Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๖ — ความสุขของฆราวาส

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.125 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๔.๔๕ น. แล้ว ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความสุขของฆราวาส เป็นหัวข้อ สำหรับบรรยาย. ลองนึกทบทวนมาตั้งแต่ต้น ถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฆราวาส ที่ได้พูดมาแล้ว : นับตั้งแต่อารัมภกถา คือเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เราถือว่ามนุษย์โดยทั่วไป เป็นฆราวาส มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งจะต้องมีทั้งความรู้ และกำลัง สำหรับปฏิบัติตามความรู้ จนเรียกว่าชีวิตนี้ต้อง เทียมด้วยควายสองตัว เพื่อให้เจริญไปตามลำดับ จนถึง วัตถุประสงค์ ที่มีอยู่ว่า มนุษย์นี้เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อ ได้อะไร ? และก็ได้รู้เรื่องประพฤติธรรมะ ทั้งที่เป็นตัว ธรรมปฏิบัติ และที่เป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์ ใน การปฏิบัติ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อครั้งสุดท้าย. ที่นี้ ผลที่จะได้รับก็คือ ความสุขของฆราวาส หรือจะเรียกว่า ความสุขของคฤหัสถ์ก็ตาม, แต่แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้น ตรงที่ภาษาพูดเป็นสิ่งที่ทำความยุ่งยาก. ๕๓

น.126 เมื่อเราพูดว่า ความสุขของคฤหัสถ์ อย่างนี้มันมีปัญหาตรงที่ว่า คฤหัสถ์ นี้ได้แก่บุคคลจำพวกไหน ? ถ้าถือเอาตามตัวหนังสือมันก็ไปอย่างหนึ่ง. ถ้าถือ เอาตามความหมายของตัวหนังสือ มันก็กว้างออกไปมากกว่านั้นอีกมาก, และถ้า ถือเอาตามข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่จริง ๆ แล้ว มันพูดยากที่สุด ที่เกี่ยวกับภาษาไทย ว่าพวกไหนเป็นฆราวาส ? คุณอาจจะยังไม่เคยคิด แต่อย่างผมนี้ ต้องคิดจนชิน ; เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในการที่จะปฏิบัติธรรม หรือสั่งสอนธรรม. คุณลองคิดดูอย่างนี้ก็แล้วกันว่า คนที่เป็นคฤหัสถ์ ไม่ใช่บรรพชิต มันมีอยู่หลาย ชนิด : คนอันธพาลก็เป็นคฤหัสถ์, ชาวบ้านที่ดีก็เป็นคฤหัสถ์, ชาวบ้านที่เป็น บัณฑิต นักปราชญ์ ฉลาดสามารถ ก็เป็นคฤหัสถ์, พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ที่เป็นคฤหัสถ์ก็ยังมี. คุณอาจจะไม่ทราบ เพราะไม่เคยอ่านเรื่อง ราวเหล่านี้. ถ้าเคยได้ยินชื่อ มหาอุบาสิกาวิสาขา หรืออนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ขอให้ รู้เถอะว่า นั้นเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล ; แต่ท่านเหล่านั้นเป็นฆราวาส อยู่บ้านอยู่เรือน มีบุตร ภรรยา สามี, อยู่กับลูกกับหลานกับเหลน, แล้วยังมี อีกจำนวนร้อย จำนวนพัน ที่เป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกิทาคามีในครั้งนั้น. ทีนี้ ยังมีสูงขึ้นไปถึงอนาคามี ที่มีชื่อเสียง ในพระบาลีก็มี คน ๆ หนึ่งชื่อ ฆฏิการบุตร เขาชื่ออย่างนั้น เป็นอนาคามี เลี้ยงพ่อแม่ ที่ตาบอด โดยการปั้นหม้อ ขาย. บาลีมีพูดถึงว่าเขาไปเอาดินที่ไม่ต้องขุด เป็นดินที่สัตว์มันขุดขึ้นมา เป็นขุย เป็นกองอยู่นั้นขึ้นมาปั้นหม้อ ปั้นภาชนะดินต่าง ๆ ขายเลี้ยงชีวิตพ่อแม่ที่ตาบอด. นี่เป็นพระอนาคามี, ยังมีพระอนาคามีอื่น ๆ อีกมากหลายเหมือนกัน เช่น พระพุทธบิดา เป็นต้น. คุณลองหาความหมายของฆราวาสดูซิว่า เป็นอย่างไร ? อนาถบิณฑิก- เศรษฐี, มหาอุบาสิกาวิสาขา นี่เป็นฆราวาสหรือเปล่า? นี่ไม่เป็นปัญหา เพราะยังครองเรือน อยู่กับบุตร ภรรยา สามี ; แต่ว่า พวกที่เป็นอนาคามี

น.127 ไม่ได้ครองเรือน ชนิดที่ว่า ไม่มีบุตร ภรรยา สามี, แต่ว่าอยู่ที่บ้าน ที่เรือน ไม่ได้อยู่ที่วัด, แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ทั่วไป จะผิดกันแต่เรื่องไม่มี กิจกรรมระหว่างเพศ ; จิตใจของเขาสูงขนาดโกรธไม่เป็น เป็นต้น ; แล้วใคร จะไปรู้ในเรื่องจิตใจ การแต่งตัว กินอยู่ นุ่งห่ม อยู่ที่บ้านที่เรือน. ความรู้สึก ธรรมดาสามัญของเรา หรือว่า เมื่อกล่าวโดยภาษาไทยธรรมดาของเรา ก็ต้องว่า เขาเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ ที่นี้คุณไล่มาดูได้ ตั้งแต่คนอันธพาล ที่เลวร้าย ที่สุด มาถึงคนธรรมดา มาถึงคนเฉลียวฉลาด, เป็นคนดี กระทั่งเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี ; มันมีถึงอย่างนี้ คนไหนเป็นฆราวาส หรือคน ไหนไม่เป็น. ถ้าเอาตามธรรมดา ก็ต้องถือว่าเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ อยู่บ้าน เรือนหมด. พอปัญหามันมีเข้ามาว่า อย่างไหนเรียกว่า ความสุขของฆราวาส ? มันก็ตอบยาก ; เพราะมันไม่เหมือนกัน, มันต่างกันลิบ. คนอันดับสุดท้ายที่ว่า ปั้นหม้อขาย เลี้ยงบิดามารดาตาบอด เขามีความสุขของเขาอย่างไร ? ภรรยาก็ไม่มี ทรัพย์สมบัติอะไรก็ไม่มีมากไปกว่าปั้นหม้อขาย เลี้ยงพ่อแม่ไปวันหนึ่ง ๆ. คุณไปเปิดดูหนังสือตำรับ ตำรา เช่น นวโกวาท ก็จะมีธรรมะประเภท ดิหิปฏิบัติ ระบุถึงความสุขของฆราวาส ว่ามีอยู่ ๔ อย่างคือ ๑. สุขเกิด จากความมีทรัพย์ ๒. สุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์บริโภค. ๓. สุขเกิดจากการไม่ ต้องเป็นหนี้. ๔. สุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ. ผมว่า หลายองค์ คงเคยเรียนมาแล้ว หรือเรียนมาแล้วตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะเขาให้เรียน หัวข้อธรรมะกัน. สุข เกิดจากการมีทรัพย์ เกิดจากการจ่ายทรัพย์ เกิดจากการ ไม่เป็นหนี้ เกิดจากการงานอัน ไม่มีโทษ. ฆราวาสทั่วไปที่เป็นฆราวาสที่ดี ก็เป็น ได้อย่างนี้ กล่าวคือแสวงหาทรัพย์มา, ใช้ทรัพย์บริโภค, แล้วอยู่ด้วยจิตใจที่ไม่

น.128 หนักอกหนักใจ เพราะไม่มีหนี้สิน, การงานที่ทำอยู่นั้นไม่มีโทษ เช่นต้องไป ติดคุก ติดตะรางเป็นต้น. นี่เราก็จะเห็นได้ว่า เป็นหลักพื้นฐานขั้นต้น ๆ ทั่วไปเท่านั้น. ฆราวาสยังอาจจะแสวงหาความสุขที่ดีกว่านี้ ที่สูงกว่านี้. ดังที่เราได้พูดมาแล้ว ว่าฆราวาสชั้นต่ำ ๆ ก็ปฏิบัติเรื่องเกี่ยวกับทำมา- หากิน, ฆราวาสที่มีธรรมะชั้นปานกลาง ก็ปฏิบัติเกี่ยวกับ ปุญญาภิสันทะ หรือองค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน ; นี้มันก็ได้ความสุขที่สูงขึ้นไปมาก. แล้ว ฆราวาสชั้นสูง ก็ปฏิบัติสุญญตา ตามคำแนะนำของพระพุทธองค์, นี้ก็ได้ ความสุขที่สูงขึ้นไปอีกมาก จนเป็นลักษณะของนิพพานชนิดชั่วคราว เป็นครั้งเป็น คราว, หรือบรรเทาความร้อนอกร้อนใจนานาชนิดได้ ที่มันมักจะเกิดแก่ฆราวาส. แล้วเขาจะไม่ถือว่า นี่เป็นความสุขของฆราวาส หรืออย่างไร ? ฆราวาสที่เป็นพระโสดาบัน ก็ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๔ ประการ : - มี ศรัทธามั่นคงในพระพุทธ, มีศรัทธามั่นคงในพระธรรม, มีศรัทธามั่นคงใน พระสงฆ์, แล้วก็มีอริยกันตศีล คือมีศีลดี จนเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า, นี้ก็ เป็นฆราวาส. แล้วความสุขที่เกิดมาจากคุณธรรม ๔ อย่างนี้มันสูงไปกว่า ที่เพียง แต่จะมีทรัพย์จ่ายบริโภค ไม่เป็นหนี้ หรือไม่ต้องติดคุกติดตะราง. ทีนี้พูดถึง พระอนาคามีองค์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น ก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร นอกจากปั้นหม้อ เลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เพราะความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่ตาบอด ; เรื่อง มันมีอยู่ว่าจำเป็นที่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่ตาบอด ไม่เช่นนั้นเขาจะไปเป็นอยู่อย่างอื่น ; ไปเป็นนักบวช ไปเป็นอะไรอย่างอื่น ; นี้เรียกว่าแทบไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรที่ เป็นหลักทรัพย์. ทำงานไปวันหนึ่ง ๆ พอเลี้ยงบิดามารดากว่าท่านจะตาย แล้วก็ ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรอีกต่อไป.

น.129 เหล่านี้คือปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นจากภาษา. ผมเรียกว่า ภาษาทำพิษ หรือภาษาทำให้เกิดปัญหา ว่าอย่างไรเรียกว่า ฆราวาส, เพื่อเราจะพบว่า อย่างไรเรียกว่า ความสุขของฆราวาส. เขากล่าวกันเป็นพื้นฐาน และมี พุทธภาษิตที่จะตอบคำถามของคนบางคน เช่นว่า ความสุขของฆราวาสนี้บัญญัติ ไว้เป็นเพียง ความมีทรัพย์, ได้ใช้ทรัพย์จับจ่าย, ไม่มีภาระหนี้สิน, และ การงานไม่มีโทษ. นี้มันคล้ายจะถือเอาเป็นเพียงมาตรฐาน สำหรับฆราวาส โดยทั่วไปเท่านั้น. แต่ฆราวาสอาจจะสามารถหาความสุขได้มากกว่านี้ เหมือนที่ ได้กล่าวมาแล้วนั้น มันอยู่ที่หัวใจ เป็นความรู้สึกในจิตใจจริง ๆ. ที่นี้คุณก็ไปคิดดูเอาเองว่า ควรจะพูดอย่างไร ? ควรจะตอบคำถามนี้ อย่างไร ? ว่า อ ะไรเป็นความสุขของฆราวาส ? หรือ อะไรที่ฆราวาสอาจจะได้รับ. ถ้ามีการแบ่งชั้นของฆราวาสเป็น ๓ ชั้น อย่างที่พูดวันก่อนว่า ฆราวาสชั้นต่ำ ๆ ฆราวาสชั้นปานกลาง ฆราวาสชั้นสูง ; ความสุขก็ต่างกันโดยนัยที่กล่าวมานี้ จนพูดได้ว่า ฆราวาสก็มีความสุขได้ครบทุกชั้น ในบรรดาความสุขที่มนุษย์จะมีได้. ทีนี้ ถ้าจะรู้เรื่องนี้ให้ชัดลงไป คุณจะต้องรู้เรื่องของจิตใจ คือเรื่องภูมิ เรื่องชั้นหรือระดับของจิตใจให้ครบถ้วน ; และอาจเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ฟัง. เกี่ยวกับภูมิของจิตใจในพระพุทธศาสนา หรือว่าจะก่อนพุทธศาสนา นอก พุทธศาสนาก็เป็นได้ ที่เขาวางหลักแห่งภูมิของจิตใจไว้ ๔ ภูมิด้วยกัน คือพวก กามาวจร - รูปาวจร - อรูปาวจร - และโลกุตตรภูมิ. กามาวจรภูมิ นี้แปลว่าจิตที่ท่องเที่ยวไปในกาม. รูปาวจรภูมิ คือจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูป สิ่งที่มีรูปเป็นรูปเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม.

น.130 อรูปาวจรภูมิ คือภูมิของจิตท่องเที่ยวไปในสิ่งที่ไม่มีรูป นี้ก็ยิ่งไม่เกี่ยวกับกาม. โลกุตตรภูมิ คือจิตที่อยู่เหนือโลก. ก็แปลว่า ๓ ภูมิแรกอยู่ใต้โลก กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ นี้อยู่ใต้โลก ; คือโลกที่เป็นกาม โลกที่เป็นรูป โลกที่เป็นอรูป. อันสุดท้าย อยู่เหนือโลก มีภูมิเดียว อยู่เหนือโลก ไม่แจก, ถ้าแจกก็แจกได้ แต่ไม่นิยม แจก. ส่วนที่อยู่ใต้โลกนั้นแจกเป็นสาม คือ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร. ข้อนี้ผมขอบอกไว้ก่อน ว่าผมไม่เชื่อว่าเป็น พระพุทธภาษิต ; ทางพวกอภิธรรม เขาว่าเป็นพุทธภาษิต แต่ผมไม่เชื่อ; อาจเป็นเรื่องที่จัดกันขึ้นทีหลัง บัญญัติ อย่างนี้ อาจจะมีก่อนพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะเขารู้เรื่องกาม เรื่องรูป เรื่องอรูป กันมาก่อนพระพุทธเจ้าแล้ว และในเรื่องโลกุตตรภูมิเขาคงจะเคยฝันถึง ; แม้ว่า อย่างน้อยเขาจะไม่ได้บรรลุ ; เขาอาจจะได้เคยฝันถึงสิ่งที่เหนือไปจากโลก. ทีนี้ปัญหาก็จะมีขึ้นอีกในเมื่อพวกที่จัดอย่างนี้ หรือหลักที่จัดไว้อย่างนี้ ในคัมภีร์นั้นก็มักจะอธิบายโลกุตตรภูมิกันเฉพาะว่าเป็น พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี แล้วก็พระอรหันต์. พระโสดาบันก็มีสองพวก คือ โสดาปฏิมรรค- โสดาปฏิผล. สกิทาคามี ก็มีสองพวก คือสกิทาคามิมรรค - สกิทาคามิผล. อนาคามี ก็มีสองพวก คืออนาคามิมรรค - อนาคามิผล. อรหันต์ก็มีสองพวกคือ อรหัตตมรรค-อรหัตตผล. นี้ได้เป็น ๘ แล้ว เพิ่มนิพพานขึ้นอีกหนึ่งเป็น ๙ เขาเรียกว่า "โลกุตตรธรรม" คือธรรมที่อยู่เหนือโลก. ฉะนั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เหล่านี้ก็ถูกจัดไว้เหนือโลก เป็นโลกุตตระ ; แล้วคุณ ก็จะไม่เข้าใจที่ว่าพระโสดาบัน สกิทาคามีนี้ เป็นชาวบ้านก็ยังมี, อยู่กับลูกเมีย บุตรภรรยาสามี อย่างนี้ก็มีอยู่ เช่นตัวอย่างที่ได้ยกมาแล้ว ; ถือตามหลักนี้ก็เป็น พวกโลกุตตรภูมิไปแล้ว ก็ยังเป็นฆราวาสอยู่พวกหนึ่ง ไม่ได้บวช. ทีนี้ความสุข ของเขาเป็นอย่างไร ?

น.131 เราจะพูดเรื่องภูมิของจิตให้เป็นหลักเสียก่อน แล้วจะได้เข้าใจอื่น ๆ ได้ ง่าย. พวกกามาวจรภูมิ หรือความหมายของกามาวจรภูมิ นี้หมายถึงจิตมันยัง พอใจอยู่เป็นปรกติวิสัย ในสิ่งที่เรียกว่า กาม หรือกามารมณ์, มันยังมีความ พอใจเป็นปรกติวิสัยอยู่ในส่วนนี้. พวกรูปาวจรภูมิ จิตก็เห็นเรื่องกาม เรื่อง กามารมณ์นั้นเป็นของรบกวน. เขาอยากจะอยู่โดยไม่มีความรบกวนของกามารมณ์ ก็หันไปหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์จนได้ความสุข ที่เกิดมาจากรูปธรรมบริสุทธิ์, นับตั้งแต่จะไปสนใจอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ เช่นศิลปวัตถุ เช่นธรรมชาติ อันสวยงาม. ผมอยากจะพูดว่า แม้แต่คนที่หลงเล่นสัตว์เลี้ยง เล่นต้นไม้ ที่ไม่ เกี่ยวกับกามารมณ์ก็ยังมี, แล้วพอใจจนไม่ไปยุ่งกับเรื่องกามารมณ์ ; นี่จิตใจมัน เลื่อนไปอีกภูมิหนึ่ง. พวกถัดไปก็เห็นว่า เรื่องรูปนี้ มันก็ยังลำบากยุ่งยาก ; หันไปนึกถึง เรื่องที่ไม่มีรูป สิ่งที่ไม่มีรูป เรื่องอากาศ เรื่องวิญญาณ เรื่องความไม่มีอะไร, นี่มุ่งหมายอย่างนี้. ในหลักเขาระบุอากาศ วิญญาณ ความไม่มีอะไร, กระทั่ง ความที่มีจิตใจเหมือนกับว่า ตายแล้วก็ ได้ คือไม่มีความรู้สึกอะไร. แต่ความรู้สึก ว่า ตัวกู ตัวฉัน ที่ต้องการความสุขนี้ ยังมีอยู่ ; นี้ก็ไปไกลโขอยู่. สนใจ เรื่องอากาศในฐานะเป็นความว่าง, สนใจเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เรื่องนามธรรม ในฐานะเป็นสิ่งที่ละเอียด ประณีต, สนใจในความไม่มีอะไร ไม่สนใจในอะไร แล้วก็ไปสนใจในความไม่มีอะไรนั้น เอามาเป็นอารมณ์ของจิต, ให้จิตนั้น หมกมุ่นหรือทำความรู้สึกอยู่แต่ในความไม่มีอะไร จนได้ความสุขเกิดขึ้นมาจากสิ่ง ที่ไม่ใช่รูป เหล่านี้ เขาก็เรียกว่าเป็นภูมิอรูปาวจร = อรูป + อวจร. อวจร- แปลว่า เที่ยว หรือเที่ยวลงไป, ลงไปเที่ยวอยู่ในนั้น, ลงไปเที่ยวอยู่ในสิ่งที่ เป็นอรูป หรือไม่มีรูป.

น.132 ทั้งสามอย่างนี้เป็นโลก เป็นวัตถุสำหรับรู้สึก และมันเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลง. คำว่า "โลก" นี้แปลว่าสิ่งที่มีการแตกดับ ; หรือบางทีก็เรียกว่า โลกิยะ เพราะมันเนื่องกันอยู่กับโลก. โลก ก็แปลว่าโลก, โลกิยะก็แปลว่า เนื่องกันอยู่กับโลก. ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ก็เป็นจิตใจที่เป็นไปในทาง ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ยิ่งขึ้นไป ๆ จนไม่มีตัวตนเลย ไม่มีความรู้สึกว่า มีฉัน มีตัวตนเหลือ. ส่วน ๓ ภูมิข้างต้นนั้น มันเข้มข้นอยู่ด้วยตัวตน มีตัวตนที่ เข้มข้น, ฉันจะหาความสุขอย่างนั้น ฉันจะหาความสุขอย่างนี้ นี่มันล้วนแต่ มีตัวตนเข้มข้น ; ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ตัวตนมันเริ่มจางไป ในลักษณะที่แน่นอน ว่า จะต้องสิ้นไป หมดไปโดยแน่นอน ; นี่ก็เป็นเรื่องโลกุตตรภูมิ. ที่เขาพูดอยู่สอนกันอยู่ เขาก็เลยแบ่งที่อยู่กันเสียอีก ว่า กามาวจรภูมินํ้ คือสัตว์มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือเทวดาประเภทที่บ้าในกาม เหมือนมนุษย์ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน เขาเอาไว้ที่โลกนี้ ; โลกนี้ก็มีมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งสัตว์นรก ; เพราะสัตว์นรกนั้น แม้กระทั่งเขาทรมานลำบากอยู่อย่างไร เขาก็ยังต้องการกามารมณ์อยู่นั้น. พอถึงเทวดา เขาก็เอาไปไว้ที่โลกอื่น อย่างที่ คุณก็เคยได้ยินว่าแยกเทวดาออกไปเป็นโลกอื่น เทวดาอยู่ที่ไหนก็บอกไม่ได้ ; แล้วยังมีเทวดาชนิดที่คาบเกี่ยวกันอยู่กับมนุษย์โลกกับเทวดาโลก เทวดาครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นจาตุมหาราชิกาเทวดา รุกขเทวดา ฯลฯ อะไรก็ตาม ; และยังมี เทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต กระทั่งชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ถึงขีดสูงสุดของกามารมณ์. อยู่ที่ไหนเขาก็บอกไม่ได้ แต่เราได้ยินได้ฟังเขาบอกว่า มันอยู่อีกโลกหนึ่งข้างบน ขึ้นไปนี้. ระวังให้ดี ๆ ที่เขาพูดไว้มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ พอมาถึงพวกรูปาวจรภูมิ หรือรูปพรหม เขาก็เรียกว่า พรหมโลก. อยู่ที่ไหน ? เขาก็บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ชี้ไปที่อื่นจากโลกนี้

น.133 จากเทวโลกชั้นกามาวจร เสียด้วย. พรหมโลกมีอยู่อีกโลกหนึ่ง, อยู่ไหน เขาก็บอกไม่ได้ เขายืนยันแต่ว่ามันมี. พอถึงชั้น อรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภพ นี้ก็แยกไปอีกโลกหนึ่งอีก; พอถึงเรื่องโลกุตตระ และนิพพาน เขาก็ว่าต่อตาย แล้ว สักกี่สิบชาติก็ไม่รู้, ตายแล้วตายเล่า ตายแล้วตายอีก กี่หมื่นชาติกว่าจะ ถึงนิพพาน ก็เลยยิ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนใหญ่ ; แล้วมีสำนวนพูดกันเป็นวัตถุขึ้นมาว่า "นิพพานเป็นเมืองแก้ว", เป็นนครศิวโมกข์ศิวาลัยก็พูดไป, เอาความหมาย ของตัวหนังสือของฝ่ายอื่นมาด้วยซ้ำไป. เด็ก ๆ ก็เลยงงใหญ่ ว่าเมืองนิพพาน อยู่ที่ไหน ? คนแก่ ๆ ก็เลยบอกว่า โอย ! อย่าเพ่อไปรู้เลย เพียงให้ไว้แต่ลักษณะ อย่างนั้นอย่างนี้ ; ไม่ตายบ้าง อะไรบ้าง, ผัดเพี้ยนพวกเด็ก ๆ ไว้ก่อน ว่าอย่า มาถาม อย่ามารู้. นี่เขาเอาเรื่องเหล่านี้มาอธิบายอย่างนี้ มันก็มีอยู่พวกหนึ่ง. มนุษย์โลกอยู่ที่นี่ บรรจุไว้ซึ่งสัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ธรรมดาสามัญ : แล้วก็เอานรก หรืออบาย เอาไปไว้ข้างใต้ลงไปอีก, ชี้ลงไปข้างใต้ดิน. เทวโลกก็ชี้ไปข้างบน พอถึงพรหมโลกก็ชี้พ้นขึ้นไปอีก, และชี้ขึ้นไปอีก สำหรับพรหมโลกชั้นสูงสุด. ส่วนพระนิพพานนั้นชี้ไม่ถูกว่าอยู่ที่ไหน ก็เลย ได้แต่พูด ๆ ไว้ เผื่อ ๆ ไว้อีกหลายหมื่นชาติ แล้วคงจะถึงสักวันหนึ่ง. นี่เขา พูดไว้อย่างนี้ก็มี ; แบ่งภูมิของจิตออกเป็น ๔ ระดับ. พอถามว่าคนเหล่านั้น อยู่ที่ไหน ? . เขาก็เลยชี้ไว้อย่างนี้. ทีนี้เด็ก ๆ ที่ฉลาดก็จะถามขึ้นว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี อยู่ที่ไหน? ในโลกนี้ก็มีอย่างที่เคยเล่าว่า มหาอุบาสิกาวิสาขา อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระอนาคามีก็อยู่ในโลกนี้ใช่ไหม ? มันก็เลยตีกันยุ่ง, คนตอบก็ตอบไม่ได้ ; นี่เพราะเขาไปบัญญัติอะไรตาม หลักเกณฑ์ทางวัตถุมากเกินไป. ว่าพระอริยเจ้าอยู่ในโลกุตตรภูมิ ทำไมจึงมาอยู่ ร่วมกับพวกเราที่นี่ ในโลกมนุษย์นี้. ปัญหาก็เลยค้างเต็งอยู่ที่นั้น. ยังมีเรื่องยุ่ง อีกมาก ที่เขาจะพูดกันในลักษณะที่เอาวัตถุ เอาเนื้อหนังเป็นหลักเช่นนี้.

น.134 ผมเห็นว่า เรื่องภูมิของจิตนี้มันอยู่ที่จิต ; จิตอยู่ที่ไหน โลก ก็อยู่ที่นั่น. จิตกำลังเป็นอย่างไร โลกก็กำลังเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นเรา จึงเห็นได้ว่า ในโลกนี้ โลกของมนุษย์นี้ มันมีอะไรครบทุกภูมิทุกภพ ; มันแล้ว แต่ว่า จิตกำลังเป็นอย่างไร. ถ้าจิตหมกมุ่นในกามารมณ์บูชากามารมณ์ โลกนี้ ก็เป็นกามาวจรภพสำหรับคนเหล่านั้น. บางคนจิตเป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจร- ภูมิ โลกนี้มันก็เป็นภพ เป็นภูมินั้น สำหรับคนนั้น. เพราะว่าเมื่อเราไปสนใจ หรือว่ายึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใด สิ่งอื่นมันก็เหมือนกับไม่มี. เอาที่จิตใจเป็นหลัก. ปัญหาก็เหลืออยู่แต่ว่า เขาเป็นอย่างนั้นตลอดไป หรือว่าเป็นชั่วคราว? ถ้าเป็นอย่างนั้นตลอดไปมันก็ไม่มีปัญหา เช่น คน ๆ นี้มีจิตใจไม่ชอบกามารมณ์ ชอบสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ตลอดชีวิตไป มันก็ไม่มีปัญหา ; โลกนี้ทั้งโลกมันก็เป็น รูปโลก อรูปโลก สำหรับคนนั้นไปโดยแน่นอนตายตัว. แต่ทีนี้จิตใจที่มันยัง กลับไปกลับมาได้ ชั่วโมงนี้ชอบกามารมณ์ ชั่วโมงหลังชอบพักผ่อน ไม่ยุ่งกับ กามารมณ์, หันไปสนใจเรื่องรูปธรรมล้วน ๆ หรืออรูปธรรมล้วน; เมื่อ นั้นแหละคือที่ว่ามันสับเปลี่ยนกันยุ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างภพ ระหว่างภูมิ ยุ่งไปทีเดียว; และอาจจะมีได้ครบทั้ง ๔ ภูมิโดยอนุโลม (อย่าลืมคำว่า "โดย อนุโลม"). นาย ก. เป็นคนธรรมดาสามัญ มีการศึกษาดี มีฐานะการเป็นอยู่ดี อายุก็มากแล้ว ; ชั่วโมงหนึ่งอาจจะสนใจเรื่องกามารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องอะไร ตามที่เคยกระทำมา ; อีกชั่วโมงหนึ่งก็เบื่อเอือม จะไปขลุกอยู่กับวัตถุ ศิลป หรือสัตว์เลี้ยง หรืออะไรก็ตาม ที่มันไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ; บางทีเป็นหลาย ชั่วโมงหลายวันก็ได้. บางทีก็เบื่อสิ่งบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้ สำรวมจิตใจ พอใจ แน่วแน่มั่นคงอยู่กับเรื่องบุญกุศล เรื่องโลกหน้า, หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรื่อง

น.135 เกียรติยศ ความงาม ความดี ; เขาก็กลายเป็นคนละคนไป. บางเวลาก็ชอบ ว่าง ไม่มีอะไรเลย, อย่ามีอะไรมารบกวนในจิตใจ ชอบความว่าง. หรือ ยิ่งเป็นผู้ที่เคยศึกษา ปฏิบัติวิปัสสนามาบ้างแล้ว ก็สามารถทำให้จิตว่างจากสิ่ง รบกวนได้เป็นคราว ๆ. นี่แหละคุณเข้าใจเถอะว่า นาย ก. คนนี้เขามีครบทั้ง ๔ ภูมิ แต่มัน ไม่ถาวรเด็ดขาดลงไป ; เป็นเรื่องชั่วคราว กลับไปกลับมา. เดี๋ยวอยู่ในภูมินี้ เดี๋ยวไปอยู่ในภูมินั้น : หรือถ้าเขาเกิดเผลอนิดเดียว ก็อาจเป็นกามาวจรชั้นเลว ก็ได้, หรือทำผิดจนร้อนใจ เหมือนกับตกนรกก็ได้, หรือไปติดตะรางก็ได้ ; เพราะปุถุชนมันเปลี่ยนได้อย่างนี้. เมื่อเขาทำชั่วทำผิดแล้วร้อนใจ เขาก็ลงอบาย แล้ว ทั้งที่อยู่ในโลกนี้, มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ แต่ว่าจิตลงไปในอบายภูมิแล้ว เรียกว่ากามาวจรภูมิชั้นที่เป็นอกุศล. ฉะนั้นคน ๆ หนึ่ง เป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เมื่อไร ก็ได้, เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างปกติก็ได้, แล้วก็เป็นรูปาวจรภูมิ, เป็นเทวดาในสวรรค์ มีความสุขความพอใจ อย่างเดียวกับเทวดาในสวรรค์ชั่วครู่ ก็ได้, แล้วก็เป็นพรหม อย่างในพรหมโลกที่ว่าไว้ เหมือนที่พูดให้ฟังเป็น ตัวอย่างมาแล้ว ; เดี๋ยวอาจจะเป็นพระอริยเจ้าชิมลอง ผมใช้คำว่าชิมลอง, มีจิตใจเหมือนพระอริยเจ้าสักชั่วขณะหนึ่งก็ได้ คือ มีจิตใจว่างจากทุกสิ่ง ไม่มีอะไร รบกวน ไม่มีอะไรยึดถือ เป็นพระอริยเจ้าชิมลองก็ได้. แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้า จริง ๆ ก็หมายความว่ามันไม่กลับมาอีก ส่วนพระอริยเจ้าชิมลองนั้นกลับมาอีก คือ อาจจะมีสักขณะหนึ่ง ที่พอจะมีความรู้สึกพอใจในความว่าง-ในความไม่มี ตัวกูนี้. คนธรรมดาสามัญไม่อาจจะเป็นได้ครบอย่างนี้ ; แต่ว่าฆราวาสชั้นดีเขาอาจจะ เป็นได้ถึงขนาดนี้ เพราะว่าคำว่า "นิพพาน" นี้ มันมีหลายคำ ซึ่งแสดงน้ำหนัก หรือความหมายหลายระดับ.

น.136 อย่างเช่นพูดว่า ตทังคนิพพานเรียกว่านิพพานก็ได้ แต่ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ; มันประจวบเหมาะ ให้เรามีจิตใจว่างโปร่ง ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เช่นเราไปอยู่ในสถานที่ ที่ธรรมชาติแวดล้อม ให้จิตใจมันว่างโปร่ง แล้วก็ว่างได้ มีจิตใจเป็นตทังคนิพพานได้. หรือเราไปนั่งคุยกับผู้ที่เป็นสัตบุรุษ เป็นพระอริย- เจ้า, เราก็มีจิตว่างโปร่งไปชั่วขณะได้ ; อย่างนี้เขาเรียกว่า นิพพานประจวบ เหมาะ แล้วก็มีจิตใจเย็นเป็นสุขสบาย เหมือนกับนิพพานจริงเหมือนกัน แต่มัน เป็นเรื่องชั่วคราว. ถ้าเราสามารถบังคับด้วยการกระทำกัมมัฏฐานภาวนาอะไร บังคับจิต ให้มันว่าง ให้มันเย็น ได้ยาวออกไป ; นี้ก็เป็นนิพพานชนิด วิกขัมภนะคือ เราจัดมัน ทำมัน ปรับปรุงมัน. ถัดจากนี้ก็เป็นนิพพานจริงๆ พระอรหันต์จริง ๆ. ถึงอย่างนั้น ก็ยังอาจจะแบ่งได้เป็นระดับ ๆ อีกหลายระดับ ; แล้วยังแบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ กันว่า นิพพานที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ทันตาเห็น คือทันทีทันใด ; หรือนิพพานที่จะ ต้องค่อยเป็นค่อยไปในโอกาสหลัง. ฉะนั้นจึงถือว่า ฆราวาส หรือคฤหัสถ์อยู่ในโลกอย่างนี้ บางคราวก็มี จิตใจประจวบเหมาะพอที่จะได้ชิมรสของพระนิพพานตัวอย่าง ; แล้วก็พอใจอยู่ได้ ระยะหนึ่ง จะกี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน อะไรก็ตามใจ มันก็เป็นได้. ตอนนี้เราควร จะจัดเขาไว้ว่าอยู่ในแบบของโลกุตตรภูมิ หรือเป็นโลกุตตรภูมิแบบประจวบเหมาะ. ขอให้เข้าใจไว้ที่ว่า คน ๆ หนึ่งเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ อยู่บ้านเรือน มีบุตร ภรรยา สามี แต่เขาอาจจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปได้ครบทั้ง ๔ ภูมิ ; ยังไม่

น.137 ทันตายจากโลกนี้ไปไหน เดี๋ยวอยู่ในกามาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในรูปาวจรภูมิ เดี๋ยว อยู่ในอรูปาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในโลกุตตรภูมิ ซึ่งเป็นแบบหนึ่ง และชั่วคราว ไม่ใช่ เด็ดขาดถาวร. นี่ผมพูดว่ามันลำบาก เพราะภาษา คือจะถามขึ้นมาว่า ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์นี้จะมีความสุขได้อย่างไรบ้าง ? ชนิดไหนบ้าง ที่เรียกว่าความสุขที่ฆราวาส อาจจะรับได้ ? นี้มันก็มีทั้ง ๔ ระดับ ทั้งกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวรจภูมิ โลกุตตรภูมิ, มันเอาเนื้อ เอาตัว เอาอะไรเป็นหลักไม่ได้ สำหรับคำว่า ฆราวาส ; เพราะว่า ฆราวาสส่วนมาก ฆราวาสส่วนใหญ่นั้น ก็คือผู้ที่มีจิตใจท่องเที่ยวไป แต่ในกามาวจรภูมิ ; ก็เลยยกเอากามาวจรภูมิไว้ให้ฆราวาส ไว้ให้คฤหัสถ์ เป็น มาตรฐานไป. แล้วก็อย่าลืมว่า คนในแบบฟอร์มของฆราวาสนั้น บางคน บางเวลา อาจจะไปถึง รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิได้. ดังนั้นโดยความสมัครใจของผมเอง ผมก็อยากจะแบ่งฆราวาสออกเป็น ๓ ประเภท อย่างที่ได้พูดกันวันก่อน : ฆราวาสต่ำ ๆ ธรรมดาสามัญ หรือเมื่อ แยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นธรรมดาสามัญ ; ฆราวาสก็ปฏิบัติฆราวาสธรรมชั้นต่ำ ๆ เช่นทิศ ๖ ก็ได้รับประโยชน์สุขอย่างที่ว่านี้ : มีเงินใช้ ก็มีความสุข, แล้วก็ ได้ใช้เงินก็มีความสุข, มีความสบายเพราะไม่มีหนี้สิน, แล้วก็ไม่มีโทษอะไร ที่จะมาพ้องพาน เกี่ยวกับความเป็นฆราวาสในโลกนี้ ก็สบายแล้ว. ทีนี้ฆราวาส ชั้นกลาง ๆ ขึ้นมา : - มั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลดี เขาก็มี ความสุขไปด้วยความสุขที่สูงขึ้นมา คือความสุขจากบุญกุศล หรือความดี มีค่าสูง ไปกว่าพวกแรก. ทีนี้ฆราวาสชั้นสูง ๆ ที่สามารถรับเอาเรื่องสุญญตาของ พระพุทธเจ้าไปปฏิบัติได้ ฆราวาสพวกนี้ก็มีโอกาสที่จะมีจิตใจว่างโปร่งสบายแบบ พระอริยเจ้า, สงเคราะห์เป็นพวกพระอริยเจ้าไปก็ได้ ; แล้วถ้าเขาเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อยู่ในรูปคฤหัสถ์ไม่ได้บวช ก็อยู่ในพวกนี้เต็มตัว.

น.138 นี่ถามว่า ฆราวาสจะหาความสุขได้อย่างไรบ้าง? มันก็ไปได้สูงถึง โลกุตตระอย่างนี้ ; จะเป็นโลกุตตระถาวร หรือโลกุตตระชั่วคราว มันก็เป็น โลกุตตระทั้งนั้น. เมื่อใดจิตใจอยู่เหนือโลก เหนือกาม เหนือรูป เหนืออรูป มันก็เป็นโลกุตตระ ไม่มีทางเป็นอื่น; เป็นได้สัก ๕ นาทีก็ยังดี. ความสุข ของฆราวาส ถ้าเอามาตรฐานที่เขาจัดไว้ ก็เรื่องกิน เรื่องเล่น อะไรตามแบบ ของฆราวาส คือเรื่องกามารมณ์. เขาพูดกันอย่างนั้น ก็เพราะเอาส่วนใหญ่ ๆ ทั่ว ๆ ไปเป็นหลัก ; แต่ข้อเท็จจริงนั้น ผู้ที่โลกเรียกว่า "ฆราวาส" หรือ "คฤหัสถ์" นั้น ก็ยังเป็นเทวดาก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ เป็นอริยเจ้าชนิดชิมลอง ก็ได้ แล้วก็เป็นพระอริยเจ้าจริง ๆ เช่น เป็นพระโสดาบันจริง สกิทาคามีจริง หรืออนาคามีจริง เหมือนที่ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้วก็ได้ ; อย่างที่เป็นคนไม่มี ทรัพย์สมบัติอะไร เอาดินที่สัตว์ขุดทิ้ง ๆ ไว้มาปั้นหม้อขาย เลี้ยงบิดามารดา ที่ตาบอด ; นั้นเป็นพระอริยเจ้า แต่ก็อยู่ในรูปของฆราวาส หรือคฤหัสถ์. ทีนี้ลองมาดูเรื่องของ มหาอุบาสิกาวิสาขา ว่ามีลูก ๓๒ คน มีหลาน คนละ ๓๒ มีเหลนอีกคนละ ๓๒, ไม่ทันจะตาย มีลูก หลาน เหลน เป็น ร้อย ๆ; แล้วบางทีก็ร้องไห้เพราะหลานคนนั้นตาย หลานคนนี้เจ็บ ; มหาอุบาสิกานี้เป็นพระโสดาบัน ในเรื่องราวพระคัมภีร์ มีเขียนไว้อย่างนี้, อรรถกถาธรรมบทมีเขียนอย่างนี้. พระโสดาบัน ก็ยังครองเรือน มีสามี มีการ งานอย่างฆราวาส เลี้ยงลูก เลี้ยงหลานเป็นร้อย ๆ บางคราวก็ร้องไห้ไปหา พระพุทธเจ้า. อย่างนี้ก็เรียกว่า "ฆราวาส" หรือ "คฤหัสถ์" ได้ และก็มี ความสุขอย่างพระโสดาบันได้. เพราะฉะนั้นเราจึงแยกพูดว่า ถ้าพูดตามภาษาพูด ก็ไปอย่างหนึ่ง, ถ้าพูดตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอยู่อย่างไร มันก็ไปอีก อย่างหนึ่ง.

น.139 ฆราวาสไม่จำเป็นจะต้องสกปรก ลามก ไปตามที่เขาบัญญัติ ; อาจจะ เป็นถึงพระอนาคามีก็ได้ แต่แล้วฆราวาสส่วนใหญ่เป็นอย่างไร มันก็อีกเรื่องหนึ่ง. เราจะเอาจุดไหนเป็นฆราวาส ? ก็ควรจะเอาฆราวาสที่เป็นปรกติธรรมดาสามัญ ส่วนใหญ่ ; แล้วก็อย่าลืมว่า "คน-คน" นี้ เป็นได้ทุกอย่าง ; ฆราวาสนี้ เป็นได้ทุกอย่าง เป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน อะไรก็ได้ ถ้าเขามีจิตใจอย่างนั้น ; แล้วก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญนี้ก็ได้ ; เป็นเทวดาก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ เป็นพระอริยเจ้าก็ได้. เพื่อให้คุณเห็นว่า ในโลกนี้, ในโลกมนุษย์นี้มันมีครบ หมดอย่างนี้ ; แล้วมันก็มิได้มีอยู่ในตัวโลก มันมีอยู่ในจิตใจของคน. สวรรค์ อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานก็อยู่ในใจของคน ; ฉะนั้น คำว่า "โลก" นี้มันอยู่ในใจของคน, โลกชนิดต่าง ๆ นานาสารพัด อบายโลก มนุษย์โลก หรือเทวโลก พรหมโลก มันอยู่ในใจ ใจของคนนั่นแหละคือโลก. ความเป็น คฤหัสถ์อยู่ที่ตรงไหน ? มันก็มีอยู่ เมื่อมีจิตใจอย่างคฤหัสถ์ ตามที่เขาบัญญัติกัน ตามภาษาพูด. ทีนี้ ไปถึงภาษาพูด มันก็ขัดนั้นขัดนี้ แย้งนั่นแย้งนี่กันอยู่ในตัว. ผมจึงว่า ภาษานี่มันเป็นอุปสรรคในการเข้าใจอะไรต่างๆ. คุณอย่าเอาภาษาเป็น หลักนัก. เอาตัวจริงตามที่เป็นจริง ๆ ข้อเท็จจริง นี่เป็นหลัก. มนุษย์โง่ ๆ ก็พูด ไปอย่างหนึ่ง, มนุษย์ฉลาดก็ใช้คำพูดไปอีกอย่างหนึ่ง. ใช้คำพูดคำเดียวกัน อย่างนี้มันยุ่งตาย. แม้แต่คำว่า "ความสุข" นี้; พวกคนอันธพาลก็มีความสุข ไปอย่างหนึ่ง พวกคนดีก็มีความสุขไปอย่างหนึ่ง. ใช้คำว่าความสุขเหมือนกัน ; แล้วความพอใจในความสุขนั้นอาจจะเท่ากันเสียด้วย. คฤหัสถ์ แปลว่าผู้ที่อยู่ในคฤหะ คือเรือน, ฆราวาส แปลว่า ผู้ครอง อยู่ครอง ฆร คือเรือน. คำว่า "บ้านเรือน" นี้ มันไม่ได้หมายถึงบ้านเรือน

น.140 ที่เป็นหลัง ๆ ถ้าไปหมายอย่างนั้นพระเราก็อยู่บ้านเรือน อยู่กุฏิเช่นเดียวกับ บ้านเรือน. คำว่า "บ้านเรือน" เขาหมายถึง ความหมายของกามารมณ์ มากกว่า ; หรืออย่างน้อยก็เรียกสั้น ๆ ว่า กาม. ที่บ้านเรือนนั้นต้องมีสิ่งที่ เรียกว่า กาม เรื่อง เพศ เรื่องบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติอะไรให้ยุ่งไปหมด ; นั่นแหละ ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า "บ้านเรือน". ภาษาตัวหนังสือ เรือนเป็น หลังๆ ก็เรียกว่าบ้านเรือนได้, เรือนร้าง ๆ ไม่มีใครอยู่ก็เรียกว่าบ้านเรือนได้. ในภาษาธรรมที่สูง ๆ ขึ้นไป "บ้านเรือน" เขาหมายถึงสิ่งที่ผูกพันยุ่งยากสับสน อลเวงอลวน ในจิตในใจ ที่เกิดมาจากเงิน ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี เกียรติยศ ชื่อเสียง สังคม อะไรก็ตาม ที่มันเป็นเรื่องยุ่งไปหมดนั่นแหละคือ "บ้านเรือน" ไม่ได้หมายถึง ตัวเรือนเป็นหลัง ๆ. ผู้อยู่ครองเรือน หรือฆราวาสก็คือผู้อยู่ด้วยความยุ่งยากแบบนี้ ความสุข มันก็หายากเต็มที่ ; มันเต็มไปด้วยความผูกพัน ความเร่าร้อน ; ต้องแก้ปัญหา ทางการเงิน การสังคม อะไรให้เรียบร้อยไปเสียหน่อย มันก็พอจะมีเวลาหายใจ สบายบ้าง ; ก็ต้องอยู่ที่ มีทรัพย์ มีลูก มีเมีย มีเกียรติอะไรอย่างถูกต้อง. ถ้าทำไม่ถูกต้อง ก็จะต้องไปติดคุกติดตะราง มันก็เป็นการงานที่มีโทษไป. เราพูดกันแล้ว ก็ได้ความว่า ฆราวาส เป็นเรื่องยุ่ง เป็นที่อยู่ ในความยุ่ง, ถือเอาความผูกพันอย่างนี้เป็นความหมายของคำว่า ฆราวาส. ที่นี้ ถ้าถือเอาจิตใจเป็นหลัก มันยังไปได้ไกล. อยู่ในบ้านเรือนอย่างนี้ แต่ว่าจิตใจ สูงไปอีก-สูงไปอีก จนไปอยู่ในกระท่อมน้อย ๆ ปั้นหม้อขายเลี้ยงชีวิตบิดามารดา ; เอาจิตใจเป็นหลักมันก็ออกไปได้ไกลอย่างนี้. ในที่สุดเราก็สรุปความได้ว่า ถ้าเป็น ฆราวาสชั้นธรรมดา หรือชั้นเลว ก็เอาเรื่องทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง ที่ได้มา โดยถูกต้องนี้ เป็นความสุข ; ถ้าเป็น ฆราวาสชั้นกลาง ก็เอาความดี ความงาม

น.141 มีบุญกุศล ที่บริสุทธิ์ เป็นความสุข. ถ้าเป็นฆราวาสขั้นสูงก็เอาความสุขที่เกิดมา แต่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นความสุข. ผมพูดแล้วก็ขัดกันหมดกับที่เขาพูด ๆ กันอยู่ คือเขาพูดกันนั้น ไม่ให้ ไปเกี่ยวข้องกับความไม่ยึดมั่นถือมั่น : เขาไม่ให้ฆราวาสศึกษาเรื่องจิตว่าง เรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ผมบอกว่า นี่พระพุทธเจ้าท่านแนะให้ คือเรื่องสุญญต. ถ้าไม่เช่นนั้น ฆราวาสจะมีอาการเหมือนกับอยู่ในนรกหมกไหม้ ; เดี๋ยวลูกตาย เดี๋ยวเมียตาย เดี๋ยวผัวตาย เดี๋ยวทรัพย์สมบัติถูกไฟไหม้ ; มันมีสารพัดอย่าง ที่จะตกนรกเมื่อไรก็ไม่รู้. ก็ต้องเอาเรื่องสุญญตา อนัตตา มาเป็นเครื่องป้องกัน ให้ฆราวาสเป็นฆราวาสที่น่าดู ; เป็นกัลยาณปุถุชน ก็ยังดีถมไปแล้ว ยังมีภาวะ ที่น่าดู ไม่เป็นทุกข์ทรมานจนเป็นสัตว์นรก. สรุปอีกทีหนึ่งว่า ความสุขของฆราวาสนั้น ขอให้มีอยู่ ๓ ชั้น ; ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง. ชั้นต่ำก็เอาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติที่พอเหมาะสม ที่ถูกต้อง ; ชั้นกลางขึ้นไปก็เอาความสงบในทางบุญกุศล ในทางจิตใจที่มันสูง ยกมือไหว้ตัวเองได้ ; ถ้าชั้นสูงขึ้นไปอีกก็เป็นอนุโลมตามพระอริยเจ้า หรือเป็น พระอริยเจ้าไปเลย มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นหลัก แล้วมีความสุขที่เกิดมาจาก ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เท่าที่เราจะทำได้ ในวิสัยของฆราวาส; เรื่องก็จบกัน. คุณเรียนศึกษาในมหาวิทยาลัย ไม่เคยเรียนกันในเรื่องเช่นนี้ ; ผมว่า ยังไม่ใช่อุดมศึกษา เพราะว่ายังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? จะเป็นอย่างไรได้กี่แบบ กี่อย่าง ? ฉะนั้นอุตส่าห์ฟังเรื่องชนิดนี้ เป็นของเพิ่มเติม ให้ความรู้ของเราเป็น อุดมศึกษาขึ้นมาจริง ๆ. พอกันที นกกางเขนร้องบอกว่าพอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต