Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๑๔ — ฆราวาส กับ อุดมคติของโพธิสัตว์

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.277 สำหรับพวกเรา ล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว ในวันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง ฆราวาส กับ อุดมคติของ โพธิสัตว์. ถ้าสังเกตดูจะเห็นได้ว่า เราพูดแต่เรื่องฆราวาส เกี่ยวกับฆราวาสติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั่งถึงวันนี้ ซึ่งเป็น เรื่องอุดมคติของโพธิสัตว์. มีความหมายสำคัญอยู่ที่ตรงคำว่า "โพธิสัตว์" คนบางคนอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า โพธิสัตว์นั้นเป็นพระ หรือ เป็นฆราวาส. เรื่องนี้มันก็ยากอยู่เหมือนกัน ; เพราะว่าพวกหนึ่งก็มักจะได้ยิน อย่างหนึ่ง แล้วมีหลายพวกด้วยกัน บางพวกก็เพิ่งจะประดิษฐ์หลักเกณฑ์ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับโพธิสัตว์ขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นจึงมีความหมายต่างกัน. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในที่สุดควรจะทราบว่า โพธิสัตว์นั้นเป็นได้ทั้งบรรพชิต และ ทั้งฆราวาส ; แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นฆราวาส. ยิ่งในฝ่ายเถรวาทเรานี้ด้วยแล้ว ๒๔๕

น.278 ก็ลดต่ำลงไปจนถึงกับว่า เป็นสัตว์เดรัจฉาน ; อย่างชาดกเรื่องลิงล้างหู, โพธิสัตว์เป็นพญาวานร อย่างนี้เป็นต้น; แล้วก็เป็นตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน เป็น ปลาในน้ำขึ้นมาทีเดียว จนถึงสัตว์บก สัตว์ฟ้า กระทั่งถึงคน ถึงรุกขเทวดา. ทีนี้เรามาพิจารณาถึงคำ ๆ นี้คือคำว่า "โพธิสัตว์" : คำว่า โพธิสัตว์ ประกอบขึ้นด้วยคำ ๒ คำคือ "โพธิ" คำหนึ่ง แล้วก็ "สัตว์" คำหนึ่ง. โพธินี้หมายถึงความรู้ หรือความตรัสรู้ ซึ่งเล็งถึงเรื่องสูงสุด ; สัตว์ก็คือสัตว์นี่เอง. คำว่าโพธิสัตว์นี้เราอาจจะถอดรูปสมาสคำนี้ออกไปได้หลายอย่าง ตามแบบของ ภาษาบาลี. คำสมาสนั้นเราอาจจะถือเอาความหมายของมันได้ทุก ๆ อย่าง ตามที่ มันอำนวยให้ถอดรูปออกไปอย่างไร. คำสมาสคำนี้อย่างน้อยก็จะถอดรูปความ ออกมาได้สัก ๓ อย่างคือ :- โพธิสัตว์ แปลว่าสัตว์เพื่อโพธิ, หรือสัตว์มีโพธิ, แล้วก็สัตว์ที่ใช้โพธิ. เพื่อโพธิ มีโพธิ ใช้โพธิ อย่างน้อยก็ได้ ๓ อย่าง อย่างนี้. สัตว์เพื่อโพธิ ก็หมายความว่า สัตว์นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้า กำลัง พยายามเพื่อให้ได้โพธิ สัตว์มีโพธิ ก็หมายความว่า มีโพธิ มีปัญญา มีอะไร อยู่พอสมควร คือว่าเต็มรูปของความหมาย ของคำว่าโพธิสัตว์ที่มีโพธิ สั ตว์ที่ ใช้โพธิ ก็หมายความว่า เขาใช้สติปัญญานั้นทำหน้าที่การงานเพื่อตน หรือเพื่อ ผู้อื่น ; มันเนื่องกันเกี่ยวกับคำว่าโพธิสัตว์นี้ คือทำประโยชน์เพื่อตน และผู้อื่น. แม้ว่า จะแปลว่าสัตว์ที่พยายามเพื่อโพธิ บางอย่างก็เพื่อตนก่อน เพื่อตนตรัสรู้ก่อน แล้วยังมุ่งหมายจะช่วยผู้อื่น. ทีนี้สัตว์มีโพธิ์ไว้ทำไม? ก็มีไว้ช่วยตน หรือผู้อื่น พร้อม ๆ กันไป. สัตว์ใช้โพธิ ก็เล็งถึงประโยชน์ผู้อื่นมากกว่า. นี่แหละ คำว่า โพธิสัตว์ เมื่อดูตามรูปศัพท์ตามหลักของภาษา มีความหมายได้อย่าง น้อยก็ ๓ ความหมาย. อย่างนี้ เรียกว่าโดยนิตินัย. ที่นี้ตามที่เป็นจริงหรือว่า โดยพฤตินัย ถ้าเราจะรวมเรื่องราวออกมาทั้งหมด ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน

น.279 ก็มีความมุ่งหมายในการกระทำต่าง ๆ กันอยู่ พอที่จะแบ่งได้เป็น ๓ พวกอีก เหมือนกัน. ความหมายแรก กำลังพยายามเพื่อความเป็นพุทธะ ; นี้คือฝ่ายเถรวาทเรา ให้ความหมายของคำว่า โพธิสัตว์ นี้ เป็นว่า พยายามเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. ชาดกต่าง ๆ ๕๐๐ กว่าเรื่องนั้นก็มีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น คือสัตว์บ้าง คนบ้าง รุกขเทวดาบ้าง ที่กำลังฝึกฝนอบรมตนอยู่ ให้เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม เพื่อจะเป็น พระพุทธเจ้า. หรือว่าผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้น กำลังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ เป็นรุกขเทวดาอะไรก็ได้ แล้วแต่จะพูด. จนกระทั่งชั่วโมงสุดท้าย ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ที่ต้นโพธิ์. ยังมีพระพุทธภาษิตเรียกพระองค์เองว่า "ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่" มีพระพุทธภาษิตเล่าเรื่องของพระองค์ เอง. คุณจะหาอ่านดูได้หลาย ๆ เรื่อง จากหนังสือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์. ในหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ได้ยกเอามาไว้หลายเรื่อง มีถ้อยคำที่พระ พุทธเจ้าตรัสถึงพระองค์เองว่า ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ แล้วก็อยู่ ที่นั่น ๆ ได้ทำอะไรอย่างนั้น ๆ. นี่เป็นคติของฝ่ายเถรวาท คือฝ่ายใต้, ได้แก่ ฝ่ายพุทธศาสนาในประเทศไทย พม่า ลังกา มีความเชื่ออย่างนี้. ส่วนพวกมหายานเขาไม่เห็นอย่างที่กล่าวแล้วเป็นสำคัญ ; เขาให้ ความหมายของโพธิสัตว์ไป ๒ แบบเป็นอย่างน้อย. ทีนี้เราจะติดตามดูว่า มันมี เหตุผล หรือว่ามีความจำเป็นอย่างไร? โพธิสัตว์ฝ่ายมหายานนั้นอาจจะบัญญัติ คำได้ว่า : โพธิสัตว์ คือผู้สนองพระพุทธโองการ นี่ผมบัญญัติเอาเอง ; แล้ว ก็โพธิสัตว์ คือผู้สมาทานศีลของโพธิสัตว์ ; นับว่ามีอยู่อีก ๒ ความหมาย ; รวมกับ ของเถรวาทด้วยก็เป็น ๓ ความหมาย. ความหมายที่ ๒ คือ ความหมายแรกที่เป็นของมหายานนั้น มันมี เรื่องที่ค่อนข้างพิศดาร. คุณก็เคยเห็น หรือว่าเคยได้ยิน สิ่งที่เรียกว่า

น.280 "อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์". ที่หน้ากุฏินั้นก็มีอยู่องค์หนึ่ง ที่เสาทางบ่อน้ำนั้น ก็มีอยู่องค์หนึ่ง เขาเรียกว่า อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์. โพธิสัตว์บางประเภทนี้ก็มี หลายองค์ เขาจัดให้ประจำพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ ; ทำหน้าที่สนองพระพุทธ- ประสงค์ของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ. นี่เป็นเรื่องราวของพวกมหายาน เลยมี เรื่องพิศดารออกไปถึงว่า พระพุทธเจ้านั้นมีหลายระดับ : พระพุทธเจ้าที่เป็น ต้นตอแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, แล้วก็พระพุทธเจ้าที่เกิดมาจากฌานของพระ- พุทธเจ้าองค์นั้น มีอีกหลายองค์, พระพุทธเจ้าที่มาอยู่ในรูปของมนุษย์ธรรมดา สามัญนี้ ก็มีอีกระดับหนึ่ง ชุดหนึ่ง มากมายหลายองค์, รวมกันแล้วหลายร้อย หลายพัน. พระพุทธเจ้าที่เกิดจากฌานของอาทิพุทธเจ้านั้น มีอยู่องค์หนึ่งที่เรียกว่า "อมิตาภะพุทธเจ้า" แล้วก็พระโพธิสัตว์ประจำพระองค์อมิตาภะพระพุทธเจ้า ก็คือ อวโลกิเตศวร นี้. สมัยหนึ่งนับถือกันมากทั้งในประเทศอินเดีย และใน ประเทศที่พระพุทธศาสนาอย่างมหายานแผ่ไปถึง จนมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเต- ศวรนี้เกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป หลาย ๆ ขนาด ขนาดใหญ่ประจำวิหาร ขนาดเล็กประจำ บ้านเรือน อยู่บนหิ้ง. ในประเทศไทยเราก็พบมาก องค์ที่สวยที่สุด ก็พบที่วัด พระธาตุที่ไชยา คือองค์ที่ว่ามานั้น. อยากรู้เรื่องก็ไปศึกษาทางโบราณคดีอีก ส่วนหนึ่งต่างหากก็แล้วกัน ; แต่นี่เราจะพูดกันเท่าที่เกี่ยวกับศาสนา. ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางศาสนาไม่ใช่ทางศิลป เข้าใจว่า พวกมหายาน ตั้งใจที่จะรวบรวมคนให้มาถือศาสนาของตนให้มากที่สุด สมกับคำว่า มหายาน, คือยานใหญ่หลวง ใหญ่โต พาคนไปได้มากนี้ คือหมายความว่า จะต้องพาคนโง่ ไปด้วย. แล้วส่วนมากของคนในโลกนี้เป็นคนโง่ ขี้ขลาด ; แล้วเราจะมัวมาถือ แต่เรื่อง อนัตตา.สุญญตา อยู่นี้มันจะเข้าใจได้สักกี่คน. และทางฝ่ายศาสนาอื่น

น.281 ที่เป็นคู่แข่ง เช่น ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู อย่างนี้ เขามีพระเจ้า คนที่โง่ และขี้ขลาดก็ใช้พระเจ้านั้นเป็นที่พึ่ง นับถือ เชื่อ และอ้อนวอน ; อย่างนี้มัน ก็หมดปัญหาในจิตในใจของเขา. เพราะฉะนั้นคนก็อยากจะถือศาสนาที่มีพระเจ้า ช่วย มากกว่าที่จะใช้สตปัญญาช่วยตัวเอง ฝ่ายพวกมหายานก็อยากจะให้มีพระเจ้าในพุทธศาสนาขึ้นมาบ้าง ; ก่อนนี้ ไม่มี. ทีนี้อยากจะมีพระเจ้าจะทำอย่างไร ก็เลยบัญญัติเรื่องที่ว่านี้ คือบัญญัติ เรื่องของพระพุทธเจ้านี้ ให้ขยายยืดออกไป’ จนมีอาทิพระพุทธเจ้าองค์แรก ; แล้วก็มีพระพุทธเจ้าที่เกิดมาจากอำนาจฌานของพระพุทธเจ้าองค์แรก ; แต่ ละองค์ - แต่ละองค์ มีโพธิสัตว์คอยรับสนองพระพุทธประสงค์. พระอมิตาภะ พระพุทธเจ้ามีพระโพธิสัตว์องค์นี้ เรียกชื่อว่า "อวโลกิเตศวร". อวโลกิเตศวร ถอดสนธิของคำก็เป็น อวโลกิตะ + อิศะวะระ. อิศะวะระ ก็คือ อิศวร เป็น ชื่อเหมือนกับพระอิศวรในฝ่ายฮินดูฝ่ายพราหมณ์. ก็แปลว่า เราก็มีพระอิศวร ให้ประชาชนที่โง่และขี้ขลาด ; แล้วก็บัญญัติให้อวโลกิเตศวรนั้น คอยดูแลโลก มองดูโลกอยู่ด้วยความเมตตา ใครต้องการอะไร ก็ขอได้ อ้อนวอนได้ จาก อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นผู้ที่จะสนองพระพุทธประสงค์ในการช่วยสัตว์. ฉะนั้น จึงมีความสำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า อวโลกิเตศวรนี้เป็นผู้รับใช้ มีลักษณะเหมือนเป็นผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ ; เพราะฉะนั้นที่รูปของ อวโลกิเตศวร จึงจะต้องมีพระพุทธรูปที่บริเวณหน้าผาก คือเหนือหน้าผากขึ้นไป ตรงเชิงของมงกุฎอยู่องค์หนึ่งเสมอ อย่างน้อยก็องค์หนึ่ง, อย่างมากก็มีหลายๆ องค์ ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง. นี่ก็แสดงความหมายว่า เป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้าด้วย แล้วก็มีพระพุทธเจ้ารวมอยู่ในรูปอวโลกิเตศวรนี้ด้วย. ฉะนั้นการที่ใครจะไหว้รูป อวโลกิเตศวร มันก็มีความหมายมากออกไป คือไหว้พระพุทธเจ้าด้วย แล้วยัง

น.282 ไหว้อวโลกิเตศวรนั้นเองด้วย. มันก็เป็นการตีตื้นขึ้นมา คือชนะได้ ในการที่จะ จูงประชาชนอันมากมาย ซึ่งเป็นคนขลาดและคนเขลานั้นมาได้โดยง่าย. ศาสนาพุทธอย่างมหายานเขาต่อสู้ศาสนาอื่น ที่เขามีพระเจ้าโดยลักษณะ อย่างนี้ ดังนั้นอุดมคติของพระโพธิสัตว์นี้ ก็กลายเป็นผู้รับสนองพระพุทธ- โองการ ในการรักษาศาสนาไว้, แล้วก็ช่วยคนที่ถือศาสนา. พระโพธิสัตว์ใน ความหมายนี้ คือผู้ที่จะรักษาศาสนาของพระพุทธเจ้าไว้ แล้วก็ช่วยสัตว์ทั้งหลายที่ นับถือพุทธศาสนา. มันก็เลยต่างกว่าความหมายเดิมอย่างของเถรวาท ซึ่งมีว่า โพธิสัตว์คือผู้ที่พยายาม เพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า. ความหมายอย่างมหายาน กลายเป็นว่า มีหน้าที่รับสนองพระพุทธโองการในการที่จะรักษาศาสนาไว้ช่วยสัตว์ ทั้งหลายต่อไป. ความหมายที่สาม ซึ่งเป็นของมหายานด้วยเหมือนกัน ได้แก่ ใครก็ได้ ที่ถือสมาทานศีลโพธิสัตว์. ศีลโพธิสัตว์ก็มีข้อสำคัญอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คือว่า จะช่วยเพื่อนมนุษย์คนสุดท้ายเสียก่อน ที่ตัวเองจะนิพพาน ; คือว่าถ้า ยังมีคนสุดท้ายเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ตาม เขาจะยังไม่นิพพาน คือยังไม่เข้าสู่ นิพพาน. สมาทานศีลว่าอย่างนี้ ก็เรียกว่าสมาทานศีลของโพธิสัตว์. นี่ก็ เป็นอุดมคติเท่านั้น ; โดยพฤตินัยแล้วมันทำไม่ได้ ; เพราะมนุษย์เกิดมา เรื่อย แล้วโพธิสัตว์จะช่วยจนกระทั่งคนสุดท้าย ก็ต้องรอไปเรื่อย ; ก็แปลว่า จะไม่มีโอกาสเข้านิพพานด้วยซ้ำไป เพราะว่าสัตว์มันเกิดมาเรื่อย. แต่เราอย่าไปถือ เอาส่วนนั้นเพื่อเป็นข้อคัดค้านกัน ให้เสียเวลาเปล่า ๆ; ให้ถือเอาอุดมคติ ของผู้ที่จะช่วยผู้อื่นก่อนช่วยตัวเอง ก็เลยสมาทานศีล ปฏิญญา สาบาน หรือ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ว่าเราจะช่วยมนุษย์จนกระทั่งคนสุดท้ายจึงจะนิพพาน. ขอให้คุณเปรียบเทียบดูทั้ง ๓ ความหมายนี้ : ความหมายที่ ๑ เป็น อย่างเถรวาท โพธิสัตว์คือผู้ที่กำลังพยายาม เพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. ความ

น.283 หมายที่ ๒ เป็นมหายาน โพธิสัตว์ คือผู้ที่รับสนองพระพุทธประสงค์ ในการ รักษาศาสนาไว้ก็ดี ในการช่วยเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ก็ดี. ความหมายที่ ๓ ก็ เป็น ของมหายาน โพธิสัตว์คือผู้ที่สมาทานศีลของโพธิสัตว์. สำหรับการที่แบ่ง เป็นเถรวาท หรือ มหายานนี้ เราเอาความหมาย หรือหลักส่วนใหญ่ ๆ ; ที่จริง ข้อปลีกย่อยมันก็เหมือนกัน ก็มีอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย. การช่วยผู้อื่น หรือการ ทำตามพระพุทธประสงค์ มันก็มีอยู่ในฝ่ายเถรวาท แต่เขาไม่พูดมาก ไม่ยกขึ้นมา เป็นเรื่องใหญ่เหมือนฝ่ายมหายาน. มหายานบางนิกายจะไม่พูดถึงอะไรหมดเลย จะพูดถึงแต่เรื่องสมาทาน ศีลของโพธิสัตว์เท่านั้น. แต่ฝ่ายเถรวาทเรานี้ที่เปิดไว้กว้าง ๆ ว่าโพธิสัตว์คือผู้ ที่กำลังพยายามเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้า. ทีนี้ ถ้าถือเอาแต่ความหมายมันก็ไม่ ขัดข้องอะไรกัน แล้วก็กลายเป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องทำ และสามารถจะกระทำได้ ด้วย. ฉะนั้นฆราวาสครองบ้านเรือนอยู่ตามปกตินี้ สามารถจะเป็นโพธิสัตว์ทั้ง ๓ ความหมาย. บางเวลาเราก็เป็นอยู่แล้ว เป็นโดยวิธีที่ผมเรียกว่า อุปปาติกะ หรือโอปปาติกะ คือเมื่อจิตมันเป็นอย่างไร เราก็เกิดเป็นอย่างนั้น. บางเวลาจิต ของเรามุ่งจะเป็นพระพุทธเจ้า อธิษฐานจะเป็นพระพุทธเจ้า มันก็กลายเป็น โพธิสัตว์ไป. บางเวลาเราก็มุ่งจะรักษาศาสนาของพระพุทธเจ้าให้คงอยู่ เป็นที่ พึ่งแก่เพื่อนมนุษย์ นั่นก็เท่ากับกลายเป็นโพธิสัตว์ไป ตามความหมายที่ ๒ นั้น. แล้วบางเวลาหรือบางคนอาจจะคิดในบางคราวในการที่จะมีเกียรติยศชื่อเสียง ใน การช่วยผู้อื่น ก็กลายเป็นโพธิสัตว์น้อย ๆ ไป. นี้เรียกว่าอุดมคติของโพธิสัตว์นั้น ฆราวาสสามารถประพฤติได้ ; แล้ว ฆราวาสอาจจะเป็นโพธิสัตว์ได้โดยความหมายของโอปปาติกะ คือเรามีหลักว่า คิด อย่างไรก็เกิดเป็นอย่างนั้น ซึ่งได้พูดกันโดยละเอียดมาแล้วในคราวก่อน ๆ.

น.284 ยกตัวอย่าง เช่นว่า คิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจรในขณะนั้น, คิดอย่างบัณฑิตก็เกิด เป็นบัณฑิตในขณะนั้น, กระทั่งว่า คิดอย่างสัตว์เดรัจฉานก็กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปในขณะนั้น, คิดอย่างเปรตอย่างอสุรกาย ก็กลายเป็นเปรต เป็นอสุรกายใน ขณะนั้น, เมื่อคิดอย่างโพธิสัตว์ก็กลายเป็นโพธิสัตว์ไปในขณะนั้นได้เหมือนกัน. หลักเกณฑ์อย่างนี้ไม่ให้โทษ มีแต่ประโยชน์โดยส่วนเดียว ; ทีนี้เราก็พยายาม ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากเท่าที่มันจะมากได้ ; เราก็จะได้รับคำสอนเป็น อย่าง ๆ ไป. แผ่นดินตรงนี้, แผ่นดินภาคใต้ของประเทศไทยนี้ ก็เคยนับถือพระ- พุทธศาสนาทั้งอย่างเถรวาท และอย่างมหายาน; แล้วดูตามร่องรอย ซาก โบราณวัตถุ โบราณสถานที่เหลืออยู่แล้ว ก็พูดได้ว่า อย่างมหายานเคยเจริญ แพร่หลายมากกว่าด้วยซ้ำไป. โบราณสถานยังคงปรากฏมีอยู่ ทีนี้ความรู้สึก นึกคิดของประชาชน ที่เนื่องด้วยวัฒนธรรม ก็มีลักษณะของมหายานอยู่ในการ ที่จะเป็นโพธิสัตว์. เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี้ก็เป็นอุดมคติทั้งฝ่ายเถรวาท และ ฝ่ายมหายาน. การปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตนั้น มันเป็น ความปรารถนาร่วมทั้งเถรวาทและมหายาน. เราจะได้เห็นหลักฐานที่คนแต่ก่อน คนรุ่นโบราณ หรือปู่ย่า ตายายนั้น จะอธิษฐานว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็น พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลเทอญ” อย่างนี้ก็มีอยู่มาก ตามสมุดข่อยเก่า ๆ. ตอนจบสมุดข่อยนั้นจะมีคำอธิษฐานอย่างนี้ "ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า องค์หนึ่งในอนาคตกาลเทอญ ด้วยบุญกุศลที่ได้ทำไว้นานาชนิด" กระทั่งคัดลอก สมุด นี้ก็เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ แล้วคนนั้นก็เป็นฆราวาส คือวาด หรือ ตั้งความปรารถนาไว้ไกลในอนาคต ขอให้เป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง. ฉะนั้น คำว่า "อุดมคติของโพธิสัตว์" นั้น ถ้าจะสรุปเอาเพียงแต่ ความหมายเดียว มันก็คือช่วยผู้อื่น - ช่วยผู้อื่น - ช่วยผู้อื่น. ถ้าแยกเป็น

น.285 ๓ ความหมายก็อย่างที่พูดมาแล้ว ; แต่ว่าโดยความหมายใหญ่เพียงความหมายเดียว แล้ว ก็คือ เห็นแก่ผู้อื่น. ฉะนั้น อุดมคติของโพธิสัตว์นี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ โลกสมัยปัจจุบันนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว. เรื่องนี้ควรจะนึกถึงอยู่เสมอ ว่าเป็น ภัยอันตรายที่ร้ายแรงที่สุด ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ ก็คือความเห็น แก่ตัว. คุณไปดูซิ เรื่องการเมืองก็ดี เรื่องเศรษฐกิจก็ดี เรื่องอะไรก็ดี มันสรุป อยู่ที่เรื่องความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. มนุษย์สมัยนี้จึงไปบูชา เทคโนโลยี่ - เครื่องมือ ของความเห็นแก่ตัว โดยไม่คำนึงถึงศาสนา หรือพระเจ้า; กวาดพระเจ้า กวาดศาสนาออกไปทั้งหมด. เด็ก ๆ ไม่ได้ยินคำว่า พระเจ้า คำว่า ศาสนา เหล่านี้ ได้ยินแต่คำ เทคโนโลยีมากขึ้นทุกๆ สาขา นี่คืออิทธิพลของความเห็นแก่ตัว ; ต้องการจะ แสวงหาประโยชน์เพื่อตัว เป็นความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ไม่มี ขอบเขต, ฉะนั้นมันก็ต้องการที่จะเอามาจากผู้อื่น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เอามาเป็น ของตัว อย่างไม่มีขอบเขต. มันมีความละโมบถึงขนาดนี้แล้ว ความกลัว ก็มีมาก จึงต้องใช้วิชาเทคโนโลยีในทางป้องกันตัว อย่างไม่มีขอบเขต. มันก็เลย สาละวนกันแต่เรื่องความเห็นแก่ตัวไปทุกแง่ทุกมุม โลกก็เป็นโลกที่ร้อนเป็นไฟ มากขึ้นทุกที ๆ ทุกที ๆ เพราะความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นโดยเนื้อแท้แล้ว โลกต้องการอุดมคติของโพธิสัตว์, คือว่า เลือดเนื้อชีวิตของเราสละได้เพื่อผู้อื่น. ศาสนาคริสเตียนโดยเฉพาะคำสอนของ พระเยซูนั้น เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์อย่างสูงสุด. "ให้รักผู้อื่นยิ่งกว่ารักตัว" "ให้ ให้อภัยแก่ผู้ที่ทำอันตรายเรา" นี้เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์โดยสมบูรณ์. มีคนบางคนกลืนคริสเตียน โดยพยายามอธิบายให้เห็นว่า พระเยซู คือเป็น พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ; เรียกตามภาษาฮิบรู หรืออะไร เรียกว่า โยซาพัต. ไปหา

น.286 เรื่องโยซาฟัตอ่านดูเถอะ จะเห็นว่าเขาอธิบายว่า พระเยซูเป็นพระโพธิสัตว์ องค์หนึ่ง. แต่เราไม่เอามากถึงอย่างนั้น มันเป็นการรุกล้ำมากเกินไป ; เพียงแต่ เราจะพยายามชี้ให้เห็นว่า อุดมคติของพระเยซู เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ คือ เห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าโลกนี้เชื่อพระเยซู ปฏิบัติตามพระเยซู ก็สบายอย่างยิ่ง เป็นโลกของ พระศรีอาริย์ไปได้เหมือนกัน ; ไม่เป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้. เดี๋ยวนี้ปีศาจหรือ ซาตานมันครอบงำโลก ทำให้มนุษย์ในโลกมีความเห็นแก่ตัวหนักขึ้น ๆ แล้วก็เลย ได้เป็นอย่างนี้. ที่จริง โลกนี้ กำลังต้องการอุดมคติของโพธิสัตว์เป็นอย่างยิ่ง กว่าสิ่งใด ที่จะมาหยุดวิกฤตกาลต่าง ๆ ในโลกได้. เพราะฉะนั้นถ้าคุณชอบ คำ ๆ นี้, ชอบอุดมคติอันนี้ก็จงเชื่อเถิดว่า เราทำได้ เราเป็นได้ แม้ในเพศ ฆราวาส ; คือพยายามเห็นแก่ผู้อื่น ทำลายความเห็นแก่ตัว. แม้ที่สุดแต่อุดมคติอย่างโลก ๆ คืออุดมคติของการเล่นกีฬานี้ มันก็คือ sporting - spirit ไม่ให้เห็นแก่ตัว ให้ให้อภัย. ฉะนั้นถ้าใครเป็นนักกีฬาแท้จริง คนนั้นก็เป็นผู้อยู่ในอุดมคติของโพธิสัตว์. เดี๋ยวนี้สังเกตดู ไม่เห็นมีใครเป็น นักกีฬาที่แท้จริง เป็นนักกีฬาปลอมทั้งนั้น; แม้กีฬาของมหาวิทยาลัยนี้ก็เป็น กีฬาปลอม; เห็นแก่ตัว จนทำอันตรายกันในสนามกีฬา, ระเบิดขวดบ้าง อะไรบ้าง. แล้วพวกกองเชียร์นั้นคือพวกเห็นแก่ตัวที่สุด, มีจิตใจที่กำลัง เห็นแก่ตัว ไปเชียร์พวกของตัวร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง แม้สักเปอร์เซ็นต์เดียว. ฉะนั้น กองเชียร์นี้เป็นเรื่องของปีศาจ หรือซาตานมาก กว่า คือเพิ่มการเห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่พวกของตัว. แล้วทีนี้ตัวผู้เล่นกีฬาเอง ก็มีแต่ความเห็นแก่ตัว ชกต่อยกัน, แล้วคิดเอาเปรียบอย่างไม่มีความเป็นธรรม

น.287 อยู่ในใจตลอดเวลา. แต่ปากก็พูดว่าเล่นกีฬา รักษาระเบียบ รักความเป็นธรรม ; แต่ใจมันไม่เป็นอย่างนั้น. ฉะนั้น ถ้า เพียงแต่ว่า เป็นนักกีฬาที่แท้จริงกัน เท่านั้น ก็จะเป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ มีโพธิสัตว์กำลังวิ่งอยู่ในสนามกีฬา ; คือว่าฝึกความเห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ความถูกต้อง, ทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ. เห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่ความถูกต้องนั่นแหละคือเห็นแก่ทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร, แล้วทำลายความเห็นแก่ตัวเสียเรื่อย ๆ ไป ด้วยการให้อภัย ด้วยการอะไรได้ แม้แต่เขาล่วงเกินเรา เอาเปรียบเรา เราก็ให้อภัยได้. ฉะนั้น ผมอยากจะขอร้อง ให้ทุก ๆ องค์ ทุก ๆ คน แม้ที่ไม่ได้มานี้, ศึกษากันให้ดี ว่า อุดมคติของโพธิ- สัตว์นี้ จำเป็นในทุกกรณีแก่ความเป็นอยู่ของคนในโลก คือความเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว. เมื่อไรเรามีความรู้สึกอยู่อย่างนี้ มีความปรารถนาอยู่อย่างนี้ แล้วกำลังกระทำอยู่อย่างนี้ ก็เป็นพระโพธิสัตว์เมื่อนั้น เวลานั้น. จะลงสนามกีฬา ก็ลงเพื่อเป็นโพธิสัตว์กันดีกว่าที่จะเป็นภูตผีปีศาจ. แม้ว่าเราจะศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ตาม ก็คิดให้มันกว้างว่า เราจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพื่อประโยชน์แก่โลกเป็นส่วนรวม ; ส่วน ตัวเองคนเดียวลืมเสียก็ได้ ลูกเมีย ถ้าจะมี ก็ลืมเสียก็ได้ อย่าให้เอามาเป็นเรื่อง สำคัญ. ทั้งเราทั้งลูกเมียของเรานั้น มันเพื่อประโยชน์แก่โลก อย่างนี้เรียกว่า ไม่เห็นแก่ตัว. ถ้าจะเอาแต่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยแต่เรื่องในครอบครัว ของตัว ก็ไม่พ้นที่จะเป็นภูตผีปีศาจชนิดหนึ่ง คือมันจะค่อยๆ เผลอ ค่อย ๆ เผลอ เผลอจนเห็นแก่ตัวชนิดที่ดูไม่ได้. ถ้ามีอุดมคติของโพธิสัตว์มาคุ้มครองไว้บ้าง นั่นแหละจะเป็นครอบครัวที่ดี ; ครอบครัวนั้นจะมีการดำเนินชีวิตที่ดี น่าไหว้ น่านับถือ น่าบูชา เห็นแก่เพื่อนบ้าน เห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่โลกทั้งหมด สากลโลก กระทั่งสัตว์เดรัจฉานด้วย. นี่มีความเมตตาเต็มที่เต็มเปี่ยมอยู่ในจิต ในใจ.

น.288 ถ้าหากว่าเรากำลังเป็นพ่อบ้าน - แม่เรือน หรือเป็นอะไรอยู่ก็ตาม มัน ไม่มีอะไรดีวิเศษไปกว่าเป็นเพื่อเป็นสุขกันทั้งโลก เสียสละประโยชน์ส่วนตัวได้ ในเมื่อจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงๆ เมื่อเห็นอยู่จริง ๆ. และนั่นแหละ ควรจะเรียกว่า "มหาบุรุษ" หรืออะไรที่สูงสุดที่แท้จริง. มหาบุรุษที่เอา เปรียบผู้อื่น เห็นแก่ตัว ฆ่าคนได้มาก ๆ นั้นไม่ใช่มหาบุรุษ; ว่าเอาเองตาม ที่มีอำนาจจะว่า จะแต่งตั้งตัวเอง หรือว่าแต่งตั้งขึ้นโดยบุคคลที่โง่เขลาชนิด เดียวกัน. ในโลกนี้มีคนโง่มาก ไปนิยมมหาบุรุษอย่างนั้น. มหาบุรุษจริงๆ ก็ต้องแบบของโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้า คือไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ผู้อื่น ช่วยผู้อื่น ช่วยโลก. ที่ผมพูดนี้ ก็หมายความว่า มุ่งหมายจะให้คุณเข้าใจคำว่า “โพธิสัตว์" แล้วอย่าเหวี่ยงทิ้งไปเสียไกลลิบ ไม่รู้อยู่ที่ไหน เลยปฏิเสธเสียว่ามันไม่ใช่เรื่อง ของเรา มันสูงเกินไป อุดมคติครึกระบ้า ๆ บอ ๆ ของคนโบราณ ; อย่าได้คิด อย่างนั้น. ที่แท้เป็นเรื่องที่ทุกคนนี้จะต้องพยายาม ธรรมชาติมันก็ต้องการให้คน ทุกคนเป็นอย่างนั้น แล้วสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันนี้ มันก็ต้องการให้คน เป็นอย่างนี้ เพื่อจะยุติปัญหาที่ยุ่งยากของโลกได้. ที่เขาคิดว่าจะแก้ไขกันด้วย การเมือง ด้วยการทูต ด้วยการจัดทางเศรษฐกิจ ด้วยอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นเรื่องหลับตางมงายอย่างยิ่ง. มันเป็นยุคเป็นสมัย ที่โลกกำลังเป็นอย่างนี้ เรียกว่ามันหมุนมาอยู่ในราศีที่โง่เขลางมงายอย่างยิ่ง จนได้ฆ่าฟันกัน เป็นเหมือน ฆ่าเนื้อฆ่าปลา โบราณเขาว่าจะถึงยุคที่เรียกว่า มิคสัญญี คือไม่ยอมรับนับถือ ซึ่งกันและกันว่า เป็นมนุษย์ ; ถือว่า เป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ จึงฆ่ามันเสียให้พินาศเลย นี้เขาเรียกว่ามิคสัญญี คือเหมือนกับฆ่าเนื้อฆ่าปลา. แต่ก่อนนี้ไม่เคยมี ที่จะ ฆ่ากันง่าย ๆ มาก ๆ เหมือนในสมัยนี้.

น.289 ฉะนั้น ขอให้มองดูอุดมคติอันนี้ ในฐานะที่อยู่ด้วยกันกับฆราวาสได้ แม้ว่าจะเป็นฆราวาสที่ต่ำต้อยอย่างไร ก็ควรจะมุ่งหมายที่จะเป็นโพธิสัตว์ ; โดย ไม่เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องเห่อเหิมเกินฐานะ, ไม่เจียมตัว หรืออะไรทำนองนี้. เราไม่มองกันในแง่นั้น มองกันในแง่ที่ว่าธรรมชาติ หรือพระเจ้า หรือพระธรรม อะไรก็ตาม, ต้องการให้ทุกคนถืออุดมคติอันนี้ ; ไม่เห็นแก่ตัวให้เห็นแก่ผู้อื่น. ต่อไปก็จะพูดกันถึง เรื่องบารมีที่จะเป็นโพธิสัตว์, คำว่า "บารมี" ก็แปลว่าเครื่องมือ สำหรับข้ามไปฝั่งโน้น ก็ได้ ; หรือแปลว่า สิ่งที่ทำความ ประสงค์ให้เต็ม ก็ได้ ; ความหมายมันอย่างเดียวกัน. สิ่งที่จะข้ามไปฝั่งโน้น ก็คือว่า เราต้องการที่จะไปฝั่งโน้น ; สิ่งที่ทำความประสงค์ให้เต็ม ก็หมายความว่า เราประสงค์อะไรแล้ว เราต้องสร้างบารมี มันจึงจะเต็มขึ้นมาได้ตามความประสงค์ แล้วความประสงค์ของมนุษย์ทั้งหมด ไม่มีอะไรดีวิเศษไปกว่า ข้ามเรื่องความ ทุกข์ไปเสียให้พ้น ไปสู่ฝั่งโน้นคือความไม่มีทุกข์เลย. ถือตามหลักเถรวาทคำว่า “บารมี" นั้นมีตั้ง ๑๐ อย่าง คือ ๑. ทาน, ๒. ศีล, ๓. เนกขัมมะ, ๔. ปัญญา, ๕. วิริยะ, ๖. ขันติ, ๗. สัจจะ, ๘. อธิฏฐาน, ๙. เมตตา, ๑๐. อุเบกขา. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเหล่านี้แล้ว ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าในเวลา อันสมควร. เขาได้ให้ตัวเลขไว้อย่างน่าตกใจว่า นานสื่อสงไขย แสนกัปป์ ; นับตั้งแต่พระโพธิสัตว์องค์นี้, องค์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าที่เรานับถือกันอยู่นี้, เริ่มบำเพ็ญบารมีมา ใช้เวลา สื่อสงไขย แสนกัปป์ จึงจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วนี้. เรื่องอย่างนี้อย่าไปพูดถึงตัวเลขที่มันน่าตกใจจน ไม่น่าเชื่อ. ถ้าจะแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปก็ใช้วิธีอย่างที่ผมใช้ : คำว่า "ชาติ" ชาติหนึ่ง นั้นคือ เกิดความคิดที่เป็นตัวเราครั้งหนึ่ง. ดังนั้น วันหนึ่งเรามีได้หลายสิบชาติ

น.290 หลายร้อยชาติ ; ไม่ใช่ชาติเกิดมาแล้วเข้าโลงทีหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง ไม่เอา อย่างนั้น. เกิดความคิดที่เป็นตัวกูครั้งหนึ่ง แล้วก็ดับไปครั้งหนึ่ง นี้เรียกว่า ชาติหนึ่ง ; ฉะนั้น คนธรรมดาสามัญนี้ เกิดได้มาก วันหนึ่งหลายสิบครั้ง หลาย ร้อยครั้ง, เดือนหนึ่งหลายหมื่นหลายแสน, ปีหนึ่งหลายล้าน หลายโกฏิ, หลาย ๆ ปี ก็หลายอสงไขย. สื่อสงไขย แสนกัปป์นั้นเอาเป็นว่าต้องทำมากหน่อยก็แล้วกัน ในการที่จะมีคุณธรรมเหล่านี้ครบ. ทาน ต้องฝึกฝนเรื่อย ฝึกฝนตัวเองในการที่จะให้ทาน. เด็ก ๆ บางคนชอบให้ทาน ขยันให้ทาน ฝึกการให้ทานนี้แหละ น่าเลื่อมใส, มีสตางค์ บ้าง ก็ให้คนขอทานเสียบ้าง ให้เพื่อนเสียบ้าง ซื้อขนมกินบ้าง; นี้คือความ หมายของคำว่า ทาน คือการให้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น, ไม่ใช่เพื่อเรา. ฉะนั้น ทานของโพธิสัตว์ ต้องเล็งผลเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ใช่แลกเอาสวรรค์วิมาน เหมือนยายแก่ ตาแก่ ที่เขาสอนให้ทำทาน เพื่อสวรรค์ วิมาน. ศีล นี้คือ การบังคับตัวเอง ให้มีความเป็นระเบียบ ให้ถูกต้อง ในความประพฤติทางวาจา ทางร่างกาย นี้คือศีล, จะมีตัวเองนี้อยู่ในระเบียบ. เนกขัมมะ นี้คือ หลีกออกจากกามารมณ์. หมายความว่าพยายาม ที่จะไม่ให้ตกเป็นทาสของกามารมณ์ นี่คือเนกขัมมะ. ที่เราออกบวชเป็นพระ เป็นเณรอย่างนี้ ก็เรียกเป็นเนกขัมมะ. ถ้าไม่บวชอย่างพระอย่างเณร ก็พยายาม โดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะไม่เป็นทาสของกามารมณ์ เรื่องเพศ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า เนกขัมมะ. ปัญญา หมายถึงรู้สิ่งที่ควรรู้ เท่าที่ควรจะรู้ เรียกว่าปัญญา ; ไม่ใช่ รู้เพ้อเจ้อ อย่างนักปรัชญา รู้แล้วใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้. ที่ว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ก็คือรู้เรื่องที่จะทำให้ไม่มีความทุกข์, รู้จักแก้ปัญหาของชีวิตที่เกี่ยวกับความทุกข์.

น.291 วิริยะ คือความพากเพียร. ความพากเพียรที่จะปฏิบัติให้ลุล่วงไป อบรมนิสัยให้มีความพากเพียร. เรามีคำว่า ฝนทั่งให้เป็นเข็ม นี้มันก็รวมอยู่ใน บารมีของโพธิสัตว์ ไม่ยอมแพ้. ขันติ อดทน ; มันคู่กันไปกับความเพียร ถ้าไม่ทนมันเพียรต่อไป ไม่ไหว มันเจ็บปวด ; ต้องทนได้ รอได้ คอยได้. สัจจะ ความจริงใจ นี้เอามาไว้ต่อท้าย. เราเคยพูดถึงฆราวาส- ธรรม เอาสัจจะมาหน้า ก็เหมือนกัน คือมันมีพร้อมกันอยู่เป็นใช้ได้. สัจจะ ความจริงใจ, คือความจริงรวมทั้งความซื่อสัตย์. คำว่า ความจริงนี้ ขอให้มัน กว้าง ๆ รอบตัวออกไป กล่าวคือ จริงต่อตัวเอง : จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่ การงาน จริงต่ออุดมคติ อย่างนี้เรียกว่าจริงต่อตัวเอง ; แล้วก็ จริงต่อผู้อื่น นั่นแหละคือความซื่อสัตย์ ที่เ ราเรียกกันตามธรรมดาสามัญ ว่า ความซื่อสัตย์ต่อ ผู้อื่น แล้วก็ซื่อสัตย์ต่อตนเองด้วย ; รวมกัน ๒ อย่างก็เป็นสัจจะ. อธิฏฐาน นี้แปลว่าตั้งใจมัน. ตั้งใจมัน คือ ปักใจมั่น ระดมกำลังใจ ทั้งหมดลงไปในอันนั้น เรียกว่า อธิฏฐาน. เมตตา ก็ไม่ต้องอธิบายแล้ว, คือความรักผู้อื่น เหมือนกับรัก ตัวเอง หรือยิ่งกว่าตัวเอง ; มันก็ย่อมรวมไปถึงการช่วยผู้อื่นด้วย ไม่ใช่รักเฉย ๆ. อุเบกขา คือว่าทนได้ หรือว่าเฉยได้ ในเมื่อมันช่วยไม่ได้. เมื่อ สิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามความหวังดีของเรานี้ เราอย่าเป็นบ้าเสียเอง. เช่นว่า เราเลี้ยงสัตว์ไว้ด้วยความเมตตา แล้วมันเจ็บไข้ สัตว์ตัวนั้นมันจะต้องตายแน่ ๆ ตายไปต่อหน้าต่อตา อย่างนี้; ถ้าเรามาเป็นทุกข์เสียเอง ก็ใช้ไม่ได้, ยังไม่ใช่ คนฉลาด ยังไม่ใช่โพธิสัตว์. เราก็ต้องมีอุเบกขา แก้ไขไปตามความสามารถที่จะ

น.292 แก้ไขได้. เมื่อมันยังต้องตายอีก เราก็อุเบกขาได้. ทีนี้มันไม่ใช่เฉพาะแต่สัตว์ คือสูงขึ้นมาถึงลูก ถึงเมีย ถึงบิดามารดา ถึงใครก็ตาม ในกรณีที่มันช่วยไม่ได้ ก็ต้องอุเบกขา. คำว่า อุเบกขา มีความหมายกว้างไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย ที่จะ ต้องวางเฉยได้, มีจิตใจไม่หวั่นไหว ง่อนแง่น คลอนแคลน ไม่ล้มละลาย ; นี้เรียกว่า อุเบกขา คือมองดูเฉยอยู่ได้. นี่รวมเป็น ๑๐ อย่าง นี้เรียกว่า "บารมี" แล้วคุณไปพิจารณาดูซิว่า อย่างไหนที่ฆราวาสไม่ควรปฏิบัติ หรือว่าปฏิบัติไม่ได้. จะเห็นได้ว่าทุกอย่างทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ฆราวาสก็ควรปฏิบัติ ตามความสามารถ แล้วเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติ ได้ : จะให้ทานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไป ใจกว้างนี้ มาก่อน, แล้วมีศีลตามแบบของ ฆราวาส. เนกขัมมะ นั้นพยายามที่จะชนะกามารมณ์ หลีกออกจากความบีบคั้น ของกามารมณ์ ; จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องเพศ ก็ทำด้วยสติปัญญา อย่าทำด้วยความ ลุ่มหลงกามารมณ์. แล้วก็มีปัญญา ความหมายนี้กว้างทั่วไปแล้ว ฆราวาสก็ต้อง มีปัญญาช่วยตัว. มีวิริยะ มีความเพียร มีขันติ มีความซื่อสัตย์ มีความ อธิฏฐาน ในการทำงาน ; แล้วก็มีเมตตาเป็นเบื้องหน้า; แล้วก็มีอุเบกขา ในกรณีที่มันแก้ไขไม่ได้. นี่แหละทำให้ฆราวาสมีความสุขอย่างยิ่ง, เป็นฆราวาส ที่น่าบูชา น่าเลื่อมใส. ถ้าผิดจากนี้ก็เป็นฆราวาสที่มีความทุกข์ทนหม่นหมอง ; ต่ำลงไปกว่านั้นอีกก็เป็นอันธพาล. นี่ขอให้เข้าใจอุดมคติของโพธิสัตว์ และเครื่องมือปฏิบัติให้ได้ตาม อุดมคตินั้น ๆ ในลักษณะอย่างที่ว่ามานี้. ถ้าเราเกิดชอบคำ ๆ นี้ อุดมคติอันนี้ ก็ถือหลักอย่างนี้ก็ได้ โดยไม่ต้องไปถือหลักอย่างอื่น; เพราะถือหลักเท่านี้มันก็ พอเหมือนกัน. ถ้าปฏิบัติอยู่อย่างนี้มันก็มี มัชฌิมาปฏิปทา, มี ฆราวาสธรรม มีอะไรครบถ้วนเหมือนกับที่เราพูดมาแล้ว ในการที่เราควรจะปฏิบัตินั้น. หัวข้อ

น.293 ธรรมะที่เราจะเอามา รวมเป็นหมวดเป็นหมู่สำหรับปฏิบัติ เราจะจัดอย่างไรก็ได้ system อันไหนก็ได้ เพราะมันเป็นไปเพื่อผลอย่างเดียวกันนั่นเอง. ในที่นี้เราใช้ คำว่า "อุดมคติของโพธิสัตว์" แล้วบำเพ็ญบารมีอยู่ถึง ๑๐ อย่าง นี้ครบหมด. ในที่สุดก็จะเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นอะไรได้ ในจุดหมายปลายทาง ; เรียกว่า เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ครบถ้วน ทั้งที่เป็นฝ่ายตนเอง และเป็นฝ่ายผู้อื่นบำเพ็ญ ประโยชน์ครบถ้วน. บัดนี้เราพูดกันถึง ฆราวาส และ อุดมคติของโพธิสัตว์ ซึ่งจะต้อง ขอร้องให้คุณเอาไปคิดดู ด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ ตามเหตุผลของตัวเอง. ถ้าคุณ ไปฟังเสียงคนทั่ว ๆ ไป เขาจะคัดค้านว่าฆราวาสอย่าไปยุ่งกับอุดมคติของโพธิสัตว์ ; แต่ผมยืนยันว่าต้องยุ่ง, ถ้าไม่ยุ่งแล้ว โลกนี้จะทำลายลงไปในพริบตาเดียว เป็น โลกของนรกไปเลย, เป็นนรกหมกไหม้ไปทั้งโลก. ถ้ามนุษย์มีอุดมคติของ โพธิสัตว์ มันก็เป็นโลกพระศรีอาริย์ คือตรงกันข้าม ; เป็นโลกที่น่าอยู่. ขอให้ ไปคิดดู แม้เมื่อคุณจะไปเป็นฆราวาสแล้ว ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับอุดมคติอันนี้. นกกางเขนบอกหมดเวลาก็พอกันที.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต