น.142 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้บรรยายต่อจากตอนที่แล้วมา. วันที่แล้วมา เราพูดกันโดยหัวข้อว่า "ความสุขของฆราวาส" ส่วนในวันนี้ จะพูดโดยหัวข้อว่า “ความทุกข์ในความเป็นฆราวาส" เพื่อ จะได้ตอบปัญหาตามที่ได้ยื่นถามไว้ต่อไป. วันก่อนเราพูดถึง ความสุขของฆราวาส วันนี้จะได้ พูดถึงความทุกข์ ของฆราวาส ดูมันคล้าย ๆ กับว่าจะเป็นการค้านกันอยู่ในตัว ; และโดยทั่วไป คนเขารู้กันอยู่และเขาพูดกันอยู่ ว่าเรื่องของฆราวาสแล้วต้องเป็นเรื่องทุกข์ มี ความทุกข์, เรื่องบรรพชิตเป็นเรื่องไม่ทุกข์. นี้ขอให้นึกถึงที่ผมเคยบอกว่า ความยุ่งยากนี้มันเกิดจากคำพูด เกิดจากภาษาพูด ทำให้เข้าใจได้แปลก ๆ ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้นเราต้องระวังคำพูดหรือภาษาพูด โดยเฉพาะที่มันเป็นภาษาคนหรือ เป็นภาษาธรรม ; และแม้ที่เป็นภาษาคนตามธรรมดา มันก็ยังมีข้อยกเว้น · ในการที่บางอย่างมันจะมีความหมายไปอย่างหนึ่ง บางอย่างมีความหมายไปอีกอย่าง หนึ่งในคำ ๆ เดียวกัน. ๑๑๐
น.143 ทีนี้ เราจะพูดกันถึงคำว่า "ฆราวาสวิสัย" หรือ "ชีวิตฆราวาส" คือ ความเป็นฆราวาส นั่นเอง : และเมื่อพูดกันอย่างสำหรับพูด หรือเรียกว่าโดย นิตินัย คือบัญญัติกันขึ้นพูด ก็ต้องพูดว่าชีวิตฆราวาสนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ซึ่งคุณก็ได้ยิน และบางทีก็จะเชื่ออย่างนั้นอยู่ด้วย จึงได้เสนอถามปัญหาว่า ทำ อย่างไรฆราวาสจึงจะแก้ไขความทุกข์หรือป้องกันความทุกข์ได้. ฉะนั้น โดยสมมติ โดยบัญญัติ คือโดยนิตินัยแล้ว ถือกันว่าชีวิตของฆราวาสนั้นเป็นความทุกข์. แต่ ทีนี้ถ้าดูกันโดยพฤตินัย คือตามที่มันมีอยู่จริง ๆ นั้น มันก็ไม่ได้ตายตัวลงไป อย่างนั้น คือเป็นทุกข์ก็ได้ ไม่เป็นทุกข์ก็ได้ แล้วแต่ว่ามันจะเป็นฆราวาสได้ดี เพียงไร. นี้เรียกว่าโดยพฤตินัยนั้นไม่แน่ที่จะพูดว่า ฆราวาสแล้วเป็นทุกข์เสมอไป. มันอาจจะมีความยุ่งยากมากกว่าบรรพชิต แต่แล้วมิได้หมายความว่ามันจะเป็นทุกข์ ทรมานเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่เสมอไป. ถ้าเป็นฆราวาสให้ดี ให้ถูกต้อง อาจจะไม่มีความทุกข์ก็ได้. ภาษาผมพูดก็พูดว่า เป็นคนให้ถูกต้อง หรือพูด ให้กว้างออกไปว่า :- "ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ฯ” ถ้าทำเป็นมันก็ไม่มีทุกข์ คือมันอยู่ที่ทำไม่เป็น คือได้ไม่เป็น เป็น ไม่เป็น ตายไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ไปทั้งนั้น. แล้วบรรพชิตสมัยนี้เป็นทุกข์ยิ่งกว่า ฆราวาสก็มี เป็นบ้าไปก็มี, บรรพชิตสมัยนี้ก็เป็นโรคประสาทกันมากขึ้น ; ฉะนั้นมันไม่ได้อยู่ที่คำพูดหรือบัญญัติอย่างนั้นมันอยู่ที่ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร มันเป็นเป็น หรือไม่เป็น มันได้เป็นหรือไม่เป็นนั้นต่างหาก. เพราะฉะนั้นโดย พฤตินัยเราก็ไม่พูดว่า ฆราวาสจะต้องเป็นทุกข์เสมอไป; ยิ่งเป็นฆราวาสที่เป็น
น.144 พระอริยเจ้า เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอะไรด้วยแล้ว มันก็ยิ่งมีข้อยกเว้น มากขึ้นที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์. ฉะนั้นเมื่อคุณถามผมว่าฆราวาสจะดับทุกข์ได้ อย่างไร นี้มันก็ต้องดูกันเสียก่อนว่า ฆราวาสชนิดไหน ; เพราะมันแยกออกจาก กันได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าฆราวาสโง่หรือฆราวาสฉลาดนั่นเอง. นี้ก็เป็นคู่แรกที่จะ ต้องพิจารณาดู. ฆราวาสโง่ ฆราวาสฉลาด ต้องต่างกันมากทีเดียว หรือจะเรียกว่า เป็นกัลยาณปุถุชน หรือเป็นพาลปุถุชน, เป็นคนพาลหรือเป็นบัณฑิต. ถ้าเป็น พาลปุถุชน มันก็มีเรื่องที่ต้องเป็นทุกข์ มากมายรุมกันเข้ามาหลายเรื่อง, ถ้าเป็น กัลยาณปุถุชนจวนจะเป็นพระอริยเจ้าอยู่แล้ว มันก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องที่จะต้อง เป็นทุกข์. ทีนี้ ยังมีคำอีกคู่หนึ่ง ขอให้จำไว้ด้วยว่า สัตบุรุษกับอสัตบุรุษ. อสัตบุรุษนั้นคือคนพาล สัตบุรุษคือบัณฑิต แต่เขาเล็งเอาความสงบรำงับเป็นหลัก สัตบุรุษแปลว่าบุรุษสงบรำงับ, อสัตบุรุษก็แปลว่าบุรุษที่ไม่สงบรำงับ. ชาวบ้าน ทั่วไปมักจะเรียกไปว่า "สัปบุรุษ" สัปบุรุษที่พูดกันตามวัดตามวานั่นแหละคือสัตบุรุษ แปลว่าผู้มีความสงบ, แล้วอสัตบุรุษก็แปลว่าเป็นพาลคือไม่มีความสงบ. นี่มัน เป็นฆราวาสได้ด้วยกันทั้งนั้น ฆราวาสโง่ก็เป็นพาลปุถุชน, เป็นอสัตบุรุษไป ; ฆราวาสฉลาด ประพฤติตัวดีสมกับความฉลาดก็เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นสัตบุรุษไป; ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นฆราวาสทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ถ้าพูดขึ้นมาคลุม ๆ ว่า ความทุกข์ของฆราวาส หรือฆราวาสจะต้องเป็นทุกข์เสมอไปอย่างนี้ มันไม่ค่อย ถูกนัก ; จะต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าฆราวาสชนิดไหน. ทีนี้ ทำไมเขาจึงพูดว่า ฆราวาสต้องเป็นทุกข์ ถ้าเรายอมรับข้อนี้แล้ว มันก็แสดงอยู่ในตัวว่ามันหมายถึงฆราวาสโง่ ฆราวาสเป็นพาล ฆราวาสเป็น
น.145 อสัตบุรุษ.ที่นี้อาจจะคิดให้ละเอียดลงไปว่า แม้ฆราวาสที่ดี เป็นฆราวาสที่ดีนั้น มันก็มีเรื่องมะรุมมะตุ้มนั้นนี่โน่นมากกว่าบรรพชิต เลยต้องถือว่าฆราวาสนั้นเต็มไป ด้วยความทุกข์ ; อย่างนี้มันก็ถูกเหมือนกัน. แต่อย่าลืมว่าฆราวาสกับบรรพชิตนี้ มันอาจจะปนกันยุ่งก็ได้. เดี๋ยวนี้เรายอมเอาเสียว่า เป็นฆราวาสที่ดี เป็น บรรพชิตที่ดีด้วยกัน ก็ต้องถือว่าฆราวาสมีเรื่องรบกวนมาก คือต้องมีทุกข์มากกว่า บรรพชิต. นี่ยุติกันได้อย่างนี้. แต่แล้วก็อย่าถือว่าเป็นฆราวาสแล้วจะต้องมีทุกข์ เหมือนตกนรกทั้งเป็นเสมอไป. ฆราวาสที่ดี ที่เป็นสัตบุรุษก็ไม่จำเป็นจะต้อง เป็นอย่างนั้น ; หรือยิ่งเป็นพระอริยเจ้าด้วยก็ยิ่งไม่ต้องเป็นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้เราอาจจะเข้าใจผิดตามสมมตินั้นมากเกินไปก็ได้ มันก็จะมีผลเสีย ในข้อที่ว่า ถ้าเกิดโง่ขึ้นมาก็จะยอมรับเอาความทุกข์เข้ามาคือ ๆ อะไรก็ยอมทุกข์ ยอมรับทุกข์เข้ามาคือ ๆ เพราะถือเสียว่ามันต้องเป็นทุกข์ ; ผมว่าทำอย่างนั้น ไม่ถูก. โดยปกติแล้วเราจะต้องมีจิตใจชนิดที่ไม่เป็นฆราวาสไม่เป็น บรรพชิตดีกว่า ถ้าไปยึดถือว่าเป็นฆราวาส เป็นบรรพชิตมากไป มันก็เข้ารอย ที่เขาพูด ๆ กันไว้โดยไม่ทันรู้ตัว หรือว่าโดยสมัครใจไปเสียเลย ไม่มีการต่อต้าน. เพราะฉะนั้น ลืมเสียก็ได้ว่าเป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิต ถือเสียว่ามันเป็น มนุษย์เกิดมา แล้วก็มีปัญหาอย่างไรก็ต้องแก้ให้มันหลุดลุล่วงไปให้ได้ อย่างนั้น ยังจะดีกว่า ; ไม่เป็นการท้อแท้ล่วงหน้า หรือว่าเป็นการเศร้าโศกล่วงหน้า ; แล้ว เราก็เห็นอยู่แล้วว่า คนเกิดมาก็เป็นฆราวาส ไม่ใช่มีใครเกิดมาแล้วก็เป็นบรรพชิต มาแต่ในท้อง มันก็เป็นสิ่งที่เลือกได้. เมื่อต้องการจะทำอย่างบรรพชิต มัน ก็เลือกได้ แล้วก็ทำทีหลัง ; แล้วการเป็นฆราวาสหรือเป็นบรรพชิตนี้ ก็อย่า เอาอยู่บ้านอยู่วัดเป็นหลักเกณฑ์กันนัก ต้องเอาที่จิตใจว่าเป็นอย่างไร นี่เรา ก็ได้พูดกันโดยละเอียดแล้ว.
น.146 อยู่วัดสมัยนี้มีจิตใจเหมือนคนอยู่บ้าน หรือยิ่งกว่าคนอยู่บ้านก็ยังได้ ; คนอยู่บ้านสมัยนี้เขาอาจจะมีจิตใจเหมือนพระ หรือเป็นอยู่อย่างบรรพชิตก็ได้ ; ถ้าเขามีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจที่จะจัด จะทำอะไรภายในบ้านเรือนให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย มันก็ทำได้เหมือนกัน ; มันก็เลยเป็นบรรพชิตโดยไม่รู้สึกตัว ดีกว่าเป็นบรรพชิตชนิดที่มันรุงรังมากไปกว่า ฆราวาส แล้วไพล่ไปทำอะไรอย่างฆราวาส. นี่เราพูดกันโดยหลักทั่วๆ ไปว่า ฆราวาสครองเรือน ฆราวาสมี ครอบครัว มีบุตรภรรยาสามี มีทรัพย์สมบัติ มีการสังคมที่ผูกพันกันยุ่งไปหมด เพราะฉะนั้นปัญหาจะต้องมีขึ้นมากกว่าบรรพชิต ; ก็เรียกว่าฆราวาสนี้เป็นรังของ ความยุ่งยาก ลำบาก สับสนวุ่นวาย โกลาหล. แต่มันมีทางออกหรือทางที่ จะต้องคิดอย่างที่ได้พูดมาแล้วแต่วันก่อนอีกเหมือนกันว่า สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ได้ มีมาสำหรับให้เป็นทุกข์ หรือเป็นความทุกข์โดยตรงโดยเฉพาะเจาะจง มันมีมา ให้สำหรับเป็นบทเรียนก็ได้ หรือมาสอบไล่ มาเลื่อนชั้นมนุษย์ก็ได้. คนที่ออก ไปบวชเป็นบรรพชิต หรือเป็นฤๅษีมุนีอยู่ในป่าเพราะเบื่อฆราวาสนั้น ก็เพราะว่า ความเป็นฆราวาสมันสอนให้ เขาจึงรู้จักเบื่อ เพราะฉะนั้นต้องถือว่ามันเป็น บทเรียน หรือมันเป็นโรงเรียน, ถ้าคนโง่เกินไป ไม่รู้จักเบื่อ ก็ต้องทน อยู่ที่นั่น, ถ้าคนรู้จักเบื่อมันก็ออกไปได้ ; แต่แล้วอย่าลืมว่าสิ่งเหล่านั้น มันสอนให้ คือทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยาสามี อาชีพการงาน ปัญหาสารพัดอย่าง นี้มันสอน, มันสอนให้. ถ้าเรามองมันไปในแง่ของความทุกข์มันก็เป็นทุกข์, แต่ถ้ามองในแง่ดีกันบ้าง มันก็จะยุติธรรม คือว่ามันเป็นสิ่งที่มาสอนให้ มา ผลักไสให้เราก้าวไปโดยเร็ว, เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีชีวิตแบบฆราวาสเป็นมาตรฐาน อยู่อย่างนี้ คนเราก็คงจะไม่ฉลาดกี่มากน้อย เพราะอุปสรรคหรือความทุกข์นั้น มันเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความฉลาดในภายหลังทั้งนั้น.
น.147 ทีนี้ดูกันในพระบาลีบ้าง ก็พูดอย่างเดียวกัน มีคำตรัสของผู้ที่เป็นบัณฑิต หรือแม้แต่ของพระพุทธเจ้าเอง ก็พูดอย่างที่เขาพูดกันทั่ว ๆ ไปว่า : ฆราวาสนี้ อึดอัด เป็นทางมาแห่งธุลี. ถ้าแปลเป็นไทยว่าอย่างนั้น ฆราวาสนี้คับแคบอึดอัด เป็นทางมาแห่งธุลี ; ความเป็นบรรพชิตเป็นนักบวชนั้นโล่งโถงอย่างอากาศ แล้วก็ไม่เป็นทางมาแห่งธุลี. สมพาโธ แปลว่าอึดอัด คือถูกกระทบกระทั่ง รอบด้าน, ชีวิตฆราวาสนั้นเป็น สมฺพาโธ คืออึดอัด แล้วก็เป็นทางมาแห่งธุลี ธุลีในที่นี้คือกิเลส, อึดอัดคับแคบก็หมายความว่ามันถูกกระทบกระทั่งรอบด้าน เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ เดี๋ยวเรื่องโน้น คล้าย ๆ กับว่ามันมาสอบไล่ แล้วมัน ก็เป็นทางมาแห่งธุลีคือกิเลส ก็จริงเหมือนกัน แต่ว่ามันจะเกิดธุลี หรือไม่เกิดธุลี นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นอีก. เขาวางเป็นหลักไว้ทั่วไปอย่างนี้. ทีนี้บรรพชิตมันก็ออกไปเสียจากบ้าน จากเรือน จากครอบครัว จาก ทรัพย์สมบัติ จากญาติพี่น้อง จากสังคมอะไรต่าง ๆ มันก็ไปในทางตรงกันข้าม คือ โล่งโถงเหมือนอากาศ แล้วก็ไม่ค่อยมีทางมาแห่งธุลี. ฝรั่งคนหนึ่งเขาเอาบาลีนี้ ไปแปลเป็นคำกลอน เข้าที่มาก :- A den of strife, is household life, And filled with toil and need ; But free and high as the open sky, Is the life homeless leads. นี่คุณพึ่งดู เขาก็ถูกและไพเราะ : ความเป็น household life ก็คือชีวิต ฆราวาส เป็น den of strife เป็นดงหรือเป็นถ้ำของความสับสนวุ่นวาย เต็มไป ด้วยความทะเยอทะยานและความต้องการ filled with toil and need . เพราะว่า ฆราวาสนี้มันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความต้องการ มันจึงเป็นดง เป็น ถ้าที่สะสมหมักหมม เรื่องของความกระทบกระทั่ง, คุณไปหลับตามองดูก็แล้วกัน
น.148 มันเป็นภาพพจน์ที่พอจะมองเห็นได้. ฆราวาสมี toil and need มาก ก็เห็นอยู่ ชัด ๆ ว่ามันต้องการมาก ต้องการเพื่อตัวเองก็ต้องการมาก ต้องการเพื่อบุตรภรรยา สามีก็ต้องการมาก ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ก็มาก, ส่วนพระนี้จะมีแต่บาตรกับ จีวรก็พอ แล้วก็เดินเร่ร่อนไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ; มันต่างกันอย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงเปรียบพระเหมือนกับว่านก มีแต่ปีกก็พอ นกมีสมบัติเพียงแต่ปีกอย่างเดียว ก็พอ เพราะปีกช่วยให้นกบินไปได้. เมื่อมันบินไปได้มันก็พบอาหาร พบอะไร ตามที่มันจำเป็นแก่ชีวิต ไปหากิน ได้เท่านั้นเอง. ชีวิตของพระก็เหมือนกับนก มีสมบัติแต่เพียงปีกเท่านั้น. ส่วนฆราวาสนั้นมีอะไร ๆ เป็นสมบัติ จะเรียกว่านับไม่ไหวก็ได้ เหมือน สัตว์อะไรก็เปรียบยาก. เมื่อเปรียบบรรพชิตกับนกแล้ว จะเปรียบฆราวาสกับอะไร คุณไปคิดดูเอง ผมไม่มีปัญญาจะเปรียบเทียบ คือมันจะยิ่งกว่าวัวควายหรืออะไร ไปเสียอีก เพราะว่ามันมีอะไร ๆ มากเกินไป. เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ยึดหลักว่า ฆราวาสแล้วต้องเป็นทุกข์ บรรพชิตต้องไม่เป็นทุกข์ มันก็ต้องอย่างนี้ ก็ต้องมองกัน ในแง่นี้. เป็นบรรพชิตให้ถูกต้อง, เป็นฆราวาสให้ถูกต้อง, มันก็ยังมีข้อเสียเปรียบ กันอยู่อย่างนี้. เพราะฉะนั้นความทุกข์ในฆราวาสก็มีมากกว่า เพราะทุกอย่าง มันเป็นทางมาแห่งธุลี แล้วมันก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ ด้วย คือกิเลสนานาชนิด. นี้คุณก็ไม่ได้ถามปัญหาที่จะเป็นพระอย่างไร ? คุณถามปัญหาว่าจะเป็น ฆราวาสอย่างไร ? ผมก็ต้องตอบอย่างนี้ คือแม้ว่ามันจะมีความทุกข์อยู่มาก แต่ถ้าเรา รับเอามาในฐานะเป็นบทเรียนหรือเป็นข้อสอบไล่ มันก็กลายเป็นของดีไปในที่สุด. เพราะฉะนั้น ที่คุณถามว่าจะป้องกันความทุกข์อย่างไร? จะแก้ไขความทุกข์อย่างไร? ผมก็ตอบด้วยคำตอบสั้น ๆ นี้ว่า รับเอามาในฐานะเป็นบทเรียน. ถ้ามันเกิด เป็นความทุกข์ขึ้นมา เพราะเรื่องของฆราวาสนั้น ก็อย่ารับเอามาในฐานะเป็น ความทุกข์ทรมาน, ให้รับเอามาสำหรับเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ เป็นบทเรียน ที่จะต้องเรียน แล้วก็สอบไล่ให้ได้คือผ่านไป. วิธีนี้แหละที่จะสู้ความทุกข์ของ
น.149 ความเป็นฆราวาสได้. ถ้าไปโง่ไปก้มหัวลงรับเอามาในฐานะเป็นความทุกข์แล้ว ก็คงจะทนไม่ได้ ; แต่แล้วคนทั่วไปเขาก็รับมันในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงน่าสงสาร. เราก็ได้ข้อสังเกตสักอย่างหนึ่งว่า เป็นฆราวาสนี้เป็นได้ ๒ อย่าง คือ เป็นในฐานะเป็นคนหลับหูหลับตาโง่เง่าไป เหมือนกับลากเกวียน ลากแอก ลากไถ อย่างวัวควายไปก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง ก็มีทุกข์มาก. ทีนี้เป็นอย่างนักศึกษา เป็น อย่างผู้ที่มีปัญญาสำหรับศึกษา แล้วก็สอบไล่ให้แก่ตัวเอง ; มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย. เขาเป็นฆราวาสที่เรียกว่าพอดูได้ หรือว่าน่าดูก็ได้ เพราะ คนนั้นเขาเก่ง ที่ทำอะไรให้ลุล่วงไปได้ นี้มันก็น่าดู ; ถึงจะมีความทุกข์เข้ามา ก็เข้ามาสำหรับให้ชนะ ไม่ใช่ให้พ่ายแพ้ มันก็น่าดูที่ตรงนี้. การที่จะหลีกทิ้งออกไปบวชเป็นอิสระเหมือนนก นี้มันก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่แล้วก็ปรากฏว่ามีไม่กี่คนที่ออกไปแล้วเป็นอิสระ ฟรีเหมือนนกได้ มันก็ไปเข้า บ่วงอย่างอื่น ถึงกับสึกกลับออกมา นี้ก็มี. ก็แปลว่าไม่ได้เป็นบรรพชิต โดยแท้จริง เป็นแต่รูป แต่แบบ แต่ธรรมเนียม. เพราะฉะนั้นคุณก็ใช้สติปัญญา ของตัวเองพิจารณาดูเอง ว่าความทุกข์ของฆราวาสนี้มันคืออะไร, มันเป็นอย่างไร ; แล้วเราก็กำลังเป็นอะไร ; แล้วเราจะต้อนรับมันให้ดีที่สุดในฐานะเป็นการศึกษา นั้นอย่างไร ? แล้วคุณก็อย่าลืมที่พูดกันไว้วันก่อนว่า เรื่องเป็นอะไร หรืออยู่ที่ ไหนนั้น มันอยู่ที่จิต เอาจิตเป็นประมาณ. เพราะฉะนั้นฆราวาสสามารถจะจัด หลีกในชีวิตประจำวันให้มันเป็นนั่นเป็นนี่เป็นโน่นก็ได้. ชั่วโมงนี้เป็นฆราวาส เต็มหนัก. ชั่วโมงหน้าเป็นพระดูเล่นสักสองสามชั่วโมงก็ได้ ; นี่บอกเผื่อเอาไว้. ทีนี้เป็นฆราวาสที่เป็นโสดมันก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น แต่อย่าลืมว่าผมไม่ได้ เรียกคนโสดว่าฆราวาส คือถือตามหลักมนูธรรมศาสตร์บรมโบราณว่า คนโสดนั้น
น.150 เป็นพรหมจารีไม่ใช่เป็นฆราวาส. เรื่องนี้ก็พูดแล้ว คุณก็จดจำไปแล้ว. คนโสด ที่แท้จริงคือตั้งแต่ยังเป็นเด็กขึ้นมาจนถึง เป็นหนุ่มเป็นสาวนั้นยังไม่ใช่เป็นฆราวาส ยังเป็นพรหมจารี มันยังน่าดู ยังงดงาม หรือว่ายังมีความทุกข์น้อย. พอย่างเข้า มาเป็นฆราวาส มีบ้านมีเรือน มีครอบครัวนี้ มันก็เป็นฆราวาสเต็มที่ ต้องเผชิญ กับปัญหารอบด้าน. นี่ก็ทำให้นึกถึงนิทานสมมุติที่เล่ากันเล่นสนุก ๆ ว่า ตอนเป็น ชีวิตฆราวาสแท้ ๆ มันไปเอาของวัวมา ไปเอาชีวิต ๒๐ ปี ที่พระเจ้าลดให้วัวมา เพราะความโง่ เพราะความโลภ เลยก็ได้เป็นวัวราว ๒๐ ปี คือพ่อบ้านแม่เรือน ที่หนักอึ้งเหมือนวัวลากเกวียน ๒๐ ปี จึงค่อยถอนตนออกไปเป็นอย่างอื่น คือเป็น วนปรัสถ์ คือเป็นสันยาสี ก็รอดตัวไปที่. แต่ถ้าไปเกิดเป็นสุนัข ไปเกิดเป็นลิง เข้าอีกก็แย่ คือเป็นฆราวาสตลอด ๒๐ ปี หนักอึ้งแล้ว พอแก่ไปกว่านั้นอีก ก็ไป มีเรื่องวิตกกังวล ห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงเหลนอะไรมากต่อไปอีก ก็เป็นสุนัข ที่เฝ้าทรัพย์ นอนหลับไม่ได้. นี้ด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้ทำไว้ให้ดี ชีวิตนี้ไม่ได้รับการ ศึกษาฝึกฝนให้เป็นอย่างดี ; พออายุมากเข้ามันป้าเป๋อ มันเลือนพื้นเพือน มีสติ สัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ก็กลายเป็นลิงไป คือเป็นตัวตลกให้เด็ก ๆ หัวเราะ. เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้ ไว้ด้วยว่า จะต้องเป็นพรหมจารี ให้ถูกต้อง, เป็นฆราวาส คฤหัสถ์ให้ถูกต้อง, แล้วพอสิ้นยุคของฆราวาสนี้ ก็จะพยายาม เป็นวนปรัสถ์ให้มาก คือพยายามเป็นผู้สลัดเรื่องยุ่ง ๆ ของฆราวาสนั้น ให้มากที่สุด ที่จะมากได้, แล้วอยู่ด้วยความสงบ. แม้ที่บ้านที่เรือน ที่เรียกว่าเป็นฆราวาส นั้นแหละแต่เราไม่เป็นฆราวาสอย่างอายุ ๒๐ ปีนั้นแล้ว. เราเป็นคนระลึกนึกคิด ฝึกฝนจิตใจกันเสียใหม่ให้ดีที่สุด และอายุต่อไปในบั้นปลายของชีวิต จะไม่ป้าเป๋อ เลอะเลือนเหมือนคนทั่วๆ ไป; จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จนวินาทีสุดท้าย ; แล้วเราก็มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้ายถึงที่สุด แม้ว่าจะแก่ชราลุกไปไหน ไม่ได้แล้วก็นั่งเป็นสันยาสีอยู่ที่ตรงนั้นก็ได้ ; คือว่าสอนลูก สอนหลาน สอนเหลน ให้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ เพราะว่าเราผ่านโลกมาอย่างถูกต้องเป็นเวลาเกือบร้อยปี.
น.151 คนแก่ชนิดนี้มีประโยชน์มาก ที่จะตอบปัญหาของเด็ก ๆ ได้หมดทุกอย่าง ทุกประการ ; มีไว้ในบ้านในเรือนก็เหมือนมีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง สำหรับให้ แสงสว่าง. คนแก่อายุตั้ง ๙๐ ปีนั้นย่อมรอบรู้อะไรมาก, กำลังไม่ฟื้นเพื่อนเลอะ เลือนเลย ไม่เสียสติสัมปชัญญะเลย เพราะอบรมมาดี. ถ้าผู้ใดกลัวว่าอายุมาก ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี แล้วจะพื้นเพื่อนเลอะเลือน เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่โดยมากนั้น ผมขอบอก ว่ามีทางป้องกัน อย่าให้มีความทุกข์ในชีวิตฆราวาสตอนนี้ นั่นคือพยายามฝึกจิต ตามหลักพระพุทธศาสนาให้มาก ที่เขาเรียกว่า "ฝึกสติ" นั่นแหละ. เราฝึกสติให้เป็นระเบียบอยู่ทุกวัน ๆ ตอนแก่อายุ ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี มัน ไม่หลง. ถ้าเราปล่อยให้กิเลสตัณหาครอบงำเราทุกวัน ๆ ไม่ต้องสงสัยอายุ ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี มันจะหลงจะฟื้นเพื่อน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องเสียสละ : เมื่อ อายุมันมากพอแล้ว งานก็ทำมามากพอแล้ว ก็ยอมเสียสละ เอาเวลามาฝึกจิตให้ ถูกวิธีที่จะฝึก โดยเฉพาะเช่นอานาปานสตินี้อยู่เป็นประจำ ; ผมเชื่อว่า, จะจริง หรือไม่จริงไม่ทราบ ให้มีอายุสัก ๑๕๐ ปี หรือ ๒๐๐ ปีก็จะไม่หลง ; มีแต่ว่า ร่างกายมันจะทนไม่ไหว มันจะเน่าไปเสียก่อนเท่านั้น. ถ้าสมมุติว่ามันจะอยู่ได้ อายุ ๒๐๐ ปี มันก็ไม่หลงดอก ; ถ้าอยู่ด้วยจิตใจที่เป็นระเบียบในเรื่องของ จิตใจอยู่ทุกวัน ๆ แล้วไม่มีหลงได้. นี่คุณเห็นไหมว่า มันน่ากลัวหรือไม่น่ากลัว? อายุสัก ๘๐ ปีแล้วมัน เกิดหลงเหมือนคนที่หลงบางคน, กินก็ว่าไม่ได้กิน อะไรก็ว่าไม่รู้ทั้งนั้น, นุ่งผ้า หรือไม่นุ่งผ้าก็ไม่รู้, กลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้, อะไรก็ไม่รู้, ตัวเองชื่ออะไร ก็ไม่รู้, นี่มันหลงขนาดนี้ ; น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว? นี่ก็เป็นฆราวาสที่เป็นทุกข์ อย่างยิ่งได้. จะป้องกันได้โดยวิธีฝึกสติสัมปชัญญะ ตามหลักของพระพุทธศาสนา อยู่เป็นประจำ แล้วก็ฝึกมากขึ้นในตอนที่อายุมันมากขึ้น ; คือยอมสละสิ่งอื่น
น.152 ออกไป ให้มีเวลามาทำจิตใจให้ดี ให้มากขึ้น; นี่ก็จะรับประกันได้. ถ้ายิ่งทำ ไปได้ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆก็จะยิ่งดี ; ดีที่ตรงไหน ? ก็ดีตรงที่ไปเป็นฆราวาส เป็น พ่อบ้านแม่เรือนที่เข้มแข็ง ที่เฉลียวฉลาด ที่บึกบึน ที่ทำหน้าที่ฆราวาสให้ลุล่วงไป ด้วยดีได้ ; แล้วพอต่อจากนั้นก็ไปเป็นคนแก่ที่สมองใส ที่จิตใจสว่างไสว เป็น ที่พึ่งแก่คนอื่นได้ดี อย่างนี้. เมื่อคุณต้องการจะแก้ปัญหาของฆราวาสทุกชนิดละก็ ก็ให้ทำเป็นขั้น ๆ ไป : เป็น พรหมจารี ต้องทำอย่างไร ? ถ้าทำผิด ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่เป็น พรหมจารี ; คือเด็ก ๆ ของเราเป็นบ้าบ้าง กระโดดน้ำตายบ้าง หรือว่าทำอะไร ที่ไม่น่าดูอีกหลาย ๆ อย่าง ; เพราะมันทำผิดไปตั้งแต่ขั้นที่ ๑. นี่ขอให้กลัวกัน ให้มาก ละอายกันให้มากในเรื่องอย่างนี้ จะได้ป้องกันได้. ทีนี้เลื่อนไปขั้นที่ ๒ เป็น คฤหัสถ์ ถ้าในขั้นพรหมจารีทำมาดี ในขั้น คฤหัสถ์ก็เชื่อว่าจะต้องดี จะต้องเป็นคนฉลาด จะต้องเป็นคนอยู่ในธรรม, อยู่ใน พระธรรม, อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในอะไรดี มีความเข้มแข็งอดทน มีกำลังใจ ที่สูง ไม่มีอะไรมาทำให้มันหวั่นไหวโลเล ท้อแท้อะไรได้ ; ปฏิบัติงานที่หนักที่สุด ของชีวิตได้ตลอดสมัยของเขา คือเป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดี. หลังจากนั้นก็เป็น วนปรัสล์ อยู่ในบ้านนั้นแหละ สนใจแต่เรื่องในทาง ความสงบของจิตใจให้มากขึ้น. แล้วก็เป็น สันยาสี อยู่ในบ้านเรือนนั้น สอนลูก สอนหลาน สอนเหลน สอนอะไรก็ได้ แล้วแต่จะมี หรือนั่งตอบคำถาม ของเด็ก ๆ เหล่านี้ให้ถูกต้อง. ถ้าทำได้อย่างนี้ ฆราวาสก็เกือบจะไม่เป็นทุกข์เลย ; หรือถ้ามันเป็น ความทุกข์เกิดขึ้นในบางอย่าง ก็กลายเป็นของน่าหัวเราะ คือมันมาทำให้เราฉลาด
น.153 มันมาให้เราแก้ให้ลุล่วงไป. จะเป็นทุกข์ทำไม ? จะต้องไปเป็นทุกข์มันทำไม, ก็ตัดอะไร ๆ ออกไปได้มาก. แต่ถ้าไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งให้สูงอย่างนี้แล้ว มันรับเอาไว้ไม่ได้. ดังนั้นการที่คุณเรียนกันในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ หนุ่ม ๆ สาว ๆ เรียนกันอยู่อย่างนี้ ผมว่าไม่มีทางเลย ไม่มีทางที่จะต้อนรับความทุกข์ในชีวิต ใน ฐานะเป็นบทเรียนเลย ; จะนั่งร้องไห้บ้าง จะกระโดดน้ำตายบ้าง จะยิงตัวตาย บ้าง ไปเสียทางนั้นมากกว่า. เพราะฉะนั้นการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย มันยังไม่เป็นอุดมศึกษา เพราะเหตุนี้ ; มันยังไม่ช่วยให้รู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้วจะแก้ไขความทุกข์ที่มัน จะเกิดขึ้นในจิตใจด้วยความยิ้มแย้มได้. มันจะกลัว มันจะเสียสติสัมปชัญญะ สูญเสียความเข้มแข็งอะไรไป ; แล้วก็ปวดหัว, เรียกกันว่าปวดหัว ; พอได้เป็น นาย เป็นผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไป มันก็ยิ่งปวดหัว ก็เลยทำอะไรหวัด ๆ. สรุปความกันสักทีหนึ่งก็ได้ว่า เป็นฆราวาสนี้เป็นให้ถูกต้องมาตั้งแต่ พรหมจารี, แล้วก็มาถึงคฤหัสถ์ กระทั่งไปจนถึง วนปรัสถ์ และสันยาสี. สี่คำนี้ถ้าไม่มีคำอื่นที่ดีกว่าแล้ว ก็ขอให้เอาไปใช้. ถ้าคุณมีคำอื่นที่ดีกว่าก็ตามใจ แต่ผมว่านี้ถือเป็นหลักได้ : ชีวิตมนุษย์เกิดมา กว่าจะแตกดับ ให้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนอย่างนี้ :- เป็นพรหมจารีเสียส่วนหนึ่ง, เป็นคฤหัสถ์เสียส่วนหนึ่ง, เป็น วนปรัสถ์เสียส่วนหนึ่ง เป็นสันยาสีส่วนสุดท้าย ; แล้วจัดชีวิตในความเป็น ฆราวาสนั้นให้ถูกต้องทั้ง ๔ ส่วน ก็จะเป็นผู้ที่พอจะกล่าวได้ว่า มีชัยชนะ เป็นผู้ชนะ เกิดมามีแต่ความชนะ, เป็นชินะคือเป็นผู้ชนะ นี้ตลอดชีวิตเลย. และนี่คือ วัตถุประสงค์ของพุทธศาสนา. วัตถุประสงค์ของพุทธศาสนา คือจะช่วยให้คนมีแต่ชัยชนะจนตลอด ชีวิต, ให้อยู่ในโลกด้วยชัยชนะจนตลอดชีวิต ไม่มีวันพ่ายแพ้. อาจจะไม่มีใคร
น.154 สนใจที่ผมพูดนี้นักก็ได้ แต่ผมว่านี้คือทั้งหมด. พระธรรม ในพุทธศาสนานี้ ไม่ใช่มีไว้สำหรับชวนให้คนหนีโลก ไปอยู่ป่าอยู่คง ; นั้นมันแพ้ ตามความรู้สึก ของผมคือนั่นมันแพ้ ที่ไม่กล้าเผชิญกับโลก, แล้วหนีไปบวชเป็นฤๅษีดาบส เป็นมุนี เป็นภิกษุอะไรก็ตาม นั่นมันแพ้. พระพุทธศาสนามี ไว้สำหรับให้ทุกคนนี้อยู่ในโลกด้วยชัยชนะไม่ ต้องหนีโลก, ให้อยู่ในโลกโดยชนะไปทุกแขนงตั้งแต่เกิดมาทีเดียว. ฉะนั้น ให้มองธรรมะในลักษณะอย่างนี้ แล้วให้รับเอาไปในลักษณะอย่างนี้; ในการ ที่คุณจะไปศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ขอให้ประสบแต่ชัยชนะ. ถ้าออกจาก มหาวิทยาลัยไปประกอบงานอาชีพ ก็ขอให้ประสบแต่ชัยชนะ; แล้วไปเป็น พ่อบ้านแม่เรือนต่อไปก็ขอให้ประสบแต่ชัยชนะ ทั้งภายนอกและภายใน. ภายใน คือจิตใจก็ให้ประสบชัยชนะเสียก่อน แล้วภายนอกก็จะชนะแน่ คือจะชนะสิ่งต่าง ๆ รอบด้าน ; จะเป็นสังคมก็ตาม จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม จะเป็นอะไรก็ตาม ที่มันจะประดังเข้ามารบกวนเรานี้ เราจะชนะ คือจะตะเพิดให้มันกลับไป แล้วก็ หัวเราะเล่นได้ แม้แต่ความตายจะมาถึง. พระพุทธเจ้า เรียกพระองค์ว่า "ผู้ชนะ" มีในบาลีบางแห่งเรียก พระองค์เองว่าผู้ชนะ, คือเป็นชิโน เป็น ชินะ. ทีนี้เราเป็นลูกศิษย์ของ พระพุทธเจ้าก็จะต้องเป็นอย่างนั้น ; ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของ พระพุทธเจ้า. จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับจะไปเป็นผู้ชนะทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุก เดือน ทุกปี ; แล้วก็เป็นฆราวาสที่ดีในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตาย. พูดภาษาวัด ๆ วา ๆ กันก็ได้ : คือเป็นฆราวาสอย่างสัตบุรุษ อย่า เป็นฆราวาสอย่างอสัตบุรุษ. คำว่า สัตบุรุษ นี้เป็นบรรพชิตก็ได้ คือใช้ได้
น.155 หมดเลย เป็นพระอรหันต์ก็เรียกว่าเป็นสัตบุรุษได้เหมือนกัน คำว่าสัตบุรุษ ความหมายของมันกว้างอย่างนี้ เป็นบรรพชิตก็ได้, เป็นพระอรหันต์ไปเลยก็ได้ เรียกว่า สัตบุรุษผู้สงบรำงับ ; แต่เดี๋ยวนี้เราเอาเพียงว่า เป็นฆราวาส อยู่บ้าน เรือน นี่ก็เป็นสัตบุรุษได้. นี่คุณจะเอาอะไรมาวัด หรือมาสอบดู ? ผมก็คิดว่า มีเครื่องวัดสัก ๓ หัวข้อ ขอให้จำให้ดี ๆ :- - สามารถจะแก้ไขปัญหาในชีวิตได้ หมายความว่าปลดเปลื้องความทุกข์ไปได้. - แล้วก็มีความสุขตามที่ควรจะมี, ตามที่ฆราวาสควรจะมีได้. - ทำชีวิตของเรานี้เป็นการศึกษา หรือเป็นการเดินทางที่ดีอยู่เสมอ. ให้ชีวิต ของฆราวาสนั้นเป็นการศึกษาที่ถูกต้อง หรือเป็นการเดินทางที่ถูกต้องอยู่เสมอ. เวลานี้เราไม่มีความทุกข์ เวลานี้เรามีความสุข เท่าที่ฆราวาสจะมีได้ อย่างสูงสุด อย่างที่กล่าวมาแล้วก็ได้ ; แล้วชีวิตนี้มันเป็นการศึกษาเพิ่มขึ้น, แล้วก็เป็นการเดินทางที่ถูกต้องอยู่เสมอ ; คือ จากพรหมจารี ไปสู่คฤหัสถ์, จากคฤหัสถ์ไปสู่วนปรัสถ์, จากวปรัสถ์ไปสู่สันยาสี. หรือจะพูดให้มันชัดลง ไปเลยว่า เป็นกัลยาณบุถุชน แล้วเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็น พระอนาคามี แล้วก็ไปเป็นพระอรหันต์ ; ต่อวาระสุดท้ายดับจิตก็ได้ มีหวังที่จะ เป็นพระอรหันต์ในนาทีสุดท้ายของชีวิตก็ยังได้. มีวิธีง่าย ๆ คือว่า เราตัดบท ออกไปว่า ไม่อยากจะมีตัวกู-ของกูอีกต่อไป แล้วก็ดับไปด้วยตามที่ร่างกายมันดับ; มันก็ถึงจุดสูงสุดได้เหมือนกัน. นี่เป็นฆราวาสอย่างสัตบุรุษ, ซึ่งคำ ๆ นี้หมายถึง คนดีแต่ต้นขึ้นไป จนเป็นพระอริยเจ้า และเป็นพระอรหันต์ในที่สุด.
น.156 ที่ผมพูดนี้คุณต้องรู้ไว้ด้วยว่า คนอื่นเขาไม่ยอมรับ ว่าพระอรหันต์เป็น สัตบุรุษ; นี่เขาไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น. ที่ตามโรงเรียนที่เขาสอน ๆ กันอยู่ โรงเรียนนักธรรม อภิธรรมอะไรนั่น เขาจะไม่เรียกพระอรหันต์ว่า สัตบุรุษ เพราะเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน. ผมเคยเห็นจากจารึกผอบศิลาใส่กระดูก พระโมคคัลลีบุตร จารึกนั้นว่า :- "สปปุริสสฺส โมคคลลีปฺตฺตฺส" ซึ่งเขาถือกัน ว่าเป็นพระอรหันต์. พระอรหันต์หลายองค์ก็มีคำนำหน้าว่า "สัปปุริส" ทั้งนั้น คือสัตบุรุษ. ถ้าไม่เรียนโบราณคดีกันอย่างนี้บ้างก็ไม่มีโอกาสจะรู้ ว่าคำว่า สัตบุรุษนั้นใช้แก่พระอรหันต์ก็ได้, และใช้แก่อุบาสก อุบาสิกาตามวัด ตามบ้าน ก็ได้ ; ไม่เชื่อคุณไปถามพวกที่กรุงเทพฯดู ที่เขาสอนกันอยู่ตามโรงเรียนบาลี หรือพวกอภิธรรมก็ตาม. เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูดว่า เป็น ฆราวาสชนิดสัตบุรุษ ก็แล้วกัน พอแล้ว ; ซึ่งมันเป็นได้ตั้งแต่คนดีไปจนถึงเป็นพระอริยเจ้า แล้วเป็นพระอรหันต์ไปเลย ; ในวินาทีสุดท้ายของฆราวาสคนนั้นเป็นพระอรหันต์ก็ได้. และเมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ มันคล้ายกับเป็นบรรพชิต เป็นการบวชอยู่แล้วในตัว ; ชั่วโมงที่เป็นคฤหัสถ์มีน้อย ที่สุด ที่จะกลุ้มอกกลุ้มใจด้วยเรื่องลูก เรื่องเมีย ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มันมีน้อย ที่สุด หรือมันไม่มีเสียเลยก็ได้ มันอาจจะปัดออกไปได้ ; มันเลยมีลักษณะเหมือน เป็นบรรพชิตอยู่ในบ้านนั้นเอง. นี่เราเรียกว่าเป็น "ฆราวาสชนิดสัตบุรุษ" ยืดหยุ่นได้มาก ขยายความได้ไกล จากกัลยาณบุถุชนไปถึงพระอรหันต์เลย. ทีนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็ตรงข้าม คือ เป็นฆราวาสอสัตบุรุษ ข้อนี้ไม่ต้องสงสัย มันตกนรกทั้งเป็น, สมน้ำหน้าที่เป็นฆราวาสชนิดนั้น คือเป็นฆราวาสที่โง่เขลา ; ทุกอย่างมีแต่จะประดังเข้ามา มีอาการเหมือนกับตก นรกทั้งเป็น. แต่ยังมีข้อแม้ว่า ถ้าความโง่เขลาของเขานั้นรู้จักเปลี่ยนแปลงบ้าง
น.157 มันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน. เมื่อได้ตกนรกทั้งเป็นสักพักหนึ่งมันก็เกิด ฉลาดรู้จักอะไรขึ้นมา ก็เปลี่ยนได้ทันเหมือนกัน, ก่อนที่จะตายก็เปลี่ยนได้ทัน. อย่างนี้ก็เรียกว่ายังดี ตั้งต้นด้วยความมืด แล้วไปสว่างได้ในตอนปลาย ก็กลายเป็นสัตบุรุษไป. ฆราวาสคนนั้นที่เป็นอสัตบุรุษ แล้วเป็นอาชาไนย อยู่บ้าง ก็รู้เร็ว รู้ง่าย มันเปลี่ยนได้เร็ว ไม่ทันตายก็เป็นสัตบุรุษได้. คุณมองดูปริทัศน์. out-line ปริทัศน์ของมันในลักษณะอย่างนี้ : ว่า ชีวิตนี้มันเป็นอะไรได้บ้าง ก็คงจะสามารถถือหางเสือของชีวิตนี้ไปได้ดีที่สุด ; ลัดเลาะ เลี้ยวหลีก เกาะแก่งที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ไปได้อย่างหวุดหวิด ๆ แล้วก็ออก ไปพ้นอันตรายได้. ขอให้ศึกษาธรรมะกันในลักษณะอย่างนี้ แม้จะศึกษาธรรมะ ที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม ก็ขอให้ศึกษาอย่างที่เราพูดกันมา ๒-๓ คืนแล้ว. อย่า ไปศึกษาอย่างที่เขาพูด ๆ กัน ; นั่นมันยอมแพ้ตั้งแต่ต้นมือ. การยอมแพ้ตั้งแต่ ต้นมือนั้นมันน่าละอาย : เขาไปหมายเอาว่า ถ้าเป็นฆราวาส มันก็ต้องเป็นทุกข์, ถ้าเป็นฆราวาสมันก็ไม่มีเรื่องอะไร มีแต่ทำมาหากิน เท่านั้น หาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องเท่านั้น, เขากำหนดตัวเองอยู่เพียงเท่านั้น ; มันก็เป็นการยอมแพ้ ตั้งแต่ต้นมือ. เพราะว่า ลงหลักลงรากตัวเอง ให้มันหยุดอยู่ที่นี่ เพียงเท่านี้. เพราะฉะนั้น อย่าไปถือตามพวกนั้น. เราจะเป็นฆราวาสในแบบที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอน. ดังที่มีผู้ไปถาม ท่าน ท่านก็บอกว่า สุญญตา เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน ; ก็หมายความมาจนถึงนี่ มาจนถึงจุดหมายปลายทางของสัตบุรุษ เป็นลำดับไป ๆ, เป็นลำดับไปจนถึงขั้นสุดท้ายของสัตบุรุษก็คือเป็นพระอรหันต์. ถ้ามีบาปหนา มีธุลีในดวงตามาก ก็ปักหลักอยู่ที่นั่น; เป็นตกนรกทั้งเป็นจนกระทั่งตาย. แต่ผมคิดว่าเป็นยาก มีได้ยากในลักษณะอย่างนั้น ; เพราะคนเรารู้จักเจ็บ รู้จักจำ
น.158 รู้จักเข็ดหลาบ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป-เปลี่ยนแปลงไป, ผลสุดท้ายมันก็ทะลุ กลางปล้อง ทิ้งลูกทิ้งเมียไปบวชก็ได้. เพราะฉะนั้น เราดูให้ดีว่า ฆราวาสที่มันตันนั้นมันเป็นอย่างไร ? ชีวิต ฆราวาสที่ไปติดต้นอยู่นั้นเป็นอย่างไร ? แล้วชีวิตของฆราวาสที่มีการจัดดี ทำดี มันไม่ต้น มันออกไปได้จนถึงปลายทาง ; แม้ว่าไปอย่างหนัก เหมือนกับเรือน หนัก ๆ เกวียนหนัก ๆถ้าทำดีมันก็ลุล่วงไปได้ ; ไปช้าหน่อย แต่มันก็ฉลาดโข ทีเดียว. ฉะนั้น สำหรับคนที่จะบินไปได้นี้ มันคงจะเคยโง่กว่า โง่กว่าคน ที่เคยเดินเท้า ; เพราะฉะนั้นอย่าดูหมื่นความทุกข์ ว่าเป็นของเลวเสมอไป. ความทุกข์ทำให้เราฉลาดขึ้น ความทุกข์ทำให้บุคคลเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ; ฉะนั้นถ้าฆราวาสเต็มไปด้วยความทุกข์ ก็ต้อนรับมันในลักษณะนี้, ในลักษณะที่ทำให้ฉลาด หรือในลักษณะที่ทำให้บุคคลเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ถ้าไม่มีความทุกข์ในชีวิตของคนแล้วละก็ พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องเกิด ไม่จำเป็นต้อง เกิดหรือว่าไม่อาจจะเกิด. ความทุกข์มันบีบคั้น ท่านหาทางออกพบ ท่านก็เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ทีนี้เราก็ได้เปรียบ หรือมีบุญ ที่เราไม่ต้องค้นเอาเอง : รับคำชี้แจงแนะนำของท่านมา ก็ง่ายกว่า ในการที่จะดับทุกข์ เรียกว่ามีโชคดี อยู่มาก. เพราะฉะนั้นอย่าให้มันเสียไปเปล่า ๆ ต้อนรับเอาให้ถูกต้อง ให้ พระพุทธเจ้ามีประโยชน์แก่เรา พูดภาษาธรรมดาหน่อย, ให้พระพุทธเจ้า หรือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามีประโยชน์แก่เรา. เดี๋ยวนี้เราก็บวชโกนหัว นุ่งเหลืองกันทุกองค์ ; ถ้าการตรัสรู้ของท่านไม่มีประโยชน์แก่เราแล้ว เราก็เป็น คนบ้า ๆ บอ ๆ ทั้ง ๆ ที่บวชอยู่อย่างนี้ นี้ผมขอร้องว่า ให้ฟังให้ดี เอาไปคิดให้
น.159 เข้าใจ มันจะได้ถูกต้อง ; แล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ แม้ว่าจะบวชเพียง ไม่กี่วันมันก็ยังได้รับประโยชน์เพียงพอเหมือนกัน. ขอให้สนใจกันให้ดี. สรุปเรื่องวันนี้ก็มีว่า ความทุกข์ของฆราวาสนั้น มันอยู่ที่ว่า เป็น ฆราวาสโง่ หรือว่าเป็นฆราวาสที่ฉลาด เป็นสัตบุรุษ หรือเป็นอสัตบุรุษ. ถ้า เป็นฆราวาสโง่ มันก็เรียกว่า มันสุมทับเป็นภูเขาเลากา สารพัดอย่างจนเป็นบ้า ไปเลย. ถ้าเป็นฆราวาสที่ฉลาด มันก็ฟันฝ่าออกไปได้ ; แล้วก็เลยกลายเป็น คนฉลาด อยู่เหนือความทุกข์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความทุกข์ของ ฆราวาสนั้น เรียกว่าดีก็ได้ เรียกว่าชั่วก็ได้ ; แล้วแต่คน ๆ นั้นจะเป็นฆราวาส ชนิดไหน ขอให้รู้จักความทุกข์ในชีวิตฆราวาสอย่างนี้ เพื่อเป็นผู้มีชัยชนะในการ ที่ได้เกิดมาในโลก แล้วก็ชนะโลก ชนะทุกสิ่ง ; แล้วก็ไม่เสียทีที่เป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา อย่างว่านี้. เท่านี้ก็พอแล้ว. วันนี้ก็พอกันที.
Buddhadasa