Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๕ — ฆราวาสธรรมที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.109 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง ฆราวาสธรรม ซึ่งหมายถึง ฆราวาสธรรม ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ. ในครั้ง ที่แล้วมาได้ชี้ให้เห็น •ตัวฆราวาสธรรมโดยตรงไว้ถึง ๓ ระดับ คือ ต่ำ - กลาง - สูง. ฆราวาสจะต้องมีฆราวาสธรรม ทั้ง ๓ ระดับ จึงจะเป็นฆราวาสที่มีความสุข. ฆราวาสธรรม ต่ำ ๆ ก็คือ เรื่องทำมาหากิน เรื่องการสังคม เรื่องทิศหก เป็นต้น; นี้ต้องปฏิบัติให้ดี จะได้มีทรัพย์ มีเกียรติยศ มีสังคมที่ดี ก็เป็นอันเสร็จเรื่องไปตอนหนึ่งสำหรับฆราวาส, สำหรับหน้าที่ของฆราวาส ซึ่งมี ฆราวาสธรรมในขั้นต่ำ เป็นคู่กัน. ทีนี้ฆราวาสควรจะต้องมี ฆราวาสธรรม ในขั้นกลาง ก็คือ รู้จัก พระพุทธ รู้จักพระธรรม รู้จักพระสงฆ์, แล้วก็มีศีลที่ดี ; นี้ก็หมายความว่า ๗๗

น.110 เป็นเรื่องสูงขึ้นไป สำหรับจะได้มีจิตใจสูงขึ้นไปในทางธรรม, นี้เรียกว่า ฆราวาส- ธรรมในระดับกลาง ซึ่งจะต้องรู้จักหลักของพระศาสนาอย่างถูกต้อง, และมี ความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส แน่นแฟ้น ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลดี ; ก็ได้ความสุขใจในขั้นที่สูงขึ้นไปด้วยเหมือนกัน. . แต่ เท่านี้ยังไม่พอ ฆราวาสจะต้องมี ฆราวาสธรรม ขั้นสูงอีกขั้นหนึ่ง คือธรรมะในขั้น สูงที่เรียกว่า สุญญตา หรืออนัตตา สำหรับฆราวาสจะได้ปลงตก ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามปรารถนา เช่น ความวิบัติเกิดขึ้น หรือความทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้น แม้ที่สุดแต่ความเจ็บไข้เป็นต้นก็ดี เขาจะได้มีความรู้เรื่องสุญญตา อนัตตา มาเป็น เครื่องปลง แล้วก็สลัดความทุกข์ที่เกิดมาจากการวิบัติ หรือการที่จะต้องเป็นไป ตามธรรมชาตินั้น ออกไปเสียได้, เลยไม่มีความทุกข์ ; มิฉะนั้นจะเป็นฆราวาส ที่โง่เขลา มีความทุกข์ ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามที่ตนปรารถนา. ฆราวาสควรจะรู้เสียด้วยว่า มันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามปรารถนา ของเราไปทุกสิ่งทุกอย่าง ; มันเป็นไปตามปรารถนาได้น้อยมาก แล้วมันก็ยาก ที่จะเป็นด้วย. เพราะฉะนั้น เราต้องมีธรรมะในขั้นสูงสำหรับแก้ปัญหาข้อนี้ ซึ่งอย่าให้ฆราวาสตกนรกทั้งเป็น, อย่าต้องนั่งร้องไห้บ่อย ๆ; เมื่อลูกตาย เมื่อผัวตาย เมื่อเมียตาย, หรือเมื่อวิบัติด้วยโจรภัย อัคคีภัย หรือจะต้องเจ็บ ต้องไข้ในลักษณะที่รักษาไม่ได้, ฆราวาสนั้นก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์มาก. นี่ฆราวาส ต้องมี ฆราวาสธรรม ถึง ๓ ระดับอย่างนี้ แต่บางคนเขาไม่ยอมให้มีหลักอย่างนี้ ไม่ยอมให้ถือว่าเรื่องธรรมะชั้นสูง เช่นสุญญตาเป็นต้นนั้น ว่าเป็นเรื่องของฆราวาส ; แต่ในพระบาลีมีอยู่ชัด ในพระไตรปิฎกนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องสุญญตา เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน. คุณเอาไปคิดดูเอง คุณจะประสบว่าใน

น.111 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๗๙ ประเทศไทย ในกรุงเทพฯ นี้แหละ ไม่ใช่ที่อื่น, เขาจะคัดค้านเรื่องฆราวาส จะต้องรู้ จะต้องเรียนเรื่องสุญญตาเป็นต้น ; หาว่าสูงไป เอามาสอนนั้นไม่ควร ; แล้วว่าจะเป็นอุปสรรคแก่ความเจริญของฆราวาสด้วย ; มันผิดกันอยู่อย่างนี้. ส่วนผมก็ยังขอยืนยันอยู่ตามเดิมว่า ฆราวาสจะต้องมีฆราวาสธรรมใน ๓ ระดับนี้ : ระดับต่ำเพื่อทำมาหากิน ; ระดับกลาง เพื่อประกอบการบุญการกุศล ทางจิต ทางวิญญาณ ทางศาสนา ; ระดับสูง เพื่อป้องกันความทุกข์ทางจิต ทางวิญญาณ ที่จะเกิดขึ้นแก่ฆราวาสเป็นประจำ เช่นลูกตาย เมียตาย เป็นต้น. เมื่อครบ ทั้ง ๓ อย่าง ก็จะเป็นฆราวาสที่ไม่ตกนรกทั้งเป็น. นี้เป็นเรื่องที่เราได้พูดกันแล้ว และเป็นหลักตายตัวที่จะต้องปฏิบัติให้ได้, ขอย้ำว่า เป็นเรื่องที่จะต้องปฏิบัติ ให้ได้. ทีนี้เราก็มักจะปฏิบัติไม่ได้ จึงต้องมีธรรมะสำหรับฆราวาสอีกหมวด หนึ่ง มาเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ปฏิบัติให้ได้. ดังที่ผมได้กล่าวแล้วว่า ธรรมะ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือธรรมะประเภทที่เราจะต้องปฏิบัติ และธรรมะ ประเภทที่จะช่วยให้เราปฏิบัติได้ ในสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติ. วันนี้จะพูดใน ฆราวาสธรรม ประเภทที่เป็นเครื่องมือ สำหรับให้ปฏิบัติฆราวาสธรรม อย่างที่ กล่าวมาแล้ว ๓ ระดับนั้นได้. ฆราวาสธรรม ที่เป็นเครื่องมือนี้มีระบุไว้ชัดในพระบาลีอีกเหมือนกัน ว่า มีอยู่ ๔ ข้อ : - สัจจะ - ความจริงใจ, ทมะ - การบังคับตนเอง, ขันติ - ความอดกลั้นอดทน, จาคะ - การสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ออกไปเสียจากใจ ; รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน เรียกว่า “ฆราวาสธรรม" ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ" เราจะอธิบายกันทีละข้อ ว่าธรรมะ ๔ ข้อนี้เป็นเครื่องมืออย่างไร ?

น.112 ข้อแรก สัจจะ คือความจริงใจ นี้คือความตั้งใจจริง ๆ ที่จะปฏิบัติ ในสิ่งนั้น เรียกว่า สัจจะ, ตั้งใจให้มั่นอย่างถึงขีดที่สุด เขาก็เรียกว่า "อธิฏฐานะ" ในภาษาบาลี, หรืออธิษฐาน รวมกันเข้าทั้งสองคำก็เรียกว่า สัจจาธิษฐาน, ดังที่เราได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่า มีสัจจาธิษฐาน - คืออธิษฐานใน สัจจะ ความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจะทำ, ตั้งใจจะทำ. ข้อนี้มีความสำคัญ อย่างไร คุณก็พอจะเข้าใจได้. เราต้องมีความตั้งใจจริงนี้เป็นข้อแรก : แม้เรา จะรู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร หรือจะต้องทำอะไร ; เพียงเท่านั้นมันไม่พอ มันต้องมี สัจจาธิษฐานในเรื่องนั้น ในข้อนั้น. ฉะนั้นพิธีรีตองต่าง ๆ บางอย่างบางชนิดก็มี ประโยชน์ คือตั้งสัจจาธิษฐานจะทำนั่นทำนี่ ; ถ้าไม่สำเร็จไม่ยอมเลิกละ, เช่น อธิษฐานว่า ต้องสำเร็จ ไม่สำเร็จก็ต้องตาย, มีสองอย่างเท่านั้น. เมื่อพระพุทธเจ้าทำความเพียรเพื่อตรัสรู้ ก็มีสัจจาธิษฐานทำนองนี้ เมื่อประทับนั่งลงไปที่โคนต้นโพธิ์ แล้วทรงอธิษฐานว่า แม้อะไร ๆ จะหมดไปจน เหลือแต่กระดูกก็ตาม ถ้าไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจะไม่ลุกขึ้นจากที่นั่งอันนี้ ลองฟังดู. เลือดเนื้อ เส้นเอ็นอะไรก็ตาม จะแห้งไปจนเหลือแต่กระดูกก็ช่างมัน ถ้ายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่ลุกจากที่นั่งอันนี้. ในที่สุดก็ได้บรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณที่นั่น ในวันนั้น. เรื่องของคนอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่อง ทางจิตใจ ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด ที่จะมีสัจจาธิษฐาน; เพราะว่าเรื่อง ทางจิตใจนี้มันจัดทำเอาได้ง่ายกว่าเรื่องเป็นวัตถุข้างนอกตามธรรมชาติ ; หรือเรื่อง ที่มันเนื่องกับคนอื่น นี้มันบังคับไม่ได้ หรือบังคับได้น้อย แต่ถ้าเรื่องส่วนตัว ของเรา แล้วยิ่งเป็นเรื่องทางจิตใจด้วยแล้ว ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะมีสัจจาธิษฐาน. ทีนี้เราจะพูดถึงเรื่องที่ต่ำต้อยที่สุด อย่างการศึกษาเล่าเรียนของพวกคุณ ในโรงเรียน ในวิทยาลัยก็ตาม ถ้ามีสัจจาธิษฐานกันเสียบ้าง, และทำให้มันจริง ๆ ผลคงจะดีกว่านี้. เดี๋ยวนี้มันมีสักแต่ความตั้งใจ เราก็ตั้งใจ ; แต่แล้วก็มีการ

น.113 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๘๑ โลเลเหลาะแหละ แทรกแซงอยู่ตลอดเวลาทุก ๆ วัน. ถ้าตั้งใจจริงมันต้องดีกว่านี้ คุณไปดูเถิด ในการศึกษาเล่าเรียนของคุณนั้น ถ้าตั้งใจจริงจะต้องดีกว่านี้ อย่าง น้อยอีกสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ : มันมีเวลาที่เหลวไหล เหลาะแหละ ผลัดวัน ประกันพรุ่ง หรือว่าขี้เกียจ. ฉะนั้นเรามองเห็นกันแล้ว ก็จะต้องถือเป็น หลักธรรมะที่สำคัญข้อหนึ่งที่จะต้องเคารพธรรมะข้อนี้. นี้เป็นข้อแรก คือตั้งใจ จริงขนาดอธิษฐาน. ข้อที่ ๒ คือ ทม (อ่านว่า ทะมะ) แปลว่าบังคับตัวเอง ข่มขี่ บังคับตัวเอง บังคับใจของตนเอง. สิ่งที่เรียกว่า จิตใจนี้ มันบังคับยากใครๆ ก็รู้ พอจะเข้าใจกันได้ ว่ามันบังคับยาก ; แต่ท่านก็ยังสอนให้บังคับ ไม่ให้ยอมแพ้. พระพุทธภาษิตเกี่ยวกับ "ทมะ" นี้มีน่าฟังมาก คือว่า "จงทรมานตน,จงบังคับตน ให้เหมือนควาญช้างที่ฉลาด สามารถบังคับช้างที่ตกน้ำมัน". ลองนึกถึงภาพ- พจน์อันนี้ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น. ช้างที่ตกน้ำมัน ไม่ใช่ช้างธรรมดา, ควาญช้าง มีคำว่าฉลาดประกอบอยู่ด้วย จึงจะบังคับช้างที่ตกน้ำมันได้ ; เราจงบังคับจิต ของเราให้ได้เหมือนอย่างนั้น เราก็ต้องเป็นควาญช้างที่ฉลาด ถ้าเป็นควาญ ช้างโง่ มันก็ตายเพราะช้างนั้น ; เพราะว่าจิตนี้มันจะยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมัน. คุณจะต้องสังเกตดูให้ดีว่า จิตนี้มันยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมัน ถ้าเราไม่ ไปแตะต้องมันเข้า มันก็ดูคล้าย ๆ กับไม่มีพิษสงอะไร ; อย่างเรานั่งอยู่อย่างนี้ รู้สึกอยู่อย่างนี้ ดูคล้าย ๆ กับว่า จิตนี้มันเป็นของอยู่ในอำนาจ หรือควบคุมง่าย บังคับง่าย. แต่พอลองไปเริ่มบังคับมัน มันจะต่อสู้, แล้วมันจะดิ้นรนยิ่งกว่า ช้างตกน้ำมัน ; และเมื่อทำไม่ถูกวิธี เป็นหมอช้างที่โง่ ก็จะต้องตาย เช่นเป็นบ้า. การบังคับจิตอย่างไม่ถูกวิธีนี้ มันทำให้คนนั้นกลายเป็นบ้า. เหมือน หมอช้างที่ไม่ฉลาดพอ ไปบังคับช้างที่ตกน้ำมัน มันก็ต้องตาย.

น.114 เราจะต้องเป็นผู้ฉลาดในเรื่องของจิต แล้วก็บังคับให้ถูกวิธี มันก็ จะบังคับได้. วิธีบังคับจิตนั้น มันเป็นเทคนิคเฉพาะ เป็นเรื่อง ๆ เรื่อง ๆ ไป ; จะบังคับในลักษณะไหน ก็ต้องไปศึกษาเอาในลักษณะนั้น, เช่นบังคับให้เป็น สมาธิ หรือจะบังคับให้เป็นวิปัสสนา คือเห็นแจ้ง, หรือจะบังคับให้มีฤทธิ์มีเดช มีปาฏิหาริย์, ก็ล้วนแต่ต้องเป็นการฝึกที่ถูกวิธี เฉพาะเรื่องด้วยกันทั้งนั้น, แต่ถ้าพอทำผิดวิธี มันก็กลายเป็นความทุกข์ ; บางทีก็ทำให้กลายเป็นบ้า เสียสติไป. ฉะนั้น ในเรื่องบังคับจิต เขาจึงมีอุบายที่แยกเอาไว้เป็น ๒ ชนิด เรียกว่า ปัคคหะ กับ นิคคหะ : ปัคคหะ คือว่า เอาดีเข้าว่า เอาดีเข้าต่อ, ประคับประคองประเล้าประโลมจิต ; วิธี นิคคหะ คือวิธีที่ข่มขี่ลงไปโดยตรง บีบบังคับโดยตรง. ฉะนั้นจะต้องดูโอกาสว่า จะต้องใช้อย่างไร ? ใช้วิธีไหน ? หรือใช้ทั้งสองอย่างให้ทันท่วงที ให้ทันเหตุการณ์อย่างไร ? เราจึงจะบังคับจิตนี้ได้. เหมือนกับเราจะบังคับเด็กสักคนหนึ่ง ด้วยไม้เรียวตลอดเวลา มันคงจะโกลาหล วุ่นวาย ; บังคับด้วยสตางค์ ด้วยขนม ด้วยลูกกวาด หรืออะไรดูบ้าง มันก็จะ เรียบร้อยกว่า. เรื่องของจิตก็มีอย่างนี้, มี นิคคหะ บัคคหะ. นิคคหะ คือข่มขี่ลงไป เหมือนใช้ไม้เรียว; ปัคคหะ คือประคับประคองประเล้าประโลม เหมือนใช้ขนมบังคับ. เปรียบจิตกับเด็ก นี้ก็มีส่วนจริงอยู่มาก ; คือมันยังไม่รู้อะไร. ถ้า เปรียบกับช้างมันก็มีส่วนจริงอยู่มาก คือมันมีแรงมาก ถึงบทมันคือขึ้นมาแล้ว มันก็อันตราย. เราไปใช้การสังเกต การพิจารณาให้ดี ๆ ให้รู้เรื่องของจิต รู้ธรรมชาติของจิต รู้เล่ห์เหลี่ยมมายาของจิต, ก็จะต้องบังคับได้ในที่สุด. แต่ถ้า เรื่องในทางศาสนาแล้วเขียนไว้ครบถ้วน เป็นตำรา เป็นคำสอน. ในเรื่องของ

น.115 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๘๓ ชาวบ้านนั้น ก็ต้องไปหาวิธีเอาเองที่จะบังคับจิต. เช่นคุณอยากจะไปดูหนัง ในกรณีที่ไม่สมควรจะไป ก็ลองต่อสู้กันกับจิตดู มันก็จะมีโอกาสที่จะพบกับ ธรรมชาติของจิต หรือการบังคับจิต. การบังคับจิตนี้เรียกว่า ทมะ เป็นธรรมะสืบต่อมา เป็นข้อที่สอง ข้อที่ ๑ สัจจะ ความตั้งใจจริง เรากลัวว่า หรือมันมักจะเป็นทีเดียวว่า การตั้งใจ จริงนี้มันอยู่ไม่ค่อยจะได้ มันไม่จริงไปตลอด ฉะนั้นเพื่อจะให้จริงตลอดก็ต้องมี ข้อที่สอง คือบังคับเข้าไว้ให้อยู่ในร่องในรอยของความตั้งใจจริง. มาถึง ข้อที่ ๓ ขันติ แปลว่า ความอดทน นี้จำเป็นจะต้องมีเข้ามา รับช่วงอีกที ; เพราะว่าในการบังคับจิตนั้นมันโกลาหลวุ่นวาย มันเจ็บปวด มันต้องทน, เพราะความเจ็บปวด เพราะความโกลาหลนั้น มันต้องทน. ถ้า ไม่มีการทน มันล้มละลายที่ตรงนั้นเอง ฉะนั้นต้องเอาความอดทนเข้ามารองรับ ไว้อีกทีหนึ่ง ; จะต้องมีความหนักแน่นและอดทน มันจะได้ไม่โกลาหลมากมาย มันจะได้ไม่เป็นบ้า เพราะเราทำความหนักแน่นให้แก่จิต. แปลว่าสงบรำงับจิต ให้มันทนได้ รอได้ คอยได้ ; เพราะ ในบรรดาความสำเร็จทั้งหลายนั้นมัน ไม่ได้มาทันอกทันใจ มันต้องการเวลา บางทีก็ต้องการเวลามากเสียด้วย. ถ้าไม่ ทนมันก็ล้มเหลว มันยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ผล แล้วเราก็ไม่ทน มันก็เลิกกัน. ฉะนั้นเราก็ต้องทนได้ด้วย รอคอยได้ด้วย. สำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ เขามีคำที่ไพเราะน่าฟังมากอยู่คำหนึ่งว่า "ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา" หมายความว่า เป็นภิกษุ เป็นบรรพชิตนี้ มีสิกขาวินัยที่เราต้องประพฤติปฏิบัติ ; ทีนี้มันฝืนความรู้สึกของเรา, เราต้องทน ทนจนน้ำตาไหล ก็ไม่ยอมให้มันเสียไป ในข้อปฏิบัติ. ฉะนั้นความอดทนนี้ ถ้าพูดให้ถูกแล้ว มันอดทนต่อการบีบคั้น ของกิเลส.

น.116 ในโรงเรียนเขามักจะสอนกันแต่ว่า อดทนต่อคนด่าว่า, อดทนต่อ ความร้อนหนาวตามธรรมชาติ, อดทนต่อทุกขเวทนาเมื่อเจ็บไข้. ผมว่า อย่างนี้ไม่ยาก นี้เป็นของเด็กเล่น ; ที่มันยากที่สุดก็คืออดทนต่อการบีบคั้นของ กิเลส, จะเป็น ราคะ โทสะ โมหะ อะไรก็ตาม ที่มันบีบคั้นเผาผลาญจิตใจ. ถ้าคุณเคยมีราคะก็ลองสังเกตดูบ้าง ว่ามันมีพิษสงเท่าไร ? จะต้องอดทนเท่าไร ? แม้แต่อยากไปดูหนัง อยากจะทำสำมะเลเทเมาอะไรบางอย่างนี้ เมื่อไม่ได้ไป ทำตามที่มันอยากแล้ว มันมีพิษสงอย่างไร ? นั่นก็คือความบีบคั้นของกิเลสนั่นเอง. ทีนี้กิเลสบางชนิดมันยังร้ายกว่านั้น มันคอยแต่จะให้เราล้มละลาย หรือฉิบหาย. ความบีบคั้นของกิเลสเป็นเรื่องของความรักก็ได้ เป็นเรื่องของความ เกลียดก็ได้ เป็นเรื่องของอย่างอื่น เช่นอิจฉาริษยา ความกลัว ความอะไร ก็ตามใจ, ล้วนแต่บีบคั้นทั้งนั้น ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความวิบัติพลัดพราก ความไม่ได้อย่างใจ, ไม่ได้อย่างที่กิเลสต้องการนี้ มันบีบคั้นที่สุด ; จึงต้องใช้ ความอดทน ซึ่งเรียกว่า อธิวาสนขันติ เป็นขันติอันเป็นความอดทนชั้นสูงสุด. อดทนต่ำ ๆ นั่นคืออดทนร้อน อดทนหนาวตามธรรมชาติ, อดทนเมื่อเจ็บเมื่อไข้ เมื่อเกิดทุกขเวทนา, อดทนเมื่อเขาด่า เขาสบประมาท ก็ยังไม่เท่าการบีบคั้น ของกิเลสในภายในของตัวเอง. แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องอดทนทุกอย่าง อดทน อย่างง่าย ๆ อย่างธรรมดานั้นด้วย อดทนอย่างสูงสุด คือการตามบีบคั้นของ กิเลสด้วย. ลองคิดดูว่า เราเคยมีความอดทนถึงขนาดนี้หรือเปล่า ในชีวิตของเรา ที่ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ? ในการศึกษาเล่าเรียนนี้ ไม่ต้องไปเอาที่อื่น เราเคย มีความอดทนถึงขนาดที่น่านับถือ น่าเลื่อมใสอย่างนี้บ้างหรือเปล่า ? เดี๋ยวนี้ไม่มี ใครบังคับเรา เราฟรี เราตามใจตัวเองก็ได้ ก็เลยไม่ค่อยจะมีการอดทน ; แม้ที่

น.117 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๘๕ สุดแต่ว่า ตั้งใจว่าคืนนี้จะศึกษาเรื่องนี้ให้เสร็จไป, ตั้งใจเป็นสัจจะ แล้วบังคับ ตัวเองให้ทำ, แล้วก็ทนง่วงนอน ทนอะไรต่างๆ นานา, ทนได้หรือไม่ ? ทนจนเรื่องนี้มันเสร็จไปได้ : ถ้าง่วงนอนขึ้นมาก็ไปแก้ไขด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ให้มัน หายง่วงนอน ให้เรียนต่อไป ให้มันได้เสียก่อนจึงจะนอน ; อย่างนี้เคยทำกันบ้าง หรือไม่ ? ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ความอดทน" จะต้องเข้ามารองรับการข่มขี่ บังคับ ตัวเอง, อย่าให้มันล้มละลายไปเสียง่าย ๆ; คือเราทนอยู่เรื่อย การบังคับตัวเอง ก็เป็นไปได้เรื่อย. ต่อไปก็มาถึงข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ จาคะ นี้เป็นการระบายออกของสิ่งที่ ต้องทน. จาคะ แปลว่า ให้ หรือ บริจาคออกไป; ในที่นี้มันไม่ได้หมายถึง ให้สิ่งของ. คำว่า "จาคะ" หมายถึงให้สิ่งของก็มี ให้อื่น ๆ อีกก็มี ; แต่ในที่นี้ เราหมายถึง บริจาคสิ่งที่เราไม่ต้องการให้มีอยู่ในจิตใจของเรา ; สละสิ่งซึ่งเป็น ข้าศึกแก่ความดี หรือความสำเร็จ ออกไปจากจิตใจของเรา ก็เรียกว่า "จาคะ" ในที่นี้. นี่หมายความว่า เราจะไม่ต้องทน จนทนไม่ไหว หรือว่าจนตายเพราะทน ; ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า "ขันแตก" ขันติ คืออดทน แต่ทนไปทนมา อย่างไร ก็ไม่ทราบ เกิดขันแตก คือล้มละลาย. ทีนี้เพื่อไม่ให้ขันแตก เราก็ต้อง มีการระบาย มีลิ้นวาลว (valve) สำหรับระบายออกอยู่เสมอ, คือเราจะต้องช่วยทำ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ, ให้มันระบายออกไปเสียเรื่อย ๆ อย่าให้ต้องทนจนทน ไม่ไหว. เพราะฉะนั้น ถ้ามีอะไรที่จะช่วยบรรเทาได้ ก็ช่วยบรรเทามันออกไป ; เราต้องปลอบจิตใจ จะต้องสวดมนต์ภาวนา หรือว่า จะต้องทำอะไรตามที่ว่าควร จะทำ ให้เป็นรูรั่ว สำหรับระบายความกดดันออกไปเรื่อย ๆ พอทนไหวเรื่อย ๆ, รวมทั้งการพักผ่อน การเปลี่ยนแปลงนั้นนี่ ให้เป็นไปโดยถูกวิธี ที่เรียกว่า

น.118 sublimation นั้น ใช้ได้ดี, เปลี่ยนกระแสของความกดดัน ให้กลายเป็นกระแส ของการส่งเสริมไปเสีย. ทีนี้มันก็เป็นไปในลักษณะที่ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ เรื่อยไป ๆ ไม่เท่าไรก็สำเร็จ ตั้งใจจะทำอะไร สิ่งนั้นจะต้องสำเร็จ ถ้าเรามี ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการนี้. เราจะมองดูกันตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เช่น คุณอยากจะทั้งบุหรี่ อยากจะ เลิกสูบบุหรี่ ; คุณจะต้องมีสัจจะข้อแรก - อธิษฐานจิต, แล้วก็บีบบังคับจิต ให้มันทำตามนั้นอย่างสม่ำเสมอ, แล้วพอมันเกิดปฏิกิริยาเจ็บปวดขึ้นมา คุณ จะต้องทนด้วยขันติ, และพร้อมกันนั้นก็หาทางนั่นนี่มาช่วยมัน ให้ความ เจ็บปวด หรือเงี่ยนอะไรก็ตามนี้ มันไปเสียทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง, เราก็เลย ทิ้งบุหรี่ได้ ; นี้มันเป็นอุบาย. ธรรมะประเภทนี้เขาเรียกว่า "อุบาย" แต่ไม่ใช่ อุบายคดโกง หลอกลวงใคร เป็นอุบายที่จะฆ่ากิเลส. เรื่องทิ้งบุหรี่นิดเดียวมัน ก็ยังต้องใช้ธรรมะ ๔ ข้อนี้. ฆราวาสมีเรื่องอื่นอีกมาก ที่จะต้องทำให้ลุล่วงไป. กิจการงานที่มนุษย์จะต้องทำนี้ หรือว่าหน้าที่ ที่จะต้องทำ ในการ พัฒนาตัวเองนี้ เขาแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่จะต้องละออกไป และฝ่ายที่ จะต้องทำให้มันมีขึ้นมา. เราต้องฉลาดทั้งในฝ่ายที่จะต้องละ และฝ่ายที่จะทำให้มี ขึ้นมา. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ ว่าอะไรมันเป็นความชั่วที่ต้องละ, อะไรเป็นความดี ที่จะต้องทำ, แล้วอะไรเป็นอุบายที่จะทำให้สำเร็จได้ตามนั้น. อย่างน้อยก็ต้อง รู้ ๓ อย่าง พร้อม ๆ กันไป. เช่นอยากจะทิ้งบุหรี่ หรือเลิกอบายมุขต่างๆ นํ้ มันเป็นเรื่องที่ต้องทิ้ง ต้องละ; แล้วเราก็ต้องขยันขันแข็งในการศึกษา ในการ ทำงาน นี้มันก็ต้องทำให้มีเป็นสองอย่าง อย่างนี้ ; ก็เรียกว่าฝ่ายที่ต้องละ และ ฝ่ายที่ต้องทำให้มีขึ้นมา, แล้วที่นี้ก็ต้องมีอุบายที่จะให้ได้ตามนี้.

น.119 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๘๗ ภาษาบาลีก็มีคำจำง่าย ๆ คำแรกก็คือ อปาย (อปายะ), อบาย คือชั่ว หรือเลว เสื่อม ที่จะต้องละ. คำที่สอง เรียกว่า - สปาย (สปายะ) คือสบายดี นี่ทำให้มีขึ้นมา. และเราก็ต้องมีอุบาย (อุปายะ) คือวิธีการที่จะทำให้อบาย หมดไป ให้สบายเกิดขึ้น. สามคำลงท้ายว่า "บาย ๆ" ด้วยกันทั้งนั้น, อบาย - สบาย - แล้วก็อุบาย ; ถ้าเป็นภาษาบาลีก็ว่า อปาย สปาย อุปาย ; เหล่านี้เป็นเรื่องชีวิตธรรมดาสามัญนี่เอง แต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเรียนมัน. ส่วน ที่เราต้องละ ก็ละ ระบุอยู่ที่อบายมุขทั้งหลาย ไปหารายชื่ออ่านเอาในหนังสือตำรา หรือเป็นเรื่องที่เคยเรียนกันมาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงให้เสียเวลา. สปายะ คือถูก กระทำถูก หรือเจริญ เราก็ต้องสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ทำหน้าที่จนมีทรัพย์สมบัติ จนมีเกียรติยศชื่อเสียง จนมีสมาคม มิตรสหายที่ดี นี่ ฝ่ายที่ต้องสร้างขึ้นมา ; มีกี่เรื่อง คุณก็ไปดูเอง อาจจะรู้ได้ว่า ฆราวาสจะต้องละอะไรบ้าง จะต้องทำ อะไรบ้าง. ในเรื่องการละบุหรี่ ละเหล้า ฯลฯ ก็ยังต้องใช้ธรรมะอย่างนี้ คือ ส่วนที่ละ. ทีนี้ส่วนที่ต้องทำให้มีขึ้น เช่นว่า คุณจะเรียนหนังสือ จะสอบไล่ ให้ได้ ก็จะต้องใช้ธรรมะทั้ง ๔ อย่างนี้อีกเหมือนกัน : สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น. ถ้ามี ๔ อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องพูดอันอื่นอีกก็ได้ ; แต่ว่ามัน อาจจะมีอยู่อีกที่เรียกชื่ออย่างอื่น แต่เนื้อแท้มันก็เหมือนกัน เรายังไม่ต้องไปพูดถึง ดีกว่า หรือถ้าจะพูดก็เอาไว้ทีหลัง. ขอให้สนใจบูชา "ฆราวาสธรรมที่เป็นเครื่อง มือ" นี้ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ สี่ชื่อนี้ให้ก้องอยู่ในหู อยู่ในจิตในใจเสมอ. สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เป็นเครื่องมือกำจัดมาร, เป็นเครื่องมือที่จะสร้างสิ่งที่เรา ปรารถนาในทุกกรณี โดยเฉพาะของฆราวาส แม้บรรพชิตที่จะปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ต้องใช้อย่างนี้ ; ธรรมหมวดนี้แม้จะมีชื่อเรียกว่า "ฆราวาส- ธรรม" - ธรรมสำหรับฆราวาสก็ตาม ก็ยังใช้ได้แม้จนกระทั่งไปนิพพานเลย.

น.120 เรามี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ในข้อปฏิบัติทุกขั้นทุกตอน เรื่อย ๆ ขึ้นไป ก็จะ สำเร็จตามลำดับ จนถึงบรรลุนิพพาน. นี่ ผมพูดอธิบายธรรมะหมวดนี้ในฐานะที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ เพื่อทำให้ฆราวาสธรรมที่เป็นตัวธรรม ที่เราจะต้องประพฤตินั้นสำเร็จ. แม้ย้อน ไปนึกถึงที่พูดแล้วในคราวก่อนว่า ฆราวาสธรรมต่ำ ๆ ที่จะต้องปฏิบัติในเรื่อง ทิศทั้งหกให้ดี, ทำมาหากินให้ดี นี้ก็ต้องใช้ ๔ อย่างนี้. ทีนี้ฆราวาสธรรมที่สูง ขึ้นมา ที่ว่าจะต้องมีศรัทธา ปัญญา ในทางธรรม, มีศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ เหล่านี้ เราจะมีสิ่งเหล่านี้ได้ จะต้องมีธรรมะเครื่องมือ ๔ อย่างนี้ช่วยอีกเหมือนกัน. ทีนี้ขั้นสูงสุดที่เราจะต้องมีความรู้เรื่อง สุญญตา หรือว่า อบรมจิตใจของเรา ให้มันแจ่มแจ้งอยู่ด้วยสุญญตา ไม่ไปเที่ยวยึดนั่นยึดนี่ให้เป็นทุกข์ เราก็ต้อง ใช้เครื่องมือ ๔ ข้อ ๔ อย่างนี้อีกเหมือนกัน. ฆราวาสธรรมพวกโน้นได้ฆราวาส ธรรมพวกนี้เป็นเครื่องมือแล้วก็จะอยู่ในวิสัยที่จะทำสำเร็จได้; นี้เสร็จไปตอนหนึ่ง. ทีนี้ ก็อยากจะบอกอีกเหลี่ยมหนึ่ง หรือแง่หนึ่งว่า ฆราวาสธรรม ๔ ประการนี้ ที่เราเรียกว่า "เครื่องมือ "" อยู่หยก ๆ นี้ เราอาจจะพลิกให้ไปเป็น ฆราวาสธรรมที่จำต้องปฏิบัติ ก็ได้เหมือนกัน. ในโรงเรียนนักธรรมชั้นต้นๆ เขาก็สอนฆราวาสธรรม ๔ ข้อนี้ ในฐานะเป็นธรรมะที่ต้องปฏิบัติ ; ไม่ได้ สอนชี้ให้เห็นว่าเป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมพูดมาแล้ว ; เขาสอนให้กลายเป็นหัวข้อ ธรรมะที่ต้องปฏิบัติไปอย่างไรก็ลองฟังดู :- ให้มีสัจจะ ซื่อตรงต่อเพื่อนฝูง ต่อลูกเมีย ต่อเวลา ต่อการงาน ; มีสัจจะอย่างนี้. แล้วมีทมะเป็นเครื่องข่ม ให้มีทมะเป็นเครื่องข่มใจตนเอง อย่า ให้พลุ่งพล่านบันดาลโทสะ หรือว่าบันดาลความรัก ความเกลียดอะไรขึ้นมา กลายเป็นอย่างนี้ไป.

น.121 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๘๕ ขันติ ก็ให้อดทน อย่างว่า อดทนร้อน อดทนหนาว อดทน เหนื่อย อดทนเจ็บไข้ อดทนเขาด่า. นี่มีขันติอย่างนี้. จาคะ ก็ให้รู้จัก เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน มิตรสหาย ให้ปัน. จาคะก็กลายเป็นอย่างนี้ไป. ถ้าอธิบายอย่างนี้ ในธรรมะ ๔ ข้อนี้ เลยกลายเป็นธรรมะธรรมดาที่จะ ต้องประพฤติปฏิบัติ ; ถ้าอธิบายอย่างที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็กลายเป็นธรรมะ เครื่องมือสำหรับให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมใดๆ ที่เราต้องการปฏิบัติ ถ้าเห็นอย่างนี้เราก็ไม่หลง ว่าธรรมะชื่อเดียวกันนั้น ในบางกรณีมันก็เป็นธรรมะ ที่ต้องปฏิบัติ, ในบางกรณีมันเป็นธรรมะประเภทเครื่องมือช่วยให้ปฏิบัติสำเร็จ ตัวอย่างธรรมะ ๔ ข้อนี้ ถ้าจะเอาเป็นธรรมะต่ำ ๆ สำหรับปฏิบัติมันก็ได้ : สัจจะ เป็นคนจริง, ทมะ ก็เป็นผู้บังคับตนเอง, ขันติ ก็เป็นคนอดทน, จาคะ เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่. แต่ถ้าว่าเราจะให้เป็นธรรมะเครื่องมือ มันมีความหมาย ที่เปลี่ยนไป : สัจจะ คือการอธิษฐานจิต, ทมะ คือการบังคับจิต, ขันติ คืออดทน ให้บังคับอยู่ได้, จาคะ บริจาคสิ่งที่ไม่ควรจะเอาไว้ในใจ ให้ออกไป ; นี่ให้เข้าใจไว้เสียด้วยว่า ภาษาบาลีเป็นอย่างนี้, คำ ๆ เดียวกันมีความหมายได้ หลายระดับ หรือถึงกับต่างกันเลยเป็นคนละเรื่องก็มี, เป็นเรื่องเดียวกันแต่คน ละระดับก็มี ; ฉะนั้นอย่าไปประหลาดใจเลย เมื่อไปพบเข้าอย่างนี้, ไม่ต้องงง ไม่ต้องสงสัยให้มันเสียเวลา. เราได้พูดถึงธรรมะเครื่องมือมาหมวดหนึ่งแล้ว คือสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ต่อไปก็จะยกตัวอย่างธรรมที่เป็นเครื่องมือ มาให้พิจารณากันอีกสักหมวด หนึ่ง, และเป็นหมวดที่บางทีคุณจะเคยชินมาแล้วในการฟัง การใช้ นั่นก็คือหมวด

น.122 ที่ชื่อว่า อิทธิบาท ๔, อย่างที่เห็นอยู่ว่า มีอยู่ในหลักสูตรที่สอนเด็กนักเรียน เรียกว่าอิทธิบาท ๔ อย่าง : บาท แปลว่า ฐาน เชิงรอง เช่น เท้า ตีน ก็เรียกว่า บาท เพราะเป็นเชิงรองรับร่างกาย ; อิทธิ แปลว่าความสำเร็จ, คำว่า ฤทธิ์ ก็แปลว่าความสำเร็จ. อิทธิบาท แปลว่ารากฐานแห่งความสำเร็จ เขาระบุของ ๔ อย่างคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา. ฉันทะ คือ ความพอใจในสิ่งที่เราจะต้องทำ. วิริยะ คือ ความ พากเพียร เพียรไปในสิ่งที่เราพอใจ. จิตตะ ก็คือ เอาใจใส่ ฝักใฝ่ อยู่แต่สิ่ง นั้น ไม่เปลี่ยนเรื่อง. วิมังสา คือค้นคว้า สอดส่อง เพื่อจะแก้ปัญหา อุปสรรคอยู่เสมอไป เรียกว่าวิมังสา. เมื่อทำอย่างนี้ก็ต้องสำเร็จเหมือนกันได้ ในทุกกรณี ฉันทะ แปลว่าความพอใจ รักในเรื่องที่เราอยากจะทำ หรือที่ เราอยากจะได้ผล. เช่นเราเป็นฆราวาส อยากจะได้เงิน อยากมีเกียรติ อยาก จะมีเพื่อนที่ดี เราก็พอใจอยู่แล้ว ดูจะพอใจได้ง่าย, เว้นไว้แต่จะเป็นเรื่องสูงขึ้นไป ถึง มรรค ผล นิพพาน ดูจะพอใจยาก. เรามีวัตถุประสงค์ที่พอใจอยู่ ก็เรียกว่า มีฉันทะ. วิริยะ คือ ความพากเพียร กล้าหาญที่จะบากบั่น. คำว่าความ เพียรนี้มีชื่อมาก ควรรู้กันไว้ : วิริยะ แปลว่า ความพากเพียร มีความหมาย เป็นความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง ; วายามะ คือ ความพยายาม ; อฐิติ แปลว่า ความไม่ยอมหยุด ; อัปปฏิวาณี แปลว่า ความไม่ถอยหลัง : ปรักกมะ แปลว่า ก้าวไปข้างหน้า ; มีอีกเยอะแยะ ล้วนแต่เป็นชื่อของความ เพียรทั้งนั้น ; แต่ในที่นี้เรียกว่า "วิริยะ" ได้ในประโยคว่า : เกิดมาเป็น บุรุษก็ต้องพากเพียรไปจนกว่าวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายไว้จะสำเร็จ คือตาย หรือ สำเร็จ มีสองอย่าง.

น.123 ที่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ ๙๑ จิตตะ ในที่นี้ เป็นคำเดียวกับคำว่า จิตใจ แต่ไม่ได้หมายถึงจิตใจ หมายถึงการที่ฝักใฝ่ เอาใจใส่อยู่แต่สิ่งนั้น, ไม่เปลี่ยนความมุ่งหมาย ไม่เปลี่ยน เรื่องอะไร, ฝักใฝ่อยู่แต่ในสิ่งนั้น. คนเรามักจะเปลี่ยนอยู่เรื่อย เดี๋ยวอยาก ทำนา เดี๋ยวอยากค้าขาย เดี๋ยวอยากเป็นขุนนาง นี่ก็เรียกว่า ไม่มี จิตตะ อย่างนี้. เดี๋ยวอยากเอาดีทางเล่าเรียน, เดี๋ยวอยากเอาดีทางกีฬา, เดี๋ยวอยาก จะเอาดีอย่างอื่น, ทางสังคม ทางอะไรไป ฯลฯ ; มันไม่จริง. แม้เราจะ ฝักใฝ่ถึงขนาดนี้แล้ว มันก็ยังมีอุปสรรค ต้องแก้อุปสรรคด้วย วิมังสา. วิมังสา คือสอดส่องอยู่ อย่างละเอียดลออ อย่างเยือกเย็นอยู่เสมอ ก็จะแก้อุปสรรคได้. สรุปแล้วธรรมะที่เรียกว่า "อิทธิบาท ๔" นี้ก็คือ ธรรมะประเภท เครื่องมือ ไม่ใช่เป็นตัวธรรมปฏิบัติโดยตรง. มันเป็นเครื่องมือให้การปฏิบัติ สำเร็จเช่นเดียวกับ ฆราวาสธรรม ๔ อย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. หมวดนี้ก็ ใช้ได้ทั้งฆราวาสและทั้งบรรพชิตเหมือนกัน สำหรับอิทธิบาท ๔ นี้ ไปมรรค ผล นิพพานก็ได้ เป็นเครื่องมือสารพัดนึกเช่นเดียวกันอีก. วันนี้ เรื่องที่เราตั้งใจจะพูดกันนี้ คือ เรื่องธรรมะประเภทเครื่องมือ, แล้วเอาไปใช้ปฏิบัติธรรมะที่เราจะต้องปฏิบัติ ก็จะประสบความสำเร็จ เท่าที่ สังเกตเห็น ดูเขาปนกันยุ่งไปหมด, ธรรมะปฏิบัติ กับธรรมะประเภทเครื่องมือ ปนกันยุ่งไปหมด. นี่คือไม่มีเทคนิคในการปฏิบัติ, ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง สมควร แก่การปฏิบัติ. นี่เป็นคำที่จะต้องสนใจไว้คือ "ธัมมานุธัมมปฏิบัตติ" -ปฏิบัติ ธรรมให้สมควรแก่ธรรม, คือให้ถูกต้องตามเทคนิคของธรรม. ถ้าปนกันยุ่งก็น่า สงสาร ก็เป็น การหลับตาทำ. ฉะนั้นต้องรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ทำไปให้ถูกเรื่อง ถูกหน้าที่ ก็เป็น ลืมตาทำ ก็มีความก้าวหน้า และสำเร็จ.

น.124 ดังนั้นคุณไปแยกดู ว่าอะไรเป็นเรื่องที่ต้องทำ หรือว่าเรื่องที่ต้องเรียน ; แล้วอะไรเป็นเครื่องที่จะช่วยให้ทำสำเร็จ หรือเรียนสำเร็จ ก็ใช้มันให้ถูกวิธี. อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้ธรรมจริง, ปฏิบัติธรรมจริง, และได้ผลจริง, เกิด เป็นของจริงขึ้นมาอย่างนี้. ถ้ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว คุณปฏิบัติกันอยู่แล้ว ก็ขอให้ ปรับปรุง ให้ดียิ่งขึ้น ; ถ้ายังไม่มี ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็ไปทำให้มันเข้ารูป ว่า ต้องทำอะไร ต้องใช้อุบายอย่างไรจึงจะสำเร็จตามนั้น. ในระหว่างที่มาบวชนี้ ใช้ก็ใช้เครื่องมือของพระพุทธเจ้า, ศึกษาก็ศึกษาเครื่องมือของพระพุทธเจ้า, เช่น ฆราวาสธรรม ๔ หรืออิทธิบาท ๔. ในมหาวิทยาลัยของคุณเขาสอนกันอย่างไร ผมไม่ทราบ ไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ทราบว่า เขาสอนอุบายแห่งความสำเร็จ หรือเครื่องมือที่จะทำให้ประสบความสำเร็จกันอย่างไร นี้ไม่ทราบ. แต่อยากจะขอยืนยันว่า อันนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้ เอาไปใช้ได้ แม้ในมหาวิทยาลัย เพื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน, จะเป็นการเรียน การกีฬา หรือการสังคม หรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น. ฉะนั้นอย่าให้เสียทีที่บวชระหว่าง ปิดภาคนี้ ; ไม่กี่วันก็จริง แต่ถ้าทำให้ดี จัดให้ดี ศึกษาให้ดี มันก็พอจะได้ อะไร ๆ กลับไปคุ้มค่า. นี่คือธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ, เพื่อจะช่วยให้ ธรรมะที่เป็นตัวการปฏิบัติ ที่กล่าวครั้งที่แล้วมา ให้เป็นไปได้ ถึงจุดหมาย ปลายทาง ประสบความสำเร็จ ; เป็นธรรมะแฝด เป็นคู่ฝาแฝดกันไปในทุกกรณี วันนี้ก็พอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต