น.255 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๔๕ น. แล้ว วันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง สุญญตา กับ ฆราวาส ต่อจากเรื่อง ที่แล้วมาอย่างสัมพันธ์กันทีเดียว ; คือว่าเรามีปัญหาเกี่ยวกับ การเป็น ฆราวาส อย่างนั้นอย่างนี้ หลายอย่างหลายประการ ; แล้วสรุปความในที่นี้ว่า ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตาจะแก้ปัญหา ต่าง ๆ เหล่านั้นได้โดยง่าย คือเป็นความรู้ที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ จะต้องมี และโดยเฉพาะแม้แก่ฆราวาส. เมื่อพูดว่าสุญญตา กับฆราวาส มีคนประเภทหนึ่งในประเทศไทยเรา นี้สั่นหัว, คือไม่ยอมเข้าใจ ว่า มันจะเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้, กลับห้ามไม่ให้ สอนเรื่องอย่างนี้แก่พวกฆราวาสก็มี ; แล้วก็ใครเอาเรื่องนี้มาพูดกับฆราวาส ก็หาว่า มันผิดกาละเทศะก็มี. ผมก็เคยเข้าใจอย่างนั้น แต่เมื่อได้ศึกษามากเข้า ได้สังเกตมากเข้า และได้ผ่านมามากเข้า, มันก็เลยเข้าใจ หรือเห็นด้วย ตามที่ ๒๒๓
น.256 พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตา นี้ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาสตลอดกาลนาน. จะเล่านิทานสั้น ๆ เรื่องนี้ ซ้ำอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า ฆราวาสกลุ่มหนึ่ง มี อุบาสกชื่อว่า ธัมมทินนะ เป็นหัวหน้า เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอให้ แสดงธรรม ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน ; เขาทูลบอก พระพุทธเจ้าว่า ฆราวาสอย่างเขานี้ นอนแออัดอยู่ด้วยบุตร ภรรยา ลูบไล้ กระแจะจันทร์ของหอมต่าง ๆ อย่างนี้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เย เต สุตฺตฺตา สุญญตปปฏิสิฺตฺตา -สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด ประกอบพร้อมเฉพาะ ด้วยสุญญตา; ตถาคตภาสิตา - อันตถาคตประกาศแล้ว ; คมภีรา -ลึกซึ้ง ; คมภีรตฺถา- มีอรรถอันลึกซึ้ง ; โลกุตฺตรา- เหนือโลก นี้จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. ถ้าแปลตามตัวหนังสือก็ว่า : เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาล. เรื่องนั้นก็คือ เรื่อง สุญญตปปฏิสิยุตฺตา สุตตฺตา. “สุตตันตา" นั้น คุณอาจจะไม่เคยได้ยินก็ได้. สุตตันตะ ก็คือ แบบฉบับ. คำว่า “สูตร-สูตร" นี้ มันมาจากคำว่า เส้นด้าย สายบรรทัด, เส้นด้ายที่ใช้ทำสายบรรทัดนั้น เขาเรียกว่า สุตตะ, หรือเส้นด้ายทอหูก เขา ก็เรียก สุตตะ ; แต่ในที่นี้มันหมายความว่า ระเบียบแบบแผน ซึ่งเป็นเหมือน สายบรรทัด. ฉะนั้น สุตตันตา ก็คือ แบบฉบับ หรือ แบบแผน. คำสั่งสอน, โอวาท, หลักเกณฑ์, หรืออะไรต่าง ๆ มันรวมอยู่ในคำ ๆ นี้. ฉะนั้นเราจะ เรียกว่า แบบฉบับก็ได้, เรียกสั้น ๆ ว่า แบบฉบับ คำสอน. แบบฉบับ ของคำสอนเหล่าใด สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - ประกอบพร้อมเฉพาะด้วยสุญญตา. คำว่า ประกอบพร้อมเฉพาะนี้ ตามตัวหนังสือของภาษาบาลี แปลเป็นไทย ก็ว่า-
น.257 "มันเนื่องอยู่กับ" คือไม่แยกจากกัน. ทีนี้ สุญญตปปฏิสิยุตฺตา ก็หมายความว่า มันเนื่องอยู่กับ, ที่เนื่องอยู่กับ, อันเนื่องอยู่กับ แล้วแต่จะพูด. "สุญญตา" เมื่อ พูดเป็นไทยอีกทีก็ว่า แบบฉบับของคำสอนเหล่าใด ที่เนื่องอยู่กับเรื่องสุญญตา แบบฉบับเหล่านั้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลาย ตลอดกาลนาน. คุณจะจำสั้น ๆ ก็ว่า เรื่องสุญญตา, หรือเรื่องที่เกี่ยวกับสุญญตานี้แหละ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. เราหมดปัญหาเรื่องคำว่า สุตตันตา แปลว่าแบบฉบับ, ปฏิสิยุตฺตา - เนื่องอยู่กับ, สุญญตา - ความว่าง ; สุญญตา แปลว่า ความว่าง. ถ้าไปแปลคำว่า สุญญตาเป็นอย่างอื่นแล้วละก็ มันผิด. ที่กรุงเทพฯนั้น ในดงนักปราชญ์ นักศึกษาตามวัดตามวานั่นแหละ คุณระวังให้ดี ; เขาแปลคำว่า สุญญตานี้ว่า สูญเปล่า. ลองฟังดูซิ แปลคำว่า สุญญตา นี้ว่าสูญเปล่า, เสียเปล่า ใช้อะไรไม่ได้เลย. นั้นมันผิด - คำว่า สุญญตา แปลว่า ความว่าง. ตา แปลว่า ความ, สุญญ แปลว่า ว่าง, ภาวะ ที่ว่าง, ทีนี้ถ้าจะแปลว่า สุญญภาวะ ก็ตรงตามตัวหนังสือ ; ถ้าพูดเอาใจความ ก็คือความว่าง, เรื่องความว่าง, แบบฉบับที่กล่าวไว้เนื่องกันอยู่กับเรื่องความว่าง หมายความว่า มีเรื่อง ความว่าง นั้นเป็นหลัก, คือคำสั่งสอนที่จะเป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนาน. ฉะนั้นควรแปลคำว่า สุญญตา ว่า ความว่าง อย่าแปลอย่างอื่น จึงจะถูกทั้งโดยพยัญชนะและโดยความหมาย. ที่นี้ คุณต้องรู้ต่อไปอีกว่า คำพูดคำหนึ่ง ๆ ในสมัยโบราณโน้นก็ดี ในสมัยนี้ก็ดี มันมีความหมายหลายอย่าง หลายชั้น มันมีหลายอย่างต่าง ๆ กันด้วย อย่างหนึ่ง ๆ ยังมีหลายชั้น ตื้นลึกกว่ากัน ; ฉะนั้น คำว่า " สุญญตา - ความว่าง" นี้น่ะ ที่เป็นพวกผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี, ที่ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ; แล้วยิ่งกว่านั้น มันยังกว้างมาก : คำว่า ความว่าง นี้ มันกว้างจนหมายถึงได้หลาย ๆ อย่าง หลายๆ ประเภท จนกลายเป็นที่ตั้งของคำสอนที่ผิดก็มี ที่ถูกก็มี. ทีนี้เรามาพูดกัน
น.258 ถึงเรื่องคำว่าความว่างก่อน : ความว่างก็แปลว่า ความไม่มี อยู่แล้ว แต่ความหมาย มันมีหลายชั้น. อย่างที่ ๑ ถ้าเป็นเรื่องทางพีสิคส์ ทางวัตถุธาตุนี้ เราเรียกว่าเรื่อง ทางฟิสิกส์. คำว่า "ความว่าง" มันก็หมายถึงไม่มีอะไร, ไม่มีอะไรอย่างที่ เรียกว่า สุญญากาศ หรือ vacuum หมายความว่าไม่มีวัตถุอะไรเลย. อย่าง ที่หนึ่งนี้เป็นเรื่องทางวัตถุ มันหมายถึงร่างกายด้วย, คือว่างจากวัตถุก็ว่างจาก ร่างกาย คือไม่มีอะไรเลย. นี่มันก็เป็นความว่างชนิดหนึ่ง. อย่างที่ ๒ ก็เป็นเรื่องความว่างทางจิต ก็คือว่า จิตไม่มีความคิดอะไรเลย เหมือนกับคนสลบไสล ไม่มีความคิดนึกสิ้นสมปฤดี ; อย่างนี้เป็นความว่างทางจิต. อย่างที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังจะพูดนี้ มันเป็นเรื่องความว่างของ สติปัญญา เป็นความว่างทางสติปัญญา ทางธรรม, ซึ่งผมชอบพูดว่า ทางวิญญาณ, นี้หมายถึง ความว่างจากความคิดนึกว่าตัวกู - ของกู. ทบทวนดูให้ดีเถิด มันจะต่างกันลิบเลยแต่ละอย่าง ๆ : ๑. ว่างทางฟิสิกส์ หรือทางวัตถุ หรือทางกาย อย่างนี้คือ ความ ไม่มีอะไรเลย. ๒. ว่างทางจิต คือจิตหมดความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น. ๓. ว่างทางวิญญาณ คือยังมีความรู้สึกนึกคิดอะไรได้หมด ร่างกายก็มี อะไรก็มี แต่ว่าไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ; นี้เรียกว่า ความว่างทางวิญญาณ. ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ; ที่จริงควรจะเรียกอย่างอื่น แต่ได้เรียกกันมาอย่างนี้เสียแล้ว. ขอให้นึกถึงคำ ๓ คำ ว่า physical - ทางพี่สิคส์ ; mental - ทาง ฝ่ายจิตที่เนื่องอยู่กับกายนี้; และทาง spiritual - ทางสติปัญญาความคิดเห็น
น.259 คนอื่นอาจจะใช้คำอย่างอื่น หรือไม่ยอมรับคำพูดอันนี้ก็ได้ ; แต่ผมไม่รู้จะพูด อย่างไร ก็พูดอย่างนี้ คือทางพีสิคส์, แล้วก็ทางจิต mental, แล้วก็ทางวิญญาณ spirituality ; เรียกสั้น ๆ ว่า physical - mental - spiritual. ความว่างทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่เหมือนกัน : ว่างทางวัตถุ ทางกาย ที่ไม่มี อะไรเลยนั้น เราไม่พูดถึงในที่นี้ ; ความว่างทางจิต คือไม่คิดนึกอะไรเลย จิต เหมือนตายหรือสลบนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พูดถึงในที่นี้ ; ในที่นี้จะพูดถึงแต่ความว่าง ทางวิญญาณ หรือทางสติปัญญา. ในใจของเรา ที่รู้สึกคิดนึกอยู่ อะไรอยู่นี้ไม่มี conception หรือ perception ก็ตาม ที่มันเจืออยู่ด้วยความรู้สึก ที่เป็นตัวกู - ของกู ; egoism, egoistic concept ก็แล้วแต่จะเรียก แปลว่า มันเนื่องอยู่ กับ ตัวตน ตัวกู ; ความคิดชนิดไหน มันมีความหมายเป็นเรื่อง ตัวกู ตัวตน นี้ก็ เรียกว่า egoism, egoisticism ก็มี, egoistic idea ก็มี, แล้วแต่จะเล็งถึงอะไร. egoistic concept ความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู, เป็นตัวฉันเป็นของฉัน ปรุงขึ้นมาจากการได้ยินได้ฟัง ได้คม ได้กลิ่น นี้เป็น conceptual thought คือพฤติทางจิตที่ปรุงกันขึ้นมานี้ จนถึงเป็นความรู้สึกสำคัญมั่นหมาย ถือตัว ถือตน ว่ากู ว่าของกู ; อันนี้ถ้ามีอยู่ก็เรียกว่าไม่ว่าง วิญญาณไม่ว่าง. ถ้าอันนี้ไม่มี มีแต่สติปัญญา นี้ก็เรียกว่า ว่าง, ว่างจากตัวกู ว่างจากของกู. เพราะฉะนั้นให้เอาความหมาย ที่มันเป็นบทนิยามว่า : - ความว่าง หรือ สุญญตา ที่ถูกต้องนี้ คือ ว่างจากความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู หรือ ของกู ; หรือ ว่างจาก อหังการ มมังการ. อหังการ - ก็คือตัวกู, มมังการ - ก็คือ ของกู. คำว่า ว่าง ในที่นี้คือ ว่างจากความรู้สึกคิดนึกที่เป็นความสำคัญ มั่นหมาย ว่าตัวกู ว่าของกู. ยกตัวอย่าง ตามธรรมดา มองดูตามธรรมดา เมื่อเราไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนใจนี้ เราไม่มีอะไรเป็น ตัวกู - ของกู ;
น.260 อย่างเช่นเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ทุกคนก็ไม่มีอะไรเป็น ตัวกู - ของกูในความรู้สึก คือไม่ได้ ยึดถือ มั่นหมายในสิ่งใด ว่าเป็นตัวกู - ของกู ; กำลังพึงผมพูดอยู่บ้าง, กำลัง คิดนึกอย่างอื่นอยู่บ้าง. ตามปกติเราไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู - ของกู ; ต่อเมื่อความคิดมันเดินไปในทำนองนั้น มันจึงจะเกิดขึ้นมา. ตลอดเวลาเราก็สบาย, มีความสุขมีความสบาย เพราะเรื่องตัวกู - ของกูไม่รบกวน. แต่พอมันมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย เข้ามาปรุงแต่งมันก็รบกวน, เป็นความโลภ หรือเป็นราคะ ความกำหนัดก็มี, เป็นความโกรธ หรือ โทสะ ก็มี, เป็นความหลงใหล วนเวียน สงสัย ฟุ้งซ่าน รำคาญ ก็มี. นี่เรียกว่า เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา; เมื่อนั้นแหละคือเวลาที่มี ตัวกู - ของกู คือไม่ว่าง, ไม่ว่างจากตัวกู - ของกู. ฉะนั้นเราพูดได้เลยว่า พอความรู้สึกนึกคิดนี้ ไม่เจืออยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ แล้ว ก็เรียกว่าว่าง, ว่างจากตัวกู - ของกู ; แต่เราเรียกรวมทั้งหมดนั้นว่า ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ความ ยึดมั่นถือมั่นนี้ ปรุงเป็นความโลภก็ได้, ปรุงเป็นความโกรธก็ได้, ปรุงเป็น ความหลงก็ได้. มีความโลภ ก็คือ ตัวกูมันจะเอา, จะได้. มีความโกรธ ก็คือ ตัวกูมันไม่ได้อย่างที่มันต้องการ. เป็นความหลงก็คือยังสงสัยอยู่, ยังทึ่ง ยังสนใจ ยังยึดถืออยู่. ฉะนั้น จิตว่าง เราก็สบายดี เพราะไม่ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงรบกวน, ไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกูรบกวน, อย่างนี้เรียกว่า จิตว่าง ; มันก็สบาย. แต่ขอบัญญัติชัดลงไปอีกสักหน่อยว่า ประกอบอยู่ด้วย สติปัญญา. จิตไม่ประกอบอยู่ด้วย ความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู แต่เต็มอยู่ด้วย สติปัญญา. สติปัญญา ในที่นี้ก็คือไม่มีตัวกู - ของกูนั่นแหละ. ขอให้จำไว้ แม่นยำ ถือเป็นหลักให้แม่นยำว่า มีความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูเมื่อไร เมื่อนั้น
น.261 เป็นความโง่ที่สุดของความโง่ทั้งหลาย ; ความรู้สึกคิดนึกที่มันเกิดขึ้นเกี่ยวกับตัวกู เกี่ยวกับของกูนั้น คือความโง่ที่สุดของความโง่ทั้งหลาย ; ฉะนั้นถ้าไม่มีความโง่นี้ ก็คือมีสติปัญญาอยู่โดยอัตโนมัติ. พอมาถึงตอนนี้, ตอนที่มีความว่างจากตัวกู-ของกูนี้ เราจะมองดูกัน ให้กว้างอีกทีหนึ่ง เพื่อจะจับตัวมันให้ได้ถนัดชัดเจนยิ่งขึ้น. เมื่อเรานอนหลับ, แรกทีเดียวที่จะต้องนึกถึง เมื่อเรานอนหลับสบาย อย่างนี้ มันก็ไม่เกิดความรู้สึก เป็นตัวกู-ของกู เหมือนกัน ; เราเหน็ดเหนื่อยเราก็ต้องพักนอนตามธรรมดา. แต่อย่างนี้มันไม่ใช่ฝีไม้ลายมือของเรา มันเป็นของธรรมชาติ ; ฉะนั้นเราไม่พูด ถึงตอนนี้. ที่จริงเวลานั้น ก็เป็นเวลาที่ว่างจากตัวกู-ของกูเหมือนกัน ; มันเป็น ตามธรรมชาติ เป็นฝีไม้ลายมือของธรรมชาติ เราอย่ารับเอามาเป็นเรื่องของเรา เป็นวิชาความรู้ของเราเลย. แต่ขอให้เข้าใจว่า แม้อย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องว่าง จากตัวกู-ของกู แล้วมันสบาย, แล้วมันมีความสุขเหมือนกัน. ถ้าเราไม่ว่างจากตัวกู - ของกูตามธรรมชาติชนิดนี้แล้ว เราเป็นบ้า ไม่ได้มานั่งคุยกันอยู่อย่างนี้ ; เป็นบ้าตายนานแล้ว. ฉะนั้นว่างจากตัวกู-ของกู ตามธรรมชาติ เช่น นอนหลับ อย่างนี้มันก็มีประโยชน์มหาศาล ที่ชีวิตนี้จะทรง อยู่ได้. แต่ด้วยเหตุที่เป็นของธรรมชาติ เราก็จะไม่พูดถึงว่า เป็นเรื่องที่เรา ปฏิบัติหรือทำมันขึ้นมา ; ถึงแม้ว่า เราเข้าห้องนอน นอนก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ไปจัด - ไปทำ หรือไปบังคับมันได้. ทีนี้ เหลือเรื่องต่อไปก็คือว่า เรื่องประจวบเหมาะกันเข้า จิตว่างจาก ตัวกู ; เช่น แขกมาเยี่ยมสวนโมกข์ เข้ามาในสวนโมกข์ ในสถานที่อย่างนี้, นั่ง นอน ยืน เดินอยู่อย่างนี้, เป็นความประจวบเหมาะกันพอดีกับธรรมชาติ
น.262 ที่มีอยู่อย่างนี้ ; เขาก็ว่างจากตัวกู - ของกูได้ จะเดินเห็นอยู่อย่างสบาย ยิ้มกรีม เป็นสุข ถึงกับบ่นออกมาว่า ไม่รู้ว่าทำไมมันจึงเย็นสบาย, ไม่รู้ว่าทำไมใจคอมัน สบายจริง, บอกไม่ถูก ; บางคนพูดอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ ก็มี. นี้ก็คือว่างจาก ตัวกู - ของกู มันจึงสบาย ; แต่ว่าความว่างอันนี้มันเป็นเรื่องประจวบเหมาะ เป็น co - incident ของผู้นั้นด้วย ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ; ในภาษาบาลี เรียกว่า ตทังคะ - ประกอบอยู่ด้วยองค์อันนั้น ; ก็หมายความว่า ประจวบเหมาะ อันนี้เราจะไม่สนใจเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าเราอาจจะเลือกได้ : เรา ไปสู่ที่ ๆ มันเหมาะสมที่สุด ที่จิตของเราจะเป็นอย่างนั้นได้ ; เราจึงวิ่งไปชายทะเล บ้าง ไปพักผ่อนบนภูเขาบ้าง หรือไปตามสถานที่ที่ธรรมชาติมันช่วยให้เราหาย อารมณ์ร้าย. เรื่องอารมณ์ร้ายทั้งหมดมันเกี่ยวกับตัวกู - ของกูทั้งนั้น. ที่นี้ เราก็ไปหาที่ ๆ จะช่วยให้หยุดอารมณ์ร้าย โดยไม่ต้องทำอะไร ธรรมชาติมันช่วย เหมือนกัน ; อย่างนี้เรียกว่าประจวบเหมาะเหมือนกัน. นี่คือความว่าง อย่างที่ ๒. ส่วนอย่างที่ ๑ ก็คือเป็นไปอย่างธรรมชาติล้วน ๆ เช่น นอนหลับ เป็นต้น. อย่างที่ ๒ คือประจวบเหมาะ อย่างที่ว่ามานี้. อย่างที่ ๓ เราบังคับ เราระวัง เราจัดแจงมัน; นี้คือเราศึกษา เล่าเรียนเรื่องทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนา แล้วเราปฏิบัติอยู่ตามนั้น ; เป็นความ ว่างเพราะผลแห่งการปฏิบัตินั้น. แต่มันก็เป็นชั่วขณะที่เราปฏิบัติได้ บางเวลา เราก็เผลอไป หรือว่ายังปฏิบัติไม่ได้โดยเด็ดขาด ; มันก็เป็นได้ชั่วเวลาที่เราบังคับ ข่มไว้. อย่างนี้มันก็ดีขึ้นมามากแล้ว ดีกว่าอย่างที่ ๑ ที่ ๒; เพราะว่าเราต้องการ เมื่อไรก็ทำได้ ; และถ้าเราทำ จนทำได้ มันก็คุ้มได้มาก, จะคุ้มได้ดี จะคุ้ม ได้มาก. เราฝึกการปฏิบัติจนเคยชินเป็นนิสัยก็คุ้มได้มาก, มีความสบายมาก. ผู้ที่ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมณธรรมอะไรอยู่เป็นประจำ ก็มีส่วนที่จะมีความสุขมาก อย่างนี้.
น.263 ถัดไป ถือเป็นอย่างที่ ๔ ก็คือว่า ว่างเพราะกิเลสมันหมดจริง ๆ แล้ว ได้แก่ความว่างของพระอรหันต์ ความมีจิตว่างของพระอรหันต์ คือหมดกิเลสแล้ว. สำหรับพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี อย่างนี้ก็มีความว่าง แต่ยังไม่ถึงที่สุด ; กิเลสมันยังไม่ดับทุกอย่าง ยังเหลืออยู่ บางอย่าง อย่างนี้มันก็ว่างตามส่วน ; แต่สงเคราะห์เข้าไปในพวกที่ ว่างอย่าง พระอรหันต์ คือท่านละกิเลสส่วนใดได้ กิเลสส่วนนั้นไม่มาทำวุ่นอีก ฉะนั้นจึง ผิดกันกับว่างที่เราบังคับมัน. คุณดูให้ดีเถิด ถ้าจะนับให้หมด มีตั้ง ๔ อย่าง : อย่างแรกก็คือ เช่น หลักตามธรรมชาติ เป็นต้นนี้ อย่าเอาดีกว่า แต่ก็นับเป็นเลขหนึ่ง. ทีนี้ สามอย่างถัดมา นี้ก็คือสิ่งที่จะต้องสนใจ :- -ว่างเพราะสิ่งแวดล้อมประจวบเหมาะ พยายามจัดสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลอย่างนั้น ; -ว่างเพราะเราบังคับไว้ได้, ทำการบังคับ ทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนาบังคับเอาไว้. -ว่าง ก็เพราะว่าหมดกิเลส. นี่แหละคือความว่าง ที่เป็นความว่างจริงๆ ไม่ใช่อันธพาล. ส่วน ว่างอันธพาลนั้น เป็นการแกล้งว่า ; ว่าว่าง เพราะกูไม่ยึดถืออะไร แล้วก็เที่ยว ทำสิ่งลามกอนาจารต่าง ๆ ; มีข้อแก้ตัว ว่ากูไม่ยึดถืออะไร ; นี่เรียกว่า ว่าง อันธพาล. บางคนไม่เข้าใจ แล้วเอาเรื่องว่างอันธพาลนี้ขึ้นมาพูด เป็นความว่าง แสร้งว่า, แสร้งกระทำ; มีคนเอาไปเขียนล้อผมก็มี ; หนังสือพิมพ์บาง ฉบับเขียนล้อผมก็มี ; เป็นความว่างแบบอันธพาลของผู้เขียนทั้งนั้น ; ไม่ใช่ ความว่างตามแบบของพุทธศาสนา. เช่นว่าถ้ามีจิตว่างเสียแล้ว จะรับรู้ใน
น.264 ๒๓๒ หน้าที่ได้อย่างไร ; ถ้าจิตว่างเสียแล้ว ก็จะไม่รับรู้ในหน้าที่ของตัว จะไม่รัก ประเทศชาติอะไรอย่างนั้น. นั่นมันจิตว่างแสร้งว่า, หรือแก้ตัว, เป็นจิตว่าง อันธพาล. ส่วนที่จิตว่างที่ถูกต้องบริบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญานั้น ต้องรู้ว่า ทำหน้าที่, จะต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง ก็ทำหน้าที่อันนั้น ทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยสติปัญญาทั้งนั้น ไม่ได้ทำด้วยความมุมานะ เป็นตัวกู - ของกู เป็นกิเลสตัณหา. จะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความรักประเทศชาติ หรืออะไรก็ตาม นี้ก็ทำด้วยสติปัญญาทั้งนั้น ว่างจาก ตัวกู-ของกู แต่เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา นี่พูดเป็นคำกลอน คือว่าว่างจากความ สำคัญมั่นหมายว่าตัวกู-ของกู แต่เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา เช่นเป็นทหารไปรบ ก็รบเพราะรู้สึกสำนึกในหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะอย่างหนึ่ง, ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ; ฉะนั้นถ้ามีสติปัญญาทำหน้าที่ มันก็คือปฏิบัติธรรมะ. ทหารไม่ไปรบด้วยความโกรธ ความเกลียด โมโห โทโส, ตัวกู ตัวมึง เอาให้ตาย ; ถ้าไปรบกันด้วยวิธีอย่างนั้น ก็คือฆ่าคน และเป็นบาป. ถ้ารบด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ทำหน้าที่ที่ควรทำ ถูกต้องตามเพศของฆราวาส หรือ หน้าที่ ที่เป็นทหาร อย่างนั้นก็ไม่เป็นบาป เพราะการฆ่าคน ; เพราะว่าทำ หน้าที่เพื่อรักษาความเป็นธรรม หรือความถูกต้องเอาไว้ ไม่มีเจตนาฆ่าคน คือ ไม่ทำด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง, แต่ทำด้วยสติปัญญา. ฉะนั้นคน ที่มีจิตว่างอย่างถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา จะทำหน้าที่ทุกอย่างได้ แล้วแต่ว่าตนกำลังอยู่ในสถานะเช่นไร อย่างไร, ไม่ว่าเป็นฆราวาส หรือ บรรพชิต. ถ้าเป็นฆราวาส ก็เป็นฆราวาสระดับไหน ; เป็นชาวไร่ ชาวนา, เป็นอุบาสก อุบาสิกา ฯลฯ ก็ทำหน้าที่ ที่ควรทำได้ ด้วยจิตที่ไม่เจืออยู่ด้วย
น.265 ตัวกู-ของกู ; ให้เจืออยู่ด้วยสติปัญญา รู้จักหน้าที่. แต่ว่ามันทำยาก มันมัก จะเผลอด้วยเรื่องตัวกู - ของกู ; ถ้าทำไปด้วยเรื่องตัวกู - ของกู มันก็เป็นบาป อย่างเช่น ไถนา มันก็เป็นบาป เพราะได้ทำสัตว์ตาย ; รู้อยู่แล้วก็ช่างหัวมัน มันอยากมาอยู่ตรงนี้ ก็เลยไถให้มันตายเสียเลย จะเป็นกบ เขียด เป็นปูนา อะไร ก็ตาม, โมโห โทโสอย่างนี้ ก็เป็นบาป. แต่ถ้ามีความรู้สึกมีสัมปชัญญะ มีปัญญาทำหน้าที่ที่ควรทำ ไม่ไปโกรธแค้น ไม่โมโหโทโสอะไร ก็ไม่เห็นจะบาป อะไร ไม่มีเจตนาจะฆ่ามัน. เพราะฉะนั้นการมีจิตว่างอย่างถูกต้องตามหลัก พระพุทธศาสนานั้นป้องกันบาปได้. คุณทบทวนดูอีกทีก็ได้ว่า เมื่อพูดว่า "ว่าง - ว่าง - ว่าง" นี้มันว่าง อันธพาลอยู่พวกหนึ่ง ที่เป็นข้อแก้ตัว : กูจิตว่าง ไม่มีบุญ ไม่มีบาป, ไปปล้น ไปฆ่า ไปอะไรก็ตามใจ ไม่มีบาป, ไปทำชั่วชนิดไหนก็ไม่มีบาป ; นี้มันจิตว่าง อันธพาล ไม่ต้องพูดถึง. ทีนี้ที่ไม่เกี่ยวกับอันธพาล ก็ยังจะต้องดูว่า มันเป็น อะไรกันแน่. ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุ ทางฟิสิกส์ คำว่า ความว่างนี้ หมายถึง ไม่มีอะไร. ถ้าเป็นเรื่องทางจิต ความว่างนั้นหมายถึงจิตไม่นึกคิดอะไร. แต่ ถ้าเป็นเรื่องทางสติปัญญา ทางนามธรรม ทางวิญญาณ นี้หมายความว่า ว่างจาก ความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู. ฉะนั้นจะต้องบัญญัติให้ชัดว่า "ความว่างจากความ รู้สึกว่าตัวกู - ของกู" ความว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู นี้ยังแบ่งเป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ได้อีก : ชั้นที่ว่างตามธรรมชาติ เช่นนอนหลับ เป็นชั้นพื้นฐานทั่วไป. ว่างเพราะประจวบเหมาะของสิ่งแวดล้อม นี้ก็ชั้นหนึ่ง. แล้วก็ว่างเพราะเราจัดทำ บังคับไว้ ควบคุมไว้ นี้อย่างหนึ่งชั้นหนึ่ง. อันสุดท้ายก็คือว่างเพราะหมดกิเลส. แต่รวมความแล้ว ก็จะมีความหมายอยู่ที่ ว่างจากตัวกู - ของกู จึงจะถูกต้อง.
น.266 ๒๓๔ เมื่อนอนหลับมิได้เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ฉะนั้นตัดออกไป ; เหลืออยู่แต่เรื่อง สามอันนี้แหละ : ว่างเพราะประจวบเหมาะ แล้วก็มีสติปัญญาอยู่, สบายอยู่, เป็นสุขอยู่; แล้วก็ว่างเพราะ ข่มบังคับไว้ ก็ยิ่งมีสติปัญญามากขึ้นอีก ; แล้วว่างเพราะหมดกิเลส ก็อยู่ด้วยวิชชา ด้วยสติปัญญา ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะกิเลส เป็นความโง่. นี่แหละความว่างที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสตลอดกาลนานนั้น มันมีความหมายตรงที่ว่า ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกู แต่เต็มอยู่ด้วย สติปัญญา รู้จักหน้าที่ ที่จะต้องทำ, และทำหน้าที่นั้นด้วยความเป็นสุขสบาย. ผมพูดว่า "ถ้าพอจิตว่างแล้ว การงานเป็นสุข ; ถ้าพอจิตวุ่นแล้ว การงานเป็นทุกข์" ไม่ค่อยมีใครจะยอมฟัง. ถ้าจิตเราวุ่นวายด้วยตัวกู-ของกูนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นสุขเลย ; การงานก็เบื่อระอาไปหมด; ถึงทำงานก็ทำเพราะ ความจำเป็น อย่างนี้มันก็ไม่มีความสุข. มันทำงานด้วยความโลภบังคับชักชวน ชักจูง มันก็ไม่มีความสุข ; ต่อเมื่อทำงานด้วยจิตที่ว่างจากกเลสนั่นแหละ ; มันจึงจะมีความสุข ใจคอสบาย, จิตใจโปร่ง จิตใจปกติ, จึงจะทำการงาน รู้สึกสนุก. บางทีทำให้ผู้อื่น ไม่เอาเองเลย ก็ยังสนุก : หรือว่าสิ่งที่มันไม่สนุก สกปรกบ้าง ไม่สวยไม่งามอะไรบ้าง มันก็ยังทำสนุก ; ขอให้จิตว่างโปร่งสบาย ทำอะไรได้ด้วยความรู้สึกพอใจ. ฉะนั้น ฆราวาสที่มีความรู้เรื่องสุญญตาคือความว่างนี้ ก็เป็นฆราวาส ที่มีเครื่องรับประกัน ว่าจะไม่ตกนรกทั้งเป็น, จะเป็นอยู่ด้วยใจคอที่สบาย, ไม่มีความทุกข์ ทุกข์ไม่เป็น : จะได้มาก็หัวเราะได้, จะเสียไปก็หัวเราะเยาะได้. ถ้ามีความรู้เรื่องนี้จริงๆ งานที่ทำมานั้นมันได้กำไร ก็หัวเราะเยาะได้, หรืองาน ที่ทำนั้นขาดทุน ก็หัวเราะเยาะได้, มีแต่สติปัญญาอยู่เรื่อย ; ไม่มีตัวกู-ของกู
น.267 ที่จะไปเสียใจ ที่จะไปโกรธหรือไปอะไร. จะเจ็บไข้ก็หัวเราะเยาะได้ จะต้องตาย ก็หัวเราะเยาะได้, จะร่ำรวยสบายก็ยังหัวเราะเยาะได้ คือไม่หลงใหล; เรียกว่า ไม่มีความหลงใหลเลยสำหรับผู้ที่มีจิตว่าง ตามแบบที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า. ผมอยากจะพูดพิเศษออกไปอีกหน่อย คือไปให้ชื่อความว่างที่ถูกต้อง ตามแบบของพระพุทธศาสนานี้ว่า "นางสาวสุญญตา" ครั้งหนึ่งเคยพูดกัน ด้วยเรื่องนางสาวสุญญตานี้ เป็นที่สนุกสนานพอใช้. เขาไม่ชอบความว่าง เขากลัว ; คือคนทั่วไปเขากลัวความว่าง เพราะถ้าเขาว่างแล้ว มันไม่มีอะไร ; เขาไปคิดนึกอย่างนั้น คล้ายกับว่า มันถูกทิ้งลงมาจากที่สูง มันเคว้งคว้าง- เคว้งคว้างลงมา ไม่มีอะไร ; เขาเรียกว่าความว่าง เขาไม่ปรารถนาเลย ไม่สนใจ ในเรื่องนี้เลย ทีนี้เราก็ไปหลอกเขาบอกว่า ความว่างนี้เป็น นางสาวที่สวยที่สุด แล้วก็สาวเสมอ คือไม่รู้จักแก่ ; ใครได้แต่งงานด้วยจะเป็นคนไม่มีความทุกข์ อีกต่อไป, ใครได้สมรสด้วยนางสาวสุญญตานี้แล้ว จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. เขาชักจะอยากฟัง อยากรู้เรื่อง ขอให้อธิบาย ; นี่เป็นอย่างนี้. ทีนี้ผมก็ตั้งปัญหาเพื่อให้เขารู้เอง คิดเอาเอง คือตั้งปัญหาว่า ถ้าสมมุติ ว่า โดยวิธีไหนก็ตาม, พระเจ้าหรือเทวดาก็ตาม ให้หีบเพชรที่ประดับด้วยมณี รัตนะอะไรทุกอย่าง สารพัดอย่าง. ตัวหีบก็เป็นทองคำที่เป็นเนื้อดี แล้วประดับ ด้วยเพชรพลอย ไข่มุกอะไรนานาชนิด ; หีบทองคำฝังเพชร ฝั่งทับทิบ ฝั่งพลอย แล้วยังมีตาข่ายไข่มุกอย่างแพง อย่างดี อย่างวิเศษ มาเป็นผ้าสำหรับคลุมมันอีก ; พูดกันให้สุดความสามารถที่จะพูดได้ ; แล้ว หีบใบนี้คุณจะใส่อะไร? หีบใบนี้ คุณจะใส่อะไร ? ถ้าเอาไปใส่เงินก็บ้าเต็มที่ เพราะตัวหีบมันทำด้วยทอง ประดับ เพชร แล้วคลุมด้วยไข่มุก ; ขืนเอาเงินมาใส่หีบนี้ มันก็เป็นเรื่องบ้า. ถึงแม้เอา เพชรไปใส่ลงในหีบ มันก็ยังเป็นเรื่องบ้า; เพราะตัวหีบมันแพงกว่าเสียอีก มัน
น.268 เป็นเพชร เป็นอะไรรวมกันมากมาย. บางคนคิดออก ว่าเอาไว้ใส่สัญญากู้เงิน ; แล้วก็จงดูเถิดอย่างนี้มันก็ยิ่งบ้าใหญ่ไปอีก, ใส่กระดาษสัญญากู้เงิน, คนที่มีสติ สัมปชัญญะในทางธรรมะหน่อย ก็บอกว่า ใช้ใส่กระดูกแม่ ก็ยังเข้าที่กว่า, เอา กระดูกพ่อแม่ใส่ในหีบนี้ มันก็ยังเข้าที่กว่า ; ผลสุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ ว่าจะเอาอะไร ใส่ในหีบใบนี้จึงจะสมกัน. ผมบอกว่า นางสาวสุญญตาเท่านั้น ที่จะมีค่ามากพอ ที่จะใส่ลงไปใน หีบใบนี้. พวกนั้นก็เลยอยากรู้เรื่อง นางสาวสุญญตามากขึ้นไปอีก อันได้แก่สิ่ง ที่มันจะทำให้เราไม่มีความทุกข์เลย กล่าวคือธรรมเรื่องความว่างจากตัวกู-ของกู ที่จะทำให้บุคคลไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. นี้ทำไมจึงว่าสาวเสมอ ? ก็เพราะว่า มันไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. ถ้าพูดว่าความว่างนี้มันหมายถึงไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ; หมายความว่า เป็นสาว เสมอ ไม่มีโตขึ้น หรือว่า ชรา หรือว่าตาย อย่างนี้ไม่มี ; นี้คือความหมาย ที่แท้จริงของคำว่า อนัตตา หรือ สุญญตา ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ; นี้เพราะมัน ทำให้คนหมดความทุกข์ ดับความทุกข์ทุกชนิดได้ ; ฉะนั้นมีค่าสมควรที่จะมานอน อยู่ในหีบนี้. ทีนี้ถามว่าทำอย่างไร จึงจะได้แต่งงานกับนางสาวสุญญตา ? ก็บอกว่า ถ้ายังขืนเป็นผีที่มีหางไหม้ไฟอยู่อย่างนี้ มันก็แต่งงานไม่ได้ดอก. เพราะนางสาว สุญญตาไม่ยอมแต่งงานกับผี ที่หางติดไฟอยู่อย่างนี้ ; คือคนโง่ ๆ ที่มีตัวกู- ของกู มีโลภ มีโกรธ มีหลง เหมือนกับไฟติดอยู่ที่หางไม่รู้จักดับ ; ไม่ติดอยู่ที่ ตัวก็ยังติดอยู่ที่หาง ; เรียกว่าปีศาจที่หางไหม้ไฟอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันที่จะได้แต่งงาน กับนางสาวสุญญตา. มันต้องดับไฟนี้เสียซิ, แล้ววาระสุดท้ายก็ดับไฟที่เหลือ ติดอยู่ที่หางนั้นเสีย. ถ้าคุณอยากจะแต่งงาน ก็ต้องพยายามซิ, ก็เหลียวดูซิ ว่าที่หางของตัวมีไฟอยู่หรือเปล่า. มันก็เลยรู้สึกว่า เป็นการด่า ที่ว่า มีหาง ;
น.269 คือมันโง่ เหมือนกับสัตว์ที่มีหาง, แล้วที่นั่นมันมีไฟราคะ โทสะ โมหะ อยู่ที่ ความโง่, ไฟติดหางอยู่เสมอ ; ให้ดับที่นั่น ดับไฟที่หาง เลิกมีหาง เลิกเป็น ตัวสัตว์โง่ ๆ เสียที ก็จะแต่งงานกับนางสาวสุญญตาได้. นี้เป็นเรื่องบุคคลาธิษฐาน พูดขึ้นเพื่อช่วยความจำ เกี่ยวกับเรื่องสุญญตานี้ ; คุณจะจำไปเล่าให้ขบขัน หรือ สนุกขึ้นไปกว่านี้ก็ได้. ของประเสริฐที่สุดของมนุษย์ ก็คือ นางสาว "สุญญตา" เหมาะที่จะ เอาไปใส่ในหีบใบที่ว่า, ไม่มีอะไรเหมาะเท่า. มันเป็นความหมายของคำว่า นิพพาน : นิพพานํ ปรมิ สุญญิ - นิพพาน คือว่างอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น นางสาวสุญญตานั้นเป็นภาพพจน์ของนิพพาน ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" จึงควรจะมาอยู่ในหีบใบนี้ ซึ่งหมายถึงจิตใจที่เฉลียวฉลาด สะอาด สว่าง สงบ, แล้วแต่จะพูด. เราเอาความหมายของคำว่า "สุญญตา" มาเป็นธรรมะที่ดับร้อน, ไม่มีอื่นที่จะดับร้อนได้. คุณไปคิดเถิดเรื่องกิเลส ตัวไหนก็ตาม มันต้องดับด้วย สุญญตาทั้งนั้นแหละ ; แต่บางทีโง่มองไม่เห็น อธิบายไม่เป็น. ความโลภ ก็ต้องดับด้วยสุญญตา ความโกรธก็ต้องดับด้วยสุญญตา ความหลงก็ต้องดับด้วย สุญญตา ; ไม่ว่าไฟชนิดไหน ที่ไหม้จิตใจของมนุษย์อยู่นี่ มันต้องดับด้วยสุญญตา. ทีนี้ ฆราวาสนั่นแหละเป็นพวกที่อยู่ใกล้ไฟมาก, มีเรื่องที่จะเกิดเป็น ไฟลุกมาก มากกว่าบรรพชิต ; เพราะฉะนั้น ฆราวาสจะต้องมีสุญญตามากกว่า บรรพชิต ; เพราะมีไฟมาก ก็ต้องการน้ำที่จะดับมาก. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชอบด้วยเหตุผลอย่างยิ่งว่า เรื่องสุญญตา เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน ; เพราะสุญญตาเป็นเครื่องทำให้ไฟ หมดไป. ความว่างนี้ทำให้ตัวกู - ของกู conception อันนี้หมดไป ; แล้วมัน จะเกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง ได้อย่างไร ? หรือว่าถ้ามันกำลังเกิดอยู่ พอมีสติ ถึงข้อนี้มันก็ดับทันทีเหมือนกัน.
น.270 เราจะเอาความหมายที่กว้าง ๆ ออกไปอีก มันก็ได้ ทั้งป้องกัน และ ทั้งแก้ไข, ตลอดทั้งได้รับความสุข. คำว่า "สุญญตา" นี้ใช้ได้ทั้งแก่เหตุ และแก่ผล : แก่เหตุ ก็คือใช้ได้ทั้งการป้องกัน และการแก้ไข ; แก่ผล - ก็คือว่า มันเป็นสุขอย่างยิ่ง, นิพพานนั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง เพราะว่างจากตัวกู - ของกู ไม่มีกิเลสเกิดได้. เพราะฉะนั้น ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตาอย่างถูกต้องอยู่แล้ว มันยากที่จะเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ถ้าปฏิบัติได้ด้วยแล้ว มันเกิดไม่ได้เลย. ถ้าฆราวาสได้รับการอบรมสั่งสอน เรื่องนี้มาแต่อ้อนแต่ออกแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำผิด ; มีแต่จะเจริญด้วยวิชชา ความรู้ ด้วยภูมิธรรม ของจิตใจ สูงขึ้นทุกที, ไม่ทันตายก็จะได้เป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้น จึงว่า มีความรู้เรื่องสุญญตาอยู่นี้ มันคือการปฏิบัติธรรมโดยอัตโนมัติ ในตัว มันเองอยู่ตลอดเวลา. ความรู้ที่ถูกต้องเรื่องสุญญตานี้ จะทำให้ในชีวิตของเรานี้เป็นการ ปฏิบัติธรรมอยู่โดยอัตโนมัติ และตลอดเวลา ; นี่มีค่ามากอย่างนี้, ถ้าความรู้ เรื่องนี้มีอยู่ มันจะทำอะไรผิดไม่ได้, จะไปลักขโมย ไปทำอะไรใครไม่ได้ ทั้งนั้นเลย ; จะไปฆ่าเขา จะไปลักเขา ล่วงเกินของรักเขา ไม่ได้ไปทุกอย่าง ; มันเป็นอัตโนมัติ ที่ทำให้ทำไม่ได้ เพราะความรู้อันนี้มันถูกต้อง มันทำไม่ได้. ความโง่ ที่เป็นตัวกู - ของกูนั้น มันทำได้ทุกอย่างโดยอัตโนมัติด้วยเหมือนกัน : ทำบาป ทำชั่ว ทำอะไรได้ทุกอย่างโดยอัตโนมัติ. ส่วนที่ว่างจากตัวกู - ของกูนี้ เป็นสติปัญญานี้มันทำผิด ทำชั่วไม่ได้ทุกอย่างโดยอัตโนมัติ ; เป็นการทำความดีอยู่. นี่เรียกว่าเป็น "มึงขวัญ" หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก ของฆราวาส; เป็น สวัสดิมงคล เป็นศรี เป็นมึงขวัญ เป็นที่พึ่ง เป็นอะไร ของฆราวาส ; จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่าประเสริฐที่สุด หรือตัวพุทธศาสนา กล่าวคือ มัชฌิมาปฏิปทา.
น.271 คุณอย่าลืมว่า ผมได้พูดแล้ว เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา ว่านั่นคือ ตัวของ พุทธศาสนา ; นั้นคือการทำไม่ผิด มีแต่ความถูกต้อง เป็นความถูกอยู่เสมอ. ถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตานี้ มันจะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา โดยอัตโนมัติอยู่เสมอได้ มันจะเกิดความพอดี เป็นกลางในทุกอย่าง คือไม่มากไม่น้อย, ไม่สูงไม่ต่ำ จะถูกต้อง และพอดีไปหมด. เกี่ยวกับฆราวาสก็อยากจะระบุว่า มีการแสวงหา, มีการมีไว้, แล้วก็มีการใช้จ่ายบริโภค, แล้วก็มีเรื่องเพศ เรื่องกามารมณ์, เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง ; ถ้าทำให้ถูกต้องพอดีแล้ว ไม่มีโทษ. แสวงหาให้พอดี และถูกต้อง, มีไว้ให้พอดีและถูกต้อง, แล้วก็ใช้จ่ายไปให้พอดีและถูกต้อง ; ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องทางวัตถุ เป็นเรื่องทรัพย์สมบัติ ; ความรู้เรื่องสุญญตาช่วยได้ ในการที่จะทำให้มันพอดีและถูกต้องแม้ที่เป็นฆราวาส. พอมาถึง เรื่องกาม เรื่องความรู้สึกที่เกี่ยวกับเพศ หรือประกอบ กิจกรรมระหว่างเพศ อย่างนี้ ถ้ามีความรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่อง ยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู ไม่ได้แล้ว ; แล้วมันจะทำแต่พอดี ทำแต่ที่ถูกที่ควร ที่พอดี ; ประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ ชนิดไหนก็ตาม แต่ที่พอเหมาะพอดี หรือถูกต้อง หรือเท่าที่จะเป็นอาหารให้ทางจิตใจที่จำเป็นอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อยังละ ไม่ได้. เหมือนกับเรากินข้าว ปลา อาหาร กินแต่พอดีและถูกต้อง ; แล้วรส ของเพศนั้นก็เป็นอาหารทางจิตชนิดหนึ่ง ก็กินแต่พอดีและถูกต้อง หรือว่าให้มัน เป็นเรื่องของการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องลุ่มหลง อย่างหลับหู หลับตาทางกามารมณ์. เมื่อเป็นอย่างนี้ กิจกรรมระหว่างเพศ มันก็เป็นไป อย่างถูกต้องและพอดี. นี้เป็นความรู้เรื่อง สุญญตาด้วยเหมือนกัน. เกี่ยวกับ เกียรติยศ ชื่อเสียง ถ้ารู้เรื่อง สุญญตา มันก็ไม่เมายศ ไม่บ้าชื่อเสียง ; ถึงจะมียศ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง มาให้โด่งดังมากมายอย่างไรนั้น
น.272 มันก็หัวเราะเยาะได้, ไม่หลงยศไม่เมาชื่อเสียง; แต่สามารถที่จะจัดการให้ ถูกต้องและพอดี ว่าจะใช้มันอย่างไร ? เพื่อประโยชน์อย่างไร ? ควรไม่ควร อย่างไร ? พูดให้สั้นก็คือเรื่อง กาม กิน เกียรติ, พูดเป็น ๓ คำ ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นคำที่สั้นที่สุด ที่จะใช้แก่ชีวิตของฆราวาส. คุณลอง ไปคิดดู ไปแยกแยะดู ไปทบทวนไปสอบดูโดยทาง logic ก็ได้ ว่ามันจริงไหม ? ที่ผมพูดว่าเรื่องฆราวาสนั้น ไม่มีอะไร นอกจากเรื่อง ๓ ก. คือ ก. กิน ก. กาม ก. เกียรติ; เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. ที่อุตส่าห์เล่าเรียน อุตส่าห์ ทำการงาน ประกอบอาชีพ มันก็เพื่ออันนี้แหละ เพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติ ทั้งนั้น ; วัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของฆราวาส ล้วนเป็นเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. ทีนี้ ถ้ามันโง่ ทำไปอย่างหลับหูหลับตา สามเรื่องนี้ มันจะกลายเป็น นรกทันตาเห็นขึ้นมาเลย. ถ้าทำด้วยตัวกู - ของกูอย่างนั้น เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ จะกลายเป็นนรกทันตาเห็นขึ้นมาทีเดียว, ตกนรกทั้งเป็น. ถ้ามัน ลืมตา มีสติสัมปชัญญะอยู่ด้วยเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว, ไม่ทำด้วยตัวกู - ของกู แล้ว เรื่องนี้ไม่เป็นนรก ไม่เป็นไฟ ไม่เผาลนอะไร ; กลายเป็นสิ่งที่กระทำ อย่างถูกต้อง ในเรื่องที่มนุษย์จะต้องทำ; กลายเป็นเรื่องที่เราทำถูกต้องในสิ่งที่ เราจะต้องผ่านไป เหมือนการเล่าเรียน และการสอบไล่นั้นแหละ. เราจะสอบไล่ได้ ในสปีริตของความเป็นฆราวาส โดยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินี้ ไม่ให้เกิด เป็นความทุกข์ขึ้นมา. ที่นี้จิตมันก็เลยวิวัฒนาการสูงขึ้นไป จนอยู่เหนือเรื่องนี้. ฉะนั้น เมื่อเป็นพรหมจารี - อาศรมที่ ๑ ก็อุตส่าห์ศึกษาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี ให้เข้าใจให้ดี, ควบคุมให้ดี, อยู่ในระเบียบแบบฉบับให้ดี. พอเป็น คฤหัสถ์ - อาศรมที่ ๒ ก็เอาชนะได้ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ไม่มี
น.273 ปัญหาเลย ; เป็นคนทำหน้าที่ของมนุษย์ได้ดีที่สุดในการที่จะกิน ; ไม่มีปัญหาเลย ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องหลาน ทั้งหมดเลย. ทีนี้ไม่เท่าไร ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีทั้งหมด จิตใจมันก็เลื่อนขึ้นไป อาศรมที่ ๓ เรื่องวนปรัสถ์ แล้วก็อาศรมที่ ๔ เป็นสันยาสี ไปในที่สุด; เป็น แสงสว่างของผู้อื่นในการครองชีวิตอยู่ในโลกนี้. นี่แหละความรู้เรื่องไม่มีตัวกู - ของกู แล้วปฏิบัติให้ได้ในการที่จะ ไม่มีตัวกู - ของกู ; เรียกว่าได้แต่งงานกับนางสาวสุญญตา ที่อยู่ในหีบเพชรนั้น แล้วไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ; จะเป็นผู้ทำถูกต้องและพอดี ในทุกเรื่องทุกกรณี ที่มนุษย์จะต้องกระทำ. พูดให้น่าชื่นใจกว่านั้น ก็คือว่ามีนิพพานอยู่ตลอดเวลา. สุญญตา แปลว่า ว่างจากตัวกู - ของกู ก็คือไม่มีตัวกู - ของกู คือตายแล้วก่อนตาย. เป็น ผู้ตายแล้วก่อนตาย : ดับตัวกูเสียได้นั้น คือ ตาย แล้วก่อนตาย คือก่อน ที่ร่างกายนี้จะแตกดับ. เพราะฉะนั้น เราก็มีเวลาเหลืออยู่มากสำหรับดื่มรสของ นิพพาน ได้ประสบนิพพานทันตาเห็น ในปัจจุบันนี้ แล้วก็มีเวลาเหลืออยู่มาก ที่จะดื่มรสของนิพพาน. ถ้าเป็นความว่างแบบประจวบเหมาะ เราก็ได้นิพพานแบบประจวบ- เหมาะ ; ถ้าเป็นความว่างแบบเราข่มเอาไว้ แบบที่เราบังคับเอาไว้ เราก็ได้ • นิพพานแบบที่ข่มไว้ หรือบังคับเอาไว้ ; ถ้าเป็นความว่างแบบหมดกิเลส เราก็ได้ นิพพานแท้จริงโดยตลอดกาล. นิพพานแปลว่าเย็นมีอยู่ ๓ ระดับ : ประจวบเหมาะ บังเอิญเป็น ก็เป็นได้ด้วยอำนาจสุญญตา, และเป็นความเย็นแบบ ตทังคนิพพาน นี่นิพพานประจวบเหมาะ ; ถ้าว่างจากตัวกู - ของกู โดยปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ระวังอยู่ เป็นสุญญตาแบบบังคับไว้ ข่มไว้ เราก็ได้ วิกขัมภนนิพพาน, นิพพาน ที่เราจัดไว้ ที่ควบคุมไว้ เย็นสบายเหมือนกัน เมื่อเราว่างจากกิเลส; เพราะ
น.274 กิเลสหมดจริง ๆ มันก็ได้นิพพานสมบูรณ์เป็น สมุจเฉทนิพพาน ทันตาเห็นทั้งนั้น, ตลอดชีวิต เย็นเป็นนิพพาน. นี่คือประโยชน์ของ สุญญตปปฏิสิยุตฺตา สุตฺตฺตา ทำให้ฆราวาสได้ รับนิพพานมาเป็นของขวัญ ไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง ในชาติปัจจุบันทันตาเห็นนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว หรืออีกกี่หมื่นชาติ แสนชาติ เหมือนที่เขาพูดกัน. คุณ ไปฟังดูให้ดีเถิด ทายกทายิกาตามวัดตามวา เขาว่าอีกหลายหมื่นชาติ แสนชาติ จึงจะได้นิพพาน. พูดอย่างนั้นก็คือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พูดไปตามความเดา หรือตามความที่ได้ยินได้ฟังกันมาอย่างผิด ๆ ; เดาผิดพูดผิด แล้วผิดต่อ ๆ กันมา. นิพพานที่แท้ต้องได้ตั้งแต่ก่อนตาย จึงจะเป็นนิพพาน ; ก่อนตายต้องได้ นิพพาน, ก่อนร่างกายตายต้องได้นิพพาน ; ฉะนั้นให้ตัวกูนี้ตาย ก็จะได้นิพพาน ก็มีเวลาที่จะได้ชิมรสของนิพพาน ก่อนแต่ชีวิตจะแตกดับ หรือเข้าโลง. ฉะนั้น ขอให้ฆราวาสทุกคนตั้งใจที่จะได้นิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งไปตาม ลำดับ ก่อนที่จะเข้าโลง ; นี้ด้วยอำนาจของสุญญตานี่เอง. ถ้าหมดฝีไม้ลายมือ ของเราจริง ๆ ขึ้นมาแล้ว ก็วิ่งมาหาสถานที่ หรือสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ; จิตรำงับ ดับเย็นเป็นนิพพาน ชนิดตทังคนิพพานไปได้ ก็ยังดีกว่ามากมาย. แล้วก็อุตส่าห์ ศึกษาเล่าเรียน ให้มีความรู้ความเข้าใจในการที่จะบังคับจิตบังคับใจ ตามแบบ ของอานาปานสติ หรืออะไรก็ตาม ก็จะได้นิพพานที่ดียิ่งขึ้นไปกว่า สูงขึ้นไปกว่า." แต่ยังไม่ใช่นิพพานเด็ดขาด และสมบูรณ์ คือต้องปฏิบัติไป ปฏิบัติไป หรือว่า ผ่านโลกไปมากแล้ว, ผ่านชีวิตไปมากแล้วจน กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันหมด ไปแล้ว นั่นแหละจึงจะได้นิพพานจริง. แล้วก็ไม่ต้องพูดกันหรอกว่า เป็นพระ หรือเป็นฆราวาส ในตอนนี้; เพราะตัวกูมันไม่มีเสียแล้ว จึงไม่เป็นพระ หรือเป็นฆราวาส. มันเป็นธรรมชาติ ตามธรรมชาติบริสุทธิ์.
น.275 ฉะนั้นลืมกันเสียบ้าง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นฆราวาส หรือบรรพชิต ; มันจะติดตั้ง ติดตังอย่างติดของเหนียวอยู่ที่นั่น. รู้แต่เรื่องจิต แล้วทำจิตให้มัน เจริญ, ทำหน้าที่การงานให้ถูกต้อง โดยเฉพาะหน้าในปัจจุบันนั้น ๆ แล้วมันก็ดี ของมันเองอยู่ในตัว. เจริญขึ้นไปในตัว, อย่างน้อยก็ได้นิพพานพื้นฐาน คือรู้จักจัด รู้จักทำ ให้มันเย็น, ควบคุมให้มันเย็นจนชินเป็นนิสัย ต่อไปในข้างหน้า มันก็ เด็ดขาด คือความเคยชินที่จะเกิดตัวกู-ของกูมันถูกทำให้ร่อยหรอลงไป ร่อยหรอ ลงไป จนไม่มีเหลือ, มันเกิดอีกไม่ได้. นั่นคือความเป็นผู้ หมดอุปาทาน หมดกิเลส ตัณหา คือหมดการเกิดแห่งตัวกู-ของกู ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ โดยสมบูรณ์. อย่าไปถือว่า เรื่องอรหันต์ เป็นเรื่องสูง จนฆราวาสไม่ควรจะแตะต้อง หรือไม่ควรนึกถึง. ถูกแล้วเราไม่ควรนึกถึงคำว่า "อรหันต์" เลย อย่าไปนึกถึง มันจะบ้า. แต่ว่า เราจะนึกถึงเพียงแต่ว่า ทำอย่างไรจะไม่เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู- ของกูนี้. ขอให้ทำให้ชินเป็นนิสัยจนหมดความเคยชินที่จะเกิดเป็นตัวกู-ของกู แล้วที่จะเป็นอรหันต์ หรือไม่เป็นอรหันต์ ก็ค่อยรู้กัน ; และแม้ไม่ต้องรู้ก็ได้, รู้แต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้มันสบาย ไม่มีทุกข์เลยก็พอแล้ว. เดี๋ยวนี้มันมีแต่ความเย็น ที่แท้จริง, ไม่มีความร้อนเลยตลอดเวลา จนกว่าเปลือกคือร่างกายนี้จะแตก ดับไป; นี่ก็เรียกว่า นิพพานก่อนตาย. นิพพาน นั่นคือต้องตายเสียก่อนตาย ; มีความหมายอย่างนี้. นี่ขอให้คุณมองให้เห็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่ง หรือข้อหนึ่ง คือว่า เรื่องที่ ประเสริฐที่สุดนั้น ไม่ใช่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; สิ่งที่ประเสริฐที่สุด นั้นคือเรื่องไม่มีความทุกข์เลย. ภาวะของจิตที่ไม่มีความทุกข์เลย เพราะไม่เกิด ตัวกู-ของกูนั้นเป็นเรื่องสูงสุด ในที่สุด ชีวิตมันต้องไปถึงนั้น ต้องไปจบที่นั่น
น.276 จึงจะไม่เสียทีที่เกิดมา. ส่วนเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้น มันเป็นเหมือน กับอุปกรณ์. เครื่องอุปกรณ์ เพื่อชีวิตเป็นอยู่ได้ แล้วชีวิตวิวัฒนาการด้วยความรู้ ด้วย experience ต่าง ๆ โดยเฉพาะ experience ทางวิญญาณ ทางฝ่ายด้านนามธรรม ที่สูง. ฉะนั้นเรื่องเราศึกษาเล่าเรียน เรื่องอาชีพ เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้นมันเป็นข้อสอบในการศึกษา และข้อสอบไล่ขั้นต้น ๆ ต้น ๆ เรื่อยมา ; แล้วมันก็ไปสูงสุดอยู่ที่มีจิตใจชนิดที่อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. ·มันวัดได้โดยที่ว่าเดี๋ยวนี้มันหมดความยึดมั่นเป็นตัวกู-ของกู, เย็นเป็นนิพพาน อยู่ตลอดเวลา; เมื่อร่างกายนี้มันแตกดับไป ก็หมดเรื่องกัน ก็เรียกว่า หมดปัญหา. เราจะเชื่อว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกก็ตามใจเถิด เราต้องทำ อย่างนี้ อย่างเดียวเท่านั้นแหละ คือทำลาย "ตัวกู-ของกู" นี้อย่างเดียวเท่านั้น. ถ้าสมมุติว่า จะมีการเกิดอีก ก็ต้องทำอย่างนี้ ; หรือว่าตายแล้วจบกัน มันก็ต้องทำอย่างนี้ เพื่อให้ได้สิ่งนี้ก่อนตาย. ถ้าเรายังไม่ได้ มันจำต้องตาย เสียก่อน ชาติหน้ามันก็ต้องดีเหมือนกัน เพราะเราทำอย่างนี้ ชาติหน้าต่อไป ๆ มันก็ต้องดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. ฉะนั้นเรื่องว่าตายแล้วจะไปเกิดอีกหรือไม่ อย่าไปคิด ; คิดแต่ว่าเดี๋ยวนี้เราจะต้องทำอย่างนี้ ให้สุดความสามารถของเรา ก็เป็นการถูกต้อง สำหรับผู้ที่จะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ทั้งสองพวก. เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถูกต้องแล้วสำหรับพวกฆราวาสทั้งหลาย ว่า แบบฉบับ ระเบียบแบบแผนสำหรับปฏิบัติอะไร ๆ ก็ตาม ที่มันเนื่องเฉพาะอยู่กับเรื่อง สุญญตานั้น นั่นแหละ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. นี่คือ เรื่องสุญญตา กับ ฆราวาส. วันนี้ พอกันเพียงนี้.
Buddhadasa