น.218 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว เป็นเวลาที่จะได้พูดกันต่อไป ถึงเรื่องของฆราวาสในทุกแง่ ทุกมุมตามปัญหาที่เสนอขึ้นมา ; มีปัญหาข้อหนึ่ง เสนอ ขึ้นมาถึงเรื่องว่า จะควบคุมความกำหนัดของฆราวาสได้ อย่างไร ? ดังนั้นในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ปัญหา ความรู้สึกทางเพศของฆราวาส" . สำหรับคำว่า "เพศ" ย่อมหมายถึง เพศตรงกันข้าม ไม่ใช่เพียงแต่ ว่าเพศฝ่ายเดียว. เพศตรงกันข้ามต้องมีสองเพศ ซึ่งตรงกันข้าม ; แล้วทำให้เกิด ปัญหาระหว่างเพศขึ้นมา. และให้รู้ว่า เรื่องของสิ่งที่เรียกว่า "เพศ" ในที่นี้ คือใจความสำคัญของเรื่อง ฆราวาส หรือคำว่าฆราวาส. ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเพศ เรื่องปัญหาต่าง ๆ ของฆราวาสก็จะไม่มี หรือจะไม่มีคำว่าเพศด้วยซ้ำไป. มีข้อความกล่าวไว้ในบาลี ที่น่าขันอยู่ตอนหนึ่งว่า : ฆราวาส หรือ คฤหัสถ์ ที่แปลว่า ผู้ครองเรือน ; มีคำว่า “เคหะ" หรือ "เรือน" นี้แปลว่า ๑๘๖
น.219 ที่กำบัง. เมื่อมนุษย์เริ่มมีความรู้สึกสูงขึ้นมา ถึงขนาดที่เรียกว่า อาดัมกับอีฟ กินผลไม้ของพระเจ้าเข้าไป รู้สึกขึ้นมาว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรหญิงอะไรชาย อะไรดีอะไรไม่ดี, นุ่งผ้า ไม่นุ่งผ้า นี้เป็นต้น เกิดขึ้นมา ; นั้นเป็นข้อความ ที่กล่าวไว้ในฝ่ายคริสเตียน. แต่ในคัมภีร์พุทธเราก็มีถึงว่า มนุษย์เราเริ่มรู้จัก ความน่าละอาย หรือความไม่น่าละอาย จึงนุ่งผ้า และมีสิ่งกำบังที่จะต้องบังตา ไม่ให้ผู้อื่นเห็นในเมื่อประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ. ก่อนนี้มันก็เหมือนกันกับ สัตว์เดียรัจฉาน มันยังไม่รู้สึกว่าเราเป็นคน โน่นเป็นสัตว์, ไม่รู้สึกว่าหญิง หรือชาย, ว่าน่าละอายหรือไม่น่าละอาย. เดี๋ยวนี้มันเกิดความรู้สึกสูงขึ้นมา ทีละนิด ๆ ๆ จนรู้สึกว่า นี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เลยคิดสร้างเครื่องปกปิด จึงมี ห้องหับ มีอะไรสำหรับป้องกัน ไม่ให้คนอื่นเห็นการกระทำระหว่างเพศของตน. คำว่า “เคหะ" จึงถูกเรียกขึ้นมาในภาษาพูด สำหรับหมายถึงเครื่องที่จะป้องกัน ไม่ให้คนอื่นเห็น สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เขาเห็น. ที่ว่า น่าขัน ก็หมายความว่า คำว่า "บ้านเรือน" นี้มันมีความหมายอย่างนี้เอง ; ข้อความในบาลีก็มีกล่าว อย่างนี้. นี้จะเห็นได้ว่า คนป่าในสมัยโบราณโน้น ก็เริ่มรู้จักความละอายเกี่ยว กับเพศ จึงเกิดคำว่า "บ้านเรือน" ขึ้นมา; แล้วคนที่อยู่ในบ้านเรือนก็ใช้ บ้านเรือน หรือห้องหับนั้นสำหรับบังกั้นความละอาย ข้อนี้; แสดงว่ามันไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย มันเป็นเรื่องที่ทำให้ทนอยู่ไม่ได้ ต้องมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น. แม้นี้ก็นับรวมอยู่ในปัญหาเรื่องเพศได้เหมือนกัน. นี้ขอให้สังเกตว่า คำว่า "เพศ" นี้คือใจความสำคัญของคำว่าฆราวาส. ถ้าไม่มีเรื่องเพศแล้ว เรื่องฆราวาสก็ดูจะไม่มี; เรื่องทำมาหากินนี้ สัตว์มัน ก็มี ; มันเป็นของพื้นฐานต่ำกว่านั้นลงไป. ความหมายเรื่องเพศ ถึงกับจะทำ
น.220 ให้เกิดปัญหายุ่งยาก จนกระทั่งละอายอะไรเหล่านี้ มันมีพิเศษออกมา. เราจะเห็น ได้ว่า คนที่ต้องติดอยู่กับบ้านเรือนออกไปบวช ไม่ได้ มันเรื่องอะไร ? มันก็เรื่อง เพศ ; ทำให้คนติดอยู่กับบ้านกับเรือนออกไปบวชไม่ได้. อีกทางหนึ่งยอม เหน็ดเหนื่อยอย่างเป็นทาส ยิ่งกว่าทาส ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง มันก็เป็นเพราะ เรื่องเพศ, คือมันยอมภักดีโดยจิตใจ โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ ; ยอมเสียสละยอม เหน็ดเหนื่อย ยอมอะไรอย่างกับเป็นทาสต่อเพศฝ่ายตรงกันข้าม. ที่ยอมเสียสละ ถึงขนาดนี้มันก็เพราะความหมายของคำว่าเพศ ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องเพศ นี้คือเรื่องฆราวาส. ที่นี้ สำหรับคำว่า "เพศ" ที่มีความหมายเต็มที่ ก็ต้องสำหรับมนุษย์ บุคคลที่มีอายุ หรือมีร่างกายเติบโตถึงขนาดที่อวัยวะเกี่ยวกับเพศทำหน้าที่ ; มัน จึงยังไม่มีปัญหาแก่เด็กเล็ก ๆ หรือว่าคนที่ไม่มีอวัยะหรือต่อมแกลนด์ ที่เกี่ยว กับเพศนั้นโดยสมบูรณ์. คำว่า เพศ นี้จึงเป็นเรื่องของคนที่มีความรู้สึกทาง เพศ คือว่า คนที่ถึงขนาดเป็น adult หรือที่เราเรียกกันว่า เติบโตเป็นผู้ใหญ่ จนมีความรู้สึกทางเพศ คือทำการสืบพันธุ์ได้. ความรู้สึกทางเพศมันลึกลับซับซ้อน จนมีคนกล่าวว่า motive ต่าง ๆ ของมนุษย์ นี้มาจากความรู้สึกทางเพศ เช่น ซิกมัน ฟรอยด์ เป็นต้น. ถ้า พิจารณาดูก็เห็นจริงได้ แต่ต้องยอมให้ว่า คำพูดของเขานั้นมันกำกวมหรือกว้างไป จนกล่าวได้ว่า เนื่องกันอยู่กับเพศ. ถ้าใช้คำว่า เพราะ, "เพราะเพศ" เสีย ทุก ๆ อย่าง มันก็ไม่ถูกได้เหมือนกัน ; เว้นไว้แต่จะใช้คำว่า "เพราะ" ให้มี ความหมายกว้าง คือว่าเนื่องกัน, เนื่องกันอยู่. คือถ้าฝ่าย positive นั้นเห็น ได้ชัด ว่าเราต้องการนั้นต้องการนี่ ต้องการโน่น ทุกๆ อย่างในโลกนี้ ในเพศ ฆราวาสนั้น มันเกี่ยวกับเพศ. เช่นว่าเราแต่งเนื้อแต่งตัว นี้มันก็เกี่ยวกับเพศ;
น.221 หรือว่าเราทำการทำงาน แม้เป็นขโมย ไปขโมยเขามา นี้มันก็มีต้นตอมาจากเรื่อง ของเพศ ; หรือว่า เราอยากจะมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย นี้มันก็เป็นเรื่องของเพศ ; เพราะ ตามความรู้สึกส่วนลึกของสัตว์ที่มีชีวิตนั้น มันต้องการอยู่เพื่อสิ่งที่เป็น ความเอร็ดอร่อยแห่งความรู้สึกทั้งนั้น . ทีนี้เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวนั้น มัน ก็เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับเพศ เพราะว่ามันต้องการจะยั่วเพศฝ่ายตรงกันข้าม แม้โดย ไม่รู้สึกตัว ; มันจึงลึกลับซับซ้อนกันอยู่ทุกชั้น. แม้แต่การประกอบอาชญากรรม มันก็มีมูลมาจากเรื่องของเพศ : คุณไปคิดเอาเองก็แล้วกัน ว่ามันเป็นได้อย่างไร แต่ฝ่าย negative นั้นต้องคิดให้ลึกไปกว่านั้น : เช่นการออกบวชคือ ทิ้งเรื่องทางเพศไป ออกไปบวช มันก็เป็นความผลักดันในเรื่องของเพศนั่นเอง คือมันเกลียดขึ้นมา. ถ้ากล่าวโดยภาษาอ้อมค้อมก็ว่า เนื่องมาจากเพศ นั้นอีก เหมือนกันจึงออกไปบวช. ที่จริงการไม่ออกไปบวชก็เพราะติดในรสของเพศ มันไม่ออกไปบวชก็เพราะเพศ. แล้วการออกไปบวชก็เพราะเพศ อีกเหมือนกัน แต่เป็นในแง่ negative คือตรงกันข้าม ; มันเกลียดชังขึ้นมาเพราะความน่า ขยะแขยงของเรื่องระหว่างเพศ. ในนิทานล้อคนของเราที่มีอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องคำสาบานของคนตรง ที่พวกฤๅษีสาบานนั้น. ฤๅษีหลาย ๆ องค์ สาบานว่า ถ้าได้ทำผิดเรื่องนี้จริงแล้ว ขอให้ไปเกิดเป็นคนที่มีสตรีบำรุงบำเรอ มีลูกมีเมีย มีบุตรภรรยาอีนุงตุงนัง ไปหมด ; ผู้รับฟังจึงยอมเชื่อว่า คนนั้นไม่ได้ขโมยไปจริง. ถ้าพวกฤๅษีสาบาน ถึงขนาดนี้ก็หมายความว่า ก็สูงสุดเสียแล้ว-สาบานว่า ถ้าทำผิดให้ร่ำรวยด้วย เพศรส. นั่นก็เพราะว่า เป็นไปในมุมกลับกัน เป็นความเกลียดขยะแขยง จนกระทั่งกลัวต่อสิ่งที่เรียกว่าเพศ ผลักดันให้ออกไปบวช.
น.222 หรือสำนวนอื่นก็ใช้คำว่า "พรหม". การที่ไปเป็นพรหม มีจิตใจสูง ประเภทรูปาวจร อรูปาวจร นั้นไม่เกี่ยวกับเพศ. ไม่ใช่เพศเป็นสิ่งผลักดันให้เขา มีจิตใจอย่างนั้นโดยตรง แต่ก็เพราะความเกลียด หรือความกลัว หรือว่าเอือมระอา ต่อสิ่งที่เรียกว่า เพศ ; มันจึงผลักดันให้ทำอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น จึง เป็นคำพูดที่กินความกว้าง ต้องใช้คำว่า เนื่องจากเพศ". ความรู้สึกที่เนื่อง จากเพศ ทำให้เราติดในบ้านเรือนก็ได้, ทำให้เราหลุดออกไปจากบ้านเรือนก็ได้ ; "แล้วแต่จะเป็นมุม positive หรือ negative นั่นเอง. เพราะฉะนั้น คุณก็ลองพิจารณา ทำจิตใจให้สูง เหมือนขึ้นยอดภูเขา แล้วมองดูข้างล่าง ก็จะเห็นว่าเรื่องเพศนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันเรื่องทั้งหมด ในโลกก็ได้. ใช้คำว่า "เรื่องทั้งหมดในโลก" นั้นมันจะน้อย เอาเรื่องนอกโลก ด้วยก็ได้ ; ล้วนเนื่องอยู่ในอำนาจอิทธิพลของเพศ ของสิ่งที่เรียกว่า เพศทั้งนั้น. เอาละ ลองมองดูเดี๋ยวนี้ มีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ในโลก ความเป็นไปทั้งโลกนี้ คนอย่างซิกมันฟรอยด์ เขาจะยืนยันว่า เพราะเรื่องเกี่ยวกับเพศ. ถ้าเราคิดไป ตามนั้นจริงมันก็พอจะเห็นได้. สมมุติว่าเราไปโลกพระจันทร์ นี้มันจะเกี่ยวกับเพศอย่างไร. มัน ต้องคิดไปหลายชั้น หลายซับหลายซ้อน : การที่ต้องการเกียรติยศชื่อเสียง นี้มีมูลเหตุชั้นลึกของมันที่เรียกว่า "อยากมีดี" อยากมีอะไรดีๆ เพื่อเป็นเครื่อง ต่อรองระหว่างเพศ. นับตั้งแต่ว่า ถ้าเขาเป็นคนโสด เขาอยากจะได้เมีย อยาก ได้อะไรที่ดี ; หรือถ้าเขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว ก็เพื่อถูกอกถูกใจเมียก็ได้. ฉะนั้น เกียรติอะไรของผัว มันก็ขึ้นอยู่กับเมีย ที่เป็นความรู้สึกส่วนลึก ที่มองไม่เห็น ได้ง่าย ; มันเป็นเรื่องจิตวิทยาส่วนลึก. หัวหน้าครอบครัวก็ต้องการจะทำ ชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่ครอบครัว; แล้วคำว่า ครอบครัว ก็มีความหมาย เรื่องเพศเป็นส่วนลึก. กินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ก็เพื่อเรื่องเพศ. เรื่องกาม นั้นเป็น
น.223 เรื่องเพศโดยตรง. เรื่องเกียรติมันยังเป็นเรื่องบริวาร หรือขี้ข้าของเรื่องเพศ. เพราะฉะนั้นอย่าคุยโตไปว่า "ผมต้องการเกียรติ, ผมต้องการเกียรติ". นี่ระวัง ให้ดี ว่าเรื่องเกียรติมันก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องเพศ แต่มันซ่อนอยู่ลึกมาก ; จน กระทั่งออกไปบวชก็ยังไม่พ้นไปจากอำนาจของเพศผลักดัน ในมุมกลับ ในแง่ ตรงกันข้าม. ในเรื่องบวชสมัยโบราณ ครั้งพุทธกาลดูจะเป็นเรื่องเพศโดยตรง ด้วยซ้ำไป. พระพุทธเจ้าตรัสถามพวกชฎิลพันคนว่า บวชทำไม ? บูชายัญทำไม? ทำไมบวชเป็นชฎิล ? ก็เพื่อสตรี เขาบอกอย่างนั้น, เขาหมายถึงเพศรสที่สูงขึ้น ไปในโลกหน้า ในชาติหน้า ในภพหน้า; เพราะไม่มีความรู้สึกอะไรสูงไป กว่านั้น แม้ว่าจะไม่ชอบเพศชนิดที่เป็นมนุษย์ ๆด้วยกัน ก็ยังชอบเรื่องเพศที่สูง ไปกว่ามนุษย์ที่เป็นเทวดาหรือเป็นสวรรค์ นี่ นับประสาอะไรกับคนที่เขากำลังวิ่งว่อนอยู่เดี๋ยวนี้ ไปรถ ไปเรือ ไปเรือบินไป ๆ มา ๆ นี้มันวุ่นยุ่งกันอยู่ทั้งโลก, เพื่อแสวงหาเหยื่อ หรือสิ่ง ที่จะไปหล่อเลี้ยงความรู้สึกทางเพศทั้งนั้น. ถ้ามีเงินล้านหนึ่งก็ยังไม่พอ ร้อยล้าน ก็ยังไม่พอ พันล้านก็ยังไม่พอ หมื่นล้านก็ยังไม่พอ. หาเงิน หาเกียรติ อะไรรวม ๆ กันไป นี่ก็เพราะเรื่องเกี่ยวกับเพศที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิต ; ตาย แล้วก็ยังหวังจะไปเกิด เพื่อให้ได้สิ่งนี้ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม. นี้จึงเกิดไปรวบรัดเอา ด้วยความโง่ของตัวว่า ในโลกของพระเจ้าก็เต็มไปด้วยกามารมณ์ ; หรือชาวพุทธ ประเภทที่โง่ก็ว่า นิพพานก็เป็นเมืองที่สูงสุดในทางกามารมณ์, หรือมีสิ่งที่ตัว ต้องการในประเภทกามารมณ์. นี้ขอให้เห็นกันเสียทีหนึ่งก่อนว่า เรื่องเพศนี้เป็นต้นตอ หรือเป็น มูลเหตุให้มนุษย์ทำทุก ๆ อย่าง ทั้งในแง่ positive และในแง่ negative คือเพื่อ จะเอาจะได้ หรือเพื่อจะหลีกหนีไปเสียก็ตาม. ฉะนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือไม่น่ากลัว
น.224 คุณลองคิดดู ทำไมฤๅษีพวกนั้น จึงได้กลัวกันนัก ? เพราะฉะนั้นเราพอพูดได้เลย ว่ากำลังของเพศรสนั้น สามารถครอบงำ หรือเพิกถอนอุดมคติต่าง ๆ ได้. เมื่อวานเราพูดกันถึงเรื่องอุดมคติเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ แล้วสิ่งที่มา ครอบงำอุดมคติ หรือเพิกถอนอุดมคติของคุณได้ในพริบตา ไม่ทันรู้สึกตัวนี้ ก็คือเรื่องเพศ หรือเพศรส ; ซึ่งพร้อม ๆ กันนั้น ก็เป็นการทำมนุษย์ให้เป็น ทาสของมันอยู่ตลอดเวลา เลยทำให้มีอุดมคติอยู่ที่เพศ; นี้ตามความหมายของ ฆราวาสที่เป็นกลาง ๆ ทั่วไป. ฆราวาสมีอุดมคติอยู่ที่เรื่องของเพศ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่เป็นฆราวาส ตามความหมายทั่ว ๆ ไปของคำว่า ฆราวาส. นี้เรารู้ไว้ว่า อิทธิพล หรืออำนาจ หรือกำลังอะไรของเพศ ซึ่งหมายถึงเพศรส, รสของเพศ สามารถท่วมทับอุดมคติอื่น ๆ หมดโดยไม่ทันรู้ตัว จนเอาเพศนั้นเป็นอุดมคติ เสียเลย. อุดมคติของความเป็นมนุษย์ที่ว่า เกิดมาเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ ถูกบดขยี้ให้แหลกไปหมดไม่ทันรู้ตัวเพราะสิ่ง ๆ นี้ ; และในที่สุดก็ปรากฏว่ากำลัง เป็นทาส เป็นทาสของสิ่งนี้อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน. เกี่ยวกับเรื่องนี้มีพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้โดยตรงในบาลี พระพุทธเจ้า ตรัสว่า “เรามองไม่เห็นรูปประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตใจของบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนรูปของสตรี ; ไม่เห็นเสียงประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่ครอบงำจิตใจของบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่เหมือนเสียงของสตรี ; และไม่เห็นกลิ่น ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ครอบงำจิตใจของบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่เหมือนกลิ่นของสตรี ; แล้วก็ไม่เห็นรสชนิดใดชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นครอบงำจิตใจบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนรสที่เกิดมาจาก หรือเนื่องมาจากสตรี ; ไม่เห็นโผฏฐัพพะหรือสัมผัส ผิวหนังชนิดใดชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นครอบงำจิตบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่เหมือน โผฏฐัพพะที่เนื่องมาจากสตรี ; ไม่เห็นธรรมารมณ์อันใดอันหนึ่ง คือความคิด
น.225 ความนึก ความฝัน อะไรก็ตาม ที่ครอบงำจิตใจบุรุษ แล้วตั้งมั่นอยู่เหมือน ธรรมารมณ์ที่เนื่องด้วยสตรี." พูดตรงกันข้ามก็ครอบงำจิตใจของสตรี ... เหมือน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่มาจากบุรุษ ; ก็เป็นอันว่า พูดทั้งสองฝ่าย. ไม่เห็นอะไรที่จะครอบงำจิตของบุรุษ แล้วตั้งมั่น แน่นแฟ้นอยู่ เหมือนเรื่องที่เกี่ยวกับสตรี ; แล้วไม่เห็นอะไรที่ครอบงำจิตใจสตรี แล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนกับเรื่องบุรุษ ; นี่แล้วคุณไปอธิบายได้เอง เพราะมีความรู้สึก ทางเพศโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ ไม่ใช่คนพิการ ; คุณไปอธิบายได้เองว่า มันจริงอย่างไร. คำว่า รูปของสตรี หรือเสียงของสตรี กลิ่นของสตรี รสของสตรี สัมผัสผิวหนังของสตรี นี้ขอให้กินความกว้างหน่อย คือมันเนื่องมาจากสตรีก็ แล้วกัน ; เช่นอย่าง รสทางลิ้น, เราจะไปกินเนื้อของเพศตรงกันข้ามนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ; แต่ว่ารสอาหาร หรือรสอะไรก็ตาม ที่มันเนื่องด้วยเพศ ตรงกันข้าม, ปรุงมาโดยเพศตรงกันข้าม ที่เรารักเราพอใจ ฯลฯ, หรือว่าเอา เพศตรงกันข้ามมาประกอบในขณะที่มีการกิน อะไรอย่างนี้ : มันก็เรียกว่าเป็นรส ที่เกิดมาจากสตรี หรือเนื่องด้วยสตรีทั้งนั้น ; มีความหมายกว้างอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เราจะเห็นได้ว่า เขาใช้เรื่องทางเพศเป็นเครื่องมือสำหรับที่จะทำคนที่เป็นลูกค้า ให้ลุ่มหลง ในสถานที่บำรุงบำเรอต่าง ๆ ทุกอย่างทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจล้วนๆ. มันก็จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ; แต่ แล้วก็ไม่มีใครรู้สึกตัว ไม่มีใครมองเห็นเป็นเรื่องเสียหาย หรืออันตราย ; นี่ก็ เพราะสมัครใจเป็นทาสของมันโดยไม่รู้สึกตัว. หาเงินหาทอง หาทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรมา ก็เพื่อได้สิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น ๆ. ทีนี้ เราก็มาถึงตอนที่จะต้องศึกษาให้ละเอียดเป็นพิเศษ คือว่า เพศ, เพศรส, เหล่านี้มันเป็นเพียงความหลอกลวงในทาง อายตนะ , มันเป็นบท
น.226 นิยาม ที่คุณจะต้องศึกษาและเข้าใจ ว่าเพศรส เป็นเพียงความหลอกลวงในทาง อายตนะ. ที่นี้ก็มีปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่คำว่า "หลอกลวง" : ถ้าเรายังไม่รู้เท่า มันอยู่เพียงใด มันหลอกลวงได้อยู่เพียงนั้น ; พอเรารู้เท่าเมื่อไรมันก็หยุด หลอกลวง มันไม่อาจจะหลอกลวงได้ทันที. คำว่า "หลอกลวง" นี้ มีความหมายลึกซึ้งมาก, คือไม่รู้เท่า ตลอดเวลาที่ไม่รู้เท่า หรือไม่รู้ความจริง. เดี๋ยวนี้เพศรสกำลังครอบงำจิตใจ ของคนทั้งโลก หลอกลวงคนทั้งโลก โดยที่มันทำให้คนทั้งโลกไม่รู้สึกว่าถูก หลอกลวง ; เมื่อนั้นแหละมันจึงจะเป็นการหลอกลวงได้. ถ้าไปรู้สึกเสียแล้ว มันจะหลอกลวงได้อย่างไร. เพศรสมันเป็นเพียงความหลอกลวงทางอายตนะ. จะตัดบทเข้ามาสั้น ๆ เพียงว่า เป็นความหลอกลวงของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. ทีนี้ขยาย คำว่า "เพศรส" ออกไปเป็น ๖ ทาง เพศรสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. ที่ว่า "หลอกลวง" นี้มีอยู่ ๒ อย่าง : หลอกลวง เหมือนกับหลอกลวงคู่ปรปักษ์ อย่างนี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วหลอกลวงของ ธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่อาจจะรู้, ไม่รู้สึกได้ นี้อีกอย่างหนึ่ง. ที่แท้ก็คือ หลอกลวงของธรรมชาติทั้งนั้น. ถ้าเรายังโง่มากเกินไป เราก็ยังไม่รู้เรื่อง ธรรมชาติหลอกลวง. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่า คนต่อคนหลอกลวงกันนี้ มันตื้นนิดเดียว, แต่ธรรมชาติหลอกลวงแล้ว มันลึกซึ้งจนคนไม่รู้สึก. คน ๆ หนึ่งเอาวัตถุทางเพศรสมาหลอกลวงคน ๆ หนึ่งให้หลงเข้าไป : เช่นว่าพวกที่เขาตั้งสถานบำรุงบำเรอขึ้น แล้วก็ให้คนไปอุดหนุน เอาเงินไปให้ เขานั้น ; คนหลอกลวงคน โดยอาศัยเครื่องมือคือเพศรส นั้นมันไม่เท่าไร. หรือ ว่าเจ้าตัวเขาเอง เพศตรงกันข้ามเขาเอง เขาใช้การหลอกลวงต่อคนอีกคนหนึ่ง
น.227 ด้วยเรื่องของเพศ นี้มันก็เป็นการหลอกลวง. หลอกลวงของคน อย่างนี้มัน ไม่เท่ากระผีกริ้นของความหลอกลวงของธรรมชาติ. ธรรมชาติมันหลอกลวงให้ มนุษย์มีความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างที่ กำลังรู้สึกอยู่ ; แล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการหลอกลวง. เกี่ยวกับเรื่องนี้มันจะต้องพูดกันมาก กินเวลานาน ; แต่อาจจะพูด สรุปได้ว่า รสอร่อยที่เกิดรู้สึกอยู่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นั้น เป็นความหลอกลวง ; ภาษาจิตวิทยาก็จะเรียกว่า imagination คือมโนภาพ หรือ มโนคติ ที่สร้างขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่รู้สึก. เรื่องของ เพศตรงกันข้ามทุกเรื่อง จะเป็น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ตาม, ก็สำคัญที่สุดอยู่ที่เรื่องทางผิวหนัง สัมผัสทางผิวหนัง. จิตมันสร้าง มโนภาพซ้อนขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เนื่องจากถูกอดีตสัญญาปรุงแต่ง ซึ่งเราไม่มีทางจะ รู้สึกได้ตามธรรมชาติ. เพราะว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไรก็ตาม ของ เพศตรงกันข้ามนั้น มันเป็นวัตถุไม่เข้าไปในจิตใจของเราได้. คุณฟังดูให้ดี, ตัวเสียง ตัวกลิ่น ตัวผู้หญิง อะไรนั้นมันไม่เข้าไปในจิตใจของเราได้, แต่ว่าจิตใจ สร้าง imagination เหมือนนั้นทุกอย่างทุกประการ ขึ้นมาทันควันโดยอัตโนมัติ และไม่รู้สึกตัว ดังนั้นมันจึงเข้าไปถึงจิตใจของคนได้. ข้อนี้ถ้าเราจะพิสูจน์มันก็ยาก แต่พิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เช่นว่า เสียงของเพศตรงกันข้ามที่เราหลงรัก แม้ถูกบันทึกในจานเสียง ในเทป มันก็ช่วย ให้เกิดความรู้สึกชนิดนั้นได้, แม้จะเป็นกลิ่น รส อะไรก็ตาม. ฉะนั้น คนจึง ใช้ของปลอม หรือของเทียม เช่นหุ่นเทียมหรืออะไร ประกอบกิจกรรมทางเพศได้, ถ้าสามารถสร้าง imagination ได้. แต่ถ้าไม่สามารถสร้าง imagination ได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ ; แม้คนจริง ๆ หรือคนที่เรารักจริง ๆ แต่มันมีอะไรที่มาทำ
น.228 ให้เราไม่สร้างความรู้สึกว่า เป็นอย่างนั้นได้ มันก็ไม่มีความหมายอะไร. เช่น ความเกลียด หรือความอิดหนาระอาใจ เกิดขึ้นในขณะนั้นด้วยเหตุใดก็ตาม, คน ๆ นั้นก็ไม่สร้างความรู้สึกทางเพศให้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไปครอบงำจิตใจแล้วตั้งมั่นอยู่ เหมือนพระพุทธเจ้า ตรัสนั้น มันคือ Imagination ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่รู้สึกตัว ; แล้ว เร็วยิ่งกว่าเร็ว จนเรากำหนดรู้ ไม่ได้ว่ามันเป็นเพียง imagination . นี่หลักใหญ่ มีอยู่เพียงเท่านี้ คุณไปหารายละเอียดสังเกตดูเองเถิด. เพราะฉะนั้นจึงพูด เป็นบทนิยามว่า " เพศรส เป็นเพียงความหลอกลวงทางอายตนะ ", ขอย้ำว่า เพศรสที่กำลังรู้สึกอยู่นี้เป็นเพียงความหลอกลวงทางอายตนะ. อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ที่นี้ ทางอายตนะของใคร ? ก็ของอายตนะ, พูดกำปั้นทุบดินว่า “ของอายตนะ". แล้วอายตนะของอะไร ? มันก็ของธรรมชาติอันเร้นลับที่สุด. ธรรมชาติ ในความหมายว่า พระธรรม หรือกฎธรรมชาติ หรือธรรมชาติ อะไร ก็ตาม มันเป็นสิ่งที่ลึกลับ แล้วก็สร้างสิ่งนี้มาในลักษณะอย่างนี้ คือในลักษณะที่ ลวงมนุษย์ได้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นมนุษย์สูญพันธุ์, มันขึ้นอยู่กับการสืบพันธุ์. ธรรมชาติจึงฉลาดยิ่งกว่าคน หรืออะไร จนเราต้องเรียกว่า พระเจ้า หรือ พระธรรม, สามารถลวงสัตว์มีชีวิต หรือสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งได้ ด้วยอาศัยเพศรส ทางอายตนะ. สิ่งที่เป็นความมุ่งหมายต่อไป คือการสืบพันธุ์. ที่นี้การสืบพันธุ์ มันเป็นเรื่องไม่สนุก น่าเกลียด น่าขยะแขยง ลำบากลำบนเหลือเกิน เช่นมีลูก ออกมาก็ต้องเลี้ยงดูรักษา อย่างที่มนุษย์ไม่ชอบ, ไม่ชอบที่สุด แต่ก็ต้อง สมัครใจทำโดยไม่รู้สึกตัว เพราะการหลอกลวงของธรรมชาตินี้. ถ้ามีแต่การ
น.229 สืบพันธุ์ล้วน ๆ ไม่มี "ค่าจ้าง" ชนิดที่ไม่รู้สึกตัว ก็ไม่มีใครสืบพันธุ์. เพราะฉะนั้น ในทางเพศรส หรือความหลอกลวงทางอายตนะนี้ มันเป็นเครื่องมือหรือเป็น ค่าจ้าง ที่ธรรมชาติมันจ้างคนให้ทำการ ให้ทำในสิ่งที่คนตามธรรมดาไม่ยอมทำ, คือว่า ความยุ่งยากลำบาก สกปรก โกลาหล วุ่นวายนี้ คนไม่ยอมทำ. แต่ ก็มีเครื่องมือ หรือค่าจ้างที่บังคับหลอกลวงให้ทำได้ โดยไม่รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้น จึงสร้างต่อมแกลนด์ชนิดหนึ่งมา เพื่อการสืบพันธุ์นั้น ให้เกิดความรู้สึกสูงสุด ทางอายตนะ คืออายตนะถูกกระตุ้นถึงที่สุด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางผิวหนัง มันถูกกระตุ้นในอัตราที่พอเหมาะ ลึกซึ้งสุขุมที่สุด ; นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า ความอร่อย หรือเรียกในบาลีว่า อัสสาทะ. อัสสาทะ คือ ความอร่อยทางตา อร่อยทางหู อร่อยทางจมูก อร่อย ทางลิ้น อร่อยทางผิวหนัง, แล้วทางผิวหนังเป็นเรื่องสูงสุด ; อร่อยสูงสุด จนคนหรือสัตว์พ่ายแพ้แก่สิ่งนี้, ยอมเป็นทาสของสิ่งนี้ บูชาสิ่งนี้. เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่าธรรมชาติมีเพศรสเป็นเครื่องมือ หรือเป็นค่าจ้าง ให้มนุษย์ทำสิ่งที่ ตามปรกติมนุษย์ไม่ยอมทำ. นี่พระเจ้ามาเหนือเมฆ ธรรมชาติมาเหนือเมฆ กว่ามนุษย์ ที่เต็มไปด้วยความโง่ ; ธรรมชาติฉลาดกว่า จึงใส่อะไรมาให้เสร็จ. ถ้าไม่มีการกระทำอันนี้ มนุษย์ไม่อาจจะเกิดขึ้น ไม่อาจจะสืบพันธุ์มาจนถึงบัดนี้, มนุษย์ก็สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว หรือไม่เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้นความเกิดขึ้นแล้ว สืบพันธุ์กันมาได้จนถึงบัดนี้ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ คือความรู้สึกทางเพศ ที่เป็นความ อร่อยสูงสุด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้. ถ้าเรียกอย่าง ที่จะเตือนสติตัวเราเอง ก็เรียกว่า "ค่าจ้าง" : มันจ้างให้เราทำสิ่งที่สกปรก โกลาหลวุ่นวาย ที่ตามธรรมดาเราไม่อยากจะทำ. ขอให้ดูสัตว์เดรัจฉานต่อลงไปอีก : สัตว์เดรัจฉาน เช่นสุนัข เมื่อ ต่อมแกลนด์มันสุกถึงที่สุด มันไม่มีชีวิตเป็นอย่างอื่น นอกจากเรื่องผสมพันธุ์
น.230 กับเพศ, มันกัดกันจนตาย สุนัขของเราก็เคยตาย, มันกัดกันจนตายในชั่ว ระยะเวลา ๕-๖ วัน ที่ความรู้สึกทางเพศสูงสุด ; นั่นมันก็ไม่รู้ว่า ทำไปทำไม แต่ที่มันรู้สึกก็เพื่ออร่อยทางอายตนะสูงสุด มันเลยพยายามสุดความสามารถ ต่อสู้ กัดกันจนตาย อย่างนี้; แล้วมันก็ไม่ได้รู้ว่า เพื่อการสืบพันธุ์ ; เพราะ “นายจ้าง" คือธรรมชาติ ซ่อนเร้นความลับอันนี้ไว้ ในลักษณะที่สัตว์ที่มีชีวิต ไม่อาจจะรู้ได้. ที่นี้ คุณดูให้ต่ำลงไปอีกถึงต้นไม้ ไปเรียนชีววิทยาเรื่องต้นไม้ : มันก็มี เพศตรงกันข้าม แล้วมันต้องการดิ้นรนขวนขวายสุดประมาณเหมือนกัน ที่จะให้ เกิดการสืบพันธุ์ คือการพบกันระหว่างเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมีย มีมากมาย หลายชนิด ; มันก็มุ่งหมายจะอยู่เพื่อสิ่งนี้เหมือนกัน ; แล้วธรรมชาติก็ช่วย หลาย ๆ ทาง มีเกสรตัวผู้ตัวเมียในดอกเดียวกันบ้าง มันก็พบกันได้ง่าย, แล้ว มันดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะพบกันจนได้. ถ้าไม่ได้พบกันจะยังไม่ยอมตาย. เพราะ ฉะนั้นคนที่ฉลาดในการเพาะพันธุ์ไม้ เขาไปตัดยอดไม้มาเพาะให้งอกนั้น เขาเลือก ตัดยอดที่มันกำลังมีดอก, เช่น ต้นเข็มอย่างนี้ จะตัดยอดมาบัก เอายอดที่มี ดอกมาเถอะ ไม่ตายแน่ ; เพราะว่า มันต้องการที่จะสืบพันธุ์ มันต้องการ จะบานแล้วก็จะสืบพันธุ์, มันสงวนชีวิตไว้เพื่อให้ได้สืบพันธุ์จนได้ มันก็เลยออก รากเร็ว หรือง่าย. เกสรตัวผู้ - เมีย ที่อยู่คนละดอก มันก็ต้องมีอะไรช่วย มาผสมกันจนได้ มันพร้อมที่จะรับอยู่เสมอ; แล้วมีการป้องกัน มีการรักษา กระทั่งลมพามา กระทั่งไหลมาตามน้ำ ซึ่งอยู่ห่างกันเป็นกิโลเมตร ๆ ; เกสรตัวผู้ ไหลมาตามน้ำ มาพบเกสรตัวเมียข้างใต้น้ำ มาเป็นกิโลเมตร ๆ ก็มี. คุณไปศึกษาดูในแง่อย่างนี้ที่ว่า มันเป็นอะไรทั้งหมดของสิ่งที่มีชีวิต ; หากแต่ว่าต้นไม้มัน ไม่มีอะไรที่เป็นอายตนะสำหรับรับความรู้สึกเอร็ดอร่อย สูงเท่า
น.231 สัตว์หรือคน แต่มันก็ต้องมีเหมือนกัน ; ถ้าไม่เช่นนั้น มันคงจะไม่ดิ้นรนพยายาม เพื่อจะสืบพันธุ์. เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็อยู่ใต้วิสัยความหลอกลวงของธรรมชาติ ของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน. สิ่งที่มีชีวิตก็ไม่มีอะไรนัก นับมาจากพืช - แล้ว ขึ้นมาถึงสัตว์ - แล้วขึ้นมาถึงคน. ทีนี้คนมีอายตนะมากอย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วก็มีคุณสมบัติสูง จึงรับรสได้มาก, ฉะนั้นมันจึง ลุ่มหลงในเรื่องเพศรสในทางอายตนะยิ่งกว่าสัตว์ ยิ่งกว่าต้นไม้. แล้วก็อย่าได้ อวดดีไป มันคือโง่กว่านั่นแหละ หรือว่าถูกหลอกลวงมากกว่า ; จนมีความคิด ความหวังที่จะได้อย่างไม่มีขอบเขต ได้ทันอกทันใจ สมมุติเป็นสถาบันเทวดาขึ้นมา ในเทวโลก. เทวดานั้น ไม่มีความหมายอะไร นอกไปจากกามารมณ์, ไม่ทำการ ทำงานอะไร ไม่ปฏิบัติธรรมอะไรเหมือนมนุษย์ด้วยซ้ำไป, มีแต่ลุ่มหลงทาง กามารมณ์ทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลา. มันเป็นความคิดฝันของมนุษย์เจ้าอารมณ์ ทางกามารมณ์มากกว่า บัญญัติเรื่องเทวดาขึ้นมาอย่างนี้. เอาละสมมุติว่า ถ้ามี จริงตามที่เขาพูด มันก็เป็นเรื่องบ้าที่สุด คือเป็นทาสกามารมณ์ยิ่งกว่ามนุษย์. เพราะฉะนั้นคุณทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีว่า เพศรสคือความหลอกลวง ทางอายตนะ สำหรับธรรมชาติหลอกหรือจ้างมนุษย์ให้ทำสิ่งที่ ตามธรรมดา มนุษย์จะไม่ยอมทำเป็นอันขาด . ถ้ารู้ความลำบาก ยุ่งยาก เจ็บปวด มีอยู่ อย่างนี้ในการสืบพันธุ์ มนุษย์ก็ไม่ยอมทำ ; แต่มันมาเหนือเมฆ ตรงที่พระเจ้า หรือธรรมชาติเอาอันนี้มาเป็นค่าจ้าง. แล้วมันก็มีปัญหายุ่งยากกี่มากน้อย คุณก็ รู้ดี ; หรือว่าความสงบมีไม่ได้ในโลกนี้ มันก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่มัน ซับซ้อนกันอยู่หลาย ๆ ชั้น. จะทำสงคราม ฆ่ากันตาย วันหนึ่งเป็นร้อยเป็นพันเป็นอะไร ก็มี มูลมาจากเพศรสหรือกามารมณ์, แต่มันซับซ้อนอยู่หลายชั้น. ทหารเหล่านั้น
น.232 มารบเพื่ออะไร เพื่อค่าจ้างรางวัล มันก็เพื่อกามารมณ์, เพื่อเกียรติของ ประเทศชาติ ก็เพื่อว่าประเทศชาติอยู่มั่นคงแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะอยู่อย่าง มั่นคง เพื่อเสวยกามารมณ์, อะไรมันไปรวมอยู่ที่นี่ อย่างซิกมันฟรอยด์ว่า อยู่ มากทีเดียว. เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ลืมหูลืมตาขึ้นมา ที่มีความฉลาดก่อนคนอื่น เขาจึงมีการบัญญัติระเบียบแบบแผน วินัย ลงไปเกี่ยวกับการปฏิบัติทางเพศ หรือ ระหว่างเพศ ให้มีศีลอย่างนั้น ให้มีศีลอย่างนี้. เช่นว่า กาเมสุมิจฉาจาร ที่เรา พูดถึงกันอยู่เสมอ เป็นศีลขึ้นมา; ตลอดถึงระเบียบปฏิบัติอย่างอื่น ที่ละเอียด ลงไป เกี่ยวกับการประกอบกรรมอันนี้ : เขียนไว้ในฐานะที่เป็นสูตร เป็นศาสตร์ เป็นบทบัญญัติสมบูรณ์เหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นทุกข์เนื่องมาจากกามารมณ์ นั้น; หรือว่าเพื่อลดความเป็นทาสของกามารมณ์นี้ให้น้อยลง ให้อยู่ในวิสัย ที่พอจะดูได้. เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติว่า การประกอบกิจทางเพศที่ถูกต้องนั้น คือการประพฤติธรรม . ประพฤติธรรม เหมือนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี่แหละ. การประกอบกิจกรรมทางเพศอย่างถูกต้องนั้น คือการประพฤติธรรม; ดังนั้น เขาจึงมีสูตรต่างๆ ที่เขาเขียนกันขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องอย่างนั้น ๆ ๆ เพื่อให้มีโทษน้อย ให้มีประโยชน์เกิดขึ้น. คุณอาจจะฟังไม่ถูกว่า ประโยชน์เกิดขึ้นอย่างไร ? คือว่าถ้ามีความรู้ ถูกต้อง กามารมณ์นี่เองมันจะผลักไสคน ให้ออกไปนอกโลกได้ ; ดังนั้นจะต้อง ประพฤติประกอบกิจกรรมระหว่างเพศในลักษณะที่ลืมหูลืมตา ฉลาดเฉลียว ไม่ ลุ่มหลงมากเกินไป ; แล้วไม่เท่าไร ก็จะถอนตัวออกมาได้ คือคิดที่จะออกไป เสียจากสิ่งนี้ หรือจะอยู่เหนืออำนาจของสิ่งนี้ เช่นไปบวชเป็นฤๅษีอย่างนี้เป็นต้น นี้พูดถึงสมัยโน้น. ผู้ที่รวมความมุ่งหมายของการเขียนสูตรเหล่านี้ ที่ถูกต้อง ที่บริสุทธิ์นั้น เขามุ่งหมายที่จะให้ประกอบกิจกรรมอย่างถูกต้อง คือพอเหมาะพอสม พอประมาณ แล้วในลักษณะที่ไม่เท่าไรจะทำให้เบื่อ แล้วอยากไปบวช ; ดังนั้น
น.233 สูตรเหล่านี้จึงเป็นสูตรของพระธรรมด้วยเหมือนกัน ; และการปฏิบัติกิจเหล่านี้ อย่างถูกต้อง ก็คือปฏิบัติธรรมด้วยเหมือนกัน. โดยเหตุที่ถือว่าฆราวาสหลีกเรื่องนี้ไปไม่ไหว หลีกเรื่องนี้ไปไม่พ้น ; เพราะฉะนั้นจะต้องให้เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถูกต้อง และพอเหมาะ พอสม ; พอสมควรแล้วก็เอือมระอา หรือว่ารู้ รู้จักสิ่งนี้ดี จนอยากจะหลีกไปพ้นจากสิ่งนี้. นี่มันก็เข้ารูปเข้ารอยเดิมของเราว่า อุดมคติของมนุษย์ที่ว่า ชีวิตคือการเดินทาง ไปจนกว่าจะถึงยอดสุด ที่สุดของการเดินทาง. ดังนั้นเขาจึงถือเรื่องนี้เป็นเพียง เรื่องประกอบตอนหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งหมด. ดังนั้นเขาจึงสอนให้เป็น พรหมจารี ที่ถูกต้อง, แล้วก็เป็น คฤหัสถ์ ที่ถูกต้อง, มันก็ง่ายที่จะไปเป็น วนปรัสถ์ หรือ สันยาสี. ฉะนั้นเราจะรู้จักเรื่องเหล่านี้ หรือสิ่งเหล่านี้ให้ถูก ต้องนั้น มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง คือจะไม่ต้องเป็นทาสของเพศรสนี้ นาน และในลักษณะที่เรียกว่าพ่ายแพ้หมดทุกประตู ; แต่ไปเกี่ยวข้องในลักษณะ ที่จะรู้, แล้วผ่านไปได้. ทีนี้ก็อาศัยความรู้อะไร ? ชนิดไหน ? ถ้าถือตามหลักทางพุทธศาสนา มีหลักที่วางไว้ใช้ได้ในทุกกรณีว่า : การที่จะรู้อะไรเพื่อชนะสิ่งนั้น เราจะต้องรู้ อย่างน้อย ๓ อย่างเสมอ คือรู้ อัสสาทะ - รสอร่อยที่ใช้สำหรับลวงคน ; แล้ว ก็รู้ อาทีนวะ - คือโทษ ความเลว ความอะไรของมัน ที่ทำอันตรายคน ; แล้วอันที่ ๓ ก็รู้ นิสสรณะ -คืออุบายที่จะมีอำนาจเหนือสิ่งนั้น, ภาษาธรรมดา ก็เรียกว่า "ลูกไม้” ที่เราจะเป็นผู้ชนะต่อสิ่งนั้น. ทบทวนอีกทีหนึ่งว่า : รู้จักรสอร่อย ที่ใช้ยั่วยวนหลอกคนของมัน, ในที่นี้ก็คือ เพศรส ของกามารมณ์ ; แล้วก็รู้โทษ รู้ความเลวทรามของมัน
น.234 ที่แผดเผาให้คนผู้ที่เข้าไปลุ่มหลง ; และรู้จักลูกไม้ที่จะอยู่เหนือมัน. ก็อย่าง เดียวกับที่พูดมาแล้วว่า สูตรหรือคำสอนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็สอนเพื่อ ๓ อันนี้ : มันให้รสอร่อย ให้ความหลอกลวงยั่วยวนอย่างไร ก็รู้เสียโดยเร็ว ; แล้วก็รู้ว่า มันให้ความเจ็บปวด ทีมแทง เผาลน อะไร อย่างไร ก็รู้ในขณะนั้น. พอรู้เท่านี้ มันก็พอที่จะเห็นว่า มันเป็นอันตราย ถอนตัวออกมาได้ คืออย่าไปหลงใหล รสอร่อยของมัน, มันจะวนเวียนกันอยู่. เรารู้ความอร่อยของมัน ที่ยั่วยวนเรา หลอกเราไปเป็นทาสของมัน ; วิธีแก้ เราก็อย่าไปหลงในความยั่วยวนของมัน เรียกว่านิสสรณะ. การที่หลีกออกไปเสียจากกามารมณ์ เขาก็เรียกว่านิสสรณะ หรือ เนกขัมมะ ออกบวชจากดงของเพศรสคือฆราวาส เรียกว่า เนกขัมมะ; คือ ออกไปจากเรือน ; นี้เป็นนิสสรณะ คือ "ลูกไม้” ที่จะออกไปเสียจากอำนาจ ของมัน, เราพ้นจากอำนาจของมัน. แต่ก็ไม่ได้หมายเฉพาะทางร่างกาย ออก บวชไปเป็นฤๅษีอยู่ในป่า ; อาจจะเป็นได้ว่าในบ้านเรือนนั้นเอง ถ้ามี ความรู้ความฉลาด ในเรื่องสองเรื่องแรกพอ แล้วมันก็เฉย หรือว่าควบคุม ได้ ; แล้วก็ทำแต่พอสมควร หรือแต่เท่าที่จำเป็นที่จะต้องทำ ; หรือกระทั่ง ไม่ทำเลยก็ได้ คือไม่เป็นทาสของสิ่งนี้ต่อไป; ก็อยู่อย่างคนที่มีความรู้ความ เฉลียวฉลาด ผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ก็เคยมีเหมือนกัน. เรื่องราวเคยมีแต่โบราณ ผัวเมียนั้นก็เลยกลายเป็นคู่เดินทางไปหา โมกษะ หรือ นิพพาน, ไปด้วยกัน คล้องแขนกันไป โดยไม่มีการประพฤติ ทางเพศ ก็ยังได้ ; แล้วอยู่ที่ว่า เรารู้อัสสาทะ รู้อาทีนวะ รู้นิสสรณะ สามอย่างนี้ ; แล้วก็กลายเป็นอยู่อย่างถูกต้องได้ แม้อยู่ในบ้านเรือน. แต่ มันยากกว่าที่จะหลีกออกไป เพราะฉะนั้นจึงมีการนิยมว่า หลีกออกไปจาก บ้านเรือน.
น.235 ถ้าจำเป็นจะต้องอยู่ในบ้านเรือน มันก็ใช้หลักเกณฑ์อันเดียวกัน นั่นแหละ คือรู้แล้วฉลาด จึงอยู่เหนืออำนาจการหลอกลวงของสิ่งเหล่านี้ ; ก็เลย กลายเป็นคนที่ไม่บ้า ไม่หลง ไม่มัวเมาเกินขอบเขต เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่. เราจะเห็นว่า คนสมัยนี้เป็นทาสของเพศรส อย่างไม่มีขีดขั้น; อะไร ๆ ทั้งหมด ก็ระดมไปยังสิ่งนี้ เพื่อสิ่งนี้ ; ไปเรียนวิชาความรู้มาอย่างมากมายจากเมืองนอก เพื่อมีอาชีพสูง เพื่อมีเงินเดือนสูง ก็ใช้ไปเพื่อสิ่งนี้ หรือเพื่ออุปกรณ์ของ สิ่งเหล่านี้ ; เพื่อสิ่งนี้โดยตรงก็ได้ เพื่ออุปกรณ์ของสิ่งนี้ก็ได้. เราจะเห็นว่า มันมีอุปกรณ์มากมายเหลือเกิน ที่แพงมาก ๆ เพื่อให้มนุษย์ได้ลุ่มหลงในสิ่งนี้. . นี้คือปัญหาของฆราวาส เกี่ยวกับเพศ. เรื่องสุดท้ายที่เราควรจะรู้ ก็คือว่า การที่จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ จนเรา ถอนตัวออกมาเสียได้ นี้ไม่ใช่เรื่องของคนโง่ หรือคนบ้า เหมือนที่เด็ก ๆ หนุ่มสาวเข้าใจ. เขาอาจจะคิดไปว่าเมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ มันจะเป็นคนบ้า เป็นคน สติวิปริต ไม่ชอบสิ่งที่ตามธรรมชาติจะต้องชอบ ; มันก็อาจจะเป็นได้ แต่มัน นิดเดียว มันถูกนิดเดียว. ถ้าคนถูกตอนหรือคนที่อวัยวะเพศไม่สมประกอบนี้ มันก็จะไม่มีความรู้สึก หรือไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน; ดังนั้นก็เรียกว่า คนวิปริตผิดธรรมดา สงเคราะห์รวมไว้ในพวกคนบ้า. แต่ว่าคนที่มีสติวิปลาส ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ หรือเกลียดชังสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นพวกคนบ้าจริง. สำหรับพระอริยเจ้า ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้นั้น ไม่ใช่คนบ้า ; คือเป็นคนที่รู้จักสิ่งเหล่านี้ดี. แม้คนที่กำลังจะเป็นพระอริยเจ้า คือกำลังต่อสู้กับ สิ่งเหล่านี้อยู่ ก็ไม่ใช่คนบ้า. ดังนั้นในการที่ออกบวชจากบ้านเรือน เพื่อละสิ่งนี้ เพื่อต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่คนบ้า, ไม่ใช่คนที่ควรจะถูกเรียกว่าคนบ้า. คุณ ลองสังเกตดู คนที่เขาคิดว่า พระ ที่ออกมาเสียจากบ้านเรือน เป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ
น.236 สติไม่สมประกอบ ไม่ไปสนใจกับสิ่งที่น่าเสน่หา ; นี่เขาอาจจะคิดว่าเป็นคนสติ วิปริต นั่นเพราะว่าคนนั้นเป็นทาสของสิ่งนี้มากเกินไปจนมองไม่เห็น, ไม่เห็น อัสสาทะ, ไม่เห็นอาทีนวะ, ไม่เห็นนิสสรณะ; แล้วหาว่า พวกนี้เป็นคนบ้า ไม่ไปยุ่งกับมัน ไม่ไปสนใจกับมัน ก็มีได้. เพราะฉะนั้น การที่เรามีระเบียบปฏิบัติ หรือมีความพยายามที่จะ ทำลายความบีบคั้นของสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องบ้า ; เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ เพื่อให้เข้าสู่ระดับที่พอดี พอเหมาะเสียทีหนึ่งก่อน ไม่บ้ามากเกินไปเหมือนคน พวกนั้น, ไม่บ้ามากเกินไป เหมือนพวกที่ว่าเราบ้า; เพื่อให้ระดับพอดี เสียทีหนึ่งก่อน แล้วก็เพื่อจะชนะมัน ในที่สุด. ดังนั้นพวกที่พยายามจะข่มขี่ หรือว่า ละ หรือว่าอะไรในเรื่องความบีบคั้นของความรู้สึกทางเพศนั้น ไม่ใช่ คนบ้า. ถูกแล้ว สิ่งต่าง ๆ ถ้ากระทำผิดวิธี อาจจะกลายเป็นบ้าไปเลยก็ได้จริง เหมือนกัน ฉะนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องที่ทำถูกวิธีจริง ๆ. ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องปัญหาทางเพศของฆราวาส มีอยู่อย่างนี้ ; เรารู้ตัวปัญหานี้ก่อน แล้วเราค่อยพูดกันถึงวิธีที่จะแก้ปัญหา หรือเอาชนะมัน อย่างไร. เวลาวันนี้ของเราก็หมดลง นกกางเขนบอกว่าพอกันที สำหรับวันนี้.
Buddhadasa