Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๙ — ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์และบรรพชิต (ต่อ)

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.179 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๓๕ น. แล้ว วันนี้ จะได้กล่าวถึง ธรรมะร่วมกันระหว่างฆราวาสและบรรพชิต ต่อจากครั้งที่แล้วมา เพราะว่ายังไม่จบ. ในครั้งที่แล้วมาได้ พูดถึง ธรรมะที่เป็นตัวการปฏิบัติ โดยตรง และใช้ร่วมกันทั้ง ฆราวาสและบรรพชิต. ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ธรรมประเภท ที่เป็นเครื่องมือ หรือที่อาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือ. ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ เช่นฆราวาสธรรม ๔ อิทธิบาท ๔ เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมะที่มีลักษณะเห็นได้ชัดว่า เป็นเครื่องมือ. ส่วนธรรมะที่ อยู่ในลักษณะที่อาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือ นี้ก็หมายความว่า ตามปกติมิได้ใช้ เป็นเครื่องมือ แต่เราอาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือก็ได้. และยังมีส่วนที่ต้องสนใจ เป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เป็นธรรมะสำหรับบรรพชิต ใช้เป็นเครื่องมือ หรือใช้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำก็ตาม จนถูกสมมติว่าเป็นธรรมะสำหรับบรรพชิตไป ; แต่ก็ยังอาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับฆราวาส. แล้วก็ธรรมะประเภทนี้เอง ๑๔๗

น.180 ที่มักจะเป็นปัญหาที่ถกเถียงกัน หรือไม่ยอมรับ ; แต่ว่านั่นมันเป็นความคิดเห็น ส่วนบุคคล ; แล้วก็มักจะเป็นบุคคลที่เอาแต่ความคิดเห็นของตัว. ถ้าเป็นบุคคล ที่มีสติปัญญาก็สามารถจะมองเห็นได้กว้างด้วยตนเอง ว่ามันอาจจะเอามาใช้ได้ อย่างไร ? หรือว่าความเห็นต่าง ๆ ที่เขามีกันอยู่นั้น มันยังแคบเกินไปบ้าง ยังไม่ถูกไม่ตรงบ้าง ซึ่งเราจะได้พิจารณากันดูในวันนี้. ถ้าว่ากันโดยวงกว้าง ๆ แล้ว เราต้องไม่ลืมหลักที่ว่า กิเลสหรือความ ทุกข์นั้นมันไม่มีจำกัดว่าจะเป็นฆราวาส หรือบรรพชิต ; เช่นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างนี้ มันก็ไม่เลือกว่าต้องเป็นฆราวาส หรือบรรพชิต ; มันเป็นของ "คน" ในความหมายทั่ว ๆ ไป. นี่เรียกว่า ความทุกข์นี้ มันเป็น ฆราวาส เป็นบรรพชิตกะเขาไม่ได้ มันก็เป็นความทุกข์อยู่นั่นแหละ ; เป็นความ ทุกข์กลาง ๆ คือปัญหาที่เกิดมาจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; แล้วปัญหาเฉพาะเรื่อง เฉพาะเวลา เฉพาะคน เช่นความทุกข์ ความโศก ที่เกิด มาจากสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการ, หรือพบกันเข้ากับสิ่งที่ไม่ต้องการ, หรือพลัดพรากจากสิ่งที่ต้องการ ; เหล่านี้ก็ลองคิดดูมันเหมือนกันทั้งของบรรพชิต และของฆราวาส. เมื่อหลักใหญ่ ๆ ตามธรรมชาติมันเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ย่อมจะมี หลักต่อไปที่ว่า . วิธีที่จะขจัดกิเลสดับทุกข์นี้ มันก็เหมือนกันทั้งฆราวาสและ บรรพชิตเป็นส่วนใหญ่ ; โดยส่วนใหญ่หรือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นมันเหมือนกัน. ทีนี้ ผมอยากจะให้ทุกคนมองดูในลักษณะที่กว้าง หรือลึก หรือฉลาด หรือที่มันจริงกว่าที่เขาพูด ๆ กัน คืออย่ามองไปตามความสมมุติ ที่สมมุติพูดกัน หรือว่ายึดถือกัน จนแยกฆราวาสกับบรรพชิต ให้อยู่กันเสียคนละโลกอย่างนี้. ถ้ามองไปในลักษณะอย่างนี้ มันทำให้มีปัญหามาก แล้วทำให้เกิดความท้อแท้ ; แล้วในที่สุดก็จะเกิดความโง่ ชนิดที่ทำให้ไม่สามารถจะแก้ปัญหา หรือสามารถจะ

น.181 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๔๙ ทำใจให้เป็นนักกีฬา, หรือทำใจให้เป็นผู้ที่ยิ้มได้เสมอในทุกกรณีไม่ว่าอะไรจะ เกิดขึ้นทั้งที่เขาเรียกกันว่าเป็นฆราวาส. จึงอยากจะย้ำในเรื่องนี้อีกทีว่า เราจะ มองชีวิตจิตใจของเรานี้ ในลักษณะที่เป็นแต่เพียงคน หรือเป็นมนุษย์. ความเป็นคน นี้เอากันว่า มันไม่ค่อยจะรู้อะไร เป็นคนสักแต่ว่าเกิดมา ก็เป็นคน. ส่วนที่เป็นมนุษย์นั้นใจมันสูง คือมันรู้อะไร ; เพราะฉะนั้นมันก็มี การประพฤติกระทำที่เหมาะสมกับความรู้ ; ฉะนั้นจึงเรียกกันว่า เป็นมนุษย์. จะ เป็นคนก็ได้ เป็นมนุษย์ก็ได้ ในลักษณะกลาง ๆ นี้ ก็หมายความว่าเป็นผู้เดินทาง, ชีวิตนี้คือการเดินทาง. ขอให้จำไว้เป็นหลักทั่ว ๆ ไปว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง ดีกว่าที่จะไปคิดว่า มันเป็นอย่างอื่น ; เพราะว่ามันคิดได้ แล้วมันก็มองได้ เหมือนกันที่จะให้เป็นอย่างอื่น .. เราหัดมองชีวิตนี้ในลักษณะที่เป็นการเดินทาง นั่นแหละจะมีประโยชน์ ที่สุด. ไม่ได้เกิดมาเพื่อไปหลงติดอยู่ที่ไหน หรือเกิดมาเพื่ออะไร ที่มันโง่ ๆ ง่าย ๆ ต่ำ ๆ อยู่ที่นั่น. ถ้าชีวิตเป็นการเดินทาง มันก็ต้องเดินเรื่อยไป จนกว่า จะถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ซึ่งจะไปรู้กันข้างหน้า ว่า คืออะไร. แต่ถ้าเราเป็น พุทธบริษัท มันก็มี การสอน การเรียน การพูด จนทำให้รู้สิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร นั่นแหละ ว่า มันได้แก่นิพพาน ; คือเรารู้ว่า เกิดมาเพื่อบรรลุนิพพาน ทั้งที่ ไม่รู้ว่า นิพพานคืออะไร ? มีคำพูดว่า ในที่สุดก็จะเข้าสู่นิพพาน ; คือทำอะไร ๆ เราก็ใช้คำว่า "ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน" ; เช่นเราจะมีอะไร จะเป็นอะไร จะรักใคร หรือจะให้อภัยแก่ใคร ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเรื่อยไป จนกว่าตราบ เท่าเข้าสู่นิพพาน. นี้ก็แสดงว่ายอมรับว่า มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. ฉะนั้น ให้ถือว่าชีวิตเป็นการเดินทางอยู่เรื่อยไปทั้งฆราวาสและทั้งบรรพชิต.

น.182 ดังนั้นโดยเนื้อแท้ มันก็เหมือนกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต ในข้อที่ว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง. นี้มันจะต่างกันตรงไหน ? มันก็ต่างกันตรงที่ว่า คน หนึ่งเดินช้า คนหนึ่งเดินเร็ว. ทีนี้ใครจะเดินช้า ใครจะเดินเร็ว มันก็เป็นคน เดินทางอยู่นั่นแหละ เป็นเพื่อนเดินทางกันอยู่นั่นแหละ. ที่นี้คำว่า เดินชัง เดินเร็ว นี้มันเป็นเรื่องที่สมมุติพูดกัน จนเป็นอย่างนั้น ว่า ฆราวาสเดินช้า บรรพชิตเดินเร็ว. เราจะถือเป็นหลักอย่างนั้นโดยทั่ว ๆ ไปก็ได้ ; แต่ก็มีข้อ ยกเว้นพิเศษเป็นบางคน. เหมือนกับเรื่อง เต่าแข่งกับกระต่าย อย่างนี้ กระต่าย วิ่งเร็วเปรียบเหมือนพระ แต่ถ้าไปเกิดประมาทเสีย มันก็แพ้เต่า ; คือเหมือน ฆราวาสเดินงุ่มง่าม แต่เขาเดินไม่หยุด มีความสม่ำเสมอ ผลก็ไปได้เร็วกว่าพระ. ฉะนั้น เราจึงมองเห็นชัดอยู่ว่า ในสมัยปัจจุบันนี้ มีบรรพชิต หรือ พระส่วนมากเหมือนกันที่อยู่หลังฆราวาสในทางจิตใจ ในเรื่องภูมิของจิตใจ. ฆรา- วาสบางคนมีอะไรที่เป็นความเห็นแก่ตัวน้อย มีความทุกข์น้อย มีจิตใจสูง สูงกว่าพระบางองค์ หรือส่วนมาก ก็มีได้เหมือนกัน. ฉะนั้นถ้าชีวิตเป็นการ เดินทาง พระเป็นผู้เดินเร็ว ฆราวาสเป็นผู้เดินช้า ; ยอมรับอย่างนี้ก็ได้ เป็น หลักทั่ว ๆ ไป. แต่ขอให้มองกันในแง่ที่สำคัญที่สุดว่า มันเป็นการเดินทาง. ถ้าคุณจะอยู่ฝ่ายฆราวาส คือว่า จะสึกออกไปเป็นฆราวาส จัดตัวเอง ไว้ในกลุ่มฆราวาส ก็ต้องขอให้ยอมรับว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทางอยู่เสมอ. ถ้าจะ มีภรรยา ก็มีอย่างในฐานะเป็นเพื่อนเดินทาง ไม่ใช่เป็นห้ามล้อ. ถ้าจะมีลูกก็ขอ ให้มีในฐานะเป็นบุคคลที่เราเตรียมไว้ สำหรับการเดินทางต่อไปจากเรา ; หรือว่า ช่วยสนับสนุนเป็นเพื่อนเดินทางอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นห้ามล้อ. ถ้าจะมีทรัพย์ สมบัติ ก็ให้มีเพื่อสนับสนุนการเดินทาง. จะมีเกียรติยศชื่อเสียง มีอะไรก็ตาม

น.183 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๕๑ ขอให้มันเป็นเรื่องเดียวกันหมด คือให้เป็นเครื่องสนับสนุนแก่การเดินทาง ; ฉะนั้นจะมีเพื่อนสักกี่คน ก็ขอให้เป็นเพื่อนที่ดีที่สนับสนุนแก่การเดินทาง ; อย่าให้ มันกลายเป็นเครื่องห้ามล้อ หรืออะไรที่คล้าย ๆ กับที่เป็นอุปสรรค. ถ้าจะพูดว่า เครื่องห้ามล้อ ก็ดูจะไม่ค่อยตรงนัก แต่มันเป็นเครื่องถ่วง ให้เกิดความเห็นช้า. คำว่าห้ามล้อนี้ บางทีก็มีความหมายที่ดี คือมันห้ามในเมื่อ มันจะเร็วเกินไป จนจะเป็นอันตรายเหมือนกับ brake ที่เราใช้กับรถยนต์นั้น เพื่อ จะป้องกันอันตราย. แต่บางทีเราก็หมายความว่า มันเป็นเครื่องอุปสรรค, เกิดมา เป็นห้ามล้อ ไม่เป็นเครื่องสนับสนุน. ฉะนั้นขอให้จัดให้ทำไปในลักษณะที่มันเป็น การเดินทาง, และเป็นเครื่องสนับสนุนการเดินทางไปหมด. แล้วฆราวาสนั้นแหละ ในครอบครัวของฆราวาสที่มีทั้งภรรยา มีลูกหลาน เหลน นั่นแหละมันจะเป็นการ เดินทางไปหมด. เดี๋ยวนี้พ่อของเขา หรือหัวหน้าครอบครัวนั้นมันโง่หลับหูหลับตา ไม่รู้ ว่า เกิดมาทำไม ; มันก็ไปยึดนั่นยึดนี่ หลงใหลในนั่นในนี่ โดยเฉพาะ คือความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง, ใช้คำอย่างนี้ มันกว้างที่สุด จะเป็นอะไรก็ได้ มันก็เลย ไม่ลืมหูลืมตา ไม่ประสีประสาว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง. มันจะไม่รู้ว่า มีชีวิต มีอะไรเลยด้วยซ้ำไป ; เพราะมัวเอร็ดอร่อยแต่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย, เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไปเสียหมด ; ไม่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ สำหรับการเดินทาง ; จนกว่ามันจะรู้จักและเบื่อ นั่นแหละ, จนกว่าคนโง่คนนั้นจะรู้จัก ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วก็เบื่อสิ่งเหล่านั้น, แล้วต้องการจะไปให้พ้น ให้มันปราศจากความรบกวนของสิ่งเหล่านี้ จึงจะเริ่มมอง เห็นว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง.

น.184 ถ้าเราเป็นฆราวาส ประเภทพรหมจารี ยังไม่มีครอบครัว มารู้ว่า ชีวิต นี้ที่แท้เป็นการเดินทางแล้ว ก็นับว่าเป็นโชคดีมาก ตรงที่ว่า จะได้เตรียมตัวได้ถูก ต้อง, ให้ชีวิตมันเป็นการเดินทาง ให้มันก้าวหน้าเรื่อย. ก้าวหน้าทางโลก ๆ ก็เป็นการเดินทางเหมือนกัน ดีกว่ามาหลง ๆ อยู่ในเรื่องโลก ๆ. ทีนี้เมื่อละชีวิต โสดไปเป็นชีวิตครอบครัว มันก็จะได้รู้จักจัด รู้จักทำ ให้มันเข้ารูปเข้ารอย. มี ภรรยาก็เพื่อจะสนับสนุนการเดินทาง กลายเป็นเดินสองคน ; มันจะช้าลง หรือ มันจะเร็วขึ้น มันก็แล้วแต่ความโง่ หรือความฉลาดของบุคคลคู่นั้น. ถ้ามันชวน กันไปลุ่มหลงในอะไรเสีย มันก็จะช้าเข้า. แต่ถ้ามันรู้ความจริงในธรรมะข้อนี้ มัน ก็เป็นเครื่องช่วยสนับสนุนกัน คือเป็นคู่ปรึกษาหารือ หรือเป็นผู้สนับสนุนกันได้ เหมือนกัน. ที่นี้ ถ้ามีบุตรออกมาตัวเล็ก ๆ ก็อบรมไปในทางที่ให้มันรู้ว่า ชีวิตนี้ เป็นการเดินทาง ; หรือเตรียมพร้อมสำหรับที่ว่า โตขึ้นมันจะได้เดินทางได้ดีกว่า พ่อของมัน กว่าแม่ของมัน. นี่เป็นมนุษย์ที่แท้จริง คือ ชีวิตนั้นเป็นการเดินทาง ที่น่าดู เพราะเป็นมนุษย์ที่แท้จริง. ที่ผมพูดข้อนี้ออกจะยืดยาวไป ก็เพื่อจะชี้เพียงนิดเดียวว่า มันไม่มีอะไร แตกต่างกันโดยเนื้อหาสาระระหว่างบรรพชิตกับฆราวาส เพราะว่ามีชีวิตเป็นการ เดินทางอยู่เรื่อย จะผิดกันที่ช้าหรือเร็ว ; นี้มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันสำคัญ อยู่ที่ว่า ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ แล้วบางทีมันอาจจะกลับสับเปลี่ยนกันอยู่ก็ได้ ; เดี๋ยวเดินช้า เดี๋ยวเดินเร็ว, เดี๋ยวเดินช้า เดี๋ยวเดินเร็ว, เป็นได้ทั้งฆราวาสและ บรรพชิต. ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นได้มาก ในการที่ฆราวาสจะเดินได้ดีกว่า บรรพชิต. โดยทั่วไป ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักตามระเบียบ ตามความมุ่งหมาย กันทั้งสองฝ่ายแล้ว บรรพชิตย่อมจะได้เปรียบเป็นธรรมดา ตามที่รับรองกัน ; เพราะไม่มีคู่ครอง คือเป็นโสดแน่ นี้มันอย่างหนึ่งแล้ว ที่จะทำให้เร็ว; แล้ว ก็ไม่มีหน้าที่การงานภาระอะไร ที่มันจะต้องเลี้ยงคนหลายคน มันก็เดินเร็ว.

น.185 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต ( ต่อ ) ๑๕๓ แต่ถ้าบรรพชิตเกิดมาเป็นผู้มีลูกศิษย์ลูกหามาก เลี้ยงพระเลี้ยงเณร เลี้ยงเด็กมาก กระทั่งเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมวมาก ; ก็ไปคิดดูเองเถิดว่า มันจะเป็น อย่างไร. ถ้าทำไม่ถูกวิธี สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นอุปสรรค เป็นห้ามล้อ หรือเป็น อะไรขึ้นมาได้เหมือนกัน ; เว้นไว้แต่ว่าจะฉลาด หรือทำถูกวิธี หรือว่าเป็นผู้ที่ เดินไปแล้วโดยจิตใจถึงจุดหมายปลายทางแล้ว หรือว่าอยู่ในขั้นที่ปลอดภัยแล้ว ; มันก็ได้เหมือนกันในการที่จะช่วยผู้อื่น. แล้วเรื่องมันก็คล้าย ๆ กับครอบครัว, เพียงแต่ว่า ไม่ใช่ครอบครัวที่เกิดจากภรรยาสามีโดยตรง มันก็เป็นครอบครัวโดย ธรรมะไป ; เช่นเป็น อุปัชฌาย์อาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหามาก นั้นมันก็เหมือน กับครอบครัว ; มันเป็นบุตรโดยธรรม เป็นลูกโดยธรรม โดยพระธรรม ที่จะ ต้องช่วยเหลือกัน ซึ่งข้อนี้ก็เป็นที่ยอมรับ เช่นพระพุทธเจ้าก็มีสาวกมาก. อุปัชฌาย์ อาจารย์คนหนึ่งก็มีผู้ที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู เช่นคุณ พอบวช เข้ามา ก็ต้องมีอุปัชฌายะ คอยดูแลคุ้มครองกว่าจะครบห้าปี จึงจะปลีกตัวออกไปได้ อย่างนี้เป็นต้น. แต่แล้วความดีวิเศษมันอยู่ตรงที่ว่า มันเดินทางด้วยกัน มันไม่ บัดแข้งปัดขากัน มันเดินทางไปด้วยกันทั้งครอบครัว ; ทำอะไรเหมือนกันหมด ไปในทางเดียวกันหมด. นี้คือข้อที่ว่า ฆราวาสกับบรรพชิตมันเหมือนกัน โดยวิญญาณ โดยหัวใจ คือชีวิตนั้นเป็นการเดินทางอยู่เสมอ ช้าหรือเร็วก็ปล่อย ไปตามเรื่อง. ทีนี้ เราอยากจะมองอย่างที่จะแก้ตัว หรือที่จะเห็นแก่ตัวอีกบ้างก็ได้ ว่าถ้าเรือเล็ก ๆ เบาๆ อย่างเรือพาย เรือแคนนู เล็ก ๆ เบา ๆ ก็ไปได้คนเดียว, เบา ๆ เร็ว ๆ มันก็ไปได้เร็ว. แต่ถ้ามันเป็นเรือลำใหญ่ ๆ มาก เป็นเรือ กำปั้นใหญ่ ๆ เอาของไปมาก, หรือว่าแพ หรืออะไรก็ตาม มันเอาของไปได้มาก มันก็ช้า ‘แต่มันเอาไปได้มาก อย่างนี้มันก็น่าดูเหมือนกัน นั่นแหละคือถ้า

น.186 ฆราวาสคนไหนเก่งพอที่จะทำชีวิตให้ก้าวหน้าลุล่วงไปได้ อย่างหอบหิ้วผู้อื่นไปด้วย ได้มาก มันก็เก่ง ; เหมือนกับแพสักแพหนึ่ง บรรทุกของไปได้มาก ๆ ไปช้า อืดอาด แต่ก็ไปได้หลาย ๆ คน ไปได้มาก มีของเอาไปด้วยมาก. ที่นี้ เรือสำปั้นลำเล็ก ๆ เรียว ๆ แล่นเร็วเพรียวน้ำลำเดียว พายไปคนเดียว นี้มันก็ผิด กันไกล ในทางที่จะเอาประโยชน์ไปได้ หรือช่วยขนคนอื่นไปได้. เอาละ พอกันที เราสรุปเสียทีว่า ชีวิตนี้เป็นการเดินทาง ทั้งฆราวาส และบรรพชิต ; ดังนั้นมันต้องเหมือนกัน หรือยืมใช้กันได้สำหรับเครื่องมือ. ฉะนั้นธรรมะที่เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับบรรพชิต ก็เอามายืมใช้สำหรับฆราวาสได้. ยกตัวอย่างเช่น อิทธิบาท ๔ ในบาลีพระพุทธภาษิตนั้น ไม่ได้พูดถึงฆราวาส ; พูดถึงภิกษุ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพานโดยเร็วที่สุด. อิทธิบาท ๔ นั้น เป็นเรื่องปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน โดยเร็วที่สุด ; แต่แล้วเดี๋ยวนี้ ฆราวาส ก็เอามาพูดถึง เอามาใช้ ; เพราะมันใช้ได้ มันเป็นเครื่องมือกลาง ๆ จะเอามาใช้เรื่องทำนาก็ได้ จะใช้ในการเล่าเรียนในโรงเรียนก็ได้. นี่แหละ เครื่องมือที่จัดไว้สำหรับภิกษุโดยตรงนั้น จะเอามาใช้สำหรับฆราวาสได้. ทีนี้เครื่องมือสำหรับฆราวาสโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าตรัสบัญญัติ ไว้เช่น สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้เป็นเรื่องจัดไว้สำหรับฆราวาสโดยตรง แต่ก็เอาไปใช้ สำหรับบรรพชิตได้ แม้จะไปนิพพาน เป็นอุปกรณ์ของการไปนิพพาน ดังเช่น - มีสัจจะ ในการที่จะปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน. - มีทมะ บังคับตัวเองให้อยู่ในร่อง ในรอยนั้นเรื่อย. - เมื่อเกิดความลำบาก เพราะความบีบคั้นของกิเลส ก็อดทน ๆ อดทน ๆ - พร้อมกันนั้น ก็ระบายกิเลสออกอยู่เรื่อย ด้วย จาคะ. นี้มี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน มันก็ใช้ได้ ธรรมะหมวดนี้พระพุทธเจ้ามอบให้ฆราวาสโดยตรง

น.187 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต ( ต่อ ) ๑๕๕ จนเรียกว่า ฆราวาสธรรม ; แต่ว่าเอาไปใช้สำหรับพระก็ได้ ที่จัดเอาไว้ สำหรับพระโดยตรงเช่น อิทธิบาท ๔ ก็เอามาใช้สำหรับฆราวาสได้ แม้ในเรื่อง ไถนา แม้ในเรื่องหาเงิน กระทั่งเรื่องศึกษาเล่าเรียน. แลกเปลี่ยนเครื่องมือกัน ได้อย่างนี้ ก็เพราะว่า ชีวิตนี้มันเป็นการเดินทางด้วยกัน ทั้งพระและฆราวาส. ทีนี้ เครื่องมือชั้นสูงสุด เอามาใช้ได้แม้ในกรณีทั่วไป : เครื่องมือ สูงสุดในที่นี้ผมอยากจะระบุ โพชฌงค์ ๗ ประการ : ถ้าเป็นคำแปลกหูสำหรับ บางองค์ก็จำไว้ด้วย อย่าให้มันเป็นคำแปลกหู. โพชฌงค์ ๗ ประการ, ถ้าคุณ สวดอานาปานสติสูตร มันก็จะพูดถึง อานาปานสติ ๑๖ ขั้น จะเป็นเครื่องทำให้ สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ ; เมื่อสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์แล้วจะทำโพชฌงค์ ๗ ให้ บริบูรณ์ ; เมื่อโพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์แล้ว ก็จะทำวิชชาและวิมุตติให้เกิดขึ้น ; ฉะนั้น เรื่องโพชฌงค์เป็นเรื่องสูงสุดในการปฏิบัติ. โพชฌ + อังค รวมกันเป็น โพชฌังค์. โพชฌ - ในที่นี้คือตัวโพธิ เขาเปลี่ยนตามแบบสนธิของภาษาบาลี โพธิ์ เป็นโพชฌ ; เปลี่ยนรูปเป็น โพชฌ แล้วก็ อังค-โพชฌงค์ แปลว่า องค์แห่งโพธิ. องค์แห่งการตรัสรู้เรียกว่าโพชฌงค์ มีอยู่ ๗ ข้อ : ข้อที่ ๑ สติ-ระลึก ได้. ข้อที่ ๒ ธัมมวิยะ-สอดส่องธรรม เลือกเฟ้นคัดเลือกธรรม เรียกว่า ธัมมวิจยะ. ข้อที่ ๓ วิริยะ-ความพากเพียรพยายามด้วยความกล้าหาญ. ข้อที่ ๔ บีติ-อีมอกอิ่มใจ. ข้อที่ ๕ บัสสิทธิ-ความรำงับ หรือความเข้ารูปเข้ารอย. ข้อ ที่ ๖ สมาธิ-ความตั้งมั่น. ข้อที่ ๗ อุเบกขา. นี้เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หมาย ความว่า ในการที่จะรู้แจ้งอะไรขึ้นมา ที่เป็นญาณทัสสนะ ชนิดที่กลับกำเริบได้ หรือไม่กลับกำเริบได้อะไรก็ตาม มันก็ต้องการองค์ ๗ องค์นี้ หรือปฏิบัติอยู่ใน ๗ องค์นี้.

น.188 ถ้าเป็นเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน มันก็มีอธิบายไปในทางที่ มันสูง เพราะว่าสติ - ก็ระลึกในธรรมชั้นสูงทั่ว ๆ ไป. ธัมมวิยะ - ก็เลือกธรรม ชั้นสูง. วิริยะ - ก็พากเพียรไป ในธรรมชั้นสูง ๆ ฯลฯ. ถ้าว่าเป็นการขอยืม มาใช้กับฆราวาส ในธรรมชั้นต่ำ มันก็เป็นแต่เพียงเปลี่ยนลงมาเป็นเรื่องธรรม ชั้นต่ำเท่านั้น แล้วก็ใช้ ๗ ประการนั้นอยู่ดี. สมมติว่า ชาวนา ชาวไร่ ชาวบ้าน พ่อค้าอะไรก็ตาม เขาจะปฏิบัติหน้าที่ของเขา ตามความประสงค์ของเขา ก็ใช้ธรรมะ ๗ ประการนี้ได้. และถ้าใช้เป็น ใช้ได้ดี ก็จะสำเร็จประโยชน์เร็ว ; หรือว่ามีความทุกข์น้อย หรือจะไม่มีความทุกข์เลย. ในการทำงานที่ถือกันว่า มีความทุกข์มาก ยากมาก หรือพวกฆราวาส มีภาระหนักมาก นั่นก็เพราะว่า ไม่มีธรรมะ ไม่รู้จักใช้ธรรมะ. ธรรมะนั้นมี หน้าที่ตรงมาช่วยให้ง่าย และช่วยให้ไม่เป็นทุกข์ พร้อมกันไปในตัว. คุณจำไว้ ให้ดีว่า ธรรมะที่มันจำเป็นสำหรับชีวิตนี้ มันจะช่วยให้งานในชีวิตนั้นง่าย ราบรื่นเป็นไปสะดวก, และป้องกันความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันไปในตัว มันตรงจุดของปัญหาที่คุณเสนอถามมา ว่าทำอย่างไรจึงจะป้องกันความทุกข์ได้ แล้วดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วได้. นี่ถ้าฆราวาสมีหลักธรรมะอย่างโพชฌงค์ อยู่เป็นประจำในการงานที่กระทำ การงานนั้นก็จะสำเร็จไปได้ โดยง่าย โดยเร็ว แล้วจะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เลย. ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า ความทุกข์เกิดขึ้น ธรรมะนี้ก็จะช่วยทำลายให้หมดไป. ถ้าจะเอาธรรมะสูงสุดหมวดนี้ ที่เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยตรงนี้มาใช้ในชีวิต ฆราวาส เราก็ถือเอาแต่ความหมาย ถือเอาแต่หลัก หรือความหมาย แล้วเอามา ใช้ให้ถูกเรื่องของมัน ; เช่นเครื่องมือสำหรับตัด ที่เขาตัดของที่สูงที่แพงอะไร ; ถ้าเราจะเอามาใช้สำหรับตัดของที่ราคาถูก ๆ มันก็ได้เหมือนกัน; เพราะ

น.189 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๕๗ ความหมายมันถูกใช้ในลักษณะที่เป็นการตัด. สำหรับโพชฌงค์ จะเอามาใช้ได้ อย่างไร คุณจำให้แม่นยำ :- สติ - นี้เราระลึกในเรื่องนั้นอย่างทั่วถึง ว่า มันมีอะไรบ้าง กี่อย่าง กี่สิบอย่าง มองดูรอบด้าน. ระลึกขึ้นมาอย่างทั่วถึง ; สติมันระลึกอย่างทั่วถึง. ธัมมวิยะ - ก็เลือกเอาแต่อันที่ตรงจุด นอกนั้นก็ไม่ต้องเอา. ธัมมวิจยะ นี้หมายความว่า เลือกเอาแต่ที่ตรงจุด ที่ตรงแก่เรื่องของเรา หรือ หน้าที่การงานของเรา โดยเฉพาะในอันนั้น ในเรื่องนั้น. วิริยะ - นั้นบากบั่นลงไปให้เต็มความสามารถ ในจุดนั้น ในสิ่งที่ทำนั้น. ปีติ - ให้อิ่มอกอิ่มใจ ในการได้กระทำนั้นอยู่เสมอ มันจะได้หล่อเลี้ยง วิริยะ. วิริยะนี้ถ้าหนักเข้ามันเหนื่อย เหนื่อยเข้าเดี๋ยวมันก็ท้อแท้ หรือชักเขว ต้องมีอะไรมาหล่อเลี้ยงมัน อย่าให้วิริยะอ่อนกำลังหรือเขว ก็คือ ปีติ, พอใจ อยู่ในสิ่งที่กำลังกระทำ. ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาฟันดินอยู่ ทีละก้อน ๆ กลาง แดดกลางลม อย่างนี้ นั่นวิริยะ ; นี้มันหล่อเลี้ยงด้วยปีติ. ฟันได้ก้อนหนึ่ง ก็สำเร็จไปก้อนหนึ่ง พันอีกก้อนก็สำเร็จไปอีกก้อน ; เพราะหล่อเลี้ยงไว้ด้วยปีติ อย่างนี้ วิริยะมันก็เป็นไปได้เรื่อย. ถ้าไม่เอาปีติมาหล่อเลี้ยงมันเกิดขี้เกียจ คือนึก ว่ามันยังมีอีกเยอะแยะนัก มัวฟันอยู่ทีละก้อน เมื่อไรจะเสร็จ ; มันก็ทิ้งงานเสีย. เพราะฉะนั้น ความอีมอกอิ่มใจ คือปีตินี้ มันจะหล่อเลี้ยง วิริยะ. ต่อไป ก็จะเป็น ปัสลัทธิ - คือเข้ารูป, ความรำงับลงของปัญหา ต่าง ๆ เขาแปลว่า ความรำงับแห่งจิต ; แต่ผมแปลว่า ความเข้ารูปแห่งสิ่งทุกสิ่ง ที่มันเกี่ยวกับจิต. ในที่นี้ของเรามันก็เกี่ยวกับการงาน เกี่ยวกับปัญหา เกี่ยว กับหน้าที่ ; พูดง่าย ๆ ตามภาษาปัจจุบันนี้ก็ว่า งานมันเข้ารูป. ถ้าเราทำมาอย่างนี้ แล้ว งานที่ทำมันเข้ารูปเข้ารอย เรียกว่าบัสสิทธิ ; ระงับความวุ่นวายที่เกี่ยว กับปัญหาจุกจิกหยุมหยิมอะไรไปหมด, นั้นมันรำงับไปหมด.

น.190 ทีนี้ก็มาถึง สมาธิ -แปลว่าระดมกำลังทั้งสิ้นเท่าที่มีอยู่ กำลังจิตทั้งสิ้น เท่าที่มีอยู่ลงไป ในนั้นอย่างเดียว เพียงอย่างเดียว คือ แน่วแน่. ข้อสุดท้าย อุเบกขา -ความวางเฉย คือปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น เราเพียงแต่รอ, เราไม่ทำอะไร เพียงแต่รอ. เมื่อทุกสิ่งมันเข้ารูปแล้ว กำลังก็ใช้ ลงไปหมดแล้ว ทีนี้ก็รอจนกว่ามันจะถึง, ไม่ได้ทำอะไร. อุเบกขาจึงถูกเปรียบ กับอาการ เหมือนกับที่ว่า ถือเชือก ถือบังเหียนอยู่เฉย ๆ มันเป็นไปได้เอง. ถ้าเปรียบด้วยรถสมัยโบราณก็เป็นรถม้า; มันก็ต้องจัดเสร็จเรียบร้อย จนม้าก็รู้ เรื่องดี, ถนนหรืออะไรก็เข้ารูปเข้ารอยกันดี ; คนขับรถก็เพียงแต่ถือเชือกเฉย ๆ ; ม้าก็วิ่งไปตามถนนได้. นี้แหละ ชีวิตที่จัดเป็นรูปเป็นรอย เข้ารูปเข้ารอยดีแล้ว คนก็เพียงแต่อยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันเป็นไป วิ่งไป; อย่างนี้เขาเรียกว่า "อุเบกขา" . อย่าเข้าใจว่า เฉยไม่ทำอะไรมาแต่ทีแรก, มันเฉยเมื่อทุกสิ่งมันเข้ารูป เข้ารอยแล้ว. อย่างคุณขับรถยนต์ เมื่อทุกอย่างมันเข้ารูปเข้ารอยแล้ว, เครื่องยนต์ ก็ดี รถอะไรก็ดี ถนนก็ดี ดินฟ้าอากาศอะไรก็ดี, มันเข้ารูปเข้ารอยหมดแล้ว, ก็ถือพวงมาลัยเฉย ๆ รถก็แล่นไป. ฉะนั้น อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉยก็จริง แต่มันไม่ใช่วางเฉยตั้งแต่ที่แรก คือไม่ทำอะไร ; มันวางเฉย เมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เข้ารูปเข้ารอย ได้ที่ดีแล้ว ก็ปล่อยมันให้เป็นไปอย่างนั้น ; แล้วก็รอได้ คอยได้ จนกว่ามันจะออกดอกออกผล. เราปลูกต้นไม้ เราต้องขุดดิน เราต้องทำ หลายอย่าง วุ่นวายเหลือเกิน ; แต่พอทุกอย่างครบถ้วนแล้ว มันก็รอจนกว่า มันจะออกดอกออกผลออกมา. นี่เรียกว่า "โพชฌงค์" มันมีหลักอย่างนี้ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ สำหรับบรรลุนิพพาน. คุณลองฟังคำสั้น ๆ สรุปความสั้น ๆ ว่า -สติ ระลึก

น.191 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต ( ต่อ ) ๑๕๙ ทั่วถึง. ธัมมวิจยะ เลือกเอาแต่ที่ตรงจุด. วิริยะ ระดมกำลังลงไป พากเพียร พยายาม. ปีติ อิ่มใจเพื่อหล่อเลี้ยงวิริยะไว้ ; ไม่เท่าไรก็บัสสิทธิ. ปัสสิทธิ คือเข้ารูปเข้ารอย. ทีนี้ก็ใช้สมาธิ โหมลงไปทั้งหมด เป็นกำลังที่มาก หรือจะเรียกว่าเพียงพอก็ได้. ทีนี้ก็ปล่อยไป คืออุเบกขา เป็นการปล่อยไป คือรอได้ คอยได้. นี่เทคนิคของการบรรลุนิพพาน มันเป็นอย่างนี้ เรียกว่า โพชฌงค์. เมื่อคุณปฏิบัติอานาปานสติครบทั้ง ๑๖ ขั้น ในนั้นแหละเป็นความ สมบูรณ์ของ สติปัฏฐาน ๔ : กาย เวทนา จิต ธรรม มีครบ; แล้วในนั้น ดูเถิด ถ้ามันปฏิบัติได้สำเร็จและครบ จะพบโพชฌงค์ทั้ง ๗ ข้อนี้. ถ้าไม่ดูก็ไม่เห็น และถ้าดูก็จะเห็น. ถ้าเราไม่ต้องการจะรู้ ไม่ดูก็ได้, มันมีอยู่แล้ว โดยไม่ต้อง ดูก็ได้ ก็บรรลุ มรรค ผลได้ โดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันมี ๗ อย่างนี้. สำหรับ พระอรหันต์พวกสุกขวิปัสสก เขาต้องการแต่จะหมดกิเลส ดับทุกข์ เท่านั้น ; ไม่มา มัวศึกษาในแง่ของปริยัติ หรืออภิธรรม หรืออะไร. แต่เดี๋ยวนี้ เราพูดกันในแง่ ของปริยัติ ที่จะชี้ให้ดูว่า จิตกำลังเป็นอย่างไร - จิตกำลังเป็นอย่างไร มากมาย ก่ายกอง จึงพบเรื่องโพชฌงค์เข้า. โพชฌงค์นี้ พอดูเข้าก็พบว่ามันเป็นอย่างนี้ ในการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าอะไร มันจะเป็นอย่างนี้; นับตั้งแต่การบรรลุนิพพาน จนถึงการไถนา ทำนา. แม้คุณจะเรียนหนังสือในโรงเรียน ก็ลองไปทำดู, ใช้หลัก ๗ ประการ สำหรับไปนิพพาน มาเรียนหนังสือสำหรับสอบไล่ มันก็ได้ ; ทำนองเดียวกับ เอาอิทธิบาท สำหรับบรรลุ มรรค ผล นิพพาน มาใช้เป็นอิทธิบาทในการทำงาน ทุกอย่างได้. นี้แหละคือข้อที่ว่า ธรรมะที่เป็นเครื่องมือของบรรพชิต ผู้จะ ไปนิพพานนั้น ยืมมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับชาวบ้าน ที่จะใช้ทำไร่ทำนา ทำมาหากิน อะไรก็ได้. อย่างนี้เอง.

น.192 ต่อไป ก็มีธรรมะพวกที่อาจจะเอามาใช้เป็นเครื่องมือ; เขามิได้ วางไว้สำหรับเป็นเครื่องมือ แต่เราเอามาใช้เป็นเครื่องมือ มันก็ยังมี ถ้าว่า จำเป็นขึ้นมา. หรือว่า มันเป็นเครื่องมือที่ใช้แทน ที่เอาไปใช้ผิดที่ ใช้ไม่ตรง ตามความประสงค์เดิม นี้มันก็ยังมีได้, ใช้ได้. อย่างเราไม่มีค้อนที่จะตอกตะปู ก็เอาอะไรที่ไม่ใช่ค้อนมาทุบหัวตะปู มันก็ยังทำให้ตอกลงไปได้เหมือนกัน ; แต่มัน ไม่ดีเท่า ที่จะเอาเครื่องมือที่ถูกต้อง เฉพาะเรื่องเฉพาะสิ่งนั้นมาใช้. จะยกตัวอย่างที่เบ็ดเตล็ดออกไปอีก เพราะว่า คุณนี้ไม่เท่าไรก็จะไป เป็นฆราวาส ; เมื่อคุณอยู่เป็นพระอย่างนี้ คุณก็สวดปัจจเวกขณ์ ปัจจัยสี่ จีวร บินฑบาต เสนาสนะ เภสัช. บทที่คุณสวดก็คือ บทที่เขาวางไว้สำหรับ ภิกษุทั้งนั้นเลย. ปัจจเวกขณ์ ๔ คือพิจารณาจีวรอย่างนั้น ๆ, พิจารณา บิณฑบาตอย่างนั้น ๆ แล้วสูงสุดเสียด้วย เช่นพิจารณาสักว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เรา เขา นี่มันสูงสุดสำหรับไปนิพพาน สำหรับปัจจเวกขณ์นี้. แต่แล้วพอสึกออกไป ก็ยังเอาไปใช้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ และก็จำเป็นด้วย. ถ้ามองเห็นจนรู้จักมันแล้วก็จะเห็นว่ามันจำเป็น ; ที่ว่าเมื่อคุณสึกไปแล้ว จะได้ พิจารณาเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อย่างเดียวกับที่พระพิจารณานี้ มันจะทำให้คุณ ไม่บ้าสวยบ้างาม ในเรื่องการแต่งตัว. นี่อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์อย่างยิ่งแล้ว ที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ เสียเงินไปมากมายในการแต่งตัว. อย่างผูกเนคไท นี้มันบ้าที่สุด มันไม่จำเป็นจะต้องผูก, มันโง่ตามกันฝรั่ง แล้วก็ผูกเนคไท. ถ้าเรามองดูด้วย หลักอันนี้แล้ว จะเห็นว่า โอ ! มันบ้าที่สุด ที่ทำไมจะต้องผูกเนคไท มันเป็นเรื่อง บ้าตามกันฝรั่ง แล้วก็ตามกันกันเอง. ถ้าอิทธิพลของการปัจจเวกขณ์นี้มันยังติด คุณไปถึงบ้าน เมื่อสึกแล้ว มันก็จะไปจัดไปทำอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มนี้ ให้ถูกต้องขึ้นอีกมาก.

น.193 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๖๑ เรื่อง อาหารการกินนี้ เราเป็นพระ พิจารณาว่า กินเหมือนกับกินเนื้อลูก กลางทะเลทราย, กินเหมือนหยอดน้ำมันที่เพลาเกวียน ; แต่เมื่อคุณอยู่ที่บ้าน หรือคุณกำลังจะกลับไปอยู่ที่บ้านนั้น คุณคงไม่คิดว่าจะกินอย่างนั้น ที่ว่ากินเหมือน กับกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย หรือน้ำมันหยอดเพลาเกวียน. มันก็ต้องมีเรื่องบ้า มากอีกตามเคย, บ้าเรื่องกิน. อุตส่าห์ขับรถยนต์ไปกินอาหารกลางวันมื้อเดียว ที่ต่างจังหวัด นี้มันโก้มาก ; แต่ไม่รู้ว่า มันเป็นเรื่องบ้ามาก. ถ้าเราพิจารณา ปัจจเวกขณ์อย่างพระอยู่เสมอ ตามบทปัจจเวกขณ์ที่คุณสวดอยู่เป็นประจำวันนี้ มันก็จะกินอาหารอย่างนั้นไม่ได้. มันจะกินแต่พอดีเหมือนกับน้ำมันหยอดเพลา เกวียนได้เหมือนกัน หรือเหมือนน้ำมันหยอดล้อรถพอหมุนสะดวก. เรื่อง ที่อยู่ที่อาศัย , เครื่องใช้ไม้สอยในที่อยู่ที่อาศัยก็อย่างเดียวกันอีก, กระทั่งหยูกยา สำหรับเจ็บไข้ มันก็อย่างเดียวกันอีก, ไม่มียาสำอาง. รวมกัน หมดแล้ว คุณจะเป็นคนกล้าหาญต่อความเจ็บไข้และความตาย ไม่กลัวตาย ; แล้วไม่มีปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้เพราะความเจ็บไข้ หรือความตาย. เดี๋ยวนี้ คุณกำลังถูกสอนให้โง่กว้างออกไป-กว้างออกไป. ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้าคุณ เป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งต้องเปลี่ยนหัวใจ เขาจะเอาเงินเป็นแสน เป็นล้าน คุณจะเอา ที่ไหนมา แล้วคุณก็กลัวตาย. ทีนี้ถ้ารู้ธรรมะข้อนี้ มันก็ไม่ต้องคิดที่จะเปลี่ยน หัวใจ, ความตายไม่มีความหมายอะไร. มันก็รู้ไปในลักษณะที่ว่า มันถึงวาระแล้ว มันควรจะมีเพียงเท่านั้นแล้ว. เหมือนคนโบราณ ถ้ามันมีโรคที่เหลือวิสัยที่จะรักษาได้ก็ตาม หรือ เหลือวิสัย ที่กำลังเงิน กำลังทรัพย์ของตนจะรักษาได้ก็ตาม เขาก็บอกว่า มันถึง เวลาแล้ว ก็เลยไม่มีทุกข์ร้อนอะไร ดับจิตไปด้วยอาการยิ้มแย้ม เพราะมันถึงเวลา แล้ว พอกันแล้วสำหรับชีวิตของเรา มันมีกำหนดไว้เท่านี้. เมื่อไม่มีเงินที่จะไป

น.194 เปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือจะไปทำอะไร มันก็ไม่เดือดร้อน. เดี๋ยวนี้ผมสังเกตดู มีคนเดือดร้อนมาก เพราะว่า ถ้ามีโรคอย่างนี้ ต้องไปรักษาที่กรุงเทพฯ, แล้วก็ หมอพิเศษ แพง ; ก็ไม่มีเงิน แม้แต่ค่ารถไฟอยู่แล้ว, แล้วก็เสียใจจนเป็นบ้า ; นี้มันก็ไม่ถูก. ฉะนั้นการพิจารณา ปัจจเวกขณ์, อภิณหปัจจเวกขณ์ อะไรต่าง ๆ นี้ มันช่วยได้ ; ช่วยให้เราไม่เกิดความทุกข์ หรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นมา จะไม่มีกำลัง ไม่มีอำนาจบีบคั้นเรา ; นี่เราขจัดความทุกข์ออกไปได้ หรือเราป้องกันความทุกข์ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะเราใช้ความรู้ของพระพุทธเจ้า อย่างการปัจจเวกขณ์สำหรับ ภิกษุ โดยตรงนี้ ฆราวาสก็นำไปใช้ได้. เราจะต้องเจ็บไข้ก็เป็นธรรมดา เราจะต้อง ตายก็เป็นธรรมดา เราจะไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา ; อะไรนี้รวม ๆ กันแล้ว ก็คือเครื่องมือที่พระและฆราวาสนำไปใช้ร่วมกันได้ มีไว้สำหรับพระ เอามาใช้ อย่างฆราวาสก็ได้ ; ที่มีไว้สำหรับฆราวาส เอามาใช้อย่างพระก็ได้; มีไว้ สำหรับไปนิพพาน เอามาใช้ทำไร่ทำนา ค้าขาย เล่าเรียนก็ได้. คุณไม่ต้องแตกฉานอภิธรรม อย่างที่ไม่รู้ว่าเรียนกันไปทำไม ; แต่ ขอให้แตกฉานอภิธรรมชนิดที่ผมกำลังพูดนี้ กล่าวคืออภิธรรม ชนิดที่เป็น พระธรรมอย่างยิ่ง ธรรมะอย่างสูงสุด ที่มันจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้. ถ้ามัวแต่ นั่งพูดนั่งนับนั่งคำนวณ ต้องใช้เลขคณิตกันอยู่ละก็ เป็นอภิธรรมเพื่อ. ถ้าเอาไป ใช้ได้ เป็น apply ได้ เป็นประยุกต์ได้ นี้ก็เป็นอภิธรรมจริง คือเป็นธรรมะสูงสุด ใช้แก้ปัญหาได้จริง. ฉะนั้นเรื่องอภิธรรมชนิดนี้ เอามาใช้กับเรื่องทำไร่ไถนา ค้าขาย เรื่องเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของฆราวาสได้ ขอแต่ว่าให้มันเป็น อภิธรรมจริง. คุณรู้หรือยังว่า "อภิ" prefix หรืออุปสรรคตัวนี้นั้น มันแปลได้ว่า เกิน, ยิ่งใหญ่ ; แปลว่า ยิ่งใหญ่ ก็ได้ แปลว่า เกิน ก็ได้ สำหรับ อภิ นี้.

น.195 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๖๓ อภิธรรม ก็แปลว่า ธรรมะ ที่เป็นส่วนเกินก็ได้, ธรรมที่ยิ่งหรือใหญ่ก็ได้ หรือสูง ก็ได้. เพราะถ้ามันเอามาใช้ประโยชน์สูงสุดได้ มันก็เป็นอภิธรรมยิ่ง อภิธรรม ใหญ่ ; แต่ถ้าใช้อะไรไม่ได้ มันก็เป็นส่วนเกิน เป็นความรู้ เป็นปรัชญา เป็น อะไรที่เป็นส่วนเกิน. ทีนี้ ผมไม่อยากให้มันเป็นส่วนเกิน ให้เป็นธรรมที่ประยุกต์ ได้กับชีวิตจิตใจ. ธรรมสูงสุดที่เป็นไปเพื่อนิพพาน เอามาใช้กับการศึกษาเล่าเรียน การ ทำมาหากิน การมีครอบครัว การอะไรต่าง ๆ. แม้โดยหลักโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ คุณทำให้ดีเถิด จะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันทุกข้อได้. ปัญหาในชีวิตประจำวัน มันมีกี่ข้อ เอาขึ้นมาดูให้ชัด แล้วก็ใช้หลัก ๗ ประการนี้ แก้มันให้ถูกจุด ถูกเรื่อง ทีละเรื่อง ๆ ไป ; แล้วถ้าสมมุติว่า คุณมีครอบครัว และประสงค์ที่จะไปนิพพาน ทั้งครอบครัวนั้นเลย นั่นก็จะทำให้วิ่งไปนิพพาน ไม่ใช่คลานต้วมเตี้ยม. นี่เราพูดกันเรื่องธรรมะร่วมระหว่างฆราวาสและบรรพชิต มา ๒ ครั้ง แล้ว ผมก็พูดถึง ตัวธรรมะแท้ แล้วก็ ธรรมะ เครื่องมือ. สำหรับธรรมะเครื่องมือนี้ เราใช้เปลี่ยนกันได้ถึงขนาดนี้ ระหว่างพระกับฆราวาส ; เหมือนกับธรรมะแท้ ๆ เช่นอริยมรรคมีองค์ ๘ หรืออะไรก็ตาม มันใช้ได้อย่างเดียวกันทั้งฆราวาสและ บรรพชิต : เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์องค์เดียวกัน ทั้งฆราวาสและ บรรพชิต ; เรามีไตรสิกขาเหมือนกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต ; มีมรรค มีองค์แปดเหมือนกัน มีอะไรเหมือนกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต. เดี๋ยวนี้เรา กำลังมีเครื่องมือ เช่น สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ; หรือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ; หรือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา เหมือน

น.196 กันทั้งฆราวาสและบรรพชิต. ผมก็ว่าพอแล้วสำหรับการชี้ให้เห็นว่า ธรรมะ ร่วมกันระหว่างบรรพชิตกับฆราวาส มันมีอยู่อย่างนี้. เพราะเหตุผลเพียง ข้อเดียว ว่า กิเลสก็ดี ความทุกข์ก็ดี มันไม่เป็นฆราวาส หรือบรรพชิต. มัน เป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ธรรมะก็คือธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ไม่ต้องเป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิตก็ได้. ถ้าเอามาใช้ให้มันตรงเรื่องแล้ว มันก็เป็นการสำเร็จประโยชน์. เป็นบรรพชิตอยู่ที่บ้านเรือนก็ได้ เพราะว่า สามารถที่จะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อยู่ที่บ้านที่เรือนก็ได้. มี จิตใจอย่างคนปั้นหม้อคนนั้น อยู่ที่บ้านที่เรือนนั้น มันยิ่งกว่าเป็นบรรพชิตสมัยนี้ ตั้งมากมายก่ายกอง. เป็นพระอริยเจ้าแล้ว มันก็เป็นยิ่งกว่าบรรพชิต เข้าใจไหม ? คือถ้ามีธรรมะจริง ๆ แล้ว มันก็เป็นยิ่งกว่าเป็นบรรพชิตเฉย ๆ คือเป็นบรรพชิต แต่ไม่ได้บรรลุธรรม. ฉะนั้น จะเป็นพระ หรือไม่เป็นพระ, จะเป็นสมณะ หรือไม่เป็น สมณะนั้น มันอยู่ที่บรรลุธรรมะ หรือมีธรรมะหรือไม่เท่านั้น ; ไม่ได้กำหนดว่า อยู่บ้านหรืออยู่วัด. ฉะนั้นโดยภาษาบาลีคุณจะยิ่งขำใหญ่ ว่าเป็นเถระนี้ มันก็อยู่ที่ บรรลุธรรม ; ฉะนั้นฆราวาสก็เป็นเถระได้. บางทีเตลิดเปิดเปิงออกไปใช้คำว่า เป็นพราหมณ์. เป็นพระอรหันต์นั้นคือเป็นพราหมณ์ เพราะว่าหมดบาป. “พราหมณ์" นี้เขาหมายถึงลอยบาปแล้ว หมดบาปแล้ว ; ฉะนั้นเป็นพระก็ได้ เป็นฆราวาสก็ได้ เป็นพราหมณ์ก็ได้ ถ้าหมดบาป ถ้ามีบาปน้อย หรือว่าถ้ากำลัง ลอยบาปอยู่. คำพูดทำให้เราเวียนหัวอย่างนี้. โดยเฉพาะคำว่า "ฆราวาส" หรือ "บรรพชิต" นี้ ถ้าเข้าใจไม่ถูก มันก็มีความสับสน แล้วก็จะเกิดห้ามล้อตัวเอง, เป็นความโง่ที่สุด ที่ห้ามล้อตัวเอง

น.197 ธรรมร่วม สำหรับคฤหัสถ์ และบรรพชิต (ต่อ) ๑๖๕ เหมือนกับเรามีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง เรามัวแต่นั่งห้ามล้ออยู่นั้น แล้วจะทำอย่างไรกัน. เดี๋ยวนี้มันจะเกิดเป็นห้ามล้อตัวเอง-ตัวเองห้ามล้อตัวเองอยู่ที่นี่ ก็เรียกว่าปักหลัก ปักตออยู่ในวัฏฏสงสาร ออกไปจากวัฏฏสงสารไม่ได้ เพราะไม่รู้จักความเป็น ฆราวาส หรือความเป็นบรรพชิต, ไม่รู้จักเครื่องมือที่จะใช้ในการที่จะถอนความ เป็นฆราวาส หรือความเป็นบรรพชิตออกไปเสียให้หมด ; ให้มันเหลือแต่ ธรรมชาติแห่งความทุกข์ กับธรรมชาติแห่งความดับทุกข์. พอกันทีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต