Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๘ — ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์และบรรพชิต

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.160 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๔.๔๕ น. แล้ว ใน วันนี้จะได้พูดกันถึง ธรรมะร่วมกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต. ขอให้สังเกตดูมาตั้งแต่ต้นว่า ที่แล้ว ๆ มานั้น เราพูดกันแต่ เรื่องฆราวาส ; แม้จะพูดถึงธรรมะชั้นสูง ก็พูดในลักษณะ ที่มันเกี่ยวกันกับฆราวาส คล้ายๆ กับว่า แยกธรรมะสำหรับ บรรพชิตออกไป เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และอยู่ในลักษณะที่เหมือน กับตรงกันข้าม เป็นคนละพวกไปทีเดียว ; ที่จริงมันไม่เป็น อย่างนั้น. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ที่เป็นตัวศาสนาจริงๆ นั้น ใช้ได้ร่วมกันทั้ง ฆราวาสและบรรพชิต ; เพราะว่า กิเลสและความทุกข์โดยตรงนั้น มันเหมือนกัน สำหรับคนทุกคน ; ที่นี้หลักธรรมะก็เลยใช้ได้สำหรับคนทุกคน. ที่แยกออก เป็นเรื่องของฆราวาสโดยเฉพาะนั้นมันจึงมีน้อย, ที่จริงมันมีน้อย. ถ้าว่า ๑๒๘

น.161 พุทธศาสนาทั้งหมดมีกำมือหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องทั่วไป ทั้งฆราวาสและบรรพชิต เกือบทั้งหมด ; จะเป็นสำหรับฆราวาสโดยเฉพาะก็สักหยิบนิ้วมือหนึ่งเท่านั้น ถ้าทั้งหมดมันกำมือหนึ่ง. คุณลองคิดดูให้ดี แม้ว่าเรื่องข้อปฏิบัติของฆราวาสโดยตรง เช่นเรื่อง ทิศ ๖ เป็นต้น ; เราท่องกันยืดยาวคล้ายกับว่า มันมากมาย. เมื่อไป เปรียบเทียบดูกับตัวพุทธศาสนาส่วนใหญ่แล้ว มันก็เป็นเรื่องนิดเดียว ชั่วจะติด ปลายนิ้วมือหยิบเดียว ถ้าทั้งหมดมันสมมุติว่ากำมือหนึ่งเต็ม ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงอยากจะพูดให้เห็นชัด ในการที่ธรรมะเป็นของใช้ร่วมกันได้ทั้งบรรพชิต และฆราวาสนั้น มันมีอย่างไร ? และมีมากน้อยเท่าไร ? และก็อย่าลืมว่า เมื่อ พูดถึงธรรมะแล้วละก็ จะต้องนึกถึงเป็นประเภทใหญ่ ๆ ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็น เครื่องมือ สำหรับให้ปฏิบัติธรรมะอื่นสำเร็จ นี้ก็พวกหนึ่ง, แล้วก็ ธรรมะที่เป็น ตัวการปฏิบัติโดยตรง ที่เราจะต้องปฏิบัติลงไป โดยใช้ธรรมะเครื่องมือเป็นต้นนั้น นี้มันก็อีกพวกหนึ่งต่างหาก; แล้วทีนี้ยังจะมีแถมพิเศษเข้ามาอีกพวกหนึ่งก็ได้ คือ ธรรมะพวกที่จะเอามาใช้อย่างเครื่องมือก็ได้ หรือเป็นธรรมะในตัวมันเอง โดยตรงก็ได้ ก็ยังมีเหมือนกัน. สำหรับวันนี้ เราจะพูดกันถึง ธรรมะที่ใช้ร่วมกันได้ ในฐานะเป็นตัว ธรรมะกันก่อน ; แล้วจะพูดเรื่องธรรมะเครื่องมือ หรือที่อาจจะใช้เป็นเครื่องมือ ในวันหลัง. ธรรมะที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิตนี้ หรือว่าข้อเท็จจริง ส่วนนี้ ได้ถูกมองข้ามโดยคนทั่ว ๆ ไป แม้ที่เป็นครูบาอาจารย์สอนอยู่ทุกวันอย่างนี้ เขาก็ไปแยกว่า ฆราวาสต้องปฏิบัติอย่างหนึ่ง, บรรพชิตต้องปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง คล้าย ๆ กับว่า เป็นมนุษย์คนละประเภท อย่างที่มันไม่มีอะไรเหมือนกันเสียทีเดียว.

น.162 ผมก็เลยรับบาป หรือว่าถูกค่าอยู่เป็นประจำ ถูกค่า ที่ว่า เอาธรรมะชั้นสูงมาสอน ฆราวาส หาว่าเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่ง แล้วก็ทำผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง. ส่วนผมเห็นว่า นี่คือฉลาดอย่างยิ่ง แล้วก็ทำถูกต้องตามพระพุทธประสงค์อย่างยิ่ง ที่เอาธรรมะชั้นหัวใจของพุทธศาสนามาสอนชาวบ้าน ทำไร่ทำนาอย่างนี้ ซึ่งจะได้ พูดให้เห็นต่อไปในข้างหน้า. พูดสรุปสั้นๆ ก็ว่า เอาเรื่องที่ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน มาใช้แก่คนที่กำลังไถนาอยู่ในนา อย่างนี้ก็ได้. แล้วคุณก็ต้องได้ยินคำกล่าวหา อันนี้ ที่เขากล่าวหาผม ; และถ้าคุณไปพูดกันเอง เขาก็ต้องกล่าวหาคุณ ; ก็ขอบอกเอาไว้ให้รู้ล่วงหน้าอย่างนี้. สำหรับตัวธรรมะที่เป็นหลักปฏิบัติ ที่ว่าใช้ได้ร่วมกัน ทั้งแก่บรรพชิต และแก่คฤหัสถ์นั้น ขอให้ตั้งต้นไปตั้งแต่หมวดแรกที่สุดเลย, มันมีมากหมวด เป็นหมวด ๆ ไป, แต่ว่าหมวดแรกที่สุดที่จะยกมาให้เห็น เช่นสรณคมน์. สรณคมน์ แปลว่า การถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะ คือถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ, มีแบบ (formula) เหมือนที่พูดกัน ทุก ๆ วัน ว่า พุทฺธิ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ. นี้คุณก็รู้กันอยู่ดีแล้วว่าอย่างไร หมายความว่าอย่างไร. นี่เราใช้ ร่วมกันทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ; ไม่ต้องแยกสำหรับฆราวาสอย่างหนึ่ง ของ บรรพชิตอย่างหนึ่ง ; เพราะเราไม่อาจมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แยกกัน ; เพราะเหมือนกัน และก็ต้องถึงโดยวิธีเดียวกัน. เพราะฉะนั้นจะทำในใจให้ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไร ก็ทำเหมือนกันหมดทั้งฆราวาสและ บรรพชิต. ส่วนที่ใครจะทำได้ไกลกว่า ดีกว่า มากกว่า นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. แต่โดยหลักแล้ว ก็ต้องทำสุดความสามารถ ในวิธีเดียวกัน จะเป็นการรับแต่ปาก

น.163 มันก็รับเหมือนกัน ; จะเป็นการทำในใจถึงพระคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยบท อิติบี โส ภควา เป็นต้น ก็เหมือนกัน. ถ้าทำได้จริง มีใจ สะอาด สว่าง สงบ ในลักษณะที่มีจิตใจเหมือน พระพุทธ เหมือนพระธรรม เหมือนพระสงฆ์ มันก็เหมือนกันอีก. เพราะฉะนั้น การถึงสรณคมน์นี้ เป็นหลักที่ใช้เหมือนกัน อย่างเดียวกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต. นี้เราเรียกว่าธรรมะร่วมกัน เหมือนกันระหว่างบรรพชิตและฆราวาส ซึ่งคุณจะต้อง หารายละเอียดมาอ่าน มาศึกษาต่อไป. ทีนี้ ก็จะมองดูกันที่ ตัวของพุทธศาสนา. เมื่อผมพูดว่า ตัวของ พุทธศาสนา นี้คุณก็พอจะเข้าใจได้ : ถ้าเป็น ตัวพุทธศาสนาในส่วนทฤษฎี เราเรียกว่า อริยสัจจ์ ๔ คือ - เรื่องทุกข์, - เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่กิเลส, - เรื่องความดับทุกข์สนิทไม่มีเหลือ นี้คือทำลายกิเลสไม่มีเหลือ, - เรื่องการปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์ ก็คือปฏิบัติให้มันถูกต้อง ๘ ประการ, ที่เรียกกันว่า มรรคมี องค์ ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา. ถ้าเราพูดถึงในลักษณะที่เป็นทฤษฎีหรือหลักการนั้น เราเรียกว่า อริยสัจจ์ ; แยกออกเป็น ๔ ข้ออย่างนี้ ก็ใช้ร่วมกันทั้งฆราวาสและ บรรพชิตอีก โดยหลักการอันเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน. ถ้าให้มากเท่าไร ยิ่งดี ทั้งฆราวาสและบรรพชิต; คือ เข้าใจได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี แล้วจะได้เอา ไปปฏิบัติ. นี่คือตัวพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นหลักทฤษฎี ตัวพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นการปฏิบัติโดยตรง มันก็ได้แก่ปฏิบัติ ตามหลักอริยสัจจ์ข้อสุดท้าย ที่เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ. เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้เป็นการแสดงถึงตัวพุทธศาสนา ที่พระองค์ได้ค้นพบใหม่ ไม่เคยได้ยินได้ฟังกันมาแต่ก่อน; ก็ตรัสเรื่องมัชฌิมา- ปฏิปทา คือมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้. พระองค์ทรงยกให้เป็นตัวสิ่งที่ได้ตรัสรู้

น.164 ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนจากผู้ใด ก็ระบุเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ๘ ประการ เมื่อรวมกันเป็นอันเดียว เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" ได้แก่ - ความเข้าใจถูกต้อง, - ความหวัง หรือปรารถนาที่ถูกต้อง, - การพูดจาที่ถูกต้อง, - การกระทำทาง กายที่ถูกต้อง, - การเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง, - ความพากเพียรพยายามอยู่เสมอ อย่างถูกต้อง, - ความมีสติ มีความสำนึกรู้สึกประจำใจอยู่อย่างถูกต้อง, - มีสมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิตอย่างถูกต้อง. ครบทั้ง ๘ คือมีพร้อมกันอยู่ครบทั้ง ๘ แล้วก็เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. ที่เขาพูดกันโดยทั่ว ๆ ไปเขาไม่ค่อยเอ่ยถึงสิ่งนี้ ในฐานะเป็นตัวศาสนา ด้วยซ้ำไป. แต่แล้วไปดูให้ดี พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งนี้ ในการประกาศ พระศาสนาครั้งแรก; แล้วในคราวเดียวกันจึงได้ตรัสถึงเรื่องอริยสัจจ์ต่อไป ติด ตามมา ว่า เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ฯลฯ นี้ต้องรู้ ต้องปฏิบัติ และต้อง ปฏิบัติเสร็จแล้ว. สำหรับเรื่องอริยสัจจ์นั้น แจกไว้ชัดเลยว่า : - ต้องรู้มันว่า จะต้องทำอย่างไร, แล้วก็ ทำ มันลงไป, แล้วก็รู้ว่าได้ทำเสร็จแล้ว ทำถูกต้อง แล้ว : คือรู้ว่า เรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้ ๆ แล้วเรื่องนี้เรามีหน้าที่ต้องทำอย่างไร, แล้วเราได้ทำเสร็จแล้วในหน้าที่นั้น ๆ; นั้นคือหลักที่พระพุทธเจ้าท่านใช้กับ อริยสัจจ์ แล้วสอนให้ทุกคนทำอย่างนั้น. เราต้องรู้ อริยสัจจ์แต่ละข้อ ๆ นั้น ว่ามันเป็นอย่างไร ๆ, แล้วเรามี หน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร คือต้องทำ, แล้วเราทำเสร็จแล้ว - คือเมื่อเราได้ ทำเสร็จแล้ว ถูกต้องแล้ว บริบูรณ์แล้ว. นี่แหละ หลักเกณฑ์ในเรื่องมัชฌิมา- ปฏิปทา รวมทั้งเรื่องอริยสัจจ์นี้ ใช้เหมือนกันทั้งพระทั้งฆราวาส ; โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมรรคมีองค์ ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ จะต้องมีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของฆราวาส เช่นเดียวกับ ที่ต้องมีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของบรรพชิต. เพราะฉะนั้นคุณท่องไว้ให้มัน

น.165 ขึ้นใจ : - เข้าใจถูกต้อง, - มีความหวังถูกต้อง, - มีการพูดจาถูกต้อง, - มีการ กระทำถูกต้อง, - เลี้ยงชีวิตถูกต้อง, - พากเพียรถูกต้อง, - มีสติถูกต้อง, - มี สมาธิถูกต้อง. เป็น ๘ ถูกต้อง. นี้ก็ไม่ใช่ท่องได้แต่ปาก ต้องมองเห็นตัวจริง ของมันด้วย ; แล้วยิ่งกว่านั้น ยังต้องรู้ที่สำคัญที่สุด คือว่ามันต้องมีพร้อมกัน คือมันเนื่องกันอยู่ ; ถ้าขาดไปเสียอย่างเดียว ไม่ครบ ๘ นี้ก็ไม่เรียกว่า “มัชฌิมา- ปฏิปทา" หรือไม่เรียกว่า "อัฏฐังคิกมรรค"; ถ้ามันพร้อมกันอยู่ ทำงาน คราวเดียวกัน พร้อมกันอยู่แล้ว ก็เรียกว่า "อริยมรรค" หรืออัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา. อริยมรรคนี้ ข้อแรกพระพุทธเจ้าท่านเอาความเข้าใจถูกต้อง, ความ เห็นถูกต้อง หรือความรู้ถูกต้องนี้มาก่อน เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ". เราต้องมี ความเข้าใจ หรือความรู้ หรือความเห็นก็ตามถูกต้อง. แล้วเราจะมีข้อถัดไป คือ มีความหวัง มีความปรารถนา มีความใฝ่ฝัน มีความดำริก็ตาม แล้วแต่ จะเรียกกัน นั้นมันก็ถูกต้อง. เพราะเรารู้ถูกต้องแล้ว เราจะไปปรารถนาผิดได้ อย่างไร ; มันก็ปรารถนาถูกต้อง, เรียกว่าเข้าใจถูกต้อง แล้วก็ปรารถนาถูกต้อง ด้วย. หลังจากปรารถนาก็มีการกระทำ, การกระทำนั้นมันก็ถูกต้องไปหมด. การกระทำทางวาจาก็ถูกต้อง, การกระทำทางกายก็ถูกต้อง, เลี้ยงชีวิตก็ถูกต้อง, พากเพียรอยู่ก็ถูกต้อง, แล้วก็มีสติถูกต้องได้ เพราะมันรู้ถูกต้อง, ควบคุมความ รู้สึกให้ถูกต้องอยู่เสมอ นี้เรียกว่ามีสติถูกต้อง, แล้วใจที่มั่นคงเข้มแข็งเป็นสมาธินั้น มันก็ต้องถูกต้อง. เพราะมันถูกจูงไปโดยความรู้ หรือความเข้าใจที่ถูกต้องของ ข้อแรกนั้น มันก็เลยถูกต้องกันเป็นหาง ตามไปหมด. นี้เป็นหลักที่คุณจะต้องใช้ ในชีวิตประจำวัน. พอถึงตอนเย็น หรือตอนชั่วโมงสุดท้ายแห่งวัน, คือจะเข้า นอนแล้วก็จะต้องทบทวนดูว่า วันนี้มันมีอะไรที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็จะได้เสียใจให้มาก

น.166 ละอายให้มาก เพื่อความถูกต้องโดยง่ายในวันต่อไป. นี่ปฏิบัติได้เหมือน ๆ กัน ทั้งฆราวาส และ บรรพชิต. หลักหมวดถัดไป ซึ่งที่แท้ก็หมวดเดียวกันกับอันนี้ แต่ว่าเขาไปเรียกให้ แปลกออกไปว่า ไตรสิกขา . ไตร=สาม, สิกขา=การศึกษา. แต่ว่าการศึกษา ในลักษณะนี้เขาหมายถึงการประพฤติปฏิบัติ. การศึกษานั้นคือการทำลงไปจริง ๆ ให้เกิดผลขึ้นมา นั้นเขาเรียกว่า การศึกษา. แบ่งเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ; องค์มรรคทั้ง ๘ องค์นั้นแหละ เขามาจัดเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้. สองข้อต้น เป็นปัญญา, สามข้อตรงกลางเป็น ศีล, สามข้อสุดท้ายเป็น สมาธิ. แต่ เดี๋ยวนี้เราจะมองกันในแง่อื่น ; เป็นแง่ทฤษฎีอยู่มากคือ เอาศีลมาไว้เบื้องต้น. ชื่อ ศีล - สมาธิ - ปัญญา นี่ระวัง โดยทฤษฎีมันกล่าวจากตั้งแต่ ต่ำสุดไปหาสูงสุด จึงเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา. แต่พอลงมือปฏิบัติเข้าจริง ไม่เป็นอย่างนั้น ต้องเอาปัญญามาก่อน แล้วให้มันดึง จูง ศีล และ สมาธิ ; เพราะกลัวว่า ศีล สมาธิ มันจะเข้ารกเข้าพงไปก็ได้ ฉะนั้นจึงเอาปัญญามาก่อน กลายเป็น ปัญญา - ศีล - สมาธิ. เมื่อมันมาเป็นตัวการปฏิบัติเข้า มันกลาย เป็นปัญญา - ศีล - สมาธิ. ถ้าเอาไว้พูดกันเป็นหลัก ๆ มันก็เป็น ศีล - สมาธิ - ปัญญา. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? ตอบได้ง่ายนิดเดียว; เพราะว่า ถ้าไม่มี ปัญญาแล้ว มันจะไม่รู้เรื่อง ศีล, แล้วจะไม่ชอบศีลด้วยซ้ำไป. ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่ชอบศีล ไม่ชอบสมาธิ. เพราะฉะนั้นเราต้องมีปัญญา พอที่จะมองเห็นว่าชีวิตเป็นทุกข์อยู่อย่างไร ? แล้วจะต้องแก้ไขมันอย่างไร ? มีหลัก การอย่างไร ? นี่ปัญญามาก่อนอย่างนี้แล้ว ก็พบว่าลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องทางกาย ทางวาจา. เพราะฉะนั้นดูลำดับ หรือความสัมพันธ์กัน ขององค์มรรคทั้ง ๘

น.167 อย่างที่ว่ามาแล้วก็คือ - เข้าใจถูกต้อง, - หวังอย่างถูกต้อง, แล้วก็ทำอย่าง ถูกต้อง. ครั้นเมื่อมาพูดเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ให้ความหมายที่กว้างออก ไปได้ คือความประพฤติ การกระทำที่ถูกต้องทางกายและวาจา ทั้งแก่ตัวเอง และแก่สังคม นี่แหละคือ ศีล . ที่นี้ก็มีกำลังจิตที่เพียงพอที่เหมาะสม นี้คือ สมาธิ , การที่มีกำลังจิตที่ถูกต้อง เหมาะสม แล้วก็มากพอ พอเหมาะ นี้คือสมาธิ, แล้ว มีความรู้ในเรื่องที่ควรรู้ตั้งแต่ต้นจนปลายไปเลย ; ยังไม่รู้ ก็รู้ รู้อะไรบ้างแล้วก็รู้, จะต้องรู้อะไรต่อไปอีกก็รู้ เรียกว่า ปัญญา. พูดให้เป็นสมัยใหม่ หรือว่าเป็นสากล กว้าง ๆ หน่อย ไม่ต้องพูดว่า เป็นพุทธะ หรืออะไรกันแล้ว ก็พูดได้ง่ายๆ ว่า : - ศีล นั้นคือบังคับตัวเองได้, สมาธิ นั้นคือการบังคับจิตได้ ; มันต่างกันอยู่อย่างนี้. ศีล นี้บังคับตัวเองข้าง นอก ; สมาธิ บังคับตัวเองข้างในคือจิต . ปัญญา ก็เป็นการรู้เรื่องที่มนุษย์ จะต้องรู้ เพื่อแก้ปัญหาทุกชนิดของมนุษย์นั้น. ศีล สมาธิ ปัญญา ก็อาจจะมี ได้แก่คนทั้งโลก, แล้วก็ควรจะมีแก่คนทั้งโลก ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไร หรือลัทธิอะไร เป็นคำกลางที่สุดได้. คุณก็ไปคิดดูเอาเองว่า มันมีความหมาย ที่กว้าง ๆ อย่างนี้อย่างไร. ฆราวาส หรือบรรพชิตก็ย่อมต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต้องแบ่งกันเป็นคนละชั้น, มีศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยกันเหมือนกัน. ทีนี้เด็ก ๆ อาจจะถามว่า แล้วทำไมเณรถือศีล ๑๐ พระถือศีล ๒๒๗ แล้วชาวบ้านถือศีล ๕ ศีล ๘, มันก็ต่างกัน, นี้เพราะเขาไม่รู้ เพราะเขาไม่รู้หลักที่เป็นหัวใจ หรือว่า เป็นใจความ จึงดูต่างกัน. อันที่จริงแล้วมันเหมือนกันโดยหัวใจ; แต่ว่าขยาย ให้มากให้ละเอียดออกไป สำหรับบรรพชิต ที่จะทำให้ดีกว่า ทำให้เร็วกว่า ; แล้วมันก็ไม่พ้นไปจากเรื่องศีล ๕ ที่เป็นหลักประธาน แล้วก็ขยายออกไป.

น.168 จะยกตัวอย่าง การไม่ให้ฆ่า ก็คือไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น. ทีนี้มันต่าง กันไปตามภูมิตามชั้น นั้นมันก็เป็นเหตุผลรอบนอก. เช่นว่า ฆราวาสไม่ฆ่า ไม่ เบียดเบียน อย่างนี้ มันก็มีขอบเขตจำกัด ; ในการทำมาหากินที่ทำสัตว์ให้ตาย อย่างนี้ มันยกเว้นได้ ; เมื่อไถนา ฆราวาสไถนา คุณไปดูที่รอยไถ มัน มีสัตว์ตายเยอะ เช่นปูนาอะไรอย่างนี้ ขาดกระจายไปเลย. เขาไม่ถือว่าฆราวาส ขาดศีล คือขาดศีลห้าของฆราวาส. แต่ถ้าเป็นพระ จะทำอย่างนั้นไม่ได้ ; โดยความมุ่งหมายอย่างเดียวกันจะว่าไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ; ไม่ได้ ; แต่ฆราวาส ทำอย่างนั้นได้. พระทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะพระจะเอาดี เอาเร็วกันก่อน ก็เลย ทำอย่างที่ว่า. นอกจากทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ยังฆ่าต้นไม้ก็ไม่ได้. เป็นฆราวาส ฆ่าต้นไม้ก็ได้ไม่เป็นไร, แต่พระฆ่าต้นไม้พืชพันธุ์ชีวิตของเขียวนี้ไม่ได้. แล้วยังมี สิกขาบทปลีกย่อยว่า พระแม้แต่เงื้อมือจะตีใครก็ไม่ได้ ถือเป็นอาบัติ. แล้วยังมี อย่างอื่นอีกมาก ที่ขยายออกไปจาก การที่จะไม่ฆ่า หรือไม่เบียดเบียน ; แต่ใจ ความก็ยังเป็น ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียน ในศีลข้อหนึ่ง. เพราะฉะนั้นมันเหมือนกัน, ขึ้นชื่อว่าศีลแล้วมันก็จะต้องเหมือนกัน นอกจากขยายการปฏิบัติให้มัน ปลีกย่อยออกไป ให้ถี่ยิบออกไป ; นี้มันเป็นความประสงค์สำหรับผู้ที่จะไปช้า ไปเร็ว, เร็วมากเร็วน้อย. เพราะฉะนั้นชาวบ้านทั่วไปก็ถือศีล ๕ อุบาสก อุบาสิกา ก็ถือศีล ๘ เณรก็ถือศีล ๑๐ พระก็ถือศีล ๒๒๗ ; แล้วมันอาจจะแยกขยายออก ไปได้จากศีล ๕. แล้วยังมีศีลนอกปาฏิโมกข์อีกตั้งหลายพันสำหรับพระจะต้องถือ ; ถ้านับข้อดูจะเป็นหลายร้อย หรือหลายพัน, คือมันให้ถือไปได้หมดเลยถ้ามัน เป็นเรื่องของการเบียดเบียนอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว มันถือไปได้หมดเลย, เพราะ ฉะนั้นคุณจับหัวใจของสิ่งนี้ให้มันได้ แล้วก็จะขยายออกไปได้เอง กี่ร้อยกี่พัน อย่าง. ทีนี้ จะพูดยกเอาศีล ๕ นั้นเป็นหลักตามที่ได้พูดมาแล้ว :-

น.169 ศีลข้อที่ ๑ ปาณาติบาต : ไ ม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่นด้วย เจตนาร้าย . "ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกายผู้อื่นด้วยเจตนาร้าย" นี้ผมอยากจะใช้เป็น บทนิยาม เป็น definition ที่รัดกุม และตายตัวอย่างนี้; แล้วมันขยายไปได้ถึงคำพูด กี่ร้อยกี่พันข้อ. "ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย" นี้มันก็กว้างที่สุดเลย โดยวิธีใด วิธีหนึ่งก็ตาม "ด้วยเจตนาร้าย" ; เช่นชาวนาไถนา ปูนาถูกไถขาดกระจายอย่างนี้ ไม่ได้ทำด้วยเจตนาร้าย ไม่ได้ทำด้วยเจตนาฆ่า, ทำด้วยเจตนาที่จะป้องกันชีวิต ตัวเองคือหากิน อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า เจตนาร้าย. เพราะฉะนั้นเราต้องมีคำว่า "เจตนาร้าย", ด้วยเจตนาร้าย เจตนาชั่ว. ศีลข้อที่ ๒ อทินนาทาน : ก็คือไ ม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น โดยวิธีใดก็ตาม, ข้อนี้ไม่ต้องพูดว่าด้วยเจตนาชั่วก็ได้ แต่ถ้าจะพูดอีกก็ได้ เหมือนกัน เพราะคำว่าประทุษร้าย มันก็ต้องเจตนาชั่วอยู่แล้ว. นี้มันหมายถึง เฉพาะทรัพย์สมบัติทั่ว ๆ ไป จะเป็นทรัพย์สมบัติชนิดไหนก็ได้ เงิน ทอง ข้าวของ วัวควาย ไร่นา กระทั่งบุตรภรรยา ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติ. แต่มันจะแยก ความหมายกัน ตรงที่ว่า อะไรเป็นของรักดุจดวงใจ, ว่าอย่างนี้ดีกว่า ใช้ภาษา ชาวบ้าน ๆ อย่างนี้ มันจึงมาอยู่ในศีลข้อ ๓. ศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร : ศีลข้อนี้คือ ไม่ประทุษร้ายของรัก ดังดวงใจของผู้อื่นทุกชนิด , นี้แหละตรงตามบาลีที่เรารับศีลว่า "กาเมสุมิจฉาจาร". กาเมสุ-แปลว่า ของรักของใคร่ทั้งหลาย, สำนวนพหูพจน์ว่า ทั้งหลาย, อะไร ก็ตามใจ ถ้ามันเป็นของรักใคร่ขนาดเป็น กาม คือรักใคร่ดังดวงใจ อย่างนี้มันก็รวม อยู่ในศีลข้อนี้. เมื่อศีลข้อที่ ๒ ห้ามประทุษร้ายทรัพย์สมบัติทั่วไป, ศีลข้อนี้ไม่เล็ง ถึงทรัพย์สมบัติ, แต่เล็งถึงของที่รักใคร่ดังดวงใจ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นอะไรก็ได้. ทีนี้บุตร ภรรยา สามี ถ้าหากว่าในกรณีที่มันรักใคร่ดังดวงใจ มันก็มาอยู่ในข้อนี้.

น.170 แต่แล้วมันขยายออกไปได้ถึงอะไรก็ตามใจ ที่เขารักเป็นพิเศษ เด็กตัวเล็ก ๆ เขารัก ของเล่น เช่นตุ๊กตา หรือของเล่น เป็นพิเศษ เพราะยังไม่รู้เรื่องเพศ เรื่องอะไร ; แต่แล้วของรักดังดวงใจนั่นแหละเป็นวัตถุแห่งศีลข้อที่ ๓ นี้. เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ต้องไม่ไปล่วงเกินตุ๊กตาตัวรักที่สุดของผู้อื่น. ในเมื่อเด็กคนหนึ่งเขารักขนาดไม่ อยากให้ใครเอานิ้วมาแตะเลย ; ถ้าใครไปแกล้ง เอานิ้วไปแตะให้เขาเจ็บใจเล่น มันก็เป็นเรื่องขาดศีลข้อนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ. ในเรื่องนี้ พวกอนุศาสนาจารย์ เขาไม่อธิบายอย่างนี้มาแต่ก่อน ส่วน ผมอธิบายอย่างนี้ ทีแรกเขาก็ค้าน ว่าผมพูดผิด ๆ พูดเอาเอง ว่าเอาเอง ; แต่ต่อมาดูเหมือนหลายคนชักจะเห็นด้วยเสียแล้ว. ถ้าอย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะไปสอน เด็กเล็ก ๆ ในชั้นอนุบาลว่าอย่างไร ? จะให้ถือศีล ข้อกาเมสุมิจฉาจารได้อย่างไร ? เขาก็เลยไปอธิบายเด็ก สอนเด็กว่า อย่าทำชู้. ให้เด็กตัวเล็ก ๆ อย่าทำชู้ มัน ก็เป็นเรื่องตลกสิ้นดี. พระพุทธเจ้าท่านทรงวางหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ กาเมสุ=ในของรัก ขนาดเป็นกามทั้งหลาย ; กาม แปลว่าของรักของใคร่ทั้งหลายได้ทุกอย่าง มันไม่ เฉพาะกับเรื่องหญิง กับ ชาย หรือเรื่องเพศ. กาม-แปลว่า ความใคร่ ; ถ้าเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ หรือความรักใคร่ แล้วละก็ ทุกอย่างเลย. ถ้าเรารู้ อยู่ว่า คนหนึ่งเขารักอะไร เป็นของรักดังดวงใจ จะเป็นอะไรก็ตาม ก็อย่าไป แตะต้องให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ, แม้มันเป็นเพียงวัตถุสิ่งของก็ตาม. ส่วนเรื่องของรัก ดังดวงใจ อย่าง ภรรยา สามี หรือว่า ลูกสาว หลานสาว อะไรก็ตาม นี้มันก็ รวมอยู่ในนี้อย่างยิ่งอยู่แล้ว เป็นวัตถุประสงค์มุ่งหมายโดยตรงอยู่แล้ว. ที่เขาสอน กันว่า อย่าทำชู้นั้น บัญญัติคำขึ้นใหม่ ; แต่ตัวหนังสือแท้ ๆ ว่า "อย่าประพฤติ ผิดในของรักทั้งหลาย" มิจฉาจาร-แปลว่าประพฤติผิด, กาเมสุ-ในกาม

น.171 ทั้งหลาย คือในของรักทั้งหลาย นี้ก็ขยายออกไปได้มากสำหรับฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา สำหรับเณร สำหรับพระ ไม่ไปแตะต้องของรักของผู้อื่น. ศีลข้อที่ ๔ มุสาวาท : นี้ก็คือ ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรม ความ ชอบธรรมอะไรของผู้อื่น โดยใช้วาจาเป็นเครื่องมือ. ศีลข้อนี้มันระบุเฉพาะวาจา เพราะวาจาที่จะไปประทุษร้ายกระทบกระทั่งความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือ สิทธิอันชอบธรรมอะไรของผู้อื่น มันห้ามไว้ด้วยศีลข้อนี้. มีขอบเขตกว้างขวาง เหลือประมาณ จะใช้วาจาพลิกแพลงชนิดไหนก็ตาม ถ้ามันไปทำลายความเป็น ธรรม ความชอบธรรม หรือสิทธิโดยชอบธรรมของผู้อื่น มันล้วนแต่เป็นเรื่อง ประทุษร้ายทั้งสิ้น. ศีลข้อที่ ๕ สุราเมรยมัชชปมาทะ : นี้คือ ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดี. ประทุษร้ายสมปฤดี และปัญญาของตัวเอง. เมื่อเราเสพน้ำเมา, เขาใช้คำว่า ของเมา, ของเมาจะเป็นน้ำ หรือไม่ใช่น้ำก็ตาม. เสพ-หมายความว่า เอาเข้าไป ด้วยวิธีใดก็ตาม ; เสพของเมาทุกชนิดนั้นเป็นการประทุษ ร้ายสมปฤดี และสติปัญญาของตนเอง. สมปฤดี ก็คือ สตินั่นแหละ ภาษาสันสกฤต เป็นสมุปฤติ เป็นบาลี ก็คือสติ ; แต่พอมาเป็นภาษาไทย มันใช้ต่างกัน. พอเรามีของเมาเข้าไปในร่างกาย สมปฤดีมันเสียไป; คือคนเมาก็ชักจะเลือน ชักจะพันเพื่อน นี่เรียกว่า "เสียสมปฤดี" กระทั่งล้มนอนเมา, เหมือนคนตาย. “เสียสติปัญญา" ก็หมายความว่า เสียความรู้ที่ถูกต้อง ที่แจ่มกระจ่าง ที่จะช่วยให้รอดได้ หรือที่มันกำลังวิวัฒนาการอยู่ก็ตาม ; สติปัญญาโดยตรงอย่างนี้ มันก็เสียไป คือมันถูกประทุษร้ายโดยของเมา. เมื่อเสพไป-เสพไป มันก็ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง ตกต่ำทรุดโทรม. เพราะฉะนั้นจึงพูดให้ชัดลงไปว่า

น.172 "ประทุษร้ายสมปฤดี และสติปัญญา ของตนเอง" . ข้อนี้มันครอบคลุมไปได้ทุกอย่าง แม้จะเป็นของที่ดื่มกินเข้าไป ของสูดดม หรือของเพียงแต่กระทำ หรือเข้าไป เกี่ยวข้อง หรือเข้าใกล้ มันก็เป็นเรื่องมีผลอย่างเดียวกัน. คุณฟังให้ดี ให้ได้ใจความของศีล ๕ ข้อนี้ แล้วมันจะขยายออกไปได้. ที่เสียสติสมปฤดีนั้น เช่นคุณเป็นภิกษุเงินล่อ คุณไม่เอาใจใส่กับ บาตร จีวร, ทิ้งขว้าง ปราศจากบาตร จีวร นี้มันก็คือเสียสติสมปฤดี เลินเล่อ ; ทั้ง ๆ ไม่ได้ ดื่มเหล้าสักนิดหนึ่ง แต่ถ้ามันมีอาการอย่างนี้ ก็เรียกว่า เสียสติสมปฤดี เสียสติ ปัญญา. นี้ก็สงเคราะห์อยู่ในศีลข้อกินเหล้านี้ก็ได้. เพราะฉะนั้นวินัยสำหรับพระ โดยตรงมากมายหลายอย่าง ถ้ามันมีไว้เพื่อป้องกันความเลินเล่อความเสียสติ สมปฤดีแล้ว มันก็มาจากศีลข้อ ๕ นี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกศีล ๕ เข้า ว่าเป็นศีลต่ำ ๆ ศีล ก ข. ก กา ของฆราวาส ; นั้นเพราะไม่รู้ความมุ่งหมาย หรือวิญญาณอันแท้จริงของศีลเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น ช่วยจำไว้ในลักษณะอย่างที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ : ศีลข้อ ๑ ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย. ศีลข้อ ๒ ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของเขา. ศีลข้อ ๓ ประทุษร้ายของรักดังดวงใจของเขา. ศีลข้อ ๔ ประทุษร้ายความเป็นธรรมโดยทางวาจา. ศีลข้อ ๕ ประทุษร้ายสมปฤดี หรือสติปัญญาของตัวเอง ซึ่งมัน ทำให้ ทำผิดอื่น ๆ ได้ทั้งหมด. ถ้าไปประทุษร้าย สมปฤดี และปัญญา ของตัวเองด้วยศีลข้อที่ ๕ แล้ว มันก็ทำที่ไม่ดีในศีลข้ออื่นๆ ได้ทั้งหมด. แล้ว คนประทุษร้ายผู้อื่น หรือคนประทุษร้ายตัวเองนั้น มันใช้ไม่ได้เท่าไรไปคิดดู. สี่ข้อข้างต้น หมายถึงประทุษร้ายผู้อื่นโดยตรง, ข้อสุดท้าย สุราเมรัยนี้ มัน

น.173 ประทุษร้ายตัวเองโดยตรง. นี้ใครขืนไปล่วงละเมิดเข้า มันก็คนบ้าแสนที่จะบ้า แสนที่จะโง่. หัวข้อศีล ๕ ข้อนี้ มันออกไปเป็นศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ หรือศีล นอกปาฏิโมกข์อีกหลายร้อยหลายพัน. นี่พูดเสียยืดยาวเรื่องศีล จนหมดเวลา ไปมาก ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า ฆราวาสก็ตาม บรรพชิตก็ตาม มีศีลอย่างเดียวกัน รักษาศีลร่วมกัน. ที่ไปแยกเป็นศีลฆราวาส เป็นศีลพระนั้น มันเป็นผิว เปลือกนอก หัวใจมันเหมือนกัน. ทีนี้ มาถึง สมาธิ. ถ้าคุณเคยอ่านคำบรรยายเรื่องสมาธิ มาแล้ว ที่ผมเคยพูดมามากมายแล้ว ก็จะจับได้ ว่าสมาธิ หรือ จิตที่เป็นสมาธินั้นคืออะไร ? ถ้าจะเอานิยามสั้น ๆ อย่างเรื่องศีลเมื่อตะกี้นี้ ; จิตที่เป็นสมาธินั้น เขาใช้คำว่า - ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนีโย. ปริสุทโธ - คือมันสะอาด จิตสะอาด. สมาหิโต - คือจิตตั้งมั่น. กัมมนีโย - คือจิตไวต่อหน้าที่ พร้อมที่จะปฏิบัติ หน้าที่. จิตบริสุทธิ์ จิตตั้งมั่น แล้วจิตพร้อมที่จะไปปฏิบัติต่อหน้าที่ ; รวมกัน ทั้ง ๓ อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นสมาธิ คุณอย่าไปหลับตา นึกถึงแต่เรื่อง นั่งแข็งทื่อ เป็นท่อนไม้ จึงจะเป็น สมาธิ. แท้จริงมันจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้ ; เดิน ยืน นั่ง นอน ก็ได้ ถ้าจิตมันบริสุทธิ์ แล้วจิตมันมั่นคง และมันไวต่อการงาน. ไวต่อการงาน นี้คุณ ก็จะพูดถึงมันอยู่ทุกวัน แต่คุณไม่รู้ว่า มันคำเดียวกันกับคำว่า active ที่พูดกัน ทั่วโลก ใครๆ ก็ต้องการ activeness ความที่เป็น active คือมันพร้อม และไว ต่อหน้าที่ ; มันมีอะไรพร้อมที่จะทำหน้าที่ แล้วมันไวต่อการทำหน้าที่ ก็เรียกว่า active . ภาษาบาลีเขาเรียกว่า กัมมนีโย กัมมนีย. กัมม - แปลว่าการกระทำ ; นีย - หมายถึงว่า มันควร เหมาะแล้ว ควรแล้ว สมแล้ว ที่จะทำการงาน

น.174 ปริสุทโธ - บริสุทธิ์. สมาหิโต - ตั้งมั่นที่เรียกว่า steadiness หรือ firm หรือ อะไร อย่างนี้มันก็ตรงกับคำว่า สมาหิโต ตั้งมั่น; แล้วปริสุทโธ มันก็สะอาด ไม่มีมลทิน คือกิเลส หรือ ความมืดมัว หรืออะไร เข้าไปรบกวนอยู่ในขณะนั้น. หลักนี้มันจะต้องใช้เท่ากันทั้งแก่ ฆราวาส และบรรพชิต ในการมีสมาธิ พอถึง ปัญญา ข้อสุดท้าย มันก็เป็นปัญญาเอาตัวรอดอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ ปัญญาเอาเปรียบ. ปัญญาในภาษาบาลีแยกออกเป็น ๒ คือ ปัญญาเพียงแต่เรื่อง ขั้นต่ำ ๆ เรื่องบ้านเรือน เรื่องอะไรอย่างนี้ จะเป็นปัญญาพลิกแพลง ปัญญาที่จะ ไปใช้อย่างโกง ๆก็ได้ ก็เรียกว่า เฉโก ; เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องในการที่จะ พลิกแพลงอะไรต่าง ๆ กระทั่งใช้คดโกงก็ได้ ; นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาจริงๆ มันก็บริสุทธิ์ คือ รู้สิ่งที่ควรรู้ เท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ แล้วก็ดับ ความทุกข์ได้ นี้คือปัญญาจริง, มันจะเป็นไปเพื่อดับทุกข์. ส่วนเฉโกนี้ ถ้ามากเข้ามันก็จะบ้าไม่มีที่สิ้นสุด ; บ้าหา บ้ากิน บ้าเล่น บ้าทะเยอทะยาน บ้าอะไร แล้วในที่สุดก็ต้องเป็นไป cunning เหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวโกงก็ได้. ปัญญาอย่างนี้ไม่รวมอยู่ในนี้ ไม่รวมอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา. เมื่อมันเป็น ศีล สมาธิ ปัญญาโดยตรงแล้ว ใช้ได้ทั้งแก่ฆราวาสและบรรพชิตโดยไม่ต้องอั้น. นี่คือความเหมือนกันของ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะใช้ร่วมกันระหว่าง ฆราวาสและบรรพชิต; เพราะฉะนั้นฆราวาสก็ทำสมาธิได้ ในลักษณะที่ครบ องค์ ๓ อย่าง นี้คือ - จิตสะอาดดี, - จิตมั่นคงดี, - จิตว่องไวต่อหน้าที่การงานดี. ฆราวาสต้องมีให้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้; โดยเฉพาะ พรหมจารีที่เป็นนักเรียน อย่างพวกคุณนี้ด้วยแล้ว จะต้องมีให้มากที่สุด. พระมีเท่าไร เราก็มีเท่านั้น ; แต่เรากำลังเอาไปใช้ต่างกัน. เรากำลังเล่าเรียน ก็ใช้มันไปในการเล่าเรียน ; พระไปทำวิปัสสนา ก็ใช้ไปในเรื่องของวิปัสสนา,

น.175 พอถึงเรื่องปัญญา มันต้องรู้สิ่งที่มันจะช่วยดับไฟในจิตใจได้; แม้ พวกคุณ หรือพวกเด็ก ๆ ก็ต้องรู้เรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะ ฉะนั้นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามสัดส่วนของเขา ; แต่ว่าหลักเกณฑ์ หรือใจความมันเหมือนกัน เช่นเด็กๆ รู้ว่า "อนิจจังนะ" เมื่อตุ๊กตาตกแตก นี้ก็อย่าร้องไห้เลย ; ‘ไม่ต้องร้องไห้นะ ; นี่มันก็เป็นเรื่อง เห็นอนิจจัง. เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ อาจจะมองเห็นว่า ทุกอย่างนี้พอไปรักเข้า ไปอะไรเข้า มันก็เป็นทุกข์ ; นี่เรียกว่าเขารู้จักความทุกข์ รู้จักทุกขัง. เด็ก ๆ ก็รู้ว่า อะไร ๆ มันไม่อยู่ในอำนาจเราเสมอไป มันอยู่ในอำนาจของพระเจ้า มันอยู่ในอำนาจของธรรมชาติ ; ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องร้องไห้ เมื่อมันไม่ ได้ตามต้องการ, หรือมันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ. ถ้าพ่อแม่สอนลูกเล็ก ๆ กันมาอย่างนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว ผมว่าวิเศษที่สุดเลย. แต่เดี๋ยวนี้ มักจะสอนไปในทางตรงกันข้าม คือให้ยึดมั่นถือมั่น โดยหลับหู หลับตาเสียโดยมาก. วัฒนธรรมเดิมแท้ ๆ ของชาวพุทธดีมากกว่า เดี๋ยวนี้มาก คือสอนลูก สอนหลาน ภายในบ้านในเรือน เขาสอนชนิดที่ไปด้วย กันกับหลักของพุทธศาสนา, ประกอบอยู่ด้วยหลักของพุทธศาสนา; ฉะนั้น เขาจึงมีความสุขสงบในบ้านเรือนมากกว่าเดี๋ยวนี้มาก. เด็ก ๆ น่ารัก หรือว่า กตัญญูต่อพ่อแม่ หรือว่า นับถือพ่อแม่เป็นพระเจ้า, อย่างนี้ก็มีมาก. ส่วนเด็ก เดี๋ยวนี้ มันเหมือนกับว่าเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมฝรั่ง ที่เรียกว่า วัฒนธรรมเนื้อหนัง ซึ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ. เอาเรื่องสวย เรื่องรวยอะไร เป็นเบื้องหน้า ; แทนที่จะเอาเรื่องดี เรื่องถูกเรื่องจริง เรื่องบริสุทธิ์สะอาด เป็นเบื้องหน้า. ดังนั้น เด็ก ๆ ก็ควรจะมีปัญญาชนิดที่มองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แนวเดียวกับบรรพชิตด้วยเหมือนกัน. ทีนี้คนหนุ่ม คนสาว พ่อบ้าน

น.176 แม่เรือน ก็จะต้องมีอันนี้ เป็นเครื่องคอยดับไฟในหัวใจ ; เพราะไฟมันจะเกิด มากขึ้นในหัวใจของคนหนุ่มสาว กระทั่งพ่อบ้านแม่เรือน ; เขาต้องมีปัญญา อย่างเดียวกันแบบเดียวกัน ในหลักเกณฑ์เดียวกันกับบรรพชิต. ส่วนที่เรามี ได้ไม่เท่ากัน หรือไม่สูงเท่ากันนั้น มันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ; แต่มันต้องให้แน่ ลงไปว่า ต้องมีสิ่งเดียวกันนั่นแหละ. เหมือนเช่นเดี๋ยวนี้ ฆราวาสทุกคนต้อง มีเงิน มันตายตัวได้อย่างนี้, จะมี ๑๐ บาทก็ได้ ๑๐๐ บาทก็ได้ กี่ล้านบาทก็ได้ แล้วแต่ว่าเขาจะสามารถทำได้อย่างไร, แต่มันต้องมีแน่. นี้ขอให้ถือว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนา หรือว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนานี้ เป็นหลักธรรมะร่วมกัน ทั้งแก่ฆราวาสและบรรพชิต ; ขอให้ทำให้เข้าถึงหัวใจด้วยกันทั้งนั้น. นี่เราได้พูดมาถึงเรื่องที่ว่า หลักธรรมะ ที่เป็นตัวการปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติ เหมือนกันทั้งฆราวาส และบรรพชิต .. ที่นี้ อาจสรุปสุดยอดเลย ก็ว่า เรื่องสุญญตานั้น ทั้งฆราวาสทั้งบรรพชิต จะต้อง มีความรู้ความเข้าใจ. เรื่อง สุญญตา คือ ว่างจากกิเลส, ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู-ของกู นี้คือ สุญญตา. มีพระบาลีชัดเจนอยู่เลยว่า มีฆราวาสกลุ่มหนึ่ง มีธัมมทินนะเป็นหัวหน้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าขอให้แสดงธรรมที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาส. พระพุทธเจ้าท่านแสดงในเรื่องเกี่ยวกับสุญญตานี้ว่า : สุญญตปปฏิสิยุตฺตา สุตฺตฺตา - คือระเบียบปฏิบัติทั้งหลายเหล่าใด ที่ประกอบ เนื่องเฉพาะอยู่ด้วย สุญญตา; ตถาคตภาสิตา -ที่ตถาคตได้ประกาศไว้ ; คมภีรา-ลึกซึ้ง; คมภีรตฺถา -มีอรรถอันลึกซึ้ง ; โลกุตฺตรา -เป็นไปเพื่อ อยู่เหนือโลก นี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งแก่ฆราวาส. มันมีคำว่า ตถาคต- ภาสิตา ประกอบอยู่ด้วย ที่ระบุชัดว่า "ที่ตถาคตประกาศ" ; ฉะนั้น

น.177 หมายความว่า เรื่องอื่นตถาคตไม่ประกาศ ไม่สอน สอนแต่เรื่องสุญญตา. ดังนั้นสุญญตา มันจึงมาอยู่หมดในข้อปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง. ศีล สมาธิ ปัญญา นี้มันก็เป็นไปเพื่อสุญญตา. ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันทำให้ปฏิบัติศีลไม่ได้, มีสมาธิไม่ได้, มีปัญญาไม่ได้, ฉะนั้นดูให้ดีในเรื่องสุญญตานี้ ให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่ากู ว่าของกู นี้ มันจะแทรกซึมเป็นหัวใจ อยู่ในธรรมะทั้งหลายทั้งปวง ; เพราะว่า การปฏิบัติทั้งหมด เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น : ศีลก็เป็นไปเพื่อไม่ ยึดมั่นถือมั่นเลว ๆ, สมาธิก็หยุดยึดมั่นถือมั่นเสียด้วยบังคับมันไว้ ด้วยวิธีที่เป็น สมาธิ, ปัญญามันก็ฉลาดจนไม่ยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น เรื่องสุญญตานี้ เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องอื่นท่าน ไม่ตรัส. ฟังแล้วจะไม่น่าเชื่อ. ผมพูดข้อความนี้ลงไปในคำบรรยายบ้าง, ผมบรรยายเรื่องนี้บ้าง แล้วเอาไปพิมพ์กันเป็นภาษาฝรั่ง ซึ่งตรงนั้นมันก็มีว่า "พระพุทธเจ้าจะไม่พูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องสุญญตา" มีฝรั่งเขียนถามมาจาก สวีเดน หรือจากที่ไหนไม่แน่ ; เขาถามว่า มีปรากฏอยู่ที่ตรงไหน ในพระบาลี มีตรงไหน ว่าพระพุทธเจ้าไม่พูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องสุญญตา. ผมเห็นได้ ทันทีว่า หมอนี่ไม่เคยอ่าน สังยุตตนิกายซึ่งมีเยอะแยะไปหมด เกี่ยวกับเรื่อง สุญญตปปฏิสิยุตฺตา สุตฺตฺตา ตถาคตภาสิตา นี้เขาไม่เคยอ่าน เลยไม่ตอบไป. ช่างหัวมัน ที่ขี้เกียจเอง. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าจะพูดแต่เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องตัวกู-ของกู เท่านั้น ; แต่พูดไว้ในคำพูดชื่ออื่น. แต่ เราพูดได้ว่า ชื่อธรรมะทุกชื่อมีความหมายของสุญญตาซ่อนอยู่ ; หมายความว่า ธรรมะทุกข้อ ต้องการจะสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในปริยายใดปริยายหนึ่ง ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นเรื่องสุญญตา. ถ้าไปจับไปฉวยเข้ามันไม่ว่าง; ถ้าไม่จับไม่ฉวยอะไร มันว่าง. เราต้องมีจิตอย่างนี้

น.178 ฉะนั้น เรื่องสุญญตา ก็เป็นเรื่องธรรมะร่วมกันระหว่างฆราวาสและ บรรพชิต ; แล้วมันก็สูงสุดเท่านี้ ไม่มีอะไรสูงสุดอีก. ใครจะว่าผมบ้าบอในการทำ อย่างนี้ ผมก็สมัครจะเป็นคนบ้าบอชนิดนี้ ; แล้วยังยืนยันต่อไป ว่าเรื่องสุญญตา ต้องใช้แม้แต่ฆราวาส ; ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสออกมาตรง ๆ ว่า นี่แหละ สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอทั้งหลายตลอดกาลนาน . เป็นอันว่าธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด ในความหมาย ของคำพูดนี้ เป็นเรื่องที่ใช้ร่วมกันทั้งแก่บรรพชิต และแก่ฆราวาส มีอยู่อย่างนี้. นกกางเขนก็บอกว่า มันหมดเวลา ฉะนั้นวันนี้ก็ยุติไว้ที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต