Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๑ — ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.32 วันนี้เป็นวันบรรยายวันแรกของพวกเรา. ในวันนี้ จะพูดแต่เรื่องที่เป็นอารัมภบท คือเริ่มเรื่องทั่ว ๆ ไปสำหรับ จะได้เข้าใจเรื่องเฉพาะเรื่อง ที่พวกคุณต้องการจะทราบ. จากบันทึกที่พวกคุณเขียนให้ ผมก็รวบรวมใจความออกมาดู ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่จะต้องพูดกันอย่างไร. ในเรื่องอารัมภบทนี้ ก็คือหัวข้อที่คุณอยากจะทราบว่า จะปฏิบัติ อย่างไรจึงจะป้องกันมิให้ความทุกข์เกิด หรือแก้ไขความทุกข์ที่เกิดอยู่แล้ว สำหรับพวกฆราวาส. การที่ต้องการจะทราบเรื่องสำหรับฆราวาส ก็ถูก เหมือนกัน คือว่าเราไม่ได้อยู่เป็นพระตลอดไป จะต้องออกไปเป็นฆราวาส จึงอยาก จะทราบในฐานะที่จะแก้ปัญหาของพวกฆราวาส. แต่ผมอยากจะพูดไปอีกทาง หนึ่งว่า ไม่ต้องพูดถึงพระถึงฆราวาสกันก็ได้ แต่ควรพูดในฐานะเป็นเรื่องทั่วไป สำหรับมนุษย์. ๑

น.33 คุณต้องเข้าใจว่า จะเป็นฆราวาส หรือจะเป็นบรรพชิตก็ตาม เรื่องของ กิเลสและความทุกข์นั้น มันเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างเดียวกัน : เพียงแต่ว่า เรื่อง ของฆราวาสนั้น มันออกจะหยาบ ๆ ต่ำๆ : แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือว่า ฆราวาสก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ถ้าจะมีความทุกข์แล้ว ก็มีเพราะความ ยึดมั่นถือมั่น ด้วยกันทั้งนั้น, คือมาจากตัณหาอุปาทานด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่า พระไม่ว่าฆราวาส และบางทีมันก็เหมือนกันเสียด้วย จนไม่รู้ว่าสำหรับพระหรือ ฆราวาสกันแน่ เพราะว่า กิเลสก็ดี ความทุกข์ก็ดี มันไม่มีพระ ไม่มี ฆราวาส ; มันเป็นเรื่องของจิตใจคน. คนนั้น แม้ว่าเป็นพระ ไปนึกคิดอย่างฆราวาสก็ได้ ฆราวาสนึกคิด อย่างพระก็ได้ บางทีก็ตรงกัน. ยิ่งพระสมัยนี้ด้วยแล้ว ก็มีอะไรที่คิดนึกเหมือน ฆราวาสมาก. แต่ขอให้ดูเป็นพิเศษตรงที่ว่า กิเลสนั้นมันเหมือนกัน . ความ โลภ ความโกรธ ความหลง ก็ตาม, ตัณหา อุปาทานก็ตาม, ทั้งของพระ ของฆราวาส นี้มันเหมือนกัน ; มันเกิดความทุกข์ขึ้นมาจากกิเลสนั้น มันก็ เหมือนกันอีก. นี่ขอให้ดูในวงกว้าง ๆ อย่างนี้กันก่อน แล้วที่จะไปแบ่งแยก เป็นพระ เป็นฆราวาสนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อย. เมื่อพูดถึงความทุกข์แล้ว ก็แทบจะเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นเราพูดกันถึงเรื่องของมนุษย์ หรือของคน รวม ๆ กันไปดีกว่า. สำหรับปัญหาที่ถามว่า จะป้องกันความทุกข์ และแก้ไขความทุกข์ กันอย่างไร? เราจะไม่พูดกันโดยรายละเอียด จะพูดกันโดยหลักกว้าง ๆ อย่างที่ เรียกว่า อารัมภกถา ดังที่กล่าวแล้ว. แต่ว่าก็เป็นการตอบปัญหาที่ตรงเหมือนกัน. เกี่ยวกับข้อนี้ก็อยากจะพูดเป็นหลักไว้ก่อนว่า ชีวิตของคนเรานี้ต้อง เทียมด้วยควายสองตัว, เปรียบเหมือนการไถนาด้วยควาย คนไทยเราใช้ควาย

น.34 ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว ๓ ไถนา ก็เลยเอาเรื่องควายไถนานี้มาพูด เหมือนกับเป็น symbolic ช่วยความจำ ให้แม่นยำ ว่า ชีวิตของคนเราต้องเทียมด้วยควายสองตัว นั่นแหละจึงจะดับ ทุกข์ที่เกิดอยู่ได้ และป้องกันความทุกข์ที่ยังไม่เกิดได้. ผมอยากจะเล่าเรื่องควายที่ไถนา เพราะว่าพวกคุณเป็นเด็ก ๆ ไม่รู้ เรื่องนี้ และยิ่งนับวันจะไม่รู้. ผมเกิดก่อนคุณ ในสมัยที่เห็นเขาไถนาด้วยควาย สองตัว เดี๋ยวนี้เขาไถตัวเดียว หรือบางทีก็ใช้เครื่องจักรไปเสียเลย. ปู่ย่าตายาย ของเราไถนาด้วยควายสองตัว และอย่าไปเข้าใจว่า ควายสองตัวนี้ มันเป็นควาย เหมือนกัน. ควายตัวหนึ่งฉลาด ตัวเล็กก็ได้ผอมก็ได้ ไม่ค่อยมีแรง แต่ตัวนี้ ฉลาด เขาเรียกมันว่า "ควายตัวต้น" แล้วควายอีกตัวหนึ่ง แข็งแรงตัวใหญ่ เขาเรียกว่า "ควายตัวปลาย" . ที่เจ้าของเคาะไม้เรียว หรือว่าพูดอะไรดังลั่น อยู่ในทุ่งนานั้น เขาพูดกับควายตัวที่หนึ่งทั้งนั้น, ภาษาพูดนั้นเขาใช้กับควายตัว ที่หนึ่งทั้งนั้น. ควายตัวที่สองหูหนวกก็ได้ คือ ไม่ต้องรับฟังคำพูดนั้น, เมื่อ เขาพูดว่า ซ้าย หรือ ขวานั้น เขาบอกให้ควายตัวที่หนึ่งเบียดไปทางซ้าย หรือ เบียดไปทางขวา. ส่วนตัวที่สองมันโง่ ให้ควายตัวที่หนึ่งหยุด บอกให้หยุด ควายตัวที่สองก็ยังเดินเรื่อย เพราะฉะนั้น มันก็เลี้ยวได้. นี่แหละให้รู้ ไว้ว่า ควายนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันทั้งสองตัว ไม่ได้ ฟังคำสั่งทีเดียวพร้อมกันทั้งสองตัว. ตัวต้นเป็นควายที่ฉลาด เรียกว่า "ตัวรู้" (ความรู้). ตัวที่สองแข็งแรง เรียกว่า "ตัวแรง" (หรือตัวมีแรง). ฉะนั้น จะเห็นว่า ตัวหนึ่งมันฝากแรงไว้กับอีกตัวหนึ่ง การไถนาก็เป็นไปได้จนสำเร็จ. เราก็แยกออกไปได้ว่า ตัวหนึ่งเป็นตัวรู้ อีกตัวหนึ่งเป็นตัวแรง. การไถนา ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ดีมาก. ชีวิตของคนเรา ก็ต้องเทียมด้วยควายสองตัวเหมือนกัน. คือตัว หนึ่งรู้ และตัวหนึ่งแรง. ตัวหนึ่งคือความรู้ ตัวหนึ่งคือกำลัง ถ้าชีวิตไหน

น.35 เทียมด้วยควายแต่ตัวเดียว มันก็มีปัญหา. ถ้าเผอิญว่า มันไปเทียมด้วยควาย เพียงตัวเดียว คือตัวมีแรง มีกําลัง และข าดตัวที่รู้แล้ว ชีวิตนั้นอันตรายมาก, กลายเป็นอันตรายมาก. แต่ถ้าเผอิญว่ามีแต่ตัวเดียวคือตัวที่เป็นตัวรู้ ไม่มีตัวที่ เป็นแรง นี้ยังไม่อันตราย แต่ว่ามันทำอะไรได้น้อยหน่อย ; แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ ปลอดภัย. ถ้าชีวิตนี้มันเทียมด้วยควายตัวต้นตัวเดียว คือมีความรู้ มันก็ยัง ปลอดภัย ไปได้ช้า ๆ หรือพอเหมาะพอดีก็ได้. แต่ถ้ามันเผอิญไปเทียมด้วย ควายตัวที่สอง คือตัวมีแรงเพียงตัวเดียว มันก็อันตราย ระวังให้ดี ; และก็ ได้แก่พวกคุณทั้งหมดนี่เอง ที่กำลังมีควายเพียงตัวเดียว แล้วก็มีควายตัวแรงนั้น ; และก็ได้แก่คนในโลกทั้งหมดส่วนมากในเวลานี้ด้วย. ในที่นี้จะชี้ให้เห็นชัดลงไปอีกว่า ชาวตะวันออกเรา รุ่มรวยไปด้วยความ สว่างไสวทางวิญญาณ คุณแปลเองก็ได้ว่า spiritual-enlightenment นี้คือสมบัติ ของทางฝ่ายตะวันออก เป็นความรุ่งเรืองสว่างไสวแจ่มแจ้งในทางฝ่ายวิญญาณ. คุณจะเห็นได้ว่า ศาสนาทุกศาสนานั้นเกิดในทางตะวันออก : ศาสนาคริสเตียนเกิด ในปาเลสไตน์ ก็เป็นแดนตะวันออก ; ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนา เล่าจื้อ ขงจื๊อ โซโรอัสเตอร์ อะไรก็ตาม มันตะวันออกทั้งนั้น. ดังนั้นตะวัน- ออกจึงรุ่งเรืองไปด้วยความสว่างไสวทางวิญญาณ. พวกตะวันตกมีแต่ความรู้เรื่อง ปากเรื่องท้อง เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการมากจนเรียกว่า เทคโนโลยี ที่พวกคุณกำลังบูชา กันอยู่. พวกฝรั่งเขาบูชาเทคโนโลยี่ หายใจเป็นเทคโนโลยี ก็คือเรื่องปากเรื่อง ท้อง. ความสว่างไสวทางวิญญาณหายไปหมด. ที่เคยนับถือศาสนากันบ้าง ก็ละทั้งหมด เขาว่า พระเจ้าตายแล้วเดี๋ยวนี้, เดี๋ยวนี้ไม่ต้องถืออะไร พวกฝรั่ง ก็เหลือแต่ เทคโนโลยี่. พวกฝรั่งมีแต่เทคโนโลยี่ นี่ฟังดูให้ดี คือมันมีแต่ควาย ตัวที่สอง ซึ่งมีแต่เรี่ยวแรง จะบันดาลอะไรก็ได้ ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ หรือจะ เอาเรื่องปากเรื่องท้องกันเท่าไรก็ได้ เกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งมันเจริญมาก แต่แล้ว มันไม่มีความสว่างไสวทางวิญญาณคือ spiritual-enlightenment.

น.36 ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว ๕ นี่แหละ ดูข้อนี้ให้เข้าใจกันก่อน มิฉะนั้นเราจะไม่รู้อะไรอีกมากมาย และข้อสำคัญก็คือไม่รู้ว่า โลกนี้กำลังเป็นอย่างไร โลกนี้กำลังน่ารื่นรมย์หรือไม่ ? น่าบูชาหรือไม่ ? คุณลองไปคิดดูเอาเอง มันเลวลงทุกที มันสกปรกลงทุกที . อย่าง เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นว่า แต่ก่อนนี้ประชาชนแถวนี้ร้อน ๆ อย่างนี้ก็นอนบน แคร่ใต้ถุนเรือนได้สบายจนสว่างเลย ; เดี๋ยวนี้ไม่กล้านอน เพราะมีคนมายิงตาย นอนอยู่บนเรือนซึ่งปิดประตูหน้าต่างแล้ว ก็ยังไม่ปลอดภัย, เมื่อก่อนนี้เขานอน ใต้ถุนบนแคร่ตากลมจนสว่างได้. ที่นี้คุณดูที่กรุงเทพฯ ปล้นจี้ อนาจารกลางวัน แสก ๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้กำลังลักพาหญิงไปหาประโยชน์. ยิ่งดูเมืองนอกมันก็ยิ่งกว่า กรุงเทพฯ คดีลามกอนาจารในบางประเทศมีอยู่ทุกหนึ่งวินาที ผมเคยพบหนังสือ ข่าวแบบนั้น. อย่างนี้ไม่เคยมีในสมัยโบราณ นั่นแหละคือผลของเทคโนโลยี่ ซึ่งมีแต่ให้เอร็ดอร่อยทางปาก ทางท้อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือ ว่าจะเอาอะไรก็ได้ในทางฝ่ายวัตถุ ; ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ จะทำอะไรก็ได้. แต่ความสว่างไสวทางวิญญาณมันไม่มี จนไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม. ฝ่ายตะวันออกเรา พวกเรานี้ มันมี spiritual -enlightenment ความ สว่างไสวทางวิญญาณ เป็นมรดกตกทอดกันมานมนาน แล้วก็ค่อย ๆ จางไปเลือน ไปในเวลานี้ เพราะไปตามกันฝรั่ง ซึ่งมีให้แต่เทคโนโลยีอย่างเดียว. คุณไปดู พวกฝรั่ง เขามีให้เราแต่เพียงเทคโนโลยีอย่างเดียว; ส่วนเรามีสมบัติเดิมคือ spiritual -enlightenment เหลือเพื่อ คือเคยผาสุกสบายเยือกเย็นทางจิตทางใจ แม้ไม่มีรถยนต์ขี่ ไม่มีเรือบินขี่ ไม่มีอะไร ก็ยังมีความสงบสุขตามแบบของมนุษย์. ทีนี้ พอไปเกี่ยวข้องกับฝรั่ง ไปตามกันฝรั่ง ก็ค่อย ๆ ไปเมาในผลของเทคโนโลยี่ ก็สลัดละทิ้ง spiritual -enlightenment มรดกดั้งเดิม กำลังตามกันฝรั่ง, พวกคุณ ก็คือพวกที่กำลังจะไปตามกันฝรั่ง : คุณเรียนตามความนิยมของพวกฝรั่ง ครูบา อาจารย์ก็เป็นฝรั่ง, จะไปเมืองนอกเมืองนา ไปหาวิชาความรู้ ผลสุดท้ายก็ไป หอบเอาเทคโนโลยี่แขนงใดแขนงหนึ่งมา.

น.37 คุณต้องดูให้ดีว่า เดี๋ยวนี้ศาสตร์ (science) ทั้งหลายที่เป็นพื้นฐานนั้น มันถูกกวาดไปเป็นทาส เป็นขี้ข้าของเทคโนโลยี่หมด, จะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อะไรศาสตร์ ก็ตาม, มันเอาไปเป็นทาสของเทคโนโลยี่หมด คือ มันมุ่งหมายที่จะใช้เพื่อเทคโนโลยีแต่อย่างเดียว. ถ้าเป็นสมัยก่อน ศาสตร์ ๆ เหล่านี้เขาจะเอาไปใช้ในทางความรู้ทางวิญญาณ หรือความสว่างไสวทางวิญญาณ ก็ได้ ใช้กันทั้งสองฝ่ายก็ได้. เดี๋ยวนี้คุณจะเรียนหนังสือ เรียนอักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรืออะไรศาสตร์ก็ตาม มันไปเป็นทาสของเทคโนโลยี่หมด. ผมพูดจริง หรือไม่จริง ก็เอาไปคิดดูเองก็แล้วกัน ว่า ศาสตร์ทั้งหลายที่มนุษย์ กำลังเรียนกันอยู่ในโลกนี้ เรียนเพื่อจะไปเป็นเครื่องมือ หรือเป็นอุปกรณ์ของ เทคโนโลยี่, ไม่เคยนำไปใช้เป็นอุปกรณ์ของความสว่างไสวทางวิญญาณ ซึ่งเป็น มรดกของตะวันออก. ปู่ย่า ตายาย ของเราไม่เคยประสบความทุกข์ หรือปัญหา ยุ่งยากทางศีลธรรม หรือทางอะไรเหล่านั้น ก็เพราะว่าเขายึดหลักในทางความสว่าง ไสวทางวิญญาณ คือ พระธรรม หรือศาสนา. แต่แล้วก็มิใช่ว่า เขาจะไม่มีแรง เขาก็มีวิชาความรู้ เรื่องการทำมาหากิน เรื่องประดิษฐ์เรื่องอะไรเหมือนกัน แต่ว่าพอสมควรเท่านั้น : เพราะว่าเขาไม่ต้องการที่จะไปโลกพระจันทร์ หรือว่า ไม่ต้องการที่จะทำอะไรมากกว่าที่จำเป็น ; โดยที่เขาถือพระพุทธภาษิตที่ว่า "อติโลโภ หิ ปาปโก" คือโลภเกินนั้นลามก. อติโลโภ แปลว่า โลภเกิน, หิ-ก็, ปาปโก-ลามก. โลภเกินก็ลามก. พวกที่เป็นทาสของเทคโนโลยี่นั้น โลภ ไม่มีขอบเขต ต้องการจะมีวัตถุ อุปกรณ์ใช้สอยพุ่มเพื่อยไม่มีขอบเขต, ต้องการจะไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร โลกอะไรอีกกี่โลก ก็ตามใจ ไม่มีขอบเขต. นี่มันเข้าบทพระพุทธภาษิตที่ว่า "โลภเกิน นั้น ลามก" ลามกก็คือเป็นทุกข์ ระส่ำระสายไปทั้งโลก คุณไปค้นเถอะจะพบว่า ที่ทำสงครามกันอยู่ที่นั่นที่นี่ ทุกหัวระแหงในโลกนี้

น.38 ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว ๗ มันมาจากโลภเกินทั้งนั้น. จะเป็นคนชาติไหนก็ตามใจ ที่เป็นคู่สงคราม และทำ สงครามกันอยู่ ก็เพราะความโลภเกินทั้งนั้น ขอให้รู้ว่า ศาสนาทุกศาสนาเขาถือหลักเดียวกันหมด : โลภเกินนั้น ลามก ; เพียงแต่เขาไม่ได้พูดไว้ชัดเหมือนของเรานี้; ของเรามีชัดอยู่ว่า : อติโลโภ-โลภเกิน, หิ-ก็, ปาปโก-ลามก. ในศาสนาคริสเตียนก็มีว่า : ถ้าแสวงหาหรือมีไว้เกินจำเป็นนั้น เป็นบาป เป็น sinful คือมีบาป ; เ พราะคนที่ แสวงหาหรือโลภเกินนั้น มันต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนมาก แล้ว ตัวเองก็มีความทุกข์เกินกว่าที่ควรจะเป็น ; ฉะนั้นจึงให้แสวงหา หรือมีไว้ แต่เพียงพอเหมาะพอดี, เท่าไรก็ตามใจเถิด พูดไม่ถูก พอเหมาะ พอดี, ให้มัน พอดี อย่าให้มันเกิน. ในศาสนาไหน ๆ ก็เหมือนกัน จะสอนในลักษณะที่ว่า ให้แสวงหา หรือมีไว้ เท่าที่มันพอเหมาะพอดี นอกนั้นมันไม่จำเป็น เพราะมัน เป็นเรื่องก่อให้เกิดความทุกข์ จึงว่าลามก. ทีนี้ เรามีความรู้หรือแสงสว่าง ในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ก็รู้ว่า โลภเกิน นี้ลามก. ฉะนั้น ปู่ย่า ตายายของเราไม่เคยโลภเกิน, โลภพอดี. ฝ่ายพวกฝรั่ง มาเห็นเข้า ก็ว่า อย่างนี้ขี้เกียจ อย่างนี้ถอยหลัง. เราก็เกิดไปเข้าใจผิดตามเขา เลยลูกหลานของตายาย ก็พลอยไปโลภเกินเหมือนพวกฝรั่ง ; จะเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นแหละดูให้ดีว่า ปู่ย่า ตายายของเรานั้น มีควาย ๒ ตัวเทียมชีวิต. spiritual -enlightenment นี้รับ มรดกตกทอดกันมาเรื่อย, แล้วก็มีการทำมาหากิน กสิกรรม เกษตรกรรมอะไร เขาก็ทำได้, แล้วก็พอเหมาะพอดีที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีความสุข, คนทั้งโลกก็มี ความสุข ; ต่างคนต่างพอใจถึงขนาดว่านอนตากลมบนแคร่ใต้ถุนเรือนได้จนสว่าง ไม่มีใครมาลอบยิง. นี่คือวัฒนธรรมประจำชาติที่แสนประเสริฐของพวกเราชาวไทย

น.39 คือวัฒนธรรมแห่งการที่ชีวิตนี้เทียมอยู่ด้วยควายสองตัว. spiritual-enlightenmant คือ ควายตัวรู้, แล้วก็ วิชาทำมาหากิน เทคโนโลยีขนาดน้อย ๆ ตามที่เขา จะทำได้นี้ เป็นควายตัวที่สอง ตัวแรง ; ชีวิตนี้เทียมด้วยควายสองตัว พอเหมาะ พอดี ; อย่างนี้ก็เลยสบาย. พวกฝรั่งนั้นเผลอตัว ตกไปเป็นทาสของวัตถุ มันจึงก้าวหน้าพรวด พราด ๆ ไปทางเทคโนโลยี มีแต่ควายตัวที่สอง คำทะมึนสูงกว่าภูเขา, มันเป็น ควายขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าภูเขา และมีควายตัวเดียวเท่านี้ ; ส่วนตัวที่จะเป็น spiritual -enlightenment นั้นไม่มี ; นี่มันผิดกันกับปู่ย่าตายายของเราอย่างนี้. ลูกหลานจะเอาข้างไหนก็ตามใจใครว่าใครไม่ได้ ; เพราะว่าเราเชิดชูประชาธิปไตย จะเอาอย่างไหนก็ได้ : จะเลือกเอาควายตัวเดียวอย่างฝรั่งก็ได้ หรือควายสองตัว อย่างปู่ย่า ตายายก็ได้. แต่ผมกำลังบอกพวกคุณว่า ปู่ย่า ตายาย ท่านไม่มี ปัญหาอย่างที่คุณถาม ที่ว่าจะป้องกันความทุกข์อย่างไร ? จะแก้ความทุกข์ที่เกิดแล้ว อย่างไร ? เช่นนี้ เขาไม่มีปัญหาอย่างนี้; เพราะว่าเขามีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันอยู่แล้วในตัว คือ ชีวิตที่มีควายสองตัวนั่นแหละ มันเป็นเครื่องราง ป้องกันอยู่แล้ว ไม่ให้เกิดความทุกข์ ไม่ยุ่งยากลำบาก ลามกอนาจาร เหมือน ลูกหลานสมัยนี้. นี่แหละคืออารัมภกถา คุณฟังดูให้ดี บอกให้ทราบถึงต้นเหตุ มูลเหตุ ของปัญหายุ่งยากสมัยนี้, ปู่ย่า ตายาย ไม่เคยมีปัญหานี้ เพราะมีวัฒนธรรมไทยที่ ถูกต้อง เป็นเครื่องรางป้องกันไว้. มันมีมากมายเหลือเกิน เกี่ยวกับร่องรอยต่างๆ ของวัฒนธรรมอันสูงสุดทางฝ่ายวิญญาณ ที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี้ ; แม้ที่สุดแต่ บทกล่อมลูกให้นอน เรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ ที่ได้สร้างสระเป็นอนุสาวรีย์ไว้ที่ ตรงนั้น ; นั้นก็เป็นซากหรือร่องรอยของการที่มนุษย์มีวัฒนธรรมสูง ในทางฝ่าย

น.40 ชีวิตต้องเทียมด้วยควายสองตัว ๙ spiritual-enlightenment. พวกคุณเองเสียอีกจะยังไม่รู้ว่า "มะพร้าวนาฬิเกร์ กลางทะเลขี้ผึ้ง" นั้นเป็นอย่างไร ? เรื่องนี้เขาเคยรู้กันมาตั้งพันกว่าปีแล้ว สมัยที่ พระพุทธศาสนายังรุ่งเรืองอยู่ในถิ่นนี้. นี่แหละมาทิ้งของดี ๆ ไปอย่างน่าใจหาย หรือว่ามันหมุนกลับไปสู่ทางมืดมัว ทางมืดมนท์. พวกเราจะสามารถมีชีวิตชนิดที่ เทียมด้วยควายทั้งสองตัว หรือไม่ นั่นแหละคือตัวปัญหา. สำหรับเรื่องทฤษฎีนั้นมันก็หมดไปแล้ว ว่า มันต้อง เทียมด้วยควายสองตัวแน่ ; แต่ทีนี้ปัญหามันเหลืออยู่ในทางปฏิบัติ ว่า เ ราจะ สามารถทำได้หรือไม่ ในการที่จะให้ชีวิตนี้ มันเทียมด้วยควายสองตัว. โลกปัจจุบันมันหมุนไปแต่ในทางที่จะมีควายตัวเดียว คือเทคโนโลยี่. ทีนี้ พวกคุณก็จะถามขึ้นว่า วิชาความรู้นี้มันไม่ใช่ความรู้ดอกหรือ ? ผมก็ยอมรับว่า มันเป็นความรู้ แต่มันไม่รู้เรื่องที่ควรจะรู้ , และมันรู้ผิดในเรื่อง ที่ควรจะรู้ คือรู้ผิด เช่นเห็นไปว่า spiritual-enlightenment นี้เป็นของครึกระ ล้าสมัย. นักเรียนมหาวิทยาลัยจะเห็นว่า ธรรมะ หรือศาสนานี้ล้าสมัย , พวก ฝรั่งเท่านั้นที่ทันสมัย แล้วก็เฮไปตามกันเขา. แต่ อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้พวกฝรั่งบางคน หรือส่วนน้อย เขาลืมตาขึ้นมา เขากลับมองเห็นว่าตะวันออกนี้มีของประเสริฐวิเศษ จึงมาตะวันออก มาแสวงหา สิ่งวิเศษนี้ คือมาเรียนศาสนาของตะวันออก ที่เป็นตัวศาสนาจริง ๆ ที่ไม่ใช่เป็น แต่เพียงปรัชญาเพ้อเจ้อ. ที่พวกฝรั่งเอาไปสอนกันในมหาวิทยาลัยอังกฤษ หรือ อเมริกา อะไรก็ตาม เขาสอนพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญา แล้วก็เป็น ปรัชญาเพ้อเจ้อ ; ไม่ได้สอนวิธีปฏิบัติที่เป็นตัวพระศาสนา, ถ้าสอนวิธีปฏิบัติที่ เป็นตัวศาสนา ก็ควรสอนเรื่องที่ว่าทำอย่างไรจึงจะควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย

น.41 ใจ หกอย่างนี้ไว้ได้ ให้อยู่ในอำนาจของเรา : เมื่อมันได้รับอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้ว มันจะไม่ปรุงแต่งให้เกิดตัณหาอุปาทานนั้น ; ต้องฝึกฝนอย่างนั้นจึงจะเป็นตัวศาสนา. แต่เขากลับเอาไปพูดกัน ในเรื่อง ทฤษฎีนั้น ทฤษฎีนี่ แม้แต่เรื่องนิพพาน เรื่องอนัตตา สุญญตา อะไรก็ตาม เอาไปพูดอย่างทฤษฎีเป็นปรัชญาไปหมด. สอนอย่างนี้ ให้สอนกันจนตายอีก กี่ชาติ ก็ไม่อาจเข้าถึงตัวพุทธศาสนา มันเป็นปรัชญาเพ้อเจ้ออยู่อย่างนั้นแหละ. พวกฝรั่งที่ฉลาดบางคนเขาจึงอุตส่าห์มาทางบ้านเรา ศึกษาวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า "กัมมัฏฐาน วิปัสสนา" คือให้รู้ว่าทำอย่างไร เราจึงจะชนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราได้ ; นี่แหละคือตัวศาสนา. ทางโน้นเขามัวสอนกันแต่เรื่องในรูปของปรัชญา เปรียบเทียบกับ ปรัชญานั้น เปรียบเทียบกับปรัชญานี้ ตั้งเหตุผลทาง logic ว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้. ตอบได้ชั้นหนึ่งแล้ว ก็ยังถามว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นอีก, ตอบได้แล้ว ก็ยังถามอีกว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นอีก; นี้เป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการให้รู้เกินกว่าจำเป็นที่จะต้องรู้ เช่นว่าเราจะดับทุกข์ ก็ต้องรู้เท่าที่จะดับทุกข์ ; ไม่ต้องถามว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ? ทำไมต้องเป็น อย่างนั้นอีก ? เป็นชาวนาก็รู้แต่เพียงว่า เอาดินอย่างนี้มาทำปุ๋ย ต้นไม้ก็งาม เมื่อปลูกต้นไม้ได้งาม ได้กินผล ; ไม่ต้องรู้ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น, ทำไมดิน นั้นจึงเป็นอย่างนั้น, ทำไมธาตุนั้นจึงประกอบเป็นดินอย่างนี้ ; ไม่ต้องรู้ ขืนรู้ ก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ, เดี๋ยวนี้ เรามันไปรู้ส่วนเพ้อเจ้อ จึงอยู่ในสภาพที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอา ตัวไม่รอด ; เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องสูงสุด เรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นไปในรูป “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด", อย่างนี้ผมเรียกว่า ปรัชญาเพ้อเจ้อ. พวก

น.42 ฝรั่งกำลังเรียน กำลังสอนพุทธศาสนากันอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในต่างประเทศ มันไม่ใช่ตัวพุทธศาสนา, คือมันไม่ใช่ตัวศาสนา ไม่ใช่ตัว religion ; แต่มัน เป็นตัว philosophy หรือเป็น logic เป็นอะไรไปตามเรื่อง. ฉะนั้นแม้จะรู้จน ท่วมหัว รู้จนหาบกันไม่ไหวหรืออะไรก็ตาม มันไม่มีประโยชน์อะไร ; สู้ปู่ย่า ตายายของเราที่มีควายสองตัวเล็ก ๆ เทียมอยู่ในชีวิตไม่ได้ : ความรู้ก็รู้ เท่าที่จะต้องรู้, เรี่ยวแรงก็มีเท่าที่จะต้องมี, แล้วชีวิตนี้ก็เป็นผาสุก. นี่คุณระวังให้ดี คุณอย่าเข้าไปหลงแต่ควายตัวใหญ่ ไม่รู้ที่สิ้นสุดแต่ เพียงตัวเดียว. คุณจะมีเรี่ยวมีแรงในการแสวงหาอะไรมาบำรุงบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องประสบความสำเร็จใน หน้าที่การงาน แต่เรื่องทางวิญญาณไม่มี. อย่างนั้นมันก็ก่อหวอดขึ้นแล้วในมหา- วิทยาลัยของพวกคุณ : มีตี มีฆ่า มีอะไรกัน ในมหาวิทยาลัย, มีทะเลาะวิวาท กันในมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่เคยมีในสถาบันอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันมีแล้ว. มันก็มีเชื้อโรคมาจากการที่นิยมแต่เพียงควายดำเมื่อมตัวใหญ่นั้นตัวเดียว ; ไม่มี ควายตัวที่สำคัญตัวต้น คือความรู้ว่า ชีวิตนี้คืออะไร ? ชีวิตของคนเรานี้มีวัตถุ ประสงค์อย่างไร ? ความรู้อย่างนี้ไม่มี ; ซึ่งคุณก็เห็นอยู่ ก็ประจักษ์อยู่ในจิตใจ ของคุณเองแล้วว่า ในมหาวิทยาลัยไม่มีการสอนว่า ชีวิตนี้คืออะไรในแง่ของฝ่าย spirtual -enlightenment. เขาสอนทาง biology ทางอะไรไปก็ได้ แต่มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไรเลย มันก็เท่ากับไม่รู้หรือรู้ผิดอยู่เรื่อยไป ; ไม่มีการสอนว่าเกิดมา ทำไม ? ผมไม่เห็นมีมหาวิทยาลัยไหน โรงเรียนไหน ที่สอนเรื่องคนเรานี้เกิดมา ทำไม ? เขาสอนวิชาสารพัดอย่าง สอนเทคนิคต่าง ๆ นั่นแหละคือไม่มีควาย ตัวที่หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวรู้ มีแต่ตัวแรง มันเป็นเสียอย่างนี้. วิชาความรู้ที่คุณมีกันเกือบจะท่วมหัวอยู่แล้วนี้ มันเป็นเรื่องของการ คลำไปหมด, เที่ยวคว้า เที่ยวคลำไปหมด ; เพราะคุณไม่รู้ในข้อที่ว่า เกิดมา

น.43 ทำไม เห็นไหม ? เดี๋ยวนี้คุณไม่รู้อย่างกระจ่างแจ้งในข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ? ฉะนั้นวิชาความรู้ที่คุณมีอยู่ทั้งหมด มันก็เป็นเรื่องคลำ ๆ-คลำ ๆ-คลำ ๆ ไม่มี ที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาใช้อะไร ที่ไหน ? อย่างดีที่สุดก็เอามาใช้กับ เรื่องปาก เรื่องท้อง ก็มีความรู้เพียงไปทำอาชีพ หน้าที่การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้เงินมาหล่อเลี้ยงความต้องการของเรา ซึ่งล้วนแต่เป็นกิเลส ตัณหา เพราะเรา ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาทำไมอย่างถูกต้อง เราก็จะใช้สิ่งเหล่านี้ ทั้งหมด เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้น ให้รู้ว่าเกิดมาทำไมอย่างถูกต้อง. อย่างผม มักจะพูดอย่างกำปั้นทุบดินว่า เกิ ดมาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควร จะได้ ; คุณก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไร. ฉะนั้น ที่อุตส่าห์ปลุกปล้ำอยู่ทั้งวัน ๆ ในการเล่าเรียน การอะไรก็ตาม นี้ก็ไม่รู้ว่า ทำทำไม ? ทำเพื่ออะไร ? นอกจาก เพื่อเอร็ดอร่อยทางปาก ทางท้อง. นั่นแหละเป็นเรื่องของควายตัวที่สองเสียเรื่อย. ไม่มีเรื่องของควาย ตัวที่หนึ่ง ที่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ชีวิตมีวัตถุประสงค์อย่างไร ? อะไรเป็น goal ของชีวิต ? อย่างนี้เป็นต้น. ในเรื่องคลำนี้ มันก็มากออกไปทุกที ๆ คือ มนุษย์จะเล่าเรียนในเรื่อง เทคโนโลยี่ นี้มากออกไปทุกที ๆ ; อย่างที่ฝรั่งบางคนเขาพูดว่า ไปโลกพระ- จันทร์นี้ก็เพื่อที่จะรู้ถึงความรู้ที่สูงสุดของมนุษย์. ผมไม่เชื่อ แต่ยังมีความสุภาพ ที่จะไม่พูดว่า เขาโกหก. ความจริง เขาอาจจะรู้ว่าเรื่องนี้มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เลย, ไปโลกพระจันทร์นี้. มันจะแก้ปัญหาสันติภาพของมนุษย์อะไรไม่ได้เลย ; แต่เขาก็ต้องพูดว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตกาลของโลก จะทำให้มีสันติภาพ อะไรอย่างนี้ ; เราไม่เชื่อ. ทีนี้มันก็จะคลำต่อไปอีก ไปโลกอื่น โลกไหนก็ตามใจ, ก็คลำ ๆ คลำ ๆ อยู่นั่นแหละ คลำต่อไปอีก; ในที่สุดก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างไรกัน.

น.44 คุณจะต้อง "ทำวิปัสสนา" ในข้อนี้กันเสียก่อน คือไปสู่ที่สงัดเงียบ ตามสมควร แล้วหลับตาใคร่ครวญ พิจารณาว่า โลกนี้มันอยู่ในสภาพอย่างไร ? เราเองด้วย อยู่ในสภาพอย่างไร ? มันถูกจุดประสงค์ของธรรมชาติแล้วหรือยัง ที่ว่ามีมนุษย์ขึ้นมาทำไม ? นิยายปรัมปรา ที่เราเอามาทำเป็นสไลด์เรื่องล้อคน ฉายดูเล่นกันอยู่นี้ เขาก็ยังมีบอกว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก เพื่อให้โลกนี้มันดีขึ้น ให้โลกนี้ มันน่าอยู่ ให้มันงดงาม ให้มันประเสริฐ. พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้ ก็เพื่อให้โลกนี้มันงดงามน่าอยู่ดีขึ้น และประเสริฐ. แล้วเดี๋ยวนี้มนุษย์ก็กำลัง มากขึ้น ในโลก, มากขึ้น ๆ แล้วมันทำโลกนี้ให้น่าอยู่ ให้งดงาม ให้ประเสริฐจริง ได้หรือไม่ ก็ลองคิดดู. ลองไปนั่งทำวิปัสสนา คือใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง ในข้อนี้กันเสียก่อน ; ให้เห็นความน่าสลดใจ น่าเศร้า น่าสงสาร น่าเกลียด น่าชัง ของความบ้าหลังของมนุษย์สมัยนี้กันเสียก่อน ที่รู้จักแต่ควายตัวเดียว, ควายตัวที่สองตัวเดียวอยู่เรื่อย ; แล้วเรากำลังจะเป็นอย่างไร ? ตัวเราเองนี้ กำลังจะเป็นอย่างไร ? อยู่ในฐานะอย่างไร ? หรือได้เป็นเข้าไปแล้วอย่างไรบ้าง ? นั่นแหละจะเรียกว่า คุณกำลังเข้าร่องเข้ารอยของการที่จะศึกษาธรรมะในพระพุทธ- ศาสนา คือต้องมองเห็นตัวปัญหา หรือตัวความทุกข์ที่มันเป็นปัญหา ตัวความ ทุกข์นั่นแหละคือปัญหา; ต้องมองให้เห็นปัญหานั้น ให้ถูกต้องเสียก่อน ในฐานะมันเป็นปัญหา แล้วมันจึงจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง. อย่างน้อยเราต้อง รู้เรื่อง ความเจ็บ ความไข้ ความป่วย อะไรของเรานี้เสียก่อน ว่ามันเป็นอย่างไร เราจึงจะหาวิธีแก้ไขมันได้. ถ้าคุณมองไม่เห็นตัวปัญหาหรือตัวความทุกข์ แล้วมาขอคำตอบจากผม ขอวิธีแก้ไขป้องกันความทุกข์อะไรนี้ มันก็เป็นเรื่องน่าหวัว ; บางทีจะเป็นเรื่อง หลับตากันทั้งคุณและผม ทั้งสองฝ่ายต่างก็หลับตาว่ากันไป โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็น

น.45 ๑๔ ราวาสธรรม ตัวปัญหา หรือตัวความทุกข์ ; แล้วก็พูดกันถึงเรื่องวิธีแก้ปัญหา แก้ความทุกข์ กันเสียจนน้ำลายพุ้งไปเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในสภาพอย่างนี้ทั้งนั้น ที่กรุงเทพฯ ก็ตาม ที่ไหนก็ตาม มันอยู่แต่ในสภาพอย่างนี้ : มันมีแต่เรื่องพูด ซึ่งตัวผู้พูด ก็ไม่รู้ว่าอะไร, แล้วฟังดูก็แปลกดี สนุกดี ดูประเสริฐสูงสุดอะไรดี, เรื่องธรรมะ อย่างนั้นอย่างนี้, ธรรมะสูงสุดอย่างนั้นอย่างนี้. ขอให้ตั้งต้นด้วยการรู้จักตัวความทุกข์กันเสียก่อน แล้วก็มาตาม ลำดับว่า เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? จึงจะรู้สภาพตรงกันข้าม คือความดับทุกข์ นั้นเป็นอย่างไร? แล้วก็จะพบวิธีที่ถูกต้องได้ นั้นก็คือเรื่องอริยสัจจ์ในพระ พุทธศาสนา มีอยู่ ๔ หัวข้อว่า : - ความทุกข์คืออะไร ? - เหตุให้เกิดทุกข์ คืออะไร? - ความไม่มีทุกข์เลยนั้นคืออย่างไร ? - แล้วจะทำโดยวิธีใด จึงจะได้มา ? นี่คืออริยสัจจ์ ที่เรียกกันว่า เป็นตัวพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างนี้. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะอื่น คือสมัครเล่น สมัครรู้สมัครเรียนโดยที่ไม่มี ปัญหา คือตัวความทุกข์ แต่มาสมัครจะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. พวกไปวัดไปวา เข้าวัดเข้าวาก็เป็นอย่างนี้เสียโดยมาก. ที่นี้คนหนุ่ม นักศึกษาหรือนักเรียนนี้ ก็สนใจพุทธศาสนา ก็มักจะอยู่ในรูปนี้เสียโดยมาก, คือไม่ได้พบตัวปัญหา แล้วติดตามมาจากปัญหานั้น ๆ. ถ้าเอาไปสอนในมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็น วิชาพุทธศาสนา ก็เป็นเรื่องทฤษฎี ปรัชญา ทั้งนั้นเลย ; ไม่ทำให้เกิดความ สว่างไสวทางวิญญาณอะไรได้. มันกลายเป็นเรื่องยุ่ง หรือว่าปนกันยุ่ง ในทาง วิญญาณมากขึ้น. และถ้าหากว่า ข้อที่เอาไปเรียนนั้นมันผิด ๆ ถูก ๆ ด้วยแล้ว มันก็จะปนกันยุ่งใหญ่ จนผู้เรียนจับอะไรไม่ได้ ; ฉะนั้นเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้ พุทธศาสนา.

น.46 ผมไปพูดที่คุรุสภาว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เขาไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ว่าจะเป็นอย่างที่ผมพูดนั้น มันไม่มีเหตุผล. ยิ่งไปเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา เพราะพระไตรปิฎกนั้นมันอยู่ ในรูปของวรรณคดี อักษรศาสตร์ พอไปเรียนเข้ามันเพลินไปในแง่วรรณคดี และอักษรศาสตร์ ; แม้ไปเรียนอภิธรรม มันก็เป็นเรื่อง logic เป็นเรื่องปรัชญา, มันก็มัวเพลินแต่เรื่อง logic เรื่องปรัชญา. เมื่อจิตใจไม่พบปัญหาความทุกข์ แล้วไม่สนใจจะดับทุกข์โดยตรง ยิ่งไปเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; มันคืออย่างนี้ คุณเอาไปคิดดูบ้าง. ที่จริงแท้นั้น มันต้องเรียนชีวิต เรียนธรรมชาติ เรียนตัวเอง จึงจะรู้ พุทธศาสนา. พระไตรปิฎกก็เป็นการบอกวิธีเรียนเหมือนกัน แต่มันมากนักจนคน จับไม่ได้ ; เว้นไว้แต่จะศึกษาอย่างถูกต้อง และเก็บเอามาอย่างถูกต้อง ใช้เป็นวิธี สำหรับดับความทุกข์ในใจโดยตรงนั้นได้. แต่ถ้าไปมัวเรียนอย่างอักษรศาสตร์ วรรณคดีแล้วละก็ไม่มีทาง ; เช่นไปเรียนจนได้เปรียญ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค เป็นมหาเปรียญแล้ว ก็ยังไม่รู้อะไรเลยที่จะดับทุกข์. เพราะเรียนในแง่อักษร- ศาสตร์ ว่าไปได้อย่างนกแก้ว นกขุนทองเลย. ฉะนั้นเรียนพระไตรปิฎกจะไม่รู้ พุทธศาสนา ต้องเรียนเข้าไปที่ตัวกิเลส ตัวความทุกข์จากในใจของคนเรา ในใจของตัวเองนั่นแหละ ; พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น : ว่าโลกก็ดี เหตุให้ เกิดโลกก็ดี ความดับแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับแห่งโลกก็ดี เราตถาคต บัญญัติอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ ที่ยังมีสัญญาและใจ; นี่เหมือน กับพวกคุณนี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ยังเป็น ๆ อยู่. ในร่างกายนี้มันมีโลก มีเหตุ ให้เกิดโลก มีความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก. หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า ให้ไปดูในพระไตรปิฎกในเรื่องเหล่านี้ แต่ให้ดูในชีวิตในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้.

น.47 นี่คือข้อที่ผมพูดว่า ต้องเรียนจากชีวิตโดยตรง เรียนจากจิตใจนี้ โดยตรง คือเรียนตัวกิเลส ตัวความทุกข์ โดยตรง จึงจะรู้พุทธศาสนา ชนิดที่ว่าเป็น พุทธศาสนาจริงๆ. ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันเป็นเปลือก เป็นกระพี้ เป็นอะไรของพุทธศาสนา ในแง่ของวรรณคดี อักษรศาสตร์ อะไรต่าง ๆ นานา. นี่เรียกว่า เราจะมองกันอย่างกว้างๆ ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้เสียก่อน. ชีวิต ทาง biology ทางอะไรนั้น ผมไม่เอานะ ไม่พูดด้วย เมื่อ protoplasm ในเซลล์ หนึ่ง ๆ ยังสดอยู่ เรียกว่า มีชีวิตอยู่, อย่างนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลย. คำว่า "ชีวิต" ทางฝ่ายวัตถุอย่างนั้น มันไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับพุทธศาสนา ; มันต้องหมายถึง ชีวิตในทางฝ่ายธรรมะ ฝ่าย spiritual-sense มันจึงจะเป็นเรื่องของพุทธศาสนา. ศาสนาไหนก็เหมือนกันแหละ คำว่า "ชีวิต" เขาไม่ได้หมายถึงชีวิตทาง biology หรือภาษาพูดธรรมดาว่า ยังเป็น ๆ อยู่ ยังไม่ตาย ก็เรียกว่ามีชีวิต อย่างนั้น มันเป็นชีวิตในภาษาอักษรศาสตร์ ; อย่างนี้มันไม่พอ เพราะคำว่า "ชีวิต" มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเขาอาจจะพูดได้ว่า แกนี่ไม่มีชีวิตแล้ว บางที ยังเป็น ๆ อยู่นี่แหละ แต่ก็ชี้หน้าได้ว่า ไม่มีชีวิตแล้ว ; คือไม่มีชีวิต ตาม ความหมายของคำว่า "ชีวิต" ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียน พระเยซูพูดว่า : - สละชีวิตเสีย แล้วจะได้ "ชีวิต". "สละชีวิตเสียแล้ว จะได้ชีวิต" พูดสั้น ๆ เท่านี้ พวกคริสเตียนเอง ก็คงฟังไม่ถูก แล้วพวกคุณก็ยิ่งฟังไม่ถูก ในสำนวนประหลาด ๆ อย่างนี้. ให้สละ ชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ นี้เสีย แล้วก็จะได้ชีวิตนิรันดรของพระเจ้า นี้คือชีวิตที่เป็นแบบ แห่งการครองชีวิต ก็เรียกว่าชีวิตได้เหมือนกัน. คำว่า life นั้นมันมีความหมาย มากมาย : - จงสละ life แล้วจะได้ life. เดี๋ยวนี้มันมี life, มีชีวิตอย่างโง่ ๆ ไปหลงควายตัวที่สองเรื่อยไปเสียก่อน แล้วจึงเลื่อนขึ้นมาได้ชีวิตใหม่ที่ฉลาด รู้จัก

น.48 คุณค่าของควายสองตัว แล้วก็ดำเนินชีวิตไปถูกทาง, แล้วก็ไปถึงพระเจ้าได้ เรียกว่าชีวิตนิรันดร. พุทธบริษัทก็เรียกว่า อมตธรรม อมตภาพ ชีวิตที่ไม่ รู้จักตาย. ชีวิตที่แท้จริงนั้นต้องไม่รู้จักตาย ; ถ้ายังรู้จักตาย ยังไม่ใช่ชีวิต อย่างนี้เป็นต้น. นี่เรารู้จักชีวิตกันแต่ในแง่ของวัตถุ หรือในแง่ของภาษาชาวบ้าน ไม่รู้จักชีวิตในภาษาศาสนา. เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า ชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ ชีวิตทาง ฝ่ายที่ไม่ใช่วัตถุนี้ ลองคิดดูให้ดี ๆ ว่าอะไรที่เรายังไม่รู้ ? คำว่า spiritual -enlightenment. enlightenment คือ ความตรัสรู้ คือความรู้อย่างสว่างไสว. มีความรู้อย่างสว่างไสวนั้นแล้ว ยังต้องมีคำว่า spiritual กำกับอยู่อีก ; คือมันทางฝ่ายธรรมะ ทางฝ่ายจิตฝ่ายธรรม ; ดังนั้น ความรู้ทางฝ่ายวัตถุนี้มันช่วยไม่ได้. แล้วสิ่งที่เรียกว่า enlightenment นั้น อย่าไปทำเล่นกับมัน พวกคุณอาจจะไม่รู้ว่าคืออะไรก็ได้ เพราะคำว่า รู้ รู้ นี้ มันมีหลายคำนัก แล้วมันหลายระดับด้วย. คุณอ่านหนังสือ เรียนหนังสืออย่างในมหาวิทยาลัยนี้ คุณก็ได้ความรู้ เราเรียกว่า knowledge หรืออะไรก็ตามใจ, มันก็คือความรู้เท่านั้น. แล้วคุณ ก็ใช้ความรู้นี้ในการศึกษาค้นคว้า ในการใช้เหตุผล ใช้ reasoning, โดยใช้อันนี้ เป็นเครื่องมือ คุณก็จะได้ understanding หรืออะไรที่เป็นทำนองเดียวกันนั้นมา ; เรียกว่ามัน convince เข้าไปอีกขั้นหนึ่งจาก knowledge ; นี้ก็ยังไม่ใช่ enlighten- ment เพราะมันอาศัยเหตุผล (reasoning) สำหรับความรู้ (knowledge) นั้น อาศัยตำรับตำราศึกษาเล่าเรียน (studying) อะไรก็ตาม นั้นมันยังต่ำเกินไป. ทีนี้ ความเข้าใจ (understanding) พวกนี้ มันก็อาศัยเหตุผล (reasoning) มัน เป็นทาสเป็นขี้ข้าของเหตุผล ไม่ใช่ความรู้แจ้ง (enlightenment).

น.49 ที่นี้คุณเอาความรู้ understanding อันนี้ไปใช้ต่อไป ในการรู้จักสิ่งที่รู้ จากจิตใจโดยตรง. คือเอาประสพการณ์ (experience) ต่าง ๆ ในชีวิตเป็นบทเรียน แล้วยังจำกัดชัดลงไปด้วยว่า spiritual experience ต้องเป็น experience ทาง spiritual คือทางฝ่ายที่เกี่ยวกับจิต วิญญาณ ซึ่งเป็นธรรมะชั้นสูงนั้นมา. เช่น คุณ เคยเป็นเด็กมา เป็นอย่างไร ? แล้วมันผ่านอะไรมาในชีวิต ? ตั้งแต่เด็กมาจนบัดนี้ เจ็บปวดอย่างไร ? สุขทุกข์อย่างไร ? กิเลสเป็นอย่างไร ? เหล่านั้นแหละเขา เรียกว่าเป็น spiritual experience เอาเรื่องเหล่านี้มาศึกษาใหม่ โดยใช้วิชาความรู้ ที่เรียนทางหนังสือ ทาง reasoning อะไรต่างๆ มาช่วยกันจนกว่าจะรู้แจ้งมันว่า กิเลสคืออะไร ? ความทุกข์คืออะไร ? อย่างที่เรียกว่า realization มันจึงจะ เป็นประเภท enlightenment. ฉะนั้นพวก knowledge ยังพึ่งไม่ได้, พวก understanding ทั่ว ๆ ไปนี้ ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะมันยังขึ้นอยู่กับเหตุผล. ฉะนั้นต้องเหนือจากเหตุผล ก็คือ เรื่องจริงที่มีมาแล้วแต่หนหลัง แล้วมาเห็นอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้, เช่นว่า พอเกิด ความกำหนัด เกิดราคะขึ้นมา แล้วมันร้อนอย่างไร? คุณไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องอาศัยความรู้ในหนังสือ. ถึงแม้ความรู้ในหนังสือจะบอกว่า ราคะเป็น ของร้อน มันก็คล้ายนกแก้วพูด. หรือจะใช้เหตุผลว่า ราคะคงจะเป็นของร้อน มันก็เป็นการคาดคะเนเท่านั้นเอง มันต้องเคยมีราคะมาแล้ว แล้วมันร้อนอย่างไร รู้อย่างนั้นแหละ เรียกว่า spiritual experience มันเป็น material ของ enlightenment. เราไม่เอา enlightenment แขนงอื่น เราจะเอาแต่แขนงที่ เกี่ยวกับเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คือความทุกข์ และความดับทุกข์ท่าเดียว spiritual -enlightenment อย่างนี้เคยมีเต็มไปหมด ในผืนแผ่นดินตะวันออกของเรา คือมีศาสนาพุทธ มีศาสนาโซโรอัสเตอร์ แล้วก็มีศาสนาเวทานตะ คือฮินดู กระทั่งมีเล่าจื้อ ขงจื๊อ กระทั่งมีคริสเตียน ศาสนาซิกซ์ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น,

น.50 ซึ่งเป็นเรื่องแสงสว่างทางวิญญาณทั้งนั้น. แต่แล้วเราก็ไม่เข้าใจศาสนาเหล่านั้น หรือว่าคนในศาสนานั้น ๆ ก็ไม่เข้าใจศาสนานั้น ๆ ยิ่งขึ้นทุกที ๆ; ไม่เหมือน สมัยก่อน. ยิ่งไม่เชื่อ แล้วก็ตัดความเชื่อไปเสียเลยด้วย; ความเข้าใจไม่มี แล้วก็ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับด้วย, เราจึงเลยสูญเสีย ของประเสริฐวิเศษของ ตะวันออกนี้ไปทุกที ๆ ไปเป็นทาสทางปรัชญาของฝรั่งทางตะวันตกมากขึ้นทุกที. ผมพูดอย่างนี้ ไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธ พูดที่ไหนก็พูดอย่างนี้, พูดกับพวก ฝรั่งก็พูดอย่างนี้ เขียนก็เขียนอย่างนี้ ไม่กลัวโกรธ ; เพราะถือว่าพูดความจริง นี้อย่างหนึ่ง แล้วก็ถือว่าพูดเพื่อจะดึงพวกเรานี้ กลับมาสู่ของดี วิเศษประเสริฐ ของเรา ที่เคยมีมาแต่กาลก่อน ; ดึงกลับมาสู่ของดี ที่เราเคยมีมาแต่กาลก่อน ซึ่งเวลานี้กำลังจะแหกคอก แตกคอกออกไปนิยมสิ่งที่เป็นมาร สิ่งที่จะเป็นผู้ทำลาย ล้าง ให้มนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ ให้โลกนี้ไม่มีสันติภาพ. ดึงมาสู่สภาพเดิม ของเรา. มันเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะคนเป็นคน ๆ ไป เราไม่อาจจะดึงมาทั้งหมด หรือทั้งโลก แต่ว่าเราอาจจะดึงมาได้เป็นคน ๆ ไป ด้วยการขอร้องให้คน ๆ นั้นดูเสียใหม่ ว่าอะไรเป็นอย่างไร ? ชีวิตคืออะไร ? เกิดมาทำไม ? มนุษย์จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับนี้ ได้โดยวิธีใด ? เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูดกับพวกคุณ ซึ่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย หรือว่าใน ระดับที่เทียบเท่าอย่างนั้น ก็อยากจะขอเตือนสักหน่อยว่า พวกคุณอย่าเพ่อทะนงตัว ว่ามีความรู้ในชั้นอุดมศึกษา เพราะว่าคุณยังไม่รู้ แม้แต่คำถามที่ว่าเกิดมาทำไม ? คุณยังไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองนี้ เกิดมาทำไม ? คุณขาดความรู้อันนี้, ฉะนั้นไม่ใช่ อุดมศึกษาดอก, สิ่งที่เรียน ๆ อยู่นั้น ถ้าว่าเป็นอุดมศึกษา มันก็เป็นอุดมศึกษา ของเด็กอมมือ ที่เห็นแต่ลูกกวาด, คือเป็นอุดมศึกษาของมนุษย์ที่รู้จักแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. พอคุณจบมหาวิทยาลัย คุณก็มีอุดมศึกษาของมนุษย์ ธรรมดา ที่มีแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, ถือว่าเป็นอย่างดีที่สุดของมนุษย์ ที่เป็นทาสของเทคโนโลยี่.

น.51 การที่ยืมเอาคำว่า "อุดมศึกษา" ไปใช้นั้น พวกพุทธบริษัทเขาหัวเราะ เพราะว่าอุดมศึกษาของพุทธบริษัทนั้น มันหมายถึงปฏิบัติไปจนถึงขนาดบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ข้อที่พุทธบริษัทเรียกว่า อุดมศึกษา อุดมวิชา อุดม อะไรก็ตาม มันหมายถึงบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ถ้าเอาอุดมศึกษาไปใช้ แก่การจบหลักสูตรมหาวิทยาลัยเสียแล้ว, แล้วเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน จะเอาคำไหนมาใช้, ที่พูดกันนี้ เพื่อป้องกันการลืมตัว ว่าอุดมศึกษานั้นมันยัง เป็นอุดมศึกษาของเด็กอมมือ คือเด็กที่ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ?. ถ้าพวกคุณยัง ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ผมอยากจะเรียกว่า เด็กอมมือ, ไม่ใช่เรียกว่า นิสิต หรือนักศึกษา ในอุดมศึกษา แต่จะเรียกว่า เด็กอมมือที่ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ในสังคมทั่วไปนั้น คุณก็เป็นนิสิต คุณก็เป็นนักศึกษา ในขั้นอุดม- ศึกษา, แต่ในสังคมสวนโมกข์นี้ คุณเป็นเด็กอมมือ, เพราะว่า คุณยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? นี่แหละขอให้นำเรื่องนี้ไปคิดดู เพราะว่าคุณตั้งปัญหาถามมา ในลักษณะที่เป็นอุดมศึกษาจริง ๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้ความทุกข์ เกิดขึ้นมา ? แล้วทำอย่างไรจึงจะทำลายความทุกข์ที่เกิดอยู่แล้วให้หมดไปได้ ? นี่แหละเป็นอุดมศึกษาจริง ๆ, เป็นปัญหาทางอุดมศึกษา ; ถ้ารู้แล้วก็เป็นผู้สำเร็จ อุดมศึกษา ไม่ใช่เด็กอมมือ. ผมก็เลยตอบอย่างคร่าว ๆ กว้าง ๆ รวม ๆ กันไปว่า คุณต้องมีควายสองตัวสำหรับเทียมชีวิต, ให้ชีวิตเป็นไปได้ด้วยควายสองตัว คือ ทั้งเทคโนโลยี และทั้ง spiritual-enlightenment สองอย่างนี้คู่กันไป คุณก็จะ พ้นจากภาวะที่เป็นเด็กอมมือ ในพุทธศาสนา ; จะมาสู่ความเป็นมนุษย์ ที่ว่า เติบโตแล้ว เจริญแล้ว ถึงขนาดที่เรียกว่าจะเป็นพุทธบริษัทได้

น.52 ในวันนี้เราพูดกันถึงเรื่องอารัมภกถา ก็หมายความว่าเรื่องกว้าง ๆ ที่จะให้เข้าใจเรื่องเฉพาะ ๆ อย่างชัดเจน แล้ววันหลังเราก็จะพูดถึงโดยรายละเอียด อย่างใดอย่างหนึ่ง ในข้อที่ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร ? เกิดมาจากอะไร? จะดับ มันได้โดยวิธีใด ? เป็นต้น. เพราะการที่พูดแต่เพียงว่า ให้ชีวิตนี้เทียมด้วยควาย สองตัว นี้มันก็เห็นคร่าว ๆ เท่านั้น ว่าเราจะต้องเจริญทั้งวิชาฝ่ายเนื้อหนัง และวิชาฝ่ายวิญญาณ ; จะต้องรู้จักคำพูดทั้ง ๒ ภาษา คือคำพูดภาษาคนธรรมดา และคำพูดภาษาพระอริยเจ้าพูด. ไปหารายละเอียดอ่านเอาเอง จากหนังสือ เล่มเล็กๆ ที่เรียกว่า "ภาษาคน - ภาษาธรรม" ซึ่งคุณจะได้รู้ภาษาสองภาษา เพิ่มขึ้น. เช่นคำว่า "ชาติ" -ความเกิด นี้ ภาษาคนก็ว่า เกิดมาจากท้องแม่, แต่ภาษาธรรมเขาหมายว่า ความเกิดแห่ง conceptual thought ว่า กู ว่าของกู ครั้งหนึ่ง, เรียกว่า "ความเกิด". คำว่า ความเกิดมีความหมายต่างกันอยู่ อย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ; ต่อเมื่อคุณรู้จักทุกๆ สิ่งในความหมายทางภาษา ธรรมด้วย เมื่อนั้นแหละ จึงรู้จักควายสองตัวอย่างถูกต้อง, จะมีความรู้เรื่อง ควายสองตัวถูกต้องและครบถ้วน. เรื่องอารัมภกถาของเราก็พอกันทีสำหรับวันนี้.

น.53 ในวันนี้ถ้าเกิดฉุกนึกแปลกใจว่า ทำไมเรามา นั่งกลางดินกันอย่างนี้ ก็ขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้าว่า นี่เราทำเพื่อจะเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้า, ป้องกันความประมาท. คุณเรียนกันบนตึกราคา แสน ๆ ล้าน ๆ ทั้งนั้นที่กรุงเทพฯ คุณนั่งเรียน นั่งสอนกันบนตึกราคาแสน ๆ ล้าน ๆ เดี๋ยวนี้ผม ขอให้คุณนั่งกลางดิน, เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่าน เกิดกลางดิน ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณกลางดิน โคนต้นไม้ แล้วก็สอนสาวกส่วนมากก็กลางดิน ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็นิพพานที่กลางดิน. ฉะนั้น เราไม่ต้องการตึกราคาล้าน ๆ. การทำอย่างนี้ จะเป็นทางให้เร่าปลีกตัวออกมาจากความ เป็นทาสของเทคโนโลยี่ อย่างนี้เป็นการใช้ ชีวิตอย่างสาวกของพระพุทธเจ้า นั่งกลางดิน ใต้ต้นไม้ แล้วก็เป็นเวลาที่สงบสงัด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต