Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๔ — ธรรมะสำหรับฆราวาส

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.95 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้บรรยายต่อจากที่บรรยายไว้ก่อน. ในทุกครั้ง ที่แล้วมา เราพูดในลักษณะอารัมภกถา คือเค้าโครงกว้าง ๆ ที่มันเชื่อมโยงกัน เกี่ยวกับปัญหาของเราโดยรอบ. มาถึง วันนี้ก็จะได้พูดกันถึงเรื่อง ตัวธรรมะโดยตรงกันเสียที. ที่จริง อารัมภกถาก็เป็นเรื่องธรรมะ แต่ว่าเป็นเรื่องที่พูดกันอย่าง คร่าว ๆ และเท่าที่มันสัมพันธ์กัน ระหว่างธรรมะนั้น-ธรรมะนี้ เพื่อช่วยให้เข้าใจเค้าโครงของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" กันเสียที หนึ่งก่อน. ในเมื่อเราอยากจะทราบส่วนไหนโดยเฉพาะ ก็ ค่อยพูดถึงส่วนนั้น. เช่นเราอยากจะทราบเรื่องฆราวาสธรรม ธรรมะสำหรับฆราวาส ก็จะได้พูดถึงเรื่องธรรมะสำหรับฆราวาส โดยเฉพาะ ให้ชัดเจนลงไป อย่างนี้เป็นต้น. ๖๔

น.96 ต่อไปนี้ ก็มีข้อที่จะต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "ธมฺม" หรือ "ธรรมะ" นี้ต่อไปอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรม นี้มี ๒ ประเภท : ประเภทหนึ่ง เป็นตัวหลัก ที่เราจะต้องปฏิบัติโดยตรง ; เป็นวัตถุประสงค์ เป็นความมุ่งหมาย อย่างนั้น ๆ โดยเฉพาะ. ประเภทที่สอง เป็นธรรมะในลักษณะที่เป็นเหมือน เครื่องมือ ที่ช่วยให้เราปฏิบัติ ตามที่เราต้องการนั้นได้สำเร็จ. ธรรมะทำหน้าที่ ต่างกันอยู่อย่างนี้, ทั้งนี้ก็เพราะว่า ที่เรารู้ว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไรแล้ว ก็จริง ; แต่ว่า เราบังคับตัวเองไม่ได้. ตามปรกติทั่ว ๆ ไปนั้น คนเราบังคับตัวเองไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีธรรมะ ที่จะใช้บังคับตัวเองให้ได้, เพื่อปฏิบัติตามที่เรา ต้องการให้ได้ อีกทีหนึ่ง. กล่าวโดยตรงก็คือว่า เราบังคับจิตของเราไม่ได้ ; คือมันมีหลักเช่นว่า จะเลิกสูบบุหรี่ เลิกกินเหล้า; นี่เป็นหลักที่จะต้องปฏิบัติ. แต่ทีนี้เราบังคับตัวเองไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่ก็บังคับไม่ได้ ; ฉะนั้นจะต้องมีธรรมะอะไร อีกประเภทหนึ่ง ที่ช่วยให้บังคับตัวเองได้. นี่โดยส่วนใหญ่ก็แบ่งธรรมะออกเป็น ๒ ประเภทอย่างนี้ แล้วก็มีส่วน ประกอบอย่างที่เป็นส่วนย่อย ๆ ลงไปอีก ตามที่มันจำเป็น. เพราะฉะนั้นเรื่องที่ เราจะต้องรู้ก็คือ ธรรมะที่เราจะต้องปฏิบัตินั้นอย่างไร ? ธรรมะที่เป็นเครื่องมือที่ จะช่วยให้เราปฏิบัติได้ตามนั้นอย่างไร ? ถ้าในเรื่องชั้นสูงก็มีธรรมะที่ช่วยให้จิตสงบ เสียก่อน เช่นเป็น สมาธิ เป็นต้น แล้วจึงเอาไปใช้ปฏิบัติ เพื่อให้รู้ส่วนที่จะต้องรู้ จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน. คุณพอจะสังเกตเห็นได้เองว่า การที่ไม่ประสบความสำเร็จของเราใน เวลานี้โดยทั่ว ๆ ไป ก็ดูจะอยู่ที่ เราไม่สามารถบังคับตัวเอง ให้ทำตามที่เรารู้อยู่ ว่าจะต้องทำ. เช่นรู้ว่า ขี้เกียจ ไม่ดี, เราก็ยังบังคับไม่ได้ มันก็ยังขี้เกียจอยู่ ; ก็แปลว่า มันขาดธรรมะประเภทหลัง, ประเภทที่เป็นเครื่องมือ. โดยเฉพาะ

น.97 สำหรับฆราวาส ซึ่งมีเรื่องยั่วยวนมาก มันก็ยิ่งลำบากที่จะบังคับตัวเอง ให้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำ ; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจให้มาก ใน ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ ด้วย อีกอย่างหนึ่ง. ในที่นี้ เราจะพูดถึง ตัวธรรมะที่จะต้องปฏิบัติ ก่อน แล้วจะพูด ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ทีหลัง. สำหรับฆราวาสก็แปลว่าผู้ครองเรือน, คฤหัสถ์ก็แปลว่าผู้ที่อยู่ที่บ้านเรือน ; ก็มีเรื่องที่เขาบัญญัติไว้เฉพาะ เรียกว่า “ฆราวาสธรรม" . แต่ขอเตือนว่า อย่าลืมว่าแม้เป็นเรื่องฆราวาสธรรม มันก็มี ความมุ่งหมายที่จะไปให้ถึงที่สุด ของธรรมทั้งหมดอยู่นั่นเอง ; ดังที่เราได้พูดกัน เมื่อวานนี้ ฆราวาสก็เป็นเพียงขั้นหนึ่งในทุกขั้น ที่เราจะต้องปฏิบัติให้ถึง คือ เป็นพรหมจารี แล้วเป็นคฤหัสถ์ แล้วเป็นวนปรัสถ์ แล้วก็เป็นสันยาสี. ถ้าเป็น ฆราวาส หรือเป็นคฤหัสถ์ ที่ดีไม่ได้ ก็หมายความว่า สอบไล่ในชั้นมัธยมศึกษาตก ; แม้ว่าจะผ่านขั้นพรหมจารี ที่เป็นขั้นประถมศึกษามาได้ ก็มาตกที่ขั้นนี้ ; ดังนั้น จะต้องทำให้ดีที่สุดด้วยเหมือนกัน จึงจะผ่านไปถึงขั้นสุดท้าย. พอเรามองใน ลักษณะอย่างนี้ก็จะพบว่า ฆราวาสธรรม ก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ที่จะไปนิพพาน. ฟังดูแล้วก็น่าขัน หรือมันขัดแย้งกันกับที่เขาพูด ๆ กันอยู่ ว่าฆราวาส ไปทางหนึ่ง, จะไปมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องไปอีกทางหนึ่ง ; แล้วผมก็มา บอกว่าเป็นสายเดียวกัน เป็นเพียงลำดับขั้นของกัน. ฟังแล้วก็ขอให้เอาไปคิดดู ; และอยากจะพูดว่า ถ้าเป็นฆราวาสให้ดีไม่ได้ก็ไปนิพพานไม่ได้ . และในการ ศึกษาในขั้นคฤหัสถ์นั่นเอง เป็นเครื่องมือที่จะส่งเสริมให้เรามีเรื่อง มีความรู้ที่จะ ไปนิพพานได้. เพราะว่าในชีวิตของคฤหัสถ์นี้ มันมีอะไรมาก ล้วนแต่เป็นอย่าง ชนิดที่เรียกว่ารุนแรง หรือโชกโชน หรืออะไรทำนองนั้น มากพอที่จะให้รู้ว่า ชีวิตนี้น่าเสน่หา หรือน่าเบื่อหน่าย. ถ้าปล่อยไปตามธรรมดามันจะเป็นอย่างไร ?

น.98 เราต้องจัดการกับมันอย่างไร ? มันต้องทำให้ถูกต้องไปตั้งแต่ในขั้นเริ่มต้นที่สุดเลย ; เหมือนเราจะต้องเรียนให้ดีตั้งแต่ขั้น ก ข, ก กา จึงจะเรียนในขั้นต่อๆ ไปได้ดี. ในที่นี้เราจะพูดถึงตัว ฆราวาสธรรม โดยตรง, แม้อย่างนั้นก็ยัง อยากจะแบ่งออกเป็นขั้น ๆ อีกเหมือนกัน : ขั้นต่ำ ๆ อย่างหนึ่ง ขั้นกลาง ๆ ขั้นสูง ๆ สูงสุดอีกอย่างหนึ่ง. คำสั่งสอนเกี่ยวกับฆราวาสที่เป็นขั้นต้นขั้นต่ำ นี้ มันเป็นเรื่อง ทำมาหากิน เรื่องสังคม ; นี่ก็แปลว่าในหลักพุทธศาสนาก็ยอมรับเรื่องทำมาหากิน และเรื่องสังคมจะต้องทำให้ดีให้ถูก. เรื่องทำมาหากินเช่นทิฏฐธัมมิกประโยชน์ : - มีความพากเพียร แสวงหาทรัพย์, - มีความสามารถในการรักษาทรัพย์, - สามารถ ในการใช้จ่ายทรัพย์ให้ถูกต้อง และในการครองชีวิตที่พอดี, - แล้วก็มีมิตรสหาย ที่ดี. รายละเอียดของเรื่องเหล่านี้คุณจะหาอ่านได้จากหนังสือประเภทนั้น, เราไม่ จำเป็นที่จะต้องเอามาพูดกันให้เสียเวลาซึ่งมันมีอยู่น้อย. ข้อต้นเป็นผู้ที่ไม่เหลวใหลในการแสวงหาทรัพย์ ; พูดรวม ๆ กันเป็น เรื่องเดียวก็ว่า ความสำเร็จในการแสวงหาทรัพย์นี้ ก็คือ ทำให้มีทรัพย์, ทำให้มี เกียรติ, ทำให้มีเพื่อน. เขาให้หัวข้อไว้ ๓ หัวข้อว่า ทรัพย์ เกียรติ เพื่อนที่ดี ; ถ้าใครทำได้ครบทั้งสามนี้ก็เรียกว่า คนนั้นก้าวหน้า สอบไล่ได้ในขั้นนี้. คุณอย่า ทำเล่นกับ ๓ คำนี้ - คือทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง แล้วก็เพื่อนหรือสังคม ที่ดี มีพร้อมหรือยัง ; ลองไปสังเกตดูเอง. อยากจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า คำสอนประเภทนี้มันมีมาแล้วก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำไป, หรือก่อนพระพุทธเจ้า ก็มีการสอนที่คล้ายกัน หรือลงรอยกันไปได้ ; หรือแม้แต่ในศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ พุทธศาสนาก็มีสอน แล้วมันก็ลงรอยกันได้. คุณไปศึกษา แล้วเปรียบเทียบดู ตอนนี้. อย่าได้ทะนงตัวไปด้วยความเข้าใจผิด ๆ ว่า พุทธศาสนาของเราไม่เหมือน

น.99 ใคร, ดีกว่าใครไปเสียหมด. ส่วนที่มันเหมือนกันทุก ๆ ศาสนานั้นก็มี ส่วนที่ผิด กันนั้นก็มี. แต่มันก็ไม่ได้ผิดกันมากมายนักจนถึงกับว่า หันหลังให้กัน, มันก็ไป ในสายเดียวกัน มุ่งหมายอย่างเดียวกันอยู่ทั้งนั้น. โดยหลักใหญ่แล้ว ทุกศาสนา ต้องการจะกำจัดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยการทำลายความเห็นแก่ตัว อย่างนี้ ทุกศาสนาขอให้ไปสังเกตด้วย. ความเห็นแก่ตัวนั้นแหละเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ทั้งโดยส่วนตัว บุคคลและโดยส่วนสังคม ; เพราะฉะนั้นคำสอนในขั้นต้น ๆ เกี่ยวกับความเป็น ฆราวาสนี้ก็ไม่ต่างกันเลย จะเหมือนกันทุกศาสนาด้วยซ้ำไป, เพียงแต่คำพูด หรือตัวหนังสือมันต่างกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่ของสำคัญ. ทีนี้ อยากจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "สังคม" คือต้องขจัดปัญหาส่วนตัว ของเรา, เรื่องทรัพย์สมบัติอะไรเหล่านี้เสียทีหนึ่ง แล้วก็ยังต้องขจัดปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับสังคม. ปัญหาเกี่ยวกับสังคม พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสวางเป็นหลักไว้ เรียกว่า ทิศหล. "ทิศหก" นั้นไม่ได้หมายถึงทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้, ไม่ได้หมายถึงตัวทิศทำนองนั้น แต่หมายถึงบุคคลประเภทหนึ่ง ๆ ที่ควรจะเอามา เปรียบกันกับทิศต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา. แล้วท่านก็ตรัสไปตามความเหมาะสมว่า ทิศเบื้องหน้า-ทิศเบื้องหลัง คู่หนึ่ง, ทิศเบื้องขวา-ทิศเบื้องซ้าย อีกคู่หนึ่ง, แล้วก็ทิศเบื้องบน-ทิศเบื้องล่าง อีกคู่หนึ่ง ; เป็น ๖ ทิศ พูดอย่างวัตถุ อย่าง วิทยาศาสตร์ก็พูดได้ว่า มันเป็น radiation รอบตัว เหมือนกับรัศมีของดวงไฟนั้น มันมีรอบตัว. ข้างหน้าครึ่งหนึ่ง ข้างหลังครึ่งหนึ่ง, ข้างซ้ายครึ่งหนึ่ง ข้างขวาครึ่งหนึ่ง ก็รอบแล้ว, ข้างบนครึ่งหนึ่ง ข้างล่างครึ่งหนึ่ง ก็รอบ หมดเลย ; ถ้าเป็นการทำถูกในทิศทั้งหก ก็แปลว่าเราทำถูกหมดรอบด้านนั่นเอง.

น.100 ทิศเบื้องหน้าคู่กับทิศเบื้องหลัง ก็จำไว้ง่าย ๆ ว่าได้แก่ บิดามารดา อยู่ข้างหน้า บุตรภรรยาอยู่ข้างหลัง ; ก็ต้องประพฤติถูกต่อบิดามารดา, ประพฤติ ถูกต่อบุตรภรรยา เป็นต้น. อย่าได้จำกัดแต่เพียงว่าบิดามารดา, ควรต้องเอา ญาติผู้ใหญ่ทั้งหมด พี่ ป้า น้า อา ลุง ตา อะไรก็ตาม จะต้องอยู่ข้างหน้า ต้องนึกถึงก่อน. บุตรภรรยาอยู่ข้างหลัง ก็จะต้องปฏิบัติต่อ ให้ถูกต้องด้วย เหมือนกัน. ทิศเบื้องขวา เบื้องซ้าย เบื้องขวาเขาถือว่าเป็นสำคัญกว่า หรือ มีเกียรติกว่าเบื้องซ้าย ก็เลยเอาพวกครูบาอาจารย์ไว้ขวามือ, เอาเพื่อนฝูง มิตร สหายไว้ทางซ้ายมือ. ทำไมเอาครูกับเพื่อนมาไว้คู่กัน ? ก็เพราะว่ามันคล้ายกัน มาก : ครูบาอาจารย์ช่วยเราในทางฝ่ายวิญญาณ, เพื่อนช่วยเราในทางฝ่ายวัตถุ. คุณต้องมองดูให้เห็นในข้อนี้ : เพื่อนนั้นคือผู้ช่วยทางวัตถุ แต่ครูบาอาจารย์เป็น ผู้ช่วยในทางฝ่ายวิญญาณ ผ่ายลึก ฝ่ายจิตใจ มันก็เป็นเพื่อนในฝ่ายวิญญาณ. มิตรสหายธรรมดาก็เป็นเพื่อนช่วยทางเรื่องฝ่ายวัตถุ จะช่วยด้วยแรง ด้วยเงิน ด้วยของต่าง ๆ ก็เลยเป็นฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกาย ; เอาความหมายนี้เป็นสำคัญ ถ้าเพื่อนของเราคนใดคนหนึ่งเกิดช่วยเราในทางฝ่ายวิญญาณขึ้นมา เราต้องจัดเขา ไว้ในฝ่ายครูบาอาจารย์ ; พร้อมกันนั้นเขาก็เป็นเพื่อนในฝ่ายวัตถุร่างกายด้วย, อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนทางฝ่ายวิญญาณด้วย. เพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนธรรมดา ของเรานี้ ถ้าเขาสามารถที่จะตักเตือนเรา, คุ้มครองเราในเรื่องความดีความชั่ว บุญ บาป, อย่างนี้ต้องจัดให้เขาเป็นอาจารย์ด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือเป็นเพื่อน ผู้ที่ช่วยในฝ่ายวิญญาณ. แต่ถ้ามันแยกทำหน้าที่กันเด็ดขาด ครูบาอาจารย์ก็อยู่ ข้างขวา, เพื่อนธรรมดาล้วน ๆ ก็อยู่ข้างซ้าย. ถัดไป คือ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องบนนั้นคือ สมณะ หรือ ผู้มีคุณธรรมสูงกว่าระดับธรรมดาสามัญ ; ส่วนข้างล่างนั้นคือบ่าวไพร่ กรรมกร

น.101 หรือพวกที่ด้อยกว่าเรา. เบื้องบนที่พูดว่าสมณะ หรือ สมณพราหมณ์ พระเจ้า พระสงฆ์ เป็นต้น นี้เขาไม่ได้เพ่งเล็งไปในทางเป็นครูบาอาจารย์ ; ครูบาอาจารย์ อยู่ข้างขวาแล้ว. สมณพราหมณ์ อะไรพวกนี้ ยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ คือเป็น ปูชนียบุคคลของส่วนรวมหรือของโลก. แม้เขาจะไม่สอนอะไรแก่เราโดยตรง เหมือนครูบาอาจารย์, เพียงแต่เขามีชีวิตอยู่ในโลกเฉย ๆ เราก็ยังต้องบูชา ต้องเอาใจใส่ ต้องรับรู้. อย่างเช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ นี้ แม้ว่าท่าน จะไม่เคยเกี่ยวข้องกับเราเลย อยู่กันคนละยุคคนละสมัย อย่างนี้เราก็ยังต้องรับรู้ ต้องบูชา. ใจความสำคัญเรื่องนี้มันมีอยู่อย่างหนึ่งคือว่า การสอนชนิดที่ไม่ต้องพูด ไม่ต้องสอนมันก็มีอยู่ ; เพียงแต่เขามีอยู่เป็นหลักในโลกนี้ มีอยู่เป็นหลักสำหรับ การที่จะประพฤติปฏิบัติตาม. คือเขาถือว่า เพียงแต่ได้เห็นพระอรหันต์เท่านั้น ก็เป็นการดีอย่างยิ่งเสียแล้ว, แม้ไม่ได้พูดจาอะไรกันเลย. นี่เขาเรียกว่าเป็น ปูชนียบุคคลประเภทหนึ่ง จัดไว้ข้างบน เบื้องสูง. ตรงกันข้ามกับเบื้องต่ำ คือ คนที่ด้อยกว่าเราในทางคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นพวกลูกจ้าง พวกบ่าวไพร่ กรรมกร ; พวกคนที่จนกว่า ด้อยกว่าอะไรอย่างนี้ เอาไว้ข้างล่าง. คุณควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "ทิศทั้งหก" นี้ให้ถูกต้อง เป็น บทเรียนบทใหญ่ของฆราวาส ; เพราะว่าถ้าทำผิดในหกทิศนี้แล้ว อื่น ๆ ก็จะพลอย ล้มละลายด้วย คือเรื่องการหาทรัพย์สมบัติ การหาเกียรติยศชื่อเสียง การมีเพื่อน ฝูงที่ดี ก็พลอยล้มละลายไปด้วย. เพราะฉะนั้นเรารู้เรื่องทิศหก แล้วปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ให้พอก็พอแล้ว ; จะรวบเอาธรรมะหมวดอื่นเข้าไว้ ได้หมด. ผมจึงขอแนะธรรมะหมวดนี้ คือเรื่องทิศหก ; ก็ไปหารายละเอียดอ่านเอาเองจาก หนังสือประเภทนั้น เช่นหนังสือ นวโกวาท เป็นต้น. ในที่นี้ก็บอกแต่ความ

น.102 หมายที่เป็นใจความสำคัญของคำนั้น ๆ รวมเรียกด้วยคำเพียงสั้น ๆ ว่า "ปัญหาทางสังคม". คุณไปเทียบกันดูว่า ปัญหาทางสังคม ตามที่คุณเข้าใจ มันเข้ากันกับ ปัญหาทางสังคม ที่มีอยู่ในพุทธศาสนาหรือไม่ ? การเล่าเรียน การสั่งสอนกันอยู่ ในมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อพูดกันถึงปัญหาสังคม เขาหมายถึงอะไร คุณก็รู้ ; แต่เมื่อ พูดทางหลักพุทธศาสนาแล้ว ปัญหาสังคมเขาหมายถึงอย่างนี้ : สังคมเบื้องหน้า- สังคมเบื้องหลัง, สังคมเบื้องขวา - สังคมเบื้องซ้าย, สังคมเบื้องบน - สังคมเบื้องล่าง. อะไรดีกว่าเราแล้ว ก็สงเคราะห์เข้าไว้เป็นเบื้องบน, มีคุณธรรม หรืออะไรที่ดีกว่าเรา สูงกว่าเรา สงเคราะห์ไว้เบื้องบน, ต้องสงเคราะห์เจ้านาย ไว้เบื้องบนด้วย. สงเคราะห์ที่ต่ำกว่าเราไว้เบื้องล่าง. เอาผู้ที่ให้กำเนิดเรามา มีหน้าที่ผูกพันที่เราจะต้องทดแทน สนองคุณ บุญคุณ นี้ไว้ข้างหน้า ; คือ บิดามารดาต้องนึกถึงก่อน ก็เพราะว่ามีบุญคุณ, มีพระเดชพระคุณที่ผูกพันก่อน บุคคลใด เราต้องนึกถึงก่อน. เพราะฉะนั้นการที่วางหลักเรื่องทิศหกนี้ มันก็มีเหตุผล หรือมี ความหมาย หรือมีเทคนิคอยู่ในตัว ; ก็ขอให้สนใจให้ดี ๆ จะได้แก้ปัญหาทาง สังคมได้หมดสิ้น ; และความเป็นฆราวาสตามเรื่องราวของฆราวาสนั้น ก็จะเป็น ไปอย่างถูกต้อง. นี่ผมเรียกมันว่าฆราวาสธรรมขั้นต่ำ ๆ. ยังมีธรรมะอีกหลายหมวด หรือหลายสิบหมวดก็ได้ แจกเป็นฝอยละเอียดออกไป, หรือว่าจัดกันอย่างนั้นที่ อย่างนี้ที แต่แล้วในที่สุด มันก็มาสำคัญอยู่ตรงที่ป ฏิบัติเรื่องทิศทั้งหกนี้ ให้ถูกต้อง, แล้วธรรมะหมวดอื่น ๆ จะง่ายดาย หรือพลอยถูกต้องไป โดยอัตโนมัติ. ขอให้สนใจเรื่องทิศหกเป็นพิเศษ.

น.103 ทีนี้ก็มาถึง ฆราวาสธรรม ที่เป็นขั้นสูง ไปกว่านั้น ซึ่งจะเรียกว่าขั้น กลาง ๆ หรือขั้นสูงสุด. ในสองขั้นนี้จะขอพูดในคราวเดียวกันเสียดีกว่า ว่า ขั้นสูงสุดนั้นมันก็สูงถึงเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ด้วยเหมือนกัน ; ลดต่ำกว่า นั้นลงมาก็เป็นขั้นกลาง ๆ; คือมีฆราวาสกลุ่มหนึ่ง ไปเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า ขอให้ช่วยบอกธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกฆราวาสที่ครองเรือน ที่แออัด อยู่ด้วยบุตรภรรยา. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า ธรรมะที่เนื่องด้วยสุญญตา เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน. เรื่องสุญญตาคือเรื่องไม่มีตัวตน เรื่องว่างจากตัวตน ; ฆราวาสพวกนั้นเขาก็ว่า มันสูงเกินไปสำหรับพวกเขา. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็ลดลงมา เหลือธรรมะ ๔ ข้อคือ : - มีศรัทธา มั่นคงในพระพุทธ, -ศรัทธามั่นคงในพระธรรม, - ศรัทธามั่นคงในพระสงฆ์, - แล้วก็มีศีลชนิดที่ดี จนเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า. สี่ข้อนี้ฆราวาสเหล่านั้น เขาก็ทูลขึ้นว่า นี่คือสิ่งที่ปฏิบัติอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้าก็ตรัสอนุโมทนาว่า ก็ดี อยู่แล้ว. คุณลองพิจารณาเรื่องนี้ดู ว่าเป็นเรื่องที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ชัดเจน อยู่อย่างนี้ ว่ามันเป็นอย่างไร? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องสุญญตา เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาส ตลอดกาลนาน ; ถ้าเขาว่ามันสูงเกินไป ก็ลดลงเหลือ ๔ เรื่อง ที่เรียกว่า "ปุญญาภิสันทะ". ปุญญาภิสันทะ แปลว่า ท่อธารเป็นที่ไหลออกแห่งบุญ, บางทีก็เรียกว่า โสตาปัตติยังคะ คือองค์ปฏิบัติที่จะช่วยให้เป็น โสดาบัน. ข้อปฏิบัติ ๔ อย่างนี้ มีชื่อ ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่งเป็นท่อธารที่ไหลออกแห่งบุญ, อย่างหนึ่งเป็นองค์ประกอบแห่งความเป็นโสดาบัน. ระดับข้อปฏิบัติขั้นนี้ผมเอา มาไว้ตรงกลาง ๆ ระดับกลาง ๆ ; แล้วจัดระดับสูงสุดได้แก่เรื่องสุญญตา. ข้อปฏิบัติที่เป็นระบบกลางๆ สำหรับผู้เป็นฆราวาส ก็คือ ธรรมะ ๔ ข้อ นี้เรียกว่า “พุทธอเวจจัปปสัทธา" -ความเชื่อที่แน่นแฟ้น ไม่หวั่นไหวคลอนแคลน

น.104 ในพระพุทธเจ้า. ธัมมอเวจจัปปสัทธา - ความเชื่อที่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน พระธรรม. สังฆอเวจจัปปสัทธา คือความเชื่อที่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน พระสงฆ์. แล้วก็มีอริยกันตศีล คือศีลชนิดที่รักษาได้ดี จนเป็นที่พอใจของ พระอริยเจ้า ; นี่เป็นที่ไหลออกแห่งบุญ เรื่อยไป จนกระทั่งสูงขึ้นไป กระทั่ง พร้อมที่จะเป็น พระโสดาบัน, คือผู้ที่แรกถึงกระแสแห่งนิพพาน. ถ้าสูงไป กว่านั้นก็เป็นเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. เราอยู่ตรงกลางก็หมายความว่า รู้จักพระพุทธเจ้าดี พระธรรมดี พระสงฆ์ดี จนแน่นแฟ้น, มีศรัทธา มีความ เชื่อ มีความเลื่อมใสแน่นแฟ้น, ไม่อาจจะทำชั่วทำผิดอะไรได้ เพราะมีความเชื่อ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; แล้วก็พิสูจน์ อยู่ด้วยการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติอยู่ เป็นอริยกันตศีล ศีลบริสุทธิ์ไม่มีที่ติ, ตัวเองก็ติ ตัวเองไม่ได้, คนอื่นมาดูแล้วก็ติไม่ได้ นี่เรียกว่าอริยกันตศีล. ถ้าคุณเป็นฆราวาสก็ดูให้ดี ; ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า มีศรัทธาไม่คลอน แคลน ในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ? เดี๋ยวนี้รู้สึกว่า น่าระแวงหรือ น่าอันตราย, ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันยังคลอนแคลน ; แม้เขาจะประกาศตัวเป็นพุทธมามกะ เป็นอะไรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รับศีลรับสรณ์”- คมน์อยู่ทุกวัน มันก็รับแต่ปาก ; พอจะได้อะไรที่ถูกอกถูกใจหน่อย ก็ทั้งสรณา- คมน์ ไปเอาสิ่งนั้นก็ได้ หมายความว่าไปทำชั่วต่อหน้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้. นี้เรียกว่ายังไม่แน่นแฟ้น ยังง่อนแง่นคลอนแคลน. มันต้องเป็น ถึงขนาดที่ว่า ยอมตายได้ ไม่ยอมเสียข้อปฏิบัติ หรือธรรมะไป จึงจะเรียกว่า ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน. เดี๋ยวนี้มีอะไรมาจ้าง มายั่ว มาล่อสักหน่อย ก็ทิ้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเอาสิ่งนั้นแล้ว, ไม่ว่าคนหนุ่มสาว คนเฒ่า คนแก่ ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้. ไปดูให้ดี มันก็มีอริยกันตศีลไม่ได้ ศีลก็ด่างพร้อย ลุ่ม ๆ ดอน ๆ.

น.105 ฆราวาสธรรมที่เป็นระดับกลาง ก็คือแน่นแฟ้น มั่นคง ในพระ รัตนตรัย, แล้วก็มีการปฏิบัติตัวอยู่ในลักษณะที่ว่า ตัวเองก็ติเตียนตัวเองไม่ได้ ไหว้ตัวเองได้ เคารพตัวเองได้. เขาเป็นผู้ที่บำเพ็ญบุญอยู่อย่างสูงสุด แล้วก็มี ความก้าวหน้าเรื่อยไป พร้อมที่จะเป็นพระโสดาบัน. นี้ผมเรียกว่าฆราวาสธรรม ระดับกลาง. ฆราวาสธรรมที่เป็นระดับสูง คือ สุญญะตัปปะฏิสังยุตฺตา - ธรรมะที่ เนื่องเฉพาะด้วย สุญญตา. สุญญตา แปลว่าความว่าง ; มันมีเรื่องมาก ไว้พูดกัน โดยละเอียดอีกที. คราวนี้จะบอกให้รู้ว่า สุญญตาคือความว่างในจิตใจ ที่ว่าง จากความรู้สึกว่าตัวเรา หรือของเรา. ความรู้สึกประเภท egoism นี้คือความ รู้สึกที่เป็นตัวเป็นตน ; ที่มันเนื่องอยู่กับตัวตนนี้ ก็เรียกว่าของตน. จะเป็น ฆราวาส หรือ เป็นบรรพชิตก็ตาม มีความทุกข์อย่างลึกซึ้งอยู่ ก็ด้วยอำนาจตัวตน หรือของตน นี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นฆราวาสก็ทุกข์มากอยู่ด้วยเรื่องตัวตนของตน จึงเป็นการสมควรที่จะต้องบรรเทาเสียบ้าง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เรื่องสุญญตานี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เกื้อกูล แก่ฆราวาสตลอดกาลนาน. ท่านเสนออย่างนี้ชาวบ้านกลุ่มนั้นไม่เอา ว่าสูงเกินไป ; แต่พอบอกให้ลดลงไปกว่านั้น ก็ปฏิบัติอยู่แล้ว ; อย่างนั้นก็ไม่มีทางไปไหน นอกจากจะต้องปฏิบัติเรื่องสุญญตาต่อไปเท่านั้น ; ถ้าไปทางอื่นมันก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้มาเข้าใจกันเสียว่า เรื่องนี้สูงเกินไปไม่ต้องเอามาสอนฆราวาส ; ผมก็เคยถูกห้าม. ผู้หลักผู้ใหญ่เคยห้ามว่า อย่าเอาเรื่อง อนัตตา สุญญตามาสอน ชาวบ้าน มันสูงเกินไป ; บางคนก็เยาะเย้ยถากถางว่า ผมเอาเรื่องที่สูงเกินไป มาสอนชาวบ้าน ; เช่นเรื่องจิตว่าง ก็ถูกล้อบ้าง ถูกด่าบ้าง. แต่ผมก็พยายามทำ

น.106 ให้ดีที่สุด ให้ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านแนะไว้ ว่าฆราวาสก็ควรจะมีความรู้เรื่อง สุญญตา หรือเรื่องจิตว่างนี้ตามสมควรที่ฆราวาสควรจะรู้. มันจะได้บรรเทา ความทุกข์ยากลำบาก ทางจิตทางใจ. เพราะว่ามีความจริง หรือข้อเท็จจริง อยู่อย่างหนึ่งว่า คนเรามีความทุกข์อย่างร้ายแรงเนื่องมาจากความดี, ยึดมั่น ถือมั่น ในความดี. อย่างคุณสอบไล่ตก มีความรู้สึกเป็นทุกข์มาก นี่ก็เพราะ เรายึดมั่นในเรื่องจะสอบไล่ได้ หรือความดี. หรือว่าไม่ได้อะไรตามที่หวังไว้ ในทางฝ่ายดี ฝ่ายสูงแล้ว .ก็ต้องเสียใจเป็นทุกข์. บางคนไปทำลายตัวเองด้วย การฆ่าตัวตายก็มี. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เรื่องอื่นมันช่วยไม่ได้ นอกจากความรู้ เรื่องสุญญตาจึงจะช่วยได้. สุญญตา จะช่วยเด็ก ไม่ให้เด็ก ๆ ต้องร้องไห้ เมื่อสอบไล่ตก, ช่วย ผู้ใหญ่ไม่ให้ร้องไห้เมื่อผิดหวังในเรื่องที่หวังไว้มาก ๆ พระพุทธเจ้าท่านทรงเห็น อย่างนี้จึงได้ยกเรื่องสุญญตาขึ้นมา ว่าเป็นเรื่องเกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน. เราค่อยไปศึกษา เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา กันอีกทีหนึ่ง โดยละเอียด. เดี๋ยวนี้เพียงยกมาให้เห็นว่ามันเป็นลำดับกันอยู่อย่างไร จะได้ครบชุด. ฆราวาส- ธรรมอย่างต่ำ สรุปไว้ถึงเรื่องทิศหก, ปฏิบัติให้ถูกต้องเกี่ยวกับสังคม. สูงขึ้นไปก็เรื่องปุญญาภิสันทะ โสตาปัตติยังคะ. สูงสุดก็คือเรื่อง สุญญตา. นี้เป็น ฆราวาสธรรม. เรื่องสุญญตา เป็นเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพานโดยตรง. คนพวก หนึ่งก็จะคัดค้านว่า ไม่ใช่เรื่องของฆราวาส; ผมก็มีที่อ้างในพุทธภาษิต ใน พระไตรปิฎกมีชัดอยู่อย่างนั้น. คุณจะถือเอาหรือไม่ถือเอาก็ไปคิดดู. ถ้าอ้าง หลักพระพุทธภาษิตมันก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก อย่างนั้นแหละ. ทีนี้ถ้าเอาเหตุผล ส่วนตัวกัน ก็ไปคิดดูซิ. เมื่อฆราวาสร้อนเป็นไฟอยู่ก็ต้องมีน้ำมาดับไฟ ซึ่งไม่มี

น.107 อะไรที่ดีไปกว่า เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะฉะนั้น ฆราวาสก็จะต้องมี ความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ที่เรียกว่า สุญญตา ; แล้วก็มีจิตว่างชนิดนี้อยู่พอสมควรกับความเป็นฆราวาส ก็จะเป็น ฆราวาสที่ไม่มีความทุกข์ และน่าบูชา, เป็นฆราวาสที่ดีที่สุด น่าบูชา. ขอให้เอาไปนึกด้วยเหตุผลของตนเองอีกทีหนึ่ง คือในพระบาลีที่อ้างไว้ ก็มี เหตุผลก็เห็นอยู่ว่าจริงอย่างนั้น ก็ถือปฏิบัติได้. แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เอาเหตุผลของตัว อย่าไปเชื่อว่ามีอยู่ในบาลี เพราะใคร เขียนเติมเข้าไปเมื่อไรก็ได้ ; ขอให้ใช้ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งของตัวเองเป็น เครื่องตัดสิน. วันนี้เราพูดกันถึง ตัวฆราวาสธรรมโดยหัวข้อใหญ่ ๆ ฆราวาสธรรม ชั้นต่ำ ๆ - กลาง ๆ - สูง ๆ, มีอยู่เป็น ๓ ชั้น สามระดับอย่างนี้ ก็หมดเวลาที่ เราจะพูดกันได้ในวันนี้. ขอให้ถือเอาไว้ เป็นหัวข้อที่จะพูดในรายละเอียดเฉพาะ เรื่อง ๆ ต่อไปในวันหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องสุญญตา. ทีนี้เหลืออยู่เรื่อง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ ที่จะทำให้ปฏิบัติลุถึงจุดมุ่งหมายนี้มันอีกพวกหนึ่ง เขาเรียกว่า "ฆราวาสธรรม" โดยตรงเหมือนกัน; มีธรรมอยู่ ๔ ข้อเรียกว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ๔ อย่างนี้ก็เอาไว้พูดในวันต่อไป. สำหรับวันนี้ พอกันที เพราะว่าหมดเวลาเพียงเท่านี้.

น.108 อิงฺฆ อญฺเฌปี ปุจฉฺสุ ปุถู สมณพราหมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชติ (สคาถ. สํ. ๑๕/๓๑๖/ ๘๔๕). เชิญท่านลองถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นดูบ้าง ถ้าจะมีธรรม ในโลกนี้ (สำหรับฆราวาส) ที่ยิ่งไปกว่า สัจจะ หมะ จาคะ ขันติ ?

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต