Buddhadasa.org

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม ครั้งที่ ๑๕ — กำลังของฆราวาส

ฆราวาสธรรม และทิศธรรม — คำอบรมพระนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา · วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๑๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.294 สำหรับพวกเราล่วงมาถึงเวลา ๐๔.๔๕ น. แล้ว ในวันนี้จะพูดกันถึงเรื่อง กำลังของฆราวาส. สิ่งที่เรียกว่า กำลัง ก็คือเครื่องมือให้เกิดความสำเร็จ, นี้จึงเล็งถึง เครื่องมือให้เกิดความสำเร็จทุกอย่าง ทุกชนิด ; ควรจะ พิจารณากันโดยกว้างขวาง. ตอนนี้อยากจะขอให้ระลึกถึง เรื่องที่เราพูดกันมาแล้ว โดยเฉพาะคืออุดมคติของฆราวาส ซึ่งจะต้องมีอย่างกว้าง หรืออย่างสูง คืออย่าถือเอาความหมาย ของคำว่า ฆราวาส เพียงแต่ทำมาหากิน ครองบ้านครองเรือน ; ให้ถือเอาอุดมคติที่ว่า เป็นฆราวาสก็คือการเดินทาง ที่กำลัง เดินอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งจะเดินต่อไปจนถึงปลายทาง. ขอให้ระลึกถึงอาศรม ๔ คือ พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ สันยาสี ; นี่เรียกว่าฆราวาสที่มีอุดมคติมุ่งหมายจะไปไกลถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ หรือจุดหมาย ๒๖๒

น.295 ปลายทางของชีวิต ในความหมายที่กว้าง ไม่ใช่ชีวิตแคบ ๆ เพียงแต่เรื่องปาก เรื่องท้อง ; แล้วก็ให้ความสำคัญแก่คำว่า "ฆราวาส" นี้มาก จนถึงกับว่า เป็น พระอริยเจ้าในเพศฆราวาสก็ได้ ; หรืออย่างน้อยที่สุดเป็นโพธิสัตว์ ในเพศ ฆราวาสนี้ ก็ได้ แล้วก็ให้ระลึกถึงข้อที่ว่าในคัมภีร์ของเรา กล่าวถึงความเป็น โพธิสัตว์ ที่มีได้แม้ในสัตว์เดรัจฉาน. นี้ถ้าจะมองให้เป็นเรื่องที่ฟังได้ เป็นเรื่อง ที่มีเหตุผล เป็นเรื่องจริง ก็คือว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ หรือว่าธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ หรือธาตุแห่งความเป็นพุทธะ นี้มันมีในสิ่งที่มีชีวิตทั่วไป ขนาดลงมาถึงสัตว์เดรัจฉานแล้วก็ยิ่งเห็นชัดว่า มันมีความเฉลียวฉลาดที่กำลังจะ เบิกบานออกมา. เพราะฉะนั้นเขาจึงวาดไว้ในลักษณะที่ว่า แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังเป็นโพธิสัตว์. มีเรื่องตัวอย่าง เช่นเรื่องลิงล้างหู ที่คุ้นกับพวกเราดีมาก. ชาดกบาง เรื่องดูเหมือนจะมีถึงขนาดที่ว่า พระโพธิสัตว์เป็นปลาดุก ปลาอะไร อย่างที่ไม่ น่าเชื่อ. เพราะว่าอย่างกับปลาดุกนี่ ใคร ๆ ก็เห็นแล้วว่า มันโง่ หรือมันต่ำ หรือมันอะไรมากเกินไป ; แต่แล้วก็อย่าลืมว่า มันเป็นสิ่งที่มีชีวิต. ในชีวิตนั้น จะมีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ อย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่ทันจะเบิกบาน, แต่กำลัง จะเบิกบาน. เพราะฉะนั้นมนุษย์เราไม่ควรจะเลวไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน; ควร จะพูดกับตัวเองอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ. ถ้าเราประมาท หรืออวดดี มันก็มีส่วนหรือมี ทางที่จะเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานได้โดยไม่ทันรู้ตัว. หรือบางทีก็จะเป็นเพราะเหตุนี้ แหละ จึงไปติดต้น เป็นความประมาทอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่เล่าเรียนอย่างในสมัย ปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว ช่องทางของความประมาท หรือเข้าใจผิดนี้ มีได้มาก, คือ ไปหลงในเรื่องทางฝ่ายวัตถุมากเกินไป. เพราะฉะนั้นพื้นฐานของกำลัง, หรือพื้นฐานที่จะทำให้มีกำลังมันได้แก่ อุดมคติ. เราอย่าลืมนึกถึงอุดมคติ, ให้สิ่งที่เรียกว่าอุดมคติมันโชติช่วงอยู่

น.296 ในใจเสมอ. อย่างน้อยที่สุดอุดมคตินั้น เป็นกำลังอยู่ในตัวมันเอง. ดูให้ดีจะ เห็นว่า อุดมคตินั้นแหละ มันจะเป็นตัวกำลังอย่างพื้นฐานอยู่ในตัวมันเอง; ถ้า เราเป็นคนไม่มีอุดมคติ มันก็น่าสงสาร. การที่มีอุดมคติหมายความว่า ได้รู้อะไร ; อย่างน้อยก็รู้อะไรว่าอะไรเป็นอะไร. นี่มันจะเป็นพื้นฐาน เป็นจุดตั้งต้นของกำลัง. ทีนี้เราจะพูดถึงกำลังสำหรับทำการงาน ให้ลุล่วงไปด้วยดี. ในปัญหาที่ เสนอถามขึ้นมาก็มีเรื่องนี้ แต่พูดไปในรูปของการป้องกัน แก้ไข ความอ่อนเพลีย ในการทำการงาน. เราจะพูดกันถึงกำลังในความหมายที่กว้าง กำลังที่จะให้เกิด กำลังในการทำการงาน หรือในขณะที่ทำงาน หรือทำงานแล้ว ; หมายความว่า ก่อนทำงานก็มีกำลัง, ทำงานอยู่ก็มีกำลัง, ทำงานเสร็จแล้วก็มีกำลัง ไม่มีความ อ่อนเพลีย. ถ้าทำไม่ถูกในเรื่องนี้มันจะมีความไม่แน่ใจ มีความอ่อนเพลีย มี ความฟุ้งซ่าน, เมื่อจะทำงาน หรือกำลังทำงานอยู่ หรือทำงานเสร็จแล้ว, ก็ยัง อ่อนเพลีย เอือมระอา ; ชีวิตเป็นความทุกข์อยู่โดยไม่รู้สึกตัว. เมื่อพูดถึงกำลัง ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า เราพูดถึงกันอยู่ทุกคน และ ทุกพวก แต่จะครบถ้วน และถูกต้องหรือไม่นั้น มันยังมีปัญหา; แล้วเมื่อคน นิยมวัตถุกันมาก ก็จะไปมุ่งแต่กำลังทางวัตถุ หรือที่เนื่องกับวัตถุ เช่นกำลังเงิน กำลังทรัพย์ กำลังข้าทาสเพื่อนฝูง หรือกำลังที่เป็นมายากลต่าง ๆ ไปเสียทางนั้น. ทีนี้ผมอยากจะขอร้องให้มองดูให้ดี ๆ ว่าถ้าเรื่องเกี่ยวกับกำลังแล้วละก็ เราควรจะ มีหลักกว้าง ๆ ที่สุด เช่นว่า มีกำลัง ๔ ประการ : ๑. คือกำลังกาย, ๒. คือ กำลังจิต, ๓. คือกำลังปัญญา, ๔. คือกำลังของธรรม หรือกำลังพระธรรม ก็ได้. กำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา กำลังธรรมะ นี้ก็ขอให้พิจารณากันดู ทีละอย่าง.

น.297 กำลังกาย เป็นข้อแรก ก็คือกำลังของร่างกาย ที่มีสุขภาพ อนามัยดี นี้เรียกว่ากำลังกาย โดยตัวหนังสือ. ที่มันเนื่องอยู่กับกายก็รวมอยู่ในข้อนี้ เป็น พวกวัตถุด้วยกัน ; ฉะนั้นกำลังทรัพย์ กำลังช่วยเหลือของมิตรสหาย ตลอดทั้ง กำลังมายาการต่าง ๆ ที่จะให้ได้มาซึ่งกำลังอื่น ๆ เช่นผู้หญิงมีความงามเป็นกำลัง ถ้าสวยมากก็สามารถที่จะเอาอิทธิพลอะไรมาใช้ได้มาก อย่างนี้เป็นต้น ; ก็จะเรียกว่า กำลังของมายาการ ทำนองเดียวกับเครื่องทุ่นแรงในทางวัตถุล้วน ๆ ทั้งหมดนี้ ขอให้รวมไว้ในคำว่า "กำลังกาย" ทั้งหมด มันจะมีสักกี่อย่าง กี่สิบอย่าง มันก็เป็น พวกกำลังกายทั้งนั้น ; เพราะว่ามันต้องการจะให้ได้ใช้กำลัง ในความหมายของ กำลังกาย กำลังบีบบังคับ. เช่น ความงามของผู้หญิงมีกำลังที่จะลากคอบุรุษมาใช้ อย่างทาส. อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นกำลังที่เนื่องอยู่กับกาย, ต้องสงเคราะห์ว่า เป็นกำลังกายหมด. คุณไปแจกเอาเองก็ได้ มันมีกี่อย่าง กี่สิบอย่าง ; แต่แล้ว รวม ๆ เรียกว่า กำลังกาย ; ขยายออกไปเป็นกำลังทรัพย์ กำลังเพื่อนฝูงช่วยเหลือ กำลังที่เรียกว่าเป็นโดยอ้อมอีกมากมายหลายชนิด. เรื่องนี้เราจะไม่พูดมาก พอไป หาอ่านได้ หรือรู้กันอยู่แล้ว หรือหาดูได้จากหนังสือตำรับตำรา ไม่ยากเย็นอะไร. กำลังจิต คำว่า "กำลังจิต" ในที่นี้แยกออกมาเสียจากกำลังปัญญา ; อย่าเอาปัญญาไปรวมกับจิต เพราะปัญญาเป็นข้อที่ ๓. กำลังจิตก็หมายถึงกระแส ของจิตที่มีกำลังล้วน ๆ ทางฝ่ายจิตล้วน ๆ; นับตั้งแต่ ความหวัง ความตั้งใจ อะไรเหล่านี้. แต่ผมอยากจะระบุไปตามหลักในคัมภีร์ของพวกเราดีกว่า. สำหรับ กำลังจิต นี้จะระบุไปยังสิ่งที่เรียกว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ, ๔ อย่างนี้ ; ขยักเอาปัญญาไปไว้ในหมวดที่ ๓ ซึ่งเป็นหลักธรรม ในบาลีเรียกว่า พละ เรียกว่า อินทรีย์ ; ในหนังสือ นวโกวาท ก็มีไปหาอ่านดู. ส่วนในที่นี้จะพูดกันเฉพาะ ในแง่ที่มันจะเป็นกำลังของฆราวาส ในการงานประจำวันได้อย่างไร เท่านั้น.

น.298 ข้อที่ ๑. ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ, แต่มันก็เล็งถึงอะไรที่เกี่ยว ข้องกัน เช่น ความหวัง ความตั้งใจ ซึ่งมันเนื่องมาจากความเชื่อ. การที่เรา จะไปหวังสิ่งใดนั้น เราต้องมีความเชื่อในสิ่งนั้น. เดี๋ยวนี้พูดกันถึงความหวังมาก โดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาวแล้วละก็ จะยกถึงเรื่อง ความหวัง มาเป็นสรณะกันเสีย ทีเดียว. ที่พูดกันว่า "ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง" หมดความหวังก็ฆ่าตัวตาย อย่างนี้เป็นต้น ; แม้ความหวังชนิดนี้ก็ต้องเรียกว่าศรัทธา. ที่จริงศรัทธานี้มันเป็น นามธรรม ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ ; แต่แล้วก็ไม่วายที่จะไปเนื่องกับวัตถุ. ถ้าคนโง่มี ศรัทธาด้วยจิตใจล้วน ๆ ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยวัตถุ โดยเฉพาะ เช่นเครื่องรางต่าง ๆ นานาชนิด เป็นไสยศาสตร์ไป เอาเครื่องรางมาช่วยให้มีความเชื่อมั่นคงขึ้นมา. เพราะสิ่งที่เรียกว่า "เครื่องราง" นั้นแยกออกไปเป็น กำลังฝ่ายกาย ก็ได้ เป็น กำลังฝ่ายจิตก็ได้. คนมีเครื่องรางแล้วคึกคักขึ้นมาในทางร่างกาย เพราะความ เชื่อชนิดนี้มันทำให้เกิดพลังทางกาย เกินกว่าที่มีตามปรกติ. แต่ ศรัทธา ในข้อนี้ ผมอยากจะระบุถึงศรัทธาที่เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต : มีความเชื่อด้วยกำลังของจิต แม้ไม่เนื่องด้วยวัตถุ เช่น เครื่องรางเป็นต้น มันก็ เนื่องมาจากความรู้ในขั้นพื้นฐาน, เข้าใจสิ่งนั้นดีจนมีศรัทธา. ศรัทธาในพุทธ- ศาสนาเชื่อเรื่องกรรม, เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ; เชื่อ กรรม เชื่อผลกรรมเชื่อการที่ผู้ทำจะได้รับผลของกรรม, แล้วก็เชื่อการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า ; นี่ ศรัทธาระบุไปในลักษณะอย่างนี้. ถ้าเรามีศรัทธามันก็มี กำลังทางจิตขึ้นมา ; ดังนั้นจะต้องไปชำระสะสางดูให้ดี ว่าเราบกพร่องอะไรบ้าง หรือมันกำลังไขว้เขวปนเป ไม่เป็นระเบียบอย่างไรบ้าง ไปตรวจสอบดูให้ดี. ข้อที่ ๒. เรียกว่า วิริยะ. คำว่า "วิริยะ" นี้ ในที่อย่างนี้เป็นชื่อ ของกำลังจิต ไม่ใช่หมายถึงเรี่ยวแรงที่กำลังทำงานอยู่. ตรงนี้อยากจะบอกให้ ทราบ สำหรับพวกคุณที่เรียนหนังสือมาอย่างนี้ จะยังไม่ทราบ คือว่าภาษาบาลีนี้

น.299 มันประหลาดอยู่บางอย่าง เขาใช้คำ ๆ เดียว ใช้เรียกได้หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งมัน ล้วนแต่เนื่องกัน : เช่น "วิริยะ" นี้ใช้เล็งถึงตัวความเพียรพยายาม เหงื่อไหล ไคลย้อยก็ได้. แต่เขาใช้เป็นชื่อเรียกเจตสิกธรรมในจิต ที่จะปรุงแต่งจิต ให้มีความ เพียรชนิดนั้นก็ได้. เจตสิกธรรม ความรู้สึกในจิต ที่จะปรุงแต่งจิต ให้ขยัน ขันแข็งในส่วนข้างนอก แต่ข้างในเขาก็เรียกชื่อเจตสิกธรรมนั้น ว่าวิริยะก็ได้ ยกตัวอย่างที่ง่าย ๆ เช่นว่า เรามีความสงบรำงับ สบายทางร่างกาย นี้ก็เรียกว่าความรำงับทางร่างกาย. แต่มูลเหตุของมันอยู่ที่เจตสิกภายในใจที่เป็น เหตุให้มีความรำงับทางร่างกาย แล้วก็เรียก เจตสิก คือความรู้สึกของจิตในจิต นั้นว่า ความรำงับทางกายอีกเหมือนกัน ; ชื่อมันเป็นเสียอย่างนี้, เช่น คำว่า "กายบัสลัทธิ" เป็นต้น ซึ่งแปลว่าความรำงับทางกาย ; แต่เป็นชื่อของ ต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดความรำงับทางร่างกาย เป็นนามธรรมอยู่ในจิต. คำว่า วิริยะ นี้ก็เหมือนกัน เขาหมายถึงเจตสิกธรรมในจิต เรียกชื่อ มันว่า วิริยะ. มันมีขึ้นแล้วปรุงให้เกิดความพากเพียรออกมาทางภายนอก ซึ่ง ก็เรียกว่า วิริยะ อีก; แล้วคำว่า วิริยะ ยังเป็นชื่อแปลก ๆ ของกำลังของความ กำหนัด, ที่เมื่อมีความกำหนัดแล้ว มันเผาผลาญเยื่อในกระดูกให้กลายเป็น น้ำเมือกออกมาข้างนอก อย่างนี้เขาก็เรียกว่า วิริยะเหมือนกัน. แรงงานอันนั้น ซึ่งเป็นความกำหนัดนั้น ก็เรียกว่า วิริยะเหมือนกัน. เหล่านี้บอกไว้ให้ทราบว่า คำในภาษาบาลีนั้น มันใช้กว้างอย่างนี้ แล้วอย่าให้ปนกันยุ่งจนไม่เข้าใจ ที่ง่ายกว่านี้อีกเช่น คำว่า ทาน ทานนี้เรารู้จักแต่ว่า เป็นการให้ทาน. แต่ในภาษาบาลีนั้นมีความหมายให้ออกมาจากข้างในเลย หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ข้างใน. ความคิดที่จะให้ทานนั้นก็เรียกว่าทาน, เจตสิกธรรมที่เป็นเหตุให้เราทำทาน ทน อยู่ไม่ได้นั้นก็เรียกว่า ทาน, แล้วการให้นี้ก็เรียกว่า ทาน, วัตถุ สิ่งของที่

น.300 ให้ไปนั้น ก็เรียกว่าทาน, สถานที่ที่ให้ทาน ก็เรียกว่าทาน ; มันมากถึงอย่างนี้ .. นี่ขอให้รู้ไว้เป็นหลักทั่วไปว่า ภาษาบาลีใช้กว้างอย่างนี้ แล้วเราก็จะหายฉงนได้ มากขึ้น. คำว่า วิริยะ ในที่นี้ก็หมายถึง เจตสิกธรรมในจิตที่ผลักดันให้เรามี ความฮึกเหิม ในการที่จะมีความเพียร มีความพยายาม .. ข้อที่ ๓. สติ สตินี้เป็นกำลังอย่างยิ่ง ในหน้าที่ของสติ คือความระลึก รู้สึกอยู่ นี้มันจะควบคุมให้อันอื่น ๆ นั้นไม่หยุดชะงัก หรือไม่เดินผิดทาง ไม่เขว ออกนอกทาง ; เช่นมีสติอยู่ วิริยะก็จะเดินถูกทางอยู่เรื่อย. ดังนั้นสติจึงถูกจัด ให้เป็นกำลังในหน้าที่อีกแบบหนึ่ง ขาดไม่ได้ในเรื่องกำลังของสติ ข้อที่ ๔. เรียกว่า สมาธิ นั้นคือตัวกำลังจิตโดยตรง. คำนี้เป็นคำ ประธานของสิ่งที่เรียกว่า "กำลังจิต" คือต้องมีสมาธิ. แต่ว่าตามลำพังสมาธิ มันก็ ไปไม่รอด มันต้องมีศรัทธา วิริยะ สติอยู่ด้วย. ทีนี้คำว่า "สมาธิ" นี้หมาย ถึงกำลังใจที่อบรมแล้ว ; ถ้าไม่ได้อบรม มีอยู่ตามธรรมชาติ มันก็เรียกว่า สมาธิเหมือนกัน ; แต่เรายังไม่เรียกว่ากำลังในที่นี้. ที่เรียกว่า กำลังสมาธิ นั้นต้องอบรมกระทำถูกวิธีแล้วเกิดสมาธิ จึงจะเป็นกำลังสมาธิ หรือสมาธิพละ. สมาธิชนิดหนึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ พอเราตั้งใจจะทำอะไร สมาธินั้นก็มีเอง ; มันก็เป็นกำลังอยู่เหมือนกัน. แต่ในที่นี้เราไม่หมายถึงอย่างนั้น, เราหมายถึง สมาธิชนิดที่เราสร้างมันขึ้นมา. ตัวอย่างเช่น เมื่อคน ๆ หนึ่ง จับปืนขึ้น จะยิงออกไป นี้สมาธิมัน ก็มีขึ้นมาทันควันโดยไม่ต้องรู้สึกตัว ; อย่างนี้ก็เป็นสมาธิตามธรรมชาติ เกี่ยวกับ ธรรมชาติ เกี่ยวกับพื้นเพทางจิตใจของบุคคลนั้น. หรือเมื่อคุณเริ่มคิดเลข

น.301 สมาธิก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ, แล้วมันก็คิดไปได้ด้วยสติปัญญา. สมาธิตาม ธรรมชาติอย่างนี้ก็เป็นกำลังในระดับธรรมชาติ : คนโง่ก็มีไปตามประสาคนโง่, เด็ก ๆ ก็มีไปตามประสาเด็ก ๆ แต่ถ้าเราจะเล็งถึง สมาธิที่เป็นพละ กันแล้ว. ก็ต้องหมายเอาสมาธิที่อบรมด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณแล้ว ; ทั้งหมดนี้ก็ยังถือว่าเป็นกลาง ๆ อยู่. ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ในที่นี้ที่เรียกว่า "กำลังจิต" นี้ ระบุ เฉพาะตัวที่เรียกว่ากำลัง ; เอาไปใช้ผิดก็ได้ เอาไปใช้ถูกก็ได้, เรียกชื่อ อย่างเดียวกันได้. เช่นสมาธิใช้ผิด ก็คือสมาธิที่ใช้ไปในการเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งมีอยู่มาก. คำว่า จิต นี้เป็นสิ่งลึกลับที่เรายังรู้จักมันไม่หมด ไม่ครบ ไม่ถ้วน ; แต่ว่าเท่าที่มนุษย์รู้แล้วก็ไม่ใช่น้อย สามารถอบรมจิตให้มีสมาธิ ชนิดที่เป็นฤทธิ์ เป็นปาฏิหาริย์มาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ; หรืออย่างน้อยก็รู้สึกปลุกกำลังจิต ให้ทำอะไรเกินกว่าธรรมชาติได้หลายเท่า. แม้แต่เรื่องของพวกยักษ์พวกมาร, คุณฟังอย่างนี้ไปคิดดู อย่างในหนังสือจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่นเรื่องรามเกียรติ มีคำกลอนว่า : - ว่าแล้วเป่าลูบขึ้นสามที่ เจ็บทั่วอินทรีย์ก็เสื่อมหาย อย่างนี้ ลุกขึ้นไปรบได้อีก ; จะเป็นกุมภกัณฐ์ หรือตัวอะไรก็ไม่ทราบ; เมื่อเป็น เด็ก ๆ ก็เคยอ่าน เดี๋ยวนี้ก็ยังจำได้คร่าวๆ เมื่อมันถูกทุบถูกตีลงนอนอยู่ กระดูกหัก แข้งขาหัก ; แล้วสำรวมจิตตามวิธีที่เคยฝึกมา เป็นสมาธิ ก็เป่าลูบ ไปทั่วตัว มันก็ลุกขึ้นได้อีก. หรือเรื่องในอรรถกถาบาลี ก็มีว่าพระโมคคัลลานะ ของเรา ถูกโจรทุบจนกระดูกแหลก ก็สำรวมกำลังจิตจากสมาธิ เหาะไปเฝ้า พระพุทธเจ้า ; นี้คือกำลังของสมาธิ ที่เป็นไปในทางฝ่ายฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ หรือ ปาฏิหาริย์ก็อย่างหนึ่ง.

น.302 ทีนี้ เราเอาสมาธิเช่นนั้นมาใช้ในฝ่ายการงาน ที่เราต้องการจะทำนี้ ก็ได้ ; หรือเอาสมาธินี้ไปใช้เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานก็ได้ : อำนาจหรือ ประโยชน์ของสมาธิมีอย่างนี้. อย่าลืมว่ามันจะต้องเป็นอย่างที่ผมเคยพูดย้ำแล้ว ย้ำอีก : สมาธิต้องประกอบด้วยองค์สาม คือ - จิตบริสุทธิ์ - จิตตั้งมั่น - จิตไว ต่อหน้าที่. จิตบริสุทธิ์สะอาด ไม่มีกิเลสรบกวนตอนนั้น จิตว่างจากกิเลสรบกวน แล้วก็จิตตั้งมั่นแน่วแน่เข้มแข็งมีอารมณ์เดียว นี่ผมเรียกว่าตั้งมั่น, แล้วก็จิตไว พร้อม คล่องแคล่วว่องไวต่อหน้าที่ ; รวมเรียกว่า ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนีโย. กัมมนีโย นี้คล่องแคล่วในการงาน เดี๋ยวนี้เรียกว่า active พูดถึงกัน มากในคำว่า active เช่นว่าคนนั้นไม่ active คนนี้ active นี้ก็หมายถึง คำว่าไว, ไวต่อความรู้สึก ไวต่อหน้าที่การงาน ทางกาย ทางจิต ก็ตาม, อย่าไปเข้าใจว่า สมาธิแล้วนั่งตัวแข็งทื่อหลับตา ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่ง หลับตา ; นั่นเป็นคำพูดของคนที่ไม่รู้เรื่องสมาธิ. แล้วประโยชน์อย่างยิ่งของ สมาธิก็คือ active คือไวต่อหน้าที่ ; มันไม่ได้อยู่นึ่ง, ไวต่อการคิดนึก การ กระทำ การพูดจา การทำการงานอะไรทุกอย่าง ; มีกำลังในทางจิตแรง. ทั้ง ๔ อย่างนี้ เราเรียกว่ากำลังจิตไปหมด มีศรัทธา-กำลัง ความเชื่อ. แล้วก็มีวิริยะ - กำลังความพากเพียร, มีสติ - กำลังของสติ ความระลึกรู้สึกตัว, แล้วกำลังของสมาธิ - คือความที่จิตถึงขีดสูงสุดของการมี กำลัง ; นี่เรียกว่ากำลังจิต. คนทั่วไปก็พูดถึงกำลังกาย กำลังจิต คุณก็กำลังพูด ถึงกำลังจิต, แต่กลัวว่าจะไม่ถูกต้องและสมบูรณ์เหมือนอย่างนี้. เอาไปคิดดูใหม่ เอาไปสะสางเสียใหม่ ให้มีกำลังจิตในลักษณะอย่างนี้ ในการทำการงานในหน้าที่, จะเป็นเรื่องการเล่าเรียน หรือการครองเรือนอะไรก็ตาม.

น.303 ต่อไป กำลังปัญญา , ปัญญาก็แปลว่าความรู้ มันก็ขยายความออก ไปถึง ทุกอย่างที่มันเกี่ยวกับความรู้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับความรู้ ความฉลาด ความสามารถ ฝีไม้ลายมือ เทคโนโลยีทั้งหลาย, รวมอยู่ในคำว่าปัญญา หรือ กำลังปัญญา. ความมีศิลปนี้ก็รวมอยู่ในคำว่าปัญญา, กำลังปัญญา คือกำลัง ของความรอบรู้ ; รู้อะไร ? ก็รู้ในสิ่งที่ตนจะทำ หน้าที่ที่ตนจะทำ. ทีนี้คำชื่อ ที่มันจะแทนกันได้ เช่น ฝีไม้ลายมือ หรือความรู้อะไรที่มันล้วนแต่เนื่องกัน เช่นว่า มีศิลป มีพรสวรรค์ มีอะไร, เดี๋ยวนี้คงจะเรียกว่าเทคโนโลยี่. ความรู้ ทางเทคโนโลยีทางแขนงไหนก็ตาม ซึ่งคุณกำลังบูชาเป็นพระเจ้าอยู่ นั่นคือกำลัง ปัญญานี้. นี่เรายังไม่หมายถึงเรื่องไปนิพพาน, กำลังปัญญานี้เรายังไม่หมายถึง ความถูกต้อง หรือไปมรรค ผล นิพพาน ; หมายถึงแต่ความรู้ ความสามารถ ของจิตเท่านั้น, เอาไปใช้ผิดก็ได้. อย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าปัญญาในภาษาโลกิยะ เอาไปใช้ผิดก็เรียกว่า ปัญญา, ปัญญาในทางที่จะคอรัปชั่น มันก็อยู่ในพวกฉลาด ที่อยู่ในพวกปัญญา. ปัญญาที่จะทำแต่สิ่งที่ถูกที่ควร มันก็เรียกว่าปัญญา. เมื่อเราพูดถึง กำลังเฉย ๆ เราเอาไว้เป็นกลาง ๆ เอาไปใช้ทำผิดก็ได้ เอาไปใช้ทำถูกก็ได้. ปัญญาที่ เรียกว่าเป็นกลาง ๆ เอาไปใช้ทางคดโกงอะไรต่ออะไรก็ได้ นี้เรียกว่า cunning ในภาษาอังกฤษ คล้าย ๆ กับคำว่า "เฉโก". ปัญญาแท้ๆ ปัญญาบริสุทธิ์ เพื่อไปสู่มรรค ผล นิพพาน ก็เป็นเรื่องปัญญาในระดับหนึ่ง แต่ชื่อมันเหมือนกัน ระวังให้ดี. ที่นี้ คุณจะต้องรู้จักสังเกต แยกแยะดูว่า กำลังกายคืออะไร ? กำลัง จิตคืออะไร? กำลังปัญญาคืออะไร? ทำไมไม่เอากำลังปัญญาไปใส่ไว้ในเรื่อง กำลังจิต ? ก็เพราะว่าปัญญาในที่นี้หมายถึงความรู้ของจิต, ความรอบรู้ของจิต.

น.304 กำลังจิตนั้น คือตัวจิตที่ถูกอบรมดีแล้วมันเกิดกำลังขึ้นในตัวจิต ไม่เกี่ยวกับความรู้ ส่วนปัญญา มันเป็นความรู้ของจิตนั่นแหละ แต่มันเป็นแผนกความรู้ ; เราเลย เรียกว่า "กำลังปัญญา". นี้ทั้งกายและทั้งจิตนี้มันเนื่องกัน : ปัญญาและจิต มันก็อยู่ในร่างกายนี้. ร่างกายก็เป็นที่ตั้งของจิต, จิตก็เป็นที่ตั้งของปัญญา เรามีร่างกายเป็นเครื่องรองรับจิต. จิตก็กลายเป็นเครื่องรองรับปัญญา ; มัน เนื่องกัน ไม่แยกกัน. มีปัญญาอยู่ในจิต, จิตอยู่บนกาย, อาศัยกันไปทั้งสามอย่าง ลองคิดดูว่า จะมีอะไรมาจากไหนอีก มาจากที่ไหนอีก ? ดูเหมือนว่าจะ ไม่มีใครนึกถึงกันเสียแล้ว ว่ามีทั้งกำลังกาย กำลังจิต กำลังปัญญา ก็พอเสียแล้ว ผมอยากจะเติมให้ "กำลังธรรม" คือกำลังของความถูกต้อง ; เพราะว่าที่แล้วมา สามอย่างนั้น ไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง ; มันเกี่ยวกับกำลัง มีกำลังมาก ๆ ก็แล้วกัน มันยังไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง ; ฉะนั้น อันที่ ๔ นี้ จึงแถมเข้ามาเป็น "กำลังธรรม". กำลังธรรม หรือกำลังพระธรรมก็ได้ นี้คือกำลังของความถูกต้อง ; แต่เราเรียกว่ากำลังของพระธรรม ก็จะดีกว่าศักดิ์สิทธิ์กว่า. ข้อแรกเมื่อพูดถึง ความถูกต้อง ก็ขอให้ระลึกถึงอริยมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ, หรืออัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา ไว้เป็นหลักประจำใจ : แยกเป็น ความถูกต้องในความคิดเห็น ถูกต้องในความหวัง ถูกต้องในการพูดจา ถูกต้องในการกระทำทางกาย ถูกต้อง ในการเลี้ยงชีวิต ถูกต้องในความพากเพียรพยายาม ถูกต้องในความรำลึกประจำใจ แล้วก็ถูกต้องในความมีสมาธิ ถ้ามันผิดเขาก็เรียกมันว่า มิจฉามรรค หรือมิจฉัตตะ; ถ้ามันถูก เขาก็เรียกว่า สัมมามรรค-หนทางถูก : ถ้าผิดก็เรียกว่า หนทางผิด. มิจฉามรรค

น.305 ก็คือว่า ความรู้ความเข้าใจผิด ความหวังผิด พูดจาผิด การงานทางกายผิด เลี้ยงชีวิตผิด ความเพียรผิด สติผิด สมาธิผิด ; มันคือฝ่ายผิด. ส่วนฝ่ายถูกต้อง ก็อย่างที่เราเรียกว่า เป็น ตัวของพุทธศาสนา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็เรียก. อัฏฐังคิกมรรค ก็เรียก, อริยมรรค ก็เรียก. แล้วต้องมี "กำลังของความ ถูกต้อง" นี้ มาควบคุมทั้งหมดอีกที : ควบคุมกำลังกาย ควบคุมกำลังจิต ควบคุมกำลังความรู้ ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ; ถ้าจะเรียกให้กว้างออกไป ก็เป็น "กำลังของธรรมะ". "กำลังของธรรมะ" นี้ขยายออกไปถึงสิ่งที่มันเนื่องกันอยู่โดยอ้อมอีก หลายอย่างก็ได้ ; ที่ใช้กันมากอยู่อย่างผิด ๆ นี้ ผมจะระบุชี้ให้เห็น เช่นกำลัง ของบุญเก่า ของบุญกุศลที่ทำไว้แต่กาลก่อน. คุณเคยทำความดีความงาม ความ ถูกต้อง อะไรไว้มากแต่กาลก่อน นี้มันก็เป็นกำลังใหม่ขึ้นมาในที่นี้อีก. กำลัง ของบุญของกุศลที่ได้กระทำไว้ดีแล้ว นี้ก็เรียกว่า กรรมที่ได้กระทำไว้ดีแล้ว แต่กาลก่อน มาเป็นกำลัง เป็นกุศลกรรมแต่หนหลังมาช่วย. แต่แล้วคนในสมัยนี้ ไม่สนใจ ถอยหลังเข้าคลอง ไปเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "โชค" ว่า "เคราะห์" หรืออะไรไปเสียอย่างนี้, ว่าเป็นโชคดี เคราะห์ดี ฤกษ์ดี อะไรไปทำนองนั้น ; นั่นเพราะความโง่ เพราะอำนาจของความขลาด และความโง่รวมกัน. โง่ทำให้ ขลาด ขลาดทำให้โง่ หล่อเลี้ยงกันอยู่อย่างนี้แหละ; แล้วก็ไปถือเทวดา ผีสาง โชคชาตาราศี อะไรไป ไม่หวังความถูกต้องคือบุญกุศล หรือกรรมที่เป็นกุศล ที่แท้จริง. มันหวังผลอย่างเดียวกันนั่นแหละจึงไปเชื่อโชค เชื่อฤกษ์ เชื่อเทวดา ; แต่หารู้ไม่ว่า ที่มันจะช่วยได้จริงนั้น คือบุญกุศลที่แท้จริงที่ได้เคยทำไว้นั่นแหละ จะเป็นโชคดี.

น.306 อีกอย่างหนึ่ง เราจะไปเล็งถึงสิ่งที่เรียกว่า เจ้านายช่วย บุญวาสนาช่วย บารมีมาก มีอำนาจวาสนาช่วย มันก็ไม่พ้นไปจากความดีที่ทำไว้แต่กาลก่อน, ความถูกต้องที่ทำไว้ในกาลก่อน. สำหรับเจ้านายนั้น ถ้าเป็นเจ้านายจริง เจ้านายดี เจ้านายจริง ถูกต้องตามความหมายของคำว่า เจ้านาย มันก็เป็นคนดี, แล้วก็ ช่วยแต่คนที่ทำดี. ในการที่เจ้านายจะช่วยเราก็เพราะเราทำดี. นี้คือความหมาย ของคำว่าช่วยตัวเอง ; ความดีของตัวเอง ช่วยตัวเอง ไปบังคับให้ผู้อื่นต้อง รุมมาช่วยเรา เพราะความดีของเรา. สิ่งที่เรียกว่า "วาสนาบารมี" ก็เหมือนกัน ถ้าถูกต้องและแท้จริง ต้องมาจากบุญกุศลที่ทำไว้ คือความดีที่ทำไว้. ถ้าวาสนาบารมีมาจากผีสาง เทวดาบ้า ๆ บอ ๆ มันก็ไม่ยั่งยืน; หรือมาจากทุจริตคดโกงอะไร มันก็ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นต้องให้รู้ว่า มันมีอยู่อีกชุดหนึ่งกลุ่มหนึ่ง คือ "กำลังของธรรมะ" หรือ "กำลังความถูกต้อง" เพื่อจะไปควบคุมทั้งสามกำลังข้างต้นนั้น ให้มันเดิน ไปถูกต้อง : ใช้กำลังกายถูกต้อง ใช้กำลังจิตถูกต้อง ใช้กำลังความรู้ถูกต้อง นี่รวมเป็น ๔ กำลัง มีรายละเอียดปลีกย่อยจาระไนไม่ไหว ครอบคลุมอะไรทั้งหมด ในบรรดาที่เป็นกำลัง - กำลัง. คุณก็ลองไปคิดดูเอาเองเถิด มันจะคิดได้. ลองคิดดูต่อไปว่า ใน ๔ กำลังนี้แหละอันไหนมันสำคัญที่สุด ? คุณ จะมองเห็นในทันทีว่า. อันสุดท้าย พวกที่ ๔ ประเภทที่ ๔ มันสำคัญที่สุดคือ "กำลังของพระธรรม" "กำลังของความถูกต้อง" ; นี้มันเป็นเรื่องทางฝ่าย spiritual ไป คือฝ่ายสูงสุดไป. กำลังร่างกายเป็นเรื่องทางกาย ทางฟิสิคส์, กำลังจิต, กำลังความรู้ ตามธรรมดาสามัญนี้เป็นเรื่องทาง mental ทาง mentality, ส่วนกำลังความถูกต้องของธรรมะนี้เป็นเรื่อง spirituality, กำลังทางฝ่าย spiritual มันขึ้นถึงขีดของความถูกต้อง. เราจะเรียกกำลังอันที่ ๔ ที่สำคัญที่สุดว่าอย่างอื่น

น.307 อีกได้มากมาย. ถ้าถือพระเจ้าก็เรียกว่ากำลังของพระเจ้า ; พวกที่เชื่อพระเจ้า ถือพระเจ้าจริงๆ ก็เรียกว่า นี้คือ "กำลังของพระเจ้า". กำลังกาย กำลังจิต กำลังความรู้อะไรนี่ เป็นของเราเอง ; แต่ กำลังพระธรรมเป็นกำลังของพระเจ้าให้มา. ส่วนพุทธบริษัทเราไม่ถือพระเจ้า ก็ต้องเรียกว่าของพระธรรม ; เพราะความถูกต้องนี้มันก็ของธรรมชาติ คือกฎ ของธรรมชาติ. ทำอย่างนี้ก็เกิดผลขึ้นอย่างนี้, ทำอย่างนั้นก็เกิดผลขึ้นอย่างนั้น ตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าเรารู้กฎของธรรมชาติฝ่ายเป็นผลที่ถูกต้องและตามที่ เราต้องการแล้ว ตัวธรรมชาติก็มีให้เลือกครบทุกอย่าง อะไร ๆ ก็เป็นของ ธรรมชาติ. ก็แปลว่า เรามีความรู้ ความถูกต้อง ที่เราจะใช้กฎธรรมชาติที่เรา จะทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; นี่เป็นพระธรรมอยู่ที่ตรงนี้ เป็นธรรมะ อยู่ที่ตรงนี้. บางคนอาจจะคิดอย่างหวัด ๆ ว่า มันเลยเถิด เลยเรื่องของฆราวาส ไปแล้ว ; ขออย่าได้คิดอย่างนั้น. ฆราวาสก็ต้องการความถูกต้องทางจิต ทาง วิญญาณ ที่สูงขึ้นไป จนกว่าจะถึงที่สูงสุด ; ความรู้เรื่องสุญญตาสำหรับฆราวาส ก็รวมอยู่ในข้อนี้. เรื่องสุญญตาเราก็อธิบายกันยืดยาวเสร็จไปเรื่องหนึ่งแล้ว ว่าฆราวาสจะต้องมีสุญญตา จึงจะประกอบไปด้วยประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน. ความมีสุญญตา มีการปฏิบัติที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในจิตในใจนั่นแหละ คือกำลังของ ธรรมะ ที่จะช่วยฆราวาสในอันดับสูงสุด ; ป้องกันไม่ให้ฆราวาสเกิดความทุกข์ ความร้อนใจใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น. เมื่อเกิดเรื่อง เช่น ลูกตาย เมียตาย ผัวตาย อะไรก็ไม่ระคายขน, ไม่ร้อนใจหรือเป็นทุกข์. แม้มีเรื่องขาดทุนหรือฉิบหายโดยความพลาดพลั้งไปบ้าง

น.308 ก็ไม่เป็นทุกข์, หรือจะมีอะไรถูกกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่น้อยใจ ไม่เป็นทุกข์. ลงได้ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว เราไม่เอาเสียเลย นั่นแหละคือ อำนาจของสุญญตา. ถึงแม้ว่าความสุข ความพอใจจะมีเข้ามา ก็หัวเราะเล่น ไม่ไปเป็นทาสของมัน, ไม่เป็นทาสของเงิน ของเกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ วาสนานั้น; สุญญตาช่วยได้อย่างนี้. เพราะฉะนั้นสุญญตาก็รวมอยู่ใน "กำลังของพระธรรม" มันเลยเป็นกำลังที่เป็นทาง spilituality ที่สูงสุด ที่ละเอียด ที่ลึกซึ้ง ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ นับตั้งแต่ประสบ ความสำเร็จในการงานต่ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน ; ไม่ต้องร้องไห้ เพราะวิบัติ เกิดขึ้น, ไม่เหลิง ไม่ลืมตัว เพราะสมบัติเกิดขึ้น ; ประโยชน์เกื้อกูลของฆราวาส มันเป็นอย่างนี้ ที่ว่าสูงสุดมันสูงสุดอยู่ที่นี่. เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปบูชาแต่ เทคโนโลยี เหมือนคนปัจจุบันในโลกนี้ เวลานี้แล้ว ก็เรียกว่าหลับหูหลับตาอยู่เท่าไร, ยังหลับหู ยังหลับตา ยังประมาท อยู่สักเท่าไร. แล้วถ้าไปเอาตามความนิยมของคนสมัยนี้ ตามการศึกษาของคน สมัยนี้ แล้วละก็อันตรายมาก ; เพราะเขาลืม ละเลย หรือลืมหมดในเรื่องธรรมะ ไปเอาเรื่องวัตถุ เรื่องเนื้อหนังกันไปหมด มันก็เป็นกำลังฝ่ายผิดทั้งนั้น, เป็น กำลังฝ่ายพญามาร ฝ่ายซาตานทั้งนั้น ; มนุษย์ก็เดือดร้อนแสนสาหัส. ใช้กำลังผิด ไปเพิ่มกำลังให้แก่พญามาร ; ความเป็นฆราวาสก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น เพราะ ไม่รู้สิ่งที่ควรจะรู้ ในข้อนี้ ; ไม่มีกำลังที่จะต้านทานกิเลส; กิเลสกลับมีกำลัง เพราะไปเพิ่มให้มัน. เราไม่มีกำลังที่จะต้านทานกิเลส กิเลสก็แผดเผา ผูกพัน ทีมแทง เป็นการทนทุกข์ทรมาน ; เป็นฆราวาสที่สกปรกดูแทบจะไม่ได้ ตายแล้วสุนัข ก็ไม่กิน เหมือนในสไลด์ที่ฉายดูกันนั้น ; เพราะนี่ขาดกำลังธรรมะ. ถ้าเราจะเป็น

น.309 ฆราวาสที่มีกำลัง, ฆราวาสที่มีกำลัง ไม่ใช่ทุพพลภาพ แล้วกำลังที่จะไปสู่ความ สำเร็จจุดหมายปลายทาง ต้องมีอย่างนี้. เราพูดวันนี้ก็ได้แต่หัวข้อเท่านั้น รายละเอียดไปหาเอาเอง ; สรุปว่า กำลังกายอย่างหนึ่ง กำลังจิตอย่างหนึ่ง กำลังความรู้อย่างหนึ่ง กำลังความถูกต้อง อีกอย่างหนึ่ง; แล้วทั้งหมดมันก็สำเร็จอยู่ที่คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. ถึงกำลังกายมันก็อยู่ในพวกธรรมชาติ เป็นธรรม, กำลังจิตก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรม, กำลังความรู้ หรือปัญญา ก็เป็นธรรม, กำลังพระธรรม นี่ก็คือ ธรรม ; แต่มันแยกแขนงลดหลั่นกันลงไป เพราะถ้าเราไม่แยกให้มันเป็นเรื่อง ๆ ไป เราก็ปฏิบัติไม่ได้. อย่างเช่นกำลังกาย ก็ไปบำรุงร่างกายให้มีกำลัง นับแต่กินอาหารให้ดี นอนหลับให้ดี อะไรให้ดี เป็นเรื่องของทางอนามัย ; แล้วหาเครื่องมือแวดล้อม กำลังกายนี้ จากเพื่อนฝูง จากสิ่งแวดล้อมอย่างอื่น เช่นมีทรัพย์สมบัติ มันก็มี กำลังกายมากขึ้น, จ้างคนมาทำอะไร เท่าไรก็ได้ ; หรือมีเครื่องทุ่นแรงไว้ก็ได้. ทางกำลังจิต ก็อบรมให้มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิโดยเฉพาะ. ทางความรู้ ก็ให้เป็นความรู้ที่อยู่ในขอบเขต อย่าให้มันเป็นความรู้ ที่มันพร่าออกไปจนมันไม่มีจุดจบ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิ่งที่เรียกว่า "ปรัชญา" ของสมัยปัจจุบัน. คนนี้ว่าอย่าง คนโน้นว่าอย่าง ล้วนเป็นอย่าง ๆ อย่าง ๆ ไม่รู้กี่อย่าง สำหรับมาชนกันเล่น ; มันเป็นเรื่องจับแพะชนแกะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด, เรียกว่าไม่มีขอบเขต. ความรู้ต้องอยู่ในขอบเขตสิ่งที่เราต้องการจะรู้ ควรจะรู้ ; เราต้องมีปัญหาของเราโดยเฉพาะ แล้วก็จะแก้ปัญหานั้น ; แล้วในที่สุด

น.310 ก็ทำให้มันเป็นธรรม คือถูกต้อง. ข้อนี้ขอให้ระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิตที่สำคัญ ที่สุด แต่ฟังดูแล้วน่าขัน : ธมฺมํ สุจริติ จเร-จงประพฤติธรรมให้สุจริต ประพฤติธรรมะให้สุจริต ; นี้กำชับไว้ที่เดียวว่าประพฤติธรรมะนั้นก็ต้องประพฤติ ให้สุจริต; คือประพฤติคดโกงก็ได้, มันน่าไหว้หลังหลอกต่อธรรมะก็ได้, นับถือพระพุทธเจ้าอย่างหน้าไหว้หลังหลอกก็มี .. เดี๋ยวนี้เรามีหลักเกณฑ์ มีหลักปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เราก็ยังต้องจงรัก ภักดีต่อหลักเกณฑ์ต่ออุดมคตินี้ แล้วประพฤติให้มันสุจริต. ที่นี้นักเรียนก็เรียน กันแต่หัวข้อ ยังไม่ได้ประพฤติด้วยซ้ำไป ; แล้วจะประพฤติให้มันสุจริตได้ อย่างไร. เพราะว่าเมื่อลงมือประพฤติแล้ว เราก็ยังจะต้องประพฤติให้มันสุจริต, อย่าให้ถูกติเตียนได้ว่า เราเล่นตลกพลิกแพลงอะไรอย่างนั้น-อย่างนี้ ทีนี้ ยังเหลืออยู่อีกเพียงนิดเดียวว่า ปัญหาที่ว่าจะป้องกันแก้ไขความ อ่อนเพลียในการงานนั้น. คุณต้องเอากำลังเหล่านี้ไปใช้. นี่ผมก็ตอบอย่าง เอาเปรียบ หรือกำปั้นทุบดิน. ความอ่อนเพลียไม่มีกำลังใจจะทำงานนี้ หรือเมื่อ ทำงานอยู่ก็เหนื่อยหน่าย ท้อแท้, เสร็จแล้วมันก็ยังเบื่อระอา. นี้ต้องสร้างกำลังนี้ ขึ้นมาใหม่ให้ครบบริบูรณ์ โดยหลักที่เรียกว่า พละ หรืออินทรีย์ มีอยู่ ๕ อย่าง คือ-ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ; ก็คือที่เรากำลังพูดอยู่แล้วเวลานี้. มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา, รายละเอียดอยู่ในหนังสือนวโกวาท หรือคำอธิบายนวโกวาท ; และผมก็อธิบายแต่เค้าที่สำคัญ ๆ แล้วเมื่อตะกี้นี้ ; แล้วมันไปจบอยู่ที่ปัญญา เป็นอันที่ ๕

น.311 ศรัทธา - ความเชื่อ, วิริยะ - ความพยายาม, สติ - ความระลึกรู้สึก ตัวอยู่, สมาธิ - ความมีกำลังใจมัน, แล้วปัญญา - ความรู้. ที่กล่าวไว้ ๕ อย่างนี้ มันเป็นครอบจักรวาลไปใช้ในทุกแขนง แล้วก็มุ่งหมายโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; ห้าอย่างนี้เพื่อความมุ่งหมายนั้น. แล้วอย่า ลืมว่า ปัญญานั้น เฉโกก็ได้ ปัญญาในที่นี้ต้องเป็นปัญญาแท้จริง. ถ้าว่าจะเอา หัวเหง้าของมัน เป็นเพียงอย่างเดียวละก็ต้องเอาที่ปัญญาที่แท้จริง ปัญญาที่ ถูกต้อง ยึดเอาปัญญาชนิดนั้นเป็นหลัก แล้วอื่น ๆ จะตามมา เรียกว่า หัวเหง้า คือหัวขั้วของพวงที่มันมีหลาย ๆ แขนง. เรามีปัญญาเป็นหัวเหง้าของพวงแล้วก็พอ เพราะปัญญาที่ถูกต้อง สามารถดึงอะไรต่าง ๆ มาตามที่ต้องการได้ครบ. คตินี้จะเป็นของโบราณก่อน พุทธกาล เพราะไปอ่านดูในฝ่ายอื่นมันก็มี. เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าปัญญากว้างขวาง ใช้เป็นหลักทั่วไป มันก็มามีอยู่ในคัมภีร์ของเราคือของพุทธศาสนา. เขาว่าอย่างนี้ ; ปญฺญา หิ เสฏฐา กุสลา วทฺติ. - "พวกคนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาเป็นสิ่ง ประเสริฐที่สุด" . ใช้คำว่า พวกคนฉลาด คือกินความกว้าง : คนฉลาด แล้วไม่ว่าใคร ย่อมกล่าวปัญญาว่าประเสริฐที่สุด. นกขตฺตราชาริว ตารกานิ, ‘เหมือนดวงจันทร์ซึ่งเป็นราชาแห่งนักษัตรย่อมเด่นกว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น' . สีลิ สิรี จาปี สตฺจ ธมฺโม อนวายิกา ปญฺญฺโต ภวนฺติ, "สีลก็ดี มิ่งขวัญก็ดี สัทธรรมก็ดี ย่อมเป็นไปตามอำนาจของปัญญา" คือปัญญาจะชักนำมาเอง แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรมของสัตบุรุษ ก็จะมาสู่อำนาจของปัญญา. คำพูดทั้งหมดนี้ก็ขอให้สนใจ หรือยึดปัญญาเป็นหลัก แล้วใช้ปัญญา นี้กวาดต้อนเอาทุกอย่างที่ต้องการมา. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "กำลัง - กำลัง" ก็ขึ้น

น.312 อยู่กับปัญญา, แล้วก็เป็นปัญญาที่เป็นความถูกต้องในประการที่ ๔. ที่เราพูดถึง ในวันนี้คือ ประการที่ ๔ กำลังของความถูกต้อง. ปัญญาที่พลิกแพลงไปใช้ ชั่วก็ได้ ดีก็ได้นั้นไม่เอา ไม่ได้หมายถึงในที่นี้. นี้คือกำลังของฆราวาส ผู้กำลัง เดินทางอยู่ในวัฏฏสงสาร เพื่อจะไปนิพพาน. นี้ก็รวมทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องเมีย เรื่องปัญหาพื้นฐาน ปัญหาพื้นดินด้วย. โดยหัวข้อมีอยู่ อย่างนี้ เอาไปชำระสะสางให้ดี ให้ใช้มันให้ได้คือ apply ให้ได้ อย่าเป็น ตัวหนังสืออยู่ในสมุด. นกกางเขนบอกหมดเวลาเพียงนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต