Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๓ — ความเป็นฆราวาส

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.73 สำหรับพวกเราได้ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกันต่อไปถึงข้อความที่ค้างอยู่. ในครั้ง ที่แล้วได้พูดในลักษณะที่เป็นเพียงอารัมภกถา คือเรื่องทำ ความเข้าใจในเบื้องต้นทั่วๆ ไป. ถึงแม้ในครั้งนี้ก็จะขอ โอกาส กล่าวในลักษณะที่เป็นอารัมภกถาอีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจเรื่องทั่วไปโดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยจะได้กล่าว ถึงด้วยหัวข้อว่า "ความเป็นฆราวาส". ปัญหาที่พวกคุณเขียนส่งมา ล้วนแต่เป็นเรื่องสำหรับฆราวาส หรือ คฤหัสถ์ ; เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักความหมายของคำว่า "คฤหัสถ์" หรือ "ฆราวาส" นี้. สำหรับคำว่า "ฆราวาส" หรือ "คฤหัสถ์" นี้ ก็ดูเหมือนจะ เข้าใจผิดกันอยู่บ้างบางอย่าง : โดยทั่วไปมักจะเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม จากเรื่องธรรมะ หรือศาสนา, หรือเหมาเอาว่าเป็นเพศที่ยังต่ำทรามเกินไป จาก ธรรมะ หรือศาสนา ; ถ้าเคยเข้าใจอย่างนี้ ก็ควรเข้าใจกันเสียใหม่. ๔๒

น.74 ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดกันจนเป็นที่เข้าใจว่า เกิดมานี้ เกิดมาเพื่อ มีธรรมะ ; เพราะว่าเราเกิดมาจากพระธรรม พระธรรมสร้างเรามา . ความ มุ่งหมายของพระธรรมก็คือ เพื่อให้เรามีธรรมะ; เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับ ลักษณะนี้ ว่าการเกิดมานี้ ไม่มีอะไรอื่นดีไปกว่า ที่เกิดมาเพื่อมีธรรมะ, ทีนี้ เมื่อเกิดมา ไม่มีใครเป็นพระ เป็นนักบวช มาแต่ในท้อง, มันต้องเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่เรื่อย ๆ มาในลักษณะที่เป็นคฤหัสถ์ หรือเป็นฆราวาส ; บางคนก็เป็น อย่างนั้นไปจนตาย ไม่เคยบวชเป็นพระ แล้วจะเอาเวลาไหนมาเป็นเวลาสำหรับ ที่จะมีธรรมะ ถ้าไม่เอาเวลาที่เป็นฆราวาส หรือเป็นคฤหัสถ์นั่นเอง. เราจะเห็นได้ว่า พอเกิดมา แล้วก็เติบโตเรื่อยไป จนกระทั่งตาย ทั้งหมดนั้นเป็นเวลาที่จะต้องมีธรรมะ ด้วยการศึกษา ด้วยการปฏิบัติ ; ฉะนั้นเรา จึงเกิดมาในลักษณะสำหรับจะเข้าโรงเรียนศึกษาธรรมะ จะเรียกว่า เข้าโรงเรียน ของพระธรรมก็ได้, เข้าโรงเรียนของพระเจ้าก็ได้” คุณต้องเข้าใจความข้อนี้ให้ดี ๆ ว่าแม้เราจะไม่มีโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย อย่างที่เขามี ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้ ชีวิตนี้ ก็เป็นการเข้าโรงเรียนอยู่ในตัวมันเอง. ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคนป่าสมัยหิน ก็ไม่มี ทางที่จะเป็นบรรพบุรุษของพวกเราได้. คนบ่าสมัยหินคุณก็รู้ดีอยู่ว่า เป็นอย่างไร, ทำไมจึงคลอดลูกออกมาเป็นพวกเราได้ ; เพราะว่าชีวิตมันเป็นโรงเรียน, เป็น บทเรียน, เป็นการสอบไล่อยู่ในตัวเสร็จ. มนุษย์เพิ่งรู้จักตั้งโรงเรียนแบบที่มี กันอยู่ ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง ; แต่แล้วก็ไม่รู้อะไรมาก หรือไม่รู้สิ่งที่ควรจะรู้ เช่นไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? เป็นต้น. ผมอยากจะให้ทุกคนถือว่า แม้ความเป็นฆราวาสนี้ ก็เป็นการเข้า โรงเรียนของพระเจ้า ซึ่งไม่ต้องมีตึกเรียน มีอาจารย์ มีชั่วโมงเรียน เหมือน กับที่คุณเรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัย. มันเป็นการเรียนอยู่ในตัวชีวิต คือ

น.75 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน มันเป็นการสอนอย่างดีที่สุด คือรู้จริง แจ่มแจ้งจริง ไม่เหมือนกับเรียนหนังสือ. เรียนหนังสือนั้น มันเป็นการเรียนชนิดที่ท่องจำ หรือฝากความเข้าใจไว้กับเหตุผล, เป็นทาสของ ความจำ เป็นทาสของเหตุผล อย่างที่เราเป็น ๆ กันอยู่. ถ้าเรียนจากชีวิตจริง ๆ แล้ว มันไม่เกี่ยวกันเลย เช่นคุณทำมีดบาดมือ มันสอนอะไรให้บ้าง ; ไม่เกี่ยวกับความจำ ไม่เกี่ยวกับเหตุผล ; มันเจ็บ อย่างไรก็รู้ดี ต้องระมัดระวังอย่างไรก็รู้ดี. หรือเราทำผิดในเรื่องที่ใหญ่โตกว่านั้น กี่อย่าง ๆ ดีชั่วอย่างไร เราก็รู้ดี. ขอให้มองเห็นว่า นี่เป็นการศึกษาที่แท้จริง. ตอนนี้มันก็เป็นการเรียนธรรมะจากพระธรรม หรือจากธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงเวลาแตกดับของสังขาร. ความเป็นฆราวาสก็มีความหมายเป็นการ ศึกษาธรรมะอยู่ในตัว ; เมื่อเราเกิดมา จึงเกิดมาเพื่อเรียนธรรมะไปจนตลอดชีวิต. คำว่า "ธรรม" ก็เกิดเป็นคำที่มีความหมาย หรือมีความสำคัญขึ้นมา สำหรับเราจะต้องรู้. ผมอยากจะบอกว่า คุณจะต้องจำคำว่า "ธรรม" นี้ไว้ ให้ดีๆ "ธรรม" คำนี้ถ้าเป็นภาษาทั่วไปหมายถึง "หน้าที่" ถ้าคุณไม่เคย ได้ยินมาก่อน ก็จงได้ยินเสียเดี๋ยวนี้ว่า คำว่าธรรม แปลว่า หน้าที่ ที่ต้อง ปฏิบัติ. คุณลองนึกดูซิว่า คำว่า "ธรรม" จะเกิดขึ้นมาในโลก ในภาษาพูด ของมนุษย์ได้อย่างไร ? มนุษย์ในสมัยหินมันก็ไม่มีคำ ๆ นี้ใช้; แล้วมนุษย์ ต่อมาเจริญ เจริญจนรู้จักมีคำพูดคำนี้ใช้ขึ้นมา เขาเล็งถึงอะไร? คำพูดคำนี้เกิดขึ้น ที่ริมฝีปากมนุษย์ พูดกันเป็นครั้งแรก มันเล็งถึง หน้าที่ ที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ มันเลยกลายเป็นของดีที่สุดไปเลย เพราะไม่ทำ ไม่ได้, ต้องทำ. คำว่า "ธรรม" จึงแปลว่า "หน้าที่". ส่วนที่เรามาแปลกันว่า คำสั่งสอน หรืออะไร ออกไปนี้ มันเป็นเรื่องที่หลัง ; สั่งสอนเรื่องอะไร ? ก็สั่งสอนเรื่องหน้าที่.

น.76 ถ้าว่าธรรมในฐานะที่เป็น มรรค ผล นิพพาน มันก็คือผลของหน้าที่ ; เพราะ ฉะนั้นมันเกี่ยวกับหน้าที่ของมนุษย์. มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่, ทุกคนต้องทำ หน้าที่ให้ดี นับตั้งแต่หน้าที่ชั้นต่ำ ๆ ธรรมดาสามัญที่สุด, เช่นจะกินข้าว อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ อะไรก็ตาม เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ, และต้อง ทำให้ดี. ทีนี้ เราก็มีหน้าที่ตามธรรมชาติ คือหาเลี้ยงชีวิต ซึ่งต้องทำให้ถูกต้อง. ถ้าจะต้องมีคู่ครอง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามปกติ หรือสัตว์ตามปกติ มัน ก็ต้องทำให้ถูกต้อง. มีครอบครัวขึ้นมา ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ล้วนแต่เป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ถูกต้อง สูงขึ้นไป-สูงขึ้นไป, จนกระทั่งทางจิตใจ ก็ต้องทำจิต ทำใจให้ถูกต้อง, กระทั่งว่าจะตายไป ก็ให้มันตายอย่างถูกต้อง. ทั้งหมดนี้มันอยู่ ในคำ ๆ เดียวว่า "หน้าที่" เรียกเป็นภาษาบาลีว่า "ธมฺม" ในภาษาสันสกฤตว่า "ธรม", ภาษาไทยว่า "ธรรม". เมื่อรู้ว่า ธรรม คือหน้าที่อย่างนี้แล้ว มันก็ง่ายเข้าที่จะรู้ว่า ฆราวาสนั้นมีหน้าที่อย่างไร ? เรามองกันทีเดียวให้ครอบคลุมหมดไปเสียเลยดีกว่า โดยถือตามหลัก ที่เขากล่าวไว้มาแต่บรมโบราณ. ในประเทศอินเดีย เป็นต้นตอของวัฒนธรรม สายนี้ ซึ่งไทยเราก็รับเอามานี้ เขาถือกันว่า มนุษย์ที่ฉลาดที่สุดคนแรกของโลกคือ พระมนู ได้กล่าวหลัก อาศรม ๔ ไว้. อาศรม ๔ คือ ความเป็นพรหมจารี, ความเป็นคฤหัสถ์, ความเป็นวนปรัสถ์, ความเป็นสันยาสี. อาศรมที่ ๑ ความเป็นพรหมจารี คือเด็ก ๆ รุ่นหนุ่มรุ่นสาว ที่ยัง ไม่ครองเรือน ที่ยังไม่มีสามีภรรยา เขาเรียก "พรหมจารี", ตั้งแต่เกิดมา จนถึง วาระสุดท้ายของการที่เป็นโสด เรียกว่า พรหมจารี.

น.77 อาศรมที่ ๒ ถัดจากพรหมจารีก็มีสามีภรรยา ครองเรือน ; ก็เรียกว่า คฤหัสถ์ หรือ ฆราวาส. อาศรมที่ ๓ คฤหัสถ์ผู้มีสติปัญญา ต่อมารู้สึกเบื่อ รู้สึกเอือมระอาต่อ ความซ้ำซากของความเป็นคฤหัสถ์ จึงหลีกออกไปสู่ที่สงัด บำเพ็ญตนเป็นนักบวช คือไม่ยุ่งเรื่องเหย้าเรือนอีกต่อไป เรียกว่า วนปรัสถ์ แปลว่า อยู่ป่า, คืออยู่ ในที่สงบสงัด. อาศรมที่ ๔ เมื่อพอใจในความเป็นอย่างนั้นแล้ว ในที่สุดก็ออกเที่ยว สั่งสอน ท่องเที่ยวไปในหมู่มนุษย์อีก, แต่ไม่ใช่ไปอย่างผู้ครองเรือน ไม่ใช่สึกไป ครองเรือนเหมือนพวกเราสมัยนี้, เขาเที่ยวสั่งสอนประชาชน เรียกว่า สันยาสี หรือสันยาส คือผู้ที่ท่องเที่ยวปะปนไปในหมู่ประชาชน. ลองพิจารณาดูเถิดว่า ชีวิตนี้ถ้าสมบูรณ์แบบจริง ๆ แล้ว ก็แบ่งเป็น ๔ ระยะ : ระยะพรหมจารี, ระยะคฤหัสถ์, ระยะวนปรัสถ์, ระยะสันยาสี. เดี๋ยวนี้คุณทุกองค์นี้ ก็เป็นผู้ที่อยู่ในอาศรมพรหมจารี หมายความว่าจะต้องศึกษา และจะต้องประพฤติปฏิบัติระเบียบวินัยต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดที่สุด, เขาเรียกว่า พรหมจารี ; เป็นสังคม ๆ หนึ่ง หรือว่าเป็นขั้นตอนชนิดหนึ่ง ลักษณะหนึ่งของ ชีวิตในชั้นนี้. ระหว่างที่เป็นคนโสดอย่างนี้ ถ้าเรียกให้ถูกเขาไม่เรียกว่าคฤหัสถ์ หรือฆราวาส, เขาเรียกว่า พรหมจารี ฟังดูก็น่าฟัง ; แต่แล้วเราก็มักจะ เรียกพวกเราว่า ฆราวาส หรือคฤหัสถ์ไปเสีย. อย่างพวกคุณอยู่ในมหาวิทยาลัย นี้ก็จัดตัวเองเป็นฆราวาส หรือเป็นคฤหัสถ์ ; ที่แท้ยังไม่ใช่. ฆราวาส หรือคฤหัสถ์ หมายถึงผู้ที่ครองเรือน คือมีครอบครัว ; ส่วนเรายังเป็นพรหมจารี ยังไม่ถึงขั้นนั้น. ถ้าเราเข้าใจผิด เราก็คงไปทำอะไร

น.78 ผิด ๆ เข้าแล้ว ; ฉะนั้นรู้เสียใหม่จะได้ไม่ประมาท จะได้สำรวมระวังให้มีลักษณะ ของความเป็นพรหมจารี. . และขอให้รู้เสียด้วยว่า คำว่า “พรหมจารี" ในที่นี้ มีความหมายไม่เหมือนกับที่คนทั่วไปเขาพูดกัน. คนที่มีการศึกษาแคบ ๆ น้อย ๆ ก็เข้าใจว่า พรหมจารีนี้หมายถึงผู้หญิงในระดับที่ยังไม่มีครอบครัว ยังประพฤติ อะไรเคร่งครัดอย่างใดอย่างหนึ่งตามขนบธรรมเนียมประเพณี. แต่ที่จริงคำนี้ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ; หมายทั้งหญิง ทั้งชาย ตั้งแต่แรกเกิดมาเป็นเด็ก จนกระทั่งเป็นหนุ่มสาว. "พรหมจารี" แปลว่าประพฤติอย่างพรหมคือไม่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม หรือคู่ครอง ต้องทำตัวเป็นผู้สำรวมระวังอย่างดี ในการที่จะไม่ไปข้องแวะกับเพศ ตรงกันข้าม เพื่อจะได้มีการศึกษาที่แท้จริง ที่บริสุทธิ์สะอาด หรือเต็มที่นั่นเอง ; เขาจึงมีระเบียบให้ประพฤติอย่างพรหม อย่าไปเกี่ยวข้องเรื่องเพศตรงกันข้าม. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไม่รู้จักตัวเอง ทำตัวเป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก ไปเกี่ยวข้องเรื่องเพศ ตั้งแต่เล็ก ; นี่คือคนที่ไม่รู้จักตัวเองว่าอยู่ในอาศรมชื่ออะไร ไม่รู้ว่าอยู่ในอาศรม พรหมจารี. ครั้นเมื่อเลื่อนชั้นขึ้นไปชั้นหนึ่ง ก็ถึงอาศรม "คฤหัสถ์" คือมีครอบครัว ครองเรือน หน้าที่การงานมันก็เปลี่ยนไป; เช่นการศึกษาก็สิ้นสุดลง อย่างที่คน หนุ่มคนสาวจะต้องเรียน, มันเปลี่ยนไปมีการงาน ทำหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือน ไม่ใช่หน้าที่ศึกษาอย่างนักเรียนแล้ว ; กลายเป็นมีหน้าที่ คือการงานอย่างพ่อบ้าน แม่เรือน มันต่างกันลิบ. ฉะนั้นเขาจึงแยกเป็นอาศรมอีกอันหนึ่ง เรียกว่า คฤหัสถ์ ทำหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนไป กระทั่งมีบุตรมีหลานออกมา, เป็นเรื่อง ที่หนักที่สุดในชีวิตของคนเรา.

น.79 ทีนี้เมื่อได้ทำไป ๆ มันก็สอนให้เอง จนรู้สึกเบื่อขึ้นมาเองได้ คือมอง เห็นว่าอย่างนี้มันเป็นการทรมาน เราไม่ควรจะเป็นอย่างนี้จนกระทั่งวันตาย, ควร จะได้รับการพักผ่อน หรือได้อะไรที่ดีกว่านี้. ฉะนั้นจึงเปลี่ยนระบบของชีวิต ไปเป็นผู้อยู่ในที่วิเวกทางกาย วิเวกทางจิต ; ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ที่บ้าน เขาก็เปลี่ยน ลักษณะการเป็นอยู่ ชนิดที่ไม่สูสีกับชาวบ้าน หรือไม่สูสีกับใคร, หลีกไปหา มุมสงบตามริมรั้วบ้าน กอไผ่กอกล้วยอะไรก็ได้, หรือจะไปอยู่ป่าหิมพานต์เลย ก็ได้ ตามใจ ไม่มีใครว่า แต่การงานมันเปลี่ยนไปหมด ; ส่วนใหญ่ไปอยู่ เพื่อทบทวนรำพึง ถึงเรื่องชีวิตจิตใจเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องกิเลส เรื่องความทุกข์. เขามานั่งดูชีวิตนั่งค้นหาความจริงของชีวิตในส่วนลึก เรื่อย ๆ ไป จนได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือได้นึกสิ่งที่ไม่เคยนึก. คุณลองคิดดูเถิดว่า เรื่อง data หรือ material สำหรับเอามาคิดมานึกนี้ จะเอามาจากไหน ? มันก็ต้องเอามาจากสิ่งที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่แรกเกิดมา จนเป็น หนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน จนมีลูกมีหลาน. รายละเอียดต่าง ๆ มันก็ อยู่ในเรื่องที่ได้ผ่านมาแล้วในชีวิต มันจึงเอามาคิดได้อย่างถูกต้อง ; รู้ความจริง ของชีวิต รู้ความลับของชีวิต รู้เรื่องที่มนุษย์ควรจะทำอย่างไร ? ควรจะได้อะไร ? ควรจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไหน ? คนสูงอายุปูนนี้บางคนจึงมีความสว่างไสว ในเรื่องของชีวิต ยิ่งกว่าพวกพรหมจารี หรือพวกคฤหัสถ์. เพื่อความสะดวก จึงมีการออกบวช ไปเสียจากบ้านจากเรือน ไปอยู่อย่างนักบวช ไปครองชีวิตแบบ นักบวช มันสะดวกที่จะคิดพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกกันว่า ทำสมณธรรม, ทำกัมมัฏฐาน, ทำวิปัสสนา อะไรก็ตาม. เรื่องของนักบวช หรือ "วนปรัสถ์" มันเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เราโดยเฉพาะพวกคุณหนุ่ม ๆ กระโดดข้ามมาเป็น วนปรัสถ์ มันก็ยากที่จะให้มีความรู้สึก ความเข้าใจ อย่างที่เขาเป็นกันมาตามลำดับ คือเป็น

น.80 พรหมจารี เป็นคฤหัสถ์ แล้วจึงมาเป็นวนปรัสถ์. มันก็มีทางจะเป็นไปได้ เหมือนกัน ถ้าสติปัญญามีมากพอ ออกบวชตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังเล็กนี้ ก็ทำได้ ; แต่ไม่สะดวก ไม่ดีเท่า ไม่จริงเท่าคนที่ได้ผ่านชีวิตมาตามลำดับ. ฉะนี้แหละ พระหนุ่ม ๆ บวชเข้าแล้ว มันจึงกระสับกระส่าย เพราะมีอะไรที่ยังอยากลอง อยากรู้ รบกวนความสงสัยอยู่มาก ; จึงมักจะต้องสึก ออกไปมีบุตรภรรยา มีอะไรกันไปตามเรื่อง ; จึงสู้พวกที่ผ่านมาอย่างถูกต้อง ตามลำดับ ตามหน้าที่ ของธรรมะนี้ไม่ได้. ครั้นเป็นวนปรัสถ์จนเป็นที่พอใจแล้ว หรือว่าถึงที่สุดของการค้นคว้า เรื่องนี้แล้ว แต่ชีวิตยังมีอยู่ ยังไม่ตาย ก็คิดถึงผู้อื่น ; เพราะตัวเองมันหมดเรื่อง ก็เลยนึกถึงผู้อื่น ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. เราใช้สำนวนพูดว่า "แจกของส่อง ตะเกียง" . "แจกของ" ก็คือเที่ยวทำประโยชน์ให้เขา ; "ส่องตะเกียง" คือทำความรู้ ความสว่างให้เขา จนกว่าจะแตกดับลงไป. คุณลองคิดดูว่า มันสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ และมันต่างกันอย่าง เปรียบกันไม่ได้. พรหมจารีไปอย่างหนึ่ง, คฤหัสถ์ไปอย่างหนึ่ง, วนปรัสถ์ ก็ไปอย่างหนึ่ง, สันยาสีก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ; นั่นคือชีวิตที่สมบูรณ์ แบ่งออก เป็น ๔ ตอน. ทุกคนอาจจะทำได้ เว้นไว้แต่จะโง่เกินไป หรือมีอะไรมาทำให้โง่ มากเกินไป จึงไม่ผ่านไปได้ถึงตอนที่ ๔. โง่เกินไปก็ไปติดจมอยู่ในเรื่องยั่วยวน ไม่สามารถจะผ่านอาศรมเหล่านี้ไปตามลำดับ ๆ ได้ ; น่าสงสารในข้อที่ว่าเกิดมา ทีหนึ่ง ก็ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ หรือไม่ไปจนถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง ของชีวิต ที่พระธรรมได้กำหนดไว้. อย่าลืมว่า เราเคยพูดมาแล้ว ในข้อที่ว่า เกิดมาเพื่อมีธรรมะ เพื่อประพฤติธรรม ; เพราะว่าพระธรรมบันดาลให้เราเกิดมา. มีธรรมะ

น.81 ในที่นี้หมายความว่า มีถึงจุดปลายทางขั้นสุดท้าย :- มีธรรมะอย่างพรหมจารี, มีธรรมะอย่างคฤหัสถ์, มีธรรมะอย่างวนปรัสถ์, มีธรรมะอย่างสันยาสี, ก็สูงสุด ; มนุษย์ไปได้เพียงเท่านั้น. ทีนี้พวกคุณเรียนจนสำเร็จไปทำราชการ หรือทำงาน อะไรก็ตาม มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศชื่อเสียง มีครอบครัว อะไร ๆ ที่ต้องการ ก็พอจะมีได้ ; แต่แล้วจะไปถึงวนปรัสถ์ได้หรือไม่นั้น ก็ลองคาดคะเนดูเอาเอง. แล้วจะมีใจกว้างพอ มีเมตตากรุณามากพอ ที่จะเป็นสันยาสี เที่ยวแจกของ ส่องตะเกียงได้หรือไม่ ก็ลองคิดดู. ที่จริง เป็นสิ่งที่คนเราทำได้ เช่นเราทำการงานมา จนอายุพอ สมควรแล้ว อย่างที่เขาเรียกว่าเกษียณอายุแล้ว เงินบำนาญบำเหน็จก็มีพอเลี้ยง ชีวิต ; ถ้าต้องการชีวิตวนปรัสถ์ ก็หลบไปอยู่ตามมุมบ้าน ที่กอไผ่ กอกล้วย รำพึงถึงชีวิตในด้านในได้. แต่เดี๋ยวนี้พวกเกษียณ พวกกินบำนาญ เหล่านั้น ยังไปเที่ยวไนท์คลับ ยังไปเที่ยวอะไรอยู่เหมือนเด็กๆ, ไม่ถือเอาโอกาสนี้สำหรับ บำเพ็ญชีวิตวนปรัสถ์ ; มันก็เลยไม่ต้องพูดถึงสันยาสี. เพราะไม่มีความรู้ ความสว่างอย่างแท้จริง อย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต แล้วจะเอาอะไรไปสอนใคร จะเอาแสงตะเกียงที่ไหนมาส่องให้คนอื่น. แล้วคุณก็ดูซิ ในประเทศไทยเรา มีใครบำเพ็ญชีวิตครบบริบูรณ์ทั้ง ๔ อาศรมนี้บ้าง ; เราเองกำลังเป็นอย่างไร ก็ลองวาด ๆ ไว้ดู ทำนายล่วงหน้าไว้ดูก็ได้. ที่ผมพูดมาเสียยืดยาวเกี่ยวกับอาศรมทั้ง ๔ คือลำดับแห่งชีวิต ๔ ลำดับ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ฆราวาสก็คือ ผู้ที่เข้าโรงเรียนของพระเจ้า ยิ่งกว่าตอนไหนหมดเลย. เด็กตัวเล็ก ๆ รุ่นหนุ่มรุ่นสาวขึ้นมา เป็นพรหมจารี เข้า โรงเรียนของมนุษย์ , ที่มนุษย์สร้างขึ้น ; ต่อเมื่อเป็นคฤหัสถ์ครองเรือนนี้จึงจะเข้า โรงเรียนของพระเจ้า คือตัวชีวิตที่หนักที่สุด, ที่เครียดที่สุด ที่ต้องต่อสู้หรือผจญภัยมากที่สุด ;

น.82 นั่นแหละคือโรงเรียนของพระเจ้า. คุณก็สนใจปัญหาตอนนี้กันมาก ถามแต่ ปัญหาของฆราวาส ; เพราะฉะนั้นก็ขอให้เข้าใจไปเสียเลยว่า เป็น ฆราวาส คือ ผู้ที่เข้าโรงเรียนของพระเจ้า . ถ้าคุณเข้าใจข้อนี้แล้ว ปัญหาจะหมด ผม กล้าท้า. ปัญหาที่ถาม ๆ มานี้ ถ้าคุณเข้าใจที่ผมพูดว่า ฆราวาสคือผู้ที่กำลัง เข้าโรงเรียนของพระเจ้า หรือของพระธรรม ซึ่งสูงขึ้นไปกว่าโรงเรียนของเด็ก ๆ หรือมหาวิทยาลัยของพวกคุณ ที่กำลังเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งเรียนจนจบอุดมศึกษา แล้วก็ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ไปคิดดูเสียใหม่ว่า อันไหนจะเป็นอุดมศึกษา กันแน่ ; ชั้นพรหมจารีก็เป็นการศึกษาระดับหนึ่ง, ชั้นคฤหัสถ์ก็เป็นการศึกษา ระดับหนึ่ง, ชั้นวนปรัสถ์ก็เป็นการศึกษาอีกระดับหนึ่ง มีอยู่ ๓ ระดับอย่างนี้ ควรจะถือเอาอันไหนเป็นอุดมศึกษา. ส่วนสันยาสีไม่ใช่การศึกษาแล้ว ; มัน เที่ยวแจกการศึกษา เที่ยวแจกของส่องตะเกียง. ฉะนั้นเราน่าจะสมมติกันลงไปเลยว่า ยุคพรหมจารีเป็นประถมศึกษา, ยุคคฤหัสถ์เป็นมัธยมศึกษา วนปรัสถ์ก็เป็นอุดมศึกษา นั่งหลับตาคนเดียวอยู่ตาม กอกล้วยมุมบ้านนั้นจะเป็นอุดมศึกษา. คุณจะตั้งตัวเองเป็นนักอุดมศึกษากันแต่ เดี๋ยวนี้ ก็จงถือว่าเป็น อุดมศึกษาของมนุษย์ ที่หลับหูหลับตา ไม่ใช่อุ ดมศึกษา ของพระเจ้า หรือของพระธรรม. คุณอย่าลืมว่า ผมกำลังพูดเรื่องนี้ในฐานะ เป็นอารัมภกถา, พูดตีวงกว้าง สำหรับให้รู้ในวงกว้าง, เข้าใจชีวิตในวงกว้าง จนกระทั่งเปรียบเทียบให้ดูว่า อุดมศึกษานั้นมันมีอย่างไรบ้าง. อุดมศึกษาอย่าง ภาษาคน อย่างความรู้สึกของคน แค่นี้ก็เป็นอุดมศึกษาแล้ว ; แต่พระเจ้าไม่ เล่นด้วย พระเจ้าไม่ยอมรับ พระธรรมไม่ยอมรับว่า นี่เป็นอุดมศึกษา, เพราะ มันยังเข้าถึงธรรมะน้อยเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ขอร้องให้ช่วยคิด

น.83 ในข้อนี้ให้มากก่อน ; เป็นเพียงอารัมภกถาก็จริง แต่มันสำคัญที่จะรู้เรื่องต่อไป ข้างหน้าโดยเฉพาะเรื่องนั้นอย่างถูกต้อง อย่างลึกซึ้ง. ต่อเมื่อเป็นวนปรัสถ์ นั่งอยู่ ที่มุมสงบ ดูโลกดูชีวิต ทีเดียวได้ตลอด นั่นจึงจะเป็นนักศึกษาที่สมบูรณ์. เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ; มันคล้าย ๆ กับกบที่มีความรู้แต่ เรื่องบ่อน้ำน้อย ๆ ที่จะรู้โลกอันกว้างขวางไม่ได้ ; ฉะนั้นถ้าไปถามเด็ก ๆ ว่า ชีวิตคืออะไร ? เกิดมาทำไม? มันก็เป็นเรื่องน่าหวัว ที่เด็ก ๆ ก็จะตอบว่า เกิดมากิน มาเล่น ให้สนุก. คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวก็จะพูดไปในทำนองว่า เกิดมา เพื่อแสวงหาความรู้สึกที่สูงสุด ที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม หรืออะไรทำนองนี้. แม้เขาละอาย ไม่กล้าพูดตรง ๆ แต่ในใจก็รู้สึกอย่างนั้น ว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น. ถ้าไปถามพ่อบ้านแม่เรือนที่เคร่งเครียดในหน้าที่ ก็จะต้องรู้สึกว่า เกิดมาทนทุกข์ ทรมาน เหมือนวัว เหมือนควาย ที่ลากแอกลากไถ. พอไปถามคนที่สูงไป กว่านั้น คือพวกวนปรัสถ์ เขาจะตอบได้ว่า อ้าว ! เกิดมาเพื่อรู้ทุกสิ่ง ตามที่ เป็นจริง ; เพราะเขานั่งดูทุกสิ่งตามที่เป็นจริง อยู่ในที่สงบสงัด มันก็รู้สึก ได้เองว่า เราเกิดมานี้เพื่อรู้ธรรมะ เพื่อมีธรรม เพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อได้ รับผลของธรรม. ถ้าไปถามพวกสุดท้าย พวกสันยาสีว่า เกิดมาทำไม ? ก็ตอบว่า เกิดมาเพื่อทำประโยชน์ผู้อื่น : เรื่องของเราไม่มี, เ รื่องส่วนตัวเราไม่ สำคัญหรือไม่มี, เกิดมาเพื่อทำประโยชน์ผู้อื่น นี่แหละ เกิดมาทำไม ? มันอาจจะตอบแตกต่างกันได้ถึงอย่างนี้ ; ฉะนั้นคน ๆ หนึ่งก็เคยโง่ แล้วก็ฉลาด, โง่แล้วก็ฉลาด เรื่อยไปตามลำดับกว่าจะถึงที่สุด. ฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในอาศรมพรหมจารี ในอันดับแรกนี้ ก็อย่าเพ่ออวดดี ว่ารู้จักชีวิตดี รู้จักสิ่งทั้งปวงดี : ให้ค่อยดูต่อไปดีกว่า. ที่พูดนี้ก็เพื่อให้ระวังไว้ ว่าอย่าเพ่อคิดว่า ตัวรู้อะไรถูกต้องและสมบูรณ์ เพราะผ่านชีวิตมาเพียงวันเดียว

น.84 เพียงชั้นเดียว ลำดับเดียว ในพวกพรหมจารี ; แล้วยังจะทำผิดพลาด ชิงสุก ก่อนห่าม อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ไปเสียอีก ; ก็ไม่ได้ความรู้อันสมบูรณ์ ในวัยของพรหมจารี. บางคนก็เล่นไม่ซื่อ หมายความว่า เป็นคนเล่นไม่ซื่อ ต่อหน้าที่ ต่อธรรมะ ที่เป็นหน้าที่ในระดับของตน ๆ มันก็ยิ่งเละเทะมากไป. เราค่อย ๆ ดูไป - ค่อยๆ ดูไป แล้วค่อย ๆ รู้ความจริงที่ถูกต้อง หรือเด็ดขาด ; อย่างน้อยก็ในชีวิตขั้นที่สาม คือผ่านความเป็นคฤหัสถ์ หรือเป็นฆราวาสไปอย่าง ถูกต้องแล้ว ก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรทุกอย่างไปเลย ทีนี้ ผมจะยกตัวอย่าง เรื่องที่เราจะต้องรู้ ที่เราจะต้องเข้าใจว่า มัน คืออะไร ? คือเป็นปัญหาที่คุณทุกองค์ควรจะรับเอาไปคิดไปพลางก็ได้ ในฐานะ ที่มันเป็นปัญหา ; เช่นจะถามว่า โดยที่แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร ? ครอบครัว คืออะไร ? หรือว่าอาชีพคืออะไร? ทรัพย์สมบัติคืออะไร? เกียรติยศชื่อเสียง มันคืออะไร ? การสังคมคืออะไร? บุญกุศลคืออะไร? ศาสนา หรือธรรมะนี้ มันคืออะไร ? อย่างปัญหาที่ว่า ครอบครัวคืออะไร ? คุณลองไปตอบดูซิ มันจะ ถูกสักกี่เปอร์เซ็นต์. สิ่งที่เรียกว่าครอบครัวคืออะไร ? คุณอาจจะทะนงว่าต้อง ตอบถูกร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ เพราะเห็นอยู่. เห็นครอบครัวต่าง ๆ อยู่แม้ครอบครัว ของเราเอง เรามีบิดามารดา เราเป็นลูก เราก็รู้ว่า ครอบครัวนั้นคืออะไร ? ผมรู้สึกว่า นี้ยังเป็นคำตอบที่ยังทะนงมาก หรืออาจจะกลายเป็นอวดดีมากก็ได้. ถ้าไม่ได้ผ่านความมีครอบครัวไปแล้ว ไม่มีทางที่จะรู้โดยสมบูรณ์อย่างถูกต้องที่ จะรู้ว่าครอบครัวคืออะไร. เขยิบมาถึงคำว่า ความรักคืออะไร ? ผมจะพูดด้วยการยกตัวอย่างมา หลาย ๆ อย่าง ให้คุณเลือกเอาเอง ว่ามันควรจะเป็นอย่างไร : มีคนพูดกัน

น.85 ทั่ว ๆ ไปว่า ตัวเองรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความรัก ; อย่างนี้ผมก็ยอมรับว่า เขารู้จัก และเขาก็ควรจะพูดอย่างนั้น ; แต่แล้วมันถูกน้อยเกินไป. เรามายกตัวอย่าง ด้วยเรื่องของคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว คือเป็นคนรุ่นแก่ ๆ กันแล้ว, และ บันทึกที่มีอยู่ในเรื่องบรมโบราณ ในสมัยพวกกรีกรุ่งเรืองด้วยสติปัญญา มีเรื่องว่า ที่บ้านคน ๆ หนึ่ง เขาเชิญนักปราชญ์ เพื่อนฝูงไปเลี้ยง รวมทั้งโสเครติสคนหนึ่ง รวมอยู่ด้วย. เมื่อกินเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็คุยกันตามประสานักปราชญ์ โดยตั้งคำถามว่า ความรักคืออะไร ? บุคคลที่นั่งพูดกันอยู่นั้น ไม่มีคนหนุ่ม ๆ มีแต่ คนแก่ ๆ หนวดขาวทั้งนั้น. คนหนึ่งบอกว่า ความรักคือ ความต้องการที่จะ รวมตัวกันใหม่ของคน, ของสัตว์ ที่เรียกว่า คน. ตามที่เขาเชื่อกันมาแต่ เดิมว่า "คน" นี้ ทีแรกเป็นสัตว์กลม ๆ มีปุ่มอยู่แปดปุ่ม เหมือนพวงมาลัยที่ถือ ท้ายเรือ. เทวดาเห็นว่า มนุษย์ในสภาพอย่างนี้มันมีแรงมากนัก มีกำลังมากนัก มีฤทธิ์มากนัก มันจะเล่นงานเอาพระเจ้า หรือเทพเจ้า; ก็เลยผ่ามนุษย์ออกให้ เป็นสองส่วนเสีย คือเป็นชายส่วนหนึ่ง เป็นหญิงส่วนหนึ่ง. แปดปุ่มก็เลยเหลือ สี่ปุ่ม คือมือสอง เท้าสอง มันก็เลยเป็นสัตว์ชนิดที่มีเพียงสี่ปุ่ม, กำลังมัน น้อยลงไปครึ่งหนึ่ง ทำอะไรเทพเจ้าไม่ได้ แต่แล้วมนุษย์หญิงและชาย นี้มัน อยากจะรวมกันอย่างเดิม เพื่อมีกำลังอย่างเดิม. ฉะนั้นความรักก็คือ ความ รู้สึกที่ต้องการจะรวมกันอย่างเดิม เพื่อมีฤทธิ์มีเดชอะไร ชนิดที่พระเจ้าจะได้ เกรงขาม. เขามีความเข้าใจอย่างนี้ มันลึกมาก : ความรักนี้ อย่างน้อยก็มีความ หมายว่า จะรวมกำลังฝ่ายหญิง และรวมกำลังฝ่ายชาย เข้าด้วยกัน เป็นกำลัง พิเศษสูงสุด เข้มแข็งอันหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงไป; สิ่งที่เรียกว่า ความรักนั้นก็น่าบูชา. ไม่เหมือนกับคนที่พูดว่า ความรักคือ "กำลัง", นั้นหมายถึงความบ้า. เมื่อมีความรักเข้าหูเข้าตาแล้ว ก็มีกำลังชนิดที่มหาศาล

น.86 ไม่กลัวตาย บ้าบิ่น มันมีกำลังมากกว่าธรรมดา. เมื่อมีการออกความเห็นกัน คนละอย่างสองอย่าง กระทั่งมาถึงอาจารย์ โสเครติส เขาบอกว่า ความรักนี้ คืออำนาจที่จะนำไปสู่พระเจ้า. เขาให้คำอธิบายว่า ถ้ายังไม่มีความรักก็ไม่มี กำลังมากพอที่จะเข้าถึงพระเจ้า ซึ่งเลยไปถึงว่า มนุษย์นี้จะมีการสืบพันธุ์ เพื่อ การลุถึงพระเจ้าในที่สุด. เขาไม่ได้ให้ความหมายไปในทางอย่างลามกอนาจาร หรือหลงใหล หลับหูหลับตา. ความรักคือความต้องการที่จะผูกพันเพศทั้งสองไว้ สำหรับมี พืชพันธุ์เหลืออยู่ จนกว่าจะเข้าถึงพระเจ้าในที่สุด. หรือว่า ถ้าไม่สมบูรณ์ทั้ง สองเพศ ไม่รวมกันเป็นอันเดียวกันแล้ว มันเข้าถึงพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดไม่ได้. แล้วในที่ประชุมครั้งนั้น ก็ไม่มีใครพูดให้ดีไปกว่านี้อีก ก็ยุติกัน. คุณลองคำนวณดู ถ้าเขาถามคุณว่า ความรักคืออะไร ? คุณกำลังจะ ตอบว่าอย่างไร ? ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ฝันไปได้ ตามประสาของคนที่รู้จักโลก รู้จักชีวิตเพียงเท่านี้. คนหนุ่มคนสาวรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความรัก ในลักษณะที่เป็น อันตรายแก่ตัวเองทั้งนั้น. มันเป็นความโง่มาก ถึงขนาดที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะ ความรัก ก็มีอยู่มาก ; ฉะนั้นจึงมองเห็นได้ว่า ความรักของคนชนิดนี้ คือความ บ้าบิ่น ความโง่, โง่เหมือนคนตาบอด ; หรือว่าเลวลงไปถึงว่า ความรักคือ ความต้องการที่จะแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง อย่างนี้เป็นเรื่องของราคะ เรื่อง ของดำฤษณา คือตัณหาชนิดที่เลวที่สุดไปเสียเลย. ทีนี้ มนุษย์เราจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความรักโดยถูกต้องสมบูรณ์ นั้นจะรู้กันได้เมื่อไร ? และเมื่อไรจะรู้ ? หรือจะมองไปในแง่ที่มันลึก ชนิดที่ โสเครติสว่า; ว่าความรักคือสื่อที่จะนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า. เวลานี้เราอาจจะไม่ เห็นด้วย หรือหาว่าบ้าที่สุดก็ได้ เสร็จแล้วใครเป็นคนบ้า ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้

น.87 คนในโลกสมัยนี้รู้จักความรักกันในแง่ไหน. ถ้าอยู่ในพวกที่ตามกันฝรั่ง ก็ไปดู พวกฝรั่งบ้าง ว่าเขารู้จักความรักกันในแง่ไหน. เดี๋ยวนี้มีเรื่องอนาจารเกี่ยวกับความ รักมากมายเกิดขึ้นใหม่ ๆ ในประเทศสแกนดิเนเวีย, คุณก็คงเคยอ่านหนังสือพิมพ์ นี่มนุษย์บ้าหลังไปไกลเท่าไร ในเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก, ยักย้ายกันอย่างนั้น ยักย้ายกันอย่างนี้ แล้วสิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย มันเป็นสิ่งที่กำลังกำชีวิตจิตใจของ คนในโลกไว้ที่เดียว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยวัตถุนิยมอย่างนี้, หรือในหมู่ คนที่เป็นวัตถุนิยมอย่างนี้ เรื่องเพศ เรื่องความรัก ก็เป็นเรื่องใหญ่กว่าทั้งหมด. ถ้าปล่อยให้เลือกเอาตามชอบใจแล้ว ก็เลือกกันไปในเรื่องอย่างนี้ทั้งนั้น. นี่เป็น ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่คุณไปคำนวณได้เองว่า เรารู้จักมันในลักษณะไหน ? เพียง เท่าไร ? จะไปเป็นฆราวาสที่ดีได้อย่างไร ? จะอาศัยเรื่องนี้เป็นเครื่องตัดสินได้. ถ้าถามว่า ครอบครัวคืออะไร ? คนที่ไม่เคยมีครอบครัวก็คงจะฝัน เอาเองอีก, ฝันอย่างเป็นสุขสนุกสนาน คืออย่างนั้นอย่างนี้ ; ไม่มองเห็นใน ลักษณะที่ว่า มันเป็นความหนักอึ้งของชีวิต คือบุคคลที่อยู่ในอาศรมคฤหัสถ์นั้น เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ในการต่อสู้ ในการอดทน ในการอะไรต่างๆ ว่ามัน เป็นภาวะหนักอย่างไร ; นี่เป็นหลักทั่ว ๆ ไป. คนหนุ่มสาวที่ยังโง่ ก็จะรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่าครอบครัวนั้น เป็นที่น่าสนุกอย่างหนึ่ง. คนที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ผ่านมาแล้ว ก็รู้สึกว่ามันเป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่ง. แต่ถ้าโสเครติสว่า หรืออธิบาย มันก็ไปในรูปว่า นี่คือกำลังไปสู่พระเจ้า. การที่มีครอบครัว มีลูก มีหลาน คือการที่เรากำลังใกล้พระเจ้าเข้าไปทุกที ๆ ; ถ้าเราตายเสียก่อน ลูก ของเราก็จะเดินต่อไป จนให้ถึงพระเจ้า ในนามของมนุษย์ให้จนได้, ให้มนุษย์ ถึงพระเจ้าให้จนได้. ฉะนั้น ครอบครัวคือ ทายาทที่จะรักษาไว้เป็นอย่างดี สำหรับให้มนุษย์ถึงพระเจ้าให้จนได้. เขาจึงอบรมลูกหลานเหลน ในลักษณะที่จะ ต้องให้เข้าถึงพระเจ้าจนได้. ไม่อบรม ลูก หลาน เหลน ให้เห็นแก่ตัว ให้

น.88 เห็นแต่วงศ์สกุลของตัว เห็นแก่อะไร ๆ ล้วนแต่เป็นของตัว เหมือนคนสมัยนี้ ตัวเองก็ไม่รู้จักที่จะไปหาพระเจ้า แล้วจะเอาปัญญาไหนมาอบรมลูกหลาน ให้ไปหาพระเจ้า. ฉะนั้น ก็อบรมลูกหลานของตัวให้บ้ามากยิ่งไปกว่าตัว แล้วก็ ไม่มีอะไรอีก. คุณลองไปหลับตานึกดู พ่อแม่กำลังหวังจะให้ลูกเป็นอย่างไร ? ต้อง การให้ดี ให้สวย ให้ขายได้แพง ๆ. พูดอย่างภาษาของผมก็ว่าให้ลูกชายมันดี ให้ลูกหญิงมันสวย แล้วก็ขายกันได้แพง ๆ; ไม่มีอะไรที่จะพูดถึงพระเจ้า ที่ว่า เพื่อให้มนุษย์ถึงพระเจ้า ด้วยการที่ เรามีลูก มีหลาน มีเหลน. นี่แหละ แม้แต่ว่าครอบครัวคืออะไร ? มันก็ยังมีตอบกันได้ แตกต่างมากมายอย่างนี้. ถามว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไร? ก็คงจะมองในแง่ที่ว่า เป็นปัจจัย สำหรับให้แสวงหาความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทุกเวลานาทีของชีวิต จึงต้องการ มีทรัพย์สมบัติอย่างนั้น; แล้วก็เลยละโมบโลภลาภ จนกลายเป็นลามก, อติโลโภ หิ ปาปโก-โลภมาก นั้นลามก. เดี๋ยวนี้ก็ยังโลภมากกันอยู่อย่างนั้น ; เพราะไปเข้าใจคำว่า ทรัพย์สมบัติ ผิด. ถ้าเข้าใจถูกก็จะถือว่า มันเป็นเพียง ปัจจัยสำหรับให้เรามีชีวิตอยู่ได้ สำหรับเดินทางไปหาพระเจ้า, ถ้าถือตามภาษา พูดของพวกคริสต์ ก็ไปหาพระเจ้า, ถือตามภาษาพูดของพวกเรา พุทธบริษัท ก็คือไปหาพระธรรม, จุดสูงสุดของพระธรรมคือพระเจ้าเหมือนกัน. ทรัพย์สมบัตินี้มีไว้ให้อำนวยความสะดวกในการที่จะมีชีวิตอยู่, เพื่อ ให้มนุษย์มีจิตใจ เจริญ-เจริญ-เจริญ ไปจนถึงพระเจ้า ; ไม่ใช่มามัวเมา ละโมบโลภลาภกัน ได้ล้านหนึ่งแล้วยังไม่พอ จะเอาสิบล้าน, ได้สิบล้านก็ไม่พอ จะเอาร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน. เข้าใจทรัพย์สมบัติกันในลักษณะนี้

น.89 มันก็เกิดมาเป็นเปรตเท่านั้นเอง, คือหิวเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ; ฉะนั้นมันจึงมีหลักว่า อติโลโภ หิ ปาปโก โลภเกินนั้นลามก. คนที่มีความรู้สึกว่า ทรัพย์สมบัตินี้ เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเป็นอยู่ และให้เรามีชีวิตอยู่ได้ สำหรับเดินทางไปหาพระเจ้า อย่างนี้ไม่มีทางที่จะโลภเกิน ; เพราะเขารู้จักสิ่ง ที่เรียกว่า ทรัพย์สมบัติ นั้นถูกต้อง. ทีนี้ก็จะถามต่อไปว่า อาชีพนั้นคืออะไร? ก็ตอบได้ง่าย ๆ เพราะ เรารู้ว่า ทรัพย์สมบัติคืออะไรเสียแล้ว. ทีนี้ก็ตอบได้ง่ายว่า อาชีพนั้นคืออะไร เพราะว่าอาชีพนั้นเป็นเครื่องมือสำหรับที่จะได้ทรัพย์สมบัติ, ฉะนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับ ความมุ่งหมายของทรัพย์สมบัติ. อาชีพเป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งที่จะให้อยู่ได้ อย่างสะดวกสบายด้วยการมีทรัพย์สมบัติ ฉะนั้นอย่าหวังให้มันมากเกินขอบเขตไป มันจะลามกอีก ; จะต้องรู้จักแสวงหาอาชีพที่เหมาะสม และพอสมควรที่จะเป็น มนุษย์ที่ดีได้ ก็พอแล้ว. อาชีพนี้มันก็อยู่ในขอบเขต ที่เพียงว่าทำเพื่อให้เรามี ชีวิตอยู่ได้ สำหรับได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. อาชีพนั้น ไม่ใช่สิ่ง ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ, เป็นเพียงอุปกรณ์ สำหรับให้เราอยู่ได้ เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ดูต่อไปว่า เกียรติยศ ชื่อเสียง นั้นมันคืออะไร ? ผมกล้าพูดว่า คุณทุก ๆ องค์นี้ ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง, และก็จะบูชา เกียรติยศ ชื่อเสียง ; นี้มันขึ้นอยู่กับคำว่า "ดี" เพียงคำเดียว. ใคร ๆ ก็ ชอบดี รักดี อยากจะมีอะไรดี ในความหมายของคำว่าดี, และเราก็เรียกมันว่า เกียรติ. มันเป็นเครื่องยั่วให้เรามุมานะ ; ผมก็ไม่ต้องอธิบายอะไรนัก คุณก็รู้สึก แก่ใจได้. แต่แล้วเอาไปใช้อะไร ? มันก็เอาเกียรตินี้ไปใช้เพื่อหาความสะดวก สบาย หาอำนาจวาสนา หาทรัพย์สมบัตินั่นอีก. เกียรติกลายเป็นเครื่องมือ

น.90 สำหรับใช้แสวงหาทรัพย์สมบัติ ; มันก็กลับไปเป็นของต่ำ หรือของสกปรกไป เท่านั้นเอง. ถ้าจะพูดว่าเกียรติมีไว้สำหรับสบายใจ มีไว้อิ่มใจว่าเรามีดีอะไรเช่นนี้ ก็ยังไม่พ้นไปจากความบ้าหลัง, บางทีก็ฆ่าตัวตาย เพราะปัญหาเรื่องเกียรติเป็น ส่วนมาก. มีเงินมีอะไรแล้ว ก็ยังไม่มีเกียรติ หรือกลัวจะเสียเกียรติก็ยอมฆ่า ตัวตาย ซึ่งยังไม่รู้เลยว่า เกียรตินั้นคืออะไร ; เข้าใจผิด ๆ ใช้มันผิด ๆ และ หามันผิด ๆ จนหาเกียรติมาในลักษณะที่เป็นของปลอม, เกียรติยศที่ปลอม. มีคนเป็นอันมาก สร้างตัวเองให้มีเกียรติ ด้วยวิธีที่ไม่ซื่อตรง ไม่สุจริต. คำว่า "เกียรติ" นี้ มันก็มีหลายชนิดนัก ; เกียรติ เพราะดีจริงๆ ก็มี เกียรติ เพราะอำนาจวาสนามาบังคับเอาก็มี, ปิดปากคนอื่นได้มันก็มีเกียรติ. ระวังให้ดีว่า เกียรตินั่นมันมีหลายชนิด ชนิดที่ดีที่สุด มันคืออะไร ? แม้ที่สุดจะ พบว่า มันยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; มันยังจะทำความยากลำบาก ให้แก่ผู้ที่ ยึดมั่นถือมั่น ; ฉะนั้นเราอย่าไปหลงมันเกินขอบเขต. ถ้าไม่หลง เสียได้ก็เป็นการดี. ฉะนั้นถ้าจะถามว่า เกียรติคืออะไร ก็รู้กันอยู่แล้ว ไปคิด กันเอาเองต่อไป. เพื่อนฝูง มิตรสหาย สังคม คืออะไร? ผมก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่เข้า ใจกันอยู่นั่น ว่ามิตร สหาย นี้มันคืออะไร ; แม้ว่าจะเข้าใจกันได้ถูกต้องอยู่มาก ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด. ผมอยากจะพูดว่า "มิตรสหาย" คือเครื่องมือที่จะพาไปหา พระเจ้า หรือพระธรรม. คำว่า "มิตร-มิตร" นี้มันจะเป็นเพื่อนเล่นเพื่อนหัว เพื่อนกิน สำมะเลเทเมาเสียมากกว่า. คุณมักจะพูดว่า ถ้าไม่ยอมสูบบุหรี่ กินเหล้าไปกับเขา จะเสียมิตร จะเสียสหาย ; นั่นน่ะมันหลับตากี่มากน้อย.

น.91 คำว่า "มิตร" นี้ มันต้องการเป็นเครื่องมือ ที่จะพาเราไปสู่จุดสูงสุดของมนุษย์, ช่วยกันไปสู่จุดสูงสุดของมนุษย์ คือพระเจ้าอีกนั่นแหละ. พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า “กัลยาณมิตร” คือทั้งหมดของความสำเร็จ. พระอานนท์เข้าใจว่า กัลยาณมิตร คือครึ่งหนึ่งของความสำเร็จในชีวิต ; แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันเป็นทั้งหมดของความสำเร็จในชีวิต. ถ้าเรามีเพื่อนที่ดี, เพื่อนจริงคือเพื่อนที่ดี จะไม่ลากเราไปลงนรก หรือไปอบายมุข หรือไปเสียเวลาอยู่ที่ไหน. ท่านก็ระบุไปยังบุคคลที่ประกอบ ด้วยองค์แห่งมรรค บุคคลที่ประกอบอยู่ด้วยองค์แห่งมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ : มีความเห็นถูกต้อง มีความปรารถนาถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง, มีการกระทำ ถูกต้อง เลี้ยงชีวิตถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง, ที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปดนี้ เป็นกัลยาณมิตร จะพาไปสู่นิพพาน. ฉะนั้น ผู้เป็นกัลยาณมิตรก็คือ ผู้ที่จะพาเราไปสู่พระเจ้า หรือไปสู่นิพพาน. แต่เดี๋ยวนี้เรามาคิดแต่เพียงว่า ถ้าเราไม่กินเหล้ากับเขา เขาก็จะไม่เป็น มิตรกับเรา ; ไปเปรียบเทียบกันดูซิ. หรือเราไม่ไปเที่ยวสำมะเลเทเมากับเขา ตามที่นั่นที่นี่ เขาก็จะไม่เป็นมิตรกับเรา. ผมอยู่ที่นี่ได้ยินมากที่สุด ในข้อแก้ตัว อันนี้; คือสึกออกไปแล้ว ก็มาสารภาพว่า เดี๋ยวนี้กินเหล้าแล้ว เพราะว่า ทนเพื่อนไม่ได้ กลัวจะเสียเพื่อน นี่เขาบอกอย่างนี้: ทั้ง ๆ ที่มีอายุมากแล้ว มีฐานะสูงพอสมควรแล้ว ก็ยังต้องทำอย่างนี้อยู่. ฉะนั้นคุณไปรู้จักสิ่งเหล่านี้เสีย ให้ถูกต้องว่าอะไรคืออะไร. ในที่สุดก็มาถึงปัญหาสุดท้าย ก็น่าจะเป็นคำว่า บุญกุศล หรือคำว่า ศาสนาคืออะไร? อย่าได้ไปเห็นว่าเป็นของครึกระล้าสมัย. นักเรียนเมื่อขึ้นถึง ขั้นมหาวิทยาลัยแล้ว มักดูถูกว่าศาสนาเป็นของครึกระล้าสมัย เมื่อยังเป็นเด็ก ๆ

น.92 เขาชวนไหว้พระ สวดมนต์ ก็ทำ ; แต่พอเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ยอมทำ หาว่าเป็นเรื่องครึกระล้าสมัย เป็นเรื่องของเด็กอมมือ ; เห็นศาสนาไม่มีความหมาย อะไรมากไปกว่าของครึกระ. เลยสู้เมื่อยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ไม่ได้ ยังเชื่อฟังพ่อแม่ กลัวบาป กลัวความชั่ว, ต้องการจะมีความดี ต้องการจะมีบุญกุศล หวังพึ่งศาสนา ; พอเป็นนิสิตกันแล้ว ก็เห็นศาสนาเป็นของครึ ตามพวกฝรั่งไปเลย. ไปคิดดูใหม่ว่า บุญกุศลนั้นมันคืออะไร ? ศาสนานั้นคืออะไร ? สิ่งที่ เรียกว่า "บุญ กุศล" หรือศาสนา หรือพระธรรม ไม่มีวันจะครึ หรือล้าสมัย ; ยังใหม่เอี่ยมทันสมัย ไม่มีทางที่จะล้าสมัย, ยังจำเป็นแก่คนทุกยุคทุกสมัยอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นพวกเราที่มีปัญหาว่า จะเป็นฆราวาสอย่างไรให้ดีที่สุดนั้น ผมว่ า ไปรู้จักสิ่ง เหล่านี้ให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วก็จะรู้จักว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นฆราวาสได้ดีที่สุด ในลักษณะที่พึงปรารถนา, ไม่เสียทีที่เกิดมา. เดี๋ยวนี้มาคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็น ของครี, พระธรรมเป็นของครึ มีอยู่แต่ที่วัด, เป็นของครีสำหรับผู้ที่เจริญอยู่ ที่บ้าน ; ฉะนั้นศาสนาจึงเป็นหมันสำหรับคนเหล่านี้. แต่พร้อมกันนั้น คน เหล่านี้มันก็เป็นไก่โง่ ๆ ที่ได้เพชรพลอย. คุณทุกองค์ ผมเข้าใจว่า ก็พิสูจน์อยู่ชัดแล้วว่า เพราะมาบวชก็เป็น พุทธบริษัท เกิดในตระกูลของพุทธบริษัท, แล้วระวังให้ดี กำลังจะเป็นไก่โง่ ที่ได้พลอย ก็ได้นะ ระวังให้ดี พวกคุณที่บวชแล้วก็ระวังให้ดี จะเป็นไก่โง่ที่ ได้เพชรพลอย, สู้แต่ข้าวสุกข้าวสารเม็ดหนึ่งก็ไม่ได้, คุณจะรู้สึกว่าศาสนานี้ เป็นเรื่องบ้า ๆ บอๆ, เป็นเรื่องครึกระ. สู้เรื่องเขียว ๆ แดง ๆ ตามที่ สำมะเลเทเมาสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ; เช่นเดียวกับไก่ ที่พูดว่า เพชรพลอยนี้

น.93 สู้ข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่ได้. คนที่ประมาท หรือโง่เขลาได้ฟังธรรมในพระพุทธ- ศาสนานี้แล้ว มันก็ไม่มีความรู้สึกอะไรมากไปกว่าไก่ที่ได้เพชรพลอย, ยังรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องครึกระอยู่นั่นเอง ; ไม่เข้าใจ ไม่อาจจะทำความเข้าใจ. เดี๋ยวนี้เรา มาบวช อุตส่าห์สละอะไร ๆ หลายอย่าง มาบวชชั่วบีดภาคนี้ก็ยังดี. ขอให้เป็น เวลาที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางไป, เพื่อว่าคุณจะไปเป็นฆราวาสที่ดีได้ คือ ไม่มีความทุกข์ตามที่ต้องการ ดังปัญหาที่ยื่นมาให้ผมตอบ. ในที่สุดก็ไปสรุปรวมอยู่ที่ว่า เรารู้อะไรเป็นอะไร : ความเป็นฆราวาส คือเป็นอะไร ? อย่าไปจัดให้มันเป็นเรื่องลามก สกปรก ต่ำทราม เหมือนคนที่ เขาเข้าใจอย่างนั้น. ขอให้ถือว่า ความเป็นฆราวาสคือขั้นหนึ่งของการเดินทางไป หาจุดสูงสุด ; พรหมจารีนี้เป็นประถมศึกษา คฤหัสถ์เป็นมัธยมศึกษา วนปรัสถ์ เป็นอุดมศึกษา อย่างที่ว่ามาแล้วเมื่อกี้ อย่าลืมเสีย. ถ้ามองเห็นอย่างนี้แล้ว ฆราวาสก็คือ ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของพระเจ้า, จนกระทั่งพบ ว่าอะไรเป็นความทุกข์ หรือเป็นตัวปัญหาสำหรับฆราวาส. อะไรเป็น ช่องทาง เป็นทางออกของฆราวาส. หมายความว่า ช่องทางที่เราจะเป็น ฆราวาสให้ดีที่สุด แล้วผ่านออกไปได้ถึงขั้นที่สูงขึ้น เช่นไปเป็น วนปรัสถ์ ; มันก็มีอยู่ ๒ อย่างนี้เท่านั้น. อะไรเป็นตัวปัญหา เป็นอุปสรรค เป็นตัวความทุกข์ ? นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วอะไรเป็นอุบายวิธีที่จะออกไปได้จากความทุกข์ ? นี้ก็ส่วนหนึ่ง. เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ก็คือนักเรียนที่ก้าวหน้าขึ้นมาได้จนถึงมัธยมศึกษา. อย่าไป ดูถูกดูหมิ่นตนเองในเรื่องนี้ ; ขอให้ถือว่า นี่เป็นการก้าวหน้าขั้นหนึ่งแล้ว ที่จะต้องทำให้ดี ให้ถูกต้องต่อไป.

น.94 การที่ถามปัญหาอย่างที่ถามมานี้ ผมก็เห็นด้วย และอนุโมทนา ในการ ที่รู้จักถาม รู้จักเป็นห่วงในความเป็นฆราวาสของตน เกรงว่าจะเป็นได้ไม่ดีเท่าที่ ควรจะเป็น. ฉะนั้น วันนี้ผมจึงพูดถึงคำว่า "ความเป็นฆราวาส" ความเป็น คฤหัสถ์ หรือความเป็นฆราวาสนี้มันคืออะไร ในฐานะเป็นอารัมภกถาอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งต่อๆ ไป ผมก็จะตอบปัญหาที่เป็นตัวเรื่องกันเสียที. สำหรับอารัมภกถาก็พอแล้ว หรือหมดเพียงเท่านี้. ครั้งต่อไปก็จะพูด ถึงธรรมสำหรับฆราวาสโดยตรง. เอาละ พอกันทีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต