น.237 บัดนี้เวลาล่วงมาถึง ๐๔.๔๕ น. แล้ว จะได้พูดกัน ถึงปัญหาเกี่ยวกับความรู้สึกทางเพศ ที่เป็นปัญหาของฆราวาส ด้วยเหมือนกัน. เราจะได้พิจารณากันโดยเฉพาะ ถึงการ ควบคุม ; ในคำถามที่เสนอเข้ามา ก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่ถามปัญหา ว่าเราจะลดความรู้สึก ที่เป็นความกำหนัดทางเพศได้อย่างไร ? นั่นก็ย่อมหมายความว่า จะต้องการความพอดี หรือความถูก ต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้; มิได้หมายความว่าจะตัด หรือทำลาย ให้สูญสิ้นไป. ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมความรู้สึก หรือความกำหนัดในทางเพศนี้ สำหรับฆราวาส และบรรพชิตย่อมไม่เท่ากัน. สำหรับบรรพชิต ก็คือผู้ที่ต้องการ จะไปก่อน หรือไปเร็ว หรือไปดีกว่า อะไรทำนองนี้ ก็จะต้องมีความมุ่งหมายที่จะ ควบคุม หรือแก้ไขมากกว่าพวกฆราวาส ซึ่งยังไม่ต้องการจะไปเร็ว หรือว่าไปก่อน ๒๐๕
น.238 • เพราะฉะนั้น คำว่าฆราวาสจึงมีคำประกอบขยายความในภาษาบาลีว่า ผู้ครองเรือน ผู้แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทน์ของหอม อย่างนี้เป็นต้น. สำหรับวันนี้ เราจะพูดกันแต่ปัญหาของฆราวาสโดยตรง หรือว่าถ้าจะ เป็นเรื่องของบรรพชิต ก็เป็นเรื่องเท่าที่มันคาบเกี่ยวกัน ก็ไปรู้ความหมายนี้ เอาเอง. ในคำถามที่เสนอเข้ามานั้นใช้คำว่า ความกำหนัด โดยตรง. สำหรับ คำว่า "ความกำหนัด" ซึ่งภาษาบาลีว่า ราคะ นี้ เมื่อถือเอาตามหลักในภาษา บาลี หรือภาษาธรรมะก็ตาม มันกว้างขวางกว่า, เขามิได้หมายถึงแต่ความ กำหนัดทางเพศอย่างเดียว ; หมายถึงความรู้สึกที่มันเข้าไปผูกพันติดแน่นในสิ่งใด ก็ได้ ที่เป็นความติดแน่นทางจิตใจ. แต่ในภาษาไทยเรานี้ หมายถึงความ กำหนัดในทางเพศทางกามารมณ์ ; ถึงแม้ในที่นี้ ในวันนี้เราจะพูดกันแต่เรื่อง ทางเพศ ทางกามารมณ์ ก็ให้รู้ไว้ด้วยว่า คำว่า ความกำหนัด ในภาษาธรรม นั้นกว้าง คือว่าจะไปกำหนัดในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องเพศโดยตรงก็ได้ แม้ที่สุดแต่ ของเล่น ของชอบใจอะไรก็ได้, สิ่งที่รักใคร่หวงแหนถึงที่สุด อย่างนี้ก็ได้ ; แม้แต่ความรู้สึกรักในลูกหลานตัวเล็ก ๆ ก็เรียกว่าความกำหนัดด้วย. ส่วนความ กำหนัดในภาษาไทย ก็หมายถึงความกำหนัดทางเพศ. และหมายถึงความรู้สึก ทั้ง ๓ เวลา คือว่าที่ล่วงแล้วมา ก็เอามารู้สึกคิดนึกกำหนัดได้, หรือกำลังเป็นอยู่ เฉพาะหน้าก็รู้สึกกำหนัดได้, หรืออาจจะคิดนึกล่วงหน้าให้มีความรู้สึกกำหนดก็ได้ ; เพราะฉะนั้นปัญหามันจึงมีมาก. ปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาความกำหนัดที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า คือในขณะ ที่ประสบอารมณ์ เกิดอารมณ์ปัจจุบันมากกว่า ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ว่ามันเนื่องกัน คืออารมณ์ในอดีตที่แล้ว ๆ มาแต่หนหลัง ไปเอามาคิดมานึกอีก มันก็กลายเป็นสิ่งปัจจุบันสำหรับเรื่องทางจิตใจ. ถ้ามันเกิดความกำหนัดขึ้นมา
น.239 เมื่อไร มันก็เป็นเรื่องปัจจุบันขึ้นมาเมื่อนั้น. หมายความว่าที่ไปนึกถึงเรื่องความ กำหนัดแต่หนหลัง หรือถึงสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดแต่หนหลัง. เอามาคิด มันก็กลายเป็นเรื่องธรรมารมณ์ขึ้นมาในใจ เกิดความกำหนัดเป็นปัจจุบันขึ้นมาได้. ส่วนเรื่องของปัจจุบันนั้นก็เอา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เฉพาะหน้าที่ มาถึงเข้า ; แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ในที่สุดมันกลายเป็นอารมณ์ในอดีต แล้วกลับมาเมื่อไรอีกก็ได้. เรื่องอนาคตก็เหมือนกัน หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เคยผ่านมาแล้ว แล้วก็คำนึงคำนวณได้ รู้สึกได้, ว่าในอนาคตจะมี อย่างนั้นอย่างนี้ ; แล้วเอามา นึกคิด มันก็กลายเป็นเรื่องธรรมารมณ์ในปัจจุบันขึ้นมาได้ ; แล้วมันก็รบกวนจิตใจ มากเท่ากัน คือมันกลายเป็นปัจจุบันได้โดยทางความคิดนึก. เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ว่า มันเกี่ยวโยงกันกว้างขวาง หรือลึกซึ้งอย่างนี้ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าราคะ หรือความกำหนัด. เราจะมัวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ปัจจุบันอย่างเดียว มันก็ไม่เป็นผลดีถึงที่สุด มันก็เลยเป็นเรื่องที่ต้องควบคุมความ รู้สึกในอดีต หรือความคิดฝันอะไรในอนาคตด้วยเหมือนกัน. ลองเปรียบเทียบ กันดูว่า ราคะ - ความกำหนัด ตามความหมายหรือตัวหนังสือนั้น เป็นอย่างไร ? บัญญัติไว้อย่างไร ? ทีนี้ เราจะพูดกันถึงตัวจริง ไม่ใช่ตัวหนังสือ. เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่อง ที่ยาก ที่จะเข้าใจได้ว่าคืออะไร ว่าความกำหนัดนั้นคืออะไร ? ยิ่งผู้ที่ยังใหม่ต่อ ความรู้สึกอันนี้ หรือใหม่ต่อความรู้สึกเรื่องทางโลก ๆ แล้ว ก็คงจะเข้าใจได้ยาก ว่าความรู้สึกที่เป็นความกำหนัดนั้น มันเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งในทางจิตใจเท่านั้น เอง. ที่ใช้คำว่าเครื่องจักรในที่นี้ มิได้หมายถึงวัตถุ ; มันเป็นเรื่องทางจิตใจ แต่มันมีลักษณะอย่างเดียวกับเครื่องจักร ที่เราเรียกว่า mechanism คือสิ่งที่มันทำ หน้าที่เกี่ยวโยงกันไปตามลำดับ แล้วมีผลเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน เหมือนเครื่องจักร ก็เรียกว่า ความแน่นอน.
น.240 เครื่องจักรที่เราใช้ประกอบการอุตสาหกรรมนั้น มันเป็นเครื่องจักรทาง วัตถุมีตัวตนเป็นวัตถุ : แต่เครื่องจักรที่พูดถึงนี้ มันเป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน มันเป็นนามธรรม. แต่ถ้ามองให้ดี มองให้เห็นแล้ว ก็จะเห็นเป็น รูปร่างเหมือนกัน, เป็นรูปร่างทางฝ่ายนามธรรม คือจะต้องมีอะไรที่เป็นส่วน ประกอบ หรือทำหน้าที่ครบถ้วน แล้วเมื่อมาสัมพันธ์กันเข้าแล้ว ก็ต้อง มีการทำงานเกิดขึ้นเป็นลำดับ ๆ ไปอย่างเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนกับเครื่องจักร. คำว่า "เหมือนกับเครื่องจักร" นั้น หมายความว่า มันจะเหมือนอย่างนั้นทุกที ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ; ผมเคยสรุปความเป็นคำโคลงเล่นว่า : - สัมผัส กำหนัด นั้น เครื่องจักร ในกาย อารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลัก ต่างหาก แต่โลกหลงว่าแก้ว ก่ำกาม บรรทัดแรกว่า สัมผัส กำหนัด นั้น เครื่องจักรในกาย คือการที่ ได้รับความสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ นั้น มันเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งในร่างกาย คนเรา ; หมายความว่า ถ้าอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในมีการสัมผัสกัน เข้าแล้ว ก็จะเกิดวิญญาณ, จะเกิดสัญญา, แล้วจะเกิดเวทนา, จนเป็น ความรู้สึกกำหนัด พอใจ ซึ่งเป็นเวทนา; อาการเกิดอย่างนี้จะเป็นเหมือน เครื่องจักร คือแน่นอน เร็วที่สุด จนแทบจะกำหนดไม่ได้ เหมือนกับเครื่องจักร ที่มันหมุนเร็ว ๆ อย่างนั้น ; ก็เป็นเครื่องจักรที่มีอยู่ในร่างกายคน แต่ไม่ใช่ตัว ร่างกายโดยตรง ; มันเป็นเรื่อง mechanism ทาง mentality . เรื่องอย่างนี้ เราเรียกว่าทาง mentality ไม่ใช่ทาง spiritual อะไรมากมายนัก คือเป็นเรื่องจิต
น.241 ที่เกี่ยวข้องอยู่กับร่างกาย ; ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็นหรือสติปัญญาล้วน ๆ ซึ่งเป็น เรื่องทาง spiritual. บรรทัดที่ ๒ - ๓ ว่า : อารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเที่ยง ตรงหลัก ต่างหาก ; นี้อธิบายอยู่ในตัวเสร็จ. อารมณ์นั้นคือข้างนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. พบอินทรีย์, อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้าแล้ว ก็ทำงานเที่ยงตรงหลัก คือ เกิดวิญญาณ เกิดผัสสะ เกิดสัญญา เกิดเวทนา เป็นเครื่องจักรที่แน่นอนอย่างนี้ .. บรรทัดที่ ๔ ว่า : แต่โลกหลงว่าแก้ว ก่ำกาม . นี่เป็นภาษา คำประพันธ์ มันต้องไปอย่างนี้เอง. แต่โลกหลงว่าแก้ว, หมายความว่า ชาวโลก-ฆราวาสนี้หลงว่าเป็นของวิเศษ ประเสริฐสูงสุด, หลงว่าแก้ว. กำกาม ก็คือมีจิตใจเต็มปรี่ไปด้วยความรู้สึกทางกามารมณ์. นี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เรื่องที่คนไม่รู้ เข้าใจว่าวิเศษ ประเสริฐ หลงใหล บูชากว่าสิ่งใดนั้น ที่แท้เป็นเพียงเครื่องจักรประจำอยู่ในร่างกาย ในทาง ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้ได้เองว่า ความหลงในเรื่องนี้มันเป็น อย่างไร ? หลงมากหลงน้อยอย่างไร ? โง่หรือฉลาดอย่างไร ? สัตว์ทั่วไปในชั้น กามาวจรภูมิ, คือสัตว์ทั้งหมดในโลกตามธรรมดานี้ ก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้ แล้วก็ หลงเรื่องนี้ได้มาก เพราะมันยังมีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น ; คือความสัมพันธ์กัน ระหว่างจิตกับร่างกายนี้ ยังมีอยู่อีก ที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน และส่งเสริม ซึ่งกันและกันให้มันแรงขึ้น ; เช่นร่างกายสบายแข็งแรง ความรู้สึกทางนี้ก็แรง ; หรือว่าทางจิตคิดนึกได้เก่ง มันก็ส่งเสริมความรู้สึกอันนี้ได้แรง ก็เลยเป็นปัญหา มาก คือปัญหาที่เกี่ยวโยงกัน สลับซับซ้อนมาก. แต่ต้องสรุปความว่า สิ่งที่
น.242 เรียกว่าความกำหนัดนั้น มันเป็นเพียงเครื่องจักรในกาย. เมื่ออารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงานเหมือนเครื่องจักร ; ถ้ารู้อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์มาก คือจะได้ บรรเทาความหลง. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงความรู้ ความคิด หรือวัฒนธรรมโบราณเกี่ยวกับ เรื่องนี้บ้าง เพราะว่า มันก็มีประโยชน์ ; คือเราก็ยอมรับ หรือเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้วว่า เรื่องวัฒนธรรมทางจิตใจ หรือเรื่องทางศาสนานี้ เรารับมาจากอินเดีย ประเทศอินเดียเป็นต้นตอของวัฒนธรรมประเภทนี้. ในประเทศอินเดียก็มีอะไร มาก มีการค้นคว้ามาก ; เรื่องเกี่ยวกับความกำหนัดนี้ เขาก็มีการค้นคว้าสุดเหวี่ยง ของเขา ; เขาก็บัญญัติไว้อย่างนั้น ๆ สำหรับผู้ปฏิบัติจะได้ศึกษา โดยเฉพาะ ก็เกี่ยวกับเรื่องทำโยคะ. โยคะก็คือ การทำกัมมัฏฐาน ; ผู้ทำกัมมัฏฐานนั้น ก็เรียกว่า โยคี. ฉะนั้นเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมความกำหนัด นี้ก็เป็นปัญหา เฉพาะหน้าของพวกโยคี เขาจึงค้นคว้ากันอย่างสุดเหวี่ยงเหมือนกัน เพื่อให้ความ เป็นโยคีนั้นเป็นไปได้ ; หรือว่าพวกโยคีที่ได้ปฏิบัติอยู่ หรือปฏิบัติแล้วรู้สึก อย่างไร เป็นความจริงอย่างไร ก็เขียนไว้ หรือเล่าไว้ สอนไว้. เขาสอนไว้ว่า ความรู้สึกกำหนัดประเภทใต้สำนึก มีอยู่ด้วยการสะสม ของความกำหนัดตามปกติสามัญทั่วๆ ไป. เขาอธิบายว่า เมื่อคนเห็นเพศตรง กันข้าม หรือได้ยินเสียง หรืออะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม ก็จะเกิด ความรู้สึกในจิตขึ้นมาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าความกำหนัด. ที่จริงมันก็หลีกหลัก อันนี้ไปไม่พ้น ที่ว่ามาแล้วตะกี้นี้ ว่า อารมณ์พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ; ทำงาน เที่ยงตรงหลัก ต่างหาก. นี้เมื่อไม่มีปัญญา ไม่มีสติ ไม่มีความรู้ มันก็เกิด ความกำหนัด. แต่สิ่งที่เรียกว่า ความกำหนัดทีแรกนี้มันเผา, เขาใช้คำว่าเผา เผาเยื่อในกระดูก ; คือว่าความรู้สึกมันจะแล่นลึกเข้าไปถึงเยื่อในกระดูก เผาเยื่อ
น.243 ในกระดูก ให้ละลายเป็นน้ำ, น้ำใส ๆ ชนิดหนึ่งก็ปรากฏออกไปในถุงที่เก็บ ภาษา เดี๋ยวนี้ว่าต่อม prostate อันนี้จะมีเพิ่มขึ้นทุกคราวที่เห็นสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด หรือได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้ม ได้สัมผัส อะไรก็ตาม. เมื่ออันนี้ถูกเก็บไว้มาก ก็เป็นความกำหนัดใต้สำนึกที่มากขึ้น ๆ คือจะรู้สึกมีความกำหนดโดยไม่เจตนา มากขึ้น ๆ; แล้วก็เป็นการรบกวนอย่างยิ่ง จนถึงกับว่าเราต้องการจะคิด จะ ศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความรู้สึกทางเพศมันก็มารบกวนเสีย มาขัดขวางเสีย มาขัดคอเสีย ; นี่มันเป็นความกำหนัดใต้สำนึกรบกวน. พวกโยคีเห็นเป็นปัญหามาก และเห็นเป็นความเสียหายมาก จึงบอก ให้รู้: เพราะว่าถ้ามันเป็นไปสูงสุด มันก็รบกวนมาก ถึงกับฝัน, ฝันใน ลักษณะที่เป็นเรื่องทางไม่ดีไม่งาม ; หรือว่าถ้ามันมีมาก น้ำที่เก็บไว้ในถุงก็ไหล ออกมาในความฝันเป็นต้น ; ซึ่งตามหลักของพวกโยคีถือว่า เป็นความฉิบหาย หมด, เป็นความเสียหายหมดทางโยคะ เขาจึงมีการสอนแนะนำ ให้ระวัง ป้องกันตั้งแต่ภายนอก อย่าให้เกิดเผลอสติเมื่อเห็นรูป เมื่อได้ยินเสียง ฯลฯ ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นก็แสดงว่า เขาก็รู้เรื่องนี้กันในลักษณะอย่างนี้ จะถูกหรือตรงกับความรู้สมัยปัจจุบันนี้หรือไม่ มันไม่เป็นประมาณ ; เพราะว่า ความรู้ในสมัยนี้ของคนปัจจุบันอาจจะผิดก็ได้ หรือความรู้ของคนโบราณอาจจะ ผิดก็ได้. แต่ถ้าสิ่งใดมันเป็นประโยชน์คือมันช่วยได้ สิ่งนั้นนั่นแหละคือถูก ; เพราะฉะนั้น เราก็เอาข้อพิสูจน์ในตัวมันเอง ที่มันช่วยได้ หรือมันมีประโยชน์ นั้นแหละเป็นความถูกต้อง. ตามหลักนี้ เขาพูดไว้สำหรับพวกโยคี ซึ่งเป็นบรรพชิต ที่ต้องควบคุม กันถึงขนาดหนัก ; สำหรับฆราวาสปุถุชนคนธรรมดาอาจจะไม่ถือหลักอย่างนั้น ก็ได้ เพราะเขาต้องการ ; หรือกลับจะเห็นเป็นของดีของวิเศษไปเสียก็ได้
น.244 ที่เขาได้มีความกำหนัดมาก ๆ ถึงขีดสุด อะไรทำนองนี้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้าสิ่ง เหล่านี้มันเกินขอบเขต มันก็เป็นโทษอย่างยิ่ง แม้แก่พวกฆราวาส ; เพราะ ฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องรู้และควบคุม. จากหลักอันนี้ จากหลักที่เขาวางไว้ สำหรับโยคะนี้ มันทำให้เราเข้าใจได้ในด้านต่อไป คือในทางด้านของบรรพชิต ว่าความกำหนัด เมื่อมันเป็นเครื่องจักรในลักษณะอย่างนี้แล้ว มันก็เลยทำให้ มองเห็นชัดอยู่ว่า มันเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ; หรือว่าคนอาจจะหมดความรู้สึกที่ เป็นความกำหนัดได้ โดยไม่ต้องเป็นคนบ้า. เมื่อควบคุมความรู้สึกกำหนัด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรก็ตามด้วยสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ไม่สะสมสิ่งที่ว่านี้, สิ่งที่ รบกวนอยู่ภายใต้สำนึกนี้. เพราะฉะนั้นคนที่มีสติสัมปชัญญะมากจนควบคุมได้ ทุกคราว ทุกกรณีที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียงเป็นต้น ก็จะเป็นผู้ที่ไม่สร้างความ กำหนัด, ไม่สะสมความกำหนัด, เป็นผู้ป้องกันความกำหนัดได้ ; แล้วก็ สบายดี หรือสบายกว่าคนที่ปล่อยไปตามธรรมชาติในลักษณะที่กล่าวแล้ว. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ หรือความเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นสิ่งที่มีได้โดยไม่เหลือ วิสัย ; และพระอรหันต์ก็ไม่ต้องเป็นคนบ้าคนบอ หรือเป็นคนที่มีสติวิปริต มีจิตใจวิปริตอะไร ; เพราะเป็นเพียงเรื่องการสะกัดกั้นความรู้สึกอันนี้ ไม่ให้เกิด ไม่ให้สะสมอีกต่อไป. การหมดราคะ ความกำหนัดนั้นก็เป็นของที่เป็นไปตาม กฎของธรรมชาติธรรมดาได้ โดยไม่ต้องมีความวิปริตผิดปกติในทางจิต หรือใน ทางร่างกาย. คนสมัยนี้มักจะสงสัยว่า พระอรหันต์นั้นเป็นผู้มีความวิปริตผิดปกติ เพราะหมดความรู้สึกอย่างที่คนธรรมดาเขามี ๆกัน. เพราะฉะนั้นเรารู้เรื่องความ รู้สึก ที่เรียกว่าความกำหนัดนี้ ในลักษณะอย่างที่มันเป็นเหมือนเครื่องจักร ;
น.245 แล้วถ้าควบคุมได้ก็กลับเป็นผลดี. ควบคุมกำลังร่างกาย จิตใจอะไรเหล่านี้ไว้ได้ดี มันก็กลายเป็นกำลังที่หล่อเลี้ยงสติปัญญา. ความกำหนัดครั้งหนึ่งที่เป็นไปถึงขีด สุดนั้น มันเป็นเครื่องทอนกำลังกาย ; แต่ถ้าควบคุมไว้ได้ มันก็กลายเป็นเครื่อง ส่งเสริมกำลังกาย กำลังสติปัญญา ส่งเสริมมันสมองให้ทำหน้าที่คิดนึกเข้มแข็ง ลึกซึ้งได้. แต่ถ้าพ่ายแพ้แก่สิ่งเหล่านี้ มันก็ทอนกำลังกาย ทอนกำลังปัญญา ให้อ่อนเพลียทรุดโทรมไป ; มันเป็นการใช้จ่าย ไม่ใช่เป็นการรับ หรือสะสมไว้. การที่ไม่รู้สึกมีความกำหนดนั้น มันเป็นการสะสมกำลังของจิต ของ สติปัญญาไว้ ; แต่ในทำนองเดียวกัน คนที่มีกำลังจิตสูง มีกำลังสติปัญญาสูง เมื่อกำหนัดก็กำหนัดได้มากกว่า กว้างขวางกว่า ลึกซึ้งกว่า ; มันเป็นกฎในตัว ธรรมชาติอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเรารู้สึกมัน เรารู้จักมัน ในการที่จะป้องกัน หรือแก้ไขให้พอเหมาะพอสม. เมื่อคุณมีหลักว่า เป็นเรื่องของฆราวาส ต้องการ แต่ที่ฆราวาสจะพึงกระทำนี้ ก็ควรจะรู้ว่า มันคนละระดับกันกับบรรพชิต. ทีนี้ เราก็จะพูดกันเพียงในระดับ เรื่องของฆราวาส ; หรือว่าผมไม่อาจจะพูดไปใน เรื่องของฆราวาสโดยเฉพาะ ก็จะพูดไปในหลักที่กว้าง ๆ และทั่วไป; แล้วคุณ ก็เอาไปวินิจฉัยตัดทอนลงไปเอง ตัดทอนลงไปให้พอเหมาะพอสมแก่ความเป็น ฆราวาสเอง. ถ้ามันเป็นปัญหาขึ้นมาว่า ความกำหนัดนี้มันทำอันตรายแก่ความผาสุก ของจิตใจ, หรือว่าบางคนที่ควบคุมไม่ได้ ปล่อยไปสุดเหวี่ยงในความรู้สึกอันนี้ ก็ประสบความฉิบหายทั้งทางกายทางจิตนี้ก็มี ; ปัญหาทางการควบคุมมันก็เกิดขึ้น ไม่ว่าฆราวาส หรือบรรพชิต. ทีนี้ เราจะพูดถึงการควบคุมโดยทั่ว ๆ ไป อย่างกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป มันก็มีการควบคุมทางฟิสิกส์ หรือทางร่างกายเนื้อหนังประเภทหนึ่ง ; การควบคุม
น.246 ทางจิตใจนั้นอีกประเภทหนึ่ง ทั้งที่มันเนื่องกัน เราก็ยังแยกได้เป็นสองอย่าง อย่างนี้. พวกที่รู้แต่เรื่องทางฟิสิกส์ ทางร่างกาย ทางเนื้อหนังก็ย่อมจะมุ่ง ควบคุมแต่ทางเนื้อหนัง ; พวกที่สนใจทางจิตทางวิญญาณก็มุ่งควบคุมทางจิต ทางวิญญาณ ; เป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นจะต้องดึงมาให้มันพบกันได้เท่าไรก็ยิ่งดี. จะพูดถึงการควบคุมทางฟิสิคส์ มันก็มีการกระทำทางฟิสิคส์ เช่น การ ผ่าตัด การใช้หยูกยา กระทั่งการบีบคั้นร่างกายให้มันทุพพลภาพไป เหล่านี้เคยมี มาแล้วตั้งแต่ครั้งโบราณหลายพันปีในอินเดีย หรือว่าในประเทศอื่นที่อยู่ใกล้เคียง หรือที่มีระดับความเจริญ ทางวัฒนธรรมอะไรสม่ำเสมอกัน. ในหนังสือเกี่ยวกับ เรื่องนี้ เราอ่านพบว่า พวกยิวเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ก็มีพูดถึงการผ่าตัดแก่เด็ก เพื่อควบคุมความรู้สึกอันนี้. เขาว่า มีหมอผู้หญิง หมอกลางบ้าน เที่ยวเดิน ไปตามหมู่บ้าน ; บ้านไหนมีเด็กคลอดใหม่ ต้องการจะทำการผ่าตัด เพื่อควบคุม ความรู้สึกอันแรงกล้าในทางนี้ของเด็กในอนาคต ก็ให้หมอนี้ทำ; เป็นหมอ กลางบ้านคล้าย ๆ กับหมอตัดสายสะดือเด็ก. หมอจะทำการผ่าตัด หรือขีด หรือ ทำลาย ที่อวัยวะของเด็กหญิง โดยเฉพาะบางส่วน เพื่อว่าเด็กนี้โตขึ้น จะไม่มี ความรู้สึกทางเพศรุนแรง ; ทำกันเมื่อเด็กคลอดมาใหม่ ๆ นี่ก็มีเขียนเล่าไว้ อย่างนี้. ตลอดถึงทำแก่เด็กผู้ชายหรือคนหนุ่ม ชายหนุ่ม ; นี้เป็นตัวอย่าง ในทางผ่าตัด. แล้วก็มีการใช้หยูกยาที่เขาค้นคว้าตำรับตำราทางโบราณ เพื่อ ส่งเสริมความกำหนัด หรือเพื่อลดความกำหนัด. ฝ่ายการกระทำแก่ร่างกายให้ทุพพลภาพ ซึ่งรุนแรงมาก ; พวกโยคี บางประเภทในประเทศอินเดีย เขาทำการทรมานร่างกาย ; กลายเป็นคนที่ผอม เป็นคนที่มีความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่เสมอ ความรู้สึกทางเพศมันก็ลดลงไป ไม่รบกวน ; เขาก็พอใจแล้ว ว่าเท่านี้ก็เป็นที่พอใจแล้ว. แต่มันเป็นเรื่องทาง ศาสนา เป็นเรื่องทางลัทธิ เขาก็เขียนไปในรูปที่ว่า พระเจ้าโปรดปรานแล้ว ;
น.247 เมื่อเราทำความทรมานร่างกายให้ทุพพลภาพอย่างนี้แล้ว พระเจ้าโปรดปราน ได้บุญ. เขาพูดเป็นบุคคลาธิษฐานอย่างนั้นไปเสีย แทนที่จะพูดไปอย่างตรงๆ จริง ๆ ว่า ทำอย่างนี้ความกำหนัดมันลดน้อยลงไป มันไม่รบกวนเรา, เราสบาย. นี้เขากลับพูดไปในทำนองว่า เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ตายแล้วจะได้ไป สวรรค์ ไปอะไรตามเรื่อง. นี่เป็นการควบคุม หรือทำลายความกำหนัด โดย ทางบีบคั้น หรือทำลายอวัยวะร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง. ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า การควบคุมทางฟิสิคส์ เป็นทางฟิสิคส์ทางฝ่ายร่างกายทั้งนั้น. ทีนี้ ฝ่ายการกระทำทางจิตใจ ทางฝ่ายวิญญาณ : เขาใช้กำลังของ ความคิดความรู้ บ่มความคิด ความรู้ ให้เกิดขึ้นถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นญาณ- ทัสสนะ, คือความรู้สึกที่รุนแรงทางจิตใจ จนครอบงำความรู้สึกที่ไม่ปรารถนา นี้ได้. เกี่ยวกับทางจิตใจนี้ มันก็มีอย่างเดียวกับที่เราได้รับคำสั่งสอนแนะนำในทาง พุทธศาสนานี้ ; แต่อย่าเข้าใจว่าเพิ่งมี มันอาจเป็นของมีมาก่อนพุทธศาสนาก็ได้. คำสอนเรื่องปฏิกูล เรื่องอสุภ, เรื่องปฏิกูลสัญญา อสุภสัญญา เช่น เราสอน ตจบัญจกกัมมัฏฐานกัน ในวันแรกบวชเป็นพระในอุโบสถเมื่อวันบวชนั้น ให้มอง สิ่งเหล่านั้นเป็นของปฏิกูล อย่าให้เกิดความกำหนัดยินดี จึงจะมีจิตใจสูงเหมาะสม ที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. แต่เมื่อยกเอาทั้งหมดไม่ได้ ก็ยกเอามาเพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง, มาศึกษาความเป็นปฏิกูลของมัน และเราเคยหลงว่าเป็นของ สวยของงาม, นี้ก็เป็นเรื่องให้ศึกษาความรู้สึกที่เป็นความกำหนัด, ป้องกันความ กำหนด ต้องการจะบังคับความรู้สึกทางเพศ. อสุภสัญญาก็มีความหมายอย่างเดียวกัน : ให้เห็นว่าสิ่งที่เราเห็นกันว่า งามนั้น มันไม่งาม กระทั่งทั้งหมด ทั้งเนื้อทั้งตัว ; เช่นให้ไปดูซากศพในป่าช้า จะมองเห็นสภาพความเป็นจริงของร่างกายที่เป็นไปตามธรรมชาติ จะมาเป็นเครื่อง
น.248 ทำให้สลดสังเวช จะข่มความรู้สึกที่เป็นความกำหนัด ; กระทั่งคำของปู่ ย่า ตา ยาย พูดไว้ว่า "ความงามอยู่ที่ซากผี" . ไปดูซากศพต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว จะพบความจริงของธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นความงามในทางธรรมะ ซึ่งจะช่วย ให้มนุษย์ดีขึ้น หรือเอาชนะกิเลสได้. ความงามอยู่ที่ซากผี นั้น ให้ขยันไปดู, แล้วก็ขยันเจริญปฏิกูลสัญญา อสุภสัญญา, นี้เป็นหลักพื้นฐานทั่วไป เป็นขั้น ก. ข. ก. กา พื้นฐานเบื้องต้นทั่ว ๆ ไป จะต้องกระทำ. ถ้าว่าจะเลื่อนสูงขึ้นไปอีก ก็พิจารณาโดยความเป็นธาตุ, เป็นไป ตามธรรมชาติ ไม่ใช่อะไรมากไปกว่านั้น ; คือเริ่มเห็นไปตั้งแต่ว่า ความกำหนัด รู้สึกกำหนัด หลงใหลอย่างยิ่งนี้ มันเป็นเรื่องความลวง ความหลอกลวงของ ธรรมชาติ ; เป็นความหลอกลวงทาง อายตนะ คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส ; เป็นความหลอกลวงทางอายตนะ ของธรรมชาติ เราโง่ รู้ไม่ทัน ไปหลงรู้สึกพอใจสูงสุด ; อย่างนี้ก็ได้. มอง เห็นเป็นความถูกลวง น่าขายหน้า มันก็ซาความกำหนัด ; แต่มันก็ต้องทำให้ มาก ทำจนรู้สึกโดยแท้จริง เข้าใจจริง เห็นจริง ว่า มันเป็นความถูกลวงของ อะไรอย่างหนึ่ง ให้เราเป็นทาสของมัน. จะมองไปในรูปของความพ่ายแพ้ก็ได้ ว่า นี้คือ ความพ่ายแพ้ที่น่า ละอายที่สุด โดยเฉพาะสำหรับพวกบรรพชิต. แต่พวกชาวบ้านเขาไม่เห็นเป็น ความพ่ายแพ้ เขาเห็นเป็นความชนะ เป็นความได้ ; เป็นการบริโภค เป็นการ เสวยอะไรที่มันวิเศษประเสริฐ ; ไม่มองเห็นเป็นความพ่ายแพ้. และนี่ก็ต้องจัด เป็นความโง่ หรือความหลง. ถ้ามันไม่มีความล่อลวงอะไรที่มีอำนาจมาก คน ก็ไม่พ่ายแพ้ หรือไม่หลง. ทีนี้มันมาเหนือเมฆมากกว่า คนก็หลงว่าเป็น ความชนะ, คนก็หลงว่าเป็นการได้ที่ดี เป็นการได้ที่สูงสุด.
น.249 นี่มนุษย์ คนธรรมดาสามัญ จึงเป็นทาสของสิ่งนี้ ขนาดที่ว่าทำอะไร ต่ออะไรก็เพื่อสิ่งนี้ไปเสียทั้งหมด. หาเงินหาทองมาได้มากมาย ก็เอาไปใช้ถลุง พักเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกี่ยวกับสิ่งนี้ ; แล้วก็ทำอยู่อย่างนี้จนตลอดชีวิต. คุณ ไปพิจารณาดู. ถ้าเราพูดตามโวหารทางศาสนาก็ว่า นี่เป็นทาสของมาร. ความ ถูกหลอกลวง หรือความพ่ายแพ้นี้คือความเป็นทาสของมาร เป็นขี้ข้า เป็นบ่าวไพร่ เป็นทาสของพระยามาร ; สำหรับพระยามารจะได้จูงไปให้ทำอะไรได้ ตามที่ พระยามารต้องการ. นี่คนที่ลุ่มหลงในความรู้สึกอันนี้แล้ว ก็จะถูกกิเลสอย่างอื่น จูงไปทำอะไรก็ได้ ทุกอย่างทุกประการ ; แล้วมันก็เนื่องไปถึงกิเลสอื่นด้วยกัน เพราะความกำหนัด ความรัก นี้จึงทำให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้เศร้าอะไร ได้อีกมากมาย ; อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นทาสของพระยามาร ตามแต่พระยามารมัน จะจูงไปให้เป็นอะไร, ให้ทำอะไร. ถ้าคุณไม่รู้ คุณจะเข้าใจไปว่า มันแยกกัน ว่าความรักก็เรื่องหนึ่ง ความโกรธก็อีกเรื่องหนึ่ง ความเกลียดก็อีกเรื่องหนึ่ง ความกลัวก็อีกเรื่องหนึ่ง ความเศร้า ความอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง, คนละเรื่องคนละทาง ; แต่ที่แท้มันจะ มีมูลไปจากความกำหนัด ความรักที่ฝังอยู่ในจิตใจนี้. เมื่อไม่ได้อย่างใจมันก็โกรธ บางทีมันก็โกรธไว้ล่วงหน้า บางทีมันก็กลัวเอาไว้ล่วงหน้า หึงหวงไว้ล่วงหน้า ฯลฯ. กระทั่งความเศร้าความทุกข์ทุกชนิดมันมาจากความรัก คือความยึดมั่นถือมั่นใน สิ่งที่ตนรัก ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ความโศกทั้งหลายมาจากความรัก ; หรือพูด กันอย่างง่ายๆ ก็ว่า ความรักนี้เป็นต้นเหตุของความโศก ความกลัว ความทุกข์ อีกหลาย ๆ อย่าง ; ความอิจฉา ริษยา ความหึงหวง อะไรก็ตามมันมีมูลมาจาก ความรัก. การกระทำทั้งหมดนี้พูดโดยบุคลาธิษฐานแล้ว พูดว่าเป็นเรื่องของ พระยามาร จูงจมูกคนไปเป็นอะไรก็ได้ เป็นไปตามอำนาจของพระยามาร.
น.250 ที่นี้ ปัญญาความรู้ที่สูงสุดตามหลักพุทธศาสนา ก็คือการพิจารณาเห็นว่า ความรู้สึกในใจที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอันนี้ มันก็เป็นเพียงความรู้สึก ตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นจึงใช้สำนวนที่คนธรรมดาเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะฟังออกว่า "อันนั้นก็สักว่าอันนั้น" เท่านั้น ; เช่นว่า ความกำหนัด มันก็สักว่า ความ กำหนัดเท่านั้น. เหมือนกับคน นี้ก็สักแต่ว่า คน, ไม่ใช่ตัวตน เราเขา, สักว่าธรรมชาติ. ความกำหนัดนี้ก็เหมือนกัน มันก็สักว่าเป็นความกำหนัดเท่านั้น, ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่อะไร เรารู้สึกเป็นตัวเป็นตน ที่เป็นของวิเศษวิโส บูชามัน ; แต่ทางธรรมะบอกว่า มันสักแต่ว่าความกำหนัดเท่านั้น. ก็หมายความ ว่า สักแต่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ เที่ยงตรงอย่างเครื่องจักร ดังที่พูดมาแล้วข้างต้น. นี่คือความหมายของคำว่า "มันสักว่าอันนี้เท่านั้น" ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร. เพราะฉะนั้นขอให้มีสติสัมปชัญญะทันควันทุกครั้งที่มีความ กำหนัด, ให้รู้ว่า อ้าว, มันสักแต่ว่าความกำหนัด เท่านั้น. หรือถ้าจะได้พ่ายแพ้ แก่กิเลสเรื่องนี้ไป เสร็จเรื่องเสร็จราวแล้ว ก็ให้เกิดความรู้สึกเป็นสติสัมปชัญญะ ขึ้นมาว่า อ้าว, มันก็สักว่าความกำหนัด อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. ถ้าจะป้องกัน อย่างดีก็ต้องป้องกันไว้ตั้งแต่ก่อนมันเกิดขึ้น ; พอจะ น้อมไปสู่ความกำหนัด ก็ว่า สักแต่ว่าความกำหนัดเท่านั้น. นี่เรียกว่ามีสติ สัมปชัญญะดีป้องกันได้ตั้งแต่ที่วี่แวว หรืออารมณ์ของความกำหนัดจะผ่านเข้ามา. มันอาจจะเคยพ่ายแพ้ไปหลายครั้ง หรือหลายสิบครั้ง ; แต่แล้วมันก็ควรจะ ฉลาดขึ้น ๆ จนรู้เท่ารู้ทันว่า อีแบบนี้มาอีกแล้ว ก็หยุดชะงักเสียเพียงเท่านั้น ไม่ให้มันเป็นไปถึงขีดสุดของมัน. • เพราะฉะนั้นความรู้ที่รู้ว่า อะไรเป็นเพียง สักว่าอันนั้นเท่านั้น นี้แหละเป็นความรู้ที่ประเสริฐที่สุด ที่พระพุทธศาสนา ต้องการให้รู้. อย่าได้เป็นตัวเป็นตน เป็นของจริงจัง วิเศษวิโสอะไรขึ้นมา, ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงสักว่าอันนั้นเท่านั้น ; เหมือนที่เราพิจารณาปัจจเวกขณ์ ว่า
น.251 "สักแต่ว่า ธาตุ เป็นไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ, ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา, ไม่ใช่สัตวะ ไม่ใช่ชีวะบุคคลอะไร. นี้คือวิธีพูดที่มี ความมุ่งหมายส่วนใหญ่อยู่ที่ว่า "อันนี้สักว่าอันนี้เท่านั้น" เช่นร่างกาย ก็สักว่า ร่างกาย, สักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น อย่าเป็นตัวตนอะไรขึ้นมา. ฉะนั้น สุขเวทนาอันสูงสุดที่พูดกันว่าเป็น ความเอร็ดอร่อย ถึงที่สุดอะไรนั้น มันก็ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรมากไปกว่า ความเป็นอย่างนั้นตามธรรมชาติ. ทีนี้ การที่จะประยุกต์กันเข้ากับหลักพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ ก็จะต้องมอง ไปยัง สิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเป็นตัวพระพุทธศาสนา ; มัชฌิมาปฏิปทา -การปฏิบัติที่อยู่ในระดับกลาง วางไว้เป็นกลางนั้น ; เป็นฆราวาส หรือเป็น บรรพชิต ก็ต้องมีมัชฌิมาปฏิปทา สำหรับเพศนั้น ๆ โดยเฉพาะเป็นอย่าง ๆ ไป. ฆราวาสจะเกี่ยวข้องกับความกำหนัด หรือจะมีความต้องการในเรื่องของความ กำหนัดนี้มากน้อยเท่าไร ก็ขอให้มันอยู่ในระดับที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา, จำกัด ความลงไปว่า "ไม่ถึงกับหลง". หลงนั้นมันหลงในทางตรงกันข้ามคือฝ่ายโน้น และฝ่ายนี้. หลงในฝ่ายหนึ่ง ก็เป็นทาสไปเลย, ลุ่มหลงในความเอร็ดอร่อยนี้ จนเป็นพระเจ้าไปเลย นี่เรียกว่าลุ่มหลงสุดเหวี่ยงฝ่ายนี้. ลุ่มหลงสุดเหวี่ยงอีก ฝ่ายหนึ่ง ลุ่มหลงตรงกันข้าม ก็คือว่าโกรธแค้นเกลียดชัง ทำลายมันเสียเลย. อย่างที่บางคนจะไปตอนอวัยวะทางเพศ ตัดต่อมแกลนด์ความรู้สึกทางเพศไป เสียเลย ผ่าตัดอะไรให้มันหมดเรื่องกันเสียที ; นี้เรียกว่าสุดเหวี่ยงทางฝ่ายนี้. ทีนี้มัชฌิมาปฏิปทา ก็คือเป็นคนปกติ เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร ให้ถูกต้อง. ถ้าเป็นฆราวาสก็ปฏิบัติตามหลักของฆราวาส ที่พระพุทธเจ้าวางไว้ อย่างไรนั้น ให้พอเหมาะพอดีเกี่ยวกับเรื่องเพศ เท่านี้ก็เรียกว่าถูกต้องแล้ว ; มันก็ได้รับผลเป็นความพอดี ไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์น้อย ; แต่แล้ว
น.252 ก็เป็นความเจริญในทางจิตใจ คือมีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ นานเข้า เมื่อผ่านไปพอสมควรเข้า มันก็เลื่อนสูงขึ้นไปเอง ; มีความเบื่อ มีความเอือม ระอาไป จนกระทั่งว่า ไม่เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป. อย่าลืมหลักที่ได้กล่าวไว้เสมอ ๆ ว่า เป็นพรหมจารี ให้ถูกต้องตามกฎ ตามระเบียบที่วางไว้ อย่าดูถูกกฎระเบียบนั้นว่า บ้าบอ ครึกระงมงาย ; แล้ว จะได้สูงขึ้นมา เป็นคฤหัสถ์ที่ดี. เป็นคฤหัสถ์ที่ดีนี้เป็นระยะที่เสวยอารมณ์ทาง เพศทุกอย่างทุกชนิดตามที่จะทำได้ เท่าที่เหมาะสม หรือถูกต้อง. เป็นคฤหัสถ์ ผ่านไปเสร็จแล้ว มันก็รู้เรื่องนี้ดี ; ในที่สุดจะรู้เรื่องอย่างที่ว่า "โอย, มันก็ สักว่าความรู้สึก สักว่าความกำหนัด, หรือว่าอะไร ๆ ก็สักว่าอันนั้น เท่านั้น ; เราบ้ามาพักใหญ่ เลิกกันที" ; แล้วก็ไปเป็นวนปรัสถ์ ไปเป็นสันยาสีได้. ถ้าไม่มี เรื่องนี้เป็นบทเรียน ไม่ผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว มันก็เป็นไม่ได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา นี้มีความประสงค์อย่างนี้ คือ ให้ทำกับสิ่งเหล่านั้น หรือทำกับโลก เกี่ยวข้องกับโลก หรือบริโภคโลก บริโภครสต่างๆ ในโลก เท่าที่มีความถูกต้อง เรื่อยไป จนในที่สุดมันก็ เลื่อนไป, เลื่อนไปจนสูงกว่า; มีความเอือมระอาในสิ่งเหล่านี้. เพราะฉะนั้น จะบริโภครสทางกามารมณ์ ก็ให้เป็นเหมือนกับการบริโภคอาหารชนิดใด ชนิดหนึ่งเหมือนกัน. เกี่ยวกับคำว่า "อาหาร" นี้ เดี๋ยวคุณจะเข้าใจผิดว่า มันต้องกินทาง ปากเสมอไป. ในทางธรรมนั้นเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ; คำว่า อาหาร เขาแปลว่า สิ่งที่จะนำผลมาให้ ; อาหาร นี้เป็นเหตุที่จะนำผลอะไรมาให้ อะไรเป็นเหตุที่จะนำผลมาให้ เขาเรียกว่า "อาหาร" หมด ; อาหารเป็นคำ ๆ เดียว
น.253 กับคำว่าเหตุ, ตัวเหตุ. อาหารนี้มีได้ทางตา มีได้ทางหู มีได้ทางลิ้น มีได้ ทางจมูก มีได้ทางผิวหนัง มีได้ทางจิตใจ. อะไรเข้ามาทำเหตุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ละก็เรียกว่า "อาหาร" ทั้งนั้น. อาหารนั้นมันจะเข้ามาในลักษณะ ของรูปสวยงาม มันก็เป็นอาหารที่กินทางตา, เข้ามาในรูปของทางเสียงที่ไพเราะ ก็กินอาหารทางหู, เข้ามาทางกลิ่นหอม ก็เป็นการกินอาหารทางจมูก, ถ้าเข้า มาทางปาก ก็เป็นกินอาหารทางลิ้น. นี้เรารู้จักกันแต่เรื่องกินอาหารทางปาก, แต่เพียงทางปาก. ถ้ามันเข้ามาทางผิวหนัง สัมผัสทางผิวหนังระหว่างเพศโดย เฉพาะอย่างนี้ ก็เป็นการกินอาหารทางกายสัมผัสหรือทางผิวหนัง. ทีนี้การที่เอา อารมณ์ในอดีต หรืออารมณ์ในอนาคต มาคิดนึก มาครุ่นอยู่ในใจ จนเกิดผลขึ้น ในใจอย่างเดียวกันนี้ ก็เรียกว่ากินอาหารทางฝ่ายธรรมารมณ์ ทางความคิดนึก. ธรรมชาตินั้นมันจัดมาในลักษณะที่ว่า คนเราต้องกินอาหารทุกทาง : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. เพราะฉะนั้นกินให้ถูก วิธี : รู้เท่าทัน, ให้มันเป็นเพียงสักว่าอันนั้นเท่านั้น ; แล้วก็กินเข้าไปได้. เช่นว่า เกี่ยวข้องกับรูปสวย ๆ เสียงไพเราะอะไรก็ได้ ; แต่ต้องเกี่ยวข้องด้วย สติสัมปชัญญะ แล้วก็ในปริมาณ หรือในอัตราที่มันพอเหมาะสม มันก็เป็น ประโยชน์ ; เป็นความถูกต้องที่เป็นประโยชน์ เหมาะแล้วสำหรับความเป็น ฆราวาส. ตามหลักพระพุทธศาสนาไม่ได้แนะ หรือไม่ได้ขอร้อง หรือบังคับให้ ตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปโดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง; เพราะมันทำไม่ได้. ถ้า ขืนทำอย่างนั้นก็เป็นเรื่องบ้า. พระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องบ้า เป็นเรื่องที่ต้องการ จะให้สำเร็จประโยชน์ ให้ผ่านโลกไปให้ได้ ; เพราะฉะนั้นมันก็ต้องบริโภคโลกนี้ ไปในทางที่ถูกต้อง จนกว่าจะผ่านโลกไปได้. ฉะนั้นเราจงเกี่ยวข้องกับโลก
น.254 ในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในลักษณะที่ถูกวิธี ที่ให้มันเป็นทาสเรา ; อย่าให้เราเป็นทาสมัน. มีหัวข้อที่จำไว้ง่าย ๆ ว่า "ให้มันเป็นทาสเรา, อย่า ให้เราเป็นทาสมัน" ; หรืออย่างน้อยก็ให้อยู่ในระดับที่ว่ามันพอฟัดเหวี่ยงกัน คือ ให้มันเป็นบทเรียนแก่เราทุกกรณีไป ; ในการที่ไปข้องแวะกันเข้ากับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส, ที่ไหน ? เมื่อใด? อย่างไร ? ก็ตาม ให้มันเป็นบทเรียน เสมอไป, เพราะฉะนั้นโลกก็กลายเป็นบทเรียนสำหรับเรา; ไม่เท่าไรเราก็จะรู้ เราก็จะชนะ เราจะอยู่เหนือโลกได้. สรุปความแล้วปัญหาข้อนี้ ก็ต้องรู้เรื่องของความกำหนัด, ควบคุม ความกำหนัด, และใช้ความกำหนัดให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาในฝ่ายจิต ฝ่าย วิญญาณของเรา ไม่ได้แนะนำให้ทำลายให้หมดสิ้น อย่างบ้าบินอะไรทำนองนั้น; แล้วก็ไม่สอนให้เป็นทาสมัน หรือให้ไปดื่มด่ำรสนี้เป็นพระเจ้าไปเลย ก็ไม่ได้สอน. นี้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา เป็นอยู่อย่างถูกต้อง เกี่ยวข้องกับสิ่งทุกสิ่งในโลกนี้อย่าง ถูกต้อง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. มีแต่จะส่งเสริมให้เดินไปถูกทาง จากความ จมอยู่ในโลกนี้ ขึ้นไปสู่ความอยู่เหนือโลก, จากโลกิยะไปสู่โลกุตตระ เพราะอำนาจ ของมัชฌิมาปฏิปทา. เพราะฉะนั้นคุณจะควบคุมความรู้สึก ที่เป็นความกำหนัดในชีวิตของ ฆราวาสอย่างไร ? ลักษณะไหน ? ก็ไปใคร่ครวญเอา จากคำแนะนำทั้งหมดนี้ ; แล้วอย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้ยังเป็นพระอยู่นะ ที่พูดนี้พูดต่อเมื่อเป็นฆราวาส. พอกันทีสำหรับวันนี้ นกกางเขนบอกเตือนเวลาแล้ว.
Buddhadasa