็นบรมธรรมอยู่เสมอ, มันเป็น บรมธรรมน้อย ๆ แล้วก็มากขึ้น ๆ เป็นตัวอย่างชิมลอง แล้วมันก็กลายเป็นของจริงขึ้นมาได้ ในที่สุด. จะเรียกภาษานักประพันธ์กันหน่อยก็ว่า มีชีวิตชนิดที่ปราศจากความดิ้นรน, จงเป็นอยู่ด้วยชีวิตที่ปราศจากความดิ้นรน. นี่คุณเป็น ๆ อยู่ มีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี้ ให้เป็นชีวิตที่ปราศจากความดิ้นรน. ทีนี้พวกคนที่ไม่รู้ หรือเพื่อน ๆ ของคุณทั้งหมดจะค้านว่า ถ้ามันไม่มีความ ดิ้นรน มันก็ไม่มีความก้าวหน้า. ผมได้ยินเด็ก ๆ พูดอย่างนี้อยู่เสมอ ว่า ชีวิตอยู่ด้วย ความหวัง ไม่มีความหวังก็ไม่มีความก้าวหน้า หรือไม่มีชีวิต ; อย่างนี้มันภาษาเด็ก ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ต้องพูดไปอย่างนั้น. ตัวความหวังนี้ก็เป็นความดิ้นรน มันเป็นเหตุกระตุ้นให้ทำอะไรนั้นถูกแล้ว ; แต่ว่า ถ้าทำด้วยความหวัง และความดิ้นรนนี้ มันจะล้มลุกคลุกคลานเพราะมันเป็นความ มืดมน ; มันต้องหยุดดิ้นรน หรือหยุดกำลังแห่งความหวังนั้น แล้วมีสติปัญญามาทำ

น.83 ตามที่หวัง. นี่จะฟังกันไม่ถูกก็ตอนนี้ : ความอยากความต้องการอย่างเดือดพล่านนั้น ให้หยุดเสีย เพราะมันเป็นของความไม่รู้ ความโง่ ; แล้วเอาความรู้ที่รู้จริงนี้มาทำ ให้ เป็นการทำด้วยสติปัญญา. เราจงมาพูดกันเสียใหม่ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ด้วย ความหวัง, เปลี่ยนความหวังไปเป็นสติปัญญา ; หรือถ้าไม่ยอมเปลี่ยนจะเอาความหวังไว้ ก็ให้เป็นความหวังที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา. ถ้าสติปัญญามันจริง มันพอ มันจะ หยุดหวัง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ว่าจะหวังอยู่อย่างเดือดพล่านอย่างนี้จะเป็นสติปัญญาไป ไม่ได้. ความหวังเดือดพล่านมันก็เป็นความดิ้นรน, ความดิ้นรน มันก็ต้องระส่ำระสาย ต้องสั่นหรือเขย่าอยู่เรื่อย เป็นความกระวนกระวายอยู่เรื่อย สติปัญญาก็ตั้งตัวไม่ติด. เราอย่าไปโง่ตามเขาที่ว่า ถ้าปราศจากความดิ้นรนแล้วชีวิตจะไม่ก้าวหน้า. สำหรับความดิ้นรนนั้นเป็นนรกอยู่ในตัว ; ขึ้นชื่อว่าความดิ้นรนแล้วจะเป็นนรกชนิดใด ชนิดหนึ่งอยู่ในตัว ต้องเปลื้องออกไปให้พ้น ให้เหลือเป็นความปรกติ, แล้วก็มีสติปัญญา เต็มอยู่ในความปรกติ แล้วชีวิตจะก้าวหน้า. มองกันในมุมกลับ หรือในแง่ตรรกก็ว่า ที่ไม่ดิ้นรนนั้นมันคือถึงอยู่แล้ว จะพูดอะไรถึงความก้าวหน้า. เมื่อเขาหวังความก้าวหน้า ก็หมายความว่าต้องการจะไปให้ถึงจุดปลายทาง. ที่นี้ที่หยุดความดิ้นรนนี้มันเป็น จุดปลายทางอยู่เองแล้ว จะไปพูดอะไรถึงความก้าวหน้า. หยุดดิ้นรนนั้นคือ ถึงแล้ว, จะเป็นการถึงชั่วคราว หรือถึงตลอดกาลก็ได้ทั้งนั้น ; มันเป็นการถึง อยู่แล้ว ถึงอยู่บ่อย ๆ. เมื่อใดหยุดการดิ้นรน เมื่อนั้นถึงบรมธรรม แล้วก็ถึงอยู่บ่อย ๆ. จะให้ ถึงเที่ยงแท้ ถึงตลอดกาล มันก็ต้องไป จาก ถึงบ่อย ๆ นี้ ; คือว่าเราทำอย่างถูกต้องบ่อยๆ ไม่เท่าไรก็กลายเป็นความถูกต้องที่เด็ดขาดลงไป. เราหยุดความทุกข์ความดิ้นรนนี้

น.84 บ่อย ๆ แล้ว ก็จะถึงจุดที่ว่า หยุดดิ้นรนตลอดกาล ในชีวิตนี้เป็นความทุกข์ไม่ได้ อีกต่อไป, เขาเรียกว่าสิ้นสุดแห่งความทุกข์. เราไม่พูดถึงความสุข เพราะเป็นคำที่ เคลือบน้ำตาล. เมื่อพูดถึงคำว่า "สุข" นี้มันเคลือบน้ำตาล แล้วมันทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย. แต่ถ้าพูดว่า "สิ้นสุดแห่งความทุกข์" นี้มันไม่เคลือบน้ำตาล, มันไม่หลอกให้ทะเยอทะยาน หรือดิ้นรนได้. มันมีความทุกข์ แล้วพยายามทำให้สิ้นสุด, มันก็หมดกัน. ถ้าพูด ถึงความสุข เดี๋ยวมันก็โง่, ไปโง่ถือเอามาเป็นวัตถุประสงค์ของความดิ้นรนอย่างใดอย่าง หนึ่งอีก. ถ้าเราจะพูดให้ถูกตามหลักพุทธศาสนาเราต้องพูดว่า สิ้นสุดแห่งความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- "มา มาประพฤติพรหมจรรย์, เพื่อความสิ้นสุดแห่งความ ทุกข์" . พระพุทธเจ้าบวชให้คนที่มาขอบวชโดยเอหิภิกขุอุปสัมปทา. เอหิภิกขุ -มา มาเป็นภิกษุ ; ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยาย -เพื่อกระทำที่สุดแห่งความทุกข์. ไม่ได้ พูดว่า มาเป็นภิกษุ เพื่อแสวงหาความสุข ; เมื่อท่านพูดด้วยภาษาที่จริง หรือตรง ตามแบบของท่าน. นี่เรามันติดรสของความสุข ความสุขทางวัตถุ ความสุขทางเนื้อหนังมา แต่อ้อนแต่ออก, แม้จะมาบวชนี้ก็เพื่อจะหาความสุข. นั่นแหละมันจะทำให้กลับไป กลับมา และสับสนวนเวียน. ลองมุ่งเพื่อจะเห็นความทุกข์ แล้วต้องการสิ้นสุดแห่ง ความทุกข์, แล้วมันไม่มีทางจะผิดได้. มันไม่เป็นความดิ้นรน เพื่อความสุขที่หวาน ที่เปรี้ยว ที่เค็ม ที่มัน ; มันจะเป็นไปสู่ความจืดสนิทได้โดยเร็ว. นี่เรียกว่า ความดิ้นรน ของจิตเป็นตัวความทุกข์ ; ภาวะที่หยุดความดิ้นรนของ จิตเสียได้ เป็นความไม่มีทุกข์ ; แล้วเราปิดฉลากว่าเป็นความสุข เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ให้น่ารักให้น่าต้องการ น่าซื้อหา, จนพวกทายกทายิกาพูดว่า "จงเป็นนิสัยปัจจัยแห่งพระนิพพานในอนาคตกาล เบื้องหน้า โน้นเทอญ” โดยที่ว่าไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นี้ก็เพราะหวังความสุขทั้งนั้น.

น.85 ขอให้คุณทุกองค์ผู้เป็นนักศึกษา ศึกษาในแง่ของจิตวิทยาที่บริสุทธิ์ ที่ลึกลงไปในจิตใจของตัวเอง อยู่เป็นประจำวัน แล้วก็จะเข้าใจตัวพุทธศาสนา และได้รับผลตรงตามความมุ่งหมาย ; อย่าศึกษาเพ้อเจ้ออย่างวรรณคดี หรือปรัชญา จะไม่มีที่สิ้นสุด, จะเป็นความดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด. ต่อให้คุณดิ้นรนไป เถอะ ดิ้นรนไป ก็ไม่มีที่สิ้นสุด จนตายจนเน่าเข้าโลงไป, แล้วก็จะไปต่อกันได้ใน ชาติหน้าอย่างไร นี้มันเหลือวิสัย ไม่พูดเสียดีกว่า. เวลา ๑ ชั่วโมงของเราก็หมดลงแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต