Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๒ — ปัญหาเพียงข้อเดียวของมนุษยชาติ

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.54 เวลาของพวกเรา ล่วงมาถึง ๔ นาฬิกาครึ่งแล้ว จะได้พูดกันต่อไปถึงเรื่องที่ค้างอยู่. ในข้อแรก อยากจะให้ ระลึกไปถึงเรื่องที่พูดมาแล้ว ว่า ทำอย่างไรจึงจะป้องกัน ความทุกข์และแก้ไขความทุกข์ ได้ โดยเฉพาะสำหรับฆราวาส ตามหัวข้อปัญหาที่ถามมา. ปัญหาทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัญหา ที่ว่า เกิดมาทำไม ? นี่ใครจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ก็ตาม แต่ความรู้สึกของผม ตลอดเวลาที่ได้สังเกตศึกษา สิ่งต่าง ๆ มา จนกระทั่งบัดนี้ รู้สึกว่า ปัญหาทั้งหมดขึ้น อยู่กับปัญหา ๆ เดียว ว่า เกิดมาทำไม ? เพราะฉะนั้น ในชั้นนี้ ขอให้สนใจปัญหานี้ เพื่อจะเข้าใจตามที่ผมจะพูด ซึ่งจะพูดในลักษณะที่ว่า มันขึ้นอยู่กับปัญหาเดียวว่า เกิดมาทำไม ? ๒๓

น.55 เด็ก ๆ เขาถามว่า ทำอย่างไรจึงจะเล่าเรียนดี ? ผมก็ตอบไปว่า ต้องรู้ ว่าเกิดมาทำไมเสียก่อน จึงจะเล่าเรียนดี. คนโต ๆ มักจะถามว่า ทำอย่างไรจึงจะ ประสบความสำเร็จในการงาน ? ผมก็ตอบว่า จะต้องรู้เสียก่อนว่า เกิดมาทำไม ? คนแก่ ๆ ส่วนมากจะถามว่า จะปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ ? ผมก็ตอบว่า มันต้องรู้เสียก่อนว่า เกิดมาทำไม ? เพราะเดี๋ยวนี้คุณก็ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้วจะปฏิบัติธรรมะอย่างไร ? แล้วจะปฏิบัติธรรมะข้อไหน มันก็จะผิดไปหมด เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เพราะฉะนั้นปัญหาที่ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะป้องกันความทุกข์ในชีวิต ฆราวาสได้ ? มันก็รวมอยู่ที่ว่า ต้องรู้เสียก่อนว่า เกิดมาทำไม? ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันพร่าไปหมด. เราเล่าเรียน เราประกอบการงานในอาชีพ เราก็ได้ผลงาน มาบริโภคใช้สอย กระทั่งมีเกียรติยศ ชื่อเสียง มีอะไรต่าง ๆ ที่เราต้องการจะมี. แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมแล้ว มันจะผิดวัตถุประสงค์ไปหมด. แม้แต่จะ เล่าเรียน หรือจะประกอบการงาน หรือแม้แต่จะรับประทานเข้าไป ; นี่พูด คำหยาบ ๆ. ถ้าไม่รู้ว่า เกิดมาทำไมแล้ว มันก็จะกินเข้าไป หรือรับประทาน เข้าไปในลักษณะที่ผิด ๆ ทั้งนั้น. ฉะนั้นขอให้ไปคิดดูให้ดีว่า ปัญหาทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับปัญหาเพียงปัญหาเดียว. เมื่อคืนตอนหัวค่ำเราก็พูดกันถึงว่า ชีวิตนี้มันต้องเทียมด้วยควาย สองตัว จึงจะดับทุกข์หรือป้องกันความทุกข์ได้ ; นั่นก็เป็นเรื่องของการรู้ว่าเกิดมา ทำไมด้วยเหมือนกัน. หากรู้ว่าเกิดมาเพื่อประโยชน์อะไรแล้ว จึงรู้ต่อไปว่า จะต้อง ทำอย่างไร ? จนกระทั่งว่า จะต้องจัดให้ชีวิตนี้ มันเทียมด้วยควายสองตัว. ควาย ตัวที่หนึ่งก็เรียกว่า ความรู้ ในเมื่อตัวที่สองเรียกว่า กำลังแรง. ดังนั้นควาย ตัวที่หนึ่งต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม ?, และพวกคุณก็เป็นเด็กอมมือในมหาวิทยาลัย

น.56 เพราะไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม, เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ข้อนี้ เพื่อไม่เป็นเด็กอมมือ อีกต่อไป. เพราะไม่รู้ข้อนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเด็กอมมือ ฉะนั้นต้องรู้ข้อนี้ เพื่อพ้น จากความเป็นเด็กอมมือ. นี่คือปัญหาเฉพาะหน้า คือปัญหาที่จะต้องทำให้นิสิต มหาวิทยาลัยพ้นจากความเป็นเด็กอมมือ. แล้วก็ต้องไม่หลับตา หลงไปตาม ที่พูดกัน หรือนิยมกันว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นอุดมศึกษา เพราะ ที่แท้ยังเป็นเรื่องของเด็กอมมืออยู่ เพราะไม่รู้ว่า เกิดมาทำไมนั่นเอง. อันนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คือเรื่องของความไม่ประมาท. ตอนนี้อยากจะพูดถึงเรื่อง ความประมาทสักนิดหนึ่ง. คำว่า "ความประมาท" ในภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมันกว้าง ไม่แคบ ๆ เหมือนในภาษาไทย ซึ่งหมายแต่เพียงอวดดี. สำหรับคำว่า ความประมาท ในภาษาธรรมะนั้นแปลเป็นภาษาไทย หรือภาษาอะไร ๆ ไม่ได้. ขอให้ใช้คำว่า "ประมาท" หรือ "ไม่ประมาท" ไปตามเดิม. เพราะคำว่า ประมาท มันรวมไว้ทั้งหมดของสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา : ความไม่รู้ก็รวมอยู่ในคำว่า ประมาท, ความอวดดีก็รวมอยู่ในคำว่าประมาท, ความสะเพร่าไม่รอบคอบ ก็รวมอยู่ในความประมาท, ความขี้เกียจก็รวมอยู่ในความประมาท, แม้แต่ความ ไม่ตั้งอกตั้งใจฟันฝ่าอุปสรรคให้สำเร็จ ก็เรียกว่าความประมาททั้งนั้น ; มันรวม อยู่ในคำว่า "ประมาท" ทั้งนั้น. หรือถ้าเดี๋ยวนี้เรายังหลับตาอยู่ ยังไม่รู้ว่าเรา เป็นอะไร เราเป็นเด็กอมมือ หรือว่าเราเป็นนิสิตมหาวิทยาลัย ขั้นอุดมศึกษา ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ความประมาทเหมือนกัน แม้โดยไม่รู้สึกตัว. สำหรับความประมาทในภาษาไทยนี้มันแคบ ประกอบไปด้วยเจตนา แล้วก็มีการรู้สึกตัว แล้วอวดดี หรือประมาท. ส่วนในภาษาบาลี หรือภาษา ธรรมะนั้น มันไปไกลกว่านั้น แม้ไม่รู้สึกตัว ก็เรียกว่าความประมาทเหมือนกัน.

น.57 ฉะนั้น เราจะต้องตั้งต้นด้วยความไม่ประมาท คือต้องตั้งต้นด้วยการรู้จักความ ประมาท แม้ที่ไม่รู้สึกตัวนี้ ให้กลายเป็นความไม่ประมาทเสียก่อน. เราสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าทุกเย็น ด้วยบทปัจฉิมโอวาทของพระ พุทธเจ้า คือคำสั่งสุดท้ายเมื่อก่อนจะปรินิพพานนั้นว่า "จงถึงพร้อมด้วยความไม่ ประมาท" พระเณรก็สวดกันอยู่ทุกเช้าทุกเย็น. แต่ถ้าไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม มัน ก็ยังประมาท ก็ยังโง่อยู่นั่นเอง ก็สวดแต่ปากพล่อย ๆ ไปทั้งเช้าทั้งเย็น, มันก็ยัง ประมาทอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นขอให้นึกไว้ เพื่อกันความประมาท แล้วก็จะได้ พยายามรู้เสียเร็ว ๆ ว่า เกิดมาทำไม ? ทีนี้ก็จะได้พูดกันในหัวข้อที่ว่า เกิดมา ทำไมต่อไป : ข้อแรก บางทีจะมีคนเถียงว่า เราไม่ได้อยากเกิดมา ดังนั้นเราไม่รับ ผิดชอบในปัญหาข้อนี้ ; ถ้ามันมีอย่างนี้ก็พึงรู้เถิดว่า นั่นแหละคือคนประมาท อย่างยิ่ง ประมาทถึงที่สุด เป็นความโง่บวกความประมาท และอะไรอื่น ๆ อีก มากมาย จนถึงกับพูดว่าเราไม่รับผิดชอบในการที่ว่า เราเกิดมาทำไม ? เพราะว่า เราไม่ได้อยากเกิดมา พ่อแม่ทำให้เราเกิดมา หรืออะไรทำนองนั้น เราไม่ได้รู้ ไม่ได้ชี้ทั้งนั้น. ถ้ามีปัญหาอย่างนี้ ก็อยากจะขอตัดบทลงไปเสียว่า อย่าไปคิด ในส่วนนั้น ขอให้คิดในส่วนที่ว่า มันเกิดมาแล้ว, เดี๋ยวนี้มันเกิดมาแล้ว เกิดมาเสร็จแล้ว ; เพราะเกิดมาแล้ว มันก็เป็นภาระจำยอม ที่เราจะต้องจำยอม ว่าเราเกิดมาแล้ว เราจะต้องทำให้ถูกกับความประสงค์ของการที่ได้เกิดมา เราจะรู้ หรือไม่รู้ มันไม่มีทางจะแก้ตัว. สิ่งที่มันทำให้เราเกิดมานั้น มันไม่ยอมรับฟังข้อแก้ตัวของเรา เราจึง ต้องรับภาระจำยอมนี้ว่า เราเกิดมาแล้ว ; แล้วเราต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้ว ยังจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามนั้นด้วย. นี่ขอให้หมดปัญหาตอนนี้ไป

น.58 เสียทีว่า เราจะรู้หรือไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพราะอะไร ? เพื่ออะไร ? นี้มันก็มีหน้าที่ ที่จะต้องรู้ว่า เกิดมาทำไม อยู่นั่นแหละ ; เพราะว่า การเกิดมานี้ มันอยู่ใต้ อำนาจของสิ่ง ๆ หนึ่ง แล้วแต่ว่า มนุษย์ผู้มีปัญญาคนแรกๆ เขาจะเรียกมันว่า อะไร ไปตามที่เห็นว่า ดีที่สุด ที่จะมีประโยชน์ที่สุด. ข้อนี้มันเป็นปัญหาของ ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ. พวกที่เป็นวัตถุนิยมจะไม่ยอมรับเอาปัญหาอันนี้ แล้วจะไม่ยอมรับว่า มีอะไรที่ทำให้เกิดมา เพราะมันยุ่ง ; เขาว่าอย่างนั้น. เขาเกิดมาต้องการวัตถุ ก็ผลิตวัตถุ มันก็ต้องการ เทคโนโลยี เป็นพระเจ้า สำหรับช่วยให้การผลิตวัตถุ ที่เขาต้องการ สำเร็จตามความปรารถนา, อย่างนี้เราเรียกว่าพวกวัตถุนิยม เขาจะไม่ยอมคิดปัญหาอย่างที่เรากำลังคิด แล้วเขาก็จะหาว่าพวกเรานี้บ้า มาคิด ปัญหาที่ไม่จำเป็นจะต้องคิด ว่า เกิดมาทำไม ? หรืออะไรทำให้เกิดมา ? แต่ที่นี้ ฝ่ายเรา กล่าวคือชาวตะวันออก ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ด้วยความสว่างไสวในทางวิญญาณนั้น มันคิด, มันต้องคิด และมันเคยคิดมามากแล้ว ; และรู้แล้วด้วย ว่าเกิดมา ทำไม ? หรืออะไรทำให้เกิดมา ? แล้วก็ไม่ได้รู้เกินขอบเขต, รู้แต่พอดี เท่าที่จะ ดับความทุกข์ในการเกิดนี้ได้. นี้คือตัวพุทธศาสนา ได้แก่วิชาความรู้เท่าที่จำเป็น ที่มนุษย์จะต้องรู้ เพื่อจะดับความทุกข์ได้ โดยเฉพาะก็ของทุกคนทั่ว ๆ ไป คือ ฆราวาส เหมือนที่คุณกำลังตั้งปัญหามานี้. ฉะนั้นขอให้คิดว่าเกิดมาทำไม ? โดย ไต่ไปถึงว่า อะไรทำให้เกิดมา ? ถ้าเรารู้จักสิ่งที่ทำให้เกิดมา เราก็จะรู้ได้ง่ายว่า เกิดมาทำไม ? คือมันเกิดมาตามความต้องการของสิ่งที่ทำให้เราเกิดมา. อะไรทำให้เกิดมา ? พูดอย่างภาษาของคนตะวันออก ที่รุ่งเรืองด้วย ความสว่างไสวทางวิญญาณ เขาก็พูดกันตามที่เห็นว่า เหมาะแก่บุคคลในยุคนั้น ในถิ่นนั้น. บางพวกก็พูดว่า พระเจ้าทำให้เราเกิดมา สร้างเรามา. แต่พุทธ-

น.59 บริษัทนี้ใช้คำว่า "พระธรรม", พระธรรมทำให้เกิดมา. ทีนี้เดี๋ยวนี้ก็เกิดมี ความคิด ที่จะเป็นอิสระ คือไม่ใช้คำว่า "พระเจ้า" หรือ "พระธรรม" จะใช้ คำว่า "ธรรมชาติ" ก็ได้ ธรรมชาติทำให้เราเกิดมา . แต่อย่าลืมว่า ใน พุทธศาสนานั้น สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ นั้น เขารวมไว้ในคำว่า "พระธรรม". นี่แหละคุณจะต้องเข้าใจคำว่า ธรรมชาติ ที่ชอบพูดกันนักนี้ ใน พุทธศาสนารวมไว้ในคำที่เรียกว่า "พระธรรม" ; เพราะคำว่า "ธรรม" หรือ พระธรรม นี้มันกว้าง มันครอบคลุมไปทุกสิ่งทุกอย่างหมด. ตัวธรรมชาติก็ดี ตัวกฎของธรรมชาติก็ดี ตัวหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติก็ดี ตัวผลที่ได้ รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็ดี เรียกว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. สิ่งต่าง ๆ ๔ ประเภท จำแนกเป็นอย่าง ๆ แล้ว ไม่รู้กี่ล้านอย่างนั้น รวมอยู่ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. ธรรม ก็คือพระธรรมในที่นี้. พระธรรมในที่นี้ไม่ใช่หมาย แต่เพียง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างที่เราท่องกันในแบบเรียน แต่หมายถึงทุกสิ่ง รวมทั้งสิ่งที่มีอำนาจ บันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป คือพระธรรม ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นจึงเห็นได้ทันทีว่า พุทธบริษัทถือว่า พระธรรมเป็นผู้สร้างเรามา, แล้วก็มีความมุ่งหมายจำกัดตายตัว ไม่พร่า ไม่เลือน ว่าที่สร้างให้เกิดมานี้ เพื่อให้มาทำอะไร ? พวกอื่นเขาไม่เรียกว่า พระธรรม เขาเรียกว่าพระเจ้า ก็ได้เหมือนกัน. คุณควรจะเข้าใจคำว่า "พระเจ้า" เพราะว่าพระเจ้านี้ เป็นภาษาไทย ไม่ใช่ ภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาฝรั่ง. พวกฝรั่งเขามีคำว่า "พระเจ้า" ของเขา เช่นคำว่า God เป็นต้น ; แล้วมีคำที่ใช้แทนคำว่า God นี้อีกมากมายหลายสิบคำ, แต่แล้ว เขาก็ไม่รู้จักพระเจ้า หรือ God เช่นเดียวกับที่พวกพุทธบริษัทไม่รู้จักพระธรรม ในลักษณะที่ถูกต้อง และสมบูรณ์.

น.60 คำว่า "พระเจ้า" ที่แท้ในภาษาไทยนั้น มันก็คือพระธรรม คือทำ หน้าที่สร้างโลก ควบคุมโลก ให้โลกเป็นไปตามกฎเกณฑ์, นั่นแหละคือพระธรรม หรือจะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ ; แต่แล้วเด็ก ๆ นี้ถูกสอนให้เข้าใจผิด จนพระเจ้านี้ กลายเป็นบุคคล หรือเป็นผี หรือเป็นอะไรก็ตาม ที่มีความรู้สึกอย่างคน, ให้พระเจ้ารู้สึกเหมือน ๆ คน เช่นพระเจ้าบางชนิดมักมากในกามารมณ์ก็มี, หรือ อย่างน้อยที่สุดก็รู้จักโกรธ รู้จักเกลียด รู้จักรัก รู้จักพอใจ เหมือนกะคน, มันก็เลยผิดไปจากความหมายที่ถูกต้องของคำว่า "พระเจ้า" แล้วพระเจ้าก็มี คุณลักษณะ หรือ qualification นั้น มากจนพูดไม่ไหว คือสามารถทำทุกอย่าง มีหน้าที่ทุกอย่าง แล้วเราก็ไปเอาแต่เพียงหน้าที่อย่างคน ๆ. มันก็ไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรมแก่พระเจ้า นั่นแหละคือ การไม่รู้จักพระเจ้า. เมื่อไม่รู้จักทั้งพระเจ้า ไม่รู้จักทั้งพระธรรม มันก็ไม่รู้ว่า พระเจ้าหรือ พระธรรมนั้น ต้องการให้เราทำอะไร ? ฉะนั้นคุณควรจะไปรู้จักพระเจ้า รู้จัก พระธรรม ให้เพียงพอเสียก่อน ; แล้วก็จะรู้จักว่า พระเจ้า หรือพระธรรมนี้ ต้องการให้เราทำอะไร ? . แล้วมันก็จะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน เป็นเรื่อง ๆ เดียวกัน กับที่ว่า ธรรมชาติต้องการให้เราทำอะไร ? ทีนี้พอพูดถึงคำว่า "ธรรมชาติ" คุณก็รู้นิดเดียวอีกนั่นแหละ รู้นิดเดียวอีกตามเคย ว่าธรรมชาติก็คือ สิ่งที่มนุษย์ ไม่ได้ทำ ที่มันเกลื่อน ๆ อยู่ตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ไม่ได้สร้าง ไม่ได้ทำ; ถ้ารู้ เท่านี้ก็เรียกว่ารู้นิดเดียวของความหมายทั้งหมด ของคำว่า "ธรรมชาติ". คำว่า "ธรรมชาติ" ในภาษาธรรมะ ในภาษาศาสนา ละก็กว้างหมด ; อย่างเดียวกันกับคำว่าพระเจ้า, อะไร ๆ เป็นธรรมชาติหมด ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมชาติ ; แล้วยังแบ่งไว้เป็น ๒ ประเภท ได้แก่สิ่งที่มันมีสิ่งอื่นปรุงแต่ง ก็เรียกว่า "ธรรมชาติ" สิ่งที่อยู่เหนือการปรุงแต่งของสิ่งใด ๆ ก็ยังเรียกว่า

น.61 "ธรรมชาติ" อยู่นั่นเอง. เช่นเรื่องสูงสุดคือ นิพพานอย่างนี้ นิพพานก็เป็น ธรรมชาติ ; แต่ผู้ที่ไม่เคยบวช ไม่เคยเรียนภาษาบาลีจะไม่รู้อย่างนี้ จะไม่ได้ยิน อย่างนี้ แล้วจะไม่เข้าใจอย่างนี้. ในภาษาบาลีจะใช้คำว่า "ธรรมชาติ" แก่ทุกสิ่ง : เรื่องโลก ๆ นี้ก็เป็นธรรมชาติ, เรื่องธรรมะก็เป็นธรรมชาติ, กระทั่งเรื่องสูงสุด เหนือโลก เหนืออะไรหมด ก็เรียกว่าธรรมชาติ; ฉะนั้นนิพพานเป็น ธรรมชาติแห่งความไม่ตาย, เป็นธรรมชาติที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้, เป็น ธรรมชาติซึ่งเป็นที่สิ้นสุดของสิ่งที่ปรุงแต่ง อย่างนี้เป็นต้น. นี่มันไกลออกไป จนคุณฟังไม่เข้าใจ ใช่ไหม ? เพราะว่าในมหาวิทยาลัยของคุณไม่เรียนธรรมชาติ อย่างนี้ ไปเรียนธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของเด็ก ๆ อมมืออยู่ตามเดิม. เรียนเรื่องก้อนกรวดก้อนหิน ความร้อน แสง เสียง อะไรก็ตาม ก็เป็นเรื่อง ธรรมชาติทางวัตถุไปหมด. ส่วนธรรมชาติที่ไม่ใช่วัตถุนั้นไม่รู้จัก แล้วก็ไม่ยอม รับว่าเป็นธรรมชาติก็ได้. ฉะนั้นถ้าเข้าใจคำว่า "ธรรมชาติ" ในบาลี หรือใน พุทธศาสนา มันก็จะหมดปัญหาไปมากทีเดียว ; คือทำให้รู้ว่าธรรมชาติต้องการ ให้ "คน" นี้ทำอะไร ? "คน" นี้ ถ้าพูดตามภาษาธรรมะอย่างนี้ ก็คือผลิตผลของธรรมชาติ แม้แต่ที่คุณเรียนวิทยาศาสตร์อย่างใหม่ ๆ จากพวกฝรั่งมา คุณก็พอเข้าใจได้ว่า มนุษย์ สัตว์ เหล่านี้มันเป็นผลิตผลของธรรมชาติ ; มันไม่เคยมีอยู่ในโลกมาก่อน แล้วมันก็เพิ่งมีขึ้นมา ไปเรียนชีววิทยาดู มันก็รู้. แม้ตัวโลกเองก่อนนี้มันก็ไม่มี มันก็เพิ่งมีขึ้นมา ฉะนั้นโลกนี้มันก็เป็นผลิตผลของธรรมชาติ คือด้วยการบันดาล ของธรรมชาติ, ในภาษาธรรมเขาเรียกว่าปรุงแต่งเป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติ ซึ่งมันไม่มีจิต ไม่มีเจตนาเหมือน "คน" มันก็ยังปรุงแต่งได้ บันดาลสิ่งต่างๆ ได้. คุณเอาไปคิดดูซิว่า ถ้าคุณเชื่อว่า โลกนี้มันแตกเป็นสะเก็ดออกมาจากดวงอาทิตย์ หรือว่าการรวมกลุ่มเข้มข้นของเนบิวลา (nebula) จนเกิดเป็นโลกขึ้นมาก็ตาม,

น.62 คุณจะเรียกว่า มันเป็นเจตนาของธรรมชาติหรือไม่ ? ถ้าถือเสียว่าธรรมชาติ ไม่ใช่คน ก็อาจจะถือว่าไม่ใช่เจตนาก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้เรามีภาษาใช้ที่กว้างออกไป แม้ไม่มีชีวิตจิตใจ รู้สึกนึกคิด มันก็มีความหมายอยู่ในนั้น. ที่มันไม่อยู่นิ่ง ที่มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้ เราเพ่งดูให้ดีเถิด มันก็มีความหมายใน ลักษณะที่เหมือนกับเจตนา. เพราะเราต้องยอมรับว่า ธรรมชาตินี้มีวิวัฒนาการ คือเปลี่ยนไปเรื่อย ไปในทางที่แปลกออกไป ๆ แปลกออกไปๆ นั้นคือ วิวัฒนาการ จะด้วยความประสงค์อย่างไร ก็เพื่อที่จะถึงที่สุด หรือถึงจุดจบของมัน. ดังนั้น การที่ธรรมชาติให้มีอะไรขึ้นมาไม่สิ้นสุดหยุดหย่อนนี้ ก็ควร จะถือว่า เพื่อถึงจุดจบของมัน. ทีนี้ถ้าเป็นจุดจบทางวัตถุธาตุ มันก็อาจจะเป็น เพียงความสลายตัวไปอีกก็ได้, สลายตัวไม่มีเหลืออยู่อีกครั้งหนึ่งก็ได้ ; คือโลกนี้ มีจุดจบสักวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อมันมีการสลายตัว ไม่มีเหลืออยู่อีกก็ได้ แต่นี้มัน เป็นเรื่องทางวัตถุ มันไม่ใช่เรื่องของคนที่มีชีวิตจิตใจ ; ดังนั้นเรื่องของคนที่มี ชีวิตจิตใจ มันก็เลยมีจุดจบมากกว่านั้น หรือดีกว่านั้น วิเศษกว่านั้น ; มันก็คือ เรื่องจุดจบทางฝ่ายวิญญาณ เป็นเรื่องของความสว่างไสวทางวิญญาณ หรือ spiritual -enlightenment ดังที่เราได้พูดกันมานานแล้ว. นี่แหละทางวัตถุก็ไปให้ถึง จุดสูงสุดของฝ่ายวัตถุ ทางฝ่ายวิญญาณก็ไปให้ถึงจุดสูงสุดของทางฝ่ายวิญญาณ. นี่แหละจะไปเป็นอันเดียวกันกับความประสงค์ของพระเจ้า หรือความประสงค์ ของพระธรรม. พระธรรมเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ เป็นส่วนสำคัญ มันก็ต้อง มีจุดจบตามทางฝ่ายวิญญาณ คือมีจิตใจสูงสุด เท่าที่สิ่งที่เรียกว่าจิตใจนี้มันจะสูงได้. ทีนี้เมื่อถามว่า พระธรรมมีความมุ่งหมาย มีเจตนารมณ์อย่างไร ใน การที่สร้างมนุษย์ขึ้นมานี้ ? ก็เพื่อให้มนุษย์ไปถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์. พระเจ้าก็เหมือนกัน เมื่อถือตามหลักของพวกคริสเตียน ซึ่งเขียนเรื่องพระเจ้า

น.63 เอาไว้ชัดเจนพอนี้ ตั้งแต่ที่ยังเป็นศาสนายิว เขาก็พูดไว้ชัดว่า เพื่อมนุษย์จะไป รวมกับพระเจ้าในที่สุด, เพื่อมนุษย์จะไปเกิดในโลกของพระเจ้า คือไปเป็นอันเดียว กันกับพระเจ้าในที่สุด ; แล้วก็จบกันแค่นั้น. เดี๋ยวนี้มนุษย์ยังอยู่ในโลกของ มนุษย์ที่เป็นความสกปรกมืดมัว เร่าร้อน เป็นทุกข์นี้ ก็ให้ปฏิบัติศาสนาไปจน พระเจ้าโปรด รับเข้าไว้ในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ต้องเป็นอะไรอีกต่อไป. จุดจบของพวกที่ถือศาสนาพระเจ้า เขาวาดไว้อย่างนี้ แต่แล้วเราก็ไม่เข้าใจเขา ; แล้วไปดูถูกเขาว่า บ้า ๆ บอๆ. นี่ผมอยากจะทายล่วงหน้าว่า พวกคุณ ไม่รู้ ใจความของศาสนาคริสเตียน จนไปดูถูกเขาว่า เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ก็ได้. ทั้งนี้ก็เพราะว่า แม้แต่พวกคริสเตียนเองที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็มี, นับถือศาสนาคริสเตียน แต่ปาก เหมือนที่คนไทยเรานับถือพุทธศาสนาแต่ปาก ; เมื่อพวกโน้นไม่รู้จัก พระเจ้า พวกนี้ก็ไม่รู้จักพระธรรม. ถ้าคุณรู้จักพระธรรมแล้วก็จะหมดปัญหา แล้วจะไม่ถามปัญหาอย่างนี้, แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาสวนโมกข์. ที่ถามปัญหาอย่างนี้มันแสดงอยู่ในตัวแล้ว ว่าไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "พระธรรม" ฉะนั้นก็เป็นการสมควรแล้ว ที่ว่า เราจะ มาพบกันที่ไหนแห่งหนึ่ง เพื่อศึกษา หรือเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระธรรม จนรู้จักพระธรรม ; แล้วปัญหาต่าง ๆ จะหมด. คือรู้จักพระธรรมแล้ว ก็จะรู้ว่า เกิดมาทำไม ? ใครบันดาลให้เกิดมา? ด้วยวัตถุประสงค์อะไร ? แล้วเราจะต้อง ทำอย่างไรต่อไปให้ลุล่วงไปจนถึงที่สุด ? ถ้ารู้จักพระธรรมมันก็ต้องรู้อย่างนั้น เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ถึงขนาดนั้น คือไม่รู้ถึงขนาดที่จะเรียกว่ารู้พระธรรม มันก็เป็นเหตุ ให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน. ตั้งต้นแต่การเป็นเด็กนี้ ก็ไม่ประสบความ สำเร็จ ในการเรียน ในการงาน ในการบริโภคผลงาน ชนิดที่มันจะไม่เป็นความ ทุกข์ ; มันมีแต่ความยุ่งโกลาหล วุ่นวาย หรือเป็นความทุกข์ไปหมด. วัฒนธรรม

น.64 หรือศาสนาอื่นถือคำว่า "พระเจ้า" พุทธบริษัทถือคำว่า "พระธรรม" เราจะ ต้องทำตามความประสงค์ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม", มันมีเจตนารมณ์ของมัน อย่างไรเราต้องทำตามนั้น. พูดอย่างกำปั้นทุบดินก่อน ไม่มีทางผิด ว่าพระธรรม สร้างเรามา เพื่อให้เรามีธรรม. คุณจะฟังออก ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ; พระธรรมนี้สร้างเรามาเพื่อให้เรามีธรรม, สร้างมนุษย์มาเพื่อให้มีธรรม ; เมื่อมี ธรรมแล้วก็จะได้แตกต่างจากสัตว์. ฉะนั้นเขาจึงมีคำพูดมาแต่โบราณดึกดำบรรพ์ว่า "ธรรมะนี้เพื่อความผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์" ; ถ้าท่องคาถานี้ไว้บ้างก็จะดีว่า "อาหารนิททาภยเมถุนญจ" -การหาอาหารกิน การแสวงความสุขในการนอน การรู้จักขี้ขลาด วิ่งหนีอันตราย และการประกอบเมถุนธรรม, "สามาญญ- เมตปปสฺภิ นราน์" -สี่อย่างนี้มีเสมอกันระหว่างคนกับสัตว์, "ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส" -ธรรมะเท่านั้นที่จะทำความผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์, “ธมฺเมน หึนา ปสุภิ สมานา" -เมื่อเอาธรรมะออกไปเสียแล้ว คนก็เท่ากันกับ สัตว์. มันมีใจความว่า ธรรมะนี้ทำให้คนต่างจากสัตว์, ธรรมะสร้างคนขึ้น มาผิดจากสัตว์ก็เพราะว่า ต้องการให้คนมีธรรมะอย่างคน อย่างมนุษย์. เดี๋ยวนี้ เราก็เรียกตัวเองว่าเป็นคน หรือเป็นมนุษย์ มันก็ต้องมีธรรมะ ถ้าใครไม่มีธรรมะก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์. คำว่า "ธรรมะ" ในที่นี้ก็หมายถึง ธรรมะสำหรับคน ธรรมะเพื่อมนุษย์ เพื่อคน ก็คือรู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้วก็ทำไปให้ถึงที่สุด. พอพูดถึงพระเจ้าก็อย่างเดียวกันอีก พระเจ้าต้องการ ให้คนดีกว่าสัตว์ แล้วไปอยู่กับพระเจ้า. ถ้าพูดถึงธรรมชาติ ธรรมชาติต้องการ ให้มีวิวัฒนาการ ไม่หยุด, วิวัฒนาการมาจนเป็นมนุษย์ แล้วก็ให้ไปถึงที่สุดของ ความเป็นมนุษย์ ; ในที่สุดเราก็ไปจบอยู่ที่การมีธรรมะอย่างถูกต้องและสมบูรณ์. นี่เรารู้จักว่า พระธรรมต้องการให้เรามีธรรม พูดอย่างกำปั้นทุบดิน ก็ว่า ธรรมะสร้างมนุษย์ขึ้นมาสำหรับให้มีธรรมะ. ที่นี้ เดี๋ยวนี้เรามีธรรมะแล้ว

น.65 หรือยัง ? คุณก็ตอบได้ด้วยตนเอง. ผมพูดทีไรมันก็กระทบกระเทือนทุกที ว่ามนุษย์ในโลกนี้มีธรรมะหรือยัง ? พวกเราชาวไทยนี้มีธรรมะหรือยัง ? และโดย เฉพาะคน คนเดียว เป็นคนหนึ่ง ๆ เช่นคุณเอง มีธรรมะหรือยัง? ผมก็ตอบ ได้แต่เพียงว่า ถ้ามีธรรมะจริงแล้ว มันไม่ยุ่งยาก โกลาหล วุ่นวาย อย่างที่ เป็นอยู่เดี๋ยวนี้. ทั้งโลกก็ดี ทั้งประเทศก็ดี หรือแม้แต่คน ๆ เดียวก็ดี, ถ้ามี ธรรมะแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้. อันนี้เราก็รู้กันเอง เฉพาะคน ๆ เป็นภายในไปก็แล้วกัน. แต่ถ้ามองดูที่สังคม คุณก็ตอบได้มาก กว่านั้น ว่าสังคมกำลังเป็นอย่างไร. เมื่อรู้ว่าสังคมเป็นอย่างไร เราก็อาจสามารถที่จะปลีกตัวออกมาจาก สังคมโดยทางจิตใจ ; ทางร่างกายมันเนื่องอยู่ด้วยสังคม หลีกไม่ค่อยพัน แต่ทาง จิตใจนี้ เราสามารถที่จะปลีกออกมาเสียจากสังคมที่สกปรก ; คือมามีธรรมะ อาศัยธรรมะเป็นเครื่องมือ, แล้วเราก็ยังคงได้รับประโยชน์จากธรรมะ ยังสามารถ ทำให้ตรงตามความประสงค์ของพระธรรม ที่สร้างเรามาทำไม นี้. ในส่วนนี้ผม ขอร้องว่า คุณอย่าเป็นคนปดมดเท็จ แก้ตัว ว่าไม่อาจจะแยกจากสังคม ไม่อาจจะ ปลีกจากสังคม. เมื่อเพื่อนสูบบุหรี่ เราก็ต้องสูบ, เมื่อเพื่อนกินเหล้า เราก็ต้อง กินเหล้า, เมื่อเพื่อนสำมะเลเทเมาเรื่องเพศ เราก็ต้องสำมะเลเทเมา, เราไม่อาจ จะแยกจากสังคม. อย่างนี้ผมว่าเป็นคนมุสา เป็นคนขี้ปดมดเท็จ สำหรับจะแก้ตัว สำหรับจะไปทำความชั่ว ธรรมชาติสร้างเรามาโดยทางจิตใจ สามารถที่จะแยกออกจากสังคม ไปนิพพานตามลำพังเราคนเดียวก็ได้. ถึงทางร่างกายก็เหมือนกัน ถ้าเรามีความ กล้าหาญพอ เราก็สามารถจะแยกออกจากสังคม ; หรือว่าถ้าเราจะเข้าไปรวมอยู่ ในสังคมเราก็จะต้องเป็นฝ่ายที่ต่อต้าน ไม่ให้ขบถต่อพระธรรม.

น.66 ผมได้ยินข่าวหนังสือพิมพ์ลงว่า พวกนิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าไป ต่อสู้ทางการเมือง เกี่ยวกับพรรคนั้นพรรคนี้ ; แต่แล้วก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไป ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อพระธรรมหรือเปล่า ? ถ้าพวกนิสิตเหล่านี้ไปต่อสู้ ทางการเมือง ทางสังคมแล้ว มันก็ต้องเพื่อความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้อง ตามความต้องการของพระธรรม ; มันก็ได้เหมือนกัน. แม้จะอยู่ในสังคม ถ้า อยู่ในลักษณะอย่างนี้มันก็มีประโยชน์เหมือนกัน. แต่ถ้าพลอยผสมโรงไปในทาง ที่ไม่ใช่พระธรรม, ไม่ใช่ของพระธรรม, หรือว่าเป็นอธรรม, หรือว่าเป็นธรรม ที่ผิด ๆ แล้ว มันก็ใช้ไม่ได้ ; มันผิดวัตถุประสงค์ของพระธรรม พระธรรม ไม่ต้องการอย่างนั้น. พระธรรมต้องการให้เรามีธรรม, พระธรรมสร้างเรามา เพื่อต้องการให้เรามีธรรมเรื่อย ๆ ไป, คือดีขึ้นไป สูงขึ้นไป จนถึงบรมธรรม สุดยอด. สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" นั้น เขาเรียกหลายชื่อ มีหลายชื่อเช่น นิพพาน เป็นต้น อมตธรรม เป็นต้น นั่นแหละคือบรมธรรมสูงสุดของมนุษย์. ฉะนั้นขอให้ถือว่า พระธรรมสร้างเรามา เพื่อให้เรามีธรรมเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่ง ถึงบรมธรรม นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้. ถ้าปฏิเสธแล้วจะยุ่ง เพราะผิดและสับสนกัน. แม้ว่า เดี๋ยวนี้คุณก็มุ่งหมายที่จะเป็นฆราวาส ที่จะสึก ออกไปเป็นฆราวาส, หรือเอาพวกฆราวาสเป็นหลัก เราก็ยังพูดยืนยันอยู่นั่นเอง ว่าเป็นมนุษย์นี้เพื่อมีธรรมะ เพื่อถึงยอดสุดของบรมธรรม ฆราวาสก็ต้องเดินทางไปหาบรมธรรม บรรพชิตก็ต้องเดินทางไปหา บรมธรรม ; ใครจะไปเร็วช้ากว่ากัน มันอยู่ที่ใครทำผิดหรือทำถูก. ที่ออกมาเป็น บรรพชิตนี้ก็เพื่อจะไปได้เร็ว ๆ คือตัดความผูกพันส่วนใหญ่ออกไปเสีย เพื่อจะไป เร็วๆ; แต่แล้วมันก็เห็นอยู่ว่า ไม่ไปเร็ว ๆ ก็มี ยังขบถต่ออุดมการณ์อันนี้ก็มี ;

น.67 เพราะบรรพชิตก็มีหลายชนิด หลายประเภท; บางทีฆราวาสไปเร็วกว่าก็มี. ถ้าฆราวาสเป็นผู้ประพฤติธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจอยู่เสมอ มันก็เลื่อนชั้นไป โดยเร็ว ไม่มีอะไรที่คงที่ตายตัว ตายด้านอยู่ที่นั่น ; แล้วจิตใจมันก็วิวัฒนาการ ไปด้วยเหมือนกัน. สิ่งที่เคยรัก เคยบูชา มันก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่รักไม่บูชา ; แล้วก็เลื่อนไหลไปหาสิ่งอื่น ที่ไปรักไปบูชา, ไม่เท่าไรก็เห็นเป็นเรื่องไม่น่ารัก ไม่น่าบูชา ; มันก็เลื่อนต่อไปอีก คือเลื่อนไปจนถึงยอดสุด ที่จะเลื่อนไปอีกไม่ได้ คือบรมธรรม. ฉะนั้นพวกฆราวาสนั่นแหละ บางชั่วโมงก็หลงใหลทางกามารมณ์ บางชั่วโมงก็ต้องการพักผ่อน บางชั่วโมงก็ต้องการความว่าง ความหยุดนึ่ง ความสงบ ไม่มีอะไรรบกวน มีรสชาติทำนองเดียวกันกับนิพพาน ; แต่แล้ว ไม่สนใจ ไม่สังเกต. และส่วนที่บูชากันเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง ; ฉะนั้นชีวิตฆราวาสส่วนมากมันจึงเป็นเสียอย่างนั้น เพราะว่า วัฒนธรรมกำลังเสื่อม. ถ้าวัฒนธรรมของพุทธบริษัทยังเข้มข้น เขาก็มีชั่วโมงที่เป็นตัวเอง อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ไปครบถ้วนเหมือนกัน; ชั่วโมงแห่งความสงบ ประกอบไปด้วยธรรม อย่างนี้ก็มี. เดี๋ยวนี้เราถูกสอนให้บ้าหลังในเรื่องทางฝ่าย วัตถุ ทางฝ่ายเนื้อหนัง จนไม่มีชั่วโมงแห่งความสงบ. นักศึกษาหนุ่มสาวเหล่านี้ ก็พร้อมที่จะเป็นบ้า, พร้อมที่จะฆ่าตัวตาย, พร้อมที่จะทำอะไรผิด ๆ แปลกๆ ด้วยมานะทิฏฐิ หรืออวิชชา. ที่จริงการที่ตั้งกลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณีขึ้นใน มหาวิทยาลัยนี้ ก็นับว่าถูกต้องตามความประสงค์ของพระธรรมอย่างยิ่ง. ทีนี้ กลัวว่ามันจะตั้งแต่ปาก ตั้งแต่ชื่อ มันก็มีผลเท่ากับไม่ได้ตั้ง. นี่ เราจะต้องรับรู้พระธรรมในลักษณะอย่างไร ? พระธรรมสร้างเรามา เพื่อให้เรามีธรรม เราก็หนีไม่พ้น หลีกไม่ได้ และปฏิเสธไม่ได้, ก็ต้องพยายาม

น.68 ให้มีพระธรรม. ปัญหาข้อแรกมันจึงตอบได้ว่า เพื่อมีพระธรรม. เกิดมาทำไม? ตอบว่า เกิดมาเพื่อมีบรมธรรม, คือมีธรรมะเรื่อยๆ ไปจนถึงบรมธรรม. ทีนี้เราจะเอาผล เอาผลอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมันน่าชื่นใจหน่อย. ถ้า ถามว่า เกิดมาทำไม ? ก็ขอให้ภาวนาไว้เป็นเครื่องรางเลยว่า "เกิดมาเพื่อไม่ เป็นทุกข์ - เกิดมาเพื่อไม่เป็นทุกข์" คำนี้ฟังยาก แต่ว่ามันก็พอจะใช้ปฏิบัติได้ คือให้ถือเป็นหลักไว้ก่อนว่า เราเกิดมาเพื่อไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นคุณอย่าร้องไห้ คุณอย่าเสียใจ ในเมื่อมีความผิดหวังใด ๆ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคุณ. แม้ไม่ใช่ ความผิดของคุณ แต่แล้วมันก็มีขึ้นมา, แล้วก็มาเสียใจ มาร้องไห้, อย่างนี้ เป็นคนโง่ ไม่รู้จักความหมายของคำว่า "เกิดมาทำไม". อย่างน้อยเราจะต้อง ถือว่า เกิดมาเพื่อไม่มีความทุกข์ไว้ก่อน. ดังนั้นเมื่อความทุกข์มันเกิดขึ้นใน ลักษณะใด หรือในระดับใดก็ตาม จะต้องปัดทิ้งออกไปก่อนว่า นี้ไม่ใช่เพื่อเรา ไม่ใช่สำหรับเรา ; ฉะนั้นเราจะไม่มีการร้องไห้ จะไม่ต้องมีการเสียใจ. เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงการฆ่าตัวตาย นั่นมันบ้าเกินไป. เราจะ สลัดปัญหาเหล่านั้นออกไป โดยที่ไม่ต้องรู้ว่าเพราะอะไรมากนัก ; รู้แต่เพียงว่า มันไม่ใช่สำหรับเรา. ความทุกข์นี้ไม่ใช่สำหรับเรา เราจะต้องไม่ทุกข์เข้าไว้ก่อน ; แล้วก็แก้ปัญหาไปด้วยความรู้ หรือสติปัญญา. ความผิดหวังนั่นแหละเรียกว่า ความทุกข์ก็ได้ คือไม่ได้ตามที่เราต้องการ. ที่นี้คนหนุ่มสาวนี้มักจะบูชาความหวัง, บูชาความหวังในลักษณะที่ผิด ๆ คือโง่ไปปักใจ ว่ามันจะต้องสมหวัง ถ้าไม่ สมหวังแล้วตายเสียดีกว่า นี้คือคนโง่ที่สุด. เพราะว่า ธรรมชาติมันไม่ได้สร้าง มาสำหรับให้สมห้วงเสมอไป; แล้วมันก็ไม่ต้องการให้สมหวังสำหรับคนโง่ มันต้องการให้สมหวังสำหรับคนฉลาด คือคนที่รู้จักธรรมชาติดี. ฉะนั้นเราต้อง ฉลาดรู้จักธรรมชาติดีพอที่จะต่อสู้กับธรรมชาติได้ ; แล้วเราก็จะสมหวัง, คือเรา ไม่ไปหวังอย่างโง่ ๆ เหมือนที่หนุ่มสาวหวังกัน.

น.69 เรามามีความหวังอย่างถูกต้อง อย่างลึกซึ้ง คล้อยตามกฎของธรรมชาติ แล้วเราก็จะไม่ต้องผิดหวัง ; หรือถ้าพูดอย่างธรรมะที่ลึก ก็คือไม่หวังอะไร, เราจะไม่หวังอะไรจากธรรมชาติ เพราะเรารู้ว่าธรรมชาติมันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ หรือเด็ดขาดอยู่ในตัวมันเอง ; มันไม่แพ้ใคร แล้วมันก็เป็นไปอย่างตายตัวตามกฎ ของธรรมชาติ. ถ้าเราไปหวังให้ผิดไปจากกฎของธรรมชาติ มันก็เป็นไปไม่ได้. ทีนี้ เราจะเป็นผู้ผสมโรงกับธรรมชาติ, คือทำให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ หรือพระธรรมนั่นแหละ แล้วเราก็จะไม่ผิดหวัง. คุณศึกษาเล่าเรียนให้มันคล้อยตามกฎของพระธรรม, คุณทำการงาน ให้มันคล้อยตามกฎของพระธรรม, คุณมีลูกมีเมียมีอะไรให้คล้อยตามกฎของ พระธรรม แล้วก็จะไม่มีผิดหวัง. คำว่า "ผิดหวัง" จะไม่มีในชีวิตนี้ เพราะ มันประกอบอยู่ด้วยธรรม. ที่นี้หนุ่มสาวโง่ ๆ มันไปหวังตามอำนาจของกิเลส ซึ่งมันก็ต้องฝืนธรรมชาติ แล้วมันก็ต้องผิดหวังทุกเวลานาทีอยู่นั่นแหละ. มัน กระหายด้วยความผิดหวังอยู่เสมอไป. มันหวังมากเกินไป หรือมันหวังผิดทาง นอกทาง ; เพราะฉะนั้นมันจึงมืดมนท์กลัดกลุ้มอยู่ตลอดเวลา. นี้คือไม่มีพระธรรม ไม่มีธรรมอยู่ในบุคคลนั้น มันจึงเป็นนรก หรือว่าเป็นความเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ด้วยความผิดหวัง. ฉะนั้นถ้าหากจะบูชาความหวัง ก็บูชาให้ถูกต้อง ; เพราะ ความหวังมันต้องเข้ารอยกันกับกฎของธรรมชาติ แล้วเราก็จะไม่มีความผิดหวัง. ดังนั้นจึงเป็นอันว่า เกิดมาเพื่อรู้ธรรมชาติ แล้วไปด้วยกันกับ ธรรมชาติ คือพระธรรม หรือพระเจ้า อย่างที่ไม่มีผิดหวัง, นี่ผมใช้คำว่า เกิดมาเพื่อไม่ทุกข์. ฉะนั้นคุณไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องวิตกกังวล ไม่ต้องทำอะไรให้มันเป็นทุกข์. ถ้าความทุกข์มันเกิดขึ้นด้วยความเผลอของเรา ก็รีบบัดออกไปทันทีว่า นี้ไม่ใช่เรื่องของเรา, เราจะต้องตั้งต้นทำใหม่ โดย

น.70 ไม่ต้องรู้สึกเป็นทุกข์. มีความรู้ มีสติปัญญาทำต่อไป มันก็เป็นความก้าวหน้า วิวัฒนาการ ไปตามทางของพระธรรมอยู่เรื่อยไป; ไม่มีความทุกข์เรื่อย ๆ ไป จนถึงยอดสุดคือบรมธรรม. ขอให้ถือว่า ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นในลักษณะใดก็ดี เท่าไรก็ดี ก็หมาย ความว่ามันทำผิด เรามันขบถต่อพระธรรมด้วยความรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง ; ฉะนั้นอย่าไปเสียใจมัน. แม้ที่สุดแต่ความเจ็บไข้ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สุด ก็อย่าไปทุกข์กับมัน อย่าไปเสียใจกับมัน. จะ รักษาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, กระทั่งว่าตายก็ไม่ต้องกลัว, ตายก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ จะตายก็ไม่ต้องกลัว. ถ้าว่าความวิตกกังวล ความ ระแวง หรือความกลัว เป็นทุกข์ ก็บอกว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ต้องกลัว. เอาอย่างนี้ไว้ที่หนึ่งก่อน, เอาดื้อ ๆ อย่างนี้ไว้ที่หนึ่งก่อน แม้ว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่ เป็นพระอรหันต์ แต่ขอให้ยึดหลักของพระอรหันต์ไว้ที่หนึ่งก่อน : ความทุกข์ ไม่ใช่ของเรา เราไม่ยอมรับเอาสิ่งใด . ขอให้ฝึกอย่างนี้ จะเป็นการฝึก ตามพระธรรม เป็นการปฏิบัติพระธรรมอย่างสูงสุด. ขอยกตัวอย่างที่ว่าฟังแล้วน่าขบขันสักหน่อยว่า ถ้าไปเจอะเสือกลางป่า ก็ไม่ต้องกลัว และเป็นทุกข์. จะขึ้นต้นไม้ ก็ขึ้นโดยไม่ต้องกลัวและเป็นทุกข์, จะวิ่งหนี ก็วิ่งหนีโดยไม่ต้องกลัวและเป็นทุกข์. ถ้าจวนตัว ที่จะต้องสู้เสือ ชกกับเสือ ก็ชกกับเสือโดยไม่ต้องกลัวและเป็นทุกข์. ให้จำหลักนี้ไว้ให้ได้ ทีหนึ่งก่อน ว่า "เราไม่ได้เกิดมาสำหรับเป็นทุกข์" แล้วก็จะทำอะไรได้ดีด้วย. ถ้าเราทั้งกลัวและทั้งเป็นทุกข์ วิ่งขึ้นต้นไม้ก็จะวิ่งขึ้นไม่ไหว, หรือจะขึ้นผิด ๆ ถูก ๆ พลาดตกลงมาให้เสือกัดเสียอีก. ต้องไม่กลัวและเป็นทุกข์ มีสติสัมปชัญญะ อยู่เรื่อย จะขึ้นต้นไม้ก็ขึ้นได้ดี จะวิ่งหนีก็วิ่งได้ดี, หรือจะสู้กับเสือ ก็อาจจะชก ทีเดียวเสือตายก็ได้. นี่ต้องไม่กลัว ต้องไม่เป็นทุกข์.

น.71 "ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์" ขอให้ท่องคาถานี้ไว้ แล้วก็ใช้ให้ ถูกตามทางของพระธรรม, อย่าให้เป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา. จิตว่างแบบอันธพาลนั้น เพื่อแก้ตัวที่จะทำความชั่ว ; "ฉันไม่ต้องเป็นทุกข์” แล้วก็เลยติดคุกติดตะราง อะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ; ทำความชั่วอย่างไรก็ได้ แล้วไม่ต้องเป็นทุกข์ ; อย่างนี้มันเป็นจิตว่างแบบอันธพาล. อุดมคติแบบอันธพาลว่า ฉันไม่ได้เกิดมา เพื่อเป็นทุกข์ แต่มันไม่รู้จักความทุกข์ มันไปเห็นความทุกข์เป็นความสุข หรือ เป็นอะไรไปเสีย. ถ้าเรารู้ผิดชอบชั่วดีว่า อะไรเป็นความทุกข์ เราก็รู้จักหลีกเลี่ยงเสีย ; หรือว่าอะไรเป็นเครื่องทรมานใจ เราก็ไม่เอาสักอย่างเดียว. นั่นแหละ ให้ถือกัน ในแง่ที่ว่า เราเกิดมาสำหรับไม่เป็นทุกข์ในทุก ๆ กรณี ; แล้วเรามีความรู้ มีสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ ปฏิบัติไป แก้ไขไป; เพื่อไม่ให้สิ่งที่จะเป็นทุกข์นั้น มันเกิดขึ้น หรือมาอีก. แต่เมื่อมันมาถึงเข้า เราไม่ยอมรับเอา เราพยายาม หาหนทางที่จะไม่ให้มันมาถึง ; เรียกว่า เผชิญหน้ากับเสือ คือความทุกข์. เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น หรือมีเข้ามา เราจะไม่ทุกข์. เราจะยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อฆ่าเสือนั้นเสีย หรือว่าจะหลบหลีก จะหนีเสือ ก็ต้องด้วยความไม่มีทุกข์ ด้วยความไม่เป็นทุกข์. นี่แหละคือความมุ่งหมายของพระธรรม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ เพื่อจะไม่ให้คนเป็นทุกข์. เพื่อให้คนมีธรรมะแล้วไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น เราเกิดมาเพราะพระธรรมสร้างเรามา เราก็ต้องทำให้ถูกตามวัตถุประสงค์ของ พระธรรม ที่สร้างเรามา ; ปัญหาก็จะหมดไป. ปัญหาที่ว่า "เกิดมาทำไม ?" เราก็ตอบอย่างดีที่สุดเลยว่า เพื่อทำตามความประสงค์ของพระธรรม ที่สร้าง เรามาหรือที่ทำให้เราเกิดมา. จะเรียกพระธรรมนั้นว่า พระเจ้า หรือธรรมชาติ

น.72 ก็ได้ทั้งนั้น, ล้วนแต่มีความประสงค์ที่จะทำให้มนุษย์นี้ไม่มีความทุกข์, ให้เป็น อยู่ในสภาพที่ไม่มีความทุกข์, คือเป็นอันเดียวกันกับพระธรรมหรือพระเจ้า. ทีนี้ พอสร้างขึ้นมาในความไม่รู้, เด็ก ๆ เกิดมาไม่รู้อะไรมีการอบรม สั่งสอน หรือ วัฒนธรรมไม่ดี กำลังหลงผิดไปมาก เหมือนพวกฝรั่งที่กำลังนิยม เทคโนโลยี มันก็หลีกห่างจากพระธรรม, เดินห่างออกไปจากพระธรรม ก็สร้าง โลกที่เดือดร้อนเป็นไฟขึ้นมา. ฝ่ายพวกเราเป็นพุทธบริษัทชาวตะวันออก ขอให้คงรักษาไว้ ซึ่งความสว่างไสวในทางวิญญาณ ; รู้ว่าเกิดมาทำไม อย่าไป ตามกันพวกฝรั่ง. ถ้าจะมี เทคโนโลยี ก็ต้องมีมาสำหรับเป็นควายตัวที่สอง คือควายตัวที่มีแรง, แล้วเราก็ยึดหลักควายตัวที่หนึ่ง; ตัวที่มีความรู้ ตัวที่รู้, รู้ว่าเกิดมาทำไม. ให้ควายตัวที่สองมันตามหลังไป มันก็จะไปถึงได้ด้วยความ สะดวกสบาย. ส่วนเทคโนโลยี่ นี้ก็เพื่อให้ชีวิตทางร่างกายเป็นอยู่เท่านั้น. ปู่ย่า ตายาย ของพวกเราเอาแต่พอสมควร ไม่เอามากเหมือนพวกฝรั่งเดี๋ยวนี้, เอาเท่าที่จะเป็นอยู่ได้โดยสะดวก ด้วยเรื่องเครื่องนุ่งห่ม หรือ อาหารการกิน, ที่อยู่อาศัย การแก้บำบัดโรค. แต่แล้วเราก็มีของวิเศษคุ้มครองป้องกันไว้ แม้ว่ามันจะขาดแคลนเราก็ไม่เป็นทุกข์. แม้มันจะขาดแคลน จนกระทั่ง ทำให้ ชีวิตนี้ดับไป เราก็ไม่เป็นทุกข์ นี่คือความสว่างไสวทางวิญญาณ. ฉะนั้นเรา จึงไม่บ้าสร้างสิ่งซึ่งทำให้เราเป็นทาส, แล้วได้รบราฆ่าฟันกัน เพราะไปแย่งชิง หวงแหนสิ่งที่เราต้องการทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง. นี้มันเป็นเหมือนกับว่า bird's eye view ซึ่งคุณจะต้องมองดูให้เห็น เสียก่อน คือคุณต้องบินขึ้นไปสูงเหมือนนก แล้วดูข้างล่าง ว่าอะไรเป็นอย่างไร ให้ทั่วถึงเสียก่อน ; แล้วจึงจะรู้จักทำสิ่งเฉพาะตนให้มันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี. ที่ผมชักชวนให้มามองในปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม ? นี้มันเหมือนกับขึ้นไปให้สูง ๆ แล้วมองดูข้างล่าง ; ให้รู้ว่าชีวิตทั้งหมดนี้ มันเพื่ออะไร ? เป็นผู้อยู่บนยอด ภูเขา แล้วมองดูคนข้างล่าง มองดูโลกข้างล่าง อย่างนี้ก็ไม่มีทางที่จะทำผิด. บัดนี้ก็พอสว่างพอดี ยุติกันทีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต