น.198 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๓๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกันถึงเรื่องที่ค้างอยู่ต่อไป. ในวันนี้จะได้ พูดถึงเรื่อง ความมีสติสำหรับฆราวาส , ในปัญหาที่เสนอ ขึ้นมานั้นมีอยู่ปัญหาหนึ่งถามว่าฆราวาสจะมีสติได้อย่างไร ? ก็เลยขอถือโอกาสพูดกันในวันนี้. การที่จะถามว่า ฆราวาสมีสติได้อย่างไรนั้น มันเป็นคำถามที่ยังไม่ ชัดเจนสมบูรณ์ ฉะนั้นจะต้องขยายความออกไป ว่ามันมีสติในเรื่องอะไร? ฆราวาส จะมีสติในเรื่องอะไร ? ก็ตอบว่า มีสติในเรื่องที่เกี่ยวกับฆราวาสทุกอย่าง. ทีนี้เรื่อง ทุกเรื่องของฆราวาสนี้ มันขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า "อุดมคติ". คำว่า " อุดมคติ " นี้ ผมเชื่อว่าพวกคุณคงจะเคยได้ยิน และเคย ได้พูดกันมาแล้วมากทีเดียว ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดว่า ยังไม่อาจจะเป็นคนมี อุดมคติได้ ; คือพูดถึงอุดมคติกันอยู่เสมอ แต่คุณก็ไม่อาจจะมีอุดมคติได้ ; ๑๖๖
น.199 เพราะเหตุว่า ยังไม่รู้ใจความสำคัญที่จะเป็นอุดมคตินั่นเอง. อย่างเช่นว่า เกิดมาทำไม ? คุณก็ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? แล้วนี่จะมีอุดมคติได้อย่างไร ? อุดมคติในการเกิดมาเป็นคนนี้ มันก็มีไม่ได้ ถ้ายังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ; หรือ รู้ว่าเกิดมาทำไมนั้นแหละ จึงจะรู้ว่าอุดมคติสำหรับมนุษย์มันเป็นอย่างไร. แต่ถ้าใครมาพูดว่าคุณไม่รู้จักอุดมคติ ไม่มีอุดมคติ คุณก็โกรธ ; แต่แล้ว ข้อเท็จจริงมันก็อาจมีได้จนถึงว่า คุณไม่มีอุดมคติ เพียงรู้จักชื่อของมัน เพราะยัง ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. นี่ขอให้คิดกันดู ว่าเรื่องอุดมคตินี้มันคงจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เล็ก ๆน้อย ๆ ฉะนั้น เราพูดกันถึงคำว่า อุดมคติสักหน่อยก็จะดี. คำว่า "อุดมคติ" ในความหมายที่เป็นกลาง ๆ นั้น มันมีอยู่ว่า คนเราต้องมีอุดมคติ ; และสิ่งที่เรียกว่า "อุดมคติ" นั้นคือหลักสำหรับยึดหน่วง ในการที่จะลุถึงจุดหมายปลายทาง มันเป็นหลักสำหรับจะเป็นเครื่องยึดหน่วง ตลอดเวลา ในการที่จะถึงจุดหมายปลายทาง. ทีนี้ ทำไมจะต้องมีอุดมคติ ? มันเนื่องจากว่า ถ้าปราศจากอุดมคติมันก็ เคว้งคว้าง อย่างนี้. คนบางคนมี อุดมคติเปลี่ยนเรื่อย นี้ก็คือคน ไม่มีอุดมคติ มันเคว้งคว้าง ; กว่าจะรู้จักอุดมคติจน ไม่เคว้งคว้างนี้ ก็ต้องการเวลามากเหมือนกัน. มีอุดมคติเพื่ออะไร ? มีอุดมคติ ก็เพื่อจะเป็นหลักยึดหน่วง ไม่ให้แกว่ง, เป็นเครื่องแน่ใจ แล้วก็เป็นเครื่อง ให้กำลังใจ พยุงกำลังใจ และรวมทั้งเป็นแสงสว่างตลอดเวลาด้วย ; ประโยชน์ ของมันมีอยู่อย่างนี้. ทีนี้ เราจะพูดว่า เราจะมีอุดมคติได้อย่างไรต่อไปอีก โดยวิธีใด ? นี้ก็จะมาถึงสิ่งที่เรียกว่าสติ ; ดังนั้น การที่วันนี้จะพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า "สติ" ก็เพราะว่า เป็นเครื่องมือสำหรับให้เรามีอุดมคติได้ ตามที่เราต้องการจะมี ; และอุดมคตินั้นไม่ใช่ของสักแต่ว่าชื่อ มันต้องมีอยู่จริง ๆ ; ที่จะมีอยู่จริง ๆ ได้
น.200 ก็เพราะว่า มีสติเพียงพอ. สำหรับตอนนี้ก็อยากจะแนะให้สังเกตเห็นว่า คนเรา ที่ว่าปฏิบัติอะไรไม่ได้สม่ำเสมอนั้น เพราะว่าขาดสติ ไม่ใช่เพราะว่าขาดความรู้. ความรู้ที่เรียกว่าปัญญาในเบื้องต้นนี้ ปัญญาในระดับแรกระดับต้นนี้ เราเรียกว่า ความรู้ : นี้ไม่ขาด ได้ยินได้ฟังอยู่จนเหลือเพื่อ และจนกระทั่งว่า เราก็รู้โดย เหตุผลว่า เรามีอุดมคติของเราอย่างไร ? ควรจะมีอย่างไร ? ตอนนี้ไม่ค่อย จะยาก. แต่แล้วมันจะยาก. ยากตอนที่ ไม่มีสติจะรักษาสิ่งนี้ไว้ได้. คุณรู้จักสติในฐานะเป็นธรรมะสำหรับการรักษานั้น โดยเฉพาะ คือ การรักษาจิต. สตินี้เป็นคุณธรรม มีหน้าที่สำหรับรักษาคุ้มครอง ; ที่เรา เผลอไปเพราะขาดสติ ไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้; ทั้งที่มีความรู้ท่วมหัวนี้ มันก็ยัง ขาดสติอยู่นั่นเอง ; ฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องพูดกันถึงเรื่องสติ. ถามว่า ฆราวาสจะมีสติได้อย่างไร? ก็ต้องระบุ ให้ชัดลงไปว่า มีสติสำหรับที่จะเป็นฆราวาสที่ดีที่สุดได้ อย่างไร? ถ้าเราขาดสติเราก็เป็นฆราวาสไม่ได้ ; ไม่ต้อง พูดถึงฆราวาสที่ดี ฆราวาสธรรมดาก็เป็นไม่ได้. เพราะ ฉะนั้นจะต้องพูดถึงอุดมคติต่อไป ว่ามันเป็นสิ่งที่จะมีได้ เพราะสติ. ตัวมันก็คือหลักสำหรับยึดหน่วงของจิตใจ ; เหตุที่ต้องมีก็เพราะว่า ถ้าไม่มี มันทำให้เคว้งคว้าง ; ฉะนั้นประโยชน์ของมันก็คือว่า จะได้มีหลัก มีกำลัง มีแสง- สว่างอยู่ในนั้น; แล้วจะมีได้เพราะว่าเรามีสติเพียงพอ. ทีนี้ ก็มาถึง อุดมคติของฆราวาส : ถ้าจะพูดกันถึงว่า อะไรเป็น อุดมคติของฆราวาส ก็อย่าลืมว่า จะต้องนึกถึงคำว่า "มนุษย์" ก่อนคำว่า
น.201 ฆราวาส ; เพราะอย่างไรเสีย ฆราวาสก็ต้องเป็นมนุษย์ บรรพชิตก็เป็นมนุษย์. การที่เราพูดถึงฆราวาสนี้ เราจะต้องเล็ง จะต้องระลึกไปถึงคำว่ามนุษย์ก่อน ; ฉะนั้นเราจะต้องนึกถึงอุดมคติของมนุษย์ก่อน แล้วจึงจะมานึกถึง อุดมคติของ ฆราวาส. อุดมคติของมนุษย์ คุณอาจจะเข้าใจได้ด้วยข้อความที่พูดมาแล้ว ครั้งก่อน ๆ; เพราะว่าอุดมคติของมนุษย์นั้น มันไม่มีอะไร นอกจากจุดหมาย ปลายทาง คือไปให้ถึงนิพพาน มนุษย์เกิดมามีชีวิตเป็นการเดินทาง เทียมด้วย ควายสองตัวเรื่อยไป แล้วไปถึงจุดหมายปลายทางก็คือ นิพพานของมนุษย์. นิพพานกลายเป็นอุดมคติของมนุษย์ ฟังแล้วมันน่าชื่นใจ ; แต่พอ มาถึงอุดมคติของฆราวาส ฟังแล้วมันน่าเศร้า น่าอิดหนาระอาใจ น่าขยะแขยง ก็มี ; เพราะคำว่า ฆราวาส เขาให้ความหมายต่ำเกินไปเสียแล้ว ยุ่งกันแต่ เรื่องโลก ๆ อย่างเดียว. สังเกตดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ ; ถ้าพูดถึงอุดมคติของมนุษย์ แหม ! มันอีมอกอิ่มใจ, มีความกระหยิ่มที่จะได้จะถึง. แต่พอพูดถึงอุดมคติ ของฆราวาส ชักจะมืดมัว ชักจะลังเล หรือบางทีก็น่าเศร้า ; ก็เห็น ๆ กันอยู่. ทีนี้ เราก็จะเอาอุดมคติอันไหนกัน ? เมื่อฆราวาสก็เป็นมนุษย์ ก็ให้ อุดมคติแก่ฆราวาสให้มันสูง ๆ เข้าไว้ ให้เป็นมนุษย์เข้าไว้. มนุษย์ ตัวหนังสือ ก็แปลว่า ใจสูงก็ได้, แปลว่าลูกหลานของมนูก็ได้ ; มนูก็ คือ คนที่มีใจสูง ฉะนั้นก็แปลว่าคนมีใจสูงก็ได้, ลูกหลานของคนมีใจสูงก็ได้. ทีนี้มันสูงไปจน ถึงอยู่เหนือโลกนั้น. ฉะนั้นถ้าฆราวาสมีอุดมคติอย่างนั้นอยู่ ก็คงมีอุดมคติของ มนุษย์อยู่. อย่างที่เราได้พูดกันหลายครั้งหลายหนมาแล้วว่า พยายามที่จะเป็น มนุษย์ ที่จะไปให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ; อย่าเป็นเพียงฆราวาสที่ว่าตกหล่ม จมเลนอยู่ที่นี่ คือมันเป็นเรื่องวัตถุ เรื่องความสุขทางวัตถุ ทางเนื้อหนังไปเสีย ทั้งนั้น. นี่เราจะต้องถือว่า อุดมคติของฆราวาสก็คือ เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด
น.202 ที่มนุษย์จะเป็นได้ กระทั่งว่าไม่มีพระ ไม่มีฆราวาสเสียแล้วตอนนี้ มันเป็นแต่ มนุษย์ที่กำลังตะเกียกตะกายไปสู่ความดีที่สุด หรือสูงสุดที่มนุษย์จะเป็นได้. ถ้า ให้ความหมายอย่างนี้ อุดมคติของฆราวาสก็น่าชื่นใจอยู่ตามเดิม ไม่น่ากลัว หรือน่าขยะแขยง. แม้ว่าเราจะกำลังเป็นอะไรก็ตาม จะต้องมีอุดมคติของมนุษย์ในลักษณะนี้ ทั้งนั้น ; แต่ว่าเด็ก ๆเกิดมา มันก็ยากที่จะมีความรู้สึกในอุดมคติชนิดนี้โดย กระจ่างแจ้ง. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ฝากเอาไว้ที่ก่อนก็ได้ว่า ขอให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความ หมายมั่นปั้นมือไว้ว่า จะให้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง . ทั้งที่เรายังไม่รู้ บัดนี้ ว่ามันคืออะไร ? ทั้ง ๆ ที่เวลานี้เด็ก ๆ ยังไม่รู้ว่า นั่นมันคืออะไร ? แต่เขา พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าใช้คำว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ; ถึงจะยังไม่รู้ว่าอะไร ก็พอที่จะหวังได้ เพราะว่าเขาก็อยากดี แล้วมันก็ค่อยเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว. เด็กโตขึ้นก็ค่อย ๆ รู้จักอะไรสูงขึ้น ๆ สูงขึ้นจนมาเป็นพรหมจารี, เป็น หนุ่มเป็นสาว มันก็ต้องรู้อะไรมากขึ้น ; เพราะว่า ในชีวิตนั้นมันเป็นการศึกษา, ความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุด มันก็เป็นการสอนอยู่ในตัว. ทีนี้พอเป็นแม่บ้าน พ่อเรือนเข้าก็รู้อะไรมาก จากความทุกข์ทรมานในการเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั่นเอง. ในที่สุดเมื่อผ่านโลกพ่อบ้านแม่เรือนพอสมควรแล้ว มันก็รู้ได้ ว่าจะต้องไป ยังที่หยุด ที่สะอาด ที่สว่าง ที่สงบของจิตใจ, ที่เขาเรียกกันว่าเย็น เป็นนิพพาน. นี้คืออุดมคติตลอดสายที่เลื่อน ไปตามลำดับ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นั้น. เราเป็นนักศึกษานี้ อุดมคติอยู่ที่การสอบไล่ได้ หรืออยู่ที่การสำเร็จใน การศึกษา มีเงินใช้ มีลูกมีเมีย, แค่นี้มันก็เป็นอุดมคติขั้นเด็ก ๆ ไปเท่านั้นเอง เรื่อยไป ๆ: ยังไม่ใช่อุดมคติอันสุดท้าย อันสูงสุด ; แต่ถึงอย่างนั้นแหละ
น.203 ฆราวาสก็จะต้องมีสติ ต้องนึกไว้ว่านี่ยังไม่ใช่อุดมคติอันสูงสุด จะได้เงิน ได้ทรัพย์ สมบัติมาก ได้คู่ครองที่ถูกอกถูกใจ ได้อะไรก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องมีสติระลึกว่า นี่ยังไม่ใช่ถึงที่สุดของสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ หรือควรปรารถนา; ทีนี้ เราก็สามารถที่จะยึดอุดมคติชนิดที่มันเขยิบไปได้ เลื่อนชั้นขึ้นไปได้เรื่อย ด้วยสติ ระลึกอยู่ ไม่ให้ไปหลงในสิ่งที่มันถึงเข้าเฉพาะหน้า หรือมันกำลังเอร็ดอร่อย เป็นสุขสนุกสนาน. โดยหลักใหญ่ ๆ อย่างนี้ ก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า "สติ" เสียแล้ว พอเผลอสติเมื่อไร มันก็ไปจมลงไปในสิ่งที่ไม่ใช่อุดมคติ หรืออุดมคติที่เลวที่ต่ำ อุดมคติของเด็กอมมือไปอีก ผมใช้คำพูดว่าเรื่องกิน แล้วก็เรื่องกาม แล้วก็เรื่อง เกียรติ จำกันง่าย ๆ ว่า ๓ ก. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ สิ่งทั้ง ๓ นี้ คงจะมีคนเป็นอันมาก ถือเอาเป็นอุดมคติ ยึดเอาเป็นอุดมคติ แล้วคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ ? แต่ถ้าว่า ไม่เห็นด้วยก็ระวังให้ดี ว่ากำลังหลงมันอยู่หรือไม่ ? ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ถ้าไม่เห็นด้วยและไม่ใช่อุดมคติ ทำไมจึงไปหลงมัน. เรื่องกิน ก็ต้อง เป็นอุดมคติของสัตว์เดรัจฉาน. คำสุภาษิตบรมโบราณพูดว่า จะผูกมัด จิตใจสัตว์ เดรัจฉานก็ต้องด้วยอาหาร. เรื่องกาม ก็เป็นเรื่องของคนที่เหลวไหล บังคับจิตใจไม่ได้ จะเรียก ว่าพวกเทวดาก็ได้ ; เทวดาเป็นพวกเหลวไหล บังคับจิตใจไม่ได้ สาละวนแต่ เรื่องกาม กามคุณ ; แล้วมนุษย์ก็เป็นอย่างนั้น สมัครจะเป็นอย่างนั้น มัน ก็เป็นเรื่องของคนบ้า ๆ บอ ๆ มันจะเป็นอุดมคติไปไม่ได้ แต่คนก็หลงใหลกัน ที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด คุณไปมองดูเองก็แล้วกัน. ปัญหาส่วนใหญ่ที่เขาหาเงินไม่รู้ จักอิ่มไม่รู้จักพอ ; ไม่พอกันสักทีนี้ ก็เพราะเรื่องกามนี่เป็นส่วนใหญ่.
น.204 ทีนี้ก็มาถึง เรื่องเกียรติ เรื่องเกียรตินี้ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูว่ามันขึ้น อยู่กับอะไร ? มันก็ขึ้นอยู่กับที่คนเขาเทิด หรือเขาเชิด. เกียรติมีความหมาย ขึ้นมาได้ก็เพราะว่า คนเขาเชิดชูยกย่องกัน ; แม้ทำความดี แต่คนเขาไม่เชิดชู มันก็ไม่มีเกียรติอยู่นั่นแหละ. ที่นี้คนส่วนมากเป็นคนตะกละในเรื่องกินเรื่องกาม มันก็ไปเชิดชูคนที่มันมีเรื่องกิน เรื่องกามมาก ว่าเป็นคนมีเกียรติ. ฉะนั้นเรื่อง เกียรติก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความนิยมอย่างหลับหูหลับตานี้อย่างหนึ่ง มันไม่ได้ หมายความว่าดีจริง. แม้ว่าเขาจะเป็นคนขนาดที่จะเสียสละชีวิตได้ เพื่ออย่างนั้น อย่างนี้ แล้วก็ยกย่องว่า เขาเป็นคนมีเกียรติ นี้ก็ดูให้ดีเถิด ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้น มีประโยชน์อะไรบ้าง? แล้วเกียรติชนิดที่หลับหูหลับตา ยอมเสียชีวิตได้นั้น มันก็ ไม่ได้มีจำกัดอยู่เพียงเท่านั้น คนบ้าบิ่นก็ทำได้ ; สัตว์เดรัจฉานบางชนิดมันก็กัด กันจนตาย ไม่ยอมแพ้ นั้นมันก็เพราะอัสมิมานะประเภทเดียวกันกับเกียรตินี้. คุณเอาจิ้งหรีด เอาปลากัดอะไรมากัดกัน มันไม่ยอมแพ้ กัดกันจนตาย มันก็ เพราะความรู้สึกอย่างเดียว เป็นอัสมิมานะ คือเห็นแก่ตัวกู. แต่สำหรับมนุษย์นั้น ต้องมีคนคอยช่วยโห่ ช่วยปรบมืออยู่ด้วย ; มันต่างกันอยู่เท่านั้น. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ไม่ใช่อุดมคติ ; มันจะต้องมี อะไรที่ดีกว่านั้น. ฉะนั้น ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่พ้นไปจากเรื่องของนิพพาน คือ ความที่มีจิตใจสูงสมกับความเป็นมนุษย์ มีความสะอาด สว่าง สงบ, หรือว่ามี ความบริสุทธิ์ใจ แล้วก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แล้วก็มีแต่ความเยือกเย็นเป็นสุขทั้งตนเอง และทั้งผู้อื่น ; ถ้าทำได้อย่างนี้จึงถือว่าเป็นเกียรติ. ถ้าคุณรับอุดมคติอย่างนี้ คุณก็จะนึกไปในทำนองว่า พระบรมศาสดาของเรา เป็นผู้ที่มีเกียรติที่สุด. ใน บรรดามนุษย์ทั้งหมดในโลก เราจะมองเห็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีเกียรติที่สุด ว่าท่านทำอะไรบ้าง ? ไปดูเอาเองก็แล้วกัน.
น.205 ถ้าเราจะเอาข้างคนยกยอ คนเชิดชูเทิดทูนกัน พระพุทธเจ้าท่านก็มีคน ยกยอมาก ไม่น้อยกว่าใครๆ; หรือมากกว่าใคร ๆ เสียอีก. ครั้งหนึ่งที่ พิษณุโลก ผมถามปัญหาขึ้นในหมู่นักศึกษา นักเรียนชั้นสูง ว่าในโลกนี้ใครเป็น คนที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด ? มีเด็กฉลาดคนหนึ่งตอบขึ้นมาทันควันเลย เมื่อเด็กคนอื่นเงียบกริบทำตาค้าง. เด็กคนนั้นเขาตอบว่า "พระพุทธเจ้า". ผมเลยถามว่ามากอย่างไร ? เขาตอบว่า พระพุทธรูปมาก นับไม่ไหว. จำนวน พระพุทธรูปเฉพาะในประเทศไทยนี้ก็มีไม่รู้กี่ล้าน ๆ องค์ ยิ่งพระองค์เล็ก ๆ พระเครื่องรางด้วยแล้ว ก็มีจำนวนเป็นล้าน ๆ เลย. นี่คนที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ให้ มากที่สุด คือพระพุทธเจ้า ; มองดูก็จริง. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านมีเกียรติ โดยธรรม, โดยธรรมคือมีดีในตัวท่าน แล้วมีเกียรติโดยโลก ๆ คือที่เขานิยมกัน ยกย่องกัน สร้างอนุสาวรีย์ให้มากที่สุด ก็เพราะว่าท่านมีอุดมคติสูงสุด. เราจงรู้จักอุดมคติของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกบวชทำไม ? หรือถ้า จะเอาให้มากกว่านั้นก็สรุปเรื่องทั้งหมดในชีวิตของพระองค์แล้ว ก็จะมองเห็นได้ว่า ท่านเกิดมาทำไม ? นี่เราก็จะพบอุดมคติสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่นั้น. เอาละทีนี้ เราก็ลองมองดูเป็นเรื่อง ๆ ไป ในการที่จะมีสติรักษาอุดมคติ ในระดับไหนบ้าง ? อย่าลืมว่าเรื่องสตินี้ จะช่วยรักษาอุดมคติ. ให้ยุติกันไว้ เสียก่อนว่า "สติช่วยรักษาอุดมคติ" หรือ "อุดมคติมีอยู่ได้เพราะว่า สติช่วยรักษาไว้" . อุดมคติเป็นสิ่งที่รักษาไว้ได้ด้วยสติ หรือว่า จะพูด กลับกันว่าสตินี้เป็นเครื่องรักษาไว้ซึ่งอุดมคติ; แยกกันไม่ได้ พอแยกกันมัน ก็จะล้มละลาย. ไม่มีสติ อุดมคติก็ล้มละลาย ; ไม่มีอุดมคติ สติก็ไม่รู้จะรักษา อะไร; เป็นอย่างนี้. โดยทางปฏิบัติ มันก็เหลืออยู่แต่ที่จะมีสติ หรือทำสติ. ฆราวาสจะต้อง มีสติ รักษาอุดมคติของมนุษย์อย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้นี้ : รักษาอุดมคติของมนุษย์
น.206 เสียก่อน, มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา. เดี๋ยวมันจะปนกันยุ่ง คุณฟังให้ดีนะ " มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา " เมื่อคุณเรียน หนังสือ หรือเมื่อทำงาน หรือเมื่อกินข้าวอาบน้ำ หรือเมื่อไปไหนก็ตามใจเถิด ให้มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์ไว้ให้ได้ ; มันจะไม่เผลอทำผิดพลาด, มันจะ ไม่เข้าไปในโรงเหล้า, มันจะไม่เข้าไปในไนท์คลับ หรือว่าอะไรต่าง ๆ; เพราะ รู้ว่านั่นไม่ใช่อุดมคติของมนุษย์. เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติคำนิยามลงไปเลยว่า "มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา" ไม่ว่ากำลังทำอะไร และทำอยู่ "ตลอดเวลา" ไปหาความหมายรายละเอียดอะไรเอาเองว่า : ไม่ว่าเราเป็นอะไรอยู่ เรานึกถึงความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ, นึกถึงความสูงสุดของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ ; แล้วมันก็ไม่มีทางที่จะไปทำอะไรผิด ๆ หรือกล้าทำอะไรผิด ๆ, ถ้าสติอันนี้มันมีอยู่ ในการรักษาอุดมคติของมนุษย์นี้แล้ว มันไม่มีทางที่จะไปทำอะไรผิด ๆ หรือ กล้าทำอะไรผิด ๆ. ที่นี้กลัวแต่ว่า ไม่มีอุดมคติ ทำไปโดยลืมอุดมคติ ; ฉะนั้นก็เลยทำสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะทำ นั่นแหละ เมื่อไรก็ได้ ; มันเสียไปหมด อย่างนี้ .. ถัดไปก็คือ มีสติรักษาอุดมคติของการงานที่กำลังทำอยู่ : นี้มันแคบ เข้ามา. การงานที่เรากระทำอยู่ นั้น มันเป็นการงานอะไร เราต้องรักษา อุดมคติของการงานอันนั้น ; เช่นเป็นนักเขียน เป็นครู เป็นผู้พิพากษา เป็น อะไรก็ตามใจ ซึ่งล้วนแต่มันเป็นการงาน เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นอย่างหนึ่ง ๆ เป็น อย่าง ๆ ไป; อุดมคติของการงานนั้น ๆ มีอย่างไร ต้องมีสติ รักษาอุดมคติของ การงานนั้น ๆ อยู่อย่างถูกต้องเสมอ. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เป็นนักเรียนก็จะไม่ ทำอะไรนอกเรื่องของนักเรียน, หรือจะเป็นอะไรอื่นก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นนอกเรื่อง นอกหน้าที่ของตัว ซึ่งมันเป็นการขบถต่ออุดมคติของการงานที่ตนกำลังกระทำอยู่
น.207 ต่อไปก็ มีสติ ในการที่จะทำการงานไม่ให้ผิดพลาด. สติ อย่างนี้เป็นชื่อของความไม่ประมาท. เราทำงานผิดพลาดเพราะความประมาท ; ส่วนใหญ่ หรือส่วนมากที่สุด ไม่ใช่เพราะความไม่รู้ ; แต่มันเป็นเพราะความ ประมาท หรือว่าเหยียบรู้ สะเพร่า, ไม่ทำด้วยสติที่สมบูรณ์ ; เรียกว่า ทำอย่างขอไปทีอย่างนั้น, ทำอย่างขอไปที หวัด ๆ ไม่ได้ทำด้วยสติที่สมบูรณ์. ฉะนั้นต้องมีสติ ที่จะทำการงานไม่ให้ผิดพลาดด้วยความไม่ประมาท ว่า "แหม ! นี่เป็นเรื่องง่าย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย นี้เป็นเรื่องทำเล่นๆ ก็ได้." " ผมสังเกต เห็นอยู่ทุกวันเลย พระเณรทำอะไรผิดพลาด เพราะไม่ใช่ไม่รู้ แต่เพราะอวดดี เพราะประมาท เพราะไม่เห็นว่า นี้มันสำคัญที่สุด ; เขาเห็นเป็นเรื่อง เล็กน้อยไป. ผมอยากจะขอร้องให้ทุก ๆ องค์จำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเล็กน้อย ; อย่าได้ถือว่ามีอะไรเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นอันขาด ; แม้คุณจะไปตักน้ำมาดื่ม สักแก้วหนึ่ง ก็อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ; หรืออะไรที่มันต่ำไปกว่านั้น ก็อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย. ขอให้ทำด้วยสติ นับตั้งแต่เอามือคว้าไป จับแก้ว, แล้วก็จุ่มลงไปในน้ำ, แล้วยกขึ้นมา, แล้วดื่ม; นี้ให้สติ ติดเนื่องกัน. ถ้าเขียนเป็นกร๊าฟ แล้วก็จะเห็นเป็นเส้นที่ติดเนื่องกัน: ฉะนั้น จะทำอะไรก็ตาม, จะรับประทานอาหาร จะอาบน้ำ จะถ่ายปัสสาวะอุจจาระ, จะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน อะไรก็ตาม, อย่าได้เกิดความผิดพลาดขึ้น, โดยเฉพาะการทำงาน ไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น. ทีนี้ เราแบ่งงานเป็น ๒ ชนิด คือ งานที่จะต้องทำตามธรรมชาติ ธรรมดา เช่น กินข้าว อาบน้ำ อย่างนั้นก็เรียกว่า "งาน" งานบริหารชีวิต บริหารร่างกาย. งานที่ทำที่โรงเรียน ทำที่ออฟพีซ มันก็งานอีกงานหนึ่ง ;
น.208 มันงานเฉพาะ ไม่ใช่ตามธรรมชาติ ที่เรามีต่าง ๆ กันว่าจะต้องทำงานนั้น. ทั้ง ๒ งานนี้ อย่าทำให้ผิดพลาด. การผิดพลาดเกิดเพราะเผลอไป เห็นว่าเป็น เรื่องเล็กน้อย. และจากเรื่องเล็กน้อยนี้ มันจะถึงกับฆ่าคนนั้นก็ได้ คือทำฉิบหาย หมดเลยก็ได้. ฉะนั้น การงานทุกชนิด จะเป็นเรื่องบริหารร่างกายตาม ธรรมชาติ หรือว่า ทำงานเฉพาะในหน้าที่ก็ตาม อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เลย ; แล้วก็หัดให้มีสติอยู่เรื่อย ๆ ไป ตอนแรก ๆ มันอาจจะงุ่มง่ามบ้าง หรือว่า น่ารำคาญบ้าง ; แต่ว่าเมื่อทำไปจนชินเป็นนิสัยแล้ว มันก็คล่องแคล่วได้ แล้ว ดีกว่ากันมากมาย. กัมมัฏฐาน วิปัสสนา บางชนิดเช่น ยุบหนอ พองหนอ อะไร หนอ ๆ อย่างนี้ ก็มีความมุ่งหมายอย่างนี้ คือเราจะเป็นคนที่มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ ; แต่แล้วเราฟังเขาไม่ถูก เข้าใจว่าไปนั่งหนอ ๆ บ้า ๆ บอๆ อย่างนั้นเพราะ เข้าใจผิด แล้วทำผิด. แต่ที่จริงต้องการให้มีสติทุกอย่างไป เหมือนอย่างกับว่า คุณเองสิ่งนี้มาวางไว้ตรงนี้ แล้วลืมหาไม่เห็น ไม่รู้ว่าอยู่ที่ตรงไหน ; อย่างนี้มันก็ เพราะขาดสติ. หรือ บางทีแว่นตาสวมอยู่นี้ บางวันมันอาจจะไม่รู้ว่า แว่นตาอยู่ ที่ไหน ทั้งที่ยังสวมอยู่. นี่ก็เพื่อป้องกันอย่างนี้ ไม่ให้มีลืมมีพลาด. ฉะนั้น ข้อต่อไปผมก็อยากจะพูดถึง การที่มีสติในการจำ. การมีสติในการจำ นี้เรารู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่า "ความจำ" นั้นมัน สำคัญ. แล้วเราลองเกิดจำไม่ได้ดูซิ ; เมื่อเกิดจำไม่ได้ แล้วคุณจะทำอะไรได้. เดี๋ยวนี้เพราะจำได้ ว่านี่อะไร-นี่อะไร ; มันจำได้จึงทำอย่างนั้นได้อย่างนี้ได้, กินข้าวได้ อาบน้ำได้. ถ้าลองจำไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ถูก. นี่เรียกว่า เกี่ยวกับความจำที่เราไม่รู้สึกตัว เราเรียกว่า "สัญญา" หรือว่า "สมปฤดี". สัญญา = ความจำ, สมปฤดี - ก็คือความรู้สึกตัวอยู่ตามปกติ คือ จำอะไรได้ นั้นเอง ; พอจำอะไรไม่ได้ หรือว่า หยุดจำไปนี้ ก็เรียกว่าไม่มีสมปฤดี.
น.209 จำตามธรรมชาติอย่างนี้ เราไม่เคยสนใจกับมัน เราไม่ค่อยสนใจกับมัน เพราะว่ายังจำได้อยู่ ; นี่อะไร,- นี่อะไร แล้วก็เดินมา ลุกไป หรือจะ ทำอะไร มันทำได้ ก็เลยไม่สนใจกับความจำชนิดนี้ของธรรมชาติตามอัตโนมัติ. ทีนี้ จำที่เราอยากจะจำ เช่นจำการเล่าเรียน จำอะไร หรือว่า เรื่องที่มันต้องจำ ในหน้าที่การงานอย่างนี้ ; ถ้าเราเป็นคนจำเก่ง ก็มีประโยชน์ที่สุด. ผู้ที่เป็น บัณฑิต นักปราชญ์ หรือทำอะไรได้สำเร็จ ก็ต้องจำอะไรได้ทั้งนั้น; ไม่เช่นนั้น ก็พูดไม่ถูก ทำไม่ถูกตามนั้น. ฉะนั้นคนที่มีปัญญามาก ก็รวมทั้งการจำเก่ง จำมากอยู่ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ความจำนี้มันจำได้มาก อย่างหนึ่ง แล้วก็จำได้กว้าง หมายความว่า จำได้ไกล ๆ นี้อีกอย่างหนึ่ง. จำได้มากแล้วก็จำได้ไกล อย่างนี้เขาเรียกว่า ระลึกชาติได้, ระลึกชาติหนหลังได้. คือคุณจะต้องจำได้ว่า เมื่อเช้าทำอะไร ? เมื่อวาน ทำอะไร ? แล้วเมื่อวานซืนทำอะไร? จนกระทั่งสัปดาห์ถอยถัดไปโน้นทำอะไร ? เดือนถอยถัดไปโน้นทำอะไร ? บีถอยถัดไปโน้นทำอะไร ? นั้นคือระลึกชาติได้. จนกระทั่งที่เขาพูดกันว่า ตายไปกี่ชาติ ๆ แต่หนหลังก็ระลึกได้ ก็รวมอยู่ในข้อนี้ แหละ ; แต่ผมว่ามากเกินไป เอาแต่เพียงว่า เมื่อวานนี้คุณทำอะไรบ้าง คุณจำได้ไหม ? ให้นั่งนึกสักสามชั่วโมง ; เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง มันก็จะจำ ไม่หมดกระมัง. พอไปถึงวานซืนนี้ก็แย่แล้ว ; ถัดไปจากวานซืนอีกวันหนึ่ง ก็ยอมแพ้แล้ว ; นั่นเพราะไม่ค่อยมีความจำชนิดที่ไกลอย่างนั้น ถ้าคุณฝึกหัดสตินี้ ฝึกสติตามแบบที่เขามีไว้วางไว้ จะจำได้, จำได้ ถอยหลัง ๆ ถอยหลังจนกระทั่งชาติก่อนก็จำได้, สิบชาติ ยี่สิบชาติก็จำได้. จะเอาชาติไหนเป็นเกณฑ์ก็ตามใจ จะเอา "ชาติ" ตามภาษาธรรมที่ว่า - เกิด ตัวกู - ของกู ครั้งหนึ่งเป็นชาติหนึ่งก็ได้ ; หรือ "ชาติ" ชนิดเข้าโลงที่หนึ่ง ;
น.210 ถ้ามันมี ก็ชาติหนึ่ง ๆ นั้นก็ได้ทั้งนั้น. คือวิธีเดียวกัน ต้องใช้วิธีเดียวกันคือ การระลึกถอยหลังด้วยความจำ. ทีนี้ เรามีสติในการจำ เอาแต่เพียงว่าในชาติปัจจุบันนี้ก็พอ ให้มัน จำแม่นขนาดว่า ข้างหลังก็จำได้ ; แล้วถือชาติในภาษาธรรม คือเกิดความรู้สึก ที่เป็นตัวกู - ของกูอะไรนี้ ; โลภ หรือโกรธ หรือหลง หรืออะไร ครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง. ถ้าวันนี้โกรธ ๓ หน ก็เรียกว่า ๓ ชาติ, แล้วโลภอีก ๕ ครั้ง ก็เป็น ๕ ชาติ, แล้วโง่อย่างอื่นอีก ๗-๘ ครั้งก็รวมกันเป็นเกือบ ๒๐ ชาติแล้ว. ในวันเดียวนี้ต้องระลึกให้ได้ ถอยหลังไปให้ได้ ว่า - ชาตินั้นมีเรื่องอะไร ? - ชาตินี้มีเรื่องอะไร ? ทำได้ด้วยสติ, ด้วยการฝึกสติตามวิธีที่วางไว้. นี้เรียกว่า มีสติในการจำ นับมาแต่ สัญญา สมปฤดี จำเก่ง โดยธรรมชาติ โดยนิสัย. เด็กบางคนจำเก่งมาโดยนิสัยโดยธรรมชาติ กระทั่งมาจำได้เก่งในสิ่งที่จะต้องจำ เพิ่มขึ้น ในการศึกษาเล่าเรียน ในหน้าที่การงาน ; ล้วนแต่ใช้ความจำทั้งนั้น. พอแก่เฒ่าเข้ามันก็เลือน ชักจะเลือน อย่างผมนี้เรียกว่าความจำก็ชักจะเลือน เพราะอวัยวะที่เป็นเครื่องช่วยความจำ ได้ใช้มันมาก มันก็เสื่อมคุณภาพ อย่างนี้ เป็นต้น. แต่ถ้าไม่ฝึกอย่างที่มีวิธี สอนให้ฝึกแล้ว มันจะยิ่งกว่านี้ .. ต่อไป ก็คือ การมีสติในการมีสติทันควัน . สติถ้ามาช้าก็ช่วยอะไร ไม่ได้ ; เรามีสติทันควันนั่นแหละจะช่วยได้. ฝึกมีสติ ในการที่จะมีสติ ทันควัน. สำหรับพวกที่ต้องทำงานเร็ว ๆ เช่นขับรถยนต์ ขับเรือบิน อะไร เหล่านี้ ต้องมีสติ หรือว่าการตัดสินใจ หรืออะไร ที่มันเนื่องกันเร็ว ๆ ; ยิ่งขับรถเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีสติทันควันมากเท่านั้น. ในเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ทางจิตใจก็เหมือนกัน โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดขึ้นในจิตใจอย่างนี้ สติต้องมี
น.211 ทันควันเช่นเดียวกับทางวัตถุ ขับรถเร็ว ๆ ต้องมีสติทันควัน. ในทางภายใน ในทางจิตใจก็ต้องมีสติทันควัน ถ้าไม่อย่างนั้นคุณก็ไปโกรธเสียแล้ว โกรธเสีย เป็นวรรคเป็นเวร ไปด่า ไปตีเขาเสียแล้ว จึงจะมีสติ ; อย่างนี้มันก็ช่วยอะไร ไม่ได้. โดยเฉพาะเมื่อถูกสอบไล่ สอบสัมภาษณ์ หรือสอบอะไร ที่เขาไม่ให้ เวลามากไปกว่ากะพริบตาเดียว ถ้าเราไม่มีสติ หรือความจำระลึกได้ทันควัน มันก็ทำไม่ได้. ฉะนั้นฆราวาสจะต้องไปฝึกการมีสติทันควันด้วย ; แล้วถือว่า สติทันควันนี้ คือพื้นฐานของสติทั้งหมด เพราะคำว่าสตินี้ หมายถึงความรู้ที่วิ่ง มาช่วยเราทันควัน ; ถ้าไม่ทำหน้าที่อย่างนี้ก็คือไม่มีสติ. สติ กับ ปัญญา ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. ปัญญา คือความรู้ ; สติคือ ความรู้ในโอกาสที่วิ่งมาทันควัน, ที่เกิดขึ้นทันควัน แล้วเฉพาะเรื่องนั้น. แล้วก็ยังมีอีกคำหนึ่งว่า "สัมปชัญญะ" นี้คือสติที่มีอยู่ไม่ขาดตอน เป็นพื้นฐาน. ปัญญา เรียกว่า ความรู้ ; บางชนิดเอามาไว้เป็นพื้นฐานไม่ขาดตอน มีสัมปชัญญะ ; บางชนิดก็ต้องทำชนิดที่ว่ามาเร็ว ๆ ทันควัน แล้วก็เพียงพอ ; เหล่านี้ที่แท้คือสติ. สัมปชัญญะก็คือสติที่มันยังคงอยู่ ที่ยังคงค้างอยู่เป็นเวลานาน. นี้เรามีสติ สัมปชัญญะมันก็ปลอดภัย. สติมาทันควัน แล้วอยู่ในรูปของสัมปชัญญะตลอด เวลานานพอสมควร ; ทั้งสองอย่างนี้คือ ความรู้. นอกจากนี้อยากจะกล่าวอีกสักข้อหนึ่งว่า มีสติในการที่จะไม่เสียสติ มีสติในการที่จะไม่เสียสติ มันก็เกือบคล้ายกันนั่นแหละ แต่ว่าเราจะแยกออกให้ เห็นอีกชนิดหนึ่ง ; คล้ายกับที่แล้วมา คือว่าเราเป็นคนมีความรู้ มีอะไร พอสมควร, ตามปรกตินั้น เรามีสติ ; แต่พอถูกขู่เข้า หรือถูกตวาดเข้า หรืออะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเข้า สติมันเสียไป; นี่เรียกว่าสติมันเสียไป, สติที่มี อยู่แล้วนั้น หรือสัมปชัญญะก็ตามมันเสียไปเสีย เพราะมีอะไรเข้ามาเกิดขึ้น. นี้เราจึงมีหน้าที่ ที่ว่าจะต้องไม่เสียสติ
น.212 อย่างเช่น คุณเดินไปก็มีสติ พอสุนัขสักตัวหนึ่งกระโชกเข้ามา คุณ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, สติไม่รู้ไปไหนหมด. บางทีสุนัขกัดเอาเลย เพราะทำผิด เรื่อง ; อย่างนี้สำคัญมาก หรือมีปัญหาในชีวิตประจำวัน พออะไรบึงบังเบ้งบ้าง มันเสียสติ ; ถ้าเสียสติมากเท่าไรมันก็ยิ่งเป็นผลร้ายเท่านั้น, เสียสตินานเท่าไร ก็มีผลร้ายมากเท่านั้น. เมื่ออยู่นอกห้องสอบเราก็ดูร่าเริงดี มีความรู้สึกแน่ใจ ตัวเอง ; พอย่างเข้าไปในห้องสอบ ก็เสียสติ ; หรือพอได้รับข้อสอบมา ก็เสียสติ ; หรือพบปัญหาบางข้อ คำถามบางข้อ งงเลย ทำให้เสียสติ จนข้อ อื่น ๆ พลอยเลือนไปหมด. ฉะนั้นเราจะต้องฝึกหัดให้มีสติ ในการที่จะไม่เสียสติ. ผมเคยพูดตัวอย่างที่นี่ อาจจะไม่มีใครเชื่อ ในเรื่องความกลัว. ถ้าเจอ เสือแล้วจะต้องมีสติที่จะไม่ต้องกลัว-ไม่ต้องกลัว; จะไม่กลัวไว้ก่อน แล้วจะขึ้น ต้นไม้ก็ได้ คือขึ้นด้วยความไม่กลัว, จะวิ่งหนีก็ได้ วิ่งหนีด้วยความไม่กลัว, จนตรอกแล้วจะชกเสือก็ได้ ก็ชกต่อยเสือด้วยความไม่กลัว. นี้มันต้องมีสติที่จะ ไม่กลัว คือ มีสติที่จะไม่เสียสติ. ถ้าขึ้นต้นไม้ด้วยความกลัว เดี๋ยวมันก็พลาดตก ลงมา ; ฉะนั้นมันก็ต้องบวกกันกับปัญญา ความรู้ ความสามารถ ความมี สติด้วย ; แล้วก็ไม่กลัว ขึ้นต้นไม้ไป. หรือจะวิ่งหนีก็ต้องทำด้วยความมีสติ, จะพัดกันกับเสือ ก็ต้องทำด้วยความมีสติ ; อย่าให้สูญเสียความมีสติ. เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ มันก็ล้วนแต่ฆราวาสจะต้องทำ ล้วนแต่ฆราวาส จะต้องฝึก จะต้องมี จะต้องทำ : มีสติรักษาอุดมคติของมนุษย์ - ว่าอุดมคติ ของมนุษย์เป็นอย่างไร ? มนุษย์คืออะไร ? และอุดมคติของการงานที่กำลังกระทำ อยู่เฉพาะหน้า, แล้วก็มีสติในการที่จะทำงานไม่ผิดพลาด, มีสติในการจำ, มีสติ ในการที่จะมีสติให้ทันควัน, แล้วก็มีสติในการที่จะไม่เสียสติ.
น.213 อันสุดท้ายที่สุด อยากจะพูดอีกสักอันหนึ่งว่า มีสติเมื่อจะตาย . นี่จะ ปิดฉากแล้วมีสติเมื่อจะตาย เพราะว่าเวลาตายเป็นเวลาปิดบัญชีงบดุลย์งบอะไรทั้ง หมด ; มันจึงเป็นเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง. ถ้าเผลอสติตอนนี้ก็แปลว่าจะฉิบหายหมด หรือฉิบหายมากทีเดียว. ถ้ามีสติตอนนี้ก็จะเรียกว่าดีมาก, แน่นแฟ้นมาก มั่นคงมาก. คุณคงจะคิดว่า-โอ ยังอยู่ไกล มันอยู่ไกลโว้ย เรายังไม่ตาย ยังหนุ่มอยู่ ; ก็ไม่ถูกนักนะ มันอาจจะมีมาเมื่อไรก็ได้. ยิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างนี้ มันอยู่ในฐานะที่จะมีอุบัติเหตุ ตายลงไป เมื่อไรก็ได้ ; หรือว่าจะอยู่ไป จนเฒ่าจนแก่ก็ตามใจ ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตายให้ดีที่สุด. พูดอีกที ก็คือตายแบบอุดมคติ ตายอย่างมีอุดมคติ. ตายแบบอุดมคติ ตายอย่างมนุษย์ที่ดี คือ ตายอย่างพระอริยเจ้าตาย ; คือว่า ถ้าเรามีอะไรที่เรายังทำไม่ได้ในทางธรรม เช่นละกิเลส หรือละความชั่ว หรืออะไรไม่ได้ อย่างนี้ ตอนที่จะตายจะต้องทำให้ได้ ; เพราะมันง่ายนิดเดียว มันจะสิ้นสุดอยู่แล้ว. เลิกล้างความคิดชั่วอะไรชั่วนั้น แล้วก็ตายไป; หรือจะ เอากันอย่างสูงสุด ว่าเราสมัครดับไม่เหลือ. การเกิดมาเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้น มันพอกันที ; จิตใจของเราสมัครดับไม่เหลือ สิ้นสุด หยุดสิ้นสุด พอกันที. อย่างนี้มันก็จะดับไปได้ หรือตายไป ในลักษณะที่ดีที่สุด ที่เป็นอุดมคติ. ผมอยากจะพูดแบ่งแยกกันอย่างนี้ว่า ที่ว่าตาย ๆ กันนั้น มันตายตาม ธรรมดา, ตายของคนโง่ อย่างนั้นเรียกว่า ตาย ; เป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าชัง น่าขยะแขยง คือมันตายอย่างคนธรรมดาตาย. ตายไม่มีสติด้วย แล้วตายด้วย ความดิ้นรน คือไม่อยากจะตายด้วย นี้คือตายโหง, คนที่ต้องตายไปโดย ที่ไม่อยากตาย, แล้วมีอะไรมาตัดให้พลันตายลงไปนี้ ก็เรียกว่า "ตายโหง" ;
น.214 มันก็ควรจะเรียกว่าตาย. แต่ถ้าเราเป็นคนมีความรู้ด้วย แล้วก็มีสติตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ด้วย มันก็มีการเตรียม มีการกะกำหนด มีการวางอะไรไว้ให้เหมาะสม ; มันก็มีสติสมบูรณ์อย่างยิ่ง แล้วก็ไม่ได้มีการต่อสู้ว่า "ไม่อยากตาย" หรืออะไร ทำนองนั้น. เราเป็นคนมีความรู้ มีความฉลาดเพียงพอ มันต้องตายโดยวัย โดยอายุ ด้วยโรคอะไรอย่างนั้น อะไรอย่างนี้, เราก็สมัครตายให้มันแตกดับไปตามธรรมดา ของสังขาร แล้วเราก็อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ; อย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่าตาย, เขาเรียกเป็นนิพพาน เป็นอะไรไปในทำนองนั้น เหมือนพระอรหันต์นิพพาน ; คือว่า หมดความยึดมั่นว่า "ตัวฉัน" เสียก่อน, แล้วเหลือแต่เปลือก เหลือ แต่ซาก มันก็แตกดับไปตามเรื่อง. สังขารของผู้ที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น แตกดับอย่างนี้ เขาเรียกว่า นิพพาน เขาไม่ได้เรียกว่า ตาย. ตาย นี้เป็นของ คนโง่ ของคนไม่อยากตาย ; แล้วมันก็ต้องตาย อย่างฝืนความรู้สึก นี้เรียก ว่าตาย. แต่ถ้าคนที่ถอนกิเลสว่า ตัวกู-ของกู ได้เสียตั้งแต่ก่อนตาย ; อย่างนั้นมันไม่มีตายอีกต่อไป ก็เหลือแต่ร่างกายล้วน ๆ หรือว่าจิตล้วน ๆ มันดับไปตามธรรมชาติ ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ตาย, ไม่ใช่ตาย เป็นเรื่องดับไปตาม ธรรมชาติ หรืออะไรทำนองนั้น. แต่ภาษาพูดตามธรรมดาก็เรียกว่าตายอยู่ นั่นแหละ. เราจะตายอย่างพระอรหันต์ปรินิพพานนั้น เราต้องมีสติ. อยากจะเล่าสักนิดหนึ่ง เผื่อว่าจะมีประโยชน์แก่พวกคุณที่อายุน้อย ๆ ว่าวัฒนธรรมโบราณของไทยนั้น คนเฒ่าคนแก่สมัยโบราณ เขาตายอย่างนี้กัน ทั้งนั้น. และใครตายได้อย่างนี้ มีการนับถือยกย่องบูชาอย่างยิ่ง. เขาไม่ได้กลัว โรคภัยไข้เจ็บ เขาเห็นเป็นของธรรมดา เพราะถูกสอนให้เห็นเป็นของธรรมดา ;
น.215 พอเวลาใกล้จะตายเข้ามาตามลำดับ เขาก็รู้ว่า สังขารนี้ต้องแตกดับตามธรรมชาติ ก็ไม่ดิ้นรนว่า ตัวกูไม่อยากจะตาย ตัวฉันไม่ยอมตายอะไรทำนองนั้น. ฉะนั้น เมื่อถึงในระยะพอสมควร ก่อนหน้าสัก ๗-๘ วัน ใกล้จะตาย เขาก็บอกเลิก อาหาร อย่างนี้เป็นต้น เพราะกินเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์. เขาไม่กินอาหาร กินแต่น้ำ หยูกยาไปตามเรื่อง. พอล่วงไปอีก ๓-๔ วันจะตาย น้ำก็ไม่กิน ; พอใกล้เข้าไปอีก ยาก็ไม่กิน ขออยู่ด้วยความสงบ "อย่ามากวนฉัน ให้กินยา กินน้ำ หรืออะไรก็ตามใจ อย่ามากวน "; ต้องการจะอยู่นิ่ง ๆ เพื่อสำรวมสติ แล้วให้ดับไปเหมือนตะเกียงหมดน้ำมัน อย่างนั้นแหละ. วัฒนธรรมการตายของปู่ย่า ตายาย เคยมีถึงอย่างนี้, ที่ผมได้ยิน ได้เห็นก็มี ; นี่เพราะว่าเขาสอนกันมาอย่างนั้น ว่าตายอย่างนี้ดีที่สุด. เมื่อตา ของผม ก็ได้ยินโยมผู้หญิงเล่าว่า ตายได้ด้วยอาการอย่างนี้ โยมไปนั่งเฝ้าดูอยู่ ปรนนิบัติอยู่ตั้งหลายวัน จนกระทั่งตายไป. เราจะไม่อวดว่าแกตายเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นอะไร แต่ว่าแกรักษาวัฒนธรรมที่ดีที่สุดของพุทธบริษัทไว้ได้ในการตาย ; คือตายตามแบบของพุทธบริษัท, ตายอย่างมีอุดมคติอย่างที่ว่า. เดี๋ยวนี้เราไม่มี ใครสมัครตายอย่างนี้ ; มีแต่จะให้กินยา ฉีดยา ฉีดน้ำเกลือ จนนาทีสุดท้าย ; แล้วก็ตายไม่ลง เพราะมันถูกกระตุ้นไว้ ; มันก็เลยเสียสติ ตั้งสติอะไรไม่ได้ ; แล้วมันก็ต้องตายอยู่ดี. ทีนี้คนแก่เขาไม่ต้องการอย่างนั้น เขาต้องการแต่สติ เท่านั้น, อื่น ๆ เขาไม่ต้องการหมดเลย, ต้องการแต่สติสำหรับจะตาย. อย่างนี้ก็รู้ไว้ด้วย เล่าให้ฟังว่า มันเคยมีอย่างนี้ ; มันเคยเป็นวัฒนธรรมทาง วิญญาณที่สูงสุดมาถึงขนาดนี้สำหรับพุทธบริษัท ; เรียกว่า มีสติสำหรับตาย.
น.216 นี้ก็ไปไล่เอาซิ ว่าแม้เป็นฆราวาสก็จะต้องมีสติอย่างนี้. ถ้าฆราวาส มีสติอย่างนี้แล้ว ก็จะมีอุดมคติของมนุษย์ ; มันก็น่าดู. ถ้าเป็นฆราวาสที่โง่เง่า ห่วงนั่นห่วงนี่ ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงเงิน ห่วงกามารมณ์ ห่วงอะไรต่าง ๆ ; ไม่ยอมตาย ดิ้นรนกันไป แล้วก็ต้องดับไปโดยไม่มีสติเลย นี้มันก็ตายอย่างฆราวาส ในความหมายทั่วๆ ไป; คือมันโง่. ถ้าทำได้อย่างมีสติ นี้ก็เป็นฆราวาส ที่เป็นสัตบุรุษ หรือว่าเป็นมนุษย์ที่ดี. รวมความแล้วก็เป็นอันว่า เราพูดกันถึงเรื่องสติตั้งแต่ต้นจนปลาย ว่าฆราวาสจะต้องมีสติอย่างไร? แล้วคติพจน์ที่ผมเขียนให้บ่อย ๆ เกือบทุกคน แล้วนั้น ให้เอาไปใช้. คติพจน์นั้นจะทำให้มีอุดมคติ, จะทำให้มีสติได้ :- "ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ; ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ; ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี. เมื่ออย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกเมื่อเอย" เมื่อจะได้อะไรก็ให้มีสติ ได้ให้เป็น; แล้วก็ไม่เป็นทุกข์. เมื่อ จะเป็นอะไร ตั้งตัวเป็นอะไร หน้าที่อะไร ตำแหน่งอะไร อย่างนี้ก็มีสติเป็นให้ดี เป็นให้เป็น. กระทั่งเมื่อจะตายในวาระสุดท้าย ก็มีสติตายไปให้เป็น ; ก็แปลว่า มีสติตลอดเวลา กระทั่งวาระสุดท้ายของสังขารร่างกาย. ถ้ามันเป็นไปได้ว่า ในหมู่คนไทยเรา ในครอบครัวของพุทธบริษัท มีการอบรมสั่งสอนให้เด็ก ๆ มีสติเรื่อยมาตามลำดับ จนเป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งวาระสุดท้ายจะวิเศษที่สุด. มันจะคุ้มกันอะไรได้หมด ;
น.217 ในที่เป็นเรื่องเสียหาย หรือเป็นทุกข์ ; แล้วมันจะช่วยให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้. ถ้าไม่ได้เวลาอื่น มันจะไปได้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต คือดับจิต มันตาย ด้วยสติ. เดี๋ยวนี้คนจะตายโดยไม่มีสติกันทั้งนั้น เพราะมีโรงพยาบาลมาก เอาไปรักษาเยียวยา เอาไปกระตุ้นไว้ด้วยอะไรของเขา สารพัดอย่าง จนตาย เมื่อไรก็ไม่รู้; แล้วเขาไปเก็บให้นอนตายอยู่ในห้องสำหรับตาย อย่างนี้มันก็ไม่มี ใครรู้. นี่คือวัฒนธรรมใหม่ของสมัยใหม่ ซึ่งเป็นทาสทางวัตถุ เป็นทาสของวัตถุ. ส่วนของเดิมเขาเป็นเรื่องทางวิญญาณ ต้องการความสูงทางวิญญาณ ตายด้วย สติสัมปชัญญะ อยู่เหนือความตาย. ต่อไปมันก็อาจจะมีวัฒนธรรมทางวัตถุ ที่ดีไปกว่านี้ กว่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ; คือพอเห็นว่าใครจะตายแน่แล้ว ก็เอาปืนยิง ตายเลย ; มันจะเป็นไปได้ถึงอย่างนี้ เมื่อนิยมวัตถุมากเข้า ๆ. เรื่องฆราวาสจะมีสติอย่างไรก็พอกันที.
Buddhadasa